+ Reply to Thread
Page 1 of 5 123 ... LastLast
Results 1 to 10 of 43
  1. #1
    fatal_error

    SINS บาปอมตะ

    . Special Investigation and Neutralization Squad หรือรู้จักกันในวงการใต้ดินว่าซินส์ SINS พวกเขาคือหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อสภาแห่งทาร์ทารัส และพร้อมจะทำงานทุกอย่างที่ได้รับคำสั่งมาไม่ว่างานนั้นจะสกปรกโสมมซักแค่ไหนหรือจะคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากแค่ไหนก็ตาม ทั้งหมดก็เพื่อสมาชิกแห่งทาร์ทารัสที่คอยกำกับโลกทั้งโลกให้เดินไปในทางที่พวกเขาต้องการ... นั่นคือคำที่เล่ามาจากปากของคนวงในที่ไม่ได้อยู่ข้างในจริง มีเพียงสมาชิกของซินส์เท่านั้นที่รู้ว่างานที่แท้จริงของพวกเขานั้นคือ ...การล่าอมตะ


    Opening http://www.youtube.com/watch?v=85aISzYBfF4

    บทที่ 1 เด็กน้อย http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post947147

    บทที่ 2 อมตะ http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post955923

    บทที่ 3 เมดูซ่า http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post961636

    บทที่ 4 โชคร้าย http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post966572

    บทที่ 5 S.I.N.S. http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post968376

    บทที่ 6 เลือดพิษ กลอเรีย http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post972739

    บทที่ 7 ระบาด http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post976498

    บทที่ 8 วิปลาส http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post979571

    บทที่ 9 บางสิ่งที่ซ่อนอยู่ http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post983182

    บทที่ 10 เติบใหญ่ http://www.thaicybergames.com/main/s...l=1#post993934

    บทที่ 11 มือที่สาม http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1011621

    บทที่ 12 คิเมร่า http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1017984

    บทที่ 13 เรื่องไม่เป็นเรื่อง http://www.thaicybergames.com/main/s...56#post1023456

    บทที่ 14 มนุษย์ http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1030421

    บทที่ 15 ผู้ล่าที่ถูกล่า http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1037028

    บทที่ 16 โลกยินดีต้อนรับ http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1042876

    บทที่ 17 เซอร์บีรัส http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1048765

    บทที่ 18 ความรัก http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1054841

    บทที่ 19 พินาศสิ้น http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1062067

    บทที่ 20 ศักดิ์ศรี http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1068892

    บทที่ 21 โลงศพ http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1073152

    บทที่ 22 ผู้ใหญ่ http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1077738
    Last edited by fatal_error; 04-06-2011 at 09:48 PM. Reason: Update

  2. #2
    fatal_error

    บทที่ 1 เด็กน้อย

    บทที่ 1 เด็กน้อย
    [คุณเคยเห็นคนตายมั้ย?]

    กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
    ค.ศ. 2013 เดือน มิถุนายน วันที่ 13

    ที่นี่ฝนกำลังจะตก ตกลงมาเป็นสีเลือด...

    ท่ามกลางเมืองหลวงที่แออัดคับแคบและบรรยากาศครึ้มฟ้ามัวฝนทำให้เด็กน้อยรู้สึกไม่สบายใจนักทั้งๆที่มือซ้ายนั้นกุมมือของแม่อยู่ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของพ่อหนูอายุแค่เจ็ดแปดขวบดูเหนื่อยล้าและเป็นกังวลจนกลืนไปกับสภาพรอบข้าง เสื้อยืดลายการ์ตูนและกางเกงยีนส์ตัวเก่งของเจ้าตัวเล็กเริ่มมีร่องรอยของหยดน้ำจากฟากฟ้าปรากฏให้เห็น ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเพื่อไปให้ถึงสถานีรถไฟใต้ดินพลางยกมือขึ้นมาบังหัวของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีดำ

    แล้วไม่นานนักทั้งสองก็เดินมาจนถึงจุดหมายที่ต้องการ ผู้คนที่อยู่โดยรอบชานชะลาดูไม่หนาแน่นเท่าที่ควร บางทีอาจเป็นเพราะในตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วนก็เป็นไปได้ จึงทำให้สองแม่ลูกได้มีโอกาสยืนสบายๆโดยไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากนัก แต่ในทางกลับกันบรรยากาศที่วังเวงก็สามารถทำให้เด็กตัวเล็กๆรู้สึกใจสั่นได้เหมือนกัน
    ตึก ตึก ตึก เสียงรองเท้าแข็งๆกระแทกพื้นเดินลงมาจากบันไดของสถานีเรียกให้หนูน้อยหันหน้าไปมอง มันดังคล้ายกับรองเท้าคอมแบทของพวกทหารหรืออะไรที่หนักประมาณนั้น นั่นทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาของตัวเองซักเท่าไรเมื่อร่างที่กำลังเดินมาทางเขานั้นเป็นผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย เนินอกที่อวบอิ่มและเอวที่คอดเข้ารูปอย่างงดงามถูกชุดกระดุมสีน้ำตาลหม่นคลุมทับเอาไว้ และยิ่งเมื่อรวมเข้ากับกางเกงขายาวสีดำและเสื้อคลุมแบบมีฮู้ดสีดำของเธอแล้ว มันก็ขับให้หญิงสาวดูน่ากลัวและลึกลับมากกว่าที่จะเอ่ยปากชมถึงความงดงามของรูปร่าง
    หญิงแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้สองแม่ลูกมากขึ้นเรื่อยๆจนหนูน้อยเริ่มรู้สึกเกร็งแต่สองตาของเขาก็ยังคงจ้องมองไปยังหญิงสาวหมายจะได้เชยชมใบหน้าของนาง แต่แล้วเมื่อแสงสาดส่องเผยให้เห็นรูปลักษณ์ของเธอแล้ว หนูน้อยก็ถึงกับตาค้างไป ไม่ใช่ด้วยความชื่นชม แต่ด้วยความตกใจสุดขีด เพราะโครงหน้าที่งดงามดั่งสวรรค์ประทานลงมานั้นกลับมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านดวงตาข้างซ้ายจนมันบอดสนิท เหลือเพียงตาข้างขวาที่พอจะทำให้รู้ว่าเธอมีนัยน์ตาสีเขียวดุจมรกต แต่แทนที่มันจะงดงาม ดวงเนตรข้างนั้นกลับดูราวกับไร้ชีวิตเหมือนปิศาจร้ายจากนรกก็ไม่ปาน
    “แม่ เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีมั้ยครับ” หนุ่มน้อยกำมือผู้เป็นแม่แน่นพร้อมกับขอร้องด้วยเสียงอันสั่นเทาให้พาตนออกไปจากที่นี่
    “อีกเดี๋ยวรถไฟก็มาแล้วอัล ทนหิวอีกนิดพอถึงบ้านแล้วแม่จะทำกับข้าวให้กินเอง” ผู้เป็นแม่ยิ้มตอบด้วยอย่างอารมณ์ดีด้วยคิดว่าลูกคงหิวมากแล้ว แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้หิวเลยซักนิด เขากำลังกลัวต่างหาก กลัวอย่างไร้เหตุผล
    “แต่ แต่ผมหิวแล้ว...” เด็กน้อยยังคงดื้อดึง ด้วยสัญชาติญาณบางอย่างมันบอกให้เขารีบออกไปจากที่นี่
    “เอะ ลูกคนนี้นิ ก็ไหนบอกว่าวันนี้อยากกินไก่อบฝีมือแม่ไม่ใช่รึไง”

    ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังพยายามกล่อมลูกของตนให้สงบลงนั้น หญิงสาวในฮู้ดสีดำก็เดินผ่านพวกเขาทั้งสองคนตรงไปที่ชายท่าทางซ่อมซ่อคนหนึ่ง ผมเผ้าของเขารกรุงรังพอๆกับหนวดเคราที่ขึ้นอยู่เต็มใบหน้า จากโครงหน้าและสีผิวทำให้พอจะประมาณได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนจากแถบตะวันออกกลางที่อาจเข้ามาหางานทำที่นี่แล้วโดนโชคชะตาเล่นตลกจนต้องสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นแบบนี้
    ท่ามกลางความเงียบของสถานีในตอนที่รถไฟยังมาไม่ถึง หญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
    “เจ้า อยากจะตายไหม?” คำพูดนั้นแม้จะไม่ได้ดังมากอะไร แต่ในสถานีที่เงียบสนิทเช่นนี้มันก็มากพอที่จะทำให้คนรอบๆได้ยินมัน รวมไปถึงชายแปลกหน้าที่พึ่งถูกถามคำถามเมื่อครู่ แต่ชายคนนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาเพียงแหงนหน้าที่เคยก้มอยู่ขึ้นมามองเธอด้วยสีหน้าที่เรียบสนิท
    “เจ้า อยากจะตายไหม?” คำถามเดิมถูกเอ่ยออกมาเป้นครั้งที่สองเหมือนกับเทปที่ถูกกรอกลับ ต่างกันก็ตรงครั้งนี้ชายแปลกหน้าคนนั้นกลับฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างน่ารังเกียจ จนแม้แต่เด็กน้อยที่พึ่งงอแงอยู่เมื่อครู่ยังต้องตกใจ
    “ถามอะไรโง่ๆ ฉันน่ะหรออยากจะตาย...” คำตอบง่ายๆถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอำมหิต “...ฉันอยากจะฆ่าต่างหาก!”
    พริบตามือที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกของเขาก็ยื่นไปเบื้องหน้า แล้วในตอนนั้นเองที่มวลอากาศรอบๆมือของเขาลุกไหม้กลายเป็นไฟแล้วระเบิดออกอย่างรุนแรง แรงระเบิดของมันทำให้กระจกรอบๆและปูพื้นบางส่วนแตกเป็นเสี่ยงๆ ผู้คนที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นต่างแตกตื่นตกใจพาแล้วเริ่มพากันวิ่งหนี ทว่าชายลึกลับกลับหันมือของเขาไปทางคนพวกนั้นแล้วเพียงเสี้ยววินาทีระเบิดแบบเดียวกันก็ฉีกร่างของพวกเขาจนเป็นชิ้นๆ เลือดสดๆพุ่งกระจายไปรอบทิศทางพร้อมกับเศษหินและเศษปูน กลิ่นของเนื้อไหม้และโลหิตสดๆที่ชวนคลื่นไส้กระจายไปทั่วห้องเร่งให้เสียงกรีดร้องดังมากขึ้น
    “ฮ่าๆ ไอ้พวกก้อนเนื้อ หนีไป หนีไปซะให้หมดข้าจะได้ฆ่าพวกแกทิ้งซะ สนุก สนุกจริงๆ” เสียงหัวเราะอันวิปลาสนั้นดังอยู่ไม่นานก็มีอันต้องเงียบไป เพราะเจ้าของเสียงหันไปสังเกตเห็นว่าใครบางคนที่ควรจะกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้วยังคงยืนอยู่ไม่ห่างจากเขา หญิงสาวผู้มีนัยน์ตาซ้ายบอดสนิทไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนกหรือสั่นกลัวกลับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามนัยน์ตาสีเขียวนั้นกลับนิ่งจนน่ากลัว
    “เจ้า... ไม่อยากตายจริงๆหรือ?” คำถามซ้ำๆเดิมๆ แต่ชายผู้มีพลังประหลาดกลับรู้สึกว่าครั้งนี้มันกลับฟังดูน่ากลัวมากกว่าตอนแรก ขนทั่วร่างของเขาตั้งชันอย่างไม่มีสาเหตุ ความเย็นยะเยือกวิ่งจับสันหลังจนเจ้าตัวเผลอก้าวเท้าถอยหลังไปไม่รู้ตัว
    “แกเป็นใครกันวะ ตำรวจ? ทหาร? แต่ไม่ว่าแกจะเป็นใครแกก็ไม่มีวันฆ่าข้าได้หรอก เพราะอะไรน่ะหรอ...” ชายผู้มั่นใจว่าตนไม่มีทางถูกฆ่าถลกเสื้อของตนขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากกระสุนปืนจำนวนนับไม่ถ้วน และมีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในตำแหน่งหัวใจและอวัยวะสำคัญของเขาจนน่าเหลือเชื่อว่าคนๆนี้ยังคงมีชีวิตรอดมาได้อย่างไร “...เพราะฉันตายไปแล้วยังไงล่ะ! ไม่มีใครฆ่าฉันได้หรอก ฉันเป็น...” ทว่าคำพูดสุดท้ายกลับต้องหยุดลงเมื่อหญิงสาวแปลกหน้าพุ่งเข้ามาต่อยเขาที่ปลายคางอย่างรวดเร็ว ร่างที่สูญเสียการควบคุมนั้นเซถลาไม่เป็นท่าแล้วล้มลงไปนอนกับพื้น
    “ในเมื่อเจ้ายืนยันตัวตนซะหนักแน่นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ถามเจ้าอีกต่อไป...” ถุงมือสีดำทั้งสองข้างของเธอถูกปลดออกเผยให้เห็นมือสีขาวนวลทั้งสองข้างนั้น “...ข้าจะเป็นคนฆ่าเจ้าให้เอง”
    “ยะ... อย่ามาพูดเพ้อเจ้อนะอีบ้า!” มือของชายคนนั้นสะบัดออกไปอีกคราสร้างระเบิดขนาดใหญ่ในจุดที่หญิงสาวยืนอยู่ ทว่ามันช้าเกินไป นักสู้มือเปล่าที่ว่องไวพุ่งเข้าประชิดตัวเขาก่อนที่บริเวณนั้นจะระเบิดกลายเป็นจุล และเมื่อนั้นเองที่เธอเอื้อมมือไปสัมผัสแขนของเขา เพียงผิวหนังของทั้งคู่สัมผัสกันเบาๆเท่านั้น ชายแปลกหน้าก็ร้องออกมาเสียงหลง
    “อ้ากกกก แขน แขนของฉัน!”

    เสียงร้องของเขาไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนนี้ปลายแขนของเขามันเน่าเปื่อยจนส่งกลิ่นเหม็นรุ่นแรงออกมา เนื้อเละๆค่อยๆหลุดร่อนออกมาจนเผยให้เห็นกระดูกสีขาวที่ยังคงมีคราบเลือดเน่าๆติดอยู่ แล้วไม่นานมันก็ลามไปเรื่อยจนใกล้จะถึงหัวไหล่ของเขาเต็มที “อะไร อะไรวะ แกทำอะไรฉัน” น้ำเสียงของเขาตื่นตระหนกด้วยความกลัวสุดขีด สติของเขาพร่าเลือนเพราะความเจ็บและยิ่งต้องมาเห็นร่างของตนกำลังเน่าไปแบบนี้เขาก็แทบจะเป็นบ้าไป “บัดซบ บัดซบเอ้ย!”
    เมื่อไม่มีทางเลือก มือที่ยังคงใช้การได้อีกข้างของเขาจึงหันเข้าหาไหล่ของตัวเองแล้วปลดปล่อยระเบิดออกมาเบาที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ เสียงระเบิดเล็กๆดังออกมาพร้อมกับแขนของเขาที่กระเด็นไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดที่ปลายแขนหายไปเหลือแต่ความเจ็บปวดที่หัวไหล่แทน เลือดสดๆพุ่งกระฉูดออกมาเหมือนน้ำประปาแตก แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะให้เนื้อเน่าลามมาถึงตัวเขา
    “เจ้าไม่อยากตายหรือ?”
    มือของเธอยื่นเข้าหาเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ชายคนนั้นรู้ตัวทัน เขารีบกระโดดออกไปด้านหลังอย่างรวดเร็วแล้วจับผู้หญิงที่บาดเจ็บที่ขาจนไม่สามารถเดินได้ขึ้นมา ...หญิงสาวที่กำลังจะกลับบ้านไปเพื่อทำไก่อบให้ลูกชายกิน
    “ถะ ถอยไป ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวนั่งนี่ตายแน่”
    “แม่!” ผู้เป็นลูกร้องออกมาเสียงหลงเมื่อเห็นว่าแม่ของตนกำลังถูกจับเป็นตัวประกัน เขาพยายามที่จะเข้าไปหามารดาอันเป็นที่รักแต่มือระเบิดกลับเตะเขาเข้าที่ท้องจนร่างเล็กๆกระเด็นไปไกล
    “อย่ามาเสือกไอ้หนู”
    “อัล อัลลูกแม่”
    “หุบปากเดี๋ยวนี้ไม่งั้นฉันจะระเบิดแกทิ้งซะ” ถ้อยคำขู่นั้นทำให้หญิงสาวต้องเงียบลงทันที เพราะเธอรู้ว่าชายคนนี้สามารถทำอย่างที่ขู่ได้จริงๆ
    “ได้ยินแล้วใช่มั้ยอีนังบ้า คราวนี้ถอยไปจากที่นี่ซะ ถ้าขืนแกก้าวเข้ามาละก็ แกได้เห็นแม่นี่กลายเป็นเศษเนื้อแน่”

    ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นกลับผิดไปจากความคาดหมาย เมื่อหญิงสาวพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วแล้วซัดหมัดของเธอทะลุอกของตัวประกันและเขาไปพร้อมๆกันอย่างไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความลังเลบนใบหน้า ร่างของหญิงที่ถูกจับสูญสลายกลายเป็นผงไม่เหลือแม้แต่กระดูกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชายคนนั้นค่อยๆเน่าเปื่อยจากหน้าอกลามไปทั่วตัวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ก็ไม่อาจส่งเสียงร้องใดๆออกมาได้เพราะปอดของเขากลายเป็นเพียงเนื้อยุ่ยๆที่ไม่อาจส่งลมไปให้กำเนิดเสียงได้อีกแล้ว สิ่งที่ยังพอจะบอกถึงความทรมานของเขาได้จึงมีเพียงน้ำตาที่ไหลนองและใบหน้าที่บิดเบี้ยวเท่านั้น
    “มะ แม่ครับ” เด็กน้อยเรียกหาแม่ของตนด้วยเสียงอันสั่นเครือ น้ำตาแห่งความเศร้าเริ่มปริ่มขอบตาอันร้อนผ่าว ในขณะที่หญิงสาวผู้เป็นมือสังหารเพียงสวมถุงมือสีดำกลับด้วยสีหน้าเรียบๆ
    “เจ้าแค้นข้ามั้ย?...” คำถามแปลกๆชองหญิงสาวถูกเอ่ยออกมาอีกครา แล้วในขณะที่เด็กน้อยยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นเองที่เธอเข้าประชิดตัวแล้วยัดบางอย่างใส่มือของเด็กน้อย ดวงตาอันไร้เดียงสามองวัตถุในมือนั้นด้วยความตื่นตระหนก เพราะมันคือปืนพกอัตโนมัติที่มีขนาดใหญ่กว่ามือของเขามาก และไม่ทันที่เด็กน้อยจะได้คิดอะไรต่อ มือเล็กๆของเขาก็ถูกมือของหญิงสาวจับมาประคองปืนแล้วจ่อมันเข้าที่หน้าผากของเธอเอง
    “ยิงเลย เจ้าจะได้แก้แค้น”
    “อะ อะ” เด็กน้อยพูดไม่ออก ทุกอย่างมันตื้อไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่ไหลออกมาเพราะความเศร้าและความกลัวจับขั้วหัวใจ
    “ยิงเลยสิ” มือของหญิงสาวค่อยๆกดนิ้วของเด็กน้อยหนักขึ้นเรื่อยๆจนนกสับไกเริ่มง้างออก
    “มะ ไม่ ไม่นะ” มือเล็กๆของเขาสั่นระริกด้วยรู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้น
    “ยิงเลย”
    “ไม่ ไม่นะ!”
    ปัง! เสียงปืนดังออกมาพร้อมกับส่งลูกแม็กนั่มเข้าหัวของหญิงสาว เลือดสดๆกระเด็นไปทั่วตัวของเด็กน้อยพร้อมกับร่างของเธอที่กระเด็นถอยไปเพราะแรงส่งปืน หญิงสาวแน่นิ่งไปในทันทีในสภาพที่กะโหลกศีรษะแตกจนสมองไหลเพราะลูกปืนขนาดใหญ่ ภาพแห่งฝันร้ายนั้นประทับเข้าไปในความทรงจำของเด็กน้อยพร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของเขาและเสียงรถไฟที่พึ่งวิ่งมาถึงชานชาลา

    ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นองเลือด รถตำรวจและรถพยาบาลก็มาถึงที่เกิดเหตุ แน่นอนว่าเหตุการณ์ใหญ่ๆอย่างนี้ย่อมไม่อาจพ้นหูพ้นตาสื่อมวลชนไปได้ และนั่นทำให้สารวัติร่างใหญ่ที่พึ่งจะมาถึงที่เกิดเหตุอารมณ์เสียเป็นที่สุด เพราะนี่หมายความว่าไม่ใช่แค่เขาต้องผละมาจากเวลากาแฟอันโปรดปราน แต่เขายังต้องฝ่าฝูงเหยี่ยวข่าวพวกนี้เพื่อเข้ามาในที่เกิดเหตุอีกด้วย แต่อย่างน้อยโชคก็ยังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง ที่ลูกน้องของเขาสามารถกันคนเหล่านี้ออกไปได้ทันก่อนที่ภาพเศษเนื้อจะกระจายออกไปทั่วเกาะอังกฤษ ไม่อย่างนั้นมีหวังเขาต้องคอยรับโทรศัพท์จากพวกเจ้านายไร้ความสามารถจนไม่มีวันทำอะไรแน่
    “ไหนดูซิว่าเรามีอะไรที่นี่บ้าง” สารวัติใหญ่ถามลูกน้องของตนด้วยเสียงน้ำเสียงแสดงความเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์รุนแรงพวกนี้เต็มที
    “ครับสารวัติวินเซ็นต์ (Vincent) มีคนตายสิบเอ็ดศพ หญิงสาม ชายแปด สิบศพถูกแรงระเบิดจนแทบจำสภาพเดิม ส่วนอีกหนึ่งศพถูกยิงด้วยปืนที่คาดว่าน่าจะเป็นดีเซิร์ทอีเกิ้ล ขนาด .45 เข้าที่ศีรษะครับ”
    “แม่นี่น่ะหรอ” สารวัติมองดูสภาพของหญิงสาวผมสีบลอนด์ในชุดสีดำด้วยแววตาที่ชินชาต่อสภาพศพที่หัวระเบิดเพราะกระสุน
    “ครับ เรายังไม่รู้ว่าผู้ตายเป็นใคร ไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีอะไรที่พอจะระบุตัวตนได้แม้แต่น้อย ที่เราพบมีมีดพกทหารพราน แม็กปืนของดีเซิร์ทอีเกิ้ลสามแม็กกับเศษเงินอีกนิดหน่อย” เจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับยกหลักฐานที่ใส่อยู่ในถุงพลาสติกใสขึ้นมาให้วินเซ็นต์ดู
    “แล้วปืนล่ะ”
    “เอ่อ...” คนโดนถามลังเลไปพักหนึ่งก่อนที่จะตอบออกมา “...ตอนที่เรามาถึงเด็กคนหนึ่งถือมันเอาไว้แน่นเลยครับ ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบเอาแต่นิ่งแล้วก็ร้องไห้ตลอดเวลาเลยครับ” สารวัติใหญ่ได้ฟังก็หันไปมองเด็กที่กำลังนั่งนิ่งด้วยอาการช็อคอยู่โดยมีตำรวจอีกสองคนคุมเชิงตลอดเวลา
    “แน่ใจนะ?”
    “คะ ครับ เด็กคนนั้นถือปืนเอาไว้จริงๆ”
    “นี่หมายความว่าไอ้เปี้ยกนั่นแย่งปืนจากแม่สาวท่าทางอันตรายนี่แล้วยิงเธอ ก่อนจะก่อวินาศกรรมด้วยระเบิดหรือยังไง” คำพูดด้วยน้ำเสียงติดจะประชดนั้นทำเอาคนรายงานพูดอะไรไม่ออก และในขณะที่วินเซ็นต์กำลังมองไปรอบๆเพื่อหาอะไรที่ดูจะน่าเชื่อถือกว่าเรื่องฆาตกรตัวจิ๋วสายตาของเขาก็เจอเข้ากับอะไรบางอย่าง
    “แล้วนี่อะไร” คำถามมาพร้อมกับนิ้วที่ชี้ไปยังเสื้อผ้าสองกองที่อยู่บนพื้นและผงอะไรบางอย่างสีดำที่กองอยู่รอบๆ
    “อะ เอ่อ ไม่ทราบครับ” เมื่อได้ยินคำตอบนั้น สารวัติก็หันควับมาหาตำรวจหนุ่มพร้อมกับสีหน้าที่บอกให้เขารู้ว่าคำตอบที่ออกมาจากปากควรจะดีกว่านี้ “เอ่อคือ ตอนนี้เรากำลังส่งผงพวกนี้ไปตรวจสอบอยู่ครับ ส่วนเจ้าของเสื้อผ้าพวกนี้ชุดหนึ่งไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย ส่วนอีกชุดมีกระเป๋าสะพายของผู้หญิงตกอยู่ข้างๆด้วย ข้างในมีบัตรประจำตัวของนาง ซิลเวีย สตีลเกท (Silviers Steelgate) อยู่ข้างในครับ”
    “นี่มันเรื่องอะไรของมันวะเนี่ย” สารวัติบ่นออกมาอย่างหัวเสียกับสิ่งที่ตนเองมีตรงหน้า ทุกอย่างดูยุ่งเหยิงและลึกลับไปหมด เสื้อผ้าที่ไม่มีเจ้าของ เด็กอายุไม่น่าจะเกินเจ็ดขวบกับปืนที่ผู้ใหญ่ยิงยังต้องบ่นว่าเจ็บข้อมือ แล้วไหนจะไอ้ผงดำๆนี่ กับศพที่โดนระเบิดกระจุยเป็นชิ้นๆนี่อีก “คุณไปรวบรวมพยานมาทั้งหมด แล้วพาไอ้เด็กนั่นมาด้วยผมจะสอบปากคำด้วยตนเองทั้งหมด”
    “แล้วเรื่องสหวิชาชีพจะให้เรียกใครมาบ้างครับ”
    “ไม่ต้อง สอบรอบนี้ผมสอบเอง รอบที่จะให้สหวิชาชีพมาร่วมเอาไว้พรุ่งนี้”
    “แต่สารวัติครับ เด็กนั่นน่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะนะครับ ถ้าทำอย่างนี้เราอาจโดนฟ้อง...”
    “ก็อย่าให้เรื่องมันรั่วสิวะ รีบๆจัดการตามที่บอกซะ” สารวัติใหญ่ตัดประโยคของอีกฝ่ายลงดื้อๆ ทำให้นายตำรวจชั้นผู้น้อยได้แต่ต้องทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เด็กชายผู้เป็นพยานปากสำคัญถูกพาหลบออกไปจากสายตาของนักข่าว ก่อนที่เขาจะถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ไม่ไกลนัก

    ภายในห้องสอบสวนที่มีเพียงประตูและผนังทึบสี่ด้านถูกเปิดไฟเอาไว้จนสว่างจ้า ที่นั่น อัลเบิร์ต สตีลเกท เด็กน้อยท่าทางธรรมดาๆกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พับเหล็กด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก โก้โก้ร้อนที่ตำรวจใจดีคนหนึ่งนำเข้ามาให้ถูกวางทิ้งไว้ต่อหน้าเขาโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการจิบ จิตใจของเด็กน้อยในยามนี้ไม่อาจจะทำอะไรได้ทั้งนั้น แม้แต่จะร่ำไห้เพื่อแม่ก็ไม่อาจทำได้ ด้วยเหตุการณ์ที่หญิงสาวมือสังหารจับมือของเขายิงปืนใส่หัวของเธอนั้นยังคงเด่นชัดเหมือนว่ามันพึ่งจะเกิดขึ้นไม่นานนี้
    แล้วในขณะที่ห้วงความคิดของเขากำลังเตลิดไปไกลนั่นเอง ประตูเหล็กก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นสารวัติวินเซ็นต์และร่างท้วมสูงใหญ่ของเขายืนอยู่เบื้องหลัง ดวงตาสีเทาของเขาผสมผสานไปด้วยความเหนื่อยล้าเหนื่อยใจ จนดูเหมือนว่าชายในเสื้อโค้ทสีเทาคนนี้กำลังเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น การปล้นทรัพย์ ฆาตกรรม และเรื่องจุกจิกอื่นๆอีกมากมายเป็นเหมือนเห็บเหาที่รังควานชีวิตของเขาไม่เลิก ทว่าหากมองดูอีกด้านหนึ่งแววตาที่เบื่อหน่ายนั้นสามารถมีความหมายได้ว่า เขาจะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดเห็บเหาพวกนี้ให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะใช้วิธีอะไรก็ตาม
    ปึง! แฟ้มประวัติเล่มบางและเอกสารอื่นๆถูกวางกระแทกโต๊ะจนอัลเบิร์ตสะดุ้งตกใจ ท่าทางของเด็กน้อยทำให้สารวัติวินเซ็นต์ปรายตาไปที่เขาครู่หนึ่ง ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะทำให้เด็กน้อยต้องก้มหน้ากลับไปเหมือนเดิม เสียงเปิดแฟ้มที่ดูรุนแรงเพราะอารมณ์ของสารวัติใหญ่ทำให้อัลเบิร์ตรู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนกับตอนที่แม่ของเขาจับได้ว่าเขาทำแจกันแตก ไม่สิ นี่มันดูแย่กว่าตอนนั้นอีก เพราะคราวนี้คงไม่มีคำปลอบโยนหลังคำดุแบบตอนนั้นแน่ๆ
    “อัลเบิร์ต สตีลเกท พ่อเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อาศัยอยู่กับแม่สองคนไม่มีญาติพี่น้อง ศึกษาอยู่ชั้นประธมห้า เรียนดีใช้ได้ แต่ท่าทางเพื่อนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่...” วินเซ็นต์ทำสายตาเบื่อหน่ายอีกครั้งก่อนจะพับแฟ้มนั้นลงแล้วเอนหลังไปพิงกับพนักเก้าอี้ “...ชั้นไม่เห็นว่าแกจะมีปัญหาอะไรมากมายนะ ไอ้หนู... ก็แค่ไม่ค่อยพูดเพื่อนเลยไม่ค่อยคบ ครอบครัว... ช่างมันเถอะเรื่องแบบนี้ใครก็เคยเจอ แต่ปัญหาก็คือรอยนิ้วมือของแกมันดันไปติดหราอยู่ที่ดิเซิร์ทอีเกิ้ลกระบอกนั้น และนั่นมันก็เป็นปัญหาสำหรับฉันด้วย เพราะฉันยังไม่อยากให้โลกมันทุเรศไปมากกว่านี้ด้วยการมีฆาตกรอายุเท่าแก”
    “ผะ ผะ ผมไม่ได้ทำ ผม...” เสียงของเด็กน้อยนั้นสั่นเทาด้วยความกลัวและตกใจ
    “ถ้าอย่างนั้นลองเล่ามาซิว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น” อัลเบิร์ตขยับนัยน์ตาสีฟ้าของตนขึ้นมามองคนข้างหน้าอยู่แวบหนึ่ง ก่อนที่จะตอบไปด้วยน้ำเสียงเลิ่กลั่ก
    “ผู้หญิงคนนั้น อยู่ๆเธอก็สู้กับผู้ชายคนหนึ่ง แล้ว แล้วก็ฆ่าผู้ชายคนนั้นกับแม่ของผม แล้วก็...” เมื่อไม่อยากเล่าต่อเสียงของเด็กน้อยจึงค่อยๆบางลงจนไม่อาจได้ยินในที่สุด
    “แกค่อยๆเล่ามาดีๆสิ ผู้ชายที่ว่าเป็นใคร ศพแม่แกอยู่ไหน แล้วผู้หญิงคนนั้นใช่ยัยคนที่กะโหลกเป็นรูรึเปล่า” เด็กน้อยไม่ตอบเอาแต่ก้มหน้าแล้วส่ายหัวแรงๆ จิตใจที่สับสนและบอบช้ำทำให้เขาไม่อาจพูดอะไรออกมา
    “นี่...” เสียงถอนหายใจและสีหน้าของสารวัติบ่งบอกว่าเขาเริ่มหงุดหงิดกับเห็บเหาตัวนี้เต็มที “...แกฟังฉันดีๆนะ ฉันรู้ว่าแกไม่มีญาติอีกแล้วถ้าแม่แกได้ตั๋วเที่ยวเดียวไปนรกแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากไปอยู่บ้านสังคมสงเคราะห์ที่มีคนดูแลเป็นอดีตผู้ต้องหาของฉันละก็ พูดมาดีๆตรงๆอย่าเล่นตัว” คำขู่พร้อมกับนิ้วที่ชี้ใส่หน้าของเด็กน้อยนั้นทำให้จิตใจของเขายิ่งเตลิดไปใหญ่
    “ผะ ผมไม่รู้ ผมไม่ได้ทำ!”
    “ฉันไม่ได้ถามว่าแกทำอะไร ฉันถามว่าเรื่องมันเป็นยังไง...”
    ทว่าก่อนที่การสอบสวนในครั้งนี้จะเลยเถิดไปกันใหญ่ เสียงเคาะประตูเบาๆก็ดังขึ้น ทำให้วินเซ็นต์หัวเสียมากขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตามเขาก็พยายามดึงสีหน้าตัวเองกลับพร้อมกับสูดหายใจเข้าปอดลึกๆสองสามที ก่อนที่เขาจะเดินไปที่ประตูแล้วเปิดมันออก
    “มีอะไร ฉันสั่งเอาไว้แล้วไม่ใช่หรอว่าห้ามใครมากวน”
    “เอ่อ สารวัติครับเรามี...”
    วินเซ็นต์หันหน้าไปตามมือของนายตำรวจคนนั้นเพื่อดูว่าอะไรเป็นเหตุกวนใจของเขาในครั้งนี้ และอาการของเขาเมื่อได้เห็นต้นเหตุก็บอกได้อย่างดีว่าเขาไม่พอใจแค่ไหน ประตูเหล็กถูกปิดลงเสียงดังหลังจากที่เขาก้าวออกจากห้องไปแล้ว เสียงโวยวายที่ดูเหมือนใครกำลังทะเลาะกันดังขึ้นหลังประตูอยู่ห้าหกนาที หนึ่งในนั้นอัลเบิร์ตที่ฟังอยู่จากในห้องค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นตำรวจที่พึ่งสอบปากคำเขา ส่วนอีกหนึ่งนั้นดูคล้ายกับเสียงผู้หญิง ผ่านไปได้พักหนึ่งการโต้เถียงก็จบลงด้วยเสียงทุบประตูดังโครมด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระแทกฝีเท้าที่เดินห่างออกไปไป
    หลังจากที่อัลเบิร์ตนั่งลุ้นอยู่นานว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ประตูเบื้องหน้าของเขาก็ค่อยๆถูกเปิดออก ที่นั่นเขาได้เห็นหญิงสาวในชุดสูทกางเกงขายาวสีเทาและชายหนุ่มที่อยู่ในชุดแบบเดียวกันอีกคน ชายหนุ่มอายุไม่น่าจะเกิดยี่สิบดีนั้นดูคล้ายหนุ่มเจ้าสำอางและมีใบหน้าที่ดูอ่อนโยน ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินและผมสีบลอนด์ด้วยแล้วก็ยิ่งดูน่าหลงใหล ผิดกับผู้หญิงที่เขาเดินนำหน้าเขาเข้ามา หญิงสาวมีแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ลากยาวจากบริเวณกกหูจนมาถึงมุมปากขวา เธอมีรูปตาที่ดูเหมือนคนเย่อหยิ่งและทระนง และผมสีดำของเธอถูกตัดสั้นแค่พอประบ่าเพิ่มความรู้สึกที่ว่า เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะให้ใครมาอยู่เหนือเธอได้
    เด็กน้อยมองบุคคลแปลกหน้าทั้งสองเดินเข้ามาจนกระทั่งหญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็นหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กโดยไม่พูดไม่จา มือเรียวยาวนั้นหยิบเอาเอกสารบนโต๊ะขึ้นมานั่งเปิดดูได้ทีสองทีเธอก็ส่งมันให้หนุ่มหน้าสำอางถือมันเอาไว้ ในสายตาของอัลเบิร์ตทั้งสองคนนี้ดูไม่เหมือนตำรวจเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงตรงหน้าเขาสะบัดขาทั้งสองขึ้นมาพาดไขว้ห้างบนโต๊ะหน้าตาเฉย ราวกับว่าที่นี่เป็นห้องพักสำหรับเธอก็ไม่ปาน
    “แกเองหรอไอ้หนูที่เป็นคนยิงแม่นั่น” คำพูดแรกของเธอทำให้หนูน้อยถึงกับสะดุ้ง
    “ผะ ผมไม่ได้ยิง”
    “แกยิง...” หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความน่าอึดอัด รอยยิ้มที่ดูเหมือนรอยยิ้มของปิศาจ “...แกยิงแน่นอนฉันรับประกันได้” มือไม้และเสียงของอัลเบิร์ตเริ่มสั่นมากขึ้น ในตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าตนกำลังกลายเป็นผู้ต้องหาจริงๆเข้าไปทุกที
    “ผมไม่ได้ยิงจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นคนจับมือของผม ผมไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมมันต้องเกิดเรื่องบ้าๆนี่กับผมด้วย!” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นระเบิดออกมาพร้อมกับอารมณ์ที่อัดอั้นเอาไว้ ในขณะที่สองมือก็คอยเช็ดน้ำตาที่รินไหลออกมาไม่ยอมหยุด “แม่.... แม่ครับ แม่อยู่ไหน”
    “แม่แกตายแล้วไอ้หนู...” เด็กน้อยไม่ตอบอะไรกลับเอาแต่สะอึกสะอื้น “...วิลเลี่ยมเดี๋ยวนายจัดการพาเจ้าเด็กคนนี้ไปที่ๆเราตกลงกันเอาไว้ ฉันไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายมากกว่านี้”
    “ครับคุณวิคตอเรีย” เมื่อชายหนุ่มรับคำเสร็จสับหญิงสาวก็สะบัดขาลงจากโต๊ะแล้วลุกขึ้น”
    “พาไป? พวกคุณจะพาผมไปไหน แล้วที่ว่าแม่ของผมตายไปแล้วหมายความว่ายังไง...” ทั้งสองเดินไปที่ประตูห้องโดยไม่หันหลังกลับมาสนใจคำถามของเขาเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่ง “...พวกคุณโกหก แม่ของผมยังไม่ตาย!” สติของหนูน้อยกระเจิดกระเจิงจนไม่อาจยอมรับแม้แต่ความจริงตรงหน้า ทำให้หญิงสาวเดินกลับมาแล้วเอามือฟาดลงบนโต๊ะก่อนจะกระชากคอเสื้อของเด็กน้อยเข้ามาหาตน
    “ฟังนะไอ้หนู... บนโลกเฮงซวยนี่มันมีคนตายทุกวินาทีนั่นแหละ จะเป็นคิวของแม่แกบ้างมันก็ไม่แปลกอะไรหรือแม้แต่จะเป็นคิวของแกตอนนี้เลยก็ยังได้” สิ้นคำพูดปืนพกสีดำเมี่ยมก็ถูกชักออกมาจากซองข้างเอวของเธอแล้วจ่อมันเข้าไปที่หัวของ อัลเบิร์ตซึ่งกำลังกลัวตัวสั่นจนพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
    “คุณวิคตอเรียครับ!” วิลเลี่ยมทำท่าจะวิ่งเข้าไปห้ามแต่เมื่อสายตาเฉียบของหญิงสาวหันกลับมาชายหนุ่มก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรต่อ
    “ยอมรับความจริงซะไอ้หนู อย่างน้อยแกก็ยังไม่ตาย”
    ปืนถูกชักกลับมาเก็บลงซองเหมือนเดิม พร้อมกับความโล่งใจของวิลเลี่ยมที่แสดงออกมาด้วยการถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั้งคู่เดินออกจากห้องไปในทันทีที่หมดธุระ ทว่าหนูน้อยผู้โชคร้ายยังคงสับสนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น วันนี้เขาเจอมาหนัก ตอนนี้อัลเบิร์ตนั้นรู้สึกไม่ต่างไปจากการตกนรกทั้งเป็น เมื่อวันนี้เขาได้เห็นคนตายต่อหน้าต่อตา และคนๆนั้นคือแม่ของเขาเอง...
    Last edited by fatal_error; 31-12-2010 at 09:27 PM.

  3. #3
    KillerSpree
    อ่า
    อยากทราบว่าการฝึกแต่งให้เห็นบรรยากาศโดยรวมนี่ ควรเริ่มจากอะไรดี และสำนวนภาษาควรเป็นยังไง
    เพราะติดตามมาหลายเรื่อง วิธีการเขียนนี่สุดยอดเลย~!

    ปล.คนเดียวกันกับ angel_thesis หรือเปล่าครับ

  4. #4
    fatal_error
    ใช่ครับ ผมคนเดียวกับ Angel_Thesis ครับ ID เก่าละลายหายไปตอนเปลี่ยนเวปเรียบร้อยแล้ว ก็เลยต้องกลับมาใช้ ID นี้แทน
    ส่วนการแต่งบรรยายบรรยากาศนี่ถ้าจะเริ่มคือควรเริ่มจากการรู้จักสถานที่นั้นๆครับ ไม่ว่าจากการไปเอง ดูรูป หรือจินตนาการขึ้นมาถ้าเป็นแนวแฟนตาซี
    ต่อจากนั้นก็คือตัวละครแต่ละตัวที่อยู่ในฉาก ให้ลองนึกภาพเรากำลังสวมบทตัวละครตัวนั้นแล้วถามตัวเองว่าถ้าเราเป็นตัวละครตัวนี้ นิสัยอย่างนี้ เราจะตอบโต้แบบไหน
    แล้วสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าในฉากอยากให้มันมีความรู้สึกโดยรวมยังไง ที่ผมใช้คร่าวๆก็ประมาณนี้ส่วนใหญ่ผมชอบใช้วิธีนึกเอาในหัวก็เลยไม่รู้ว่าเขียนเป็นลำดับแบบนี้จะใช้ได้รึเปล่า

    ส่วนสำนวนภาษานี่ได้จากการอ่านของคนอื่นแล้วลองปรับให้เป็นแบบของตัวเองน่ะครับ ลองเลือกๆอ่านนิยายในอินเตอร์เนตดูแล้วเรื่องไหนที่เรารู้สึกว่าอ่านเพลินไม่ค่อยสะดุด
    แสดงว่าเราน่าจะโอนเอียงไปทางการแต่งแบบนั้น (ที่ผมทำตอนแรกๆน่ะนะครับ) อีกครึ่งก็ต้องขอบคุณสมาชิกของบอร์ดประมูลกับ Thaicyber ที่คอยติแล้วก็แนะนำในช่วงแรกๆที่ผมเขียนด้วย
    ถ้าไม่มีคำติเหล่านั้นผมก็คงไม่มีทางพัฒนาการเขียนของตนเองได้อย่างแน่นอนครับ

  5. #5
    KillerSpree
    อยากจะให้พิจารณาสำนวนภาษา+การบรรยายของนิยายผมหน่อยน่ะครับ
    คิดว่าตัวเองแต่งห่วยง่ะ -*-

  6. #6
    fatal_error
    ได้ครับเดี๋ยวดูให้ ขอเวลาแปปเพราะท่าทางต้อฃอ่านยาว ^^"

  7. #7
    fatal_error
    บทที่ 2 อมตะ

    [ความตายคืออะไร?]

    ลึกลับและดำมืด ความเย็นของทางเดินเบื้องหน้าและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสร้างบรรยากาศชวนขนหัวลุกให้กับทุกชีวิตที่มาเยือนยังห้องเก็บศพแห่งนี้ แต่ว่าไม่ใช่กับวิคตอเรีย หญิงสาวผู้มีแผลเป็นพาดบนใบหน้าเดินตามนายแพทย์สูงวัยไปที่ศพแต่ละศพและหลักฐานแต่ละชิ้นโดยไม่มีสีหน้าขยะแขยงหรือรังเกียจสภาพอันเละเทะเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับนายตำรวจอีกสามคนที่เดินตามพวกเขามา ทุกคนต่างทำหน้าสะอิดสะเอียดเมื่อได้เห็นบาดแผลของเหยื่อแต่ละราย บางคนแทบอยากจะคายของเก่าออกมาด้วยซ้ำ
    “ครบตามที่ได้รับรายงานครับพี่วิคตอเรีย” วิลเลี่ยมเองก็เป็นอีกคนที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรต่อภาพตรงหน้าแม้ว่าภาพลักษณ์ของเขาจะเหมือนกับหนุ่มเจ้าสำอางก็ตาม
    “ที่เหลือก็แม่นั่นสินะ พาฉันไปดูซิ” นายแพทย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบห้องเก็บศพลังเลอยู่พักหนึ่ง เพราะเขาได้รับคำสั่งโดยตรงมาจากสารวัตรวินเซ็นต์ว่าห้ามไม่ให้ใครยุ่งกับศพของสาวผมบลอนด์โดยเด็ดขาด สายตาเป็นกังวลจึงหันไปหานายตำรวจทั้งสามเพื่อขอคำตอบ ซึ่งพวกเขาก็พยักหน้ากลับมาแทนคำอนุญาต
    “ทางนี้ครับ” โลงเหล็กสีเงินแคบๆถูกเลื่อนออกมาจากผนังเหมือนลิ้นชัก เผยให้เห็นร่างๆหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่อยู่ข้างในนั้น ใบหน้าอันสวยงามที่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ลากผ่านดวงตาด้านซ้ายบัดนี้กลับมีรอยกระสุนปืนขนาดใหญ่กลางหน้าผากเพิ่มขึ้นมาอีก ผิวขาวๆและผมสีบลอนด์ยาวเลยบ่าของเธอยังคงมีคราบเลือดหลงเหลือให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อวิคตอเรียพิจารณาดูจนแน่ใจแล้วว่าร่างตรงหน้าเป็นคนที่เธอกำลังตามหา ดวงตาดุๆทั้งสองข้างจึงหันไปยังนายแพทย์ก่อนจะถามคำถามออกไป
    “ไม่มีใครใช้มือเปล่าแตะต้องยัยนี่ใช่มั้ย”
    “ครับ พวกเราต้องทำตามมาตรฐานกันทุกคนอยู่แล้ว เรื่องนี้สารวัตรวินเซ็นต์เองก็กำชับอยู่บ่อยๆ” ชายสูงวัยตอบเพราะคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากลัวว่าการแตะต้องศพด้วยมือเปล่าจะทำให้หลักฐานหายไป แต่สิ่งที่เธอตอบกลับมานั้นกลับเป็นอะไรที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันเอาซะเลย
    “ก็ดี ...ฉันขี้เกียจมานั่งเก็บศพเพิ่ม ตอนนี้พวกคุณออกไปกันได้แล้ว เดี๋ยวที่เหลือพวกฉันจะจัดการเอง ส่วนเรื่องเอกสารสำคัญพวกคุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นั่งกระดิกเท้าดูบอลกันตามสบาย”
    สิ้นคำพูดชายในสูทสีเทาจำนวนหลายคนก็กรูกันเข้ามาภายในห้องแล้วจัดแจงเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีไปจนหมด รวมไปถึงศพทั้งหมดด้วย โดยที่นายตำรวจทั้งสามนายและนายแพทย์ได้แต่ยืนมองด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพวกเขามีคำสั่งจากรัฐบาลอังกฤษค้ำคออยู่ ว่าให้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในสูทสีเทาพวกนี้อย่างเต็มความสามารถโดยปราศจากคำถามใดๆทั้งสิ้น ซึ่งพวกเขาเองก็รู้ดีว่าหลังจากนี้สารวัตรวินเซ็นต์คงจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนอยากจะเอาปืนไปยิงคนออกคำสั่งเรียงตัวอย่างแน่นอน

    เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วขบวนรถตู้สีดำก็เคลื่อนตัวออกจากอาคารนิติเวช โดยที่หนึ่งในนั้นมีคนขับเป็นวิลเลี่ยมและมีผู้โดยสารเป็นวิคตอเรียกับศพของหญิงสาวผมบลอนด์ ม่านสีดำสนิทถูกดึงปิดรอบส่วนท้ายของรถที่มีเพียงสองคนกับอีกหนึ่งศพเพื่อบดบังสายตาจากผู้คนรอบๆ ก่อนที่วิคตอเรียซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังจะเอื้อมมือไปกระชากผ้าคลุมศพตรงหน้าออกแล้วเอาเท้ากระแทกไปยังร่างไร้วิญญาณอย่างไม่มีความเกรงใจ
    “เฮ้ย! ตื่นขึ้นมาได้แล้วอีบ้า...” คำสั่งนั้นดูไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง ทว่าในชั่วพริบตาร่างไร้วิญญาณกลับค่อยๆยันกายที่เปลือยเปล่าของตนขึ้นมานั่งอย่างไม่น่าเชื่อ รอยร้าวที่กะโหลกและรอยกระสุนปืนหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทิ้งเอาไว้เพียงคราบเลือดแห้งกรังบางๆเท่านั้น “...เมื่อไหร่จะเลิกซะทีวะ ไอ้นิสัยแกล้งตายโง่ๆเนี่ย”
    ไม่มีคำตอบใดๆจากคนที่พึ่งฟื้นมาจากความตาย เธอเพียงรับเอาเสื้อผ้าจากมือของวิคตอเรียมาแล้วสวมมันไปบนร่างที่เปลือยเปล่าอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ทำให้วิคตอเรียเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจนต้องจุดบุหรี่สูบแก้อารมณ์ร้ายของตน
    “รู้มั้ยว่าทำอย่างนี้พวกฉันลำบากกันแค่ไหน ดีว่าครั้งนี้ไม่มีไอ้หมอโรคจิตที่คิดจะข่มขืนศพหุ่นดีๆอย่างแกแบบคราวที่แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันได้งานเข้าอีกแน่”
    ไร้ซึ่งคำตอบใดๆมีเพียงความเงียบและแรงกดดันแปลกๆจากวิคตอเรีย พร้อมกับที่รอยยิ้มเหี้ยมๆของเธอเริ่มโผล่ออกมาเมื่อคนตรงหน้าไม่มีท่าทีจะสำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองก่อ และในขณะที่วิคตอเรียกำลังจะชักเอาปืนคู่กายของตนออกมายิงคนตรงหน้าให้ตายอีกรอบ น้ำเสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
    “...ผมไม่อยู่เฉยๆแน่คุณวิคตอเรีย กรุณาเก็บปืนกระบอกนั้นลงไปในซองด้วยครับ” ไม่ใช่แค่เพียงเสียง แต่สายตาที่เคยอ่อนโยนของวิลเลี่ยมเองก็เปลี่ยนไปด้วย มันเป็นสายตาที่เย็นชาและชวนสยดสยอง แต่วิคตอเรียกลับจ้องเข้าไปในตาคู่นั้นราวกับว่ามันไม่มีอะไร
    “แกคิดว่าจะทำอะไรได้อย่างนั้นหรอ ไอ้หนูวิลเลี่ยม...”
    “เอางานมาให้ฉันดู” น้ำเสียงอันไพเราะทว่าชวนเหงาของคนที่พึ่งฟื้นจากความตายดังขึ้นห้ามมวยของทั้งสองเอาไว้ ทำให้วิลเลี่ยมยอมหันกลับไปมองทางข้างหน้าด้วยท่าทีสงบเหมือนเดิม และทำให้ปืนของวิคตอเรียถูกเก็บลงซองไปในที่สุด
    “เอ่อ เอานี่ไปดู แล้วก็ขอทีเถอะนะอีบ้า งานนี้อย่าก่อเรื่องโง่ๆอีก”
    เอกสารชุดหนึ่งถูกโยนลงบนตักของหญิงสาวผมบลอนด์ และเมื่อเธอหยิบมันขึ้นมาอ่านก็พบว่าทั้งหมดนั้นคือรายงานการเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง คนแก่ หรือแม้แต่เด็ก ทว่าเธอยังคงไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับงานที่เธอทำเป็นประจำเลยแม้แต่น้อย ก็แค่รายงานคนตายตามปกติ
    “เหมือนไม่มีอะไรว่ามั้ย...” พูดจบวิคตอเรียก็เอาบุหรี่จี้ลงบนช่องสาเหตุการตายแทนคำบอกใบ้พร้อมกับดับบุหรี่ไปในตัว “...ทุกคนเสียชีวิตเพราะหัวใจวาย ทั้งๆที่ส่วนใหญ่เป็นคนแข็งแรงที่แทบไม่มีประวัติเจ็บป่วยเลยด้วยซ้ำ ทีแรกทุกคนก็คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญน่ะนะ จนกระทั่งมาเจอเข้ากับเคสนี้”
    สาวหน้าบากกระชากรายงานออกมาสี่แผ่นแล้วคลี่ให้คนตรงหน้าดู ทั้งสี่นั้นมีนามสกุลเดียวกัน ที่อยู่เดียวกัน เป็นครอบครัวพ่อ แม่ และลูกสาวอีกสองคน “ตายห่ากันยกบ้านเลย ในเวลาเดียวกัน ที่เดียวกัน โครตบังเอิญเลยว่ามั้ย แล้วพอลองมาตรวจสอบดูเคสอื่นๆก็ชัวร์เลย”
    แผนที่เกาะอังกฤษพร้อมกับรอยวงกลมสีแดงจำนวนมากถูกยกขึ้นมา วงกลมเหล่านั้นคือสัญลักษณ์แทนการเสียชีวิตที่น่าสงสัย พวกมันถูกเรียงชิดกันจนดูเหมือนกับเส้นทางหรืออะไรบางอย่างลากไปลากมา
    “จากรอยนี่แกก็น่าจะรู้ นี่แหละทางนรกของแท้เลย เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครหรืออะไรเป็นคนลงมือ แต่ที่แน่ๆ ไอ้เนี่ยฆ่าไม่เลือก เบาะแสอื่นที่พอจะมีก็คือกล้องวงจรปิดที่พึ่งได้รับมาเร็วๆนี้ อันนี้เห็นชัดเลยตอนที่ไอ้อ้วนดวงกุดล้มลงไปชักดิ้นชักงอ แต่ไม่ยักกะเห็นคนลงมือ ถ้าให้เดาไม่เป็นพวกระยะไกลก็...” วิคตอเรียเว้นคำพูดแล้วหันไปจุดบุหรี่อีกมวนก่อนจะพูดต่อ “...มันหายตัวได้ ยังไงไม่รู้แต่ฉันสังหรณ์ใจว่าจะเป็นกรณีหลัง น่าจะใช่แต่ก็ไม่ชัวร์ ที่แน่ๆตอนนี้พวกเรากำลังระดมกำลังจากสาขาอื่นเพื่อแกะรอยมันอยู่ งานนี้พวกไอ้แก่จากทาร์ทารัสสั่งมาโดยตรงเลย บอกว่าให้หยุดงานล่ากลอเรียเอาไว้ก่อน เพราะไอ้มนุษย์หัวใจวายนี่มันจะกลายเป็นข่าวง่ายกว่าอีร่านสวาทนั่นเยอะ ก็อย่างที่ว่า งานนี้ช่วยร่วมมือกันล่าพวกมันดีๆหน่อยล่ะ คุณอมตะซินเทียร์”

    ความตายนั้นคืออะไร ฉันไม่เคยรู้จักและไม่เคยสัมผัส แม้พวกเขาจะบอกว่าฉันตายมาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่น่าประหลาดฉันกลับรู้สึกว่าความตายที่พวกเขาพูดกันมันเหมือนกับความฝันมากกว่า ที่นั่นฉันยังคงยืนเคียงข้างเธอ เวลานั้นฉันยังกวัดแกว่งดาบเพื่ออาณาจักรอันเป็นที่รัก เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่อยากตื่นขึ้นมาจากฝัน แม้ว่าฉันจะได้ให้สัญญากับเธอเอาไว้แล้วก็ตาม

    ห้วงรำพันในใจของซินเทียร์ไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาเป็นคำพูด เธอเพียงพยักหน้ารับคำจากวิคตอเรียก่อนจะเปิดม่านสีดำออกแล้วมองไปยังทิวทัศน์ข้างนอก แสงสีศิวิลัยมากมายตระกานตาสะท้อนภาพของความเปลี่ยนแปลงในทุกๆวันที่โลกยังคงหมุนอยู่ ทว่ามีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานจนเธอไม่อยากจะนับมันอีกแล้วก็ตาม

    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อัลเบิร์ตเด็กน้อยโชคร้ายก็กำลังนั่งเงียบอยู่บนรถเก๋งสีดำโดยมีปลายทางอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาดูก็พบว่ามันไม่ได้ไกลไปจากบ้านของเขาเลย ซ้ำเด็กหนุ่มเองยังรู้จักบ้านหลังนั้นเป็นอย่างดีอีกด้วย ไม่นานนักรถคันงามก็จอดลงอย่างนุ่มนวลก่อนที่ชายในสูทสีเทาจะเดินลงจากรถมาเปิดประตูให้กับอัลเบิร์ต แล้วเดินนำเขาไปยังบ้านหลังดังกล่าว
    กริ่งประตูถูกกดไปไม่นาน สามีภรรยาเจ้าของบ้านก็ออกมาต้อนรับทั้งสองพร้อมกับสาวน้อยผมบลอนด์ทองดวงตากลมโตสีฟ้าที่กำลังเกาะกระโปรงของผู้เป็นแม่อยู่ พวกเขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจกับการมาของชายแปลกหน้าและเด็กที่พวกเขาคุ้นเคยดีเลยแม้แต่น้อย ด้วยพวกเขาได้รับแจ้งข่าวร้ายมาก่อนหน้านั้นแล้ว
    เด็กน้อยนั้นไร้ญาติ หากแต่แม่ของเขานั้นสนิทกับเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก ทั้งสองบ้านมักไปมาหาสู่กันบ่อยๆจนกลายเหมือนเป็นครอบครัวๆหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นทั้งสองบ้านก็จะคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ วิลเลี่ยมที่เป็นคนหาข้อมูลของอัลเบิร์ตทราบเรื่องนี้ดี เขาจึงลองติดต่อไปยังครอบครัวลอเรนซ์ดูก่อนด้วยว่าเขาไม่อยากจะส่งเด็กไปยังสถานสงเคราะห์ และเขาก็ได้โล่งใจเมื่อคู่สามีภรรยาลอเรนซ์รับปากจะรับอัลเบิร์ตเข้าเป็นลูกบุญธรรม นับเป็นโชคดีในโชคร้ายของเด็กน้อย

    “เดี๋ยววันนี้นอนกับอลิสไปก่อนนะอัลเบิร์ต ถ้าทุกอย่างเข้าที่แล้วน้าจะจัดห้อง” ผู้เป็นภรรยาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขัดกับขอบตาที่ยังแดงก่ำของเธอ
    “ขอบคุณครับ น้าลอเรนซ์” เสียงเบาๆจนแทบจะฟังเป็นกระซิบของเขาเรียกน้ำตาของหญิงสาวออกมาอีกครา จนเธอต้องยกมือขึ้นป้องปากแล้วหันหน้าหนีด้วยไม่อยากให้เด็กๆต้องเป็นกังวล
    “เดี๋ยวเรื่องคุณแม่ของอัลลุงจะเป็นธุระให้เอง วันนี้อัลเหนื่อยมามากแล้วไปนอนก่อนดีกว่านะ อลิสลูกพาอัลขึ้นไปบนห้องทีซิ เดี๋ยวพ่อจะคุยกับแม่แปปนึง”
    ได้ยินดังนั้นสาวน้อยผมลอนสีบลอนด์ก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเดินไปจูงมือของเด็กหนุ่มขึ้นบันไดไป ตลอดทางนั้นทั้งคู่ไม่พูดจาแม้แต่คำเดียว แม้จะยังเด็กแต่สาวน้อยก็พอจะรู้บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งคู่เดินไปจนถึงห้องที่ประตูถูกตกแต่งเอาไว้ด้วยริบบิ้นสีสดซึ่งเป็นห้องของอลิส สาวน้อยจึงเปิดประตูให้เพื่อนของตนเข้าไปในห้องก่อนจะเดินตามเข้าไปเปิดไฟ
    “นายจะนอนเลยมั้ยอัล” เสียงหวานใสดังออกมาถาม แต่เด็กน้อยกลับไม่ตอบอะไร เขาเดินไปที่เตียงนอนซึ่งเต็มไปด้วยตุ๊กตาก่อนจะหยิบเอาหมอนใบเล็กๆขึ้นมาใบหนึ่งแล้วทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นพรมแข็งๆแทน
    “ถ้าอย่างนั้นฉันปิดไฟเลยนะ”
    แสงสว่างพลันหายไป แล้วสาวน้อยก็เดินไปที่เตียงนอนของตน คลานขึ้นไปหยิบเอาหมอนและผ้าห่มลายการ์ตูนก่อนจะวางมันลงบนพื้นพรมข้างๆอัลเบิร์ตแล้วค่อยๆหย่อนตัวลงไปนอนข้างๆเขา เป็นอย่างที่เธอคิด เด็กชายยังไม่หลับ ดวงตาทั้งสองพลันสบกันภายใต้ความมืดที่มีเพียงแสงบางๆจากหลอดไฟริมถนน แต่ได้ไม่นานก็เป็นอัลเบิร์ตที่พลิกตัวหันหน้าหนีไปอีกทาง ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทำดังหวังมือเล็กๆอันอ่อนโยนก็คว้าตัวของเขาเอาไว้บังคับให้เขาหันหน้ากลับมา
    “นายได้ร้องไห้มั้ยอัล” ดวงตาสีฟ้าใสสื่อจ้องไปยังเพื่อนสนิทตรงหน้าเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาด้วยการส่ายหัว
    “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันร้องแทนมั้ย?”
    “ทำไมเธอต้องร้องแทนฉันล่ะ”
    “แม่บอกว่าน้ำตาคือความทุกข์ ทุกครั้งทีเราร้องไห้ความทุกข์ก็จะไหลออกมากับน้ำตา ถ้าไม่ร้องความทุกข์ก็จะไม่หายไป ฉันเลยจะร้องไห้แทนนายให้ความทุกข์ของนายหายไป เพราะว่าฉันไม่อยากเห็นนายทำหน้าอย่างนี้...” พอจบคำพูดไร้เดียงสานั้น สาวน้อยก็ทำท่าจะร้องไห้ออกมาทันที แต่เด็กหนุ่มกลับเอื้อมมือไปหยิกแก้มของอลิสบีบให้เธอหยุดร้องไห้
    “ฉะ... ฉัน”
    อัลเบิร์ตส่ายหน้าแรงๆสองสามทีเหมือนจะปฏิเสธอะไรบางอย่าง แล้วพลันน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขาพร้อมกับเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจ เด็กน้อยร้องไห้ออกมาโดยไม่อายอีกต่อไป ความเศร้ามากมายที่มีอยู่ในใจไหลทะลักออกมาพร้อมกับน้ำใสๆ ระบายทุกสิ่งที่เขาเจอในวันนี้ภายใต้อ้อมแขนของอลิสที่โอบกอดเขาเอาไว้ในราตรีอันยาวนาน

  8. #8
    fatal_error
    บทที่ 3 เมดูซ่า

    [อย่าได้มองหาความตาย แต่จงสัมผัสมัน]

    รุ่งอรุณในเมืองเชล์มสฟอร์ดดำเนินไปอย่างทุกวันที่มันเคยเป็น ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่เพื่อเริ่มต้นชีวิตในเช้าวันใหม่ของเมืองติดทะเลแห่งนี้ กลิ่นเกลืออ่อนๆที่โชยมาตามลมและเรือน้อยใหญ่มากมายที่คอยเข้าออกปากอ่าวเป็นสิ่งที่ผู้คนในเมืองสัมผัสมาทุกเมื่อเชื่อวัน และเป็นเรื่องปกติที่จะมีนักท่องเที่ยวคอยแวะเวียนไปมาเพื่อเยี่ยมชม
    ทว่าในหมู่ของนักท่องเทียวนั้นกลับมีคนบางกลุ่มที่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หูฟังและอุปกรณ์สื่อสารถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิดภายใต้อาภรณ์ ปืนพกพร้อมเครื่องกระสุนของแต่ละคนอยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำงานได้ทุกเมื่อหากมีคำสั่งมาถึง และเหนือขึ้นไปบนตึกรอบๆบริเวณนั้นก็มีพลซุ่มยิงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเพื่อคอยคุ้มกันพรรคพวกด้านล่าง

    [จากเดลต้าหนึ่ง ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเปลี่ยน] เสียงวิทยุดังขึ้นดึงสายตาของวิคตอเรียให้ออกจากแผนที่ในมือ ก่อนที่เธอจะหันไปตอบกลับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง
    “รับทราบ จับตาดูสถานการณ์ต่อไปเดลต้าหนึ่ง” เป็นเวลากว่าสิบสองชั่วโมงแล้วที่หญิงสาวต้องมาคอยติดตามสถานการณ์อยู่ในรถตู้สีดำคันนี้ คอยอย่างใจเย็นว่าเมื่อไหร่เหยื่อที่เธอหมายตาจะปรากฏตัวออกมาให้ตะครุบเหมือนทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเหยื่อที่ว่าก็ยังไม่ปรากฏตัวซักที
    “นี่ แกแน่ใจนะไอ้หนูวิลเลี่ยม ว่ามันจะมาที่นี่” วิคตอเรียหันไปพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเมื่อเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานเริ่มทำลายความอดทนของเธอลง แต่คนถูกถามกลับไม่ได้มีสีหน้าเหนื่อยล้าหรือรำคาญใดๆกับการรอคอยนี้ ชายหนุ่มผมทองยังคงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมปรากฏในนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้น
    “วางใจได้เลยครับ ถ้าดูจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาและศพที่เพิ่งมีรายงานเข้ามาเมื่อวานแล้วละก็ เป้าหมายจะต้องผ่านมาทางนี้แน่นอน” วิลเลี่ยมตอบด้วยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากเหมือนอย่างเคย แต่นั่นก็ดูจะไม่ช่วยอะไรกับอารมณ์ของวิคตอเรียซักเท่าไหร่
    “ให้มันได้อย่างที่แกพูดก็แล้วกัน”
    “ใจเย็นๆเดี๋ยวอะไรๆก็ดีขึ้นเองแหละวิคตอเรีย...” สายตาของวิคตอเรียหันไปหาเจ้าของน้ำเสียงอันหวานใส และที่นั่นเธอก็ได้เห็นใบหน้าหวานๆของหญิงสาวที่เธอคุ้นหน้าดี ดวงตากลมโตสีน้ำเงินและผมสีบลอนด์ยาวเป็นลอนลงไปจนถึงกลางหลังนั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทรวดทรงที่ดันเกราะเคฟล่าออกมาจนเห็นได้ชัดถึงความงามนั้นก็ไร้ซึ่งที่ติ แม้แต่วิคตอเรียที่เป็นผู้หญิงด้วยกันเองก็ยังจะอดชมนางฟ้าคนนี้ในใจไม่ได้
    “...เอ้านี่ ดื่มกาแฟไปพลางๆก่อน”
    “ขอบใจชาล็อต” กาแฟหอมกรุ่นนั้นทำให้หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนั่นก็เป็นข่าวดีของวิลเลี่ยมเหมือนกัน
    “วิลเลี่ยม นี่ของเธอจ้ะ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับน้ำใจนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนที่สองมือของเขาจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟนั้นมา
    “ท่าทางว่าคราวนี้ลางสังหรณ์ของฉันจะเป็นจริงซะแล้ว ลองว่าเฝ้ามานานสองนานแบบนี้ยังไม่โผล่ แสดงว่าเราอาจมองไม่เห็นเจ้านั่นจริงๆ... ชาล็อตเธอช่วยติดต่อบอกให้หน่วยค้นหาเตรียมเซ็นเซอร์ที่ฉันยื่นขอไปวันก่อนให้พร้อมด้วย”
    “อืม ได้” รับคำสั่งแล้วหญิงสาวผมบลอนด์ก็หันกลับไปทำหน้าที่ประสานงานของตนต่อ ส่วนวิคตอเรียนั้นยกวิทยุแล้วติดต่อไปยังคนที่เธอไม่ค่อยอยากจะพูดด้วยนัก
    “ฟินิกส์ ได้ยินแล้วตอบด้วย”
    [นี่ฟินิกส์ มีอะไรว่ามา...] เสียงตอบเรียบๆเหมือนไม่มีความรู้สึกของซินเทียร์ทำให้วิคตอเรียต้องถอนหายใจออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ ทว่าภาระหน้าที่นั้นคือสิ่งที่ต้องมาก่อนเสมอสำหรับเธอ
    “เป้าหมายอาจจะมีความสามารถอย่างที่เราคาดคะเนเอาไว้ กลับเข้ามาในระยะสนับสนุนของหน่วยค้นหาก่อน เธอคนเดียวทำอะไรไม่ได้...” แทนที่จะได้ยินเสียงตอบรับ กลับมีเพียงความเงียบที่ปลายสายทำให้หญิงสาวต้องกระแทกเสียงหนักๆย้ำคู้สนทนาของตนอีกที “...ฟินิกส์ รับทราบคำสั่งด้วย”
    [...ทราบแล้ว ดำเนินการทันที] แม้จะดูเป็นน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจมากนักแต่วิคตอเรียก็ทำได้แค่ปล่อยมันไป ก่อนที่เธอจะหันไปติดต่อคนอีกคนที่พูดด้วยยากไม่แพ้กัน
    “เดลต้าสอง ได้ยินแล้วตอบด้วย...” เงียบกริบไร้ซึ่งการตอบกลับ ทำให้หญิงสาวแทบอยากจะออกไปจากรถตู้แล้วไปกระทืบคนที่อยู่อีกด้านซะเดี๋ยวนั้น “...เด้ลต้าสอง...” ยังคงเงียบอยู่กับการขานเรียกครั้งที่สอง จนในที่สุดความอดทนของเธอก็หมดลอง “ชุย เวยลอง! ได้ยินแล้วตอบด้วยไอ้เจ๊กเฮงซวย”
    [ฮ้าว...] เสียงหาวยาวๆที่ดังตอบกลับมาอย่างชัดเจนนั้น บ่งบอกได้อย่างดีว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ [...คุณวิคตอเรีย อย่าใช้ชื่อจริงผ่านวิทยุสิครับ] ปากบอกอย่างนั้นแต่เจ้าตัวพึ่งเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายออกมาหมาดๆ เหมือนตั้งใจจะหาเรื่องกัน
    “หุบปากไปเดลต้าสอง แล้วรีบตามไปประกบฟินิกส์ซะ ฉันไม่อยากให้งานนี้มันพัง”
    [คร้าบ คร้าบ คุณผู้บัญชาการ จะรีบไปตามตัวให้เดี๋ยวนี้แหละครับ] เมื่อเสียงเบื่อโลกของเวยลองตัดไป วิคตอเรียก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจกับคนในทีม ก่อนที่สายตาของเธอจะมองไปยังปืนไรเฟิลอัตโนมัติข้างกายแล้วหยิบมันขึ้นมาตรวจเช็คความพร้อม ด้วยความคิดที่ว่า คราวนี้เธอก็คงต้องออกไปลุยเองเหมือนเดิม

    เวลาค่อยล่วงเลยไปจนบ่าย บรรดาเจ้าหน้าที่ภายในทีมที่แฝงตัวอยู่รอบๆเริ่มเหนื่อยล้ากับภารกิจอันยาวนานนี้ แต่พวกเขาก็พยายามประคองตัวเองเอาไว้ด้วยรู้ว่าศัตรูที่ตนจะต้องต่อสู้ด้วยนั้นน่ากลัวซักเพียงใด ในขณะที่บางคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่นั้นกลับปล่อยให้ความสงบรอบตัวเข้าครอบงำ
    ตุบ เสียงของการล้มลงกระแทกพื้นทำให้หนึ่งในทีมล่าหันกลับไปมองยังต้นเสียง ที่นั่นเขาได้เห็นคู่หูของเขานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ไวเท่าความคิดสองมือของเขารีบคว้าตัวของคู่หูเอาไว้แล้วคลำหาชีพจร ทว่ามันกลับว่างเปล่าไม่มีสัญญาณชีวิตแม้เพียงน้อยนิด และนั่นทำให้เลือดในร่างของเขาสูบฉีดด้วยความตื่นตระหนกทันที
    “นี่จากอัลฟ่าหนึ่ง! อัลฟ่าสองล้มลงไปแล้วขอย้ำ อัลฟ่าสอง...” ยังไม่ทันที่เขาจะรายงานอะไรจนจบ เบื้องหน้าของชายหนุ่มก็ค่อยๆปรากฏร่างของอะไรบางอย่างขึ้นตรงหน้า แล้วในพริบตาที่เขาเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร หัวใจของเขาก็บีบตัวอย่างรุนแรงก่อนที่เขาจะล้มลงชักดิ้นชักงอกับพื้นแล้วเสียลมหายใจสุดท้ายของตนเองไป

    “อัลฟ่าสองตอบด้วย เกิดอะไรขึ้นอัลฟ่าสอง!” วิคตอเรียที่อยู่ในรถตู้พยายามเรียกให้คนอีกฝั่งตอบเธอ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเขาไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกแล้ว ในขณะที่ชาล็อตซึ่งนั่งอยู่ถัดไปนั้นมีสีหน้าของความกังวลปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนวิลเลี่ยมนั้นกลับยิ้มออกมาบางๆด้วยความพอใจในข้อมูลของตน “ชาล็อต รายงานตำแหน่งสุดท้ายของสองคนนั่นให้ทั้งหน่วยทราบ ระดมกำลังทั้งหมดเข้าปิดล้อมในรัศมีสองร้อยเมตร แล้วเรียกหน่วยค้นหามาด้วย เอาให้เร็วที่สุด”
    “รับทราบ” ชาล็อตตอบกลับก่อนที่เธอจะรีบส่งข่าวไปยังทุกคนในหน่วย ส่วนวิคตอเรียนั้นหันกลับมามองวิลเลี่ยมเป็นสัญญาณให้เขา ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้าเบาๆด้วยรู้ในความต้องการของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะคว้าปืนของตนแล้วพุ่งออกไปจากรถทิ้งการประสานงานที่เหลือเอาไว้ให้กับวิลเลี่ยมและชาล็อต
    “ถึงฟินิกส์และเดลต้าสอง ได้เวลาล่าเหยื่อแล้ว”
    [รับทราบ] เมื่อได้ยินคำตอบรับแล้วชายหนุ่มก็ขับรถตู้อ้อมไปอีกทางทันที เพื่อไปสนับสนุนทีมของตนเอง

    อีกด้านหนึ่งนั้นเสียงกรีดร้องด้วยความกลัวก็ค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนมากมายที่ค่อยๆล้มลงไปตายทีละคนสองคน ก่อนที่เสียงปืนจะค่อยๆดังตามขึ้นมาทำให้สถานการณ์นั้นเลวร้ายลงไปอีก เมื่อมันทำให้ผู้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอลหม่านไปหมด
    “ออกมาสิวะไอ้เวร ทำตัวเป็นหมาลอบกัดอยู่ได้!” เสียงก่นด่าดังออกมาพร้อมๆกับการสาดกระสุนไปมั่วๆด้วยความกลัวจับใจ เมื่อพรรคพวกของตนตายเป็นใบไม้ล่วงต่อหน้าต่อตาของเขา ทว่าอีกฝ่ายกลับดูจะไม่มีความรู้สึกอะไรกับคำสาปแช่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
    “นะ นี่เธอคือ...”
    คำพูดสุดท้ายของชายโชคร้ายดังออกมาพร้อมๆกับที่ร่างของเขาค่อยๆทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกลัวเหลือกค้างมองไปยังความว่างเปล่าตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง แต่ใครบางคนที่คอยซ่อนตัวอยู่ในความมืดกลับรู้สึกยินดีกับการตายที่พึ่งเกิดขึ้น พร้อมกับที่เสี้ยววินาทีนั้นมีดทหารพรานสีเงินวาววับถูกปาออกมาจากมุมมืด ก่อนที่คมอาวุธจะปักฝังไปในอากาศแล้วลอยค้างอยู่แบบนั้นอย่างน่าพิศวง แล้วไม่นานเลือดสีแดงก็ค่อยๆไหลออกมาจากจุดที่มีดฝังตัวอยู่พร้อมกับที่อะไรบางอย่างที่กำลังโดนมีดฝังไปทั่งเล่มเริ่มดินพล่านไปมาด้วยความเจ็บปวด จนดูเหมือนว่าด้ามมีดนั้นสะบัดไปมากลางอากาศได้เอง
    “ก็แค่มองไม่เห็นแค่นั้นเองนี่ครับ...” น้ำเสียงทีจริงทีเล่นดังขึ้นมาจากจุดที่มีดพุ่งออกมาเมื่อครู่ ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงแสล็คสีเทาจะค่อยๆเดินออกมา โครงหน้าที่เรียวยาวและตาตี่ๆนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนจีนได้อย่างดี ผมสีดำยาวของเขานั้นถูกมัดรวบเอาไว้กลางหลัง ในขณะที่ชายเสื้อเชิ้ตของเขานั้นถูกปล่อยออกมาด้านนอก “...งานนี้ก็คงจะน่าเบื่ออีกเหมือนเดิม ผมยกให้คุณก็แล้วกัน คุณซินเทียร์”
    ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์แล้วหันไปมองด้านหลัง ที่นั่นวิคตอเรียถอดถุงมือของตนออกคอยเอาไว้ก่อนแล้ว และเมื่อเธอเห็นโอกาสเธอก็ไม่รอช้าที่จะพุ่งเข้าไปจัดการตัวปัญหาตรงหน้าทันที ด้านมีดที่เป็นเพียงเครื่องบอกตำแหน่งเพียงอย่างเดียวถูกเธอคว้าจับเอาไว้ทันที ก่อนที่หญิงสาวจะกระชากสิ่งที่ติดอยู่กับมีดนั้นให้ล้มลงไปกองกับพื้นแล้วพุ่งมือไปเบื้องหน้าเพื่อที่จะทำลายศัตรูตรงหน้า
    ทว่าพริบตาที่ซินเทียร์สัมผัสตัวของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หญิงสาวก็รู้ได้ในทันทีว่าตนเองพลาดไปแล้ว เมื่อสิ่งที่เธอกำลังสัมผัสอยู่ไม่ใช่ร่างกายของคู่ต่อสู้หากแต่เป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวที่เปื้อนไปด้วยคราบสกปรกต่างๆ และเมื่อเธอมองขึ้นไปตามร่างของคนที่พึ่งกดลงไปนอนกับพื้น เธอก็ได้เห็นใบหน้าอันงามสะพรั่งของหญิงสาวผู้มีผมดำเงางาม ดวงตาสีดำของเธอดูอิดโรยและเศร้าหมองทว่ายังคงความงดงามเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
    “ชมฉัน รักฉัน ได้โปรด ได้โปรดมองแต่ฉัน...” น้ำเสียงอันไพเราะนั้นดังออกมาจากปากของหญิงสาว แล้วในตอนนั้นเองที่ซินเทียร์เริ่มเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความทรมานก่อนที่เธอจะทรุดลงไปนอนขดกับพื้น ภาพตรงหน้าของเธอเลือนลางลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดร่างอันงดงามของหญิงสาวลึกลับก็หายไปในอากาศธาตุพร้อมๆกับที่ลมหายใจของเธอขาดหายไปอีกครา

    ปัง! เสียงกระสุนปืนไรเฟิลดังขึ้นมาหลังจากที่ซินเทียร์โดนล้มไปแล้ว ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงกระสุนปืนอีกหลายนัดที่ระดมยิงไปยังด้านมีดกลางอากาศนั้น เลือดสดๆสาดกระเด็นไปทั่วบริเวณอย่างน่าสยดสยอง แล้วไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นด้ามมีดลอยได้ก็ร่วงลงไปในแม่น้ำที่อยู่ข้างๆเปลี่ยนให้มันกลายเป็นทะเลเลือด
    “หยุดยิง! ไม่มีประโยชน์ที่จะยิงมันแล้ว...” วิคตอเรียออกคำสั่งผ่านทางวิทยุก่อนที่จะวิ่งไปยังริมแม่น้ำเพื่อมองหาร่างเปื้อนเลือด แต่เธอก็ต้องผิดหวัง ไม่สิต้องบอกว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าไม่มีหวังต่างหาก “...หายตัวอยู่ในน้ำแบบนี้ใครจะไปตามตัวเจอวะ แถมทะเลก็อยู่ใกล้นี่ด้วย เตรียมถอนกำลังแล้วเอาข้อมูลจากหน่วยค้นหามาให้ฉัน”
    “ซินเทียร์!” วิลเลี่ยมที่พึ่งขับรถมาถึงรีบลงจากรถเข้ามาดูอาการของซินเทียร์ทันที ส่วนชาล็อตก็นำอุปกรณ์พยาบาลลงมาเพื่อดูว่าพอจะช่วยชีวิตใครได้บ้าง
    “แม่นั่นไม่เป็นไรหรอกแกก็รู้ดีไม่ใช่รึไง ไปห่วงคนอื่นก่อนไป” ใช่วิลเลี่ยมรู้ดี รู้ดีที่สุดว่าซินเทียร์ไม่เป็นอะไรแต่เขาก็อดที่จะแสดงออกทางสีหน้าด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
    “วิคตอเรีย... พวกเขา” ชาล็อตที่เช็คอาการของแต่ละคนแล้วส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง ไม่มีทางที่เธอจะพาใครกลับมาจากความตายได้ ซึ่งวิคตอเรียก็เข้าใจความรู้สึกของชาล็อตในตอนนี้ดี
    “เธอกลับเข้าไปในรถซะ ชาล็อต เดี๋ยวพวกฉันจัดการกับศพเอง”
    “แค่กๆ”
    “ซินเทียร์!” เสียงไอจากร่างอมตะทำให้วิลเลี่ยมเอ่ยชื่อของหญิงสาวตรงหน้าออกมาทันทีที่ เป็นความรู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาดที่เมื่อเขารู้ว่าคนตรงหน้ายังไม่ได้จากเขาไปไหน แต่วิคตอเรียที่ยืนดูอยู่ห่างๆกลับอยากให้ผลออกมาเป็นตรงกันข้ามมากกว่า
    “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าให้พลาด หรือนี่แก่เลอะเลือนจนจำคำสั่งของฉันไม่ได้”
    “ขอโทษ” คำขอโทษง่ายๆถูกพูดออกมา แต่สีหน้าของซินเทียร์นั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีเขียวมรกตข้างขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของเธอนั้นยังคงจ้องมองลงไปในแม่น้ำด้วยความคิดที่จะตามไปสานต่องานของตน
    “อย่าได้คิดจะกระโดดตามมันลงไปเชียวล่ะ ถอยกลับกันก่อนเราต้องการข้อมูลมากกว่านี้ นายด้วยเวยลอง รีบขึ้นรถไปได้แล้ว”
    “รับทราบครับ ท่านหญิง” เวยลองโบกมือเรียวยาวของตนขึ้นก่อนจะเดินไปขึ้นรถแล้วล้มตัวลงไปนอน ส่วนคนอื่นๆของทีมที่ยังรอดชีวิตอยู่ก็เริ่มเข้ามาเคลียร์สถานที่ตามแบบที่ได้ฝึกมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย เพราะทันทีที่ตำรวจท้องที่ได้เห็นเอกสารในมือของพวกเขา เรื่องในวันนี้ก็กลายเป็นเพียงเหตุทะเลาะกันของวัยรุ่นเลือดร้อนเท่านั้น

    ขบวนรถตู้ออกวิ่งตามเส้นทางเพื่อกลับไปยังลอนดอนตามแผน เมื่อวิลเลี่ยมชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่อมตะตนนี้พยายามจะเดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป้าหมายต่อไปของมันน่าจะเป็นกรุงลอนดอน แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาต้องการแผนรับมือที่ดีกว่านี้เสียก่อน โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญจากผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่ง
    “สรุปก็คือแม่นั่นรอดไปได้เพราะโชคช่วยสินะ ทำไมกันนะความสามารถของแกถึงได้มีข้อจำกัดยุ่งยากแบบนี้ ถ้าไม่สัมผัสกันตรงๆก็ใช้ไม่ได้ แค่มีเสื้อผ้าบางๆขวางเอาไว้ซักหน่อยก็กลายเป็นเกราะเหล็กที่กันการโจมตีจากแกได้ซะแล้ว” วิคตอเรียบ่นออกมาอย่างหัวเสียกับข้อจำกัดที่มีในตัวของซินเทียร์ แต่ในเมื่อเธอไม่สามารถแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นได้เหมือนการปรับจูนปืน เธอจึงจำเป็นต้องใช้ข้อจำกัดนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
    “แต่นี่เป็นเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำลายอมตะได้นะครับคุณวิคตอเรีย ถ้าไม่มีความสามารถดีเจเนอเรเตอร์ของซินเทียร์ คุกพวกนั้นของคุณก็จะยังคงเต็มไปด้วยอมตะอยู่เหมือนเดิม”
    “เอ่อๆ ฉันรู้น่า...” เมื่อจนด้วยเหตุผลวิคตอเรียก็ทำได้เพียงขยี้หัวของตนเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิด ส่วนเวยลองที่นอนอยู่ไม่ไกลนักหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความชอบใจ “...แล้วไงแกพอจะรู้มั้ยว่าความสามารถของยัยนั่นคืออะไร”
    “ตอนที่ฉันสัมผัสกับร่างของเธอ ร่างที่เคยล่องหนก็ปรากฏขึ้นมาให้ฉันเห็นแล้วหลังจากที่ฉันมองร่างๆนั้นหัวใจของฉันก็ค่อยๆปวดขึ้นเรื่อยๆ”
    “แสดงว่าถ้าไม่สัมผัสร่างของเธอเราก็จะมองไม่เห็นเธอ แต่ทันทีที่เรามองเห็นเธอเราก็จะตายทันทีสินะคะ” ชาล็อตที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดเสริมขึ้นมา ซึ่งซินเทียร์ก็พยักหน้าเบาๆตอบรับความเป็นไปได้นั้น
    “แกจับเขาผ่านเสื้อเขาไม่เป็นไร แต่กลับกันแกดันหัวใจวายตายไปเลยสินะ...” วิคตอเรียยิ้มเยาะออกมากับข้อจำกัดนั้นอีกรอบ ถ้าจะให้ว่ากันตามจริงตลอดเวลากว่าห้าปีที่เธอล่าอมตะมา เธอไม่เคยเห็นอมตะคนไหนอ่อนแอเท่าซินเทียร์มาก่อนเลยซักคน เอาแค่มือระเบิดอมตะคราวก่อนก็เปรียบเทียบได้ชัดแล้ว อย่าว่าแต่มนุษย์หัวใจวายคนนี้เลย “...แล้วมีอย่างอื่นอีกไหม?”
    “ตอนที่ฉันเห็นเธอ ฉันได้ยินเสียงเธอพูดว่า มองฉัน ชมฉัน อะไรทำนองนั้น”
    “หา? อะไรล่ะนั่น พวกอมตะนี่มันจิตไม่ปกติกันทุกคนเลยใช่มั้ย” วิคตอเรียตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ในขณะที่ชาล็อตซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเฉลียวใจบางอย่างในคำพูดนั้น
    “คุณซินเทียร์คะ คุณพอจะจำหน้าของผู้หญิงคนนั้นได้มั้ยคะ?”
    “อืม...” ได้ยินคำตอบรับนั้นชาล็อตก็คว้าโทรศัพท์ทรงสี่เหลี่ยมสีดำของตนขึ้นมาแล้วต่อเข้ากับอินเตอร์เนตเพื่อค้นหารูปบางอย่าง ก่อนที่เธอจะหันหลังไปยื่นมันให้ซินเทียร์ดู
    “ใช่คนนี้มั้ยคะ?” ภาพที่ปรากฏบนมือถือนั้นคือภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่เหมือนจะเป็นนางแบบหรือนักแสดงอะไรทำนองนั้น หญิงสาวที่กำลังโพสท่าชวนยั่วยวนให้กับกล้อง มีผมสีดำเงางามและใบหน้าอันสระสวย แบบเดียวกับที่ซินเทียร์ได้เห็นในวันนี้
    “คนๆนี้แหละ”
    “ใครน่ะ... อลิซาเบท ฮาร์ท ดาราอย่างนั้นหรอ”
    “ใช่ค่ะ...” ชาล็อตตอบวิคตอเรียก่อนจะเลื่อนภาพในโทรศัพท์ไปที่หน้าข่าวย้อนหลัง “...สองเดือนก่อนเธอถูกฆาตกรรมโดยคนรับใช้ของเธอ สาเหตุการตายมาจากการถูกแทงเข้าหัวใจ ก่อนทีฆาตกรจะจัดการหั่นศพเธอเป็นชิ้นๆจนแทบไม่มีใครจำสภาพเดิมได้ แรงจูงใจน่าจะมาจากนิสัยของอลิซาเบทเอง เธอมักมีคำพูดติดตัวทำนองว่าต้องมองแต่ฉัน ต้องชมฉันหรืออะไรทำนองนี้อยู่เสมอ คนรอบๆตัวของเธอบอกว่าเธอหยิ่งยโสและมีนิสัยที่ค่อนข้างไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับคนรับใช้ของเธอที่มีข่าวลือหนาหูว่าเธอชอบบังคับให้เอ่อ... ชมเธอตลอดเวลาหรืออะไรทำนองนั้น ก่อนที่มันจะค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” คนทั้งรถฟังข้อมูลจากปากของชาล็อตอย่างไม่คิดว่าเธอจะรู้ได้มากขนาดนี้ เพราะหน้าที่ของเธอคือหน่วยแพทย์ไม่ใช่หน่วยหาข้อมูลเหมือนวิลเลี่ยม
    “คุณชาล็อตรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดจนผมอายเลยนะครับ” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวหน้าแดงก่อนที่เธอจะรีบปฏิเสธออกมา
    “ปะ เปล่านะคะ ฉันแค่บังเอิญชอบอ่านข่าวนู่นข่าวนี่ไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง”
    “เอาเถอะอย่างน้อยก็ทำให้เราพอรู้อะไรมากขึ้น...” วิคตอเรียพูดออกมาก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ “...ตอนนี้ข้อมูลจากหน่วยค้นหามาถึงแล้ว เซ็นเซอร์ที่ใช้ได้ผลเมื่อกลางวันมีแค่เซ็นเซอร์เสียงเท่านั้น ที่เหลือทั้งความร้อนทั้งแสงเงียบสนิททั้งหมด เอาง่ายๆว่าถ้าแค่เสียงฝีเท้าก็พอจะจับได้แต่เราต้องการอุปกรณ์ที่มันใหญ่กว่านี้ดีกว่านี้ ถึงจะจับเป้าหมายได้เต็มประสิทธิภาพ ฉันติดต่อผ่านทางอลิเซียไปเรียบร้อยแล้วของน่าจะมาถึงพรุ่งนี้เช้า แต่ก่อนหน้านั้นเราคงต้องมาวางแผนกันก่อน...” วิคตอเรียสูบเอาบุหรี่เข้าไปอีกเฮือกใหญ่ ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุกขนพอง แววตาของหญิงสาวผู้มีแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านมุมปากดูสนุกสนานกับการล่าในครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากเด็กๆที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่เลยแม้แต่น้อย
    “...ดีใจกันหน่อย พวกเราจะได้ล่าเมดูซ่ากันแล้ว”

  9. #9
    fatal_error
    บทที่ 4 โชคร้าย

    [ถ้าความตายคืออิสระ พวกนี้ก็คือนักโทษ]

    ฉันก็แค่อยากจะให้มีคนสนใจฉันบ้างเท่านั้นเอง เป็นเด็กเงียบๆไม่เคยมีใครเหลียวแล เรียนไม่เก่ง กีฬาไม่ดี เป็นแค่คนที่ไม่มีใครสน แล้วมันจะผิดด้วยหรอที่เมื่อมีคนสนใจฉันขึ้นมา ฉันก็อยากจะใครๆสนใจฉันมากขึ้นไปอีก มากกว่านี้ มองฉันคนเดียว ชมฉันคนเดียว รักฉันคนเดียว ฉันเท่านั้นไม่มีใครอื่น แค่นั้นมันผิดด้วยหรอ
    ทำไมเธอต้องฆ่าฉัน ไม่พอใจกับเงินที่ฉันให้ไปอย่างนั้นหรอ ไม่พอใจในความเป็นอยู่อย่างนั้นหรอ ทำไมถึงต้องฆ่าฉัน ทำไมถึงต้องทำกับร่างกายของฉันแบบนั้น ไม่นะ ไม่เอา ฉันไม่อยากกลายเป็นแบบนี้ ไม่อยากกลายเป็นซากศพน่าเกลียดๆแบบนี้ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมฉันถึงกำลังยืนมองร่างกายของตัวเองแบบนี้ ฉันตายแล้วอย่างนั้นรึ
    นี่... ตอบฉันสิ มองฉันสิ อย่าทำเป็นมองไม่เห็นฉัน อย่าปล่อยให้ฉันต้องอยู่คนเดียวแบบนี้อีก นี่... ไม่เอานะ เธอมองเห็นฉันมั้ย? เธอมองเห็นฉันใช่มั้ย ใช่มั้ย... แล้วนั่นเธอเป็นอะไรทำไมถึงได้ล้มลงไปแบบนั้น ทำไมเธอไม่ตอบฉัน นี่... ได้โปรดเถอะ ใครก็ได้ตอบฉันที!
    ...
    ..
    .
    ร่างที่ไม่มีใครมองเห็นลืมตาตื่นขึ้นที่ปากอ่าว สายตาของเธอมองไปรอบๆด้วยความสงสัยมากมายที่ประดังเข้ามา ทำไมเธอถึงไม่ตาย ทำไมไม่มีใครเห็นเธอ ทุกอย่างในหัวสับสนไปหมด ไม่มีใครคอยช่วย ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ร่างที่เต็มไปด้วยคราบเลือดเดินโซซัดโซเซไปในเมืองลอนดอนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ด้วยหวังว่าจะมีใครซักคนที่ชมเธอ

    เพียงไม่นานหลังจากที่หน่วยล่าได้ถอนกำลังกลับมาถึงกรุงลอนดอน ข่าวการเสียชีวิตของประชาชนบริเวณอ่าวก็มาถึงมือของวิคตอเรีย ทำให้ทีมทั้งทีมไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้พัก พวกเขารีบเร่งไปถึงที่เกิดเหตุและเข้าตรวจสอบสภาพโดยรอบทันที ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างไปจากที่วิคตอเรียคาดเอาไว้มากนัก เหยื่อทุกรายเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันทั้งหมด ทุกวินาทีที่พวกเธอปล่อยให้อมตะตนนี้เร่ร่อนไปมาสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น
    “หัวหน้าครับ มาดูทางนี้ทีครับ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่เอ่ยปากเรียกวิคตอเรียซึ่งตอนนี้เธออยู่ในชุดเกราะพร้อมรบเต็มอัตราศึกแล้ว และเมื่อเธอเดินตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไปยังจุดที่เขาอยากจะให้เธอดู หญิงสาวก็ได้เห็นคราบเลือดจำนวนหนึ่งลากยาวเป็นทางขึ้นมาจากปากอ่าว
    “...แบบนี้ไม่ผิดแน่ แผลของมันยังปิดไม่สนิทเพราะพึ่งเป็นอมตะได้ไม่กี่เดือน เราต้องรีบกำจัดมันเดียวนี้ก่อนที่มันจะรู้ตัวเองว่ากลายเป็นอะไรไปแล้ว ...วิลเลี่ยม”
    “ครับ” วิลเลี่ยมที่อยู่ไม่ห่างจากวิคตอเรียมากนักตอบรับคำเรียกนั้น
    “ตามหน่วยของอลิเซียมา บอกให้เธอเอาอุปกรณ์ตรวจจับที่ฉันขอไปมาด้วย”
    “ได้ครับ” รับคำชายหนุ่มก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก ในขณะที่วิคตอเรียมองไปยังซินเทียร์ที่กำลังนั่งหลับตาอยู่ในรถตู้สีดำเพื่อทำสมาธิเตรียมพร้อมกับแผนที่พวกเธอเตรียมเอาไว้ ทว่าวิคตอเรียเองก็ยังไม่อาจวางใจได้มากนักว่าหญิงสาวจะทำได้จริงอย่างที่ปากว่ารึเปล่า
    “เรียบร้อยแล้วครับคุณวิคตอเรีย”
    “แกแน่ใจแล้วนะไอ้หนูวิลเลี่ยม...” สายตาแห่งความไม่ไว้ใจจ้องลงไปยังนัยน์ตาสีฟ้าของชายหนุ่ม มันเต็มไปด้วยความสงสัยและความรู้สึกปฏิเสธในสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไป แต่ชายหนุ่มที่เอาแต่ยืนยิ้นอยู่นั้นกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแล้วตอบกลับมา
    “คุณพึ่งรู้จักผมกับซินเทียร์ได้แค่สามปีเท่านั้นเองนะครับคุณวิคตอเรีย ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณไม่รู้...” น้ำเสียงกึ่งๆดูถูกนั้นทำให้คนถามรู้สึกของขึ้น มันเหมือนกับว่าคนหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนตรงหน้ากำลังคิดจะลองของกับเธอที่เป็นทหารหน่วยรบพิเศษมากว่าแปดปี
    “ให้มันได้อย่างปากก็แล้วกัน...” คนหนุ่มหัวเราะเบาๆในคออีกครั้งก่อนที่เขาจะหันหลังเดินไปยังรถตู้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการล่า แล้วในตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นมา
    “ว่าไง...” ชายหนุ่มรับโทรศัพท์แล้วฟังคำรายงานจากอีกฝั่งก่อนที่พริบตาสีหน้าของเขาจะมีร่องรอยแห่งความกังวลปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “...แน่ใจแล้วนะ โอเคขอบใจมากสำหรับข้อมูล หักเงินในบัญชีของผมเหมือนอย่างเคยได้เลย” จบการสนทนาชายหนุ่มก็หันกลับมาหาวิคตอเรีย เขาดูลังเลใจอยู่ซักพักก่อนที่จะพูดออกมา
    “ข่าวจากเคียวแดงครับ พวกเขาได้เส้นทางที่เมดูซ่ากำลังมุ่งหน้าไปจากตำแหน่งของเหยื่อแล้วครับ...”
    “งั้นก็ไปกันได้แล้ว รีบบอกเป้าหมายมา...” ท่าทางที่เหมือนกำลังกังวลใจของเขาทำให้วิคตอเรียต้องเงยหน้าขึ้นมาถามอีกครั้ง “...แกเป็นอะไรของแก บอกที่เป้าหมายมาได้แล้ว”
    “เป้าหมายคือหมู่บ้านเฮเว่นฮิล ...ที่ๆผมส่งเด็กกำพร้าคนนั้นไปครับ” ทันทีที่ได้ยินที่อยู่นั้นวิคตอเรียก็นิ่งไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกตระหนก ก่อนที่เธอจะหัวเราะเบาๆแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ด้วยตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมวิลเลี่ยมถึงได้ลังเลที่จะพูดมันออกมา
    “ไอ้หนูเอ้ย... แกโครตโชคร้ายเลยหวะ”

    ราตรีค่อยๆคืบคลานเข้ามาภายในหมู่บ้านเฮเว่นฮิล ประจวบเหมาะกับเวลาที่บ้านของครอบครัวลอเรนซ์เริ่มมื้อค่ำของตน บรรยากาศภายในบ้านนั้นแม้จะมีความอึมครึมอยู่บ้าง แต่คู่สามีภรรยาลอเรนซ์ก็พยายามทำสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูร่างเริง เพื่อดึงอารมณ์ของอัลเบิร์ตให้กลับสู่ปกติ รวมไปถึงอลิสเองที่ปกติเธอจะไม่ค่อยพูดมากซักเท่าไหร่นัก วันนี้สาวน้อยผมทองกลับพูดเป็นต่อยหอยจนแม้แต่พ่อแม่ของเธอเองก็ยังรู้สึกแปลกใจ
    “นี่อัลเบิร์ต ลองกินไก่ทอดจานนี้ดูสิ ฉันเป็นคนทำเองกับมือเลยนะ” สาวน้อยวัยสิบเอ็ดยื่นไก่ทอดไปจนเกือบจะชนหน้าของอัลเบิร์ต เล่นเอาเด็กหนุ่มต้องแบมือขึ้นแล้วทำหน้าเหยเกไม่กล้ารับมัน ด้วยความที่ไก่ทอดนั้นดำเกรียมเหลือเกิน
    “เอ่อ ได้ๆเดี๋ยวเอาไว้ก่อนนะ”
    “อะไรของนาย ไม่เชื่อมือของฉันอย่างนั้นหรอ” อลิสเริ่มทำหน้าบูดบึ้งใส่อัลเบิร์ต ทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบออกปากแก้ตัว
    “มะ ไม่ใช่แต่ว่าฉันอยากจะกินสปาเก็ตตี้ฝีมือของคุณป้าก่อนน่ะ”
    “นี่นายไม่เชื่อมือของฉันจริงๆใช่มั้ย อัล!”
    เสียงทะเลาะยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางสีหน้าที่ยิ้มแย้มมากขึ้นของอัลเบิร์ตและเสียงหัวเราะจากคู่สามีภรรยาทั้งสอง นั่นทำให้ทั้งคู่เริ่มคลายความกังวลใจลงไปบ้าง ว่าอย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ยังไม่สูญเสียหัวใจไปทั้งหมด ข้าวของของอัลเบิร์ตจากบ้านของเขาถูกย้ายมาที่นี่ทั้งหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ข้าวของของซิลเวียร์แม่ของเขาเท่านั้น ที่พวกเขาไม่กล้าขนย้ายเข้ามาด้วยกลัวว่ามันจะทำร้ายจิตใจของเด็กมากเกินไป
    “อัลเบิร์ต ต่อจากนี้ไปถ้าอยากจะกินอะไรก็บอกน้ามานะ น้าจะทำให้กินเอง...” คุณนายลอเรนซ์พูดพร้อมกับรอยยิ้มก่อนที่ฝ่ายพ่อจะพูดเสริม
    “มีอะไรก็พูดได้เสมอนะอัลเบิร์ต พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” คำว่าครอบครัวทำให้เด็กน้อยรู้สึกบีบแน่นในหัวใจขึ้นมา มันเหมือนกับเป็นน้ำเลี้ยงที่ปลอบโยนจิตใจอันบอบช้ำของเขา น้ำตามันเหมือนจะไหลออกมาเมื่อเขาได้รู้ว่ายังคงมีคนที่สามารถพึ่งพาและเรียกว่าครอบครัวได้อยู่ตรงนี้
    “ใช่แล้วอัลเบิร์ต ต่อไปนี้ฉันและนายจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป” ริมฝีปากและดวงตากลมโตสีฟ้าของอลิสยิ้มออกมาอย่างจริงใจและอ่อนโยน ซึ่งอัลเบิร์ตก็ยิ้มรับก่อนจะพยักหน้าลงเบาๆแล้วก้มหน้าหลบเพื่อบังน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมา
    “อ้าวตายจริง ไม่เป็นไรไม่ต้องร้องนะเด็กดี ถ้าไม่หยุดร้องระวังจะโดนอลิสบังคับให้กินน่องไก่ไหม้เกรียมนะ”
    “คุณแม่คะ!” อลิสทำสีหน้าบูดบึ้งค้อนไปยังผู้เป็นมารดา ในขณะที่คนที่เหลือต่างหัวเราะขำขันกับท่าทางของเธอ

    กรี้ดดดด! เสียงกรีดร้องที่ดังมาจากด้านนอกของบ้านนั้นทำลายเสียงหัวเราะลงในทันที กลางความมืดที่เงียบสงัดกลับมีเสียงที่ไม่ควรจะดังในหมู่บ้านที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และมันก็เรียกความสนใจของครอบครัวสมิทและอัลเบิร์ตในทันที ก่อนที่ไม่นานนักเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอีกเสียงจะดังขึ้นมาอีกจากทิศทางเดิม เร่งเร้าความสงสัยและความกลัวให้เกิดขึ้นในใจ
    “อยู่ที่นี่เดี๋ยวพ่อจะออกไปดูนอกบ้าน...”
    “คุณคะ” ผู้เป็นภรรยาทำท่าจะลุกขึ้นตาม แต่มือหนาๆของเขากลับห้ามเธอเอาไว้ก่อน
    “อยู่กับเด็กๆ ไม่มีอะไร ไม่ต้องตกใจไป คงจะมีอุบัติเหตุอะไรซักอย่าง” หญิงสาวเพียงพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินไปยังประตูหน้าบ้านที่อยู่อีกฝากของห้องรับแขก ผ่านไปได้ครู่นึงเขาก็ตะโกนกลับมา
    “มีคนนอนอยู่กลางถนนสองคน คุณรีบเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียปลดโซ่และเสียงปลดล็อคประตูของชายผู้หวังดี
    “เดี๋ยวก่อนสิคะคุณ” ผู้เป็นแม่วางมือจากโทรศัพท์ทันทีที่ได้ยินเสียงปลดล็อคนั้น แน่นอนว่าเธอเป็นห่วงคนที่นอนอยู่กลางถนนสองคน แต่เธอเป็นห่วงคนในครอบครัวของเธอมากกว่า ไม่มีใครรู้ว่าข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่และการซุ่มสี่สุ่มห้าเดินออกไปก็อาจจะเป็นอันตรายได้ เธอจึงรีบเดินไปที่ประตูบ้านเพื่อที่จะห้ามเขา
    “นี่คุณเป็นใคร แล้วทำไม..” สิ่งที่หญิงสาวได้เห็นในตอนนี้คือสามีของตนกำลังทำท่าเหมือนคุยกับใครบางคนอยู่ ทว่าตรงหน้าของเธอนั้นกลับไม่เห็นมีใครยืนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว แล้วในตอนนั้นเองที่อยู่ๆผู้เป็นเสาหลักของบ้านเอามือขึ้นมากุมหน้าอกของตนแล้วล้มลงไปด้วยสีหน้าทรมาน
    “นะ หนีไป...” สิ้นคำพูดชายโชคร้ายก็ล้มลงไปกองกับพื้น และนั่นทำให้ผู้เป็นภรรยากรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจ
    “คุณ คุณคะ เป็นอะไรไป พูดกับฉันสิ!” น้ำเสียงนั้นทำให้เด็กทั้งสองนั้นนั่งไม่ติดอีกต่อไป ทั้งคู่รีบวิ่งออกมาที่ประตูบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
    “คุณพ่อ คุณพ่อคะ!” อลิสที่เห็นพ่อของตัวเองนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับพื้นทำท่าจะวิ่งเข้าไปหา ทว่าในตอนนั้นเองที่แม่ของเธอมองขึ้นไปในอากาศธาตุที่ไม่มีอะไรแล้วพูดออกมาเบาๆ
    “เธอ... อึ้ก!” สีหน้าของหญิงสาวบ่งบอกถึงความทรมานได้เป็นอย่างดี เธอจุกจนไม่อาจพูดอะไรได้เลยแม้แต่น้อยก่อนที่จะล้มตามผู้เป็นสามีไปอีกคน
    “พ่อคะ... แม่คะ...” เสียงของอลิสเริ่มสั่นเครือออกมา ในใจของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสนและความกลัว ขาเล็กๆค่อยๆก้าวเดินไปด้านหน้าโดยมีอัลเบิร์ตยืนตะลึงด้วยความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ด้านหลัง สาวน้อยที่กำลังจะร้องไห้ออกมาเดินเข้าไปใกล้ร่างของผู้เป็นบิดามารดาเรื่อยๆ ทว่าก่อนที่เธอจะถึงตัวของทั้งสองเธอกลับสัมผัสได้กับอะไรบางอย่างที่ขวางหน้าเธอ
    “มองฉันสิ...” เสียงเรียกนั้นทำให้สาวน้อยต้องรีบยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่เอ่อล้นเพื่อมองข้างหน้าให้ชัดเจน โดยหารู้ไม่ว่านั่นกำลังจะกลายเป็นความตายของเธอ

    ปัง! เสียงของปืนไรเฟิลซุ่มยิงดังขึ้นจนเด็กน้อยทั้งสองสะดุ้งเฮือก พร้อมๆกับที่ของเหลวสีแดงอุ่นสาดกระจายไปทั่วบริเวณที่เหมือนไม่มีอะไรตรงหน้า อลิสรอดพ้นจากเงื้อมมือของเมดูซ่าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดจากการกระทำที่บ้าบิ่นของพลซุ่มยิงที่ส่งกระสุนมาจากระยะกว่าสามร้อยเมตรสูงขึ้นไปบนฟ้า
    “คนที่อยู่ตรงนั้นรีบหนีไปเดี๋ยวนี้!” วิคตอเรียวางมือจากปืนไรเฟิลแล้วใช้โทรโข่งส่งเสียงเตือนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ เพราะในตอนนี้แม้เธออยากจะยิงต่อซักเพียงใดเธอก็ทำไม่ได้แล้ว ด้วยว่าหญิงสาวไม่อาจคาดคะเนตำแหน่งของอีกฝ่ายได้อีกต่อไป
    ภายในบ้านนั้นเมื่ออัลเบิร์ตได้ยินคำเตือน เขาก็รีบจับมือของอลิสแล้ววิ่งหนีขึ้นไปบนบ้านทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่ากองเลือดบนพื้นกำลังขยับได้เองอยู่ ทั้งคู่ในตอนนี้นั้นรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดต่อเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น อลิสร้องเอาแต่ไห้ออกมาตลอดเวลาที่วิ่งขึ้นไปชั้นสอง ในขณะที่อัลเบิร์ตรีบจัดการล็อคห้องนอนของอลิสทันทีที่เขาพาเพื่อนสาวเข้าในห้องได้สำเร็จ ก่อนที่สองมือของเขาจะกอดเธอเอาไว้แล้วค่อยๆเดินถอยไปหลบที่มุมห้อง

    ในขณะเดียวกันที่ด้านนอกของบ้าน เฮลิคอปเตอร์กว่าห้าลำก็ทยอยกันมาถึงพร้อมกับโรยตัวทหารในชุดเกราะสีดำจำนวนมากลงไปบนพื้น กลุ่มติดอาวุธหลายสิบคนเหล่านี้เพียบพร้อมไปด้วยประสบการณ์ในการรบอย่างหาตัวจับได้ยาก แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังอดที่จะรู้สึกใจสั่นไม่ได้เมื่อรู้ว่าตนกำลังเผชิยหน้าอยู่กับอะไร
    “เฮลิคอปเตอร์รีบออกไปซะ เราจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความไวต่อเสียง” วิคตอเรียสั่งการขึ้นไปทันทีที่เธอถึงพื้น
    [รับทราบครับ] ฝูงนกเหล็กหันหัวบินกลับรังทันทีที่คนและอุปกรณ์ชุดสุดท้ายถูกลำเลียงผ่านเชือกโรยตัวจนหมดแล้ว
    “อลิเซีย ที่ฉันสั่งไปเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?” คนถูกเรียกวางคอมพิวเตอร์โน้ตบุคลงไปซ้อนบนอุปกรณ์ที่บำเลียงลงมา ก่อนที่เธอจะปรายดวงตาสีแดงไปทางวิคตอเรีย ผมสีแดงที่ตัดสั้นเลยไหล่ขึ้นมาเล็กน้อยของเธอปลิวสะบัดไปมาเพราะแรงลมจากเฮลิคอปเตอร์ที่พึ่งบินจากไปไม่นาน ร่างกายของหญิงสาวดูเล็กเมื่อเทียบกับคนเชื้อชาติเดียวกัน ทว่าความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่แสดงออกมาทางใบหน้ากลมๆนั้น ทำให้วิคตอเรียมองข้ามความเป็นคนตัวเล็กของหญิงสาวไปในทันที
    “แน่นอนพี่วิคตอเรีย รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่...” สาวน้อยพูดพร้อมกับหันหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปทางวิคตอเรีย ที่จอนั้นกำลังแสดงแผนภาพสามมิติของบ้านและจุดสีแดงสองจุดกับจุดสีฟ้าสามจุด โดยที่จุดสีแดงทั้งสองนั้นซ้อนทับกับจุดสีฟ้าอีกสองจุดอยู่ “...คลื่นเสียงที่เราแยกออกมาโดยผ่านอัลกอริทึ่มนิดหน่อย พอรวมเข้ากับคลื่นความร้อนที่เราจับได้ก็จะทำให้รู้ทันทีว่าเมดูซ่าอยู่ตรงไหน เพราะแม่นั่นกั้นคลื่นความร้อนของตนเองเอาไว้ เป็นไงล่ะเจ๋งใช่มั้ยล่ะ?”
    “อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นเสียงที่แม่นยำได้ขนาดนี้กองทัพเองก็ยังไม่มีเลยนะคะ...” ชาล็อตที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ก่อนที่เธอจะมองไปยังเสาที่มีปลายเป็นจานรับเสียงต่อขนานกันเอาไว้หลายตัว พวกมันทั้งสี่ถูกตั้งเรียงเอาไว้ในสี่ทิศทางคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างพร้อมกับเชื่อมสายสัญญาณมายังชุดคอมพิวเตอร์ที่อลิเซียใช้อยู่
    “ได้มาจากเคียวแดงอีกล่ะสิท่า”
    “ใช่ๆ รุ่นใหม่จากเทออสเอนจิเนียร์ริ่งเชียวนะ ตอนนี้เห็นว่ากำลังงัดเรื่องราคากับกองทัพอยู่... ว่าแต่คราวนี้ใครจะไปหรอพี่ซินเทียร์ หรือว่าจะเป็นลองเวย?” ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตลุ่มล่ามรีบยกมือขึ้นมาระดับศีรษะแล้วส่ายหัวเบาๆแทนคำตอบ ก่อนที่เขาจะชี้นิ้วไปยังซินเทียร์ที่กำลังเอาผ้าขึ้นมาผูกตาตัวเอง
    “คราวนี้คุณซินเทียร์ลงมือคนเดียวหรอคะ?”
    “ใช่ครับคุณอลิเซีย ครั้งนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกผมเอง...” วิลเลี่ยมชิงตอบแทนวิคตอเรียที่กำลังอ้าปากออกมา ก่อนที่เขาจะนั่งชันเข่าลงหน้าคอมพิวเตอร์แล้วติดเครื่องมือสื่อสารเข้ากับหูของเขา “...พร้อมแล้วนะซินเทียร์”
    [อืม ฉันจะเข้าไปเดี๋ยวนี้]
    พูดจบซินเทียร์ก็วิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าดวงตาทั้งสองของเธอจะถูกปิดเอาไว้แต่ทว่าเธอก็สามารถวิ่งผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ร่างอมตะเข้าใกล้ตำแหน่งของเมดูซ่าขึ้นเรื่อย ผ่านการรายงานของวิลเลี่ยมที่กำลังดูมอนิเตอร์อยู่ มันเป็นการผสานงานที่ยอดเยี่ยมราวกับว่าทั้งสองรู้ใจของกันและกัน
    “เป็นฉันๆทำไม่ได้หรอกนะ ไอ้ที่ดูแผนที่ครั้งเดียวแล้ววิ่งปิดตาเข้าไปอย่างนั้น ถึงจะบอกว่าที่ได้เห็นเป็นแผนที่สามมิติก็เถอะ” วิคตอเรียคิ้วขมวดมองการเคลื่อนไหวของซินเทียร์ผ่านทางจอภาพ
    “ฉันเองก็คงจะเหมือนกัน...” ชาล็อตพูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ ในขณะที่ลองเวยเอาแต่ยิ้มอย่างมีเลศนัยน์อยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แม้แต่วิคตอเรียที่กำลังจับตามองเขาอยู่ก็ตาม

    ภายในบ้านก่อนหน้านั้นไม่นานนัก ประตูที่ถูกล็อคกำลังเริ่มสั่นอย่างรุนแรง เด็กน้อยทั้งสองที่ถูกต้อนจนมุมโอบกอดกันและกันด้วยความรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วไม่นานประตูทั้งบานก็ถูกกระชากจนล็อคนั้นกระจุยเป็นชิ้นๆ ท่ามกลางความเงียบนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าเบาๆดังเข้ามาใกล้เด็กน้อยทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆดุจดั่งภูตผีที่ไม่อาจเห็นตัวตน
    ดวงตาของทั้งสองหลับสนิทไปในทันทีด้วยความกลัวสุดหัวใจ และในวินาทีนั้นความอบอุ่นของมือก็สัมผัสเข้าที่ใบหน้าของอัลเบิร์ต ทว่าแทนที่จะรู้สึกดีขึ้นมันกลับทำให้เขาแทบบ้าคลั่ง เมื่อเสียงที่ดูเหงาและเศร้าสร้อยดังขึ้นมาตรงหน้า
    “มองฉันสิ อย่าหันหน้าหนีจากฉัน ชมฉัน รักฉันแค่เพียงคนเดียว...” ร่างเล็กๆสั่นอย่างไม่อาจห้ามได้ น้ำตาของเขาค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิทเพราะสัญชาติญาณในร่างที่ร่ำร้องบอก เขาไม่อยากลืมตา ไม่อยากมองอะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้า สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือใครซักคนที่จะมาช่วยเขาทั้งสอง ใครซักคนที่จะไม่ทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
    “ช่วยด้วย!”
    “สิบสองนาฬิกา ระยะสองเมตร...” คำพูดเบาๆดังขึ้นมาจากทางประตูพร้อมๆกับที่ลูกเตะกวาดจากซ้ายไปขวาพาร่างของเมดูซ่าให้ลอยละลิ่วไปจนกระแทกกำแพง และเมื่ออัลเบิร์ตกับอลิสลืมตาขึ้นมาพวกเขาก็ได้เห็นหญิงสาวในชุดผ้าคลุมสีหม่น หนุ่มน้อยจำร่างตรงหน้าได้ดีแม้ใบหน้าที่งดงามนั้นจะถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าสีดำ เธอคือผู้หญิงที่เขาฆ่าไปกับมือ...
    [สิบนาฬิกา สองช่วงตัว] เสียงจากวิทยุของวิลเลี่ยมดังขึ้น และซินเทียร์ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการสวนหมัดเข้าไปยังบริเวณที่ไม่มีอะไร หมัดของเธอกระแทกเข้ากับบางอย่างอย่างจังส่งร่างนั้นให้กระเด็นไปบนเตียงจนเกิดเสียงดังลั่น และคราวนี้เธอไม่จำเป็นต้องอาศัยการนำทางจากวิลเลี่ยมอีกแล้วเมื่อเสียงของมันดังชัดเจนขนาดนี้
    ซินเทียร์รีบกระโดดไปข้างหน้าตามสัญชาติญาณแล้วคว้าเหยื่อเอาไว้ด้วยมือซ้าย ก่อนจะใช้ปากช่วยถอดถุงมือในมือขวาออกอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งมันไปจับในจุดที่เธอมั่นใจว่าเป็นคอของอมตะตรงหน้า และพริบตาที่เธอสัมผัสเธอก็มั่นใจได้ว่าเธอทำสำเร็จแล้ว ร่างที่มองไม่เห็นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บจนมือของมันปัดเอาผ้าปิดตาของซินเทียร์หลุดไปจากใบหน้า
    ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องไปยังนัยน์ตาสีดำของเมดูซ่าที่กำลังส่งคำอ้อนวอนบางอย่างออกมา คำขอสุดท้ายของเธอก่อนที่ร่างกายของเธอจะถูกกัดกร่อนหายไปจนหมด ซินเทียร์จับจ้องดูร่างที่กำลังเน่าเปื่อยตรงหน้าชั่งใจในความคิดของตนก่อนที่เธอจะพูดออกมา
    “เธอสวยงามมาก อลิซาเบท ฮาร์ท จงหลับชั่วนิรันดร์เถอะ ฉันได้ปลดปล่อยเธอแล้ว...” ได้ยินคำพูดนั้นใบหน้าที่กำลังเปื่อยยุ่ยก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ก่อนที่ดวงตาทั้งสองนั้นจะปิดสนิทไปตลอดกาล จบการไล่ล่าเมดูซ่าลงในทันที
    [ฟินิกส์รายงานด้วย] เสียงจากวิคตอเรียดังขึ้นผ่านทางวิทยุ
    “เมดูซ่าถูกทำลายแล้ว”
    [รับทราบ เรากำลังจะเข้าไปเดี๋ยวนี้] เมื่อสิ้นคำ หูฟังก็ถูกถอดออกก่อนที่วิคตอเรียจะหันมาหาเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอัลเบิร์ตที่รู้สึกพูดไม่ออกกับการที่เขาได้มาเห็นเธอในสภาพยังเป็นๆแบบนี้
    “พี่... พี่สาวตายไปแล้วนี่...” เสียงสั่นๆของหนูน้อยดังขึ้นในขณะที่ซินเทียร์สวมถุงมือกลับแล้วเดินเข้าไปหาเขา
    “ใช่... ฉันตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เพียงแต่ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดสำหรับฉัน ฉันที่ทำให้แม่ของเธอต้องตายไปได้ชดใช้ด้วยความตายไปแล้ว และในตอนนี้ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเธอ...”
    มือของซินเทียร์ค่อยๆโอบกอดร่างที่กำลังสั่นเทาทั้งสองเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา แล้วปล่อยให้ทั้งคู่ร้องไห้ออกมาที่อ้อมอกของเธอ สายตาของหญิงสาวมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยความเรียบเฉย สิ่งเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอนับครั้งไม่ถ้วนจนเธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับมันอีกแล้ว เพียงแต่เธอก็พอจะรู้ว่ามนุษย์ที่พึ่งชีวิตมาได้แค่สิบกว่าปีนั้นจะรู้สึกอย่างไรเมื่อพ่อแม่ของตนถูกพรากจากไป ร่างอมตะจึงนิ่งเงียบแล้วปล่อยให้น้ำตาของทั้งคู่ชะล้างความโศกเศร้าในวันนี้ ...ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไม่เหลือเวลาให้กับน้ำตาอีกต่อไป
    Last edited by fatal_error; 28-01-2011 at 01:06 PM. Reason: เพิ่มคำเปรย

  10. #10
    fatal_error
    บทที่ 5 S.I.N.S.

    [มีแต่คนชั่วเท่านั้น ที่รู้ดีว่าคนชั่วจะทำอะไรต่อไป]

    “ฉันขอถามแกอีกครั้งนะยัยบ้า... นี่มันหมายความว่ายังไงวะ!” เสียงของวิคตอเรียกระแทกดังขึ้นกลางห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีกระจกใสเป็นผนังกั้นด้านหลัง สีหน้าของผู้นำสาวที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ตอนนี้ส่อแววว่าเธอสามารถชักปืนออกมายิงใครก็ได้แถวนั้นในทันที ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับสีหน้าเฉยชาของซินเทียร์ที่กำลังมองเธออยู่ด้วยแล้ว การที่หญิงสาวจะหาเรื่องระเบิดสมองใครซักคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยซักนิด
    “ฉันจะรับเด็กสองคนนี้เข้ามาในความดูแลของฉันและอยู่ที่นี่ในฐานะสมาชิกหน่วย ที่ฉันพูดไปมันหมายความเป็นอย่างอื่นได้ด้วยรึไง”
    คำพูดนั้นทำให้วิคตอเรียเริ่มเลือดขึ้นหน้า ในขณะที่อัลเบิร์ตและอลิสเกาะชายเสื้อคลุมของซินเทียร์หลบเยื้องไปด้านหลังด้วยความกลัว ส่วนทางวิลเลี่ยมที่ยืนห่างออกมาไม่ไกลนักก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ารับฟังการตอบโต้นี้ ไม่ต่างไปจากอลิเซียที่กำลังกินไอศกรีมถ้วยโตและลองเวยที่กำลังนอนบนโซฟารับแขกอย่างสบายใจ ที่ดูจะเป็นกังวลอยู่บ้างก็เห็นจะมีแต่ชาล็อตเพียงคนเดียว
    “ใจเย็นๆก่อนเถอะวิคตอเรีย ลองฟังเหตุผลของซินเทียร์ดูก่อน” ชาล็อตพูดขึ้นหวังจะให้ทั้งสองทำความเข้าใจกัน
    “มันจะมีเหตุผลอะไรฉันไม่สน แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเด็กเล่นขายของ แกเข้าใจที่ฉันพูดมั้ยหา! ซินเทียร์...” ตะคอกจบเสียงทุบตกก็ดังออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเธอกำลังหงุดหงิดแค่ไหนกับการกระทำครั้งนี้ “...แล้วนี่แกก็เห็นดีเห็นงามด้วยรึไงวิลเลี่ยม”
    “ถ้าเป็นความต้องการของซินเทียร์ ผมก็ไม่ขัดอะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มตอบพลางเริ่มคิดบางอย่างอยู่ในหัวเพื่อคลี่คลายเรื่องในครั้งนี้
    “เด็กสองคนนี่ไม่เหลือใครอีกแล้ว และส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเรา อีกอย่างฉันรับประกันได้ว่าสองคนนี้จะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน” ซินเทียร์ยังคงตอบเสียงเรียบพลางดันเด็กน้อยทั้งสองให้เข้าใกล้ตนมากขึ้น
    “เพราะแกคนเดียวมากกว่ามั้งนังตัวแสบ...” วิคตอเรียตอบพลางมองไปที่เด็กทั้งสอง ซึ่งเธอก็สามารถรับรู้ได้ถึงความลังเลจากดวงตาของอัลเบิร์ตได้ในทันที ไม่ต้องให้ใครมาบอกเธอก็รู้ ว่าเด็กคนนี้ยังคงฝังใจกับภาพการตายของแม่อยู่ “...แล้วที่แกบอกว่าจะมีประโยชน์นี่เรื่องอะไรวะ สร้างความบันเทิงหรือเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับที่นี่รึยังไง?” น้ำเสียงประชดประชันนั้นไม่ได้ทำให้ซินเทียร์เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวเพียงหันไปสบตากับวิลเลี่ยมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาตอบวิคตอเรีย
    “สองคนนี้เหมือนวิลเลี่ยม ฉันไม่เคยดูคนพลาด”
    “โธ่เว้ย! นี่ทั้งห้องมีฉันคนเดียวหรือไงที่เห็นว่านี่มันบ้าบอสิ้นดีน่ะ”
    “ฉันเองก็เห็นด้วยกับวิคตดเรียนะคะซินเทียร์ ต่อให้ทั้งคู่มีความสามารถยังไงแต่ทั้งคู่ก็ยังเป็นเด็กอยู่ การที่คุณจะให้ทั้งสองคนนี้มาอยู่กับพวกเรามันคง...” ชาล็อตพูดเสริมออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนที่อลิเซียจะค้านออกมาด้วยเสียงใสๆของเธอ
    “หนูว่าไม่นะพี่ ยังไงซะหน่วยของเรามันก็เป็นหน่วยประหลาดที่ไม่กำหนดคุณสมบัติของคนเข้าร่วมตั้งแต่แรกแล้ว อย่างหนูตอนเข้ามาเมื่อสองปีที่แล้วก็อายุยี่สิบ ยิ่งอีตาลองเวยนี่ยิ่งเข้าไปใหญ่ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นนายสิบเจ็ดใช่มั้ย?” ลองเวยที่นอนหลับตาฟังอยู่ยิ้มขึ้นมาที่ริมฝีปากก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกไปมาเป็นทำนองไม่รู้ไม่ชี้
    “แต่นี่สิบเอ็ดนะอลิเซีย แถมเธอกับลองเวยมันคนละเรื่องกันด้วย ยิ่งแกฉันยิ่งไม่อยากจะพูดถึง...” วิคตอเรียพูดพลางมองไปยังลองเวยซึ่งแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วนอนตะแคงไปอีกทางเพื่อหนีคำพูดนั้น “...จะยังไงก็ช่างในฐานะหัวหน้าหน่วยฉันไม่อนุญาตให้สองคนนี้เข้าร่วมหน่วยด้วยเด็ดขาด แกอยากจะพามันไปเลี้ยงที่ไหนก็ตามใจ แต่อย่าพามันขึ้นมาให้ฉันเห็นเป็นครั้งที่สอง”
    และในขณะที่วิคตอเรียกำลังยื่นคำขาดอยู่นั่นเองที่เธอได้ยินเสียงวิลเลี่ยมกำลังพูดโทรศัพท์ด้วยภาษาอิตาลีอยู่ ความรู้สึกขุ่นมั่วเริ่มเกิดขึ้นในใจของวิคตอเรียทันที เมื่อเธอจับเค้าได้ว่าชายหนุ่มกำลังคุยอยู่กับใคร
    “เฮ้ย! แกคิดจะทำอะไรของแกน่ะไอ้หนูวิลเลี่ยม”
    “ครับผม เดี๋ยวผมจะให้ท่านเรียนสายกับเธอเดี๋ยวนี้ครับ ครับผม ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของท่านครับ” เมื่อจบภาษาอิตาลีประโยคสุดท้าย ชายหนุ่มก็หันมามองวิคตอเรียด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือสีดำเครื่องนั้นให้กับเธอ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาในห้องที่หญิงสาวทำสีหน้าลังเล ทว่าประโยคต่อมาของวิลเลี่ยมนั้นก็ทำให้เธอจำใจต้องรับมันมาอย่างช่วยไม่ได้
    “ทาร์ทารัสจะคุยด้วยครับ คุณวิคตอเรีย”
    “แก...” หญิงสาวจิกนัยน์ตาใส่ชายหนุ่มผมทองอย่างมาดร้าย ทว่าดวงตาสีฟ้าของเขานั้นกลับไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับมีเพียงความมั่นใจที่สะท้อนกลับออกมา ความมั่นใจที่ว่าเธอจะต้องแพ้อย่างแน่นอน และมันก็ยิ่งดูมั่นใจมากขึ้นเมื่อหญิงสาวแนบโทรศัพท์เครื่องนั้นเข้ากับหู
    “นี่วิคตอเรียค่ะท่าน” ภาษาอิตาลีที่ฟังดูนอบน้อมนั้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองที่หลบอยู่หลังซินเทียร์ดูแปลกใจไม่น้อย จนถึงตอนนี้ทั้งคู่ไม่คิดเลยซักนิดว่าเธอจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ได้
    [ทำตามที่อมตะต้องการซะวิคตอเรีย] น้ำเสียงอันแหบแห้งที่เล็ดลอดมาจากหูโทรศัพท์นั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เธอคิดเอาไว้แล้วด้วยซ้ำว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่ที่เธอเห็นวิลเลี่ยมยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา
    “แต่ท่านคะ สองคนนั้นยังเด็กอยู่เลยนะคะ ดิฉันเกรงว่า”
    [นี่ไม่ใช่ธุระกงการของเรา ตราบใดที่อมตะยังอยู่กับเราต่อให้พวกฉันต้องออกคำสั่งซักประเทศให้ยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์พวกฉันก็จะทำ เธอเข้าใจใช่มั้ยว่าอมตะตนนี้มีความสำคัญซักเพียงใด]
    “ดิฉันทราบดีค่ะ แต่พวกเราเป็นหน่วยรบนะคะท่าน การที่เรามีเด็กอยู่ด้วย...”
    [ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่านี่ไม่ใช่ธุระกงการของเรา...] น้ำเสียงที่เกือบๆจะเป็นการกระแทกนั้นทำให้วิคตอเรียไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้อีกต่อไป [...อมตะต้องการแค่เด็กพวกนั้น เธอไม่จำเป็นต้องปกป้องพวกเขา ต่อให้พวกเขาเป็นตายร้ายดียังไงนั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการของเธอ จะต้องให้ฉันบอกเธอกี่ครั้งว่าอย่าได้เห็นใจใครเพราะเรากำลังอยู่ในสงครามอยู่ ทำตามที่ฉันสั่งซะ]
    “...รับทราบค่ะ” จบคำเสียงตัดสายก็ดังขึ้น หญิงสาวมองไปยังวิลเลี่ยมด้วยสีหน้าไม่พอใจก่อนจะโยนมือถือกลับไปให้เขา แล้วหันไปพูดกับเด็กทั้งสอง
    “ยินดีด้วยกับพวกแกทั้งสองคน พวกแกพึ่งได้ตั๋วเที่ยวเดียวไปทัวร์นรกพร้อมใบมรณะบัตร ขอต้อนรับเข้าสู่หน่วย SINS (ซินส์)...” ชาล็อตมีสีหน้ากังวลทันทีที่ได้ยินคำนั้น ในขณะที่คนอื่นไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากมาย จะมีก็แค่อลิเซียที่หันมาโบกมือให้กับหนูน้อยทั้งสองพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับการได้สมาชิกใหม่ ส่วนอัลเบิร์ตและอลิสนั้นมีเพียงความไม่สบายใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
    “ให้หมอนั่นเข้ามาได้ ทางนี้เสร็จธุระแล้ว”
    วิคตอเรียติดต่อไปที่โอเปอร์เรเตอร์ผ่านอินเตอร์คอมทันทีที่เธอจบเรื่องแบบที่เธอไม่พอใจนัก แล้วไม่นานประตูไม้หน้าห้องก็เปิดออกเผยให้เห็นชายหนุ่มที่มีผิวค่อนไปทางคล้ำหน้าตาสันทัดคนหนึ่ง ผมของเขาถูกไว้ยาวออกมาเพียงเล็กน้อยพอไม่รำคาญและชโลมด้วยเจลล์จนมันตั้งขึ้น ชายที่อายุอานามน่าจะยี่สิบปลายๆสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายตามยาวพร้อมกับกางเกงสแล็คสีดำและรองเท้าที่ขัดมันจนเงาวับ ที่มือข้างซ้ายของเขานั้นหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเขื่องมาด้วย ยิ่งรวมเข้ากับแว่นตาดำทรงเฉี่ยวของเขาด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขาดูไม่ต่างไปจากนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่น้อย
    ชายหนุ่มที่แต่งตัวขัดกับบรรยากาศของสูทสีเทาภายในห้องก้าวเข้ามาวางกระเป๋าของตนลง ก่อนที่เขาจะใช้มือซ้ายถอดแว่นตาออกเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แล้วมือขวาจึงยกขึ้นวันทนาหัตถ์แบบทีจริงทีเล่นเพื่อทักทายคนในห้อง
    “ผมอดีตจ่าสิบตรีนิลกาฬ ธำรงศักดิ์ รายงานตัวครับผม” รอยยิ้มที่ดูจะยิ้มเกินเหตุและสำเนียงภาษาอังกฤษแปลกๆนั้นทำให้วิคตอเรียต้องชักคิ้วเข้าหากันด้วยความรำคาญสายตาตั้งแต่แรกเห็น ท่าทางว่าวันนี้คงจะไม่ใช่วันของเธอ
    “วางของๆนายไว้ข้างๆประตูนั่นแล้วปิดประตูซะ” ด้วยสำเนียงอังกฤษแท้ๆของเธอนั้นเร็วเกินไปสำหรับคนเอเชีย นิลกาฬจึงทำหน้าสีหน้าไม่เข้าใจออกมา
    “ปิดประตู...” คำเดียวชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับที่เธอแสดงท่ากวักมือเรียกชายหนุ่มให้เข้ามายืน และเมื่อประตูปิดลงหญิงสาวก็เริ่มทำใจให้เย็นลงได้บ้างแล้วพยายามพูดประโยคถัดไปให้ชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น “...นี่สมาชิกระดับเอคนใหม่ของเรา ครั้งนี้มีคนสอบผ่านมาได้แค่คนเดียวฉันเลยไม่อยากรับตัวให้เอิกเกริก นายแนะนำตัวกับพวกนี้อีกทีซิ” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาก่อนที่เขาจะหันไปมองทั่วๆแล้วพูดขึ้น
    “ผมอดีตจ่าสิบตรี...”
    “เดี๋ยว...” วิคตอเรียขัดจังหวะของเขา ก่อนที่เธอจะย้ำสิ่งสำคัญบางอย่างออกมา “...ที่นี่ไม่มียศหรืออะไรทั้งนั้น มีแค่ระดับเอคือนายกับคนอื่นอีกประมาณหกสิบคนในตึกนี้ ส่วนระดับเอสมีแค่พวกฉันหกคน จะพูดอะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องมียศ” ชายหนุ่มทำหน้ากระอักกระอ่วนด้วยความรู้สึกไม่พอใจอยู่นิดหน่อย ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเบาๆแล้วหันไปพูดต่อ
    “ผมชื่อนิลกาฬ ธำรงศักดิ์ เรียกผมว่านิลก็ได้ ผมเกิดที่ไทย ทำงานในกองทัพเป็นหน่วยซีลล์อยู่ห้าปี ก่อนจะลาออกมาเป็นทหารรับจ้างแล้วก็มาลงเอยที่นี่ แค่นี้ครับ”
    พูดจบเขาก็ส่งยิ้มให้แต่ละคนในห้อง ซึ่งคนที่รับยิ้มของเขาดูจะมีแค่ชาล็อตและอลิเซีย ที่จริงแค่สองสาวหน้าตาดีรับยิ้มเขาก็พอใจแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆเขาเองก็อดแปลกใจไม่ได้กับคนที่กำลังนอนอยู่แบบไม่ใส่ใจอะไร เด็กตัวเล็กๆสองคน และที่สำคัญที่สุดคือสาวสวยที่มีแผลเป็นพาดผ่านตาซ้ายคนนี้ ถึงวิคตอเรียจะมีแผลเป็นขนาดใหญ่ตั้งแต่ริมฝีปากซ้ายไปถึงกกหูก็เถอะ แต่เขาต้องยอมรับเลยว่าไอ้แผลกลางตานี่มันน่ากลัวกว่ากันเยอะเลย
    “เอาล่ะ ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกัน ฉันขอแนะนำสมาชิกระดับเอสที่นายต้องรู้จักเอาไว้ก่อน คนพวกนี้คือคนที่นายต้องคอยนรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา คนแรกคือฉันที่นายคงรู้จักดีอยู่แล้ว ฉันชื่อวิคตอเรีย มาทิส เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วย ผู้หญิงผมทองคนนี้ชื่อชาร์ล็อต เลโอนาร์ด เป็นหัวหน้าฝ่ายแพทย์สนาม” ชาล็อตยกมือขึ้นมาโบกระดับอกแล้วยิ้มเล็กๆซึ่งชายหนุ่มก็รู้สึกดีกับรอยยิ้มแสนหวานนั้นเหลือเกิน
    “ผมแดงตรงนั้นชื่อ อลิเซีย แอนเดอร์สัน เป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและยุทธภัณฑ์” อลิเซียวางมือจากไอศกรีมในมือแล้วยกมือขึ้นทักอีกครั้ง
    “ไอ้ตัวที่นอนตายอยู่นั้นชื่อชุย ลองเวย เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ” รายนี้ไม่ต้องพูดถึง ชายหนุ่มแทบจะมองไม่เห็นหน้าของเขาด้วยซ้ำด้วยความที่ลองเวยนอนหันหน้าเข้าหาโซฟาอยู่
    “ไอ้หนุ่มผมทองนั่นชื่อวิลเลี่ยม ไรท์ เป็นหัวหน้าฝ่ายข้อมูล” ชายหนุ่มยิ้มรับพร้อมกับเดินเข้ามาจับมือกับเขาเป็นคนแรก
    “ส่วนแม่หน้าบากนี่ชื่อซินเทียร์ สั้นๆแค่นั้นแหละ ไม่มีตำแหน่งอะไรพิเศษ” คำบรรยายนั้นทำให้นิลกาฬสับสนพอสมควร ทั้งๆที่เป็นระดับเอสแต่กลับไม่มีตำแหน่งอะไรเป็นพิเศษ และที่ดูจะทำให้ชายหนุ่มอดขำไม่ได้มากที่สุดก็เห็นจะเป็นการที่วิคตอเรียเรียกซินเทียร์ว่าหน้าบากทั้งๆที่ตัวเองก็มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเหมือนกัน
    “แล้วสองคนนี่ล่ะครับ ผมต้องทำความรู้จักกับลูกของใครในนี้ด้วยรึเปล่าครับ” นิลกาฬชี้ไปที่เด็กทั้งสองพร้อมกับคำพูดขำๆ แต่คนอื่นในห้องดูจะขำไม่ออกเล่นเอาเขางงไปชั่วขณะว่าตนพูดอะไรผิด วิคตอเรียเองก็ทำใจลำบากที่ต้องตอบแต่ในเมื่อเธอได้รับคำสั่งมาแล้ว ยังไงเธอก็ต้องทำ
    “ไอ้หนูนั่นชื่ออัลเบิร์ต สตีลเกท ส่วนแม่หนูนี่ชื่ออลิส ลอเรนซ์ ทั้งคู่เป็นสมาชิกหน่วยระดับเอเหมือนกับนาย...” สิ้นคำพูดชายหนุ่มก็ถึงกับช็อคค้างไป เขาจำไม่ได้เลยซักนิดว่าในการสอบสุดนรกนั่นมีเด็กเข้าร่วมด้วย หรือต่อให้มีเขาก็ต้องจำหน้าเด็กผีเด็กปิศาจนั่นได้ ไม่ใช่สิ มันไม่มีแน่ๆเด็กพรรณนั้น
    “นี่คุณกำลังล้อผมเล่นอยู่ใช่มั้ยเนี่ย” นิลหัวเราะแก้เก้อ ทว่าวิคตอเรียกลับยังคงมีสีหน้าจริงจังเหมือนเดิม
    “ฉันไม่ได้ล้อเล่น จบการแนะนำตัวแล้วทีนี้ฉันจะเล่ารายละเอียดของหน่วยให้ฟัง...”
    “นี่คุณกำลังดูถูกผมโดยเอาผมไปเทียบกับเด็กตัวเล็กๆพวกนี้รึไง” เลือดทหารในตัวมันเดือดพล่าน ชายหนุ่มเดินไปทุบโต๊ะแล้วจ้องลงไปยังนัยน์ตาสีดำของวิคตอเรียที่กำลังอยู่อีกฟาก
    “คุณนิลกาฬ เราไม่ได้รับคนเข้าร่วมหน่วยเพียงเพราะความสามารถด้านการรบอย่างเดียว เรามีเหตุผลอื่นด้วยเหมือนกัน” พูดไปอย่างนั้นแต่ในใจของเธอก็ไม่พอใจเหมือนกัน
    “ด้านอื่น? ด้านไหนกันคุณบอกผมซิ เล่นตุ๊กตาหรือเล่นขายของรึไง”
    “คุณนิลกาฬ...” เสียงดุๆและเปี่ยมไปด้วยอำนาจนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดคำพูดลง “...ถ้าคุณไม่พอใจก็เดินออกไปก่อนที่ฉันจะอธิบายสิ่งที่หน่วยเราทำให้คุณฟัง เพราะหลังจากที่คุณได้ฟังแล้วคุณจะไม่มีทางได้ออกจากหน่วยที่มีเด็กเป็นสมาชิกอีก ยกเว้นคุณจะออกไปด้วยถุงห่อศพ จะเอายังไงคุณเลือกเอาเอง” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็หันหน้าไปมองหน้าเด็กทั้งสองอีกครั้งก่อนที่เขาจะส่ายหน้าขึ้นลงเบาๆด้วยความคิดในใจว่าช่างมัน ทหารรับจ้างอย่างเขาจะให้งานของตัวเองพังเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ และนั่นก็ทำให้เขาได้คำตอบ
    “ได้เลยบอส ผมตกลง มีอะไรก็ว่ามาเลย” วิคตอเรียเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยหลังจากที่การลองใจของเธอได้ผล ถ้าใจไม่ถึงจริงเธอก็ไม่อยากได้ต่อให้ผ่านการทดสอบมาได้ก็เถอะ
    “ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลย ก่อนอื่นฉันขอให้นายเชื่อในสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดก่อน อยากถามอะไรก็รอให้ฉันพูดให้จบก่อน พวกเราคือหน่วย SINS ย่อมาจาก Special Investigation and Neutralization Squad หน้าที่ของพวกเราคือทำตามคำสั่งของทาร์ทารัส ซึ่งเป็นชื่อเรียกของสภาๆหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนของเรา ทั่วๆไปก็กวาดล้างคนที่ไม่เข้าตา คนที่ชอบแกว่งเท้าหรือไม่ก็พวกชอบทำตัวเป็นฮีโร่ แต่งานหลักจริงๆของเราคือการล่าอมตะ...” ถึงตอนนี้วิคตอเรียก็ได้เห็นใบหน้าอย่างที่เธอเห็นจากระดับเอทุกคนที่เข้ามาใหม่ นั่นคือใบหน้าแห่งความไม่เชื่อ มนดูเหวอราวกับคนกำลังหลงทาง
    “...อมตะก็ตรงตามตัวนั่นแหละ พวกนี้คือคนที่เป็นอมตะและมีพลังพิเศษบางอย่างติดตัวอยู่ด้วย และอันตรายอย่างมาก เพราะพวกนี้มักมีจิตที่ไม่ปกติ สับสน กระวนกระวาย จิตวิปลาส ที่สำคัญคือควบคุมไม่ได้และทาร์ทารัสไม่ต้องการให้มีคนแบบนี้อยู่ในโลก หน่วยของพวกเราตั้งมาแล้วน่าจะหลายพันปีแต่พึ่งมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้เมื่อราวๆร้อยกว่าปีก่อน จนถึงตอนนี้พวกเราล่าอมตะมาแล้วราวๆสามหมื่นตนและคงต้องล่ากันต่อไปอีกต่อให้ต้องเสียคนไปแค่ไหนก็ตาม ถึงตรงนี้มีคำถามอะไรมั้ย” คนกำลังงงเป็นไก่ตาแตกยืนนิ่งไปนาน ก่อนที่เขาจะหัวเราะขึ้นมาเบาๆแล้วชี้นิ้วมาที่วิคตอเรียด้วยความคิดที่ว่าเธอกำลังพยายามทำให้เขาขำอยู่ ซึ่งวิคตอเรียเองก็หัวเราะเบาๆกลับเช่นกัน ก่อนที่เธอจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มแปลกๆ
    “ไม่เชื่อหรอ? ถ้าไม่เชื่อก็หันไปมองที่ยัยหน้าบากข้างๆนายสิ แม่นั่นเป็นอมตะ” หัวใจของชายหนุ่มหล่นวูบไปในทันทีที่ได้ยินคำนั้น ไม่รู้ทำไมแต่เมื่อเขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวมรกตข้างนั้นเขากลับเริ่มเปลี่ยนใจคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง
    “โธ่บอส อย่ามาล้อเล่นกันน่า แม่สาวหน้าคมคนนี้น่ะหรอจะเป็นอมตะอย่างที่คุณว่า” พูดแล้วไม่พูดเปล่ามือซนๆของชายหนุ่มนั้นยื่นเข้าไปที่คางของซินเทียร์หมายจะหยอกล้อกับหญิงสาว แล้วในพริบตานั้นเองที่มือของซินเทียร์พุ่งไปหยุดมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ในขณะที่ชาล็อตจัดการล็อคต้นแขนของลองเวยที่กำลังจะสับมีดสปาต้าลงบนท่อนแขนของชายหนุ่มด้วยความหวังดี
    “นายคิดจะทำอะไรลองเวย” น้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงเอาไว้ด้วยความเด็ดขาดดังออกมาจากปากของชาล็อต
    “ก็จะช่วยชีวิตพี่ชายคนนี้ไงล่ะครับ เสียแขนแค่ข้างเดียวยังไงก็ดีกว่าเสียทั้งตัวนะครับ”
    “ดะ... เดี๋ยวนี่มันเรื่องอะไรกัน แค่นี้ต้องเอากันตายเลยหรอ” ชายหนุ่มที่เกือบจะต้องแขนขาดแบบไม่รู้ตัวมองสลับไปมาระหว่างชายหนุ่มหน้าจีนที่เขาเพิ่งจะได้เห็นหน้าชัดๆ กับวิคตอเรียที่กำลังเล็งปืนมาที่แขนของเขาด้วยความหวังดีอีกคนหนึ่ง และเมื่อเขาสังเกตดีๆ คนที่เหลือในห้องเองก็มีท่าทีว่าจะทำตามด้วยเช่นกัน
    “ถ้าไม่ทำนายตายแน่ จำไว้ ไม่ว่าเป็นตายร้ายดียังไงก็ห้ามแตะต้องแม่นั่นแม้แต่เส้นผม ไม่อย่างนั้นร่างกายของนายจะย่อยสลายกลายเป็นผงในพริบตา นี่เป็นความสามารถของอมตะคนนี้ พวกเราเรียกมันว่าดีเจเนอเรเตอร์ เป็นความสามารถเพียงอย่างเดียวที่เราค้นพบว่าสามารถฆ่าอมตะได้”
    “...นี่พูดจริงอย่างงั้นหรอบอส” ชายหนุ่มเริ่มจะเชื่อขึ้นมาบ้างจากการเห็นท่าทางของแต่ละคนที่มีต่อเขา ทว่าความสงสัยนั้นยังคงมีอยู่ในดวงตาของเขา ทำให้วิคตอเรียต้องถอนหายใจออกมาแล้วมองไปยังซินเทียร์ก่อนที่เธอจะมองกลับไปที่วิลเลี่ยมที่กำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่
    “เห้อ... ถ้าเป็นปกติฉันก็จะใช้ไอ้พวกที่ขังเอาไว้น่ะนะ แต่ในเมื่อเธอเล่นทำลายพวกมันซะหมดแล้วเมื่อสามเดือนก่อนและฉันก็ไม่อยากให้เด็กใหม่มันต้องลงสนามทั้งๆที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแบบนี้ อีกอย่างพวกเราก็เคยคุยเรื่องนี้กันมาแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าโกรธกันเลยนะ”
    ซินเทียร์พยักหน้าเบาๆแทนคำตอบในขณะที่วิลเลี่ยมหลับตาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วในทันใดวิคตอเรียก็ทำในสิ่งที่นิลกาฬไม่คาดคิดมาก่อน หญิงสาวลั่นกระสุนจากปืนในมือของตนเองเข้าใส่หน้าผากของซินเทียร์อย่างจัง โลหิตสีแดงสดพุ่งออกมาจนกระเด็นมาติดบนใบหน้าและเสื้อของเขา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเด็กทั้งสอง
    “ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นชิ้นส่วนร่างกายที่หลุดออกมาจากแม่นั่นแล้วสัมผัสไปก็ไม่ตายหรอก” วิคตอเรียพูดขึ้นพลางเก็บปืนกลับ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่นิลกาฬอยากได้ยินเลยแม้แต่น้อย
    “นี่คุณทำบ้าอะไรลงไปน่ะ อยู่ๆก็ยิงกัน... แบบนี้...” คำพูดนั้นถูกกลืนหายลงเมื่ออยู่ๆซินเทียที่พึ่งถูกยิงแสกหน้ากลับลุกขึ้นมายืนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หัวกระสุนสีเงินวาวถูกดันออกมาจากรูบนหัวของหล่อนก่อนที่บาดแผลนั้นจะสมานตัวจนปิดสนิทในเวลาไม่กี่วินาที
    “ทีนี้เชื่อรึยัง?” วิคตอเรียพูดขึ้นแทนเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มอยู่ในอาการที่พูดไม่ออก “นี่คือเป้าหมายหลักที่เราต้องสู้ด้วย โดยทั่วไปพวกมันเหมือนกันหมดคือต่อให้ฉีกร่างเป็นชิ้นๆพวกมันก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ ที่ไม่เหมือนคือความสามารถที่พวกมันมี หนักบ้างเบาบ้างคละกันไป แต่ที่เบากว่าของแม่นี่ฉันยังไม่เคยเห็น ส่วนใหญ่ถ้านายไปอยู่ใกล้กับอมตะในระยะนี้คือนายเซ็นใบมรณะบัตรของตัวเองเรียบร้อยแล้ว”
    “นี่ผมฝันอยู่รึไงกัน...”
    “ไม่ใช่ฝันนี่คือเรื่องจริง...” วิคตอเรียตอกย้ำความจริงนั้นก่อนที่เธอจะหยิบเอาเอกสารเล่มหนาและแผ่นซีดีอีกชุดหนึ่งยื่นให้เขา “...นี่เป็นรายงานการปฏิบัติการของเราที่ฉันพอจะให้นายอ่านได้ตอนนี้ รายละเอียดงานที่นายจะต้องทำเป็นงานแรกมีเขียนรวมเอาไว้อยู่ในนั้นแล้ว อีกหนึ่งอาทิตย์เราจะเริ่มกัน ระหว่างนั้นก็เอาไปดูซะแล้วทำใจรับมัน ไม่อย่างนั้นนายตายแน่ไม่ว่าด้วยทางใด...” หญิงสาวชักปืนออกมาอีกครั้งแล้วเล็งมันเล่นๆไปที่แสกหน้าของชายหนุ่ม “...ก็ทางหนึ่ง”
    และนั่นคือคำสั่งสุดท้ายและคำเตือนสุดท้ายจากเธอ คนที่ทำงานกับซินส์ไม่มีใครเดินออกไปได้เป็นๆ แลกกับค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่วจนคนนอกจินตนาการไม่ออก แค่รับงานครั้งหนึ่งแล้วตายไปครอบครัวที่อยู่ข้างหลังก็มีเงินใช้ไปอีกกว่าสิบปี แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีคนคิดตีตนออกห่าง เคยมีแต่ไม่เคยรอดไปได้แม้แต่คนเดียว คนที่เข้ามาในนรกแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะออกไปอีกเป็นครั้งที่สอง
    “เอาล่ะแยกย้ายกันได้แล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคืองานที่ค้างมาหลายปีแล้ว เราจะไปล่าเลือดพิษกลอเรียต่อ อลิเซีย เธอช่วยเตรียมของเหมือนเดิมด้วยนะถึงมันจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เถอะ ชาล็อตก็เหมือนกัน” ทั้งคู่พยักหน้ารับคำก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับคนอื่นๆ ในตอนนี้แม้ว่านิลกาฬจะดูน่าเป็นห่วงในสภาพจิตใจอยู่บ้าง แต่สำหรับเธอนี่ดูก็ดูจะเบาที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับคนอื่นๆก่อนหน้าที่ได้เห็นคนตายลุกขึ้นมายืนต่อหน้าต่อตา กลับกัน หญิงสาวเป็นห่วงเด็กทั้งสองคนมากกว่าว่าต่อจากนี้ทั้งสองจะเป็นยังไง
    “เป็นห่วงหรอครับ?” ลองเวยที่กลับไปนอนบนโซฟาตัวเดิมแทนที่จะเดินออกจากห้องไปเหมือนกับคนอื่นๆถามขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขำขัน
    “แล้วแกจะอยู่ในห้องนี้ไปอีกนานไหมลองเวย” หญิงสาวเลี่ยงคำตอบก่อนจะนั่งลงไปบนเก้าอี้ พร้อมกับที่เธอเรียกพนักงานให้มาทำความสะอาดห้องเปื้อนเลือด
    “ผมไม่รบกวนคุณหรอกครับ อีกอย่างห้องนี้มันเย็นสบายถูกใจผม” หนุ่มตาตี่ตอบอย่างอารมณ์พลางจัดท่านอนของตนเองบนโซฟาอีกครั้ง
    “มันรำคาญสายตาฉัน...” หญิงสาวพูดไล่อีกครั้งแต่ก็ยังคงไม่ได้ผล และเธอเองก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับคนที่เคียวแดงส่งมาเข้าหน่วยเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสภาทาร์ทารัส อย่างน้อยก็ในตอนนี้ “...เอ่อช่างมัน แล้วไง คราวนี้แกคิดยังไงกับคนใหม่”
    “น่าเบื่อ... มาพนันกับผมมั้ยว่าหมอนี่จะรอดไปได้กี่งาน”
    “ไม่ล่ะ ฉันขอผ่านไม่อยากเสียตังค์เปล่าๆปลี้ๆ” หญิงสาวยักไหล่ขึ้นด้วยท่าทีเบื่อหน่ายทันที เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสามปีเธอไม่เคยชนะพนันเรื่องใครอยู่ใครตายกับลองเวยเลยซักครั้ง บางทีสิ่งที่ดีที่สุดของหมอนี่อาจเป็นเรื่องเซ็นต์ทางนี้ก็ได้ ท่าทางจะจริง เรื่องที่เขาว่ากันว่าคนเอเชียมักจะมีลางสังหรณ์แม่น
    “เด็กสองคนนั่นยังน่าสนใจกว่าเยอะ...” วิคตอเรียละสายตาจากกองเอกสารขึ้นมามองลองเวยทันทีที่ได้ยินคำนั้น
    “นายหมายความว่ายังไง”
    “ก็ไม่อะไร... แค่รู้สึกว่าน่าสนใจ ก็แค่นั้น...” วิคตอเรียหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ไว้ใจเหมือนทุกทีตั้งแต่ที่รับเข้ามาในหน่วย ทว่าจากตรงนี้เธอไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเขาที่กำลังหันเข้าหาโซฟาได้ จะมีก็เพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองกำลังแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยองเพียงใด
    Last edited by fatal_error; 28-01-2011 at 01:05 PM. Reason: เพิ่มคำเปรย

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •