+ Reply to Thread
Page 2 of 5 FirstFirst 1234 ... LastLast
Results 11 to 20 of 43
  1. #11
    fatal_error
    บทที่ 6 เลือดพิษ กลอเรีย


    [คุณคิดว่าคนเราตายเพราะอะไรง่ายที่สุด?]

    ภายในห้องอันมืดสลัวมีเพียงแสงเทียนสีส้มนวลคอยส่องแสงสร้างบรรยากาศ คู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเริงร่ากับตันหาที่พวกเขาต้องการ ริมฝีปากหนาของชายหนุ่มไล้เลียไปทั่วเรือนร่างของหญิงสาวผู้มีผมสีบลอนด์ซีดจนเกือบเป็นสีเงิน ทว่าในยามนี้มันกลับสะท้อนเพียงแสงเทียนภายในห้องจนมันดูราวกับเปลวเพลิงแห่งราคะที่ไม่มีวันมอดดับ
    ดวงตาสีเทาของนางเต็มไปด้วยความรื่นเริงและปิติยินดีกับกิจกรรมในยามนี้ ทว่าทุกอย่างก็กลับมาสะดุดลงเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มเริ่มเลื่อนขึ้นมาที่ริมฝีปากสีแดงดุจเลือดของหญิงงาม มือเรียวยาวของเจ้าหล่อนดันใบหน้าของชายหนุ่มให้ยกขึ้นเล็กน้อยจากเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยวาจาปรามออกมาเบาๆ
    “อย่าเพิ่งรีบร้อนไปสิหนุ่มน้อย...”
    “ถ้าไม่รีบเดี๋ยวอาหารมันก็เย็นชืดหมดน่ะสิ”
    ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ซึ่งยังไม่ทันที่ฝ่ายหญิงจะตอบกลับอะไรริมการจูบที่กึ่งบังคับก็เริ่มขึ้นในทันที แต่ในขณะที่ลิ้นของเขานั้นกำลังเพลิดเพลินกับรสสัมผัสอยู่นั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความร้อนลุ่มอันน่าประหลาด มันไม่ใช่ความร้อนจากอาการตื่นเต้นหรืออะไรแบบนั้น แต่มันเป็นความร้อนจริงๆ จนในที่สุดมันก็เปลี่ยนเป็นความแสบและความเจ็บปวดมหาศาลก็กระหน่ำเข้าทิ่มแทงปากจนเขาต้องผละตัวออกมา
    “อ้ากกกก!”
    เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังลั่นห้องพักหรูที่เขาจ่ายด้วยเงินราคาแพง ในตอนนี้นั้นทั้งริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือแม้แต่ลึกลงไปในคอของชายหนุ่มล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลพุพองราวกับถูกอะไรบางอย่างเผาไหม้ เลือดสดๆไหลออกมากบปากของเขาและเริ่มทะลักออกมามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อปากแผลอันน่าสยดสยองยังคงรุกลามไปเรื่อยๆ
    “ฉันถึงได้บอกเธอไงว่าอย่าพึ่งรีบร้อน”
    ร้อยยิ้มอันน่าขนลุกขนพองนั้นมาพร้อมกับรูปร่างอันแสนยั่วยวนที่กำลังเปลือยเปล่าอยู่ หญิงสาวตรงดิ่งเข้าไปหาร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายแล้วจับหน้าของเขาขึ้นมาแล้วละเลงจูบลงไปอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดที่ไม่รู้ที่มาจึงกระหน่ำเข้าทิ่มแทงเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ร่างกำยำไม่รอช้า เขาใช้แรงที่ยังมีเหลือดันร่างของเธอให้กระเด็นถอยไป ก่อนที่เขาจะพุ่งไปที่กางเกงของเขาแล้วกระชากปืนออกมากระหน่ำยิงไป
    ไม่ว่านั่นจะเป็นการกระทำเพราะความตื่นกลัว ความเจ็บปวด หรือเพราะสัญชาติญาณสั่งให้ทำ แต่ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็จะได้รู้สิ่งที่ตนทำลงไปนั้นเป็นความคิดที่ผิดถนัด เมื่อร่างที่ล้มลงไปจมกองเลือดนั้นค่อยๆลุกขึ้นมาพร้อมกับร่างที่ย้อมไปด้วยสีแดงและรอยยิ้มอันชวนสยดสยอง
    “หึหึหึ นี่เป็นความผิดของนายเองนะ นายไม่น่าทำให้ฉันมีแผลเลย”
    ราวกับคำพูดของปิศาจ ทันใดนั้นเองที่หยดเลือดแห่งอมตะบนพื้นเริ่มระเหยอย่างรวดเร็ว กลิ่นแสบจมูกของสารเคมีนานาชนิดคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องก่อนที่เปลวเพลิงจะเริ่มลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเผาผลาญทุกอย่างที่สารเคมีร้ายทำปฏิกิริยาด้วยได้ ในขณะที่ชายหนุ่มในตอนนี้นั้นไม่อาจพูดหรือร้องอะไรออกมาได้อีกแล้วเพราะทั่วทั้งตัวของเขาตกอยู่ในอาการอัมพาติ ผิวหนังทั่วทั้งร่างค่อยๆไหม้และยุ่ยหลุดไปอย่างรวดเร็ว เลือดสดๆของเขากลายเป็นสีหมองคล้ำเพราะความเป็นพิษ ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงเพราะความทรมานกลั่นเอาน้ำตาสีดำสนิทออกมา
    ภาพอันน่าสยดสยองดำเนินไปพร้อมกับเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของอมตะแห่งโลหิต ไอพิษจำนวนมากระเหยไปทั่วทั้งอาคารก่อนที่มันจะค่อยๆกระจายออกไปนอกอาคาร สังหารทุกคนแบบเดียวกับเหยื่อคนแรกของมัน ทิ้งซากศพที่เหลือเพียงกระดูกสีดำติดเนื้อเน่าเอาไว้ตามทาง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเลือดพิษกลอเรียนั้นได้กลับมาอีกครา

    แล้วไม่นานนักที่ตึกบัญชาการของหน่วยซินส์กลางกรุงลอนดอนเสียงสัญญาณรวมพลฉุกเฉินก็ดังขึ้น ปลุกให้ทุกชีวิตแม้แต่อัลเบิร์ตและอลิสให้ตื่นขึ้นมา เมื่อดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองลืมขึ้นมากลางดึกที่เงียบสงัดนั้นสิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือเงาสะท้อนแสงไฟนีออนอ่อนๆจากนัยน์ตาสีเขียวของซินเทียร์ หญิงสาวอมตะที่มีทำให้ทั้งสองรู้สึกกลัวและรู้สึกสบายใจในคราวเดียวกันกำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มบางด้วยสีหน้าเรียบสนิทแม้จะมีเสียงสัญญาณดังอยู่ตลอดเวลา
    “พี่สาวเกิดอะไรขึ้นหรอคะ” อลิสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงีย จะว่าตกใจเสียงสัญญาณก็ตกใจ แต่ด้วยความที่เธอเป็นเด็กทำให้ในตอนนี้เธออยากที่จะล้มตัวลงไปนอนต่อมากกว่า
    “มันเป็นเสียงสัญญาณรวมพลฉุกเฉินน่ะ มีเป็นบ้างบางครั้งที่พวกเขาจำเป็นต้องออกไปปฏิบัติการตามคำสั่งของทาร์ทารัส” น้ำเสียงที่ดูราวกับว่าเธอไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ทำให้เด็กน้อยทั้งสองทำสีหน้าสงสัย
    “แล้วพี่ไม่ต้องไปหรอกหรอคะ”
    “ไม่ ครั้งนี้พวกเขาคงไม่ต้องการให้ฉันไปด้วย”
    แล้วในตอนนั้นเองที่ประตูเหล็กหน้าห้องถูกเปิดออก ก่อนที่วิลเลี่ยมซึ่งอยู่ในชุดที่ดูแปลกตาจะโผล่ออกมา มันเป็นชุดที่ทำจากวัศดุคล้ายยางหรือพลาสติกสีขาวปลอด ที่ด้านหลังมีช่องระบายอากาศแบบมีตัวกรองติดอยู่ในขณะที่หมวกแบบคลุมทั้งหัวของมันถูกชายหนุ่มหิ้วเอาไว้ข้างๆตัว
    “ซินเทียร์ คุณวิคตอเรียบอกให้เธอรออยู่ที่นี่กับเด็กสองคน ไม่ต้องตามมาด้วย” ซินเทียร์ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนที่วิลเลี่ยมจะหุนหันวิ่งออกจากห้องไปทิ้งให้ทั้งเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรทำหน้างงอยู่เบื้องหลัง
    “อีกเดี๋ยวสัญญาณก็จะหยุดดังแล้ว เธอสองคนไปนอนต่อได้เลยไม่ต้องกังวลทางนี้”
    “แล้วพี่ซินเทียร์ไม่นอนหรอคะ...” เด็กสาวถามขึ้นเมื่อเธอพึ่งสังเกตได้ว่าซินเทียนั้นนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเข้านอน และนาฬิกาในตอนนี้ก็บอกเวลาเลยตีสองมาแล้ว
    “อมตะไม่ต้องการเวลานอน... มนุษย์นอนเพราะร่างกายต้องการการพักผ่อน แต่ร่างที่ไม่ตายของพวกเรานั้นไม่จำเป็น เวลานอนของพวกเรามีแค่ตอนเดียวเท่านั้นคือตอนที่พวกเราตาย...” ใบหน้าของหญิงสาวไม่สั่นไหวเลยซักนิดต่อการตอบคำถามนั้น ราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ ทว่าเด็กหนุ่มที่กำลังก้มหลบสายตาอยู่นั้นกลับรู้สึกคนละอย่างกัน มันเป็นความรู้สึกเศร้าปนเหงาอย่างบอกไม่ถูก ความกลัวที่เคยมีเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นความเห็นใจทีละน้อย แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่อยากเอ่ยปากพูดสิ่งใดกับเธอก็ตาม

    “อ้าวบอส แล้วแม่สาวอมตะคนนั้นไม่มาด้วยหรอครับ” นิลกาฬที่อยู่ในชุดกั้นเคมีและเชื้อโรคเหมือนกับคนอื่นๆในทีมอีกกว่าสามสิบชีวิตถามขึ้น เพราะเขาจำได้ว่าครั้งล่าสุดวิคตอเรียเป็นคนบอกเขาเองว่าซินเทียร์นั้นเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถฆ่าอมตะได้
    “นายอ่านข้อมูลที่ฉันให้ไปแล้วไม่ใช่รึไง...” วิคตอเรียตอบเป็นคำถามพร้อมกับส่งสัญญาณให้เฮลิคอปเตอร์สามลำที่จอดอยู่บนดาดฟ้าพาพวกเธอบินขึ้น
    “ผมอ่านแล้วครับ” ชายหนุ่มตอบพลางพยักหน้า
    “ถ้าอย่างนั้นนายก็รู้ว่าของเหลวทุกอย่างในร่างกายของแม่นั่นน่ะเต็มไปด้วยพิษและเชื้อโรคสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเลือด น้ำลาย หรืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะเลือดของมันจะระเหยแทบจะทันทีที่สัมผัสกับอากาศภายนอก กลายเป็นก๊าซพิษที่พาเชื้อโรคและเคมีร้ายแรงลอยไปกับมัน เพราะอย่างนั้นก่อนที่เราจะฆ่าแม่นั่นเราจำเป็นจะต้องเตรียมการบางอย่างก่อน ไม่อย่างนั้นวิบัติแน่...” นิลกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อนึกถึงสภาพของศพแต่ละศพที่อยู่ในรายงาน มันไม่น่าดูเอาซะเลย...
    “ปี 1910 ก๊าซพิษร้ายแรงถูกปล่อยที่ชายแดนรัสเซีย ปี 1955 เกิดโรคประหลาดระบาดหนักในแอฟริกา ปี 2010 ประเทศสหรัฐต้องปิดพื้นที่ในรัฐฟินิกส์เพราะการรั่วไหลของสารเคมี ครั้งปี 2010 ฉันอยู่ที่นั่นด้วยแล้วก็ได้แผลนี้มา...” หนึ่งในสมาชิกหน่วยพูดขึ้นพร้อมเคาะที่หน้ากากชี้ให้เห็นแผลเป็นขนาดใหญ่ที่กินไปครึ่งใบหน้า “...ลำพังแค่น้ำลายหรือเหงื่อของแม่นั่นชุดนี้สามารถทนได้ แต่ถ้าเป็นเลือดล่ะก็ ขอแค่อยู่ในระยะไม่เกินสิบเมตรแกได้เจอประสบการเฉียดตายแบบฉันแน่”
    “พี่ชายอเล็กซ์เขาพลาดถอยออกมาไม่ทัน ชุดก็เลยละลายจนเป็นรูขึ้นมานิดหนึ่ง” ลองเวยที่นั่งอยู่ในเฮลิคอปเตอร์ลำเดียวกันพูดเสริมขึ้นมา
    “แค่นั้นก็พอที่จะทำให้ฉันต้องอยู่ในอาการโคม่าหกเดือนแล้ว นึกว่าจะได้ลืมตาขึ้นมาเจอยมบาลซะอีก หึ หึ หึ...” อเล็กซ์พูดต่อพลางหัวเราะเบาๆเหมือนเห็นมันเป็นเพียงเรื่องตลก แต่นิลกาฬขำไม่ออก
    “ก็ตามนั้นน่ะแหละ พวกเราจะเป็นชุดแรกที่จะไปถึงเมืองกิลฟอร์ด กองกำลังเสริมจะตามไปถึงในสามสิบนาที ทำตามแผนการจับเป็นกลอเรียโดยใช้กระสุนยางและตาข่ายทรเคมีให้ได้ อย่าให้เสียเลือดเสียเนื้อล่ะ... อ้อ ฉันหมายถึงแม่นั่นน่ะนะ ไม่ใช่พวกนาย” วิคตอเรียพูดด้วยรอยยิ้มติดตลกในขณะที่คนอื่นๆในหน่วยที่เหลือเองก็หัวเราะรับมุกของเธอ คงจะมีแต่นิลกาฬกระมั่งที่คิดว่าพวกเขาเป็นบ้ากันไปแล้ว ทำไมถึงไม่กลัวความตายกันบ้าง ไม่เสียดายชีวิตหรือยังไง ค่าตอบแทนที่ได้นั้นก็ดีอยู่ แต่คิดยังไงมันก็ดูจะไม่คุ้มกับชีวิต นี่พวกเขาเป็นอะไรกันไป...

    และในเวลาไม่นานเฮลิคอปเตอร์ทั้งสามลำก็บินมาถึงเมืองกิลฟอร์ดที่ในตอนนี้ได้กลายเป็นเขตุกักกันเชื้อโรคไปแล้ว โดยอาณาเขตุนั้นกวาดเป็นรัศมีรอบๆโรงแรมหรูระดับห้าดาวออกมาราวสองกิโลเมตร แต่นั่นก็อาจจะไม่กว้างพอหากสถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายจริงๆ สภาพภายในเขตุกักกันตอนนี้เหมือนกับเมืองร้างไม่มีผิด ด้วยประชาชนส่วนใหญ่ถูกอพยพออกไปจนหมดแล้ว ส่วนโรงแรมที่เป็นจุดศูนย์กลางของการแพร่ระบาดนั้นยังคงมีเปลวเพลิงครุกกรุ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง และเจ้าหน้าที่เองก็ไม่สามารถเข้าไปดับมันได้เพราะสารพิษร้ายแรงที่กระจายอยู่รอบบริเวณ
    ทันทีที่เท้าของวิคตอเรียแตะพื้นดิน คำสั่งต่างๆก็ถูกสั่งออกมาอย่างรวดเร็ว รถหุ้มเกราะกันเคมีถูกนำมาจอดเอาไว้เพื่อให้พวกเขาใช้ทะลวงเข้าไป พร้อมด้วยอุปกรณ์พยาบาลเพื่อการช่วยเหลือเบื้องต้นมากมายซึ่งตรงนี้มีชาล็อตรับผิดชอบพร้อมกับทีมแพทย์อีกราวๆสามคน การเตรียมการทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นมืออาชีพ ทำให้ในบัดนี้รถหุ้มเกราะทั้งสามคันพร้อมที่จะออกรบแล้ว
    “ฉันจะเป็นหน่วยหน้าบุกทะลวงพร้อมกับลองเวย วิลเลี่ยมจะคอยประสานงานอยู่ที่รถคันที่สอง นิลกาฬนายไปกับรถคันนี้พร้อมกับอเล็กซ์ นี่จะเป็นครั้งแรกของนายอย่ามาตายง่ายๆซะล่ะ ส่วนชาล็อตจะเป็นหัวหน้าคุมทีมแพทย์ โดยมีอลิเซียเป็นหน่วยสนับสนุน พวกเธอสองคนไปในรถคันเดียวกันแล้วคอยตามหลังพวกเราดีๆ ที่เหลือแบ่งตามทีมอย่างที่เคยทำ เอาล่ะไปกันได้!”
    จบคำสั่งเสียงโห่เอาร้องเพื่อเรียกกำลังใจก็ดังขึ้นหนึ่งที ก่อนที่ทั้งหมดจะวิ่งขึ้นยานเกราะทั้งสามคันตามตำแหน่งของตัวเอง ภาพที่เหมือนกับกองกำลังชุดขาวกำลังเคลื่อนพลเข้าสู่สนามรบพร้อมกับอาวุธหนักนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่โดยรอบอย่างมาก พวกเขานึกไม่ออกจริงๆว่านี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนที่มาจัดการเรื่องสารพิษรั่วไหลถึงเป็นกองทหารแทนที่จะเป็นทีมจากองค์กรอนามัยหรืออะไรทำนองนั้น แต่ก็จนปัญญาที่พวกเขาจะได้คำตอบ เพราะคำสั่งที่พวกเขาได้รับมานั้นคือหุบปากเงียบแล้วคอยอำนวยความสะดวกเพียงเท่านั้น

    ยานเกราะหกล้อทั้งสามคันวิ่งเข้ามาจนเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของสารพิษและไม่อาจจะวิ่งเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีก เพราะความเข้มข้นที่เกิดขีดอันตรายนั้นอาจทำให้รถได้รับความเสียหายเหมือนตึกรอบๆได้ การเดินเท้าสำรวจเป็นวงกว้างรอบๆเขตุอันตรายจึงเริ่มต้นขึ้น
    “เราไม่รู้ว่าแม่นั่นอยู่ตรงไหน แต่ดาวเทียมยืนยันมาแล้วว่าครั้งล่าสุดแม่นั่นเดินตัวเปล่าออกมาจากตึกแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าจะยังไปไม่ไกลมาก เพราะฉะนั้นระวังตัวให้ดีด้วย แยกกันไปได้...” วิคตอเรียสั่งครั้งสุดท้ายแล้วขึ้นไกปืนไรเฟิลอัตโนมัติของตนเอง “...ไอ้หนูวิลเลี่ยมอย่าลืมรายงานมาเรื่อยๆล่ะ ครั้งนี้เท่าไหร่เท่ากันจะเสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่าใช้ดาวเทียมของเคียวแดงหายัยบ้านั่นให้เร็วที่สุด” ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนที่เข้าจะปิดประตูของรถหุ้มเกราะลง เป็นสัญญาณเริ่มต้นการล่า

    การค้นหาดำเนินไปกว่าครึ่งชั่วโมงแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของกลอเรีย นิลกาฬที่เดินคู่ไปกับอเล็กซ์เริ่มรู้สึกร้อนกับชุดกันเคมีนี้ขึ้นมาจนอยากจะถอดมันออกให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดที่ว่าภาพศพที่เต็มไปด้วยฝีหนองข้างทางนั้นทำให้เขารู้สึกหนาวสันหลังจนหายร้อนขึ้นมาซะก่อน
    ทว่าในขณะที่เขากำลังกวาดสายตาไปทั่วๆเพื่อหาศัตรู ชายหนุ่มก็ไปสะดุดเข้ากับร่างของใครบางคน ดวงตาของเขาค้างตะลึงไปในชั่วขณะต่อร่างอันงดงามในชุดกระโปรงสีแดงขาดวิ่นนั้น ผมสีเงินและดวงตาสีเดียวกันของเธอเป็นดุจดั่งอัญมณีเลอค่าที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตา ไหนจะรูปร่างที่อวบอิ่มและริมฝีปากสีแดงสดนั้นอีกเล่า ไม่มีชายใดบนโลกนี้ที่จะไม่หลงเสน่ห์เธออย่างแน่นอน แต่ได้ไม่นานอาการเคลิบเคลิ้มของเขาก็จบลงเมื่อความทรงจำภายในสมองของเขาย้ำเตือนอันตรายออกมา
    “เป้าหมายที่หกนาฬิกา!” อเล็กซ์ที่กำลังหันไปอีกทางเล็งไปกระบอกปืนไปตามทางทันที และภาพของคนตรงหน้าก็ทำให้สีหน้าของคนใจเย็นตึงเครียดขึ้นมาทันที เพราะความเจ็บปวดในวันนั้นมันยังไม่จางหายไปจากความทรงจำ
    “เลือดพิษอยู่ที่ถนนคิงค์ตัดสี่ ขอคำสั่งด้วย ย้ำ ขอคำสั่งเดี๋ยวนี้!” ดูเหมือนใครบางคนจะเริ่มสติกระเจิง เขาเอามือขวางนิลเอาไว้เป็นสัญญาณให้ถอยห่างอย่างช้าๆ
    [จับตาแล้วรายงานตำแหน่งเป้าหมายมาเป็นระยะ แต่อย่าเข้าปะทะโดยตรง พวกเรากำลังจะไปที่นั่น!]
    “รับทราบ...” เสียงกัดฟันดังมาจากอเล็กซ์อย่างชัดเจนเขาเล็งปืนไปข้างหน้าพร้อมกับค่อยๆถอยห่างออกมาเรื่อยๆ ในขณะที่นิบนั้นยังคงจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าควรจะเข้าปะทะกับศัตรูที่เดินเนิบนาบเข้ามาหาอย่างไร
    “พ่อหนุ่มทั้งสอง มาจากซินส์ใช่มั้ย?”
    “เฮ้ย มันรู้จักพวกเราด้วยหว่ะอเล็กซ์” นิลพูดพลางถอยกับเพื่อนร่วมทีมของตน
    “ไม่รู้จักสิประหลาด อีนี่เคยฆ่าล้างบางพวกเราไปสามรอบแล้วนะโว้ย” อเล็กซ์สบถออกมาเสียงเครียด แต่สายตานั้นไม่ได้ละออกจากศูนย์เล็งเลยแม้แต่น้อย
    “นี่... ใจคอจะเล็งปืนมาที่ผู้หญิงบอบบางอย่างนี้ไปถึงไหน” กลอเรียพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนพร้อมกับที่มือของเธอเริ่มทำทีเป็นปลดแขนเสื้อออกเผยให้เห็นไหล่ขาวๆของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะใช้มารยาหญิงทำตาหวานหยาดเยิ้มส่งไปให้ทั้งสอง
    “ทำมาเป็นพูดดีอีบ้า ครั้งนี้ล่ะพวกฉันจะจัดการให้แกได้ไปร่านสวาทในนรก” นัยน์ตาหวานเยิ้มแปลเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาอันน่าสะพรึงกลัวทันที ริมฝีปากงามฉีกยิ้มออกอย่างน่าสยดสยอง เผยให้เห็นธาตุแท้ของหญิงงามตรงหน้า
    “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องขอให้พวกนายไปรอฉันที่นั่นก่อนก็แล้วกัน” สิ้นคำพูดร่างที่ดูบอบบางก็พุ่งเข้ามาหาทั้งสองด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ คนที่ยังมีสติอยู่เพียงคนเดียวคืออเล็กซ์รีบลั่นปืนในมือของตนส่งกระสุนยางเข้าหาร่างบางนั้น ทว่ามันกลับไม่มีผลมากนักเมื่อกระสุนยางถูกมือเพียงข้างเดียวของกลอเรียรับเอาไว้ได้ราวกับไม่มีอะไร
    “ฮิ ฮิ ฮิ ถ้าไม่ใช่กระสุนจริง ฉันก็ไม่กลัวหรอกนะ พ่อหนุ่ม...”
    แววตาที่เหมือนสัตว์ร้ายกำลังเล่นสนุกกับเหยื่อนั้นทำให้ทั้งสองขวัญกระเจิงทันที กระสุนยางจำนวนมากถูกสาดเข้าใส่เป้าหมายอย่างไม่ยั้ง ร่างบางสั่นสะเทือนบิดไปมาอย่างน่ากลัวเพราะแรงปะทะของกระสุนปืนเหล่านั้น จนกระทั่งกระสุนหมดแม็กแรกเสียงปืนก็เงียบลง แต่ฝันร้ายนั้นกลับพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อร่างที่ควรจะล้มหมดสติหรือน่าจะตายไปเพราะแรงอัดแล้วด้วยซ้ำกลับตั้งตัวเองยืนตรงขึ้นมาได้อีกโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
    “นี่มันตัวอะไรกันวะ...” นิลกาฬเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
    “บัดซบ แค่สองคนไม่ไหว รีบมาสมทบเร็วๆเข้า” อเล็กซ์รีบวิทยุแจ้งไปอีกรอบทันทีเมื่อเห็นว่าความตายเริ่มคืบคลานเข้ามาเร็วกว่าที่คิด
    “ใช่ แค่สองคนไม่พอจริงๆด้วยนั่นแหละ...” เพียงพริบตาเท่านั้น ร่างของกลอเรียก็เข้ามาประชิดกับนิลกาฬก่อนจะซัดหมัดเข้าไปที่ท้องของเขา เรี่ยวแรงมากมายมหาศาลที่ไม่รู้ว่าร่างเล็กๆเอามาจากไหนส่งชายหนุ่มให้ลอยไปจนกระเด็นติดกำแพง
    “เฮ้ย นิล!” อเล็กซ์ที่เห็นเพื่อนของตนพลาดท่ารีบยกปืนขึ้นมา แต่นั่นก็สายไปแล้วเมื่อมือทั้งสองของกลอเรียจับเข้ากับตัวปืน ก่อนที่เธอจะบิดมันจนเบี้ยวเหมือนเศษกระดาษไม่มีผิด
    “คราวที่แล้วฉันพลาดฆ่านายไม่ได้ คราวนี้ฉันจะสานต่อเรื่องของเราสองคนให้จบเองนะ” น้ำเสียงอันอ่อนหวานดังมาพร้อมกับที่มือทั้งสองของเธอจับเข้ากับแขนขวาของอเล็กซ์ ก่อนที่พริบตาเสียงกระดูกหักจะดังออกมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
    “อ้ากกก! ฉันจะฆ่าแก ฉันจะฆ่าแก” ทหารหนุ่มพยายามตะเกียกตะกายยื่นมืออีกข้างไปข้างหน้าเพื่อต่อสู้ แต่มันกลับจบลงด้วยการที่มือทั้งสองของเขาถูกบีบจนแตกละเอียดด้วยมือที่ดูบอบบางกว่าข้างนั้น
    “คราวนี้ตาฉันสนุกบ้างแล้วนะ”
    ภาพการสังหารโหดนั้นติดตรึงตาของนิลกาฬยิ่งกว่าสมรภูมิครั้งใดๆที่เขาเคยร่วม ภาพของเพื่อนร่วมรบค่อยๆถูกกระชากชิ้นส่วนออกจากร่างกายทีละชิ้นสองชิ้นเหมือนกับเป็นของเล่น เลือดสดๆสาดกระเด็นไปทั่วจนผิวขาวๆของกลอเรียกลายเป็นสีแดงฉาน เศษเนื้อมากมายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณราวกับนี่เป็นเทศการของปิศาจ
    “หึ หึ หึ ต่อไปก็ตาของเธอล่ะนะ พ่อหนุ่ม” ดวงตาของนิลกาฬสั่นไหวเพราะความกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเผชิญมาก่อน ร่างทั้งร่างเหมือนถูกสะกดนิ่งไม่อาจเคลื่อนไหว ราวกับว่าตรงหน้าของเขานั้นคือมัจจุราชที่กำลังจะเข้ามาเพื่อคร่าชีวิต
    และทันใดนั้นเองที่ภาพลางๆของหมัดพุ่งเข้าไปที่ใต้คางของกลอเรีย ด้วยการปะทะที่รุนแรงและแม่นยำทำให้สมองของหญิงสาวไม่อาจสั่งการได้ชั่วขณะ เปิดโอกาสให้ลองเวยกระแทกฝ่ามือของต้นเข้าไปที่ใต้ชายโครงของหญิงสาว ส่งร่างบางๆให้กระเด็นถลาออกไปพร้อมอาการบาดเจ็บสาหัสจากการถูกโจมตีเข้าที่จุดสำคัญ นิลกาฬที่พึ่งรอดตายหวุดหวิดมองไปยังลองเวยด้วยความรู้สึกโล่งอก อย่างน้อยวันนี้ก็ดูจะไม่ใช่วันที่เขาต้องเอาชีวิตมาทิ้ง
    “พี่ชายคงยังไม่รู้ อมตะน่ะมันไม่ต้องกลัวอาการบาดเจ็บหรือการสึกหรอในร่างกาย พวกมันก็เลยใช้พละกำลังได้ตามใจชอบไม่เหมือนพวกเราที่สมองจะคอยห้ามเอาไว้ไม่ให้ใช้กำลังเกินตัว ครั้งหน้าก็อย่าลืมซะล่ะ ไม่อย่างนั้นระวังจะเป็นเหมือนคุณอเล็กซ์เอาได้ล่ะ...” ลองเวยยิ้มแล้วชี้นิ้วไปที่ซากศพที่แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นใครอย่างไม่สะทกสะท้าน เล่นเอานิลกาฬที่ยังคงนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ด้วยความคิดที่ว่าเกือบไปแล้ว
    และในตอนนั้นเองที่กลอเรียฟื้นตัวลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง แม้จะโดนเข้าไปหนักแต่รอยยิ้มยังคงมีอยู่บนใบหน้าของเธอ ไม่ต่างไปจากลองเวยที่บัดนี้ยิ้มกว้างกว่าครั้งใด “...คุณวิคตอเรียบอกว่าพวกอมตะที่รู้ตัวแล้วน่ารำคาญ เพราะพวกมันจะรู้ตัวด้วยว่าสามารถใช้กำลังได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ผมว่านะ...” มือทั้งสองของเขากางออก พร้อมๆกับคอที่บิดไปซ้ายขวาเพื่อยืดเส้นยืดสาย “...แม่งโครตน่าสนุกเลยหว่ะ ว่ามั้ย? พี่ชาย” ถ้ามีใครซักคนบอกให้เขายิงปืนเพื่อช่วยปกป้องคนอ่อนแอ บอกตามตรงว่าระหว่างสองคนตรงหน้า เขาเลือกไม่ถูกจริงๆว่าจะต้องยิงใคร?
    Last edited by fatal_error; 28-01-2011 at 01:03 PM. Reason: แก้ชื่อตัวละครเล็กน้อย

  2. #12
    fatal_error
    http://www.youtube.com/watch?v=ST2H8FWDvEA

    บทที่ 7 ระบาด


    [อยู่ต่อหน้าความตาย ใครก็บ้าได้]

    [อย่าพึ่งลงมือนะลองเวย ได้ยินฉันรึเปล่า ตอบด้วยสิวะไอ้บ้า!] เสียงจากวิทยุสื่อสารถูกตัดลงไปโดยที่ลองเวยไม่คิดที่จะสนคำห้ามของวิคตอเรียเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขาชีวิตไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสนุกสนานที่จะมาละลายความเบื่อในชีวิต และสิ่งที่ว่าก็มาอยู่ต่อหน้าของเขาแล้วในตอนนี้
    “มาฆ่ากันเลยดีมั้ยครับ จะได้ไม่เสียเวลา” น้ำเสียงที่ดูสุภาพและรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีนั้นทำเอานิลกาฬที่พึ่งลุกขึ้นมาได้สะท้านไปทั้งตัว ส่วนคนที่ถูกชวนมาให้ฆ่ากันนั้นก็มีสีหน้าไม่แพ้คนชวนเช่นกัน
    “เจอกันอีกแล้วนะพ่อหนู” กลอเรียแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตนราวกับว่าในตอนนี้เธอได้เจออาหารอันโอชะแล้ว
    “อ้อพี่นิลครับ... ไม่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยนะครับ ต่อให้ผมจะตายก็ไม่ต้อง” เพียงเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร่าเริงอย่างบ้าคลั่ง นิลกาฬก็ต้องลดปากกระบอกปืนของตนลงอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มมองไปยังร่างของเด็กวัยรุ่นที่ตนได้ยินมาว่าพึ่งจะอายุยี่สิบปีนี้ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น ตลอดเวลาที่เขาเป็นทหารมาทั้งชีวิต เจอศัตรูมาก็มากมายแต่ไม่เคยเลยซักครั้งที่เขาจะรู้สึกหนาวสันหลังแบบนี้
    เมื่อลองเวยเห็นว่าไม่มีคนคิดจะเข้ามากวนใจอีกแล้ว ชายหนุ่มก็วิ่งเข้าไปหากลอเรียอย่างรวดเร็ว หญิงสาวผู้ตกเป็นเป้าหมายหัวเราะร่าก่อนจะฟาดแขนไปเบื้องหน้าสุดแรงหวังจะฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ แต่ลองเวยกลับหลบมันได้อย่างไม่ยากเย็นก่อนที่เขาจะกระทุ้งฝ่ามือไปที่ข้อศอกของหญิงสาว แล้วแรงมหาศาลนั้นก็ย้อนกลับไปทำร้ายเจ้าของๆมันเอง
    กร็อบ เสียงกระดูกหักดังลั่นออกมาพร้อมกับภาพแขนขวาที่บิดงออย่างเสียรูปร่างของกลอเรีย ความเจ็บปวดนั้นแล่นขึ้นไปที่สมองแต่มันก็ยังไม่เท่ากับความเจ็บใจ ที่เธอโดนเด็กหนุ่มคนเดิมลูบคมเป็นครั้งที่สอง มือซ้ายที่ยังเหลืออยู่นั้นจึงพุ่งเข้าหาใบหน้าของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว และขอเพียงมันได้สัมผัสเท่านั้น ชุดกันเคมีแสนเปราะบางนั้นก็จะพังลงในทันที
    “ดูท่าว่าคุณจะยังไม่เข้าใจนะครับ...” พริบตาเดียวข้อมือซ้ายของกลอเรียก็ห้อยรุ่งริ่งเหมือนหุ่นกระบอกเพราะกระดูกที่สะบั้นจากภายใน ไม่มีโอกาสได้สัมผัสร่างของลองเวย “...ถึงพวกคุณจะใช้แรงได้มหาศาลยังไง คุณก็ยังมีพื้นฐานของร่างกายแบบมนุษย์อยู่ การจะหักจะพังน่ะ มันไม่ยากเลย”
    “แกไอ้เด็กเปรต!”
    ร่างอมตะโมโหสุดขีด เธอใช้แขนขวาที่หายดีแล้วของเธอฟาดไปทางชายหนุ่มอีกครั้งแต่ผลมันก็ไม่ต่างจากเดิมซักเท่าไหร่ เมื่อคราวนี้กลายเป็นหัวไหล่ของเธอที่หลุดออกมาจากเบ้าเพราะท่วงท่าอันว่องไวของลองเวย แล้วตามมาด้วยศอกแหลมๆพุ่งเข้าไปที่บริเวณตับของเธอ ก่อนที่ฝ่ามือและหมัดอีกนับครั้งไม่ถ้วนจะพุ่งเข้ากระแทกตามจุดสำคัญแทบทุกจุดในร่างกายของเธอ
    “ท่าทางว่านอกจากคุณซินเทียร์แล้ว อมตะทุกตัวคงไม่มีน้ำยาแบบนี้เหมือนกันหมดสินะครับ”
    ร่างอันงดงามตามไปด้วยรอยฟกช้ำ สติของเธอเลือนรางไปพร้อมกับร่างที่หงายหลังล้มไปกับพื้นเพราะการตายอีกครั้งหนึ่งของเธอ นิลกาฬนั้นยืนมองการต่อสู้เมื่อครู่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา อมตะที่เขาและอเล็กซ์ไม่มีทางสู้ได้เลยแม้แต่น้อย กลับล้มลงไปนอนภายในพริบตาเพราะเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว แถมเด็กคนที่ว่าไม่ได้ใช้อาวุธอะไรเลยด้วยซ้ำ
    “ไอ้หนุ่ม นี่แก...”
    “ไม่เป็นไรหรอกครับ รับรองไม่มีเลือดไหลออกมาให้เห็นแม้แต่หยดเดี๋ยว” ชายหนุ่มหันมายิ้มตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่คนฟังกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
    “กะ แก...” ไม่ทันไรร่างที่พึ่งตายไปก็ลุกกลับขึ้นมาอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลองเวยไม่แปลกใจแต่นิลกาฬนั้นหัวใจแทบจะร่วงไปอยู่ตาตุ่ม “...มันเจ็บนะโว้ยไอ้เด็กบ้า ฉันจะฆ่าแก ฆ่าแก ฆ่าแก!” กลอเรียเดือดดาลจนไม่อาจเก็บอารมณ์ได้อีกต่อไป มีดเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากที่เก็บมีดตรงต้นขาของเธอ ลองเวยเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดถอยห่างไป ก่อนจะยกมือขึ้นชูนิ้วโป้งลงมาแล้วสะบัดผ่านต้นคอเป็นสัญลักษณ์ให้นิลกาฬที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังได้รู้ว่า...
    “ถ้ายังยืนอยู่ตรงนั้นต่อไปได้เป็นศพแน่ครับ”
    ภาพช้าของมีดที่เคลื่อนเข้าสู่ซอกคอของกลอเรียทำให้นิลกาฬนึกขึ้นมาได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เลือดพิษที่ระเหยในพริบตาที่สัมผัสถูกอากาศแล้วนำพาเชื้อโรคและเคมีร้ายแรงนานาชนิดไปกับมัน ชายหนุ่มรีบยกปืนของตนขึ้นมาทันทีหมายจะยิงมีดนั้นให้หลุดออกจากมือของเธอ ทว่ามุมยิงของเขาในตอนนี้นั้นมีโอกาสสูงที่จะผลักมีดนั้นเข้าหาคอของเธอเอง จะหนีตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วตายเป็นตายเขาคงต้องเสี่ยงยิงเท่านั้น
    ปัง! เสียงปืนไรเฟิลดังขึ้นมาในทันทีแต่นั่นกลับไม่ใช่ปืนของเขา วิคตอเรียและทีมที่เหลือมาถึงที่เกิดเหตุพอดีพร้อมกับรถหุ้มเกราะทั้งสามคันที่คอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง และเป็นเธอนั่นเองที่ส่งกระสุนยางเข้าไปสกัดมีดของกลอเรียได้ทัน
    “ไอ้โง่ ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ระวัง!” หญิงสาวตะโกนด่าไปยังนิลกาฬ ในขณะที่ลองเวยนั้นไปยืนอยู่ด้านหลังวิคตอเรีย กำลังโบกไม้โบกมือมาทางเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
    “ยิงมัน ยิงมันเดี๋ยวนี้!” วิคตอเรียออกคำสั่งยิงในทันทีที่เห็นว่าทุกคนเข้าประจำที่แล้ว และพริบตากระสุนยางจำนวนมากก็พุ่งเข้าปะทะตามแขนขาของกลอเรียอย่างแม่นยำ แม้ไม่รุนแรงแต่หากโดนซ้ำเข้าเรื่อยๆความฟกช้ำที่เกิดขึ้นก็มากเกินกว่าที่ร่างอมตะจะรักษาได้ทัน ทำให้ในไม่นานเลือดพิษก็ต้องล้มพับลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
    “พวกแก...” กลอเรียสบถออกมาพร้อมอย่างยากลำบากเพราะความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง
    นิลกาฬที่บัดนี้ขยับตำแหน่งของตนกลับมาเข้ากลุ่มแล้วไม่อาจบรรยายหน่วยซินส์ได้ด้วยถ้อยคำใดๆได้นอกจากคำว่ายอดฝีมือ ระยะขนาดนี้ใช่จะใกล้แต่พวกเขาก็ยังสามารถเล็งยิงไปที่แขนขาของกลอเรียได้อย่างแม่นยำโดยไม่พลาดไปโดนส่วนอื่นแม้แต่นัดเดียว ไม่ใช่แค่ฝีมือแต่ต้องชมความกล้าตัดสินใจสั่งยิงของวิคตอเรียด้วยหรือจะพูดให้ถูกก็คือเธอมีความมั่นใจในลูกน้องของตนมากทีเดียว
    “ตอนนี้แหละจัดการมันอลิเซีย!” หญิงสาวผู้มีผมและดวงตาสีแดงเพลิงประทับปืนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนเครื่องยิงจรวดไปที่ไหล่ทันทีที่ได้รับคำสั่ง
    “ได้เลยค่ะ!” ไกปืนถูกกดลงไปแล้วตาข่ายสีขาวก็พุ่งเข้าไปใส่ร่างของกลอเรีย เส้นใยเหนียวที่สามารถทนเคมีได้พันธนาการร่างของเหยื่ออย่างไร้ความปราณี และก่อนที่เลือดพิษจะทันได้ทำอะไรตาข่ายอันที่สองก็พุ่งเข้าไปปะทะร่างของเธออีกครั้ง ตรึงหญิงสาวเอาไว้กับพื้นไม่ให้ขยับไปไหน
    “พวกแก... ตายไปซะให้หมด!” กลอเรียอ้าปากออกกว้างแล้วยื่นลิ้นออกมาด้วยหวังที่จะหลั่งเลือดพิษของตน ทว่าวิคตอเรียนั้นไวกว่า หญิงสาวยิงกระสุนยางเข้าไปที่ปลายคางของเป้าหมายจนกระดูกกรามล่างเลื่อนหลุดออกมา หมดโอกาสที่กลอเรียจะได้กัดลงบนลิ้นของตน
    “มันจบแล้วอีบ้า จัดการเอาตัวมันไป”
    ปูนซีเมนต์แบบแห้งเร็วถูกนำออกมาจากรถหุ้มเกราะทั้งสามคัน ก่อนที่จะถูกลำเลียงไปที่กลอเรียโดยมีเป้าหมายเพื่อผนึกเธอเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ ก่อนที่จะนำเธอไปกำจัดในที่ๆเหมาะสมมากกว่ากลางเมืองแบบนี้ ทว่าในตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวยนั่นเองที่เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลำคอของหญิงสาว ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานนั้นจ้องมองมายังเหล่าทหารที่กำลังจะราดน้ำปูนลงบนตัวของเธออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
    “หัวเราะให้กับความโง่ของตัวเองรึไง ไอ้ตัวประหลาด”
    คำพูดประชดประชันของกลอเรียนั้นกลับทำให้กลอเรียฉีกยิ้มออกมาได้ทั้งๆที่กรามยังคงผิดตำแหน่งอยู่ แล้วพริบตาร่างของกลอเรียก็เริ่มบิดงออยู่ภายในตาข่ายนั้น แขนขาของหญิงสาวหักงอผิดรูปหนักขึ้นเรื่อยๆอย่างน่ากลัวโดยไม่มีใครรู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อมันสายไปเสียแล้ว
    เสียงผิวหนังและชิ้นเนื้อที่ขาดกระจุยนั้นทำให้ทุกคนทิ้งทุกอย่างแล้วหันหลังหนีโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอกเลยซักนิด ทหารทุกนายวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่รถหุ้มเกราะ พร้อมๆกับที่โลหิตร้ายพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผลของกลอเรียก่อนที่พวกมันจะระเหยกลายเป็นแก๊ซอย่างรวดเร็ว ทั้งถนน ทั้งตาข่ายที่ว่าสามารถทนสารเคมีได้ค่อยๆละลายทีละนิดทีละนิด ไม่ต่างไปจากชุดของหน่วยซินส์แต่ละคนที่กำลังถูกกัดกร่อนหายไป
    “ชาล็อต!” วิคตอเรียตะโกนผ่านวิทยุไปทางหญิงสาวผมทองที่บัดนี้รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มือของหญิงสาวจึงตะปบลงไปที่ปุ่มควบคุมภายในรถอย่างรวดเร็ว แล้วในทันใดสารเคมีสำหรับชะล้างความเป็นกรดด่างก็ถูกพ่นออกมาจากยานเกราะรอบทิศทาง ชะลอความเร็วในการกัดกร่อนของพิษร้ายลงเพื่อต่อชีวิตให้สมาชิกหน่วยแต่ละคน
    มันเป็นราวกับภาพของนรกเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้กองเพลิง ส่วนอะไรที่ไม่อาจมอดไหม้ก็พากันละลายราวกับน้ำแข็ง เสียงหัวเราะของกลอเรียดังก้องไปทั่วแม้เธอจะอยู่ในสภาพที่แขนขากระจุยกระจายก็ตาม และนั่นก็เป็นเพราะเสียงโหยหวนด้วยความมรมานของหน่วยซินส์ที่หนีไม่ทัน พวกเขาถูกกัดกร่อนจนเนื้อหนังหลุดร่อนออกมา โลหิตทั้งร่างกลายเป็นสีดำสนิทต้องทุกข์ทนแสนสาหัสด้วยเลือดพิษของเธอ
    “ขอบใจมากเลยนะพ่อหนุ่มที่แนะนำอะไรดีๆให้ฉัน... ถ้าขนาดแกยังหักกระดูกของฉันได้ แล้วทำไมฉันจะใช้กล้ามเนื้อฉีกร่างของตัวเองไม่ได้ล่ะ หึ หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังก้องขณะที่รถหุ้มเกราะทั้งสามคันถอนกำลังไปหมดแล้ว การกระทำอันบ้าบิ่นของเธอทำให้แม้แต่ตัวของเธอก็ต้องเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์เหล่านั้น ทว่าน่าแปลกที่เธอกลับดูสนุกสนานกับวิธีการเล่นแบบใหม่นี้ซะเหลือเกิน

    “ฉีดเซรุ่มเข้าไปอีก! ลอกผิวหนังที่ไหม้พวกนั้นออกไปซะเร็วเข้า มันติดเชื้อลามไปหมดแล้ว” แพทย์ผู้ช่วยรีบทำตามคำสั่งของชาล็อตทันที ผิวหนังที่เต็มไปด้วยรอยไหม้และน้ำหนองมากมายถูกดึงออกจากร่างของทหารคนหนึ่งที่ตอนนี้นิลกาฬกำลังช่วยกดร่างของเขาเอาไว้ สภาพของคนตรงหน้าแทบจะทำให้เขาอยากอาเจียนออกมา ร่างทั้งร่างของชายหนุ่มเละไปหมดจนบอกไม่ได้ว่าเป็นใครถ้าไม่ดูป้ายชื่อ
    “เพิ่มมอร์ฟีนอีก ไม่งั้นหมอนี่ขาดใจตายก่อนแน่ ตรงนั้นฉันสั่งให้ตัดแขนทิ้งไปซะไม่ได้ยินรึไง!”
    ชาล็อตตะโกนข้ามไปอีกฟากของรถ ที่นั่นมีอีกคนที่อยู่ในสภาพเลวร้ายพอๆกัน ผิดกันก็แค่แขนของเขากลายสภาพเป็นวัตถุทางชีวภาพอะไรซักอย่างที่ไม่น่ามองไปซะแล้ว หัวใจของนิลกาฬเต้นไม่เป็นจังหวะ เหงื่อไคลไหลย้อยออกมาเต็มไปหมดด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ แขนขาของเขาสั่นไหวด้วยภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า แล้วทุกอย่างก็บีบเขาจนถึงขีดจำกัด
    อ้วก! อาหารที่กินเข้าไปก่อนมาที่นี่ถูกขย้อนออกมาจากท้องของเขาเปรอะอยู่ข้างในชุดกันเคมีของเขา และด้วยกลิ่นที่คละคลุ้งอยู่ข้างในชุดการขย้อนระลอกสองและสามก็ตามาติดๆ แขนของเขาเริ่มคลำไปทั่วเพื่อหาทางปลดชุดของตนออก แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอย่างหวังร่างทั้งร่างกลับถูกใครบางคนกดลงพื้นอย่างรวดเร็ว
    “อยากตายนักรึไง! มากดหมอนี่เอาไว้เร็วเข้า มันประสาทแดกไปแล้ว” ชาล็อตที่อ่อนโยนมาตลอดกำลังใช้เข่ากดร่างของนิลกาฬเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ในขณะที่ปากกับมือของหล่อนก็สั่งการและพยายามยื้อชีวิตของทั้งสองคนเอาไว้ ภาพของหญิงสาวในตอนนี้นั้นช่างต่างจากยามปกตินัก และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่นิลกาฬได้เห็นในวันนี้ก่อนที่เขาจะหมดสติไป

    “ได้... อืมเข้าใจแล้ว จัดการสั่งปิดเมืองกิลฟอร์ดให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางชีวภาพเดี๋ยวนี้เลย แล้วจัดการเฝ้าระวังเมืองข้างเคียงด้วย ใช่ฉันรับผิดชอบเอง ขอบใจมาก” วิคตอเรียกดปิดระบบสื่อสารลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอมองไปที่สมาชิกหน่วยแต่ละคนด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนที่จะถีบโครมเข้าไปที่ผนังของยานเกราะ
    “บัดซบ บัดซบ บัดซบเอ้ย! ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นมันบ้าได้ไม่มีที่สิ้นสุดรึไงวะ” หญิงสาวสบถอย่างหัวเสีย ส่วนลองเวยที่นั่งมาด้วยกันนั้นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันไปทางอื่น
    [วิคตอเรีย ได้ยินฉันมั้ย...] เสียงของชาล็อตดังขึ้นมาผ่านช่องทางสื่อสารภายในรถ เพื่อแจ้งข่าวบางอย่างให้เธอทราบ [...เราเสียเดฟไปแล้ว ส่วนจอร์นตอนนี้ยังเป็นตายเท่ากัน ฉันต้องตัดแขนของเขาออกไปเพื่อไม่ให้เชื้อมันรุกราม แต่เขาต้องการผ่าตัดด่วนไม่อย่างนั้นอวัยวะภายในของเขาจะตายสนิท]
    “ทราบแล้ว ตอนนี้เฮลิคอปเตอร์กำลังมา ภาวนาให้มันทันก็แล้วกัน...” สิ้นคำพูดวิคตอเรียก็ทิ้งตัวลงไปนั่งกับเบาะอย่างหมดแรงแล้วกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ “...อย่ามาหยามหน้ากันให้มากนัก ไอ้พวกอมตะ”

    [ตอนนี้รายงานข่าวเข้ามาว่าเมืองกิลฟอร์ดได้กลายสภาพเป็นเขตุกักกันเชื้อโรคไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในเมืองนั้นตอนนี้ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองข้างเคียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเชื้อโรคที่ว่านั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเชื้อชนิดใด แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางท่านได้ให้ความเห็นว่าโรคนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับโรคประหลาดที่เคยระบาดในแอฟริกาตอนช่วงปี 95 ซึ่งตอนนั้นองค์กรอนามัยโลกต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการที่จะควบคุมโรคดังกล่าว และเป็นที่น่าเสียดายว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีนใดสามารถใช้ได้ผลอย่างเต็มที่....]
    รายงานข่าวที่ดังขึ้นมาในเช้านี้สร้างความปวดหัวเป็นเท่าทวีให้กับวิคตอเรีย หนำซ้ำก่อนหน้านี้ไม่นานสายตรงจากทาร์ทารัสก็พึ่งมาถึงเธอ มันเป็นคำขู่และคำคาดโทษที่อาจทำให้เธอตายไม่รู้ตัวถ้าหากครั้งหน้ายังเกิดเรื่องแบบนี้อีก เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ทาร์ทารัสต้องการกำจัดกลอเรียทิ้งโดยเร็วที่สุดโดยไม่สนใจผลกระทบใดๆอีกต่อไป [จะเป็นที่ไหนก็ช่างแต่ครั้งหน้าให้พาอมตะตนนั้นไปด้วยแล้วจัดการปิดบัญชีมันซะที่นั่นเลย ต่อให้ต้องเสียเมืองทั้งเมืองไปก็ยังดีกว่าปล่อยตัวอันตรายแบบนั้นเดินร่อนไปร่อนมาโดยที่เราไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไร] คำสั่งประหารนั้นส่งตรงมาจากนรก และเธอก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ครั้งหน้าคงจะต้องมีเมืองหายไปจากแผนที่ซักเมืองอย่างแน่นอน
    “ครั้งหน้าจะให้หนูลองใช้โพลิเมอร์เหลวมั้ยพี่วิคตอเรีย ถึงมันจะอยู่ในช่วงทดลองก็เถอะ”
    “ทาร์ทารัสพูดมาอย่างนี้จะให้ฉันทำอะไรได้อีก” วิคตอเรียตอบข้อเสนอของชาล็อตด้วยเสียงเครียด
    “ก็ไม่น่าจะมีปัญหานี่ครับ แค่เมืองๆเดียวเอง...” วิคตอเรียและอลิเซียมองไปยังลองเวยที่นอนอยู่บนโซฟาตัวเดิมโดยไม่พูดอะไรออกมา “...อย่าเข้าใจผมผิดไปสิครับ ก่อนหน้าที่จะลงมือก็อพยพคนในเมืองออกซะก็สิ้นเรื่อง”
    “มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ การอพยพยังไงก็ต้องใช้เวลาและแม่นั่นยังไงก็ต้องรู้ตัว ฉันเคยได้ยินมาเหมือนกันว่าการจับอมตะในสมัยก่อนบางทีก็ต้องแลกมากับเมืองทั้งเมืองแถมคนที่อยู่ในนั้นด้วย แค่คิดไม่ถึงว่าฉันจะได้มีโอกาสสั่งการแบบนั้นเอง”
    “สงสารอย่างนั้นหรอครับ...” ลองเวยถามลองเชิงด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ารังเกียจ
    “งี่เง่าน่า... ฉันไปสงสารทำไมคนที่ลงมือน่ะไม่ใช่ฉันซักหน่อย...” วิคตอเรียตอบคำถามนั้นโดยไม่ได้หันไปมองลองเวย แต่กลับหันหลังไปมองกรุงลอนดอนผ่านกระจกด้านหลังของตน “...ไปเรียกซินเทียร์มา ฉันมีเรื่องต้องคุยกับแม่นั่น”

    อีกด้านหนึ่งภายในห้องพยาบาล นิลกาฬที่สลบเหมือนไปนานค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วภาพแรกที่เขาเห็นนั้นก็ทำให้เขาถึงกับคิดว่าตนเองกำลังอยู่ในทรวงสวรรค์ ภาพของนางฟ้าผมทองผู้มีนัยน์ตาสีฟ้ากำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนมาทางเขา
    “นางฟ้าอย่างนั้นหรอ...” ชาล็อตที่ได้ยินประโยคนั้นแก้มแดงไปถึงหูทันที ก่อนที่เธอจะถอยหลังออกห่างจากชายหนุ่มเล็กน้อยแล้วหลบสายตาไปด้วยความเขินอาย
    “ฉันคงต้องทำให้คุณผิดหวังซะแล้วล่ะค่ะ” ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นนิลกาฬก็รู้ตัวทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขารีบลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงแล้วเอ่ยคำขอโทษ
    “ขะ ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะลามปามคุณ”
    “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวในชุดกราวน์ส่ายหัวเล็กน้อยพร้อมกับคำตอบ ก่อนที่เธอจะหยิบแก้วน้ำมาให้ชายหนุ่ม
    “แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหรอครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน”
    “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ตอนนี้เราอยู่ที่ลอนดอนแล้ว” น้ำเสียงอันอ่อนโยนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอในตอนนี้นั้นช่างดูแตกต่างจากเมื่อครั้งที่อยู่ในรถหุ้มเกราะจริงๆ และเมื่อชายหนุ่มคิดได้ ภาพอันน่าสะพรึงกลัวของคนที่โดนเลือดพิษเล่นงานก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาทันที แก้วน้ำที่กำลังจะถูกยกขึ้นก็พลันวางกลับไปยังถาดเหมือนเดิม
    “ตอนนั้นผมขอโทษจริงๆครับ...” ใช่แล้ว เขาสร้างปัญหาในตอนนั้นเอาไว้แต่คำขอโทษที่เขาพูดออกไปก็ดูจะเป็นเพียงการขอโทษตามมารยาท เพราะเขาไม่รู้สึกโทษตัวเองเลยซักนิดที่ประสาทเสียไปตอนนั้น
    “ไม่เป็นไรค่ะ ครั้งแรกใครๆก็เป็นกัน” ชาล็อตพูดก่อนที่จะนั่งลงไปที่เก้าอี้ข้างๆเตียงของชายหนุ่ม
    “แล้วบอสเขาจะทำยังไงต่อหรอครับ”
    “ยังไงก็ต้องทำลายเธอลงให้ได้นั่นแหละค่ะ แต่ครั้งหน้าคุณไม่จำเป็นต้องไปด้วยก็ได้นะคะ คุณวิคตอเรียเขาอยากให้เวลาคุณได้พัก” ได้ฟังประโยคนั้นเขาก็รู้สึกสมเพชตนเองขึ้นมาทันที ขนาดคนที่เด็กกว่าเขาอย่างลองเวยยังสามารถต่อสู้กับอมตะด้วยมือเปล่าได้ แต่เขาที่เป็นผู้ใหญ่กว่ากลับอ้วกแตกจนสลบคาที่แบบนั้น
    “พวกคุณไม่กลัวกันหรอครับ... โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มที่ชื่อลองเวยนั่น ทำไมหมอนั่นถึงได้...”
    “คุณรู้จักเคียวแดงมั้ยคะ...” ชื่อองค์กรที่เคยผ่านหูมาบ้างนั้นทำให้นิลกาฬพยักหน้าตอบ
    “เคยได้ยินแต่ชื่อกับข่าวลือ ที่ว่าเป็นองค์กรใต้ดินอะไรซักอย่างใช่มั้ยครับ”
    “เคียวแดง... พวกเขาเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมานานมากแล้ว เป็นกลุ่มคนใต้ดินที่มีงานหลักๆคือการขายของเถื่อน ยาเสพติด อาวุธสงครามโดยมีกลุ่มนายทุนใหญ่หนุนหลังอยู่ เป็นเพียงองค์กรเดียวที่คานอำนาจกับสภาทาร์ทารัสได้ พวกเราเองก็ใช้บริการจากองค์กรนี้อยู่บ่อยๆ แต่นอกจากการค้าขายแล้วพวกเขายังขึ้นชื่ออีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือมือสังหารขององค์กร...” พูดถึงตรงนี้ชาล็อตก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินหยิบมีดผ่าตัดที่วางอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาหมุนมันไปมาในมือ “...พวกเขาฝึกกันตั้งแต่เด็ก คัดเฉพาะเด็กที่มีพรสวรรค์ พวกนี้คือหัวกะทิที่ไม่มีใครอยากตกเป็นเป้าหมาย และลองเวยคือมือหนึ่งของเคียวแดง”
    “ดะ เดี๋ยวสิ คุณจะบอกว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นมือสังหารอย่างงั้นหรอ”
    “คุณนิลกาฬคะ เรามองคนที่ภายนอกไม่ได้หรอกนะค่ะ...” มีดในมือของชาล็อตถูกปาออกไปตัดก้านดอกกุหลาบในแจกันข้างเตียงของนิลกาฬลงอย่างแม่นยำ เพื่อย้ำเตือนในความคิดอันอ่อนหัดของเขา “...ลองเวยไม่เคยทำงานพลาดตลอดเวลาที่เขาอยู่ในเคียวแดง เป้าหมายของเขาแต่ละคนมันสำคัญมากซะจนฉันคงพูดชื่อคนโชคร้ายพวกนั้นให้คุณฟังไม่ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนักก็ได้ค่ะ เด็กนั่นไม่สนใจอะไรที่มันน่าเบื่อ ถ้าคุณเป็นแบบนี้ของคุณไปเรื่อยๆฉันรับรองความปลอดภัยให้คุณได้เลยค่ะ ดูแลตัวเองดีๆนะคะ” พูดจบชาล็อตก็เดินไปที่ประตู ปล่อยให้นิลกาฬจ้องมองดอกไม้ที่ถูกตัดก้านนั้นด้วยสายตาตระหนก บัดนี้ชายหนุ่มได้ตระหนักแล้วว่าอะไรๆอาจไม่เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป
    “เดี๋ยวครับ...” นิลกาฬเอ่ยเรียกชาล็อตก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องด้วยเขายังคงรู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง “...แล้วถ้าเทียบลองเวยกับคุณชาล็อตล่ะครับ” หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เธอจะตอบกลับอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่
    “ไม่รู้เหมือนกันสินะค่ะ ตอนนั้นวิคตอเรียเข้ามาห้ามซะก่อน”
    “ห้ามหรอครับ...” ชายหนุ่มถามต่อด้วยสีหน้าสงสัยต่อคำตอบนั้น ชาล็อตจึงถอดชุดกราวน์ของเธอออกแล้วถลกคอเสื้อไปถึงหัวไหล่เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ยาวจากไหล่ไปจนเกือบถึงต้นคอของเธอ
    “ฉันคงไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ในสายตาของพ่อหนุ่มนั่น เราเลยเกือบฆ่ากันตายไปครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ทันตายวิคตอเรียก็มาห้ามได้ทัน ฉันก็เลยไม่รู้จะตอบคุณว่ายังไงดี ยังไงก็รักษาตัวเองด้วยนะคะ คุณนิลกาฬ” จบคำชาล็อตก็เดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าปกติ แต่นิลกาฬในตอนนี้นั้นกำลังจะสติแตกอีกรอบเมื่อรู้ตัวว่าคนรอบๆตัวในหน่วยนั้นเป็นคนยังไง รักษาตัวเองด้วยอย่างนั้นหรอ ไม่ต้องห่วงเขารักษาแน่ ไม่ว่ามันจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
    Last edited by fatal_error; 05-05-2011 at 05:09 AM. Reason: แก้ไขคำผิด

  3. #13
    fatal_error
    บทที่ 8 วิปลาส


    [ลองต้อนใครซักคนให้จนมุมดูสิ แล้วคุณจะคิดไม่ถึงว่าเขาทำอะไรได้บ้าง]

    ภายในห้องที่มีแสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องสว่างอยู่นั้น อัลเบิร์ตและอลิสกำลังนั่งกางตำราเรียนอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ โดยมีซินเทียร์ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนพวกเขาทั้งสอง ด้วยว่าในตอนนี้เขาเป็นสมาชิกของหน่วยซินส์แล้วการที่จะส่งทั้งคู่ออกไปเรียนที่โรงเรียนด้านนอกนั้นจึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป เด็กยังไงซะก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นภายในไปบอกคนนอกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และที่สำคัญก็คือ วิคตอเรียที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องการให้เด็กทั้งสองเรียนในสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เพราะยังไงซะพวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้ออกไปประกอบอาชีพอื่นอีกแล้ว นอกจากการเป็นทหารรับจ้างของซินส์ ไม่ว่าจะเป็นกองหน้าหรือกองหลังก็ตาม
    หลังจากที่นั่งเรียนมาได้ซักพักใหญ่ทำให้อลิสสังเกตได้ว่าซินเทียร์มีวิธีการสอนที่ดูเป็นมืออาชีพมากกว่าที่เธอคิด แม้แต่อัลเบิร์ตที่ยังกล้าๆกลัวๆอยู่ก็ยังเผลอยกมือถามหญิงสาวไปหลายครั้ง ด้วยความที่บรรยากาศรอบๆตัวของซินเทียร์ในตอนนี้ไม่ต่างไปจากครูซักเท่าไหร่ จะผิดไปบ้างก็คือใบหน้าที่เรียบสนิทตลอดเวลาของเธอเท่านั้น
    “พี่ซินเทียร์เก่งจังนะคะ สอนรู้เรื่องกว่าอาจารย์ที่โรงเรียนหนูอีก” หญิงสาวที่กำลังจดจ่ออยู่กับการสอนบทเรียนเงยหน้าขึ้นมามองสาวน้อยช่างพูดตรงหน้า ก่อนที่เธอจะพลิกหน้ากระดาษแล้วตอบเธอเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
    “มันเป็นงานแรกๆในชีวิตของฉัน อีกอย่างฉันมีเวลาเหลือเฟือมากพอที่จะหาความรู้พวกนี้ใส่หัวเอาไว้”
    “อืม... ดีจังเลยนะคะ ไม่ต้องคอยกังวลว่าเมื่อไหร่... จะถึงวันที่...” อลิสรำพันออกมาด้วยรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อย สาวน้อยกำลังคิดถึงเรื่องที่พ่อแม่ของตนต้องตายไปในวันนั้น มันเป็นอะไรที่กะทันหันเหลือเกินจนเธอคิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าพ่อและแม่ของเธอมีชีวิตอมตะบ้าง ทว่าซินเทียร์ดูท่าจะไม่คิดเช่นนั้น สีหน้าของเธอวูบไหวไปเพราะอารมณ์ในใจก่อนที่เธอจะพับหนังสือลงแล้วจ้องไปในดวงตาของอลิส
    “มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดหรอกอลิส เพราะเวลาที่มีจำกัด สิ่งมีชีวิตจึงพยายามที่จะไขว่คว้าความฝันก่อนที่เวลาของตนจะหมด ไม่ว่าจะทุกข์จะสุข แต่ทุกจังหวะชีวิตนั้นล้วนมีความหมาย ไม่เหมือนพวกฉันที่ไม่เหลือความฝันอะไรให้ไล่ตามอีกแล้ว...” วงสนทนาเงียบไปในทันทีกับคำตอบของซินเทียร์ แม้อลิสจะรู้สึกสับสนอยู่บ้างกับคำพูดนั้นแต่เธอเองก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าตนคงพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไปซะแล้ว
    “คุณซินเทียร์ พี่วิคตอเรียให้มาตามค่ะ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงใสๆของอลิเซีย ซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นซินเทียร์ก็พยักหน้าเบาๆแล้วเดินออกไปที่ประตู ส่วนอลิเซียนั้นหันมายิ้มให้กับเด็กน้อยทั้งสองแล้วเดินดุ่มๆเข้ามาหาพวกเขา
    “ส่วนพวกเธอ วันนี้เธอต้องมากับฉันเราจะไปซื้อของในเมืองเปลี่ยนบรรยากาศกัน”

    ไม่ทันที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธทั้งคู่ก็โดนอลิเซียลากตัวไปขึ้นรถสปอร์ตสีแดงสดของเธอที่จอดเอาไว้ภายในตึก รู้สึกตัวอีกทีทั้งคู่ก็มาอยู่ที่ใจกลางกรุงลอนดอนเสียแล้ว ที่นี่มีรถรามากมายวิ่งกันขวักไขว่เป็นภาพที่ชินตาของชาวเมือง ตึกที่สูงเสียดฟ้าและร้านรวงมากมายที่เป็นดุจสวรรค์ของนักช้อป และแน่นอนว่าเป็นสวรรค์ของอลิเซียด้วย
    “นี่ๆ ดูสิดูสิ เค้กนี่น่ากินจังเลยพวกเธอเอาด้วยมะ” สาวน้อยผมแดงเพลิงยิ้มแป้นไปทางเด็กทั้งสองที่ตอนนี้สองมือเต็มไปด้วยถุงสินค้ามากมาย
    “อะ เอ่อ พี่อลิเซียคะ คือว่าของที่ซื้อมานี่...”
    “เอาก้อนนี้ค่ะ ทั้งก้อนเลย!” ไม่ทันฟังอะไรหญิงสาวก็สั่งไปแล้ว จะว่าไปเท่าที่ทั้งสองสังเกตมาของที่ซื้อนี่ก็แทบจะเป็นของกินทั้งนั้น ของใช้ที่จำเป็นสำหรับพวกเขาซื้อครบไปตั้งนานแล้ว
    “พี่อลิเซียกินจุจังเลยนะคะ”
    “ตายแล้ว พูดแบบนี้ไม่สุภาพนะอลิส ถึงพี่จะกินเยอะไปหน่อยแต่หุ่นพี่ยังดีอยู่เสมอนะ...” พูดจบหญิงสาวก็หมุนตัวรอบหนึ่งให้ทั้งคู่เห็นสัดส่วนที่ดูเข้ากับร่างเล็กๆของเธออย่างที่ว่าจริงๆ ก่อนที่สองมือนั้นจะหันไปรับถุงใส่กล่องเค้กแล้วกลับมาพูดกับทั้งสองต่อ “...อีกอย่างที่พี่ชอบกินน่ะ ไม่ได้มีแต่อาหารหรอกนะ”
    “ถ้าไม่ใช่อาหารแล้วมีอะไรที่กินได้อีกอย่างนั้นหรอคะ” อลิสยังคงถามต่อด้วยความช่างสงสัยพร้อมๆกับที่ทั้งหมดเดินไปที่จุดหมายต่อไป
    “ก็... ความรู้ยังไงล่ะ” อลิเซียตอบพลางชี้นิ้วไปที่หัวของตนเอง “มนุษย์เราอยู่บนห่วงโซ่อาหารชั้นบนสุดได้เพราะความรู้ ความรู้เท่านั้นที่จะทำให้เราทำได้ทุกอย่างที่เราต้องการ ฉันเองก็ต้องการมัน เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้อิจฉาพวกนั้นอยู่บ้างที่พวกเขาสามารถหาความรู้เท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ต้องการ ...ถึงจะแทบไม่มีใครหาเลยก็เถอะ” หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเสียดาย
    “ถ้าอย่างนั้นคุณอลิเซียรู้รึเปล่าครับ ว่าพวกเขาเกิดขึ้นมาได้ยังไง” อัลเบิร์ตถามอ้ำอึ้งด้วยไม่รู้ว่าเหมาะสมจะพูดเรื่องแบบนี้ในที่สาธารณะหรือไม่ แต่ด้วยความสงสัยของเขามันอัดอั้นตันใจเหลือเกิน ตั้งแต่ที่เขาได้เห็นสีหน้าที่สั่นไหวของซินเทียร์
    “ก็นะ ที่จริงฉันเองก็อยากจะศึกษาหาต้นตอมากกว่านี้ แต่ติดที่ทาร์ทารัสสั่งห้ามค้นคว้าเกี่ยวกับอมตะไม่ว่าจะกรณีใดๆ ยิ่งหลังจากที่ซินเทียร์มาแล้วเราก็แทบไม่เหลืออมตะในความควบคุมเลย พูดง่ายๆฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันในเชิงวิทยาศาสตร์น่ะนะ แต่ถ้ากลับกันมันก็พอจะมีเงื่อนงำอยู่บ้าง นั่นก็คืออมตะทุกตนมักมีประวัติที่เลวร้ายไม่มากก็น้อย ยิ่งพวกตัวอันตรายก็ยิ่งมีอดีตที่สุดๆมากตามไปด้วย อย่างกลอเรียน่ะนะ แม่นั่นเกิดเมื่อซักร้อยกว่าปีก่อนมั้ง เป็นลูกสาวของตระกูลเบลท์ รวย สวย เก่ง แต่...” อลิเซียเดินไปเปิดท้ายของรถสปอร์ตแล้วค่อยลำเลียงข้าวของเข้าไปก่อนจะพูดต่อ
    “...แม่นี่มักมากไปหน่อย คบผู้ชายไม่เลือกหน้าอารมณ์ประมาณได้แล้วทิ้งเพื่อความสะใจ เธอรีดทุกอย่างออกจากตัวของผู้ชายพวกนั้นจนหมด ทั้งความรัก เงินทอง ศักดิ์ศรี บางครั้งก็ชีวิต สุดท้ายไปไม่รอด โดนวางยาจากคนที่เธอเคยทิ้งก่อนจะที่หมอนั่นจะพาเธอไป... ฉันว่าฉันไม่ควรจะเล่าตรงนี้ให้เธอฟังแต่เอาเป็นว่าแม่นั่นศพไม่สวยเลยซักนิด เท่าที่อ่านดูจากบันทึกคดีฆาตกรรมของตำรวจสมัยก่อนน่ะนะ แล้วตั้งแต่นั้นมาแม่นั่นก็เริ่มชีวิตอมตะของตัวเอง” เด็กทั้งสองได้ฟังแล้วก็นิ่งเงียบไป ซึ่งอลิเซียไม่รู้ว่าพวกเขาเงียบเพราะเรื่องเล่าของกลอเรีย หรือว่าเรื่องที่เขาได้รู้ว่าอมตะเกิดขึ้นมาได้ยังไง แม้ว่านั่นจะเป็นแค่การคาดเดาของหน่วยซินส์ก็ตามที
    “แต่ว่าจะดีหรอคะ ที่มาเล่าให้พวกเราฟังในที่แบบนี้” อลิสถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วงนิดๆ เพราะตลอดทางที่อลิเซียเล่านั้นใช่ว่าจะไม่มีคนซะทีเดียว
    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก ต่อให้ฉันตะโกนให้ดังกว่านี้อย่างมากก็แค่มีคนว่าฉันบ้าเท่านั้นเอง ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าน่าจะให้พวกเธอไปเรียนที่โรงเรียนธรรมดาก็ได้ แต่เอาเถอะในเมื่อพี่วิคตอเรียคิดยังไงก็เอาตามนั้น” สาวผมแดงตอบพลางยักไหล่
    “ถ้าอย่างนั้น... พี่ซินเทียร์ล่ะครับ... พี่ซินเทียร์เขา” ได้ฟังเรื่องเล่าใจของเด็กน้อยก็ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของหญิงสาวผู้มีแผลเป็นมากยิ่งขึ้น
    “โทษทีนะ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก แม้แต่วิลเลี่ยมที่อยู่กับซินเทียร์มาตั้งแต่แรกก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรซินเทียร์ถึงกลายเป็นอมตะ ถ้าอยากรู้นายคงต้องถามเธอเองแล้วล่ะ พ่อหนูอัลเบิร์ต” อลิเซียยิ้มร่าอีกครั้งก่อนเอามือขยี้หัวหนุ่มน้อยเพื่อให้กำลังใจเขา สองสามวันมานี้ทุกอย่างดูดีขึ้นมากกับเด็กสองคนนี้ การอยู่หน่วยซินส์เองก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแนวรบด้านหน้าเสมอไป ไม่แน่ว่าการตัดสินใจรับทั้งสองเข้ามา อาจเป็นความคิดที่ดีจริงๆก็ได้

    เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมการพร้อมสรรพรถสปอร์ตสีแดงก็ค่อยๆออกจากช่องจอดรถเพื่อพาทั้งหมดกลับไปยังตึกบัญชาการ ทว่าในขณะที่มันกำลังวิ่งอยู่ภายในอาคารนั้น เงาของใครบางคนกลับพุ่งออกมาขวางทางรถเอาไว้จากเงามืด และเมื่ออลิเซียมองเห็นว่าคนๆนั้นเป็นใครใบหน้าของเธอก็ซีดเผือกทันที ผมสีเงินและนัยน์ตาสีเดียวกัน ริมฝีปากแดงชาด รูปร่างอันเย้ายวนหากแต่เต็มไปด้วยพิษร้าย มฤตยูที่เธอไม่มีวันลืมไปได้อย่างแน่นอน
    “จับเอาไว้!”
    พริบตานั้นไม่มีทางเลือกอื่น หญิงสาวจำเป็นต้องหักรถพุ่งเข้าไปกระแทกกับรถคันอื่นที่จอดอยู่ข้างๆ เพราะถ้าหากเธอชนเข้ากับกลอเรียแล้วล่ะก็ กรุงลอนดอนได้กลายสภาพเป็นแบบเดียวกับเมืองกิลฟอร์ดอย่างแน่นอน แรงกระแทกของรถนั้นทำให้กระจกแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ถุงลมนิรภัยทำงานอย่างรวดเร็วปกป้องอลิเซียและเด็กทั้งสองที่นั่งอยู่เบาะหลังเอาไว้
    ในสภาวะที่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัวนั้น สิ่งเดียวที่อลิเซียนึกขึ้นได้ในตอนนี้คือการเอาตัวรอด ปืนกระบอกสีเงินถูกชักออกมาอย่างรวดเร็วแม้จะรู้ว่ามันทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในพริบตานั้นเองที่มือเรียวยาวของใครบางคนหันมาคว้าข้อมือข้างที่ถือปืนของหญิงสาวเอาไว้
    “อย่าพึ่งใจร้อนไปสิ แม่หนู...” กร๊อบ เสียงกระดูกหักดังลั่นออกมาพร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของอลิเซีย ข้อมือขวาของเธอบัดนี้ห้อยรุ่งริ่งราวกับข้อต่อของหุ่นเชิดที่สะบั้นลง เด็กทั้งสองที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกอดกันตัวสั่นด้วยความกลัวต่อภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน
    “แก! ยัยบ้าเอ้ย” อลิเซียอาศัยแรงที่คิดว่ามากที่สุดของตนถีบประตูรถข้างคนขับออกจนมันกระแทกไปโดนร่างของกลอเรีย กายอมตะเซถลาไปชั่วขณะเปิดโอกาสให้หญิงสาวหาทางเอาตัวรอดได้
    “ทั้งสองคน วิ่งเร็วเข้า!” แม้จะเจ็บจนน้ำตาแทบไหล แต่หญิงสาวก็ฝืนใจใช้มือข้างที่เหลือเปิดประตูของเบาะด้านหลังออกแล้วลากตัวเด็กทั้งสองลงมาจากรถ
    “จะรีบไปไหนกันหรอ ทั้งสามคน” กลอเรียที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการเซถลาเมื่อครู่ปรี่เข้ามาหาอลิเซียอีกครา คราวนี้เธอเตะเข้าไปที่ข้อพับขาด้านซ้ายของหญิงสาวเข้าเต็มๆ กระดูกข้อต่อของเธอหักสะบั้นในทันทีปลดปล่อยเสียงอันน่าขนลุกและเสียงกรีดร้องของเธอออกมา
    “กรี้ดดด!” อลิเซียล้มลงไปนอนกับพื้นอย่างไร้หนทางหนีเอาตัวรอด และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างนั้นคงสายไปแล้วสำหรับเธอ หญิงสาวจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะโกนไปยังเด็กน้อยทั้งสอง “อลิส อัลเบิร์ต หนีไปเดี๋ยวนี้!” ทว่าเด็กทั้งสองยังคงยืนนิ่งด้วยความสับสนว่าควรจะทำอะไรต่อไป จนอลิเซียต้องตะโกนซ้ำอีกครั้ง “หนีไปสิวะ!” ได้ผลอลิสรีบจับข้อมือของอัลเบิร์ตแล้วหันหลังวิ่งไปสุดกำลัง
    เมื่อเห็นว่าทั้งคู่วิ่งหนีไปทั้งน้ำตาแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับความตายตรงหน้า ที่ตรงนั้นกลอเรียกำลังยิ้มเยาะอย่างสนุกสนานพลางค่อยๆเลื่อนใบหน้าของเธอเข้าหาอลิเซียที่กำลังกัดฟันข่มความเจ็บปวดในร่างกายเอาไว้อยู่ ก่อนที่อมตะแห่งพิษจะแลบลิ้นออกมาแล้วเลียไปบนใบหน้าของเธออย่างช้าๆ สร้างความเจ็บปวดเหลือคณานับให้กับหญิงสาว
    “ปะ ปล่อย ปล่อยฉัน!” สาวน้อยพยายามดิ้นให้หลุดจากแขนของกลอเรียในขณะที่ใบหน้าของเธอเริ่มเป็นแผลพุพองไปตามทางที่ลิ้นพิษลากผ่าน ทว่ามันก็สุดกำลังที่เธอจะทำได้
    “ไม่ต้องเป็นห่วงไปสาวน้อย ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก ไม่ต้องกลัวไป...” กลอเรียค่อยๆผลักร่างของตนให้ห่างออกมาก่อนจะใช้มือลูบไปบนร่างที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว “...เป้าหมายของฉันไม่ใช่เธอ แต่เป็นเด็กสองคนนั้น พวกนั้นมีกลิ่นที่น่ากินทีเดียว โดยเฉพาะเจ้าหนูนั่น”
    “แก... แกคิดจะทำอะไร” แม้กลัวจับใจแต่เธอก็ยังคงเป็นห่วงเด็กทั้งสองที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งหนีไปได้ไกลแค่ไหน
    “ฉันได้กลิ่นของซินเทียร์จากเจ้าเด็กสองคนนั้น แม่นั่นเป็นคนเก็บมาเลี้ยงใช่มั้ยล่ะ เหมือนเจ้าหนูวิลเลี่ยมนั่น ฉันแค่อยากจะหาอะไรฆ่าเวลาซักหน่อยก็เท่านั้นเอง” รอยยิ้มสุดสยองปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของกลอเรีย จนแม้แต่อลิเซียยังอดที่จะตระหนกไม่ได้ และเมื่อเลือดพิษหมดธุระกับคนที่ล้มไปกองไม่เป็นท่าแล้ว เธอก็ผละตัวออกไปจากหญิงสาวก่อนจะค่อยเดินตามสัญชาติญาณของเธอไปหาเหยื่อทั้งสองที่กำลังวิ่งหนีอยู่

    ที่ภายในตึกบัญชาการของซินส์ เพียงไม่กี่นาทีให้หลังเสียงโทรศัพท์ส่วนตัวของวิคตอเรียก็ดังขึ้น ทำให้เธอจำใจต้องหยุดการพูดคุยระหว่างเธอและซินเทียร์เอาไว้ก่อนเพราะเห็นว่าเบอร์ที่โทรมานั้นมาจากอลิเซีย
    “ว่าไงอลิเซีย”
    [พี่วิคตอเรีย แม่นั่นอยู่ที่นี่ มันกำลังตามเด็กสองคนนั้นไปอยู่!] น้ำเสียงที่ดูร้อนรนนั้นทำให้ผู้บัญชาการสาวคิ้วขมวดทันที พร้อมกับสังหรณ์ร้ายที่คืบคลานเข้ามาในใจของเธอ
    “เดี๋ยวก่อนนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วแม่นั่นที่ว่าน่ะใคร” ลองเวยที่กำลังหลับอยู่และวิลเลี่ยมที่กำลังวุ่นอยู่กับความคิดในหัวหันมามองวิคตอเรียทันทีที่ได้เห็นท่าทีของหญิงสาว
    [กลอเรียเลือดพิษ ตอนนี้มันอยู่ที่นี่แล้วพี่ โอ้ย! บัดซบ เจ็บชิบหายเลยโว้ย!] ใจของวิคตอเรียตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทัน หญิงสาวกลับหันหลังไปมองเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายอย่างใจหายเมื่อนึกขึ้นได้ถึงคำสั่งของทาร์ทารัส
    “ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แล้วสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง!” กลอเรียเร่งถามพลางทำสัญลักษณ์มือให้กับวิลเลี่ยม ซึ่งชายหนุ่มก็รับรู้ได้ทันทีว่านั่นคือสัญญาณรวมพลฉุกเฉิน
    [ตอนนี้หนูอยู่ที่ตึกควีนออฟโอเชี่ยน ส่วนกลอเรียมันหักกระดูกแขนกับขาของหนูแล้วก็ไล่ตามเด็กสองคนนั่นไป ไอ้สัตว์เอ้ย! หนูต้องลากมันไปลงนรกให้ได้] อลิเซียรายงานพร้อมสบถออกมาชุดใหญ่ด้วยความหงุดหงิด
    “เข้าใจแล้ว ฉันจะส่งคนที่ไปรับเธอที่ตึกควีนเดี๋ยวนี้”
    [ไม่ต้องค่ะ หนูจัดการของหนูเองได้ พี่รีบไปจัดการฆ่าแม่นั่นทิ้งซะ แค่นี้ล่ะ] เมื่อสายถูกวางไปวิคตอเรียก็หันไปหาทุกคนในห้องแล้วสั่งการทันที
    “สถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอพยพออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้ วิลเลี่ยมแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนให้อพยพออกไปพร้อมกับราชวงให้ทันที ไปแต่ตัวก็ได้ไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้น ส่วนซินเทียร์ เธอไปตามหาแม่นั่น รอคำสั่งลงมือจากฉันเราจะรอจนกว่าคนสำคัญทั้งหมดจะออกไปจากเมืองหมดแล้ว”
    “แล้วเด็กสองคนนั่นล่ะ” ซินเทียร์ถามด้วยแววตาสงสัยต่อคำสั่งของวิคตอเรีย
    “ขนาดประชาชนในเมืองคุณวิคตอเรียยังทิ้งไปแล้วเลยครับ แล้วทำไมกับแค่เด็กสองคน จะทิ้งกันไม่ได้ล่ะ” ลองเวยพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับสปริงตัวขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปอย่างไม่สนใจอะไร
    “คำสั่งจากทาร์ทารัสน่ะซินเทียร์ เด็กสองคนนั่นคงจะไม่รอด...” วิลเลี่ยมเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดเศร้าสร้อยอีกคน ชายหนุ่มเองก็ดูไม่ทุกข์ร้อนซักเท่าไรนักกับการสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าซินเทียร์กลับไม่ตอบใดๆกลับมา เธอเพียงหันไปมองตาของวิคตอเรียเพื่อเค้นความจริงในหัวใจเธอ และนั่นทำให้ซินเทียร์ได้เห็นความหวั่นไหวเล็กๆที่ก้นบึ้งของมัน
    “เฮ้ย ยัยบ้า อย่าทำอะไรโง่ๆนะเว้ย”
    วิคตอเรียที่รู้สึกเหมือนมีใครกำลังคาดคั้นเอาคำตอบออกมาจากคอของเธอเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี แล้วทันใดนั้นสังหรณ์ของเธอก็เป็นจริงเมื่อปืนพกถูกควักออกมาจากเอวของซินเทียร์แล้วลั่นกระสุนเข้าใส่กระจกขนาดใหญ่ด้านหลัง เศษแก้วนับพันกระจุยกระจายไปกับสายลมที่กระหน่ำตีภายในห้องเพราะแรงกดอากาศ ก่อนที่พริบตาหญิงสาวจะกระโจนออกไปด้วยความสูงกว่ายี่สิบชั้น
    ขาทั้งสองของเธอถีบกับผนังตึกอย่างรุนแรงส่งร่างทั้งร่างให้กระโจนไปยังฝั่งตรงข้าม ก่อนที่เธอจะทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆจนในที่สุดขาของเธอก็สัมผัสกับพื้นดิน คอนกรีตแกร่งกระจุยกระจายเป็นชิ้นๆเพราะแรงกระแทกอันมหาศาล พร้อมกับร่างกายของหญิงสาวที่สมานตัวเองอย่างรวดเร็วจนไม่เหลือแม้แต่รอยขีดข่วน ร่างอมตะจึงได้ใช้แรงที่ไม่มีวันหมดออกวิ่งไปสู่เป้าหมายของเธอ
    “เวรเอ้ย!” วิคตอเรียมองไปเบื้องล่างด้วยความหงุดหงิด เมื่อขณะนี้อมตะได้ทำตามใจของตนอีกครา และมันไม่ถูกใจเธอเลยซักนิดเดียว
    “ทำไมต้องเวรเอ้ยล่ะครับ คุณซินเทียร์อุตส่าห์จะวิ่งไปฆ่าอมตะตนนั้นให้เองทั้งที ผมว่าทางที่ดีเรารีบหนีกันน่าจะดีกว่านะครับ” ลองเวยพูดแบบไม่รู้เรื่องอะไร แต่วิคตอเรียที่ได้สบตากับซินเทียร์ในวินาทีสุดท้ายนั้นรู้ดีที่สุด
    “แกไม่เห็นตาของมันรึไงวะไอ้เซ่อ นั่นไม่ใช่ตาของคนที่จะไปฆ่าใคร เตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้ฉันเร็วเข้า!”

    อีกด้านหนึ่งนั้นอลิเซียที่ลุกขึ้นมายืนด้วยขาข้างเดียวกำลังกัดฟันกดโทรศัพท์ต่อทั้งๆมือขวาและขาซ้ายนั้นเจ็บระบมไปหมด แต่ด้วยความรู้สึกที่คุกกรุ่นอยู่ภายในใจตอนนี้ทำให้เธอแทบจะไม่สนใจต่อความเจ็บปวดนั้นเลยซักนิด
    “ฮัลโหล... ใช่นี่ฉันเอง ส่งปืนนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ แล้วฉันขอเช่าเฮลิคอปเตอร์อีกหนึ่งลำ เอ่อ เอาไอ้ลำที่ใช้ประจำนั่นแหละ หักจากบัญชีฉันไปได้เลย” เครื่องหมายเคียวสีแดงบนหน้าจอโทรศัพท์ของเธอหายไปพร้อมๆกับการวางสาย อลิเซียจัดการกับบาดแผลของตัวเองอย่างง่ายๆด้วยเศษผ้าก่อนที่เธอจะเดินลอดสายตาของบรรดาฝรั่งมุงและยามมากมายที่เข้ามาดูที่เกิดเหตุ เพื่อพาตนเองขึ้นไปบนดาดฟ้าตึก
    “คอยดูเถอะ ฉันจะจัดการส่งแกไปลงนรกเอง แล้วถ้าหน้าฉันเป็นแผลเป็นขึ้นมาล่ะก็...” หญิงสาวกัดฟันพูดด้วยความโมโหพลางลูบไปบนแผลแสบบนใบหน้าด้วยดวงตาอันมาดร้าย หญิงสาวในตอนนี้นั้นได้ลืมเรื่องของเด็กทั้งสองคนไปจนหมดสิ้น ด้วยความแค้นมันกำลังบังตาของเธออยู่

    “วิ่งเร็วเข้าอัลเบิร์ต” ชายหนุ่มกระหืดหระหอบวิ่งตามอลิสไปอย่างยากลำบาก ตอนนี้พวกเขาลงมาจากตึกจนมาถึงถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว แต่มันก็ยังดูไม่ปลอดภัยนักเมื่อแม่สาวหน้าสวยในชุดสีแดงเพลิงยังคงเดินตามพวกเขามาอยู่ แล้วในที่สุดชายหนุ่มก็ล้มลงอย่างหมดแรง และเมื่ออลิสจะวิ่งเข้ามาเพื่อดึงตัวของเขาขึ้นนั้นอันตรายก็มาขวางระหว่างทั้งสองซะแล้ว
    “เธอไปรอตรงนั้นก่อนนะ แม่สาวน้อย...” ไม่ทันขาดคำ ร่างของอลิสก็ลอยระลิ่วเพราะแรงเหวี่ยงจากมือของกลอเรียจนเธอถลาไปไกล ร่างในชุดกระโปรงสีขาวกลิ้งโค่โล่อย่างน่าสงสารท่ามกลางสายตาของผู้คนที่กำลังแตกตื่นมากมาย “...เธอนี่มันน่ากินจริงๆ พ่อหนุ่มน้อย” กลอเรียกระชากเสื้อของอัลเบิร์ตยกเขาขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียวพลางเลียริมฝีปากของตน และแววตาอันน่ากลัวนั้นเองที่ขับให้หนุ่มน้อยร้องจ้าออกมา
    “ปล่อย ปล่อยผม!” เสียงร้องของเขาดึงดูดสายของผู้คนในที่สุด และภาพที่ผู้ใหญ่กำลังรังแกเด็กเล็กๆตรงหน้าก็ทำให้พลเมืองดีที่ผ่านไปมาตรงดิ่งเข้าไปหาเธอ
    “นี่คุณทำอะไรอยู่นะ” ชายท่าทางกำยำจับแขนของหญิงสาวหมายจะบังคับให้เธอปล่อยอัลเบิร์ต ทว่าเรื่องทุกอย่างนั้นกลับตะละปัด เมื่อมือข้างนั้นของเธอจับตัวพลเมืองดีคนนั้นแล้วเหวี่ยงร่างทั้งร่างของเขาลงไปกระแทกกับพื้นคอนกรีต ดั่งค้อนปอนฟาดลงไปบนก้อนเนื้อ กะโหลกของชายเคราะห์ร้ายแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี เลือดสดๆและมันสมองสาดกระเด็นไปทั่ว ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและความโกลาหลในพริบตา
    “หมดคนมากวนแล้วนะ เรามาต่อกันเถอะพ่อหนุ่ม...” กลอเรียแลบลิ้นออกมาเลียไปตามเสื้อผ้าของเด็กน้อยราวกับหมาหยอกไก่ เสื้อผ้าของเขาค่อยๆไหม้กร่อนไปเรื่อย ความร้อนและความแสบที่สัมผัสได้บางๆแม้จะอยู่ห่างจากผิวกายนั้นทำให้เด็กตัวเล็กร้องไห้จ้าออกมาด้วยความกลัว “...นี่ เธอจะช่วยปลดปล่อยฉันได้มั้ย เธอจะทำให้ฉันสมหวังได้มั้ย ฉันต้องการ ฉันต้องการเหลือเกิน แต่ไม่มีใครให้ฉันได้ เพราะทุกคนละลายหายไปหมด ว่าไงพ่อหนุ่ม เธอจะให้ฉันได้มั้ย แล้วฉันจะเป็นของเธอคนเดียว ของเธอตลอดไป”
    ประโยคเดิมๆของกลอเรียที่เธอเคยพูดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนดังผ่านหูของเด็กน้อย แต่เขาไม่คิดจะฟัง ไม่คิดจะเข้าใจความหมายของมันแม้แต่น้อย เมื่อบัดนี้สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้คือความตายที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนดั่งมีเคียวมัจจุราชมาเกี่ยวคอ แล้วเขาเองก็ไม่อาจจะดิ้นหลุดไปได้ด้วยตัวคนเดียว จะมีมั้ยใครซักคนที่จะมาช่วยเขา จะมีมั้ยใครซักคนที่จะอยู่เคียงข้างเขา ความคิดมากมายวกไปวนมาแต่ในที่สุดภาพของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา ภาพของหญิงสาวที่มีแผลเป็นพาดผ่านดวงตาข้างซ้ายอย่างน่ากลัว ใบหน้าที่ไม่เคยยิ้มให้เขาเห็นหากแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น ใช่คนๆนั้น คนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
    “ซินเทียร์... ช่วยผมด้วยพี่ซินเทียร์!”
    ราวกับคำร้องนั้นดังไปถึงเธอ ร่างเพรียวบางลอยลงมาจากฟากฟ้าแล้วซัดหมัดเข้าใส่เป้าหมาย แต่อาวุธร้ายหาได้ทำอะไรกลอเรียที่หลบไปได้อย่างฉิวเฉียดไม่ ดวงตาสีมรกตจับจ้องไปยังนัยน์ตาสีเทาที่กำลังมีแววร่าเริงอยู่ภายในอย่างแข็งกร้าว ก่อนที่ซินเทียร์จะพุ่งหมัดเข้าหาร่างอมตะตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง ทว่ามันก็ไม่อาจสัมผัสอะไรเมื่อร่างๆนั้นกระโดดถอยไปข้างหลังได้ทันท่วงที
    “พี่ซินเทียร์...” เด็กหนุ่มที่ยังคงอยู่ในพันธนาการเผลอเรียกชื่อเธอออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
    “เอ๋... แปลกแฮะ ถุงมือก็ไม่ถอด แถมยังโจมตีเข้ามาครึ่งๆกลางๆซะจนมือใหม่อย่างฉันยังหลบได้ กำลังเป็นห่วงอะไรอยู่รึเปล่า หรือกลัวว่าเลือดของฉันมันจะกระเด็นไปโดนพ่อหนุ่มนี่” กลอเรียยิ้มออกมาพลางลูบไล้มือไปบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่บัดนี้น้ำตาได้แห้งผากไปแล้ว
    “ปล่อยเด็กซะ”
    “ต๊าย แทงใจดำหรอเนี่ย ซินเทียร์ผู้ฆ่าอมตะถึงกับเอ่ยปากแบบนี้ ไม่ยักกับรู้ ว่าเธอเป็นห่วงใครได้ด้วย”
    “ตรงนั้นน่ะปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้!” เสียงจากตำรวจจำนวนหนึ่งที่เข้าถึงยังที่เกิดเหตุตะโกนขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเล็งปืนไปที่เธอ
    “โอ้โห.. เป็นเรื่องใหญ่ซะแล้วสิ จะเอายังไงดีล่ะซินเทียร์ พวกเขากำลังจะยิงฉันแน่ะ” ดวงตาอันน่ารังเกียจนั้นสื่อความตั้งใจของเธอออกมาอย่างชัดเจน
    “ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพวกผมจำเป็นต้องใช้กำลัง!” ได้ยินดังนั้นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ พร้อมกับที่หญิงสาวเอามืออีกข้างไปวางบนคอของอัลเบิร์ตแล้วทำท่าจะบีบมันลงไป
    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
    ในวินาทีนั้นซินเทียร์ก็รู้ได้ในทันทีว่าสถานการณ์กำลังเข้าขั้นเลวร้าย เมื่อตำรวจแต่ละนายเริ่มพุ่งเข้าหากลอเรียพร้อมกับปืนของตน ซึ่งหากเกิดการนองเลือดขึ้นแม้แต่นิดเดียวบริเวณนี้ทั้งหมดไม่เหลือซากแน่ หญิงสาวจึงจำใจต้องพุ่งเข้าหาตำรวจเหล่านั้นแทนที่จะเป็นกลอเรีย ทว่าทันใดนั้นเองที่เสียงปืนดังลงมาจากฟากฟ้า พร้อมๆกับที่กระสุนจำนวนมากกระชากปืนในมือของตำรวจออกไปทีละคนสองคน
    “เคลียร์พื้นที่เดี๋ยวนี้ พวกคุณหมดหน้าที่แล้ว!” วิคตอเรียและหน่วยซินส์อีกสามคนโรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์พร้อมกับออกคำสั่งไปยังนายตำรวจเหล่านั้น
    “พวกคุณเป็นใคร...” ตำรวจรายหนึ่งถามขึ้น แต่แล้วเขาก็ต้องนิ่งไปเมื่อได้เห็นตัวอักษร SAS ปักอยู่บนชุดเกราะของพวกเขา
    “นี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เราต้องการให้คุณเคลียร์ผู้คนออกไปให้เร็วที่สุด ที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง” ทั้งชุด ทั้งท่าทาง ไหนจะเฮลิคอปเตอร์ทางการทหารลำนั้นอีก ทำให้พวกเขาไม่ทันสังเกตเลยว่านี่ไม่ใช่หน่วย SAS อย่างที่มันควรจะเป็น
    “ระ รับทราบครับ” และเมื่อตำรวจพวกนั้นวิ่งหายไปจนหมดแล้ว สายตาของวิคตอเรียจึงจิกไปที่ซินเทียร์ที่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งไม่เข้าเรื่อง
    “พวกนายไปเอาตัวเด็กผู้หญิง แล้วรีบหนีไปซะ ฉันยังมีธุระต้องทำที่นี่อีก” ไม่ต้องถามอะไรให้มาก เพราะคำสั่งของเจ้าหล่อนคือคำสั่งที่เด็ดขาดและพวกเขาต้องเชื่อฟัง อลิสที่กำลังสลบอยู่จึงถูกพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนีไปในทันที เหลือทิ้งเอาไว้ด้านล่างเพียงแค่คนสองคนและอมตะอีกสองตัว แล้วไม่นานนักเสียงโทรศัพท์ของวิคตอเรียก็ดังขึ้น
    [คุณวิคตอเรียครับ VIP อพยพออกไปหมดแล้วครับ ทาร์ทารัสสั่งว่าให้ลงมือได้เลย ขอให้โชคดีนะครับ] คำพูดบอกให้โชคดีของวิลเลี่ยมนั้นดูจะไม่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ซักเท่าไหร่
    “ฉันคงไม่โชคดีเท่าไหร่หรอกหว่ะไอ้หนูวิลเลี่ยม นี่ถามจริงเถอะ แกคิดจะให้มันจบแบบนี้อยู่แล้วใช่มั้ย” เสียงจากอีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่ง ใช่ว่าวิคตอเรียจะไม่ทันสังเกตคำยุยงซินเทียร์ของชายหนุ่มเมื่อตอนอยู่ที่ศูนย์บัญชาการ หรือจะเป็นการให้ข้อมูลตำแหน่งของกลอเรียที่ดูจะล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นเมื่อครั้งเมืองกิลฟอร์ด อะไรๆมันดูแปลกๆไปหลายต่อหลายครั้งไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งแรก
    [ผมไม่รู้ว่าคุณวิคตอเรียกำลังพยายามจะพูดเรื่องอะไรนะครับ แต่ยังไงซะผมก็ภาวนาขอให้คุณรอดกลับมาได้จากใจจริง]
    “เอ่อ อย่าคิดว่าเป็นคนโปรดของทาร์ทารัสแล้วจะทำอะไรตามใจได้ตลอดไปล่ะ ไอ้ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่” จบคำสบถวิคตอเรียก็ตัดหูของวิลเลี่ยมไปก่อนที่เธอจะหันไปออกคำสั่งกับซินเทียร์
    “จัดการฆ่าแม่นั่นซะซินเทียร์ แล้วก็ฉันขอเถอะนะ ตอนที่แม่นั่นกำลังจะตายช่วยหันกลับมาฆ่าฉันไปด้วยอีกคน ฉันไม่อยากจะต้องทนทรมานกับพิษบัดซบนั่น” วิคตอเรียปล่อยปืนลงข้างตัวแล้วจุดบุหรี่ที่เธอเข้าใจว่าน่าจะเป็นมวนสุดท้ายของชีวิตขึ้นมาสูบ
    “แล้วคนในเมืองล่ะ”
    “ช่างมันเถอะน่าไม่ใช่เรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉันที่กำลังจะตายด้วย” หญิงสาวมองไปรอบๆด้วยสายตาที่ดูเบื่อหน่าย
    “ทั้งๆที่เธอจะต้องตายด้วยอย่างนั้นหรอ”
    “เอ่อ เขาเรียกตายในหน้าที่ดีกว่าภารกิจล้มเหลวแล้วโดนไอ้แก่ที่ทาร์ทารัสฆ่าตายเยอะ รีบๆจัดการลงมือไปซะ”
    “ฉันไม่ทำ เราจะฆ่ากลอเรียที่อื่น” คำตอบเรียบๆนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
    “ฉันว่าแล้วว่าแกจะต้องตอบแบบนี้... เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้อยู่ที่นี่ยังไงล่ะ เพื่อเป็นหลักประกันว่าแกจะลงมือแน่ๆ...” พูดจบหญิงสาวก็ทำในสิ่งที่ใครก็คิดไม่ถึง เมื่อเธอเล็งปืนไรเฟิลคู่กายไปยังอัลเบิร์ต “...ถ้าแกไม่ทำ ฉันจะค่อยๆยิงทรมานไอ้หนูนั่นให้มันตายทีละช้าๆ แกเลือกเอาเองแล้วกัน ว่าจะให้มันตายยังไง” และนั่นก็ทำให้กลอเรียที่ยืนฟังมาตลอดถึงกับหัวเราะร่าด้วยความสนุกสนาน ในขณะที่ซินเทียร์มองไปยังวิคตอเรียด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังขาในจิตใจของมนุษย์ผู้นี้
    “นี่เธอต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรอ”
    “เอ่อ ถ้าเพื่อศักดิ์ศรีของฉัน ฉันยอมทำทุกอย่าง”
    “หึ หึ หึ พวกเรามันวิปลาสกันไปหมดแล้ว...”
    Last edited by fatal_error; 05-05-2011 at 05:10 AM. Reason: แก้คำผิดจำนวนมาก แก้ชื่อตัวละครสลับกัน แก้บทบรรยายบางประโยค

  4. #14
    fatal_error
    บทที่ 9 บางสิ่งที่ซ่อนอยู่

    [คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านั้นน่ากลัวกว่า]

    “แกไม่เข้าใจหรือว่าแกหมดทางเยียวยากันแน่” มือหนึ่งของวิคตอเรียยกบุหรี่ขึ้นสูบเข้าไปในปอดเฮือกใหญ่ ในขณะที่มือขวาของเธอเล็งปืนไรเฟิลอัตโนมัติไปยังอัลเบิร์ต เด็กน้อยภายใต้อ้อมแขนของกลอเรียจ้องมองไปยังผู้บัญชาการสาวอย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าเธอจะทำอย่างนี้ได้ลง ในขณะที่ซินเทียร์บัดนี้หันมาทางวิคตอเรียอย่างเต็มตัว ด้วยท่าทีพร้อมจู่โจมตลอดเวลา
    “หึ หึ หึ พวกเธอนี่ตลกดีจังเลยนะ” น้ำเสียงประชดแบบดัดจริตนั้นทำให้วิคตอเรียปรายตาเหี้ยมๆของเธอไปยังอมตะตนนั้น
    “หุบปากไป วันนี้ฉันจะเอาแกให้ตายให้ได้ไม่ว่าจะด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง”
    แล้วในจังหวะที่เธอหันหน้าไปทางอื่นนั่นเองที่ซินเทียร์ดีดตัวพุ่งเข้าใส่หญิงสาว ทว่ายังไม่ทันที่ร่างอมตะจะได้ถึงตัวเป้าหมาย ปืนพกกระบอกสีเงินก็ถูกมือซ้ายของวิคตอเรียชักออกมาจากซองแล้วยิงเข้าไปที่ขาของอีกฝ่าย เสียงปืนนั้นดังสนั่นหากแต่ซินเทียร์ซึ่งถูกกระสุนแม็กนั่มเข้าที่หน้าแข้งกลับไม่ร้องออกมาแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่เสียงเลยแม้แต่สีหน้าของเธอก็ไม่เปลี่ยนไปซักนิด ราวกับว่ากระสุนที่พึ่งเจาะเข้าไปในขาแล้วหยุดการเคลื่อนไหวของเธอเอาไว้ไม่มีพิษสงใดๆ
    “ขยับมาทางนี้อีกก้าวเดียวแล้วฉันจะเริ่มยิงไอ้เปี้ยกนั่น...” แววตาของวิคตอเรียไม่มีคำว่าขู่แม้แต่น้อย “...เลิกเล่นตัวแล้วฆ่าอีบ้านั่นได้แล้ว ถ้าขืนแกยังลังเลต่อไปคนจะเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ พวกตำรวจเองก็คงไม่อยู่เฉยนานมากนักเพราะพวกฉันไม่ได้ออกคำสั่งอพยพ จะยังไงมันก็ลงเอยอีหรอบเดิมอยู่แล้วแกจะยังลังเลอะไรอยู่อีก ทีตอนแกฆ่าแม่ของไอ้หนูนั่น แกยังไม่ลังเลเลยไม่ใช่รึไง” วิคตอเรียพูดสิ่งที่เธออ่านมาจากคำให้การของอัลเบิร์ตพร้อมยิ้มเหยียดไปที่ซินเทียร์
    “ครั้งนั้นไม่เหมือนครั้งนี้....”
    “ไม่เหมือนยังไง? ได้ยินมาว่าครั้งนั้นก็เป็นเรื่องของตัวประกันเหมือนกันไม่ใช่รึไง” ดวงตาของซินเทียร์สั่นไหวไปเล็กน้อย ใช่ เธอไม่เคยสนเรื่องของตัวประกัน สำหรับหญิงสาวทุกชีวิตบนโลกคือความเท่าเทียมไม่ว่าความเป็นหรือความตาย หากเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเธอสามารถทำได้ทุกอย่าง ทว่าครั้งนี้ชีวิตของเด็กน้อยที่ตรงหน้ากลับดูสำคัญกว่าทุกชีวิต
    “อัลเบิร์ตเป็นคนของฉันเหมือนกับวิลเลี่ยมและอลิส” วิคตอเรียเสแสร้งทำท่าเข้าใจสิ่งที่ซินเทียร์พูดอย่างออกหน้าออกตา ก่อนที่เธอจะคายบุหรี่ที่พึ่งหมดไปทิ้งลงกับพื้นอย่างหงุดหงิด
    “ถ้าพวกเธอจะทะเลาะกันล่ะก็ ฉันขอตัวกินพ่อหนูนี่ก่อนนะ” กลอเรียที่เริ่มรอไม่ไหวหันกลับไปลูบคลำใบหน้าของอัลเบิร์ตต่อ ทำให้ซินเทียร์เริ่มร้อนรนใจขึ้นมา ในขณะที่วิคตอเรียอมยิ้มเล็กๆกับการตัดสินใจของเลือดพิษ
    “ขอบใจมากที่ช่วยฉันกล่อมแม่นี่อีกแรง ถ้าแกอยากให้ฉันช่วยกระตุ้นช่วยเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน” ปืนไรเฟิลถูกเล็งไปที่เด็กน้อยอีกครั้ง มิตรที่เคยมีกลายเป็นศัตรูที่กำลังบีบให้ซินเทียร์เหลือทางเลือกน้อยลงทุกที
    ทันใดนั้นเองที่มีเสียงใบพัดตัดอากาศดังขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏตัวของเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอร์คสีดำ มันบินทแยงข้างเลียบพื้นมาตามถนนอย่างน่าหวาดเสียว แล้วในขณะที่แต่ละคนกำลังตะลึงงันกับการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของนกเหล็ก ประตูข้างที่ลำเลียงผู้โดยสารก็เปิดออกเผยให้เห็นอลิเซียที่มีเฝือกชั่วคราวอยู่บนแขนขวากับขาซ้ายของเธอ
    “ฉันมีอะไรมาคืนให้แกแน่ะอีนังกลอเรีย... หนี้แค้นยังไงล่ะ!” สิ้นคำพูดหญิงสาวก็ใช้มือซ้ายของเธอยกเครื่องยิงจรวดขึ้นประทับบ่าแล้วยิงออกไปทั้งๆที่เฮลิคอปเตอร์กำลังบินอยู่
    ไม่มีเวลาคิดอะไรอีกต่อไป ในวินาทีนั้นสิ่งที่ซินเทียร์เห็นมีเพียงสาวน้อยบ้าเลือดที่กำลังคิดจะทำระเบิดเชื้อโรคด้วยจรวดประทับบ่าลูกนั้น ร่างอมตะจึงรีบหันหลังไปเพื่อเข้าไปช่วยเหลืออัลเบิร์ต ทว่าตอนนั้นเองที่เสียงปืนดังขึ้นมาจากทางวิคตอเรีย ผู้บัญชาการที่เล็งปืนไปยังเป้าหมายตลอดเวลาตั้งแต่ลงมาที่นี่ส่งกระสุนยางเข้าใส่ข้อมือของกลอเรียอย่างแม่นยำ ทำให้หนุ่มน้อยหลุดออกจากพันธนาการได้ทันก่อนที่จรวดจะเข้าสู่ระยะทำการ
    ซินเทียร์เห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าวิ่งเข้าป้องตัวของอัลเบิร์ตเอาไว้ก่อนหน้าที่จรวดจะพุ่งเข้าชนกลอเรีย แล้วปลดปล่อยแรงระเบิดเป็นวงรูปกรวยไปยังเป้าหมายของมัน ทว่าแทนที่สิ่งที่ออกมานั้นจะเป็นเปลวเพลิงร้อนแรง มันกลับเป็นของเหลวกลิ่นฉุนสีน้ำเงินเข้มแทน สารเคมีเหนียวหนืดละเลงไปทั่วครึ่งร่างของเลือดพิษก่อนที่มันจะแข็งตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นพลาสติกที่แข็งเหมือนหิน
    “นี่มันอะไรกัน!”
    “เธอยิงพลาดอลิเซีย!” วิคตอเรียไม่รออธิบายอะไรให้กลอเรียฟังทั้งนั้น เธอตะโกนไปยังคนถือปืนซึ่งควรจะยิงโดนกลอเรียเต็มๆถ้าไม่ติดว่าเธอกำลังเล็งปืนกระบอกนั้นด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
    “โธ่เว้ย ลูกนึงตั้งสิบล้านเหรียญเลยนะพี่”
    แม้จะบ่นอุบแต่ด้วยแรงแค้นทำให้หญิงสาวทิ้งเงินล้านของตนไปกับจรวดอีกหนึ่งลูก กลอเรียมองดูภัยร้ายวิ่งเข้าใกล้ตัวอย่างรู้ทัน ว่าถ้าเธอโดนเข้าไปอีกลูกคราวนี้เธอไม่รอดแน่ หญิงสาวจึงคิดจะกัดลิ้นของตนเองเพื่อปลดปล่อยเลือดพิษ ทว่านั่นก็เป็นได้เป็นเพียงความคิดเพราะแค่หญิงสาวขยับปาก กระสุนยางก็พุ่งเข้าชนที่กรามของเธอเต็มๆ
    นี่เป็นครั้งที่สองที่กลอเรียรู้สึกแบบนี้ ครั้งแรกคือตอนที่เธอถูกฆ่าตายเมื่อหลายร้อยปีก่อน และครั้งนี้ที่เธอมองไปยังดวงตาเรียบๆแต่เต็มไปด้วยแรงสังหารของวิคตอเรีย นิ้วโป้งถูกสาวหน้าบากยกขึ้นมาแล้วคว่ำมันลงเป็นสัญลักษณ์ว่าใครบางคนถึงที่ของตนแล้ว
    “นี่แหละศักดิ์ศรีของคนล่ะ ไอ้พวกอมตะ”
    จรวดโพลิเมอร์เหลวปล่อยของเหลวสีน้ำเงินเข้าคลุมร่างของกลอเรียจนทั่ว และยิ่งหญิงสาวพยายามดิ้นมันโพลิเมอร์ก็ยิ่งวิ่งไปทั่วทุกซอกทุกมุมของร่างกาย รูจมูกของเธอถูกอุดจนไม่อาจหายใจ ดวงตามืดบอดสนิท ซุ่มเสียงใดๆไม่อาจไปถึงหู และไม่อาจสัมผัสใดๆนอกจากความรู้สึกอุ่นๆของโพลิเมอร์ที่เริ่มแข็งตัว
    “นั่นแหละ!” อลิเซียตะโกนอย่างสะใจพร้อมกับที่เธอเดินขากระเผลกลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เช่าของเคียวแดง
    “มาช้าไปหน่อยนะอลิเซีย ฉันนึกว่าจะต้องทรมานคนเล่นจริงๆซะแล้ว” วิคตอเรียพูดก่อนที่จะหัวเราะเบาในลำคอแล้วจุดบุหรี่ฉลองชัยชนะของเธอ
    “ของใหม่มันก็ต้องมีช้ากันบ้างสิพี่ แต่คิดถูกแฮะที่โทรไปหาพี่ก่อนลงมือ”
    “เธอนี่จะว่าฉลาดก็ฉลาด งี่เง่าก็งี่เง่านะ ตอนแรกบอกจะลงมือเองแต่ไปๆมาๆมือข้างถนัดใช้ไม่ได้เลยอยากได้คนมาช่วย จะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังหน่อย” วิคตอเรียพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะขยี้มือลงบนหัวของสาวร่างเล็กอย่างมันมือ
    “นี่เธอวางแผนเอาไว้แล้วอย่างงั้นหรอ” ซินเทียร์พูดขึ้นเมื่อเห็นทั้งคู่คุยกันในลักษณะนั้น แต่วิคตอเรียกลับหันตอบกลับอีกอย่าง
    “ไม่ซินเทียร์ ฉันไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น แต่เพราะแกดื้อด้านไม่ยอมลงมือโดยที่ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของแก ทำให้ฉันต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากอลิเซียเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยอาวุธโพลิเมอร์ ผลคือกลอเรียตายอย่างต่อเนื่องอยู่ข้างในโพลิเมอร์นั่นและถูกกักขังโดยสมบูรณ์เตรียมพร้อมที่จะย้ายไปทำลายที่อื่น ครั้งนี้คนที่ขัดคำสั่งคือแกไม่ใช่ฉัน จำประโยคพวกนี้ไว้แล้วไปเขียนรายงานมาซะ” ซินเทียร์นิ่งไปอยู่พักหนึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมา
    “ขอบใจเธอมาก” วิคตอเรียไม่ตอบอะไรกลับจนเมื่ออัลเบิร์ตเอ่ยปากออกมาบ้าง
    “ขอบคุณมากครับ คุณวิคตอเรีย คุณอลิเซีย” สาวน้อยผมแดงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตอบรับคำขอบคุณนั้นแต่วิคตอเรียกลับตอบปัดไป
    “ถ้าอยากจะขอบคุณก็ไปขอบคุณแม่นั่นซะ ถ้าไม่ใช่เพราะมันป่านนี้ไม่แน่ฉันอาจยิงแกไปแล้วก็ได้”
    สิ้นคำหญิงสาวก็หัดไปยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเรียกคนในหน่วยมาเก็บกวาดที่เกิดเหตุ ส่วนอัลเบิร์ตนั้นหันขึ้นไปมองหน้าของซินเทียร์ด้วยดวงตาที่ไร้ความกลัวอีกต่อไป ใบหน้าที่มีบาดแผลน่ากลัวนั้นภายในกลับไม่ใช่อย่างที่เห็น วันนี้เด็กน้อยได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่สำคัญในชีวิต และมันจะเป็นสิ่งที่เขาไม่มีทางลืมมันไปได้
    “ขอบคุณครับพี่ซินเทียร์” เด็กหนุ่มจับไปยังมือที่สวมถุงมือของซินเทียร์เอาไว้แน่น แม้เขาไม่อาจสัมผัสผ่านร่างกายแต่เขาก็รู้ว่ามันอบอุ่นซักเพียงใดภายใต้ใบหน้าอันแสนเย็นชานั้น
    “กลับกันเถอะ อลิสกับวิลเลี่ยมกำลังรอเราอยู่”

    หลังจากนั้นให้หลังอีกสองวัน เฮลิคอปเตอร์แบบสองใบพัดก็ลำเลียงก้อนโพลิเมอร์สีน้ำเงินขนาดยักษ์ไปยังเกาะร้างทางตอนใต้ที่ห่างไกลจากผู้คน พร้อมกับเฮลิคอปเตอร์คุ้มกันอีกสามลำที่บินล้อมอยู่ไม่ห่าง เมื่อทั้งสี่ลำมาถึงยังใจกลางของเกาะที่เต็มไปด้วยผืนป่าแล้ว ผนึกของกลอเรียก็ถูกหย่อนลงไปยังเบื้องล่างพร้อมกับที่วิคตอเรีย อลิเซีย วิลเลี่ยมและซินเทียร์โรยตัวตามลงมาติดๆ
    “นี่ค่ะคุณซินเทียร์ น้ำยาทำลายโพลิเมอร์” หญิงสาวรับเอาถังสีเงินสองถังมาจากอลิเซียแล้วเดินไปยังผนึกสีน้ำเงินก้อนนั้น
    “อีกสองอาทิตย์ ฉันจะมารับเธอกลับ ถ้าเป็นไปได้ฉันจะพยายามทำให้มันเร็วกว่านั้น” วิคตอเรียพูดย้ำกำหนดการอีกรอบซึ่งซินเทียร์ก็ตอบรับมันโดยการพยักหน้า
    “นี่เป็นมอร์ฟีนครับ คุณชาล็อตใส่มาให้ยี่สิบชุด” วิลเลี่ยมยื่นกล่องเหล็กสีเงินให้กับร่างอมตะด้วยสีหน้าเป็นกังวล เพราะเขารู้ดีว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ดูท่าว่าคนที่กำลังจะได้เจอกับประสบการณ์เลวร้ายกลับไม่สนใจมอร์ฟีนกล่องนั้นเลยซักนิด
    “อย่าบอกเด็กสองคนนั้นนะ” ซินเทียร์ย้ำคำสั่งให้แก่วิลเลี่ยมอีกรอบ ซึ่งเขาเองก็ดูจะไม่พอใจซักเท่าไหร่ที่เด็กทั้งสองดูจะกลายเป็นภาระให้กับพวกเขาในครั้งนี้ ถ้าเขาเลือกได้เขาก็อยากให้มันจบแบบที่เขาวางแผนเอาไว้ซะจะดีกว่า แต่ในเมื่อเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้แล้ว เขาก็จำใจต้องพยักหน้ารับคำของหญิงสาว
    “ได้ครับ ผมจะไม่บอกพวกเขา”
    “เอาล่ะได้เวลาไปกันแล้ว แล้วพวกฉันจะคอยจับตาดูด้วยดาวเทียมตลอดเวลา” พูดจบวิคตอเรียก็โหนตัวเข้ากับเชือกก่อนที่คนอื่นๆจะตามเธอไป แล้วในที่สุดเฮลิคอปเตอร์ทั้งสามลำก็บินจากไปจนไม่อาจได้ยินเสียงใบมีดตัดอากาศอีก

    เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว ซินเทียร์ก็หยิบเอาถังสีเงินทั้งสองออกมาแล้วราดของเหลวสีแดงที่มีกลิ่นฉุนลงไปยังก้อนโพลิเมอร์สีน้ำเงินตรงหน้า ปฏิกิริยาเคมีจากสารทั้งสองเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ของแข็งสีน้ำเงินระเหิดกลายเป็นไอลอยขึ้นสู่อากาศค่อยๆเผยให้ใบหน้าอันงดงามที่ถูกทำให้ตายทั้งเป็นจากภาวะขาดอากาศอย่างต่อเนื่อง และทันทีที่ร่างๆนั้นได้สูดอากาศอีกครั้งดวงตาสีเงินก็ลืมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    “อ้อ... อย่างนี้เองหรอกรึ ที่พวกแกคิดกันเอาไว้ แล้วที่นี่ที่ไหนล่ะ เกาะร้าง หรือว่าป่าที่ไม่มีใครรู้จัก” กลอเรียพูดพลางลองขยับแขนขาที่ยังคงติดอยู่ในก่อนโพลิเมอร์อยู่ ทว่าไม่ว่าจะพยายามยังไงเธอก็ไม่อาจกระดิกได้แม้แต่ปลายนิ้ว ในขณะที่ทางซินเทียร์เริ่มถอดถุงมือออกอย่างช้าๆเพื่อเริ่มการประหารอมตะ
    “หึ สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการสินะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่มันกลายเป็นอย่างนี้ ทั้งๆที่ตอนนั้นฉันแค่อยากจะรู้ว่าความรักมันเป็นยังไงก็แค่นั้นเอง...” ภาพแห่งอดีตไหลย้อนเข้ามาเหมือนเมื่อครั้งที่เธอได้ตายไปในครั้งแรก ภาพของคนรักมากมายที่ถูกเธอสลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี รสชาติแห่งกิเลศตัณหาที่เผาผลาญใจของเธออยู่ทุกเมื่อชั่ววัน ความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความปรารถนาที่ไม่มีวันได้มาในครอบครอง แล้วน้ำตาที่แท้จริงของหญิงสาวก็ค่อยๆหลั่งไหลออกมาจากสองตา แล้วร่วงลงไปกระทบกับมือของซินเทียร์เริ่มเคลื่อนเข้าใกล้ช่วงอกของเธอมากขึ้น
    “...ดูท่าจะมีเพียงน้ำตาของเธอเท่านั้นที่ไม่มีพิษสินะ อย่ากลัวไปเลยเธอไม่จำเป็นจะต้องทรมานอีกแล้ว จงหลับชัวนิรันดร์เถอะ ฉันจะปลดปล่อยเธอเอง”
    พูดจบฝ่ามือของซินเทียร์ก็ประทับลงบนร่างของกลอเรีย ร่างอมตะเน่าเปื่อยสลายไปอย่างช้าๆพร้อมกับที่มันปลดปล่อยเลือดพิษและเชื้อโรคออกมาจากร่างของกลอเรีย และแม้ว่าอมตะจะสิ้นชีพไปแล้วจากความสามารถของเธอ ทว่าพิษร้ายเหล่านั้นกลับไม่ได้จางหายไป ร่างของซินเทียร์เริ่มเกิดบาดแผลขึ้นทีละแห่งสองแห่ง ก่อนที่มันจะลามไปทั่วทั้งร่างกาย
    หญิงสาวล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความทรมานแสนสาหัส หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หายใจติดขัดไม่อาจขยับร่างกาย ทว่าด้วยเธอนั้นเป็นอมตะทำให้เธอไม่อาจตายได้ ร่างของเธอจึงสิ้นลมแล้วเกิดใหม่ซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วนจนแม้แต่การแกล้งตายของเธอก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ ต้องทนทุกข์แสนสาหัสไม่อาจหนีในตลอดเวลาสองอาทิตย์แห่งนรกภูมิ แต่ทุกอย่างก็ดูคุ้มค่าเมื่อมันแลกมาด้วยบางสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอ

    สองอาทิตย์ให้หลังเมื่อกลุ่มหมอกพิษและเชื้อโรคเริ่มเจือจางลงแล้ว ทีมเก็บกู้ของซินส์ก็เข้าไปพาร่างเปลือยเปล่าของซินเทียร์ออกมาจากเกาะนรก เมื่อแรกเห็นหญิงสาวอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากคนตายเต็มไปด้วยหนองกลัดและบาดแผล แต่ทว่าเมื่อพาเธออกมาได้ไม่นานร่างๆนั้นกลับคืนสภาพเดิมเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เหล่าทหารต่างมองสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ครึ่งหนึ่งก็รู้สึกอิจฉาในความไม่ตาย ส่วนครึ่งหนึ่งนั้นก็ได้แต่กลืนน้ำลายด้วยความกลัวต่อจินตนาการแห่งความตายนับครั้งไม่ถ้วนบนเกาะแห่งนั้น โดยเฉพาะเมื่อมอร์ฟีนทั้งยี่สิบชุดนั้นไม่ได้ถูกใช้แม้แต่ชุดเดียว
    และเมื่อซินเทียร์กลับมาถึงตึกบัญชาการของซินส์แล้ว สิ่งที่เธอได้เห็นคือรอยยิ้มของคนที่คอยรับเธอกลับ อลิสและอัลเบิร์ตเป็นสองคนแรกที่วิ่งเข้าหาแล้วกอดเธอเอาไว้แน่น แววตาของเด็กทั้งสองนั้นไร้ความกลัวอีกต่อไป ก่อนที่วิลเลี่ยมจะเดินเข้ามาหาเธอด้วยดวงตาแดงก่ำเหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้อยู่ร่ำๆ นั่นทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตขึ้นมาจริงๆอีกครั้งจนหญิงสาวเผลอยิ้มบางๆออกมา บางทีนี่อาจเป็นความคิดที่ดีจริงๆก็ได้ ที่เธอเลือกจะเดินกับพวกเขา ตอนนี้เธอไม่ได้เดินเพียงลำพังอีกต่อไป

    [ทางพวกฉันได้รับรายงานแล้ววิคตอเรีย สภาทาร์ทารัสจะไม่ติดใจเอาเรื่องที่แผนครั้งนี้ผิดไปจากที่เราสั่งเอาไว้ แต่ขอให้ครั้งหน้าเธอเข้มงวดกับอมตะตนนั้นมากกว่านี้ด้วย พวกเราไม่อยากให้มีการเสียแผนเกิดขึ้นอีก] ภาษาอิตาลีที่ดังมาตามสายหลังจากที่เรื่องราวทั้งหมดลงตัวทำให้วิคตอเรียรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
    “รับทราบค่ะท่าน”
    [ครั้งนี้เธอทำได้ดีมาก ทำให้ดีต่อไปอย่าให้พวกฉันผิดหวัง] สิ้นคำสัญญาณโทรศัพท์ก็หายไป พร้อมกับที่งานครั้งใหม่ได้มากองอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว
    “ครั้งนี้ที่ไหนหรอครับ คุณวิคตอเรีย” ลองเวยที่นอนอยู่บนโซฟาตัวเดิมถามขึ้นด้วยเสียงเนือยๆ
    “มีสองที่ ที่จีนที่หนึ่งแล้วก็อีกที่ที่ญี่ปุ่น งานนี้อาจจะไม่ต้องลงมือเอง ให้ทีมที่โน่นจัดการจับพวกมันแล้วส่งตัวกลับมาให้...” ยังไม่ทันได้พูดอะไรลองเวยก็ดึงเอาข้อมูลจากมือของวิคตอเรียไปดู ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วเดินหันหลังไป
    “ผมจะจัดการที่จีนเอง ช่วงนี้กำลังเบื่อๆอยู่ด้วย”
    “งั้นก็ตามใจ ดีซะอีกห้องของฉันจะได้ว่างซักที” วิคตอเรียพูดก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาจิบ โดยมีชาล็อตคอยยืนโบกไม้โบกมือให้ลองเวยอยู่เบื้องหลัง

    ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นนั่นเอง โดยที่ไม่มีใครรู้อลิเซียกำลังอ่านจดหมายบางอย่างที่ไม่สามารถให้ใครรู้ได้ผ่านทางเครือข่ายลับที่เธอชำนาญ มันเป็นข้อความที่ทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจทว่าอีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกต่อต้าน ตราประทับด้านล่างสุดของอีเมล์นั้นมีอยู่สอง หนึ่งนั้นคือเคียวแดงที่เป็นคนกลาง ส่วนอีกหนึ่งคือคนที่ต้องการส่งจดหมายนี้มาให้เธอ ไม่สิมันเป็นอะไรมากกว่าคนๆหนึ่ง
    “เทออสเอ็นจิเนียร์ริ่ง...”
    Last edited by fatal_error; 05-05-2011 at 05:11 AM. Reason: แก้ไขชื่อตัวละครสลับกันจำนวนมาก

  5. #15
    fatal_error
    อาทิตย์นี้ลงไม่ไหวนะครับ มีพรีเซ็นหนึ่งตัวกับงานเปิดบ้านที่ต้องเตรียมตัว แถมต้องเตรียมเดินทางกลับไทยด้วย = ="

  6. #16
    fatal_error
    คนแต่งกลับไทยสองอาทิตย์นะครับ ไม่ชัวร์ว่าจะได้ลงรึเปล่า



    บทที่ 10 เติบใหญ่

    ปี ค.ศ. 2019 หกปีให้หลังจากเหตุภัยพิบัติทางชีวภาพที่เมืองกิลฟอร์ด หน่วยซินส์ได้เพิ่มพูนกองกำลังของตนเองมากขึ้นและกระจายสาขาไปยังทั่วทุกแห่งบนโลกภายใต้ฉากหน้าของบริษัทการเงินและผู้นำเข้าสินค้า ด้วยสาเหตุมาจากการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของอมตะที่ดูท่าว่าจะไม่มีวันหมดไปจากโลก สถิติการปรากฏตัวของอมตะเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจากเดือนละหนึ่งถึงสามเป้าหมายเป็นเดือนละสิบถึงยี่สิบเป้าหมาย ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าพวกเขาจำเป็นต้องเก็บกวาดให้เร็วที่สุด ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวอย่างสมบูรณ์

    ป่าเขตุร้อนทางตอนเหนือของประเทศไทย พื้นที่ๆเต็มไปด้วยป่าซึ่งยังคงอุดมสมบูรณ์และร้อนชื้นบัดนี้กำลังตกอยู่ในความโกลาหล รากไม้ขนาดยักษ์เลื้อยไปมาราวกับมีชีวิต พวกมันเหวี่ยงไปมาพยายามฟาดให้โดนหน่วยทหารชุดดำที่กำลังยิงอาวุธหนักเข้าตอบโต้ เสียงระเบิดและเสียงของหนักๆกระแทกพื้นดังแข่งกับเสียงออกคำสั่งของวิคตอเรียและเสียงร้องโหยหวยราวกับภูติพรายผู้พิทักษ์ผืนป่า
    “วิลเลี่ยม ทางนั้นเห็นใจกลางของมันรึยัง?”
    วิคตอเรียวิทยุพลางมองขึ้นไปที่เฮลิคอปเตอร์ซึ่งกำลังบินอยู่บนฟากฟ้า จากที่นั่นวิลเลี่ยมสามารถเห็นหายนะในครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน ผืนป่าภายใต้รัศมีเกือบๆหนึ่งกิโลเมตรกำลังบ้าคลั่งจนฝุ่นผงและกิ่งไม้ปลิวว่อนไปทั่ว และที่ๆน่าจะเป็นจุดกึ่งกลางของมันนั้นเป็นที่อยู่ของบางอย่างที่ดูคล้ายรูปสลักไม้มีชีวิตขนาดใหญ่ รูปร่างของมันเหมือนยักษ์ไม้ครึ่งตัวที่กำลังส่งเสียงร้องชวนโหยหวนออกมาอยู่ตลอดเวลา
    [ผมเห็นจุดที่น่าจะเป็นใจกลางของมันแล้ว อยู่ทางตอนเหนือประมาณเจ็ดร้อยเมตรจากคุณ แต่ผมไม่มั่นใจว่าซินเทียร์จะเข้าไปจัดการมันได้ยังไง ทั้งตัวของมันน่าจะเป็นไม้ทั้งหมดเลยนะครับ]
    “รับทราบ ทางนี้จะหาทางทำอะไรซักอย่างเอง คอยรายงานสถานการณ์มาเรื่อยๆด้วย...” พูดจบหญิงสาวก็มองไปยังใครบางคนที่เริ่มเซตอาวุธของตนเองอยู่ด้านหลัง “...เฮ้ยเดี๋ยว รอแผนจากฉันก่อน”
    นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบมองขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเผยออกมา แล้วชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจก็ออกตัววิ่งฝ่ารากไม้คลั่งพวกนั้นไปโดยไม่ฟังเสียงของวิคตอเรียเลยซักนิด ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นที่ชินกับเหตุการณ์แบบนี้ไปซะแล้ว
    “เฮ้อ... เอาอีกแล้วหรอวะ นิลกาฬนายรีบตามไอ้หนูนั่นไปพร้อมกับทีมของนาย ส่วนพวกที่เหลือคอยสนับสนุนชุดจู่โจม ไปได้!”
    เถาวัลย์มากมายกระหน่ำเข้าจู่โจมชายหนุ่มผู้บุกเดี๋ยวเข้าไปสู่จุดกึ่งกลางอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามันก็ไม่อาจแตะต้องร่างที่ว่องไวดุจสายลมนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่ามันจะโจมตีมาทางไหน ทุกอย่างแลดูกระจ่างชัดในสายตา ไม่ต่างไปจากบทละครที่ถูกกำหนดเอาไว้ตายตัวแล้ว
    แต่ธรรมชาตินั้นไม่ยอมที่จะแพ้พ่ายต่อมนุษย์ผู้หยิ่งยโส มันฟาดกิ่งไม้จำนวนมหาศาลลงไปเบื้องหน้าของผู้รุกราน บดบังหนทางจนหมดสิ้น บีบให้ทหารหนุ่มต้องกระโจนขึ้นไปด้านบนด้วยชุดเสริมแรงที่ขาของเขา ทว่าที่รออยู่เบื้องหน้านั้นกลับไม่ใช่ทางรอด หากแต่เป็นกิ่งไม้ยักษ์อีกชุดหนึ่งที่กระหน่ำเข้าใส่เขา
    รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าอันได้สัดส่วน ก่อนที่พริบตากิ่งไม้เหล่านั้นจะถูกแรงอันมหาศาลฉีกกระชากไปจนหมดสิ้น และผู้ที่เป็นคนช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นอมตะเพียงหนึ่งเดียวในหน่วยซินส์ ซินเทียร์ หญิงสาวในชุดคลุมสีดำยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนดั่งเมื่อหกปีที่แล้ว แต่ชายหนุ่มนั้นรู้ดีที่สุดถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของเธอ
    “ไปกันเถอะซินเทียร์”
    สิ้นคำร่างทั้งสองก็ฝ่าการโจมตีอันดุเดือดแห่งพฤกษาไปได้จนถึงแกนกลางของมัน ที่นั้นชายหนุ่มสลับเปลี่ยนไปใช้ระเบิดแรงสูงที่ติดอยู่ปลายกระบอกปืนของตน ส่วนซินเทียร์นั้นถอดถุงมือทั้งสองข้างของตนออกแล้วพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่จำเป็นต้องหันไปถามผู้ที่จะเปิดทางเลยด้วยซ้ำ เพราะว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาทั้งสองรู้กันอยู่ในใจอยู่แล้ว
    “รุกฆาตโว้ย!”
    ระเบิดแรงสูงลอยละล่องไปยังเป้าหมาย ก่อนที่มันจะระเบิดออกฉีกไม้พวกนั้นเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นชายร่างท้วมคนหนึ่งภายในนั้น ผิวหนังที่ครั้งหนึ่งเคยเต่งตึงอย่างผู้มีอันจะกินเหี่ยวเฉาราวกับคนแก่เพราะรากไม้มากมายที่ฝังอยู่ในกายของเขา โครงหน้าอันอิดโรยมองออกไปข้างหน้าอย่างไร้ความหวัง ไร้ความคิด ไม่มีแม้แต่สุขและเศร้า เป็นเพียงต้นไม้ที่รอความตายจากซินเทียร์เท่านั้น
    “จงหลับใหลชั่วนิรันดร์ ด้วยข้านั้นจะปลดปล่อยเจ้าเอง” ฝ่ามือแห่งความตายประทับลงบนร่างของอมตะ แล้วกายาของเขาก็ค่อยๆย่อยสลายไปทีละน้อยทีละน้อย สายตาที่เหมือนตายไปแล้วค่อยๆกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากและคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไปชั่วกาล
    “ขอบคุณ...”
    หลังจากนั้นไม่นานป่าทั้งพื้นทั่วบริเวณก็ค่อยๆหยุดการเคลื่อนไหวลง แล้วตอนนั้นนั่นเองที่พวกของวิคตอเรียและนิลกาฬตามมาทันพอดี สีหน้าของหญิงสาวดูจะไม่พอใจกับการกระทำนอกคำสั่งของงชายหนุ่มตรงหน้านัก แต่กระนั้นเธอก็พูดอะไรไม่ออกเมื่อบรรดาทหารในทีมต่างพากันวิ่งเข้าไปกอดคอชายหนุ่มตรงหน้าของเธอด้วยความดีใจ ที่ทุกอย่างจบลงได้อย่างรวดเร็วเพราะการกระทำของเขาอีกครั้ง
    “โย่ คุณวิคตอเรีย” เสียงทักทายแบบกวนๆดังมาจากชายหนุ่มตาสีฟ้า
    “เอ่อ คราวหน้าแกเป็นหัวหน้าแทนฉันเลยดีมั้ยวะ ...อัลเบิร์ต” แม้จะได้ยินคำประชดประชันนั้น แต่ชายหนุ่มก็ยังคงยิ้มแป้นออกมาแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไร
    “แหม อย่าล้อกันเล่นน่าคุณวิคตอเรีย เดี๋ยวผมเอาจริงนะ” เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นมาในหมู่ทหารทันทีที่พวกเขาได้ยินคำพูดนั้น จะมีก็แค่วิคตอเรียและซินเทียร์ที่ไม่ได้ขำไปด้วย โดยเฉพาะผู้บัญชาการสาวที่หันไปคว้าวิทยุขึ้นมาพูดแทนแบบไม่สนใจอะไร
    “เฮ้ย ได้ยินเสียงหัวเราะของไอ้พวกบ้านี่แล้วใช่มั้ยวิลเลี่ยม เอาฮอมาพาพวกฉันออกไปได้แล้ว ร้อนโครตเลยประเทศนี้”
    [รับทราบครับ]

    ไม่นานนักหลังจากเสียงตอบรับแบบเรียบๆของวิลเลี่ยมจบลง เฮลิคอปเตอร์สามลำก็บินมมาจนถึงใจกลางป่าอันห่างไกลความเจริญ เพื่อรับทหารของหน่วยซินส์กลับไปยังบ้านของพวกเขา ภายในนกเหล็กเหล่านักรบต่างรู้สึกโล่งใจเมื่อได้รู้ว่าในตอนนี้พวกตนยังคงมีชีวิตอยู่ มันไม่ง่ายนักที่พวกเขาจะได้กลับมาแบบครบสามสิบสองอย่างน้อยก็ก่อนที่อัลเบิร์ตจะได้รับการเข้าบรรจุในหน่วยรบอย่างจริงๆจังๆ “หมอนี่มีพรสวรรค์” นั่นเป็นคำพูดของลองเวยก่อนหน้าที่เขาจะบินไปอยู่ที่จีนเมื่อหลายปีก่อน และมันก็จริงอย่างที่เขาพูดเสียด้วย
    ทุกครั้งที่มีภารกิจ ลางสังหรณ์และการมองล่วงหน้าของอัลเบิร์ตทำให้งานง่ายขึ้นมาก และบ่อยครั้งที่มันจบแบบครั้งนี้ นั่นคือแค่เขาและซินเทียร์ก็มากเกินพอที่จะกำจัดข้าศึกลงได้ ช่วงเวลาสั้นๆเพียงสามปีในการรบของเด็กที่พึ่งอายุสิบเจ็ดปีสร้างความประหลาดใจให้กับทหารรุ่นใหญ่อย่างพวกเขามาก ท่าทางว่าที่ซินเทียร์เคยพูดเอาไว้เมื่อหกปีที่แล้วจะเป็นจริงอย่างว่า
    “ได้ข้อมูลมันมาแล้ว...” เสียงของวิคตอเรียดังขึ้นขัดบทสนทนาของเหล่าทหารภายในเครื่อง “...ไอ้ที่เราพึ่งเก็บไปมันเป็นคนใหญ่คนโตในเขตุนี้ ทำงานบังหน้าเบื้องหลังค้าไม้ รายใหญ่ด้วยใครก็ไม่กล้าแตะจนวันหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรอยู่ๆมันก็หายไปในป่าไม่กลับออกมาอีกเลย ก่อนที่เราจะมาเจอมันอีกทีเพราะลูกของมันต้องการที่จะลักลอบตัดไม้ตรงนี้” พูดจบวิคตอเรียก็ส่ายหัวพรางหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่คนอื่นๆเองก็หัวเราะออกมาด้วยความตลกในโชคชะตา
    “งี่เง่าฉิบ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นอมตะฉันไม่อยากจะทำงานนี้หรอกนะ เฮ้ย วิลเลี่ยม...” หญิงสาวเรียกไปที่คนหาข้อมูลที่กำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องเล็ก
    “ครับ?”
    “บอกคนของเราให้คอยดูลูกมันเอาไว้ด้วย ฉันว่าเดี๋ยวมันได้เดินตามพ่อมันแน่” หญิงสาวบอกด้วยนัยน์ตากึ่งสนุกกึ่งสะใจกับความคิดในหัว
    “รับทราบครับ”
    “เอ่อ แล้วก็อัลเบิร์ตกับนิลกาฬ...” สองชายหันหน้าขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ก่อนที่เขาทั้งคู่จะได้รับกระดาษบางอย่างมาจากวิคตอเรีย “...คำสั่งจากทาร์ทารัสพึ่งมาถึง ดีใจด้วยหวะ แกสองคนได้กลายเป็นสมาชิกระดับเอสแล้ว” นิลกาฬดูจะเฉยๆกับคำสั่งตรงหน้าแต่อัลเบิร์ตกลับแสดงท่าทางออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ว่าเขาดีใจมากแค่ไหน ก่อนที่เขาจะหันไปมองซินเทียร์ด้วยแววตาภาคภูมิใจ
    “เฮ้ยจะดีใจไปไหนวะอัลเบิร์ต แกน่าจะเสียใจมากกว่านะเพราะว่าหน่วยนี้น่ะมันใช้คนยังกับทาส ดูซิ ฉันแขนขาดไปแล้วข้างหนึ่งก็ยังบังคับฉันมาออกรบจนได้” จอร์นที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากเหตุการณ์เลือดพิษพูดพลางยิ้มเหยียดๆไปที่วิคตอเรีย ซึ่งหญิงสาวเองก็ยิ้มตอบ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูสยดสยองพอๆกับรอยยิ้มของกลอเรียในวันนั้น
    “ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่รึไง พวกเรามันตายตกนรกกันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแล้ว...” จอร์นหุบยิ้มของตนแล้วหันหน้าหนีทันที แต่อัลเบิร์ตที่เห็นยิ้มนั้นพร้อมกับเขา กลับยิ้มออกมาที่มุมปากแล้วส่ายหัวเล็กๆเหมือนกับมันว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร “...อ้อแล้วก็อีกเรื่อง ลองเวยมันกลับมาจากจีนแล้ว พรุ่งนี้ตอนที่เราไปถึงที่ลอนดอนคงได้เจอมันที่...” คำพูดของหญิงสาวขาดไปชั่วขณะ พร้อมกับที่ทุกคนในเฮลิคอปเตอร์หันมาตั้งคำถามกับใบหน้าบอกบุญไม่รับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
    “...เวรเอ้ย ฉันน่าจะทิ้งไอ้โซฟาบ้านั่นไปซะ”

    “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณวิคตอเรีย” เสียงที่ทักมายังไม่กวนประสาทเธอเท่ากับภาพที่เธอเห็น บนโซฟาสีดำตัวเดิมมีใครบางคนที่คุ้นหน้ากลับมานอนอีกแล้ว โดยที่หมอนั่นไม่แคร์เลยแม้แต่น้อยว่านี่ไม่ใช่ห้องของตน
    “ห้องทำงานของฉันมันกลายเป็นห้องรับแขกไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”
    หญิงสาวพูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิดเมื่อตอนนี้สมาชิกระดับเอสทุกคนในหน่วยต่างมารวมกันอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นอลิเซียที่ปกติจะมุดอยู่แต่ในห้องอาวุธ ชาร์ล็อตที่หลังๆมักจะอยู่เป็นอาจารย์สอนแพทย์สนามให้กับอลิส หรือแม้แต่ไอ้หน้าจีนที่กำลังนอนสบายใจอยู่ห้องของเธอ ถึงจะดูเหมือนว่าคำพูดของเธอจะพุ่งไปที่คนสุดท้ายก็เถอะ
    “อย่าหงุดหงิดไปเลยวิคตอเรีย ใหนๆเราก็มีระดับเอสคนใหม่ตั้งสองคน แถมลองเวยเองก็พึ่งกลับมาด้วย” ชาร์ล็อตพยายามพูดให้หญิงสาวใจเย็นลง แต่ดูเหมือนเธอจะไม่อยากเย็นซักเท่าไหร่
    “ไม่ได้ขอให้กลับมาไอ้ตาตี่”
    “ก็งานทางนั้นมันน่าเบื่อแล้วนี่ครับ อย่าใจร้ายกันไปหน่อยเลยน่าครับ คุณวิคตอเรีย” ลองเวยพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมกับร้อยยิ้มบนใบหน้าขาวๆของเขา
    “อัลเบิร์ต ดีใจด้วยนะ”
    อลิสที่ยืนนิ่งเงียบมานานพูดไปยังชายหนุ่มโดยปล่อยให้วิคตอเรียและลองเวยต่อปากต่อคำกันต่อ หญิงสาวผมทองตอนนี้สวยขึ้นมากจากเด็กตัวเล็กๆน่ารัก ยิ่งเมื่อเธอยืนคู่กับชาร์ล็อตที่มีอะไรหลายๆอย่างคล้ายกันก็ยิ่งทำให้เธอทั้งคู่ดูเหมือนพี่น้องกันเข้าไปใหญ่ จนใครหลายๆคนบอกว่าทั้งคู่คือนางฟ้าที่ทำให้หน่วยๆนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ
    “ขอบใจอลิส” อัลเบิร์ตยิ้มตอบไปยังเพื่อนวัยเด็กของตน เป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดาๆแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้สาวน้อยรู้สึกสุขใจ
    “ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาดีใจอะไรกันตอนนี้หรอกนะ...” ในที่สุดวิคตอเรียที่เบื่อกับการต่อปากต่อคำแล้วก็พูดแทรกขึ้นมา “...ก่อนอื่นฉันอยากจะบอกว่าการเป็นสมาชิกระดับเอสหมายความว่าพวกนายจะต้องเสี่ยงกันมากขึ้น ระดับเอน่ะไม่ต้องไปโผล่ก็ได้ในบางครั้ง แต่เอสน่ะยังไงก็ต้องไปโดยเฉพาะภารกิจที่อันตราย เพราะฉะนั้นนี่หมายความว่าพวกนายกำลังเข้าใกล้ความตายเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง...” นิลกาฬนั้นนิ่งเงียบ เขาไม่อาจโต้เถียงใดๆได้เลยเมื่อก้าวเข้ามาในนี้แล้ว ทำได้แค่เพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกเสียดาย เสียดายที่วันนั้นเขาไม่ฉีกคำเชิญเข้าร่วมทดสอบในวันนั้นทิ้งไป
    “แล้วก็มีอีกเรื่องที่พวกนายที่พึ่งได้เป็นสมาชิกระดับเอสจะต้องรับรู้เอาไว้ ไหนๆก็ไหนๆแล้วทุกคนตามฉันมา ยกเว้น...” วิคตอเรียหันกลับไปมองอลิสซึ่งเป็นคนนอกกลุ่มเพียงคนเดียว ซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ
    “ค่ะ หนูจะรออยู่ที่นี่”
    อลิสนั้นไม่สามารถเป็นสมาชิกระดับเอสได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เธอไม่เก่งเรื่องการต่อสู้ ไม่มีไหวพริบ ไม่มีอะไรยกเว้นแต่ความสามารถในการพยาบาลของเธอ ซึ่งแม้แต่สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดชาร์ล็อตก็ยังทำได้ดีกว่า หญิงสาวจึงทำได้เพียงยืนมองทุกคนเดินออกจากห้องไป โดยมีเธอคนเดียวที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้เป็นคนนอก

    ไม่นานนักสมาชิกระดับเอสทั้งแปดคนก็ลงลิฟท์มาจนถึงชั้นสุดท้าย ชั้นที่ถูกปิดตายห้ามไม่ให้ใครที่ไม่ใช่สมาชิกระดับเอสเข้าเป็นอันขาด ที่นี่นั้นมืดมิดมีเพียงไฟสลัวและลมเย็นๆจากเครื่องระบายอากาศพัดผ่าน รอบด้านสองทางเดินที่ดูกว้างขวางเต็มไปด้วยห้องรูปร่างแปลกๆมากมาย บางห้องก็ติดตั้งอุปกรณ์แช่แข็งเอาไว้ บางห้องก็ดูเหมือนเคยถูกหล่อด้วยปูนซีเมนต์ทั้งห้องมาก่อน ในขณะที่อีกหลายๆห้องเต็มไปด้วยคราบสกปรกเก่าๆที่พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเป็นเลือด
    “ที่นี่มันอะไรกัน” อัลเบิร์ตถามด้วยสีหน้าสงสัย ในขณะที่นิลกาฬพอจะเดาได้ไม่ยากด้วยความที่เขาเคยต้องติดอยู่ในที่ๆคล้ายที่นี่มาก่อนแล้ว
    “ที่นี่คือคุกที่เราเคยใช้ขังอมตะก่อนที่ซินเทียร์จะมา มีคุกแบบนี้กระจายอยู่หลายๆแห่งบนโลก แต่ที่นี่คือคุกสำหรับอมตะที่อันตรายที่สุดเท่านั้น และจะมีเพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับเอสที่อนุญาตให้ลงมาที่นี่ได้”
    “ก่อนที่ซินเทียร์จะมา แปลว่าพวกเขาถูกทำลายไปหมดอย่างนั้นหรอครับ ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงยังเก็บที่นี่เอาไว้อีกล่ะครับ” วิคตอเรียหยุดเดินที่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ก่อนที่เธอจะกดรหัสและแสกนม่านตาของเธอ เพื่อเปิดประตูบานสุดท้ายของคุกนรกแห่งนี้
    “ไม่หมดทั้งหมดหรอกไอ้หนูอัลเบิร์ต เรายังมีเหลืออีกตัวหนึ่ง”
    ประตูขนาดใหญ่ค่อยๆเปิดออก ก่อนที่แสงไฟภายในห้องจะติดสว่างขึ้นมาทีละดวงสองดวง เผยให้เห็นห้องอีกห้องซ้อนอยู่ภายในที่พวกเขาพึ่งเดินเข้าไป และเมื่ออัลเบิร์ตมองผ่านกระจกกันระเบิดเข้าไปในห้องที่สร้างจากเหล็กหนานั้น เขาก็ได้เห็นชายวัยกลางคนๆหนึ่งกำลังนั่งคอพับอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดานั้นคือโซ่เหล็กจำนวนมากที่เสียบทะลุร่างของเขาอยู่ ปลายโซ่ที่เป็นเหมือนสมอแหลมคมนั้นตรึงร่างของเขาเอาไว้แน่นกับผนังเหล็กเหมือนกับภาพศิลป์อันน่าสยดสยอง เลือดจำนวนมากไหลออกมาไม่หยุดจนพื้นของห้องทั้งห้องกลายเป็นสีแดงชาด และไม่ต้องเดาให้ยากเขาก็รู้ดีว่ามันคงไหลออกมาอยู่แบบนั้นตั้งแต่เขาถูกพาตัวมาที่นี่
    “เบเนดิก เจส แต่พวกเราเรียกมันว่าเซอร์บีรัส ชาวเยอรมันตายเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อน เราไม่รู้อะไรมากเรื่องของหมอนี่ ที่พอจะรู้คือมันเป็นผู้ต้องสงสัยคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวและฆาตกรรมต่อเนื่อง ก่อนที่อยู่ๆมันจะหายตัวไป ตำรวจในตอนนั้นไม่กล้าที่จะสรุปคดีเพราะคนที่ตกเป็นเหยื่อในครั้งนั้นมีลูกสาวของนักการเมืองระดับสูงอยู่ด้วย ให้เดาก็คงจะโดนลากไปศาลเตี้ยนั่นแหละ”
    “แล้วทำไมหมอนี่ถึงเป็นคนเดียวที่ยังหายใจอยู่ข้างล่างนี่ล่ะ บอส?” นิลกาฬถามพลางมองไปยังชายที่ดูไม่มีความอันตรายเลยแม้แต่น้อยนั้น
    “พลังของหมอนี่มันอันตรายเกินไปที่เราจะเสี่ยง สิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่เข้าไปในรัศมีสิบเมตรรอบตัวมันจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
    วิคตอเรียพูดจบก็พยักหน้าให้ชาร็อตส่งหนูตะเภาสีขาวตัวหนึ่งเข้าไปในห้องผ่านทางมือกล และทันทีที่กรงหนูบนมือกรงนั้นผ่านเข้าไปภายในรัศมีสิบเมตร เงาสีดำก็แผ่ไปรอบตัวหนูตะเภา ก่อนที่ทั้งหนูทั้งเงานั้นจะหายไปในพริบตาโดยที่แขนกลไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย แล้วไม่นานนักมันก็ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของชายผู้ถูกตรึงอยู่กลางห้อง
    “เหี้ย! มันเป็นอะไรของมันวะ” นิลกาฬสบถด้วยความตกใจพร้อมกับเซถอยออกมา ไม่ต่างไปจากอัลเบิร์ตที่ดูตระหนกกับเสียงร้องนั้นเหมือนกัน
    “ทุกครั้งที่มีอะไรหายไปในรัศมีของเซอร์บีรัส มันจะต้องร้องโหยหวยด้วยความเจ็บปวดแบบนี้ทุกครั้ง คงเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนล่ะมั้ง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” วิคตอเรียตอบพลางยักไหล่
    “แสดงว่าที่คุณวิคตอเรียไม่ส่งพี่ซินส์เทียร์เข้าไป เพราะกลัวว่าพี่ซินเทียร์จะหายไปตลอดกาลอย่างนั้นหรอครับ”
    “เปล่า...” วิคตอเรียตอบปฏิเสธอัลเบิร์ต “...เราเคยลองส่งอมตะคนอื่นเข้าไปในนั้นแล้ว ปรากฏว่ามันหายไปประมาณนาทีกว่าๆก่อนที่มันจะโผล่กลับมาที่เดิม”
    “อ้าวถ้าอย่างนั้นทำไม...” นิลกาฬที่กลับมาคงมาดเดิมอีกครั้งถามต่อ
    “มันกลับมาแค่ตัว สติมันไม่กลับมาด้วย ยัยอมตะคนนั้นไม่รู้มันไปเจออะไรมา ร้องลั่นแหกกระเชิงซะไม่เป็นคน พูดอะไรด้วยก็ไม่รู้เรื่องเอาแต่บอกว่าไม่เอาแล้วพอแล้ว ทำท่าอย่างกับกำลังกลัวอะไรซักอย่างอยู่ สุดท้ายมันก็กลายเป็นอีบ้าพูดไม่รู้เรื่องจนกระทั่งซินเทียร์มานั่นแหละ”
    “เราจะเสี่ยงไม่ได้ ถ้าซินเทียร์ที่เป็นผู้ฆ่าอมตะเพียงคนเดียวของเราต้องเสียสติไป” วิลเลี่ยมที่ยืนอยู่ข้างๆพูดเสริมขึ้นมา
    “ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ นี่เป็นความลับที่ฉันอยากให้พวกนายรู้กันเอาไว้ แล้วอย่าได้เอาเรื่องนี้ไปบอกสมาชิกคนอื่นในหน่วยเป็นอันขาด ฉันไม่อยากจะให้คนที่ฆ่าอมตะได้อย่างแน่นอนเสียเครดิตไป มันจะพาลทำลายขวัญของคนในทีมซะเปล่าๆ ...เอาล่ะไปกันได้แล้ว” วิคตอเรียพูดจบก็หันหลังเดินออกไป โดยที่ไม่ลืมจะหันมาสบสายตาบอกกับซินเทียร์ว่า... อย่าได้คิดที่จะลองของเป็นอันขาด
    “แกรู้อะไรมั้ยไอ้หนู...” นิลกาฬพูดพลางมองไปยังเซอร์บีรัสที่กำลังหัวเราะเบาๆเหมือนคนเสียสติอยู่ภายในที่คุมขัง “...ศาสนาของพวกฉันน่ะนะ คนที่สิ้นแล้วซึ่งกิเลศจะนิพพานอยู่บนสรวงสวรรค์ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป แล้วพอฉันมามองดูไอ้พวกนี้แกรู้มั้ยว่าฉันคิดว่ายังไง...” นิลกาฬเหล่ตามามองอัลเบิร์ตแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “...ฉันว่าไอ้พวกนี้มันเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับนิพพานที่ฉันพูดถึงหว่ะ”
    สิ้นคำนิลกาฬก็รีบเดินหลีกหนีจากสิ่งอัปมงคลสำหรับเขาทันที ในขณะที่อัลเบิร์ตมองจ้องไปยังร่างน่าเวทนาตรงหน้าของตนด้วยความสงสัยในใจ กับคำว่าตรงข้ามกับนิพพาน และในวินาทีก่อนที่เขาจะเดินจากไปนั้น เขาก็สังเกตได้ว่ามีคำพูดคำหนึ่งหลุดมาจากปากของเซอร์บีรัส ในตอนนั้นชายหนุ่มยังคงคิดว่ามันเป็นคำพูดถึงเขา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วคำพูดคำนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเขา
    “...ช่วยฉันด้วย...”

  7. #17
    -Chielth-
    นิยายสนุกดีงับ แต่คราวหน้าขอเว้นวรรคเยอะๆ ตัวอักษรมันติดกันอ่านแล้วรู้สึกรายตาจังเลย ^ ^

  8. #18
    fatal_error
    ขอบคุณครับ นานๆทีมีคนมาเมนต์ให้ที ส่วนเรื่องเว้นวรรคคราวหน้าจะพยายามทำให้ดูง่ายกว่านี้นะครับ

  9. #19
    fatal_error
    บทที่ 11 มือที่สาม

    ช่วงบ่ายแก่ๆในกรุงลอนดอน เมฆฝนมากมายก่อตัวอย่างช้าๆเหมือนอย่างทุกเมื่อเชื่อวัน บรรยากาศชื้นๆชวนอึมครึมของฟากฟ้าในตอนนี้นั้นไม่ได้ต่างไปจากบรรยากาศภายในห้องของวิคตอเรียเลยแม้แต่น้อย เมื่อบัดนี้หญิงสาวหน้าบากกำลังจ้องไปยังรายงานที่ได้มาจากวิลเลี่ยมด้วยดวงตาเครียด ในขณะที่ลองเวยซึ่งกำลังนอนอยู่บนที่ประจำของเขาเหยียดยิ้มที่ริมฝีปากอย่างอารมณ์ดีต่อเนื้อหาในรายงานนั้น เพราะมันเป็นดั่งน้ำหล่อเลี้ยงความหรรษาของเขา


    “แน่ใจนะว่ารายงานนี่ไม่มีข้อผิดพลาดอะไร”


    “ครับคุณวิคตอเรีย รายงานนี้มาจากคนของเราที่ออกล่าโดยตรง เพราะฉะนั้นไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน แถมผมยังยืนยันผ่านสายของเคียวแดงแล้วด้วย” วิลเลี่ยมตอบด้วยสีหน้ากังวลกับสิ่งที่เขียนอยู่ภายในรายงาน


    “ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีใครอยากล่าอมตะเหมือนเรา...”



    วิคตอเรียพูดออกมาพร้อมกับวางรายงานฉบับนั้นกลับลงไปบนโต๊ะ ซึ่งเนื้อหาภายในนั้นเขียนถึงการล่าอมตะที่ล้มเหลวของกองกำลังซินส์ประจำภาคพื้นยุโรปและตะวันออกกลางรวมไปถึงอเมริกา ไม่ใช่เพราะอมตะพวกนั้นแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้าโจมตีแล้วแย่งชิงอมตะไป แถมบางครั้งพวกเขายังถูกตัดหน้าไปก่อนซะด้วยซ้ำ


    “พวกนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ คุณวิคตอเรีย” ลองเวยดีดตัวขึ้นมาจากเตียงแล้วเริ่มเดิมมาหยิบรายงานฉบับนั้นมาอ่านรายละเอียด


    “ใช่... แค่แย่งไปก็เก่งแล้ว แต่นี่ถึงขั้นตัดหน้าเอาไปได้ ถ้าไม่ใช่มันพึ่งหมอดูก็แสดงว่ามีรอยรั่วเกิดขึ้นในท่อส่งข่าวสารของพวกเรา”


    “หรือไม่ก็มีใครเอามันออกไปซะเอง” วิลเลี่ยมกล่าวเสริม แม้เขาไม่คิดว่าจะมีใครบ้าพอที่จะหาเรื่องกับทาร์ทารัส แต่ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะตัดประเด็นนี้ทิ้งไป


    “แกคิดว่ามีโอกาสที่เคียวแดงจะเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้รึเปล่า ไอ้หนูวิลเลี่ยม” วิคตอเรียยิงสายตาคาดคั้นไปยังชายหนุ่มผมทอง ซึ่งคนโดนถามก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือรับมันอย่างเต็มปากเต็มคำ


    “ที่ผ่านมาเคียวแดงสนแค่กำไรขาดทุน และผมคิดว่าพวกเขาคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้ ตอนนี้พวกเขาได้กำไรจากการสนับสนุนเราดังนั้นเรื่องที่พวกเขาจะหันมาแว้งกัดเราที่เป็นเหมือนลูกค้ารายใหญ่นั้นดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็อย่างว่าพวกเขามองที่กำไรขาดทุน บางทีถ้าพวกเขาเห็นช่องทางหากำไรที่ดีกว่าการสนับสนุนเรา พวกนั้นก็อาจจะลงมืออะไรบางอย่างกับเราก็ได้”


    “ถ้าอย่างนั้นปัญหาต่อมาก็คือเพื่ออะไร ถ้าจะมีใครรู้เรื่องอมตะดีพอๆกับเราก็ต้องเป็นพวกนั้น และถ้าเป็นแบบนั้นพวกนั้นก็ต้องรู้ดีว่าอมตะน่ะควบคุมไม่ได้ หรือจะบอกว่าพวกมันลองเสี่ยงที่จะหาอมตะแบบซินเทียร์มาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับเราให้มากขึ้น?” วิคตอเรียถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ บ่งบอกว่าเธอในตอนนี้กำลังใช้ความคิดของตนเองอยู่


    “ก็เป็นไปได้ครับ ถึงพวกเราเองจะไม่เคยเจออมตะที่เป็นแบบซินเทียร์เลยก็ตาม”


    “ถ้าอย่างนั้นแกลองแวะไปหาพวกมันซักหน่อยจะได้มั้ยวิลเลี่ยม ไปลองคุยดูเผื่อจะได้อะไรมา”


    “ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบตกลงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเขาเองก็รู้สึกสงสัยในข้อนี้ไม่น้อยไปกว่าวิคตอเรีย


    “แกจะไปด้วยกับวิลเลี่ยมรึเปล่าลองเวย เผื่อแกจะรู้สึกอาวรณ์อยากกลับไปบ้านเก่าอันอบอุ่นของแก” วิคตอเรียถามไปยังมือสังหารชาวจีนด้วยน้ำเสียงขับไล่ไสส่ง


    “ไม่ล่ะครับคุณวิคตอเรีย ผมกลัวเจ้าของบ้านหลังเก่าเขาจะไม่ต้อนรับ” คำตอบนั้นทำให้วิคตอเรียอยากจะตะคอกคำว่า พึ่งรู้ตัวหรอ ใส่หน้าของชายหนุ่มให้รู้แล้วรู้รอด ส่วนวิลเลี่ยมนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไมมีเรื่องจะพูดต่อแล้วเขาก็ขอตัวออกจกห้องไป ทิ้งให้วิคตอเรียและลองเวยอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง


    “ทาร์ทารัสดูจะร้อนใจกับเรื่องนี้มาก” วิคตอเรียพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าวิลเลี่ยมออกจากห้องไปแล้ว


    “ก็แน่ล่ะครับ คนเราเวลาเจอกับอะไรที่ผิดไปจากปกติก็มักจะตื่นตูมกันทั้งนั้น ยิ่งในครั้งนี้ด้วยแล้ว จะว่ากันจริงๆหลังๆพวกเราก็ไม่ค่อยได้รบรากับทหารด้วยกันซักเท่าไหร่ บางทีนี่อาจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้นะครับ” ลองเวยพูดพลางมองไปยังภาพถ่ายของทหารชุดพลางปิดหน้าปิดตาพวกนั้น


    “โอกาสดีบ้านแกสิ อมตะถูกจับไปนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ถ้าทาร์ทารัสเริ่มไม่พอใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆล่ะก็ มันอาจจะลงเอยด้วยสงครามเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ได้” คำว่าสงครามที่วิคตอเรียพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าถ้าเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายแล้ว ทาร์ทารัสพร้อมที่จะปลุกระดมยุแหย่ให้ประเทศซักประเทศตีกันด้วยเหตุผลต่างๆนาๆได้ หรือแม้แต่เป็นคนลงมือสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองอย่างที่พวกเธอเคยถูกใช้ให้ทำมาแล้ว


    “คุณวิคตอเรียนี่ใจดีจริงๆนะครับ เป็นห่วงคนอื่นตลอดเวลาเลย” ลองเวยพูดพร้อมกับรอยยิ้ม แต่คนถูกพูดใส่กลับขมวดคิ้วลงทำหน้าไม่พอใจใส่เขา


    “ฉันแค่ไม่อยากเปลืองกระสุนไปกับเรื่องไร้สาระ ว่าแต่แกเถอะ แกคิดยังไงกับเรื่องนี้”


    “ผมว่าไม่ใช่เคียวแดงหรอก...”



    คำตอบนั้นตรงกับใจของวิคตอเรียเป็นที่สุด เธอเองก็สงสัยเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะถ้าสมมุติว่าเคียวแดงจะเป็นคนลงมือจริง พวกเขามีโอกาสมากมายที่จะทำไม่จำเป็นต้องรอมาจนป่านนี้ และการจู่โจมลักษณะนี้เองก็ไม่ใช่รูปแบบการลงมือของพวกเขา เคียวแดงไม่เคยไว้ใจจ้างทหารจากภายนอก พวกเขาจะใช้คนของเขาเท่านั้นซึ่งแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะมีฝีมือร้ายกาจไม่ต่างไปจากลองเวยแต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก แถมส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นในรูปแบบขององครักษ์คอยติดตามบุคคลสำคัญของกลุ่มอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาที่เคียวแดงลงมือมักจะส่งไปแค่คนหรือสองคน เน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ แต่จากรายงานนี้มันไมใช่ คนพวกนี้มาเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมด้วยทักษะเชิงทหารแบบปกติทั่วไป


    “...ผมว่าเป็นคนในกับมือที่สาม ใครซักคนที่ไม่ใช่พวกเราและไม่ใช่พวกเขา แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม พวกเรากำลังมองข้ามอะไรบางอย่างไปอยู่ อันตรายน่าดูเลยนะครับ”


    “อันตรายแต่หน้าแกไม่ได้บอกอย่างนั้นเลยนะโว้ย...” วิคตอเรียประชดออกมาเมื่อเธอเห็นสีหน้าสนุกสนานซะเต็มปรี่ของลองเวย “...ถ้าลองว่าเป็นแบบนี้ฉันคงพอจะไว้ใจแกได้ แกช่วยไปลองสืบๆดูได้มั้ย? ว่าใครที่มันน่าสงสัย”


    “ไม่เอาด้วยหรอกครับ” ชายหนุ่มตอบปฏิเสธแล้วทำท่าจะหันหลังหนี


    “เฮ้ย นี่เป็นคำสั่งนะไอ้เจ็กหน้าจืด”


    “แหม คุณวิคตอเรียก็รู้ดีนี่ครับว่าผมเคยทำตามซะทีไหน แต่ถ้าคุณวิคตอเรียอยากจะให้ผมทำจริงๆล่ะก็ จูบผมก่อนสิครับ...” คำขอที่คิดไม่ถึงทำให้วิคตอเรียชะงักไปชั่วขณะ และในระหว่างนั้นเองที่ชายหนุ่มสืบเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะของหญิงสาวแล้วยื่นหน้าของเขาเข้าไปใกล้ “...ว่าไงครับ คำของ่ายๆเองนะครับเนี่ย”



    วิคตอเรียก้มหน้านิ่งไปกับท่าทางของลองเวย ก่อนที่เธอจะค่อยๆลุกขึ้นแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม โครงหน้าที่ดูเป็นสาวมั่นและริมฝีปากอันอวบอิ่มนั้นทำให้รอยแผลเป็นลากยาวดูราวกับจะอันตรธานหายไป ลมหายใจที่ดูสั่นไหวและดวงตาที่เคลิบเคลิ้มนั้นทำให้ใจสั่นไปชั่วขณะ ก่อนที่ภาพอันเชื่องช้าจะถูกแทนที่ด้วยแรงกระชากจากหญิงสาวเข้าไปที่คอเสื้อของลองเวยพร้อมกับเสียงขึ้นไกปืนและเสียงชักมีด


    บัดนี้ใบหน้าของทั้งสองมาอยู่บริเวณไหล่ของกันและกันโดยมีปืนจ่อไปยังอกของชายหนุ่มและมีดเล่มยาวนาบไปที่คอของหญิงสาว ฉากรักกำลังจะกลายเป็นฉากเลือด ใบหน้าของวิคตอเรียดูเหี้ยมเกรียมและไม่มีวี่แววของการล้อเล่น ตรงกันข้ามกับลองเวยที่ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มไม่เปลี่ยนไปจากเดิม


    “อย่ามาลองดีกับฉันไอ้หนู ถ้าแกคิดว่าฉันจะไว้ใจแกซะเต็มเปี่ยมล่ะก็แกคิดผิดไปแล้ว คนที่ฉันไว้ใจมีแค่ชาล็อตคนเดียว ส่วนพวกแกที่เหลือก็แค่ตัวหมากตัวเบี้ยที่ฉันอยากจะบี้ทิ้งหรือส่งไปตายเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นจงหุบปากแล้วทำตามคำสั่งฉันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ต่ออายุของพวกแกเองบนเกมกระดานที่ชื่อว่าสงครามนี่ให้นานยิ่งขึ้นไปอีกหน่อย เข้าใจแล้วใช่มั้ยไอ้ตาตี่” น้ำเสียงเย็นชาราวน้ำแข็งของวิคตอเรียนั้นไม่ได้ทำให้ใจของเขาสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย


    “ต้องแบบนี้สิครับ คุณวิคตอเรีย” ชายหนุ่มตอบอย่างอารมณ์ดีก่อนจะดึงมีดของตนเก็บลงไปในฝักอย่างช้าๆพร้อมกับที่เขาถอนตัวออกมาจากระยะ




    “ไปทำงานของแกมาให้เรียบร้อยซะ” วิคตอเรียเองก็เก็บปืนของตนลงไปเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นลองเวยจึงวางใจเดินไปยังประตูเพื่อออกไปทำหน้าที่ของเขา


    “แต่ว่านะครับ...” ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนที่เขาจะปิดประตูลง “...ที่ผมขอจูบเมื่อกี้น่ะ ผมพูดจริงจังนะ ถ้างานเสร็จแล้วผมจะขอทวงหนี้ที่ติดค้างเอาไว้นะครับ” ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นหายไปพร้อมกับประตูที่ปิดลง ทิ้งให้วิคตอเรียต้องรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดสุดท้ายของเขา


    “ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอ้ย”



    ทางด้านของวิลเลี่ยม หลังจากที่เขาตกปากรับคำของวิคตอเรียแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปยังชั้นล่างเพื่อขับรถไปยังสำนักงานของเคียวแดงในลอนดอนเ งานนี้เป็นเรื่องสำคัญและนั้นทำให้เขาคิดว่าคงจะเป็นการดีกว่าที่เขาจะไปคุยด้วยตนเอง ทว่าในระหว่างทางที่เขาจะไปเอารถนั้น ชายหนุ่มก็ได้เห็นภาพบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจ


    อัลเบิร์ต เด็กหนุ่มที่ซินเทียร์เก็บมาเลี้ยงเหมือนๆกับเขา เจ้าหนุ่มนั่นกำลังยื่นดอกไม้ไปให้ซินเทียร์ มันเป็นดอกไม้สีขาวเรียบๆที่ไม่มีอะไร ทว่ามันกลับทำให้หญิงสาวที่แทบไม่ยิ้มเผยให้เห็นรอยสรวลที่มุมปากของเธอ แม้จะเล็กและเบาบางทว่านั่นก็ทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่สิต้องบอกว่าทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนที่ซินเทียร์รับตัวอัลเบิร์ตเข้ามาในการดูแลต่างหาก


    อารมณ์ที่อยู่ในใจของเขาพรุ่งพล่านขึ้นมาอย่างน่าประหลาดแม้ว่าทั้งคู่จะเดินแยกจากกันไปคนละทางแล้วก็ตาม มันเป็นเหมือนดั่งไฟที่เผาผลาญจิตใจ บดขยี้และบีบคั้นจนเบื้องหน้าดูไร้ทางออก มืดมนจนสิ้นซึ่งสติและปัญญา อะไรบางอย่างบอกเขาว่าเขาจะต้องทำอะไรซักอย่าง ต้องทำอะไรบางอย่างที่จะดับไฟในหัวใจของเขาให้มอดลง แต่ว่าเวลานี้เขาจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ๆตนรับมาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน คิดได้ดังนั้นสองมือจึงกำกุญแจรถแน่นแล้วมุ่งตรงสู่จุดหมายที่เขาต้องการ



    ไม่นานหนักหลังจากที่ชายหนุ่มขับรถฝ่าฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ เขาก็ได้มาถึงที่หมายที่ต้องการ มันเป็นอาคารอิฐเก่าๆที่ดูซ่อมซ่อและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการเวลามากมาย ที่ป้ายหน้าร้านเขียนเอาไว้ว่าร้านขายยาฟิดเล่แอนจอร์นสัน และเมื่อชายหนุ่มผลักประตูเขาไป เสียงกระดิ่งเล็กๆที่ห้อยเอาไว้เหนือกรอบประตูไม้ก็ดังขึ้น เรียกให้หญิงสาวในชุดกาวหันมามองเขา สภาพภายในร้านนั้นดูดีกว่าภายนอกมาก มีการทาสีขาวเอาไว้ทั้งห้องและทุกอย่างก็ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ


    “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรคะ”


    “มียาที่ช่วยบำรุงเลือดมั้ย?” วิลเลี่ยมถามพนักงานสาวพร้อมกับดึงบัตรสีขาวๆที่ไม่มีอะไรออกมา และเมื่อเห็นมันหญิงสาวก็รับบัตรใบนั้นมาและทาบมันเข้ากับบัตรใสๆอีกใบของเธอ เพียงชั่วอึดใจรูปเคียวสีแดงก็ลอยเด่นออกมาจากบัตรสีขาวๆที่ไม่มีอะไรนั้นพร้อมกับหมายเลขรหัสที่หญิงสาวจำได้จนขึ้นใจแล้ว


    “เชิญหลังร้านเลยค่ะคุณวิลเลี่ยม”



    ประตูหน้าร้านถูกล็อคโดยอัตโนมัติพร้อมกับที่ทั้งสองเดินเข้าประตูที่อยู่ด้านหลังไป และหลังจากเดินผ่านทางเดินมืดๆมาได้เป็นระยะทางหนึ่งทั้งสองก็มาถึงห้องเล็กที่มีเพียงแสงสลัวจากไฟนีออนเพียงหลอดเดียวคอยส่องลงมา โดยที่ตรงกลางห้องนั้นเป็นที่อยู่ของชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งมองจอคอมพิวเตอร์ของตนพร้อมกับคอยตรวจสอบข้อความต่างๆที่ผ่านเข้ามาดุจดั่งสายน้ำ ดวงตาสีเทาของเขากวาดตาผ่านข้อความมากมายเหล่านั้นผ่านทางแว่นกรอบกลมอย่างไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ผิดกับเส้นผมที่เริ่มจะบางลงและผิวหนังอันเหี่ยวย่นที่บ่งบอกว่าสังขารของเขากำลังร่วงโรยลงไปทุกที


    “ท่านไวท์คะ คุณวิลเลี่ยมมาพบค่ะ”


    “อะ อ้าวว่าไงพ่อหนุ่ม” ชายชราละหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตนแล้วหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหลัง


    “สวัสดียามบ่ายครับ คุณไวท์” ชายหนุ่มทักทายชายชราพอเป็นพิธี ในขณะที่หญิงสาวในเสื้อกาวเดินไปยืนเคียงข้างกับไวท์ที่กำลังนั่งอยู่


    “วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ล่ะวิลเลี่ยม”


    “คือผม...” วิลเลี่ยมชายตาไปมองยังหญิงสาวอีกคนในห้องคล้ายกับไม่อยากให้เธอได้รับรู้สิ่งที่เขากำลังจะพูด


    “ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม เซเรทต้าเธอเป็นองครักษ์ของฉัน เรื่องที่ฉันรับรู้เธอก็ต้องรับรู้ด้วยเหมือนกัน” ชายชราพูดพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยน


    “เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดธุระเลยก็แล้วกันนะครับ คือวันก่อนพวกเราถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายชิงตัวอมตะไปสี่ตัว ทางทาร์ทารัสและซินส์เองกำลังวุ่นวายเรื่องนี้กันอยู่ ผมก็เลยอยากจะถามคุณไวท์ว่า...”


    “ว่าพวกเรามีเอี่ยวด้วยรึเปล่าใช่รึเปล่า?” คนแก่ประสบการเดาคำพูดที่ชายหนุ่มกำลังหาทางพูดอ้อมๆได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และสีหน้าของวิลเลี่ยมก็เป็นตัวเฉลยได้อย่างดีว่าเขาเดาถูก


    “ผมไม่ได้ตั้งใจจะ...” วิลเลี่ยมกำลังจะพูดแก้ตัวเพื่อให้บทสนทนาดูนุ่มนวลขึ้น ทว่าไวท์กลับยกมือขึ้นมาห้ามเอาไว้ซะก่อน


    “พ่อหนุ่ม พวกเราเคียวแดงก็มีเอี่ยวไปซะทุกเรื่องนั่นแหละ จะทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้นเอง แต่พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งอย่างเต็มตัวเด็ดขาดถ้าเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเราแบบแน่นหนึบ ครั้งนี้ฉันคงต้องทำให้พ่อหนุ่มผิดหวังซะแล้วล่ะ” ไวท์เลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นแล้วยิ้มออกมา


    “ถ้าอย่างนั้นคุณไวท์พอจะรู้มั้ยครับว่าใคร?”


    “พ่อหนุ่ม ถึงเราจะซื้อขายทุกอย่าง แต่บางอย่างก็ซื้อขายไม่ได้โดยเฉพาะสิ่งที่ลูกค้าจ่ายเราให้ปิดมันเป็นความลับ เพราะสิ่งเหล่านี้คือความเชื่อใจที่เงินซื้อไม่ได้และเราก็รักษามันมาเป็นอย่างดีตลอด คราวนี้ก็เช่นกัน” ชายหนุ่มถอนหายใจต่อคำตอบนั้น ใช่ว่าเขาเองจะไม่รู้มาก่อน แต่ในใจก็ยังอดที่จะคาดหวังคำตอบตรงๆซื่อๆไม่ได้


    “แต่ตอนนี้ทางทาร์ทารัสเริ่มที่จะแข็งกร้าวกับพวกท่านแล้วนะครับ เพราะการกระทำในครั้งนี้ขัดแย้งกับความเชื่อของพวกเขามาก”


    “ขู่ได้ก็ขู่ไป...” ไวท์ยังคงเอาไว้ซึ่งน้ำเสียงอันแจ่มใส “...พวกเรายึดอยู่บนหลักเหตุและผล ไม่ได้บ้าความเชื่อแบบพวกนั้น ฝากไปบอกพวกตาแก่เพื่อนเก่าของฉันด้วยว่า ลืมตาขึ้นมาดูโลกซะที ไม่งั้นจะมีตาเอาไว้ทำไม” ชายหนุ่มกระอักกระอ่วนกับคำตอบนั้นเหลือเกิน เขารู้สึกเหมือนกับว่าตนในตอนนี้กำลังยืนอยู่ตรงกลางช้างสารสองตัวที่กำลังจะพุ่งชนกันเพื่อชิงความเป็นจ่าฝูง แล้วมีหรือที่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างเขาจะทำอะไรได้ นอกจากจำยอมต้องโค้งลาชายชราตรงหน้าเพื่อนำสิ่งที่เขาได้ฟังไปบอกแก่วิคตอเรีย ทว่าก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องนั้นชายชรากลับพูดอะไรบางอย่างออกมา


    “เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่มวิลเลี่ยม มีคนฝากไอ้นี่มาให้เธอ” แผ่นดิสค์ถูกหยิบออกมาจากใต้โต๊ะของชายชราก่อนที่มันจะถูกวิลเลี่ยมดึงไปไว้ในมือของเขา


    “ไม่ทราบว่านี่มาจากใครหรอครับ” วิลเลี่ยมถามด้วยความสงสัย เพราะถ้าขนาดถึงกับต้องฝากคนระดับไวท์มาส่งให้เขา แสดงว่าคนที่เป็นผู้ส่งจะต้องไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน


    “เจ้าของเขาไม่อยากจะเผยชื่อ หน้าที่ของฉันมีแค่เอามันให้ถึงมือชายหนุ่มด้วยตัวเองเท่านั้น” ไม่ว่าจะอย่างไรก็คงไม่มีทางถามได้ สู้เขากลับไปเปิดมันดูด้วยตนเองจะง่ายกว่า คิดได้ดังนั้นเขาจึงล่ำลาชายชราตรงหน้าแล้วเดินออกจากห้องไป



    อีกด้านหนึ่งนั้น นิลกาฬซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องพักของตนเองนั้น อยู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรบกวนเวลาอันสงบสุขที่หาไม่ค่อยได้ของเขา และมันก็คงจะไม่มีประโยชน์ที่เขาจะแกล้งหลับต่อเมื่อเสียงเคาะนั้นดังถี่ขึ้นเรื่อยๆจนเขาหมดความอดทน ชายหนุ่มจึงจำใจต้องลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยความรู้สึกฉุนเฉียว ทว่าเมื่อเขาเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังประตูนั้นแล้วความโกรธที่เคยมีก็ดูจะหายไปหมด


    “ฉะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย... กับนายสองคน” ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของอลิเซียในตอนนี้ทำให้คำพูดต่อว่าที่เขากำลังจะพูดออกมาถูกกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น ยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทางเหมือนกับคนกำลังเขินอายนั้นด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขาแทบจะลืมวิธีการพูดไปเลย


    “อะ เอ่อ.. มีอะไรหรออลิเซีย” แม้ด้วยเหตุผลของเขาจะบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่หัวใจของเขากลับไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นซักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ได้สังเกตว่าพักหลังๆสาวน้อยที่อายุน้อยกว่าเขาอยู่โขนี้แอบลอบมองมาทางเขาอยู่บ่อยๆ และทุกครั้งที่เขาหันไปมองเธอกลับหญิงสาวก็มีอันต้องเบือนหน้าแดงๆของตนหนีไปเสียทุกครั้ง


    “ก็มีเรื่องจะพูดด้วยนิดหน่อย... ขอฉันเข้าไปในห้องของนายได้มั้ย” มีหรือชายผู้ผ่านโลกมามากมายอย่างเขาจะไม่ยอมให้สาวน้อยน่ารักเข้าห้อง มารู้ตัวอีกทีเขาก็กำลังนั่งอยู่บนเตียงโดยมีอลิเซียนั่งบิดนิ้วตัวเองไปมาอยู่ข้างๆ ทั้งบรรยากาศทั้งท่าทางที่แสดงออกมานั้นทำให้เขาแน่ใจ หญิงสาวผู้ขี้อายและอ่อนต่อโลกกำลังตกหลุมรักเขาอยู่อย่างแน่นอน และเขาก็ควรที่จะตอบสนองต่อความต้องการของเธอ มือขวาของเขาจึงค่อยๆเลื่อนไปหมายจะโอบกอดไหล่ของเธอ ทว่าในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกเหมือนมีแรงมหาศาลกระชากร่างของเขาให้ลงไปนอนกับเตียง


    ตอนนี้อลิเซียที่มีแรงเยอะเกินกว่าตัวกำลังคร่อมร่างของเขาเอาไว้แล้ว ดวงหน้าที่ยังคงมีรอยแผลเป็นบางๆจากกลอเรียกำลังแดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศ แต่กระนั้นเธอก็ยังคงกดแขนของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย และในที่สุดใบหน้าของเธอก็ค่อยๆเลื่อนลงมาอย่างช้าๆบีบให้จังหวะหัวใจเต้นระส่ำ ก่อนที่ริมฝีปากของสาวน้อยจะหยุดลงข้างหูของชายหนุ่ม แล้วกระซิบบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาต้องเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


    เวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ทั้งอลิเซียและนิลกาฬต่างก็ได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว สาวน้อยจึงเดินออกจากห้องของเขาไปพร้อมกับรอยยิ้ม ทว่าเมื่อเธอเดินออกมาจากประตูหญิงสาวก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นอลิสกำลังเดิมมาทางเธอพอดีพร้อมกับลองเวย สาวน้อยผู้อ่อนโลกจำได้ทันทีว่านั่นคือห้องของนิลกาฬ และด้วยสภาพของอลิเซียที่ดูเหมือนคนกำลังประหม่าตกใจก็ยิ่งทำให้ความคิดของอลิสเตลิดไปกันใหญ่


    “คะ คุณอลิเซีย” เด็กสาวหน้าแดงไปถึงหูไม่แพ้คนที่พึ่งออกมาจากห้องๆนั้น


    “มะ ไม่ใช่นะ นี่ไม่ใช่อย่างที่พวกเธอเห็นนะ”


    “โอ้คุณอลิเซีย ไม่คิดว่าคุณจะรุกเร็วอย่างนี้เลยนะครับ” ลองเวยนั้นดูจะไม่สนใจความเขินอายของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย


    “ฉันบอกแล้วไงเล่าว่าไม่ใช่!” เธออยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว สาวน้อยที่หน้าแดงเป็นมะเขือเทศเดินลิ่วหนีทั้งคู่ไปโดยไม่หันกลับมาพูดอะไรกับทั้งสองคนอีก


    “มะ ไม่คิดเลยนะคะว่าทั้งคู่จะมีความสัมพันธ์กันแบบนี้” สองมือของอลิสถูกยกขึ้นมาปิดแก้มที่กำลังแดงก่ำของตน


    “นั่นสินะ ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้”


    “ว่าแต่ เมื่อกี้คุณลองเวยยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะคะว่ากำลังรออะไรอยู่ตรงนี้” สาวน้อยถามขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอมาเจอกับชายหนุ่มระหว่างทางที่เธอกำลังจะไปห้องพยาบาล ท่าทางของเขาในตอนนั้นเหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่ แต่พอเธอเดินผ่านเขาเท่านั้นลองเวยก็ขอตามเธอมา ด้วยขออ้างว่ากำลังจะไปห้องพยาบาลพอดี


    “มาทำงานน่ะ ผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน”


    “อะ อ้าวแล้วไม่ไปที่ห้องพยาบาลแล้วหรอคะ ไหนเมื้อกี้คุณลองเวยบอกว่าอยากได้ยาแก้ปวดหัวไงคะ”


    “ไม่เป็นไรหรอก...” ชายหนุ่มมองข้ามไหล่มาทางอลิสด้วยรอยยิ้มแปลกๆ “...ฉันได้ยาแก้ปวดหัวนั่นเรียบร้อยแล้ว”

  10. #20
    fatal_error
    บทที่ 12 คิเมร่า

    “ได้เวลาล่ากันแล้ว” เสียงของวิคตอเรียดังขึ้นภายในห้องที่บัดนี้เต็มไปด้วยสมาชิกระดับเอสของกองกำลังซินส์ทั้งหมด โดยเอกสารและรายงานของอมตะที่พวกเขาจะต้องจัดการเป็นตัวต่อไปนั้นอยู่ในมือของแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว แต่เพื่อทำให้ทุกอย่างรวบรัดเข้า วิคตอเรียจึงเริ่มพูดถึงภารกิจที่เร่งรีบและปัจจุบันทันด่วนนี้ให้พวกเขาทราบ


    “ที่ๆเราจะไปคือเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในชายแดนด้านตะวันตกของรัสเซีย ที่นั่นเราได้รับรายงานเรื่องการปรากฏตัวของคนแปลกๆที่ชอบสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านแถวนั้น รูปลักษณ์ก็อย่างที่เห็นในรายงาน เป็นชายวัยกลางคนนุ่งลมห่มฟ้า ท่าทางไม่ค่อยเต็ม หมอนี่ทำตัวเหมือนสัตว์พูดไม่รู้เรื่องอึฉี่ไปทั่ว คุ้ยขยะ ทำลายข้าวของไปทั่ว หมอนี่แหละที่เราจะไปจัดการ”


    “เดี๋ยวก่อนนะบอส ไอ้นี่มันก็แค่คนโรคจิตไม่ใช่หรอครับ แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องเข้าไปเล่นมันด้วย” นิลกาฬถามขึ้นด้วยความสงสัย แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขา อลิเซียและอัลเบิร์ตเองก็มีความรู้สึกในใจแบบเดียวกับเขาเช่นกัน


    “มันคงจะไม่ถึงมือเรา ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตำรวจในพื้นที่ไล่ตามจับไอ้โรคจิตนี่มาสองปีแล้วแต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะเข้าใกล้ได้เกินร้อยเมตรซักที พวกหน่วยของเราในพื้นที่เองก็ลงมือมาแล้วกว่าหกเดือน ใช้มาแล้วแทบทุกวิธี”


    “เพราะอะไรหรอครับ?” อัลเบิร์ตเอ่ยขึ้น


    “มันไวเป็นลิงเลยน่ะสิ แถมเหมือนกับว่ามันมีสัญชาติญาณในการหลบหนีเอาตัวรอดสูงซะด้วย ที่ได้รับรายงานมาคือมันกระโดดข้ามหลังคาตึกสูงสามชั้นได้ วิ่งหนีมอเตอร์ไซค์ที่บิดเต็มๆใส่ได้ด้วย จนตอนนี้พวกคนในพื้นที่ลือกันให้ทั่วว่ามันเป็นผีพรายหรือไม่ก็สัตว์ประหลาด ถึงขนาดจะจัดทัวร์มาเยี่ยมชมความบ้าของมันเลยนะ แต่ก็นั่นแหละรัฐบาลของรัสเซียไม่ต้องการให้ความดังของมันเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะพวกเขาต้องการใช้เมืองนั่นเป็นห้องแลปทดลองอาวุธและเทคโนโลยีทางทหาร อุตส่าห์หาทำเลดีๆมาใช้ทำเรื่องชั่วๆได้แต่อยู่ๆทำเลนั้นก็กำลังจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวซะฉิบ” วิคตอเรียที่พูดมาซะนานเริ่มคอแห้งขึ้นมา หญิงสาวจึงหยิบเอาแก้วกาแฟขึ้นมาจิบแล้วหันไปส่งสายตาให้วิลเลี่ยมอธิบายต่อ


    “ปฏิบัติการครั้งนี้ทางทาร์ทารัสขอมาให้เป็นความลับสุดยอด ชื่อรหัสของเป้าหมายในครั้งนี้คือคิเมร่า พวกเราระดับเอสจะทำกันเองโดยไม่แจ้งสมาชิกคนอื่นให้รับทราบทั้งตำแหน่งและเวลาที่จะลงมือ ดังนั้นผมขอความร่วมมือจากทุกคนไม่ให้พูดรายละเอียดเรื่องที่เราจะไปในสองชั่วโมงหลังจากนี้กับใครนะครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่อลิเซียที่กำลังนั่งฟังเพลินๆอยู่กลับเปลี่ยนสีหน้าไปพลัน


    “หา! สองชั่วโมง เดี๋ยวสิทำไมต้องรีบอย่างนั้นด้วย วันนี้ฉันอุตสาห์นัดเอาไว้กับนิลกาฬแล้วนะ...” หญิงสาวที่พึ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปรีบเอามือทั้งสองข้างมาปิดปากของตนเอง ในขณะที่นิลกาฬได้แต่ยิ้มแหยๆหันไปทางอื่นท่ามกลางสายตาของแต่ละคนที่มองมา


    “เอ่อ... ผมต้องขอโทษที่เวลามันกระชั้นชิดแบบนี้นะครับ แต่ตอนนี้เริ่มมีนักข่าวบางส่วนเข้ามาทำข่าวแล้ว ถ้าเราปล่อยเรื่องไปนานกว่านี้การกันคนจะเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ” วิลเลี่ยมพยายามปั้นยิ้มให้ดีที่สุด ทั้งๆที่เขาเองก็อยากจะหัวเราะออกมากับท่าทางของอลิเซียเหมือนกัน


    “ถ้าอยากจู๋จี๋กันก็ไปทำกันบนเครื่องบินก็ได้ ฉันจะให้คนกั้นห้องให้...” วิคตอเรียพูดทีเล่นทีจริงแบบไม่แยแสอะไร แต่แค่นั้นนกรักสองตัวก็ถึงกับต้องเบือนหน้าแดงๆนั้นหนีไปอีกทาง “...จะยังไงก็ช่าง ไปเตรียมตัวซะเราจะออกเดินทางตอนบ่ายสามโมง ส่วนรายละเอียดของปฏิบัติการจะอธิบายกันบนเครื่องอีกที ไปได้แล้ว” สิ้นเสียงสมาชิกทุกคนก็ค่อยๆทยอยกันออกไปจากห้องจนกระทั่งเหลือเพียงวิคตอเรียและลองเวยสองคน


    “นายว่ามันจะกินเหยื่อมั้ย?” ไม่มีคำตอบใดๆออกมาจากปากของชายหนุ่ม มีเพียงรอยยิ้มที่ดูประหลาดและน่าชิงชังชังเท่านั้นที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา



    อีกด้านหนึ่งภายในห้องพยาบาลของหน่วย อลิสที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับคนอื่นกำลังตรวจเช็ครายการยาและเครื่องมืออื่นๆตามหน้าที่ๆได้รับ จนกระทั่งงานทุกอย่างจบลงหญิงสาวจึงหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้สีเงินภายในห้องแล้วเอามือก่ายคางมองไปยังท้องฟ้าอันมืดครึ้ม ก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง


    เส้นผมสีทองของหญิงสาวปลิวไสวด้วยแรงลมที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ดวงตากลมโตสีฟ้าเหม่อมองออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมายพลางคิดถึงอนาคตของตน อนาคตที่เหมือนกับจะต้องจบลงกับองค์กรซินส์ สำหรับเธอที่ไม่จำเป็นจะต้องออกไปต่อสู้และแทบจะไม่เคยลงไปเหยียบในสนามรบจริงเลยซักครั้งแล้ว ที่นี่ก็ดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่นัก แต่กับอัลเบิร์ตที่ตอนนี้หญิงสาวแทบจะไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาเลยนั้น หญิงสาวไม่แน่ใจนักว่ามันจะดีกับเขารึเปล่า


    ความคิดนั้นแล่นมาเพียงชั่ววูบ ก่อนที่ภาพที่อัลเบิร์ตและซินเทียร์กำลังยืนอยู่ด้วยกันพร้อมรอยยิ้มจะปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอ หัวใจของหญิงสาวบีบตัวแรงโดยที่เธอไม่รู้ตัว อิจฉาอย่างนั้นหรอ? บางทีนั่นอาจจะจริง แต่เธอที่เป็นเพื่อนกับอัลเบิร์ตมาตั้งแต่จำความได้นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเด็กหนุ่มยิ้มออกมาขนาดนั้น เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขามีชีวิตชีวาขนาดนั้น หากความรู้สึกประหลาดที่อยู่ในใจของเธอตอนนี้เป็นสิ่งแรกเปลี่ยนกับรอยยิ้มของเขา หญิงสาวก็คิดว่ามันคุ้มที่จะแลกมา


    และในตอนนั้นเองที่ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับชาล็อตที่เดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มบางๆเหมือนเคย รอยยิ้มที่ทำให้อลิสรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เห็นมัน


    “อลิส พี่จะไม่อยู่ซักสี่ห้าวันนะ ช่วงนี้ฝากที่นี่ด้วยล่ะ แล้วถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาก็ติดต่อผ่านอีเมลล์ของหน่วยเหมือนเดิมนะ” หญิงสาวว่าพลางจัดชุดเครื่องมอของเธอ


    “พี่ชาล็อตจะไปไหนหรอคะ?”


    “มีงานด่วนน่ะ” ชาล็อตตอบเพียงแค่นั้น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้อลิสรู้สึกว่าเธอกลายเป็นคนนอกอีกแล้ว ความรู้สึกว่าอยู่ต่ำกว่าคนอื่นและไม่อาจเป็นประโยชน์ให้กับใครได้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกวัน จนเธอเริ่มจะทนไม่ไหว


    “ พี่อลิสคะ... หนูมีประโยชน์รึเปล่าคะ กับที่นี่ กับทุกคน” มือที่กำลังเร่งรีบจัดของหยุดลงพลัน ใบหน้าหวานๆของหญิงสาวหันขึ้นมามองดวงตาสีฟ้าของอลิสด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนที่ต่อมาเธอจะนึกขึ้นได้ว่าอลิสต้องการจะสื่ออะไร


    “โถ แม่หนูน้อยจอมคิดมาก...” ชาล็อตพูดพลางขยี่มือลงบนหัวของอลิสเบาๆ “...จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไง ไม่มีเธอแล้วใครจะดูแลที่นี่ตอนที่พี่ไม่อยู่ ไม่ต้องคิดมากไปหรอกเป็นเธอที่เป็นแบบนี้ต่อไปแหละดีแล้ว” สาวน้อยพยักหน้ารับคำ ทว่าภายในใจของเธอกลับยังคงรู้สึกขุ่นมัว สำหรับเธอเป็นแบบนี้ต่อไปต่างหากล่ะที่ไม่ดีเอาซะเลย


    “ขอโทษครับ คุณชาล็อต” เสียงของใครบางคนดังขึ้น และเมื่อทั้งคู่หันไปดูก็ได้เห็นวิลเลี่ยมในชุดสูทสีเทากำลังยืนอยู่หน้าประตู


    “อ้าววิล้ลี่ยม มีอะไรหรอ” ชาล็อตถามขึ้นด้วยเสียงอ่อนหวาน ชายหนุ่มจึงยิ้มกลับด้วยท่าทางสุภาพ
    “ผมขอตัวอลิสซักครู่ได้มั้ยครับ”



    ห้องพักที่มีตู้เย็นและครัวขนาดเล็กกลายเป็นห้องส่วนตัวของอลิสและวิลเลี่ยมชั่วคราว ชาร้อนๆที่ชายหนุ่มยกมาให้เธอปล่อยไอน้ำสีขาวและกลิ่นหอมอ่อนๆลอยฟุ้งขึ้นมา ภาพของชายหนุ่มในชุดสูทและผมที่ถูกจัดทรงเรียบร้อยนั้นดูขัดกับภาพพจน์ของหน่วยยิ่งนัก แต่นั่นก็ทำให้เธออดชื่นชมคนหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ว่า เขาคือรูปแบบของคำว่าสุภาพบุรุษแดนผู้ดีอย่างแท้จริง ทั้งกิริยาการแสดงออก ทั้งรูปร่างหน้าตา หากว่าตอนนี้เขาไม่ใช่สมาชิกของหน่วยซินส์ชายหนุ่มคงจะเป็นที่นิยมในหมู่ของผู้หญิงอย่างแน่นอน


    “ขอโทษด้วยนะครับที่ผมเสียมารยาทเรียกคุณมาตอนนี้”


    “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” อลิสตอบด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กๆ และนั่นก็เป็นเพราะเธอไม่ค่อยจะได้มีโอกาสได้อยู่สองต่อสองกับผู้ชายมากนัก และส่วนใหญ่โอกาสที่ว่าก็มักจะเกิดขึ้นกับอัลเบิร์ตที่เป็นเพื่อนกับเธอมาตั้งแต่เด็ก



    “ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาของคุณผมจะขอเข้าเรื่องเลยนะครับ...” ชายหนุ่มยิ้มออกมาเล็กน้อยปล่อยให้คู่สนทนาของตนได้มีเวลาตั้งตัวก่อนจะเอ่ยออกมา “...เรื่องของคุณอัลเบิร์ต คุณอลิสชอบเขาอยู่ใช่มั้ยครับ” คำถามที่ตรงไปตรงมาแบบไม่มีท่าทีจะหลบเลี่ยงทำให้ดวงหน้าของหญิงสาวแดงเป็นมะเขือเทศทันที คำพูดปฏิเสธและคำพูดที่อยากจะยอมรับไม่หลุดออกมาจากปากของเธอแม้แต่น้อย หญิงสาวนิ่งเงียบไปในทันที แต่นั่นกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากที่สุดสำหรับชายหนุ่ม


    “ผมว่าใครๆก็น่าจะเดาได้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักถ้าคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแต่เล็กจะชอบพอกัน ผมเองก็คิดว่าพวกคุณดูเหมาะสมกันดี เพียงแต่หลังๆมานี่ผมกลับรู้สึกว่าพวกคุณไม่ได้มีอะไรคืบหน้าเลย ยิ่งหลังๆมาภารกิจที่พวกเราระดับเอสได้เริ่มถี่มากยิ่งขึ้นด้วย”


    “คุณวิลเลี่ยมต้องการจะพูดอะไรหรอคะ” อลิสยังคงทำซื่อถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ


    “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมแค่อยากจะช่วยพวกคุณ คุณเองก็น่าจะรู้ว่าผมกับทาร์ทารัสค่อนข้างจะใกล้กัน ถ้าผมขอทางนั้นไป ผมคิดว่าผมสามารถทำให้คุณกลายเป็นสมาชิกระดับเอสได้อย่างไม่ยากเย็นนัก” ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น ตอกย้ำทุกถ้อยคำลงไปในหัวใจของสาวน้อย ค่อยๆเปิดโอกาสให้คนที่ต้องการไขว่คว้าเห็น ก่อนที่จะหยิบยื่นมันไปวางไว้ตรงหน้าของเธอ และท่าทางของอลิสที่เริ่มคิดถึงสิ่งที่เขายื่นเสนอก็ทำให้เขายิ้มออกมา


    “พูดบ้าอะไรออกมาวะ!” เสียงที่กระแทกออกมาพร้อมกับการปรากฏตัวของอัลเบิร์ตทำให้ทั้งสองที่กำลังนั่งคุยกันอยู่หันกลับไปมอง และก่อนที่ใครจะทันได้ทำอะไร อัลเบิร์ตก็ตรงไปกระชากคอเสื้อของวิลเลี่ยมและลากเขาลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ “แกคิดจะทำบ้าอะไรถึงเอาเรื่องนี้มาพูดกับอลิส!”


    “อัลเบิร์ต!” อลิสเองก็อยู่ในอารมณ์ตกใจเช่นกัน แต่นั่นดูจะไม่เท่ากับอัลเบิร์ตที่พึ่งได้ยินสิ่งที่ทั้งสองเพิ่งคุยกัน


    “นิสัยเสียจังเลยนะครับคุณอัลเบิร์ต เริ่มหัดแอบฟังคนอื่นเป็นงานอดิเรกตั้งแต่เมื่อไหร่หรอครับ”


    “ฉันผ่านมาได้ยินต่างหากไอ้ตัวความคิดทุเรศ” ชายหนุ่มกระแทกเสียงออกมาด้วยอารมณ์โมโห ในขณะที่วิลเลี่ยมใช้แรงของตนกระชากมือของอัลเบิร์ตออกจากคอเสื้อแล้วจัดมันใหม่อย่างไม่แยแสต่อท่าทางเกรี้ยวหราดของคนตรงหน้า


    “พวกผมจะคุยอะไรคุณมายุ่งอะไรด้วย” รอยยิ้มยังคงแต้มอยู่บนหน้าของวิลเลี่ยม แม้ว่าตอนนี้รอยยิ้มนั้นจะดูกวนอารมณ์ของอัลเบิร์ตซักเพียงใดก็ตาม


    “ฉันว่าเราพูดตกลงเรื่องบ้าๆนี่เอาไว้แล้วไม่ใช่รึไงวะ”


    “เรื่องอะไรหรอครับ? อ้อ... เรื่องที่ว่าให้โกงผลทดสอบการต่อสู้ของอลิสน่ะหรอครับ?” น้ำเสียงใสซื่อแกล้งทำเป็นไม่รู้ ทว่าในใจนั้นกลับยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกสนุกสนานในใจ ส่วนอลิสที่ได้ยินเรื่องทั้งหมดนั้นรู้สึกสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอได้แต่มองไปยังใบหน้าลำบากใจของอัลเบิร์ตด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ...ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน


    “จริงหรออัลเบิร์ต...” ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปไม่กล้าตอบคำถามของเธอ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเครียดนั้นเบือนหน้าหนีไปอีกทาง และนั่นก็กลายเป็นการหยิบยื่นชัยชนะให้แก่วิลเลี่ยม


    “สนามทดสอบที่คุณอลิสเจอเมื่อสามปีก่อน เป็นสนามทดสอบที่ยากกว่าที่ควรจะเป็น มันไม่ใช่ของที่เด็กๆจะผ่านได้แม้แต่คุณลองเวยเองก็ยังบ่นให้ผมฟังเลย แต่คุณก็ทำให้ทุกคนทึ่ง คุณเกือบจะผ่านมันมาได้ เราควรจะให้คุณเข้าโปรแกรมฝึกเพื่อที่คุณจะได้กลายเป็นสมาชิกระดับเอสซะตั้งแต่ตอนนั้นด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดที่ว่าคุณอัลเบิร์ตคุกเข่าขอร้องต่อพวกเรา ให้กันคุณออกไป ให้คุณลืมเรื่องการต่อสู้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเข้ามาเสี่ยงอันตราย...”


    “พอได้แล้ว...” อัลเบิร์ตพูดด้วยน้ำเสียงเหลืออดผ่านออกมาจากไรฟันของเขา แต่วิลเลี่ยมที่แสร้งตีสีหน้าสงบเสงี่ยมกลับไม่สนใจมัน


    “...เพราะอะไรกันนะเขาถึงทำอย่างนั้น ผมเองก็ไม่เข้าใจ ที่จริงถ้าหน่วยเราฝึกคุณซะตั้งแต่ตอนนั้นบางทีพวกเราอาจเหนื่อยน้อยลงกว่านี้อีกเยอะ คุณเองก็จะได้อยู่ใกล้ๆกับคุณอัลเบิร์ต...”


    “พอ...”


    “...อืม หรือว่าบางทีอาจเป็นเพราะว่า เขาอยากจะปกป้องคุณล่ะมั้ง”


    “ฉันบอกให้แกพอได้แล้ว ไอ้เวร!” หมัดลุ่นๆของอัลเบิร์ตปะทะเข้าไปบนใบหน้าของวิลเลี่ยมอย่างแรง พลังของมันส่งเขาให้เซถลาไปและถ้าไม่ได้อลิสจับตัวของเขาเอาไว้ ชายหนุ่มคงจะได้ลงไปนอนกองกับพื้นอย่างแน่นอน ทว่าในใจของเขากลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร เขายินดีด้วยซ้ำที่คนตรงหน้าแสดงออกมาแบบนี้ เพราะนั่นจะเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าทุกอย่างที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง


    “อัลเบิร์ต...” อลิสมองไปยังอัลเบิร์ตด้วยสสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งดีใจที่เขารู้สึกห่วงใยเธอ ทั้งเสียใจที่เขาไม่เชื่อใจเธอ อบอุ่น แต่ก็หนาวเหน็บอยู่ในใจ


    “เธอไม่ต้องพูดมาก ลืมเรื่องพวกนี้ให้หมดซะ อยู่ที่นี่ไปนั่นแหละดีแล้ว ไม่ต้องเข้ามายุ่งกับเรื่องทางนี้...” อัลเบิร์ตพูดออกมาเสียงดังโดยไม่มองหน้าอลิส เพราะเขาในตอนนี้ไม่อาจทนความรู้สึกที่แสดงออกมาบนสีหน้าของเธอได้ และสุดท้ายชายหนุ่มก็กลั้นใจฝืนพูดประโยคสุดท้ายออกมา



    “...มันเกะกะ!”



    อีกชั่วโมงให้หลังจากนั้น สมาชิกระดับเอสทั้งหมดก็มาอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย และเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องพักก็มาถึงหูของวิคตอเรียผ่านปากของชาล็อตที่ต้องอยู่ปลอบอลิสจนเกือบทำให้ตารางเวลาล่าช้าไป ดวงตาคมๆของหญิงสาวนั้นมองไปยังรอยช้ำบนใบหน้าของวิลเลี่ยมและใบหน้าเครียดๆของอัลเบิร์ตด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนที่เธอจะค่อยๆพูดออกมา


    “ฉันไม่ค่อยเข้าใจวิธีการคิดของแกหรอกนะวิลเลี่ยม และก็คิดว่าคงไม่มีทางเข้าใจด้วย แต่ยังไงก็เถอะ เรื่องงานต้องมาก่อน แกเข้าใจมั้ย ถ้าอยากจะกวนน้ำให้ขุ่นหรือหาทางแทรกแซงอะไรก็ช่วยทำมันหลังจากเสร็จงานด้วย ส่วนเรื่องอลิสนายไม่ต้องห่วงไปหรอกอัลเบิร์ต กลับไปฉันจะหาทางกล่อมให้เอง ตอนนี้คิดถึงแต่เรื่องงานตรงหน้าก็พอ” ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา ทั้งคู่ยังคงนั่งเงียบไม่พูดอะไรเหมือนกับกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง


    “เอ่อ ช่างมัน พวกแกไม่ตอบอะไรฉันจะถือว่าพวกแกเข้าใจดีก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะเริ่มอธิบายแผนการครั้งนี้เลยก็แล้วกัน...” หญิงสาวหยุดคำพูดไปชั่วขณะ เพื่อดูสีหน้าของแต่ละคน โดยเฉพาะคนที่พึ่งทะเลาะกันไป และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วเธอจึงเริ่มต้นพูดต่อ “...แผนครั้งนี้คือ เราจะใช้ดาวเทียมสามดวงช่วยกันระบุตำแหน่งของมัน แล้วให้แต่ละคนปรับตัวตามสถานการณ์เอาเอง ไล่ต้อนมันให้จนมุมหรือไม่ก็ทำให้มันขยับไม่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซินเทียร์”


    “วางกับดักมันไม่ง่ายกว่าหรอคะ?” อลิเซียยกมือขึ้นถาม เมื่อเธอเห็นว่าแผนครั้งนี้ดูไม่เหมือนแผนซักเท่าไหร่เลย


    “ทำได้ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นน่ะนะ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้มันหลบหนีจากอันตรายได้ ไม่เคยมีกับดักหรือแผนการใดๆใช้กับมันได้ผล นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเราต้องลงมาเอง สำหรับตัวฉันคิดว่าครั้งนี้คนยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะฉะนั้นฉันอยากจะให้วิลเยมกับชาล็อตคอยบอกตำแหน่งและประสานงานพวกเราอยู่ด้านหลัง”


    “แต่ถึงเราจะใช้ดาวเทียม แต่พื้นที่แถบนั้นเป็นป่ากับภูเขาซะส่วนใหญ่ไม่ใช่หรอครับ ถ้ามันหนีเข้าไปในป่าดาวเทียมของเราคงจะใช้งานได้ลำบากมากขึ้น”


    “กรณีนั้นจะเป็นหน้าที่ของเครื่องบินสอดแนมเหนือหัวเรา รัสเซียใจดีให้ยืมมาเป็นกรณีพิเศษ...” วิคตอเรียตอบวิลเลี่ยมก่อนที่จะหันมาหาคนอื่นๆ “...เพราะฉะนั้นครั้งนี้จะมีคนที่ต้องลงไปล่าอยู่แปดคน ฉัน ลองเวย อลิเซีย นิลกาฬ อัลเบิร์ต แล้วก็ซินเทียร์ โดยเฉพาะแกยัยหน้าบาก แกมีเรี่ยวแรงไม่จำกัด วิ่งไล่มันให้สุดลูกหูลุกตาไปเลย ครั้งนี้คงเละเทะแน่ แต่ในเมื่ออีกทางใช้สัญชาติญาณหนีแบบนี้เราก็มีแต่จะต้องใช้ลูกไม้เดียวกันเข้าไปอัดมัน อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวังล่ะ”



    เช้าวันถัดมาในเมืองเป้าหมาย ภาพอันชินตาของชาวบ้านแถวนั้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ชายวัยกลางคนในสภาพล่อนจ้อนกำลังนั่งลงเหมือนสุนัขแล้วขับถ่ายของเสียออกมาแบบไม่เกรงใจสายตาของใคร ก่อนที่มันจะเริ่มวิ่งไปคุ้ยเขี่ยขยะสดจนกระจุยกระจายไปถั่ว ครั้นชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหว พลั่วและท่อนไม้ก็ถูกหยิบขึ้นมาต่างอาวุธ แล้วการไล่ล่าที่ไม่มีวันสำเร็จก็เริ่มขึ้น


    ไอ้โรคจิตว่องไวยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆที่พวกเขาเคยเห็น อย่างกับว่ามันไม่ใช่มนุษย์ ทั้งความเร็วในการวิ่งการตัดสินใจเลือกเส้นทางหนีหรือแม้แต่ความอึดของมันเกินกว่าขีดจำกัดของคนทั้งสิ้น ชนิดที่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นบ้าพวกเขาคงจับคนๆนี้ยัดเป็นนักกีฬาของประเทศไปแล้ว การล่าของพวกชาวบ้านจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเริ่มเข้ามาคุมสถานการณ์ แต่น่าแปลก พวกเขาดูไม่คุ้นตากับคนกลุ่มนี้เลยซักนิด


    “ต่อจากนี้พวกเราจะจัดการเองครับ” วิลเลี่ยมที่แฝงอยู่ในชุดตำรวจพูดภาษารัสเซียออกมาอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่คนอื่นๆหุบปากเสียสนิทไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย


    “ไล่ให้ตายก็ไม่ทันหรอก” หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านบ่นออกมาก่อนที่จะยอมถอยไปโดยดี เพราะพวกเขาเองก็ต้องการเพียงให้ไอ้บ้าคนนี้หายไปจากสายตาเท่านั้น ไม่ได้สนใจเรื่องจะจับมันซักเท่าไหร่ และนั่นก็เป็นเรื่องดีกับพวกวิคตอเรีย


    “นายไปประจำที่รถกับชาล็อตได้แล้ววิลเลี่ยม ที่เหลือพวกฉันจะจัดการเอง...” หญิงสาวพูดพลางจ้องไปยังชายเปลือยที่ผลุบๆโผล่ๆอยู่หลังกองไม้ราวกับสัตว์ที่กำลังพินิจอันตรายเบื้องหน้า “..เอาล่ะ ออกล่าได้!”




    การปิดประตูตีแมวเริ่มขึ้นในทันที รถมอเตอร์ไซค์ถูกนำมาใช้เพื่อไล่ต้อนให้อมตะหนีไปทางที่ไม่มีคน ก่อนที่คนที่เหลือจะตามไปล้อมอยู่ห่างๆ ภาพจากดาวเทียมและเครื่องบินถูกส่งมายังวิลเลี่ยมแล้วเขาก็รายงานสถานการณ์นั้นต่ออีกที โดยมีชาล็อตช่วยประสานงานอยู่อีกแรง ที่ควรจะเสียเปรียบเพราะคนน้อยในตอนแรกก็กลับได้เปรียบขึ้นมาเพราะความง่ายในการประสานงาน


    แต่กระนั้นอีกฝ่ายเองก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจนมุมเลยซักนิด กระสุนปืนแต่ละนัดที่ถูกยิงออกไปไม่ได้สัมผัสถูกเป้าหมายเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกระสุนจากลองเวยที่เริ่มลดจำนวนการยิงลงไปทุกทีเพราะเขาเริ่มเบื่อกับการไล่ล่าที่ดูไม่ประสบผลสำเร็จครั้งนี้เต็มที จนเวลาล่วงไปจนเที่ยงพวกเขาก็หยุดการล่าลงเพื่อพักผ่อน เครื่องบินบนฟ้าเองก็ต้องบินกลับเพื่อเติมน้ำมัน จะมีก็แต่ดาวเทียมที่คอยจับตาดูตำแหน่งของสิ่งที่พวกเขากำลังล่าอยู่ไม่ห่าง


    “ไอ้สัตว์เอ้ย!” วิคตอเรียตะคอกออกมาด้วยความหงุดหงิด เพราะเมื่อครู่เธอพึ่งโดนก้อนหินปาเข้าใส่หัว และคนที่ปาก็คือสิ่งที่เธอกำลังไล่ล่าอยู่เมื่อครู่ เจ้านั่นมันกำลังเยาะเย้ยพวกเขาที่ไม่อาจทำอะไรมันได้อยู่ด้วยการก่อกวนความสงบสุขในการกินข้าวของพวกเขา


    “จับมันได้เมื่อไหร่อย่าพึ่งฆ่ามัน ให้ฉันได้กระทืบมันเล่นก่อน!”


    การไล่ล่าในช่วงบ่ายเริ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเริ่มหันมาใช้อะไรที่มันแรงกว่าปืนพก ทั้งสไนเปอร์ ปืนกล หรือแม้แต่เครื่องยิงระเบิดก็ถูกนำออกมาใช้โดยไม่เกรงใจสายตาหรือหูของใครหน้าไหนอีก นี่เป็นครั้งแรกที่คนในทีมเริ่มรู้สึกประสาทเสียกับเป้าหมายของพวกเขา ขนาดที่ว่าให้ไปล่าอมตะอย่างกลอเรียอีกรอบก็ยังดีซะกว่าจะต้องมาล่าไอ้บ้านี่


    กว่าที่กระสุนนัดแรกจะเรียกเลือดของอีกฝ่ายได้เวลาก็ผ่านมาจนเกือบค่ำ ปืนลูกซองจากซินเทียร์ที่วิ่งไล่ได้เร็วที่สุดฉีกกล้ามเนื้อขาซ้ายของอีกฝ่ายจนกระจุย แม้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าหยุดมันได้ชะงัก แต่ก็มากพอที่จะทำให้ความเร็วของอีกฝ่ายตกลง และกระสุนนัดต่อๆมาก็วิ่งเข้าไปบนร่างของมัน จนในที่สุดเป้าหมายของพวกเขาก็หยุดนิ่งห่างจากพวกเขาไปไม่ถึงร้อยเมตร


    “เสร็จล่ะไอ้สวะ” วิคตอเรียพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆที่ต้องวิ่งมาแทบทั้งวัน ครั้งนี้เป็นความตึงมือที่พวกเขาไม่อยากจะพูดถึงมันเลยแม้แต่น้อย


    “แก ทำได้แสบนักนะไอ้เวร” นิลกาฬสบถออกมาเป็นภาษาไทยด้วยความหงุดหงิด เพราะว่าเขาเองก็โดนเจ้านั่นปามาใส่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาโดนไม่ใช่ก้อนหินแต่เป็นอุจจาระที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ทำให้แม้แต่ในตอนนี้กลิ่นนั้นก็ยังคลุ้งอยู่ที่ตัวของเขา


    “ล่ามมันเอาไว้ซะ”


    ทว่าในขณะที่แต่ละคนกำลังเดินเข้าไปล้อมอมตะนั่นเอง ที่พวกเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เสียงของใครบางคนกำลังครางเบาๆก็ดังเข้ามาในหูของเขา และไม่ต้องสงสัยอะไรให้มากความพวกเขาก็รู้ว่ามาจากเป้าหมายตรงหน้านั่นเอง แต่สิ่งที่ต่างไปคือคราวนี้มันมีคำพูดออกมาด้วย คำพูดที่พวกเขาไม่ได้ยินจากอมตะตรงหน้าเลยทั้งวัน


    “อย่า... อย่ามองฉัน อย่ามองมาทางฉัน!”


    สิ้นคำพูดภาษารัสเซียนั้น พวกเขาก็ได้กลายเป็นประจักษ์พยานของความน่าสะพรึงกลัว ผิวหนังของเป้าหมายตรงหน้านั้นปริแตกจนเลือดพุ่งกระฉูดไปทั่ว ร่างที่มีขนาดไม่ต่างไปจากมนุษย์ทั่วไปค่อยๆขยายใหญ่พร้อมกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ดวงตาของมันมีสีแดงฉานดุจเลือด โครงหน้าเหมือนหมาป่าที่มีเขาเป็นแพะ แขนสองข้างคล้ายกับขาหน้าของสิงโตที่มีกรงเล็บยื่นยาวและมีขาหลังเหมือนม้า มันยืนสองขาพร้อมกับปีกค้างคาวขนาดใหญ่กลางหลัง หางที่เป็นงูขนาดใหญ่ของมันสะบัดไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง ก่อนที่เสียงคำรามของมันจะดังก้องไปทั่วผืนป่าในยามค่ำคืน


    วิคตอเรียผู้นำทีมล่าค่อยๆสั่งให้ทุกคนถอยออกมาพลางเล็งอาวุธไปยังร่างที่สูงกว่าสามเมตร เธอมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนกกับข้อมูลที่ไม่เคยได้รับ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือไม่เคยมีใครมาได้ถึงตรงนี้ เวลาน่าจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของมัน เธอคิดอย่างนั้นแต่นั่นก็เป็นเพียงสมมติฐานของตัวเธอเอง และเมื่อความคิดในหัวของเธอกลับมาเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดได้อีกครั้ง หญิงสาวก็ยิ้มออกมาด้วยแววตาสนุกสนาน


    “เอ่อ แบบนี้สิวะมันถึงจะเหมาะสมกับชื่อรหัสของแก ...คิเมร่า”
    Last edited by fatal_error; 27-03-2011 at 12:52 PM.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •