+ Reply to Thread
Page 3 of 5 FirstFirst 12345 LastLast
Results 21 to 30 of 43
  1. #21
    fatal_error
    บทที่ 13 เรื่องไม่เป็นเรื่อง

    กลางวันร่างคนใจสัตว์ กลางคืนร่างสัตว์ใจคน

    เซอร์เก้ กริกอร์เรฟ ในวงการพ่อค้าตลาดมืดไม่มีใครไม่รู้จักเขา เบื้องหน้าเป็นผู้จัดหาสินค้าอุปโภคและนักเล่นหุ้นรายใหญ่ แต่เบื้องหลังนั้นเขาถูกเรียกว่าพ่อค้าชีวิต สัตว์หายาก สัตว์สงวน เปิปพิสดารหรือแม้แต่มนุษย์ เขาสามารถจัดหาสิ่งมีชีวิตทุกอย่างได้ตามที่ลูกค้าต้องการหากว่าเงินถึง ชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมคนนี้ไม่เคยสนใจหรือใส่ใจกับคำว่าสิทธิและเสรีภาพ สำหรับเขาโลกนี้มีเพียงผู้ที่อยู่บนสุดและล่างสุดของห่วงโซ่อาหารเท่านั้น

    “จะไปสนใจมันทำไม ในเมื่อพวกมันโง่หนีผมไม่ทันเอง”

    ผู้ล่าเท่านั้นที่จะได้ทุกสิ่ง อำนาจเงินเท่านั้นที่ซื้อได้ทุกอย่างทั้งกฎกติกาและชีวิตคน กระทั่งวันหนึ่งที่เขาต้องกลับกลายเป็นฝ่ายถูกล่าซะเอง ไม่ใช่ด้วยอำนาจรัฐที่เขากุมเอาไว้ในกำมือ หากแต่เป็นคู่แข่งทางการค้าที่หวังจะปลิดชีพของเขาลง เซอร์เก้ถูกไล่ต้อนโดยมือปืนจำนวนมากจนในที่สุดเขาก็พลาดท่าถูกยิง ก่อนที่เจ้าตัวจะพลัดร่วงหล่นลงไปในกรงสิงโตที่เขาเป็นผู้จัดหามาเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า

    และที่นั่นเองที่เขาถูกล่าโดยสิ่งที่ตนเองล่ามาตลอด แขนขาถูกกระชากกระจุยเป็นชิ้นๆด้วยเจ้าป่าเกือบสิบตัว ทั้งเลือดและเครื่องในกระจายเกลื่อนกรงส่งกลิ่นคลื่นเหียนออกมาจนแม้แต่มือปืนที่ตามล่าเขามาตลอดทางยังต้องเบือนหน้าหนีจากความหิวกระหายอันผิดปกติของฝูงสิงห์เหล่านั้น และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เซอร์เก้ ก็ได้กลายเป็นบางอย่างที่เขาไม่อยากจะเป็น

    ยามกลางวันร่างของเขานั้นเป็นปกติทุกประการ หากแต่ว่าจิตใจของเขานั้นไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลยแม้แต่น้อย ไม่อาจควบคุมร่างกายอันวิปลาส จะมีก็เพียงสติเท่านั้นที่รับรู้ทุกการกระทำอันอัปยศอดสูของตน ทุกกลิ่นเหม็นเน่า ทุกรสชาติของเสีย ทั้งหมดตราตรึงอยู่ในสัมผัสของเขาอย่างไม่จางหาย
    และเมื่อถึงกลางคืนยามที่เขาควบคุมกายาของตนได้อีกครั้ง ร่างทั้งร่างก็กลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดไม่น่ามอง ไม่อาจออกไปพบใคร ไม่อาจพูดคุยกับใคร ถูกกักขังเอาไว้ในร่างพร้อมความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อตอนกลางวัน ได้แต่เฝ้าร้องไห้และโหยหวนออกมาไม่ต่างไปจากสัตว์หรือมนุษย์ที่เขาเคยจับมาขังเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ในยามนี้ที่เขาอยู่ต่อหน้าหน่วยซินส์ น้ำตาสีดำก็ยังคงหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัว

    “มันเป็นบ้าอะไรของมันวะ!” นิลกาฬถอยพลางเอามืออุดหูของตนเอาไว้ ในขณะที่คนอื่นๆเองก็เริ่มขยับห่างออกมาจากเป้าหมายที่ดูจะไม่หมูอีกแล้ว

    “ไม่! อย่าเข้ามา ถอย ถอยออกไป” เจ้าสัตว์ร้ายร้องตะโกนออกมาพลางสะบัดแขนขนาดยักษ์นั้นไปมาเบื้องหน้า หมายจะไล่กลุ่มคนแปลกหน้าออกไปจากตัว ท่อนแขนอันทรงพลังตวัดซ้ายขวาจนต้นไม้น้อยใหญ่หักโค่นไปเป็นแถบ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงความต่างชั้นของพลัง

    “ช่างมัน! ยิง เอามันลงเดี๋ยวนี้”

    สิ้นคำสั่งปืนน้อยใหญ่ก็ถูกลั่นไกส่งกระสุนสังหารนับสิบเข้าใส่เป้าหมายตรงหน้า ทว่าแทนที่เลือดจะหลั่งออกมาจากสัตว์ร้าย กลับกลายเป็นว่ากระสุนเหล่านั้นกระเด็นกระดอนออกจากผิวอันแข็งแกร่งราวกับว่ามันปะทะเข้ากับแผงเหล็ก เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ต่างคนก็ต่างพูดไม่ออกกับความเปลี่ยนแปลงที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า มนุษย์โรคจิตที่เคยถูกกระสุนเพียงนัดเดียวก็ล้มไม่เป็นท่ากลับกลายเป็นสัตว์ร้ายตัวสูงเท่าบ้านที่แข็งแกร่งจนกระสุนปืนยิงไม่เข้า

    “ซวยแล้วไงพี่วิคตอเรีย” อลิเซียพูดออกมาเบาๆด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก

    “ซินเทียร์... งานนี้ฉันยกให้แก”

    สายตาของวิคตอเรียหันไปมองซินเทียร์ที่ถอดถุงมือออกมารอเอาไว้แล้ว ด้วยความหวังว่าพลังในการสลายอินทรีย์สารของซินเทียร์จะสามารถทำลายร่างขนาดใหญ่ตรงหน้าได้ และไม่ต้องรอให้หญิงสาวสั่งซ้ำสอง ร่างอันว่องไวของอมตะสาวก็วิ่งเข้าหามฤตยูตรงหน้าพร้อมกับหลบหลีกแขนที่แกว่งไปมาเหล่านั้นเข้าประชิดตัวคิเมร่าได้สำเร็จ ฝ่ามือแห่งความตายถูกประทับลงบนส่วนอกของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แล้วกระบวนการย่อยสลายก็เริ่มต้นขึ้น
    ร่างขนาดใหญ่ร้องออกมาทันทีด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่มันจะฟาดแขนเข้าใส่ซินเทียร์จนร่างอมตะกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตรเพราะพลังทำลาย ทว่าวิคตอเรียไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อเธอเห็นว่าอีกฝ่ายโดนฝ่ามือของซินเทียร์เข้าไปเต็มๆแล้ว หนำซ้ำแขนข้างที่ใช้ซัดเข้าใส่หน้าของซินเทียร์เองก็เริ่มย่อยสลายตนเองแล้วด้วย ศึกครั้งนี้คงจะจบเพียงเท่านี้

    ทว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด เมื่อหญิงสาวสังเกตเห็นบางอย่างไม่ชอบมาพากลในร่างของอีกฝ่าย ผิวหนังที่เคยถูกย่อยสลายถูกดันออกมาภายนอกด้วยผิวหนังชุดใหม่จนไม่เหลือชิ้นส่วนที่จะกัดกินร่างอมตะของมันอีกต่อไป ความสามารถที่เคยเป็นเครื่องการันตีในว่าสามารถฆ่าได้แน่นอนถูกทำลายลงด้วยกระบวนการป้องกันตนเองนั้นภายในพริบตา

    “เหี้ยแล้วไง... ไหงมันมีลูกเล่นแบบนี้ด้วยวะ” วิคตอเรียพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตน

    “ทำไมพวกแกต้องทำร้ายฉัน ทำไมต้องดูถูกฉัน เจ็บ ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน คนที่เคยเป็นผู้ล่ามาตลอดอย่างฉัน...” คิเมร่าพร่ำเพ้อออกมาด้วยน้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียม สติของมนุษย์ที่เคยหลงเหลืออยู่เริ่มค่อยๆจางหายไปกับร่างสัตว์ของตน ดวงตาสีแดงของหัวหมาป่านั้นมองไปยังศัตรูเบื้องหน้าอย่างกระหายเลือด พร้อมกับความอดทนที่เหือดแห้งไปทุกที “...นั่นสินะ บางทีฉันอาจจะคิดอะไรยากเกินไป ทำไมฉันต้องหลบต้องซ่อน ทำไมฉันจะต้องคอยวิ่งหนีพวกแก ในเมื่อฉันมีพลังมากมายขนาดนี้” ต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกถอนออกมาจากพื้นดินด้วยมือเพียงข้างเดียวของคิเมร่า ยืนยันว่าคำกล่าวของมันเป็นจริงเพียงใด และสุดท้ายเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างภายในใจของมันขาดสะบั้น ต้นไม้ยักษ์นั้นก็ถูกปาเข้าใส่เหล่านักรบของซินส์ทันที

    เสียงไม้หนักๆกระแทกกับพื้นดินดังลั่นไปทั่วป่าคู่ไปกับเสียงคำรามก้องของสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงปืนอันไร้ความหมายเมื่อกระสุนเหล่านั้นไม่อาจทำได้แม้แต่สร้างรอยขีดข่วนให้กับมัน ทว่าอัลเบิร์ตนั้นยังคงไม่ยอมแพ้เขาเปลี่ยนไปใช้ปืนยิงระเบิดที่ติดตั้งอยู่คู่กับไรเฟิลอัตโนมัติของตน แล้วยิงระเบิดแรงงสูงเข้าใส่เป้าหมายเบื้องหน้า

    ผลลัพธ์ของมันไม่เป็นที่ประทับใจมากนัก ผิวหนังของมันหลุดกระเด็นออกมาก็จริง ทว่าผิวที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าชุดใหม่ก็เลื่อนเข้ามาแทนที่ส่วนที่เสียหายอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ไม่ได้ผล แต่กลับกลายเป็นการเรียกความสนใจของมันมาหาตัวเขาด้วย ปีกค้างคาวขนาดใหญ่ของคิเมร่ากางออกกว้างพร้อมกับยิ้มที่แสยะออกมา แล้วร่างขนาดยักษ์ก็บินขึ้นสูงก่อนที่ชั่วพริบตาน้ำหนักหลายตันของมันจะถูกทิ้งลงไปใส่เด็กหนุ่มเบื้องล่าง

    อัลเบิร์ตหนีความตายได้ทันเพียงชั่ววินาที ต้องขอบคุณอุปกรณ์เสริมแรงที่ขาของเขาที่ทำให้ร่างกายยังอยู่ครบสามสิบสอง แต่จะดีใจก็ยังเร็วเกินไป เมื่อแขนขนาดยักษ์ของสัตว์ร้ายถูกเหวี่ยงลงมาอีกครั้งในสภาพที่ชายหนุ่มยังคงนอนกลิ้งอยู่บนพื้นเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่ เสียงกัมปนาทดังก้องป่าอีกครา และถ้าไม่ใช่เป็นเพราะซินเทียร์เข้ามารับกรงเล็บนั้นเอาไว้ ป่านนี้เด็กหนุ่มก็คงจะกลายเป็นเนื้อบดไปแล้ว

    ทว่าดูเหมือนแค่รับมันครั้งแรกก็ทำให้กระดูกแทบทั้งร่างของซินเทียต้องหักเป็นชิ้นๆ ร่างที่ไร้แกนค้ำยันร่วงลงสู่พื้นไม่ต่างไปจากหุ่นกระบอกที่ถูกตัดเอ็น คิเมร่าเห็นโอกาสนั้นและไม่ยอมที่จะปล่อยให้มันหลุดรอดไป แขนที่มีพลังไม่ต่างไปจากเครื่องปั้มขึ้นรูปเหล็กยกสูงขึ้นสองข้างอีกครั้งเตรียมพร้อมที่จะคิดบัญชีกับคนที่ทำให้มันบาดเจ็บ

    และในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่การตัดสินใจอันเด็ดขาดของอัลเบิร์ตถูกแสดงออกมา ปืนกลในมือของเขาเล็งขึ้นสูงด้วยความมั่นใจ ก่อนที่นิ้วของเขาจะกดลงไปบนไกปืนอย่างรวดเร็วแต่มั่นคง ส่งกระสุนเข้าหาเบ้าตาข้าซ้ายของสัตว์ประหลาดอมตะตรงหน้า เลือดสดๆกระฉูดออกมาจากคิเมร่าให้ทุกคนในหน่วยได้เห็นเป็นครั้งแรก มันร้องระงมด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเสียหลักเซถลาไปด้านหลัง เปิดโอกาสให้อัลเบิร์ตอุ้มร่างที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ของซินเทียร์ออกมาจากจุดอันตราย

    “ทำได้ดีมากเลยนะครับ คุณอัลเบิร์ต”

    ลองเวยที่จับตาดูการต่อสู้อยู่ห่างๆมาตลอดเห็นจุดอ่อนของคู่ต่อสู้เช่นเดียวกับที่อัลเบิร์ตเห็น เขาควงมีดของตนเข้าหาร่างตรงหน้าโดยไม่สนใจความอันตรายของแขนทที่กำลังเหวี่ยงไปมาด้วยความโรธทั้งสองข้าง ก่อนที่จะฝังใบมีดคมกริบเข้าไปในตาข้างขวาแล้วดึงมันออกมาปาดอย่างอย่างรวดเร็วไปยังตาซ้ายที่กำลังกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

    ความเร็วบวกกับความแม่นยำนั้นทำให้คิเมร่าต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ลองเวยที่พอจะเข้าใจแล้วว่าจุดอ่อนของอีกฝ่ายง่ายดายเพียงใดสำหรับตน รีบกระโดดไปทางด้านหลังของเป้าหมายเพื่อหลบหลีกมือของอีกฝ่าย เตรียมพร้อมที่จะเข้าเล่นงานจุดที่ไร้ผิวหนังหุ้มจุดต่อไป ทว่าในชั่วพริบตานั้นเองที่เขารู้สึกได้ถึงอันตรายจากด้านข้าง และเมื่อเขาหันไปดวงตาของเขาก็ประสานเข้ากับแสงเรืองรองสีเหลืองคู่หนึ่ง

    มันเป็นแสงที่สะท้อนมาจากดวงตาของงูขนาดยักษ์ที่เป็นส่วนหางของคิเมร่า และแทบจะทันที เจ้างูยักษ์นั้นก็ฉกลงไปที่ลองเวย ตัวของนักฆ่าหนุ่มหลบอันตรายออกมาได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเพียงเพื่อจะได้เห็นพลังทำลายของเขี้ยวเหล็กกล้าที่จมลงไปในหินศิลาใกล้ๆกันนั้น หินโชคร้ายผุพังไปทันทีเพราะพิษจากคมเขี้ยวของมันและนั่นก็เป็นสัญญาณที่ทำให้เขาต้องรีบเผ่นออกมาจากตรงนั้นโดยเร็วที่สุด

    “ไอ้นี่มันเคี้ยวไม่ง่ายแล้วนะบอส” นิลกาฬพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเครียด มือก็ยังคงลั่นไกเข้าใส่ศัตรูตรงหน้า แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ผลเลยก็ตาม

    “ฟู่... เกือบไปๆ อย่างนี้สิถึงค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย” ลองเวยที่พึ่งเฉียดตายมาหมาดๆ ยังคงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้าของเขา แตกต่างไปจากคนอื่นๆที่เริ่มเหนื่อยล้าและมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    และวิคตอเรียก็ได้คิด ใช่ มันไม่ใช่แค่เป้าหมายมีความแข็งแกร่งมากกว่าพวกเธอเท่านั้น แต่พวกเธอยังมีความเหนื่อยล้าจากการเล่นวิ่งไล่จับกับเป้าหมายตรงหน้ามาแล้วทั้งวันอีกด้วย โดยเฉพาะอัลเบิร์ตกับอลิเซีย เด็กหนุ่มแม้จะเก่งกาจเพียงใดแต่ร่างกายของเขาก็ยังไม่ใช่ร่างกายของชายฉกรรจ์ที่เติบใหญ่เต็มตัว ส่วนอลิเซียก็ไม่ได้ออกศึกในแนวหน้ามากนัก และผลลัพธ์ของมันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนด้วยอาการเหนื่อยหอบอย่างหนักของทั้งคู่ เจ้าตัวอาจจะยังไม่รู้ แต่ตอนนี้ทั้งขาทั้งแขนของพวกเขาคงจะล้าไปหมดแล้ว

    “ชาล็อตได้ยินมั้ย ศัตรูมีความสามารถที่เราไม่ได้รับข้อมูลมาก่อน เราจะถอยเดี๋ยวนี้ มาเจอกันที่จุดนัดพบบี พร้อมเตรียมอาวุธต่อต้านปเหมายขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย”

    [วิคตอเรีย แต่อาวุธพวกนั้นพวกเราไม่ได้...] ใช่... พวกเธอไม่ได้เอามาด้วย ไม่มีใครคิดจะล้มช้างล้มม้าแถวนี้ พวกเขาคิดเพียงว่าจะต้องมาเจอกับมนุษย์วานรเท่านั้น อาวุธส่วนใหญ่จึงเน้นหนักไปทางต่อต้านบุคคล

    “ฉันรู้ เอาไอ้ที่มีอยู่ที่ดีที่สุดออกมาก็พอ รีบเข้าเราต้องไปกันแล้ว” สิ้นคำวิคตอเรียก็ส่งสัญญาณให้พรรคพวกถอยกลับทันที ในขณะที่พวกเขายังมีโอกาสอยู่

    “หมายความว่ายังไงครับที่ว่าจะให้ถอย พวกเรายังมีโอกาสอยู่นะครับ” ความภาคภูมิใจ ความมีอัตตา ความคึกคะนองต่อความสำเร็จที่ผ่านมาบอกอัลเบิร์ตว่านี่ยังไม่ใช่เวลาถอย ไม่ใช่สิ สำหรับเขาแล้วมันจะต้องไม่มีคำว่าถอย


    “แกจะบ้าไปแล้วรึไง ดูสภาพตัวเองซะก่อนเถอะแล้วค่อยพูดออกมา” วิคตอเรียตะคอกกลับในขณะที่คนอื่นๆเริ่มล่าถอยไปในทิศทางที่กำหนดมาแล้ว

    “ไม่ครับ เรายังมีโอกาสอยู่ เมื่อกี้คุณวิคตอเรียก็เห็นว่าเจ้านั่นมันโดนเราเล่นแล้ว”

    “แต่สภาพตอนนี้เรายังไม่พร้อม นี่เป็นคำสั่งของฉัน ถอยเดี๋ยวนี้” วิคตอเรียจับข้อมือของคนหัวดื้อแล้วพยายามลากเขาไปด้วย ทว่าชายหนุ่มกลับสะบัดข้อมือของตนแล้ววางซินเทยร์ที่ฟื้นตัวแล้วลงไปยืนกับพื้น

    “พวกคุณวิคตอเรียจะถอยกันไปก่อนก็ได้ แต่ผมจะอยู่ที่นี่ ต่อให้ไม่มีพวกคุณผมก็จะล้มมันให้ดู”

    “นี่แกเป็นบ้าอะไรของแกอีกล่ะเนี่ย! เลือดวัยรุ่นมันร้อนจนพุ่งขึ้นสมองไปแล้วรึไง ลองเวยจัดการมัน” ไม่ทันที่อัลเบิร์ตจะได้ต่อปากต่อคำต่อ ลองเวยก็จัดการซัดฝ่ามือใส่เขาจากด้านหลัง ดับสติของชายหนุ่มลงไปในทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่คิเมร่าเริ่มกลับมองเห็นได้อย่างปกติอีกครั้ง และนั่นทำให้วิคตอเรียตัดสินใจหนีออกมาพร้อมกับคนที่เหลือทันที


    แผนการทั้งหมดต้องถูกวางขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่หนที่พวกเขาต้องหนีหัวซุกหัวซนแบบนี้ จะว่าไปก็คงจะมีแค่กลอเรียนั่นแหละ ที่หญิงสาวเคยโดนเล่นงานจนต้องหนีออกมา รถเทรลเลอร์ที่ส่วนบรรทุกด้านหลังที่ดัดแปลงเป็นห้องสื่อสารและห้องพยาบาลถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แม้แต่หน่วยซินส์ระดับเอสก็ยังต้องได้แผลและนั่นก็ทำให้ชาล๊อตต้องเริ่มทำงานที่ตนถนัดเป็นอันดับสอง การสื่อสารระหว่างคนผู้นำถึงผู้นำด้วยกันเริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศตึงเครียด ในขณะที่บางคนเริ่มจะม่อยหลับเพราะความล้าและความเย็นสบายในห้องดัดแปลงห้องนี้

    “ฉันรายงานไปทางทาร์ทารัสแล้ว คงไม่ต้องบอกใช่มั้ยว่าพวกตาแก่นั่นบอกว่ายังไง” ดูจากสีหน้าของวิคตอเรียก็ไม่ต้องเดาให้ยาก ทำลายศัตรูให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

    “ถ้าอย่างนั้นจะออกไปเดี๋ยวนี้เลยมั้ยล่ะครับ หรือจะรอให้คุณอัลเบิร์ตฟื้นขึ้นมาก่อน” ลองเวยพูดพลางชี้มือไปยังอัลเบิร์ตที่ยังคงสลบจากการโจมตีของเพื่อนร่วมทีมอยู่

    “ไม่ล่ะ ถ้ามันฟื้นขึ้นมาแกก็จัดการส่งมันไปนอนต่อเลยก็แล้วกัน ฉันเปลี่ยนใจเรื่องแผนแล้ว...” วิคตอเรียพูดก่อนจะหาเก้าอี้ลงนั่ง “...เราจะรอจนถึงเช้า ให้มันกลับร่างเดิมก่อนค่อยเข้าไปถลุงมัน จากเมื่อเย็นก่อนทำให้พวกเราพอจะจับทางได้แล้วว่าอาวุธประเภทไหนถึงจะเหมาะสมกับมัน อีกอย่างอาวุธที่เรามีอยู่ในตอนนี้เองก็ไม่เหมาะสมที่จะเอามาสู้กับอะไรที่แกร่งแบบนี้ ถ้าจะสู้ฉันก็อยากจะให้ทีมมีอย่างน้อยๆก็ .50 คาลิเบอร์น่ะนะ”

    “แล้วบอสรู้ได้ยังไงครับว่ามันจะกลับคืนร่างเดิมในตอนเช้า” นิลกาฬถามขึ้น เมื่อเขารู้สึกว่าสิ่งที่วิคตอเรียพูดออกมามันยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

    “ใช่ค่ะ แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะจับไอ้ลิงวอกนั่นได้อีก ถ้าเกิดว่าเราลงเอยเหมือนคราวนี้ล่ะคะ” อลิเซียเองก็มีข้อสงสัยเช่นกัน คำถามด้วยน้ำเสียงง่วงจึงถูกเอ่ยออกมา

    “ฉันมีข้อสันนิษฐานง่ายๆสองข้อ หนึ่งคือไม่เคยมีรายงานการปรากฏตัวของไอ้ลิงวอกนั่นตอนกลางคืนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เหมือนกับว่ามันเป็นพวกที่เข้านอนตอนกลางคืนยังไงอย่างนั้น และสองก็คือตอนที่ไอ้บ้านั่นแปลงร่างเป็นตอนกลางคืนพอดี จะว่าเป็นเพราะมันโดนทำร้ายก็คงไม่ใช่ เพราะเรายิงมันไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนที่อาทิตย์จะตกดินแล้ว ถ้าจะเป็นกลไกป้องกันตัวเองมันก็ควรจะทำตั้งแต่ตอนที่ได้รับบาดเจ็บ และต่อให้ข้อสันนิษฐานของฉันผิดพลาด มันไม่กลับคืนร่างเดิม หรือเราหาวิธีจับมันตอนกลางวันไม่ได้อีก ยังไงซะวันนี้พวกเราก็ต้องพัก สภาพแบบนี้ต่อให้ไปเจออมตะที่งี่เง่าที่สุดในโลกเราก็มีสิทธิ์แพ้ได้ หรือไม่จริง?” วิคตอเรียพูดแล้วก้มองไปยังสายตาของลูกทีมตนเองแต่ละคน สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกเลยว่าอยากล้มลงไปนอนซักแค่ไหน
    “เอาเป็นว่าเงียบไปก็คือคำตอบ...”

    เธอเองก็เหนื่อยเหมือนกัน เหนื่อยมากด้วย ที่ยังทำเป็นว่าสบายอยู่ก็เพียงแค่ภายนอกเท่านั้น ตอนนี้ถ้าเธอได้เอนตัวลงนอนเมื่อไหร่เธอหลับแน่ โดยเฉพาะในห้องแอร์เย็นๆที่ดูปลอดภัยแบบนี้ มันแตกต่างจากในป่าหรือสนามรบที่เต็มไปด้วยอันตรายซึ่งคอยกระตุ้นประสาทสัมผัสในการเอาตัวรอดโดยสิ้นเชิง
    จะว่าไปส่วนหนึ่งที่เธอเหนื่อยนั่นก็ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว ความจริงคือหญิงสาวไม่ได้นอนมาวันสองวันแล้ว เพราะเรื่องที่เธอสงสัยว่าคนในเป็นคนแพร่งพรายความลับในหน่วยออกไปและคนสองคนที่ลองเวยสงสัยก็กำลังอยู่ในห้องนี้กับเธอ นิลกาฬและอลิเซีย เป็นแค่ความสงสัยที่ไม่อาจสลัดให้หลุดไปจากใจ แผนครั้งนี้จึงถูกเปิดสร้างขึ้นมาอย่างเร่งรีบ เพื่อพิสูจน์ว่าคนสองคนที่กำลังนอนหลับพิงไหล่กันเบื้องหน้าของเธอเป็นคนทรยศจริงหรือไม่
    มันไม่ใช่เรื่องเลยซักนิด ที่เธอจะต้องมาพาคนระดับเอสมาทั้งหมดแบบนี้ เป็นใครก็น่าจะดูออก แต่นั่นแหละที่เธออยากจะให้เป็น ให้มันดูออกง่ายๆ อีกฝ่ายจะได้คิดว่าเป็นแผนตื้นๆ แล้วจะได้หลบเท้าของตนเองที่กำลังยื่นลงไปในหลุมให้ไปโดนกับดักอีกอันที่สร้างเอาไว้เนียนยิ่งกว่า หวังว่าเธอคงคิดถูก หวังว่าลองเวยคงคิดถูก ไม่อย่างนั้นครั้งนี้หญิงสาวคงจะต้องเหนื่อยเปล่ากับเรื่องไม่เป็นเรื่องในครั้งนี้

    “คุณวิคตอเรียครับ!” เสียงเรียกอันดังของวิลเลี่ยมทำให้ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าของชื่อเองต้องหันไปมอง และสีหน้าของชายหนุ่มก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเลยซักนิด

    “มีเรื่องอะไร”

    คนที่กำลังจะเอนกายลงไปนอนลุกพรวดขึ้นจากเตียงแล้วก้มลงไปดูยังมอนิเตอร์ ที่นั่นเธอได้เห็นภาพผ่านทางอินฟราเรดของดาวเทียมบนฟ้า ภาพที่ควรจะดูน่าสยดสยองถูกถ่ายทอดผ่านสีขาวดำให้ได้เห็น สัตว์ประหลาดร่างยักษ์กำลังพุ่งเข้าพังบ้านเรือนของผู้คนในหมู่บ้าน และฆ่าทุกสิ่งอย่างไม่เลือกหน้า สีสว่างๆของความร้อนจากเลือดปาดไปจนทั่วไปหมด ชิ้นส่วนของคนปลิวว่อนราวกับผืนผ้าอันบอบบางที่โดนฉีกทึ้งจนไม่เหลือสภาพ

    “มะ... ไม่จริง” ชาล็อตเอามือป้องปากด้วยความตกใจต่อภาพการสังหารหมู่ตรงหน้า

    “โอ๊ะโอ๋ ดูเหมือนจะเป็นพวกเราสินะครับที่ไปเปิดสวิทซ์ของเขาเข้า” ลองเวยเอามือเท้าไปที่หน้าจอ ตาก็มองภาพการแสดงเลือดนั้นอย่างสบายใจ

    “จะเอายังไงบอส?”

    คำถามของนิลกาฬนั้นรบกวนจิตใจของวิคตอเรียจนเธอแทบบ้า จะเอายังไง? คำถามพื้นๆที่มนุษย์ปกติทั่วไปควรจะต้องตอบได้ ทว่าสำหรับเธอ หญิงสาวคิดว่าตนเองคงจะไม่ปกติอีกต่อไปแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นภาพการสังหารหมู่ และผู้คนที่กำลังตายเป็นใบไม้ร่วงอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องของเธอ แถมจุดมุ่งหมายหลักของปฏิบัติการในครั้งนี้ก็ไม่ใช่การทำลายอมตะ แต่เป็นการระบุตัวคนทรยศให้ได้ นี่มันเรื่องไม่เป็นเรื่องชัดๆ

    “จะไปสนใจมันทำไม ก็ในเมื่อมันโง่หนีไม่ทันเอง...”
    Last edited by fatal_error; 03-04-2011 at 11:39 AM.

  2. #22
    New-God
    อยากให้เอานิยาย ไปลงเว็บ Jokergameth ด้วย
    ช่วงนี้ กระทู้นิยาย ร้างมากๆ คนหายไปไหนกันหมด

  3. #23
    fatal_error
    ^
    ^
    ^
    ขอบคุณมากครับที่แนะนำ แต่ผมคงจะยังไม่เอาไปลงที่นั่นนะครับ เพราะตอนนี้แค่สองที่ผมว่าน่าจะพอสำหรับผมแล้ว อีกอย่างเวปนั้นเนตจากที่นี่เปิดค่อนข้างลำบาก และผมเองก็เริ่มไม่มีเวลาแล้วด้วย



    บทที่ 14 มนุษย์

    มนุษย์กับคน เป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกัน...

    ดูเหมือนว่าสวรรค์จะจงเกลียดจงชังวิคตอเรียยิ่งกว่าอะไรดี หรือไม่ก็นรกอยากที่จะแกล้งเธอให้หัวหมุนเล่น เมื่อคำตัดสินใจจะไม่ออกไปช่วยเหยื่อที่กำลังโดนสังหารหมู่อยู่ข้างนอกนั่น ได้ผ่านเข้าสู่โสตประสาทของอัลเบิร์ตที่พึ่งตื่นขึ้นมาพอดี เด็กหนุ่มที่เหมือนจะเริ่มจับเค้าลางได้ว่าอะไรเป็นอะไรยิงคำถามมาทางวิคตอเรียด้วยสีหน้า


    ข้อสงสัย ความกังขาที่อยู่ในใจว่าทำไมจึงตัดสินใจไม่ออกไปช่วย ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าสมควรทำ แต่สำหรับคำว่าสมควรทำนั้น ช่างแตกต่างกันยิ่งนักในหัวใจแต่ละคน โดยเฉพาะระหว่างคนที่ผ่านโลกมามากมาย กับคนที่กำลังอยากจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งยังไม่เคยเห็นคำว่ากำแพงที่ขวางกั้นและข้อจำกัดที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้


    “ผมจะออกไป...”


    “ไม่แกต้องอยู่ที่นี่” วิคตอเรียตอบพร้อมกับเดินเข้าไปหาอัลเบิร์ต แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวเด็กหนุ่มก็คว้าเอาปืนไรเฟิลที่วางอยู่ไม่ไกลขึ้นมาแล้วตรงดิ่งไปที่ประตูท้ายของเทรลเลอร์


    “ผมจะไปล่อมันให้ออกมาจากเขตที่อยู่อาศัยเอง” ไม่มีท่าทีที่จะยอมลงเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจคำทักท้วงของวิคตอเรีย ทำให้เธอจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งด้วยการส่งสายตาบอกไปยังลองเวยให้ลงมือเหมือนที่เคยทำ


    ฟึบ! ฝ่ามือของงลองเวยที่กำลังจะไปถึงตัวของชายหนุ่ม ถูกขวางเอาไว้ด้วยแขนของซินเทียร์ หญิงตาเดียวจ้องมองไปยังใบหน้าของนักฆ่าหนุ่มอย่างแข็งกร้าว เป็นการบอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าอย่าได้ยื่นมือเข้ามายุ่งกับการตัดสินใจของอัลเบิร์ตในครั้งนี้ ในขณะที่ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้หลบสายตาของเธอ แต่กลับยิ้มจ้องลงไปในนั้นอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว


    “นี่พวกแกจะบ้ากันไปถึงไหนวะ! ทำแบบนี้ไปแล้วมันได้ห่าอะไรขึ้นมา อยากจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องมากนักรึยังไง” วิคตอเรียสบถออกมาด้วยเสียงอันดัง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ลูกทีมขัดคำสั่งของตน โดยเฉพาะในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่ศัตรูไม่ได้มีเฉพาะอมตะเพียงอย่างเดียว


    “แล้วที่คุณวิคตอเรียกำลังทำอยู่นั่น ทำไปเพื่ออะไรหรอครับ?” เด็กหนุ่มย้อนคำถามของเธอกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาที่มองข้ามไหล่มาของเขานั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกเดือดอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานมากแล้ว


    “แกจะไปรู้อะไรวะไอ้เด็กเวร!” น้ำเสียงนั้นกระแทกออกมาพร้อมกับที่เธอยกปืนไรเฟิลของตนขึ้นมา “ถ้าแกยังไม่เลิกบ้าฉันจะเอาเลือดหัวของแกออกมาซะตรงนี้ และเดี๋ยวนี้!


    “อัลเบิร์ต พอได้แล้วน่า ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย คิดบ้างรึเปล่าว่าถ้านายออกไปตอนนี้จะทำให้ทีมต้องเสี่ยงแค่ไหนน่ะ” วิลเลี่ยมที่เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีลุกขึ้นมาพูดห้ามอีกคน ลำพังอัลเบิร์ตนั้นเขาไม่สนหรอก แต่ซินเทียร์ที่ทำท่าจะตามเขาไปต่างหากที่เขาเป็นห่วง


    “ผู้ใหญ่? แบบที่พวกคุณกำลังทำอยู่นั่นหรอ นี่ใช่มั้ยครับที่เรียกว่าผู้ใหญ่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พวกคุณเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหนหมด” เลือดขึ้นหน้าวิคตอเรียจนเส้นความอดทนของเธอขาดผึง ลูกตะกั่วร้อนๆถูกยิงออกไปเฉียดใบหน้าของเด็กหนุ่มไปเพียงเล็กน้อย โลหิตสีแดงฉานค่อยๆไหลออกมาจากแก้มเป็นทางยาวก่อนที่มันจะเริ่มเปื้อนไปถึงคอของเขา


    “ไอ้โง่ ถ้าอยากไปตายนักก็ไป!


    อัลเบิร์ตเบือนหน้าหนีวิคตอเรียแล้วเดินออกจากรถไปพร้อมกับซินเทียร์อย่างเงียบๆ ในขณะที่วิคตอเรียขบฟันแน่นเพราะอารมณ์ที่พรุ่งพล่านอยู่ในใจ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธที่แทบจะทะลักออกมาซะเดี๋ยวนั้น ไอ้เด็กนั่น มันกล้าย้อนเธอ กล้าที่จะยัดแนวคิดบ้าๆนั่นเข้ามาในหัวของเธออีกครั้งทั้งๆที่เธอเคยทิ้งมันไปแล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างนั้นหรอ อย่ามาพูดให้ขำเลยดีกว่า


    “ลองเวย ไปลากไอ้เด็กเปรตนั่นกลับมา”


    เธอบอกเสียงเรียบ แต่แววตานั้นกลับไม่ได้สงบตามเสียงเลยแม้แต่น้อย แววตาที่ดุดันและเต็มไปด้วยความสับสนในใจ ลองเวยที่รู้จักเธอมานานไม่มีทางจะไม่สังเกตมัน ว่าแท้จริงแล้วตลอดมาหญิงสาวพยายามที่จะทำอะไร ว่าแท้จริงแล้วความหมายของคำสั่งแต่ละคำนั้นมีความหมายยังไง วิคตอเรีย หญิงสาวที่ทำลายความเบื่อหน่ายของเขามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา


    “ได้เลยครับ จะไปพากลับมาให้ครบสามสิบสองเลย”


    ลองเวยเลือกอาวุธที่เรียบง่ายเหมือนอย่างเคย ปืนพก และมีดอีกหลายเล่ม ก่อนที่ร่างผอมสูงจะก้าวเดินออกไปในความมืดเพื่อทำตามคำสั่งของผู้นำ ทว่าคงจะไม่ได้มีแต่ลองเวยเท่านั้นที่รู้ดีถึงความหมายของคำสั่ง ชาล็อตเองก็คิดที่จะสละตำแหน่งแพทย์ของตนแล้วตามไปเช่นกัน ทว่าสายตาของวิคตอเรียกลับห้ามเธอเอาไว้เสียก่อน



    ท่ามกลางความมืด หมู่บ้านที่เคยสงบสุขนั้นกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและโลหิตที่ชโลมผืนดิน กลิ่นเขม่าควันไฟที่คละคลุ้งไปทั่วผสมปนเปไปกับกลิ่นเหม็นของเลือดจนรู้สึกน่าคลื่นไส้ เสียงผู้คนกรีดร้องขอความเมตตาผสานเข้ากับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายร่างยักษ์จนฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนที่ไม่นานนักเสียงผืนไรเฟิลจะดังขึ้นมาพร้อมกับกระสุนที่วิ่งเข้าสะกิดร่างของคิเมร่า


    อมตะในร่างสัตว์ร้ายหันไปตามวิถีกระสุนด้วยสายตาที่แลดูจะไม่แยแสต่อแรงสะกิดเมื่อครู่มากนัก แล้วมันก็ได้เห็นใครบางคนที่มันอยากจะขย้ำมากกว่าคนไม่มีทางสู้พวกนี้นับร้อยเท่า อัลเบิร์ต หนึ่งในคนที่ไล่ล่ามันมาทั้งวันกำลังยืนอยู่กลางถนนโดยมีซินเทียร์ยืนเยื้องไปด้านหน้า


    “อ้า... พวกแกนี่เอง ที่ไล่ฆ่าฉันเมื่อตอนกลางวัน”


    “ฉันมาจบงานน่ะ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายพร้อมกับยักคิ้วขึ้นเป็นเชิงล้อเลียนร่างยักษ์ตรงหน้า



    “แกจะมาจบงาน? หึ หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกแกน่ะหรอจะฆ่าฉันได้” คิเมร่าหัวเราะลั่นด้วยความรู้สึกไม่ยี่หระอะไรกับสิ่งที่เคยเป็นภัยของตนเมื่อตอนกลางวัน “แกดูสิ ดูร่างของฉันซะก่อน น่าแปลก น่าแปลกว่ามั้ย ทั้งๆที่ฉันเคยคิดว่ามันอัปลักษณ์น่าขยะแขยง แต่ตอนนี้ฉันกลับคิดว่ามันช่างงดงามยิ่งนัก ใช่... ฉันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าคนธรรมดาไปแล้ว เป็นสิ่งที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ฉันคือวิวัฒนาการ” ร่างที่เกิดจากสัตว์ต่างๆผสมผสานกันพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนน่าเกลียดนั้นยืนยันความรู้สึกของมันได้อย่างดี


    “ท่าทางว่าสมองแกจะไปแล้วล่ะหวะ ให้ฉันช่วยทำให้สมองของแกโล่งขึ้นก็แล้วกัน”



    พูดจบชายหนุ่มก็ยิงปืนคู่กายไปทางร่างยักษ์ร่างนั้น โดยเขาหมายมั่นให้กระสุนสังหารเจาะทะลุผ่านดวงตาแล้วทะลวงเข้าไประเบิดสมองของอีกฝ่าย เพื่อทำให้สมองของเป้าหมายโล่งอย่างที่เขาได้บอกเอาไว้ ทว่าคิเมร่ากลับไหวตัวทัน มันยกมือขึ้นมากันกระสุนปืนนัดนั้นเหมือว่ามันรู้อยู่ก่อนแล้ว และนั่นทำให้อัลเบิร์ตต้องเบิกตาโพลงด้วยความตระหนก


    “คิดว่ามุกเดิมมันจะใช้ได้ซ้ำสองหรือไง ไอ้หนู”



    คิเมร่าแสยะยิ้มหนักกว่าเก่าด้วยความผยอง ก่อนที่มันจะกระพือปีกของตนลงพร้อมๆกับถีบขาไปด้านหลัง ด้วยแรงจากกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง ร่างหนักหลายตันก็ลอยละลิ่วเข้าหาทั้งสองด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ กรงเล็บที่แกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าตะปบเข้ากับพื้นถนนจนมันแตกกระจุยเป็นชิ้นๆ ซึ่งนั่นจะเป็นสภาพของอัลเบิร์ตถ้าหากว่าเมื่อครู่เขาหลบออกมาไม่ทัน


    “ตาย ตาย ตาย!


    ยิ่งไล่ต้อนยิ่งได้ใจ เมื่อหมัดของซินเทียร์และกระสุนของอัลเบิร์ตไม่อาจทำอะไรมันได้ โดยเฉพาะเมื่อมันเฝ้าระวังจุดตายของมันอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ พละกำลังอันหาที่สุดไม่ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้ามัน บีบให้ทั้งสองเริ่มเข้าตาจน โดยเฉพาะมนุษย์ธรรมดาๆอย่างอัลเบิร์ต ที่เริ่มโดนความเหนื่อยล้าเข้าเล่นงาน


    ไม่ช้าร่างของชายหนุ่มก็ล้มฟาดลงกับพื้นเพราะแรงปะทะเพียงเฉียดๆจากคิเมร่า แล้วในช่วงพริบตาที่เขากำลังจะพลาดท่าเสียทีถูกเจ้าสัตว์ร้ายฝังคมเขี้ยวลงไปนั่นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้นมาพร้อมกับที่ร่างอมตะยกมือขึ้นมาบังส่วนที่อ่อนแอของมัน เป็นลองเวยนั่นเอง ที่กำลังยิ้มร่าลั่นไกเข้าใส่เป้าหมายตรงหน้าอย่างไม่ยั้งมือพลางเดินเข้าไปหามันอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย


    คิเมร่าเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินเข้ามาหาตนเองก็ย่ามใจ ใช้หางอสรพิษของมันพุ่งเข้าใส่ลองเวย ทว่านักฆ่าหนุ่มนั้นไวกว่า เขาพลิกตัวหลบการโจมตีนั้นอย่างง่ายดายแล้วกระโดดอ้อมไปด้านหลังก่อนจะฝังมีดที่ยาวกว่าข้อศอกทิ่มเข้ากกหูของเป้าหมายในช่วงที่มันไม่ทันระวังตัว เลือดสดๆพุ่งกระฉูดออกจากปลายมีดที่ทะลุออกไปอีกด้านราวกับน้ำพุ



    เจ้าสัตว์ร้ายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันพยายามก่ายมือของมันเพื่อดึงเอาด้านมีดนั้นออกแต่ก็สุดจะทำได้เมื่อตอนนี้มือของมันไม่มีนิ้วที่สามารถกำด้ามมีดได้ถนัดอีกแล้ว กรงเล็บที่แข็งดุจเหล็กกล้ากลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไปพลัน อัลเบิร์ตเห็นดังนั้นจึงฉวยโอกาสปลดสลักระเบิดมือออกแล้วกะจังหวะเวลา ก่อนจะโยนมันเข้าไปบริเวณปากของร่างอมตะตรงหน้า


    เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วพร้อมกับที่ส่วนหัวของคิเมร่าแหลกกระจุยเป็นชิ้นๆด้วยแรงระเบิดจากภายในปาก ร่างสูงใหญ่ที่ไร้การควบคุมโงนเงนเสียหลักอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่คำสาปอมตะของมันจะค่อยๆสร้างชิ้นส่วนที่หายไปขึ้นมาแทนที่ และนั่นก็เป็นช่องว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ชายหนุ่มเห็นในตอนนี้


    “ซินเทียร์!


    หญิงสาวพุ่งเข้าไปหาเป้าหมายโดยที่ไม่รีรอ ถ้าหากว่าไม่อาจทำลายได้จากภายนอก หนทางที่จะล้มฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะเหลือเพียงทางเดียว ฝ่ามือแห่งการสูญสลายสัมผัสเข้าไปที่เนื้อนุ่มๆตรงส่วนคอที่กำลังงอกเงยขึ้นมาใหม่ แล้วเนื้อที่เคยดูสดนั้นก็พลันเน่าเฟะก่อนที่มันจะลามลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว


    เมื่อรับรู้ว่าร่างกายกำลังมีอันตราย ผิวกายของคิเมร่าก็เริ่มพยายามทำหน้าที่ผลัดส่วนที่เน่าเสียของตนออก แต่อนิจจา มันไม่อาจช่วยรักษาอวัยวะและสิ่งที่อยู่ภายใต้ผิวหนังลงไปได้ ร่างที่กำลังเปื่อยยุ่ยสูญสลายล้มลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความทุกข์ทรมาน แม้ว่ามันจะไม่เหลือช่วงบนของร่างกายแล้วก็ตาม


    “ยังตัดสินใจรวดเร็วฉับไวเหมือนเดิมเลยนะครับ เท่านี้หน้าที่ของเราก็จบแล้ว”


    “ไม่คิดว่านายจะมา” อัลเบิร์ตไม่ตอบอะไร แต่กลับถามชายที่กำลังควงมีดในมือเล่นด้วยท่าทีสงสัย


    “คุณวิคตอเรียเขาสั่งให้ผมมาลากคุณกลับไปครับ แล้วเผอิญว่าเจ้านั่นมันมาขวางทางผมพอดี” ลองเวยยักไหล่เบาๆเหมือนกับว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นไม่ได้ทำไปนอกเหนือจากความคาดหมายอะไรเลย ชายหนุ่มยังคงยืนยันในคำสั่งเดิมของวิคตอเรียอย่างหนักแน่น นั่นคือเขาแค่มาเพื่อลากอัลเบิร์ตกลับไปเท่านั่น


    ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเริ่มทำท่าว่าจะจบลงนั่นเองที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น คิเมร่าที่ไม่ยอมตายง่ายๆสะบัดส่วนหางที่เป็นงูของมันเข้าฉกซินเทียร์ที่เผลอประมาทคิดว่าศัตรูตายไปแล้ว และในพริบตาพิษร้ายแรงจำนวนมากก็ถูกฉีดเข้าสู่ร่างของหญิงสาวอย่างไม่คิดจะยั้งมือ ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของเธอ


    “ซินเทียร์!


    วินาทีนั้นอัลเบิร์ตตกใจจนแทบสิ้นสติ เพราะตั้งแต่เขารู้จักกับซินเทียร์มาหญิงสาวไม่เคยกรีดร้องแบบนี้เลยซักครั้งเดียว แม้กระดูกทั่วร่างจะหักเป็นชิ้นๆ แม้กายาจะเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์ แต่เธอก็ไม่เคยแสดงออกมาแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว ร่างที่ควรจะเป็นอมตะของหญิงสาวล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมๆกับที่คิเมร่ากลายเป็นเพียงเพียงฝุ่นผงสีดำ


    ในเวลานี้เสียงกรีดร้องของหญิงสาวหยุดลงไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงแสดงออกมาทางสีหน้าและสภาพร่างกายที่ค่อยๆกลายเป็นสีดำเหมือนตอตะโกของเธอ ไอควันสีขาวที่ไม่รู้ว่าเกิดจากความร้อนหรือปฏิกิริยาเคมีพวยพุ่งออกมาจากรอยแตกบนผิวหนังของเธออย่างไม่ขาดสาย เหมือนถูกไฟเผาไหม้ก็ไม่ปาน ร่างกายคล้ายจะหลุดเป็นเสี่ยงๆในทุกๆวินาที ทรมานแต่ก็ไม่อาจตายได้เหมือนเมื่อครั้งพิษของกลอเรีย ราวกับว่าพิษสีดำนี้ได้รั้งสติของหญิงสาวเอาไว้เพื่อทรมานเธอ


    “ซินเทียร์ เป็นอะไรไป ซินเทียร์!


    มือที่กำลังจะจับไปบนร่างของซินเทียร์ของอัลเบิร์ตนั้นถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือของลองเวย เพราะเพียงเขาสังเกตสภาพของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าการสัมผัสตัวเธอในตอนนี้นั้นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก และสภาพของพื้นรอบๆตัวเธอที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำไหม้ๆนั้นก็เป็นสิ่งยืนยันว่านักฆ่าหนุ่มคิดถูก


    “คุณวิคตอเรียครับ เอารถมาที่นี่ด่วน เรามีปัญหาแล้ว”



    โครม! ร่างของอัลเบิร์ตลอยไปกระแทกกับข้างฝาของรถเทรลเลอร์ด้วยหมัดของวิลเลี่ยม ไม่ใครเคยเห็นชายหนุ่มแสนสุภาพคนนี้โกรธมาก่อน ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว แววตาที่ดูเหมือนหมาบ้า คิ้วที่ขมวดจนมันแทบจะชน เสียงหอบหายใจที่บ่งบอกว่าเขาไม่คิดจะทนอีกต่อไปกับเรื่องบ้าๆแบบนี้


    “ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าออกไป แล้วเป็นไงล่ะไอ้เวร สะใจรึยังกับศักดิ์ศรีมนุษย์บ้าๆของแก!


    หมัดลุ่นๆพุ่งเข้าปะทะกับใบหน้าที่ดูเลื่อนลอยของอัลเบิร์ตอีกครั้ง และวิลเลี่ยมก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดถ้าหากไม่ได้นิลกาฬพุ่งเข้ามาล็อคตัวเขาจากข้างหลัง


    “เฮ้ย หยุดทะเลาะกันได้แล้ว ฉันไม่มีสมาธิ!


    ชาล็อตตะคอกขึ้นมาหมายหยุดความบ้าของใครบางคน ทว่าครั้งนี้วิลเลี่ยมดูจะไม่มีท่าทีเกรงกลัวคนงามที่กำลังหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เป็นเพราะในตอนนี้ ซินเทียร์กำลังนอนคุดคู้อยู่ภายในแคปซูลรักษาชีวิตด้วยใบหน้าที่ทุกข์ทรมาน ร่างของเธอกลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว รอยแยกบนผิวหนังของเธอก็ไม่หยุดปล่อยไอพิษออกมาจนเธอจำเป็นจะต้องอยู่ในแคปซูลแล้วให้ชาล็อตใช้มือกลเพื่อทำการรักษาแทน ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่หญิงสาวต้องการสมาธิอย่างมาก


    “คนยิ่งไม่ค่อยได้ใช้อยู่ถ้าไม่อยากให้ฉันทำพลาดพวกแกก็เงียบๆกันได้แล้ว!


    การสบถอีกครั้งของเธอได้ผล เมื่อเธอเอาร่างอมตะตรงหน้ามาเป็นหัวข้อในการหยุดวิลเลี่ยม จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมารักษาซินเทียร์ ตั้งแต่ที่อมตะเข้ามาในหน่วยไม่เคยมีซักครั้งที่เอบาดเจ็บเกินกว่าสิบนาทีถ้าไม่ใช่เพราะเธอแกล้งตายเองในบางครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับมีบางอย่างที่ผิดไป


    พิษของคิเมร่า... เธอรำพันมันในใจถึงชื่อที่เธอควรจะให้กับสารเคมีสุดประหลาดตัวนี้ สารพวกนี้ออกฤทธิ์ต่อเนื่องอย่างไม่มีท่าทีว่าจะยอมหยุด แถมพวกมันยังปะปนไปกับกระเลือดของเธอจนไม่อาจจะแยกออกมาได้อีกด้วย แน่นอนว่าหญิงสาวเป็นอมตะไม่มีทางตายเพราะพิษพรรค์นี้ แต่เมื่อไหร่กันล่ะที่เธอจะชนะมันแล้วกลับมาเป็นปกติดังเดิม หรือควรจะต้องทำยังไงถึงจะรักษาเธอให้หายได้ เมื่อไร้ซึ่งแนวทางสิ่งที่เธอทำได้ก็เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดของซินเทียร์เพื่อนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกที กับการให้ยาบรรเทาปวดกับเธอ แม้ว่าฤทธิ์ของมันจะหมดเร็วกว่าปกติหลายสิบเท่าก็ตามที


    “เอามันไปสงบสติอารมณ์ก่อนนิลกาฬ แล้วเรียกวิคตอเรียมาด้วย”



    ชายหนุ่มทำตามชาล็อตอย่างว่าง่าย เขาพาวิลเลี่ยมไปยังส่วนหน้าของรถแล้วให้วิคตอเรียที่กำลังขับอยู่เปลี่ยนมาที่ด้านหลังแทน ซึ่งเมื่อวิคตอเรียเห็นสภาพที่ไม่ได้ดูดีขึ้นเลยของซินเทียร์ เธอก็ยิ้มขึ้นมาที่มุมปากเล็กๆด้วยความรู้สึกสมน้ำหน้าและสมเพชใครบางคน


    “ไง สนุกมากมั้ยทำตัวเป็นฮีโร่” อัลเบิร์ตไม่ตอบสิ่งใดกลับมา ใบหน้าของเขาในตอนนี้นั้นดูเลื่อนลอยเหมือนคนไม่มีสติ


    “พิษนั่นมันไม่ธรรมดาวิคตอเรีย...” ชาล็อตที่ไม่เคยสนใจเรื่องหยุมหยิมใดๆ และไม่ว่างพอที่จะใส่ใจหรือเห็นใจใครในตอนนี้เอ่ยขึ้นมา “...ฉันกำจัดมันไม่ได้อย่างน้อยก็ในตอนนี้ มันออกฤทธิ์ได้ต่อเนื่องและรุนแรงมากแม้มันจะไม่ใช่อะไรที่ติดได้ง่ายๆแบบคราวพิษของกลอเรียก็เถอะ ตอนนี้ฉันแนะนำให้เรารอดูอาการไปก่อนซักพัก ว่าเธอมีท่าทีว่าจะสามารถต่อต้านพิษได้ด้วยตัวเองได้มั้ย ระหว่างนี้อมตะที่เราล่าได้ก็เอาไปขังเอาไว้ก่อน”


    “จับตัวของยัยนั่นไปแตะเอาเลยไม่ได้รึไง”


    “มันลำบากไง พิษบ้านั่นทำให้เซลล์ในร่างกายปล่อยไอพิษออกมา มันควบคุมลำบาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ...”


    “นี่พวกคุณเห็นเธอเป็นอะไรกันแน่!” อัลเบิร์ตที่เงียบมาตลอดเริ่มรู้สึกเดือดที่คำพูดเหล่านั้นทำเหมือนกับซินเทียร์เป็นเพียงอาวุธที่มีเอาไว้สังหารอมตะเท่านั้น


    “อมตะที่ใช้ฆ่าอมตะยังไง...” ชาล็อตตอบออกมาอย่างไม่ลังเล “...แล้วก็นะไอ้หนู ที่เธอเป็นอย่างนี้ก็เพราะแก ถ้าแกยอมทำตามแผนซะดีๆตั้งแต่แรกเราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเสี่ยง ถ้าไม่ใช่เพราะวิคตอเรียขอฉันมาฉันเชือดแกทิ้งไปแล้วไอ้ขยะ แค่เก่งเร็วกว่าคนอื่นนิดหน่อยแล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ได้รึไง คิดว่าอะไรๆก็จะไปได้สวยตลอดรึไง ไอ้เด็กเปรต”



    คำพูดอันแข็งกร้าวและไร้ซึ่งความอ่อนโยนนั้นหลุดออกมาจากปากของชาล็อต และนี่เองที่ชายหนุ่มได้รับรู้ตัวตนอีกด้านหนึ่งของหญิงสาว ตัวตนที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าวเด็ดขาดและตรงไปตรงมา แต่อารมณ์และน้ำเสียงของเธอนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิด เนื้อหาของมันต่างหากที่ตบหน้าเขาอย่างแรง เพราะเขาทำให้ซินเทียร์ต้องเป็นแบบนี้ เพราะเขาและความคิดที่อยากจะทำตัวเป็นฮีโร่นั่น


    “เฮ้ย พอได้แล้ว เอาเป็นว่ากลับลอนดอนกันก่อน ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำอะไรยังไงต่อค่อยว่ากันทีหลัง ...แล้วก็แกลองเวย ขึ้นเครื่องแล้วมาคุยกับฉันหน่อย”



    บนเครื่องบินส่วนตัวของหน่วยซินส์ อลิเซียและนิลกาฬที่เหนื่อยจนหมดแรงหลับคาเครื่องตั้งแต่นาทีแรก ส่วนวิลเลี่ยมและอัลเบิร์ตถูกจับแยกไปนั่งแทบจะคนละฟากของเครื่อง ชาล็อตนั้นไม่ยอมแม้แต่จะหลับตานอน เธอเฝ้ามองร่างที่ไม่มีวันตายกำลังทรมานด้วยความหวังที่จะช่วยให้ได้ ในขณะที่วิคตอเรียหยิบเอาเหล้าขวดใหญ่เข้าไปในห้องส่วนตัวของตนพร้อมๆกับลองเวยนานพอดูแล้ว


    “ไม่ดื่มหน่อยหรอวะ” แก้วน้ำที่ใส่ของเหลวสีอำพันถูกยื่นให้ลองเวยเป็นรอบที่สิบกว่าแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยรับมันมาเลยซักครั้ง


    “คุณวิคตอเรียก็รู้นี่ครับว่าผมไม่ดื่ม นักฆ่าของเคียวแดงไมมีใครดื่มกันหรอกนะครับ” เขาปฏิเสธพร้อมกับยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบแทน


    “เฮอะ ทำเป็นอนามัยจัดกันไปได้” หญิงสาวพูดล้อเลียนเขาไปทั้งๆที่เธอรู้ถึงสาเหตุของกฎเหล็กข้อนี้ของเคียวแดงดี มันไม่ได้มีเอาไว้เพื่อสุขอนามัยหรอก


    “ว่าแต่คุณวิคตอเรียครับ คุณคุยเรื่องสัพเพเหระมาก็นานแล้ว ทำไมเราไม่เข้าเรื่องจริงๆซะทีล่ะครับ”


    “หึ นั่นสินะ ฉันแค่อยากจะเรียกแกมาคุยเรื่องผลการทดลองเล็กๆน้อยๆของฉัน...” เหล้าที่ยังค้างอยู่กว่าค่อนแก้งถูกเธอกระดกทีเดียวจนหมด “...เป็นสองคนนั้นไม่ผิดแน่นอน”


    “ใช่มั้ยล่ะครับ ผมบอกแล้วว่าลางสังหรณ์ของผมถูกต้อง” นักฆ่าหนุ่มยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่พวกเขาวางเอาไว้


    “ครั้งนี้พวกเรามากันไม่กี่คน นี่แหละโอกาสอันดีที่ไอ้พวกมือที่สามจะกำจัดเรา แถมอมตะอีกฝ่ายก็ดูเหมือนแค่ไอ้โรคจิตที่ไม่น่าจะแย่งจับยากเย็นอะไร โดยเฉพาะถ้าพวกมันมีกันหลายคนและใช้จังหวะดีๆ แต่นี่กลับไม่มา เพราะอะไรน่ะหรอ? ก็เพราะว่าถ้ามาก็จะเหมือนกับว่าระดับเอสเป็นคนปล่อยข่าวออกไป และนั่นก็จะกลายเป็นทำให้พวกเราตีวงหาคนทรยศได้ง่ายขึ้น แต่ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด...” หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่เธอจะดึงเอารูปของนิลกาฬและอลิเซียออกมาวางบนโต๊ะ


    “...คนที่รู้ว่าพวกเราจะมาที่นี่ในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พวกเราสาวน้อย พวกระดับเอทุกคนเขารู้กันหมดนั่นแหละ เพียงแต่ฉันแจ้งไปหลังจากที่พวกเราบินออกมาแล้ว เธอก็เลยไม่รู้ว่าข้างล่างนั่นเขากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ยิ่งมีคำสั่งจากฉันห้ามไม่ให้มีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างที่เราอยู่ที่นี่ก็ยิ่งหลอกพวกเธอง่ายเข้าไปใหญ่ แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่าคนที่ส่งข่าวบอกมือที่สามไม่ใช่ระดับเอ แต่เป็ระดับเอสที่เราสงสัยกันเอาไว้ ถึงจะฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเป็นทั้งคู่ แต่เราก็พอรู้แล้วว่าคนทรยศไม่ได้อยู่ไหนไกล”


    “ถ้าอย่างนั้นจะเอายังไงครับ จัดการซะตอนนี้เลยมั้ย” ลองเวยพูดพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้นยืน แต่วิคตอเรียนั้นพูดรั้งเขาเอาไว้ก่อน


    “ไอ้บ้า ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดหรอวะ ว่าเรายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เอาเป็นแค่จับตาใกล้ชิดเอาไว้ก่อน ไว้เราหาหลักฐานมัดพวกนั้นเอาไว้ได้ค่อยจัดการเชือดมันทิ้ง”


    “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจก็แล้วกันครับ...” ลองเวยทิ้งตัวลงนั่งอีกทีเมื่อได้ยินดังนั้น “...เสร็จงานแล้วยังไม่ไล่ผมไป แสดงว่าที่เรียกมาพร้อมขวดเหล้านี่ไม่ได้แค่อยากจะแกล้งพรางตาคนในอย่างเดียวใช่มั้ยครับ” หญิงสาวที่กำลังยกแก้วเหล้าที่พึ่งเติมใหม่ขึ้นมาดื่มถึงกับชะงักไปกับคำพูดนั้น ดูเหมือนว่าท่าทางของเธอจะโดนใครแถวๆนี้อ่านง่ายกว่าที่คิด


    “แกนี่รู้ดีไปซะทุกเรื่องเลยนะ”


    “แล้วว่ายังไงล่ะครับ” เขายิ้มถาม ในขณะที่หญิงสาวเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะค่อยๆพูดออกมา


    “ฉันรู้สึกแย่ว่ะ ไม่ได้เป็นแบบนี้มานานแล้ว ไอ้หนูนั่นมันทำให้ฉันคิดถึงวันเก่าๆ คิดถึงตอนที่ยังรบเพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างมันว่า แต่เพราะแบบนั้นฉันถึงได้เสียคนในหน่วยไปแล้วได้แผลเป็นบนหน้านี่มา ครั้งนี้มันก็เหมือนกับฉัน มันกำลังจะได้แผลเป็นไม่ใช่บนร่างกายแต่เป็นในจิตใจ คิดแล้วก็สมเพชตัวเอง ฉันเคยด่าไอ้พวกคนที่บัญชาการฉันปาวๆแบบที่ไอ้หนูอัลเบิร์ตพึ่งทำไป แต่พอต้องมาเป็นซะเองฉันก็ได้รู้ว่าไอ้สิ่งที่ฉันเคยพยายามทำให้ถูกน่ะ มันไปทำให้ใครที่อยู่ข้างหลังต้องลำบากเพิ่มขึ้นมาอีก บนโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆแม้แต่การช่วยเหลือใครซักคน ฉันได้ตระหนักและเห็นกำแพงที่มองไม่เห็น วันนี้ฉันเลยสั่งอย่างนั้นลงไป บางทีในตอนนั้น... ถ้าฉันให้ทุกคนไปช่วย ซินเทียร์ก็อาจจะไม่ต้องมีสภาพแบบนี้ก็ได้...” ดวงตาของวิคตอเรียเริ่มปรือเพราะความเหนื่อยล้า เสียงของเธอเองก็เริ่มเบาลงเรื่อยๆ


    “คุณเมาแล้วนะครับ คุณวิคตอเรีย” ถึงลองเวยจะพูดไปแต่ก็ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ยินอะไรแล้ว


    “ฉันไม่อยากให้ไอ้หนูนั่นเป็นเหมือนฉัน ฉันไม่อยากจะพูดคำนี้นะ แต่บางทีฉันอาจจะเริ่มเชื่อใจแกขึ้นมาบ้างแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นฉันอยากจะขอร้องแก...” ประโยคของหญิงสาวเริ่มจับใจความไม่ได้ และตาของเธอก็ปิดสนิทไปแล้ว “...ช่วยดูแลมันด้วย”


    เสียงพร่ำเพ้อของเธอกลายเป็นเพียงเสียงกรนเบาๆแทน ร่างที่เหนื่อยล้ามาตลอดในที่สุดก็ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างที่มันต้องการ ชายหนุ่มที่นั่งรับฟังเธอมาตั้งแต่ต้นหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะหยิบเอาผ้าห่มไปคลุมร่างของเธอเอาไว้


    “เพราะอย่างนั้นคุณถึงได้บอกให้ผมไปลากมันกลับมาสินะ... ว่าแต่ ผมยังไม่ได้ทวงค่าจ้างของผมเลยนะครับ”



    ใบหน้าของลองเวยเริ่มเคลื่อนเข้าใกล้วิคตอเรียมากขึ้นเรื่อยๆ หมายที่จะทวงค่าเหนื่อยในการหาคนทรยศของเขา แต่แล้วริมฝีปากของชายหนุ่มก็หยุดลงกลางทางก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาเล็กๆแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับอุปกรณ์ในการดื่มที่เหลืออยู่


    ทุกอย่างดูไปได้สวย เป้าหมายที่วางไว้เหมือนจะทำได้สำเร็จ แต่ทั้งสองนั้นไม่ได้รู้เลยว่าห้องที่ควรจะปลอดภัยนั้นกลับมีไมโครโฟนเล็กๆซ่อนอยู่ และข้อความที่พวกเขาพูดกันทั้งหมดนั้นก็ได้ส่งผ่านหูฟังที่ไม่ต่างไปจากเฮดโฟนทั่วไปเข้าสู่หูของอลิเซีย ภายใต้ดวงหน้าที่แกล้งทำเป็นหลับนั้น หญิงสาวกำลังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าทำผิด แต่เด็กคนนั้นกลับรับรู้ซะก่อนว่าตนกำลังจะถูกลงโทษยังไงและเธอควรจะทำยังไงเพื่อหลบหนีมัน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจค่อยๆเผยออกมาบนใบหน้าทันทีที่ เมื่อในตอนนี้เธอได้นำหน้าไปแล้วหนึ่งก้าว


    “ใครจะเชือดใครกันแน่คะ พี่วิคตอเรีย?”

  4. #24
    New-God
    งั้นผมจะขออนุญาต copy นิยาย ไปลงที่เว็บนั้นจะสะดวกหรือ เปล่าครับ ?

    อันนี้สงสัยมานานแล้ว ตัวละครที่ชื่อ นิลกาฬ ได้เอาเค้าโครง มาจาก ตัวเอกของเรื่องรากทมิฬ หรือเปล่าครับ ที่เคยอ่านมาเหมือนตอนแรกใช้ชื่อ นิลกาลเหมือนกัน

    และอีกอย่างตัวเอกของเรื่องรากทมิฬ อ่านแล้ว ผมนึกถึง ตัวเอกในเกมส์ The Suffering ไม่รู้จะตรงใจหรือเปล่า 555

  5. #25
    fatal_error
    ถ้าอยากจะเอาไปลงก็ได้ครับไม่ว่าอะไร แต่อยากจะขอความร่วมมือว่าถ้าเกิดจับพลัดจับผลูเรื่องนี้ได้เป็นรูปเล่มขึ้นมา ก็อยากจะให้คุณ New God ช่วยลบที่ copy ไปทิ้งให้ด้วยนะครับ
    ส่วนเรื่องตัวละครที่ชื่อนิลกาฬนั้นเป็นชื่อเดียวกับที่ชื่อที่ธรรมโรจน์ใช้อ้างเพื่อโกหกครับ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันโดยตรงแต่เพราะแค่ผมชอบชื่อนั้นก็เลยเอามาใช้อีก ทั้งสองโลกก็เลยเป็นเหมือนโลกคู่ขนานกัน
    แต่ของ Era of Genesis กับเรื่องนี้มีเอี่ยวกันนิดหน่อยครับ ที่จริงผู้อ่านน่าจะไหวตัวกันได้หมดแล้ว (ฮา)
    เรื่องเกมส์ Suffering นั้นผมไม่เคยเล่นครับ แต่พึ่งไป trailer มาเมื่อครู่ ก็คิดว่าอาจจะมีตรงบ้างล่ะมั้งครับ

    ยังไงก็ขอขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์ติดตามเรื่องที่ผมแต่งขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะมีคนคอยตามอ่านอยู่เรื่อยๆ ถ้ายังไงเอาไปลงแล้วก็รบกวนโพสลิงค์เอาไว้ในนี้ด้วยนะครับ เพื่อผมจะเข้าไปดู
    (แต่กว่าจะเข้าไปได้ทีเสียเวลาเกือบสิบนาที = =")

  6. #26
    New-God
    รับทราบครับ

    นี่ครับ ลิ้ง http://www.jokergameth.com/board/sho...76#post2391476

    มีอะไรไม่เหมาะสม บอกได้เลยครับ
    Last edited by New-God; 12-04-2011 at 07:45 AM.

  7. #27
    fatal_error
    ^
    ^
    ^

    ขอบคุณคุณ new god มากนะครับ

    ตามไปดูมาเรียบร้อยแล้ว

    ปล. ฝากถึงผู้อ่านทุกคนนะครับ ช่วงนี้ผู้เขียนเริ่มทำงานประจำแล้ว บางครั้งจะแต่งด้วยความรีบถึงรีบมาก ถ้าเจอตอนไหนที่มันบรรยายแย่สุดๆหรือเดินเรื่องประหลาดจนรับไม่ได้ก็บอกกันด้วยนะครับ


    บทที่ 15 ผู้ล่าที่ถูกล่า

    มันเป็นของสองสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน...

    ภายในห้องพยาบาลประจำศูนย์บัญชาการซินส์สาขาลอนดอน ที่ๆเคยเป็นเพียงห้องโล่งๆสีขาวซึ่งมีเพียงอุปกรณ์พยาบาลพื้นฐานทั่วๆไปนั้น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยท่อยางทนสารเคมีที่ระโยงรยางค์ไปทั่ว พวกมันถูกต่อเข้ากับเครื่องกรองก๊าซพิษและระบบหมุนเวียนเพื่อกำจัดก๊าซอันตรายซึ่งกำลังถูกปล่อยออกมาจากแคปซูลรักษาชีวิตอยู่ตลอดเวลา

    เป็นเวลากว่าสองวันแล้วที่ซินเทียร์ยังคงอยู่ในสภาพแบบนี้ ผิวหนังทั่วกายไม่มีสีอื่นใดนอกจากสีดำสนิท ดวงตาของเจ้าหล่อนดูเหมือนมัมมี่ที่ขาดน้ำไปก็ไม่ปาน จนตอนนี้ชาล๊อตที่กำลังมองร่างของเธออยู่นั้นไม่อาจเดาได้อีกต่อไปว่าร่างที่กำลังนอนอยู่รู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างอมตะตรงหน้าแทบจะไม่ขยับตัวเลยตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ จะมีก็แค่เพียงสัญญาณชีพจรเบาๆเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่

    “พิษของคิเมร่ามันทำปฏิกิริยากับเซลล์เม็ดเลือดและเนื้อเยื่อในร่างของเธอ สร้างสารเคมีรูปแบบเดียวกันออกมาเรื่อยๆเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงจะตายไปนานแล้ว แต่นี่เป็นอมตะที่สามารถสร้างเซล์เนื้อเยื่อใหม่เพื่อเป็นสารตั้งต้นให้กับพิษได้เรื่อยๆ เลยกลายเป็นว่าเธอไม่ตายแต่ก็เหมือนไม่มีชีวิต...” ชาล็อตอธิบายให้วิคตอเรียฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวลโดยมีอลิสกำลังคอยควบคุมเครื่องกรองสารเคมีอยู่ใกล้ๆ

    “ทางรักษาล่ะ”

    วิคตอเรียถามพร้อมกับอัดบุหรี่เข้าไปในปอดอีกเฮือกใหญ่ เธอเองก็อยู่ในสภาวะตึงเครียดเหมือนกัน เพราะว่าถ้าหากซินเทียร์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปการกำจัดอมตะของพวกเธอก็จะล่าช้าลง ไม่สิไม่ใช่แค่นั้น อมตะที่คุยกันรู้เรื่องแบบนี้สามารถเป็นกำลังหลักให้กับพวกเธอได้เป็นอย่างดีหากถึงคราวจำเป็นขึ้นมา การมาเสียหญิงสาวไปในเวลาแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

    “ตอนนี้ฉันทำเท่าที่ทำได้ ถ่ายเลือดเธอออกมาแล้วเอาเลือดใหม่ใส่เข้าไป รวมทั้งอัดสารเคมีที่มีฤทธิ์กดพิษของคิเมร่าเข้าไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีและเลือดจำนวนมาก แถมความคืบหน้าก็แทบจะไม่ไปไหนเลย” ชาล็อตอธิบายพลางมองไปยังตัวเลขความก้าวหน้าของกระบวนการที่ขึ้นเพียงเลขสิบเปอร์เซ็นต์ต้นๆทั้งๆที่นี่ก็ผ่านมากว่าสองวันแล้ว

    “เท่าไหร่เท่ากันจ่ายไป เอาแม่ตัวก่อปัญหานี่กลับมาให้ได้”

    “ฉันจะพยายามให้ดีที่สุดเอง เธอไปจัดการเรื่องอื่นก่อนเถอะ” วิคตอเรียพยักหน้ารับคำแล้วก็เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ชาล็อตและอลิสอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคน

    ดวงตาสีฟ้าของสาวน้อยผมบลอนด์จับจ้องไปยังร่างที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวตรงหน้า ด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย ด้วยหัวใจที่รู้สึกเจ็บปวดและโหวงเหวง นี่หรือคืออมตะ อลิสคิดในใจด้วยความรู้สึกผิด ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดว่าถ้าได้เป็นอมตะคงดี ทว่าเวลานี้เธอกลับมาได้เห็นด้วยตาของตนแล้วว่าร่างที่ไม่มีวันตายนั้นเป็นเช่นใด

    “พี่ซินเทียร์เขาต้องทนแบบนี้มากี่ครั้งแล้วกันคะ...” อลิสถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูหดหู่ แม้จะรับรู้ความตายของหญิงสาวทุกครั้งมาตลอดหกปีนี้ก็ตาม แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้

    “ไม่รู้สิอลิส ไม่มีใครรู้ว่าซินเทียร์อยู่ในโลกนี้มานานแค่ไหนแล้ว ไม่มีที่ไหนเลยที่มีเรื่องของเธอบันทึกเอาไว้...” สีหน้าของสาวน้อยยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม และชาล็อตก็รู้ดีว่าหัวใจอันอบอุ่นของคนตรงหน้านั้นกำลังคิดอะไรอยู่ “...เธอไม่ต้องคิดมากไปหรอกอลิส ไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าหากไม่มีการกระทำที่เป็นเหตุก่อนหน้า ไม่ว่านี่จะเป็นสิ่งที่ซินเทียร์เลือกเอง หรือมาจากผลที่เธอไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่ทุกอย่างย่อมล้วนมีเหตุและผลของมัน ที่เราทำได้ก็แค่เพียงช่วยให้กรรมของเธอนั้นทุเลาลงก็แค่นั้นเอง”

    ชาล็อตเอามือโน้มศรีษะของอลิสเข้ามาแนบข้างตัวแล้วลูบเบาๆด้วยความอ่อนโยน เพื่อปลอบจิตใจที่คิดถึงคนอื่นมากเกินไปของหญิงสาวให้ทุเลาความกังวลนั้นไป พร้อมกับภาวนาในใจให้ตนเองไม่ได้คิดผิด แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอนั้นเกิดขึ้นได้เพราะกรรม ทว่าสิ่งที่ตอบไม่ได้นั้นคือมันเป็นกรรมดีหรือชั่ว หญิงสาวจึงไม่อาจเจาะจงความรู้สึกของตนเองในตอนนี้ได้ ว่าเธอจะสมน้ำหน้าหรือสงสารร่างที่กำลังนอนอยู่ในโลงแก้วดี


    อีกด้านหนึ่งนั้น วิลเลี่ยมที่แทบจะไม่ได้นอนเลยตลอดสองวันที่ผ่านมากำลังพยายามทุกหนทางเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับพิษของคิเมร่า และแน่นอนว่ามันล้มเหลว จะมีใครรู้จักพิษที่เกิดขึ้นมาจากอมตะกันถ้าขนาดพวกเขาเองก็ยังไม่รู้จัก ดวงตาของชายหนุ่มฉายแววเครียดและเหนื่อยล้าเต็มที สติของเขาแทบจะแตกหักทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเขาคิดถึงคนที่ทำให้มันเกิดขึ้น

    โครม! กำปั้นของวิลเลี่ยมกระแทกลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงเมื่อใบหน้าของอัลเบิร์ตลอยขึ้นมาในหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เขาในวันนั้นไม่น่าจะหาทางช่วยเหลืออัลเบิร์ตเลย ในวันนั้นเขาน่าจะจับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนั้นไปทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือไม่ก็ยัดมันลงไปในแม่น้ำซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่น่าปล่อยมันเอาไว้จนกลายเป็นเหมือนตัวซวยสำหรับเขาและซินเทียร์แบบนี้

    “นี่ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการซินเทียร์ นี่ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ...”

    มือทั้งสองของเขากุมหัวแน่นด้วยความปวดที่ทิ่มแทงและความคิดที่สับสน เขามาอยู่ที่นี่เพราะซินเทียร์ต้องการจะทำลายอมตะ นั่นทำให้เขาคิดว่าการมีเครือข่ายและองค์กรช่วยสนับสนุนจะเป็นเรื่องที่ดี พวกเขาจะทำงานได้เร็วขึ้นและสะดวกขึ้น ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่พวกเขาล่ากันเพียงสองคนโดยพยายามหลบหน้าจากซินส์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    แต่นี่พวกเขาทำลายอมตะทิ้งมาแล้วกี่ตนกันแน่ พวกมันทำท่าจะลดลงไปมั้ย? เรื่องพวกนี้จะจบลงแล้วซินเทียร์จะหลุดออกจากคำสาปที่ทรมานเธอมาตลอดเวลาได้จริงๆอย่างนั้นหรอ ซินเทียร์โกหกเขาหรือเธอเองก็ไม่รู้แต่แค่เพียงเชื่อในการล่าล้างอมตะไปวันๆกันแน่ ทุกอย่างนั้นดูจะไร้คำตอบสำหรับเขา และนั่นทำให้ดวงตาสีสีฟ้าคู่นั้นหันควับไปมองบนจอมอนิเตอร์ที่เขาเปิดทิ้งเอาไว้

    ที่นั่นเต็มไปด้วยไฟล์รายงานฉบับย่อจำนวนมากถูกเปิดเอาไว้ ตัวเลข ค่าวิเคราะห์ สูตรทางเคมี และอื่นๆอีกสารพัดที่เขาทั้งรู้และไม่รู้จัก ทุกอย่างที่เขาไม่มีทางจะได้มันมาหากยังอยู่กับซินส์ หากยังอยู่กับทาร์ทารัสแบบนี้ต่อไป ความเครียดและเหตุการณ์ต่างๆผ่านมาผลักให้เขาต้องก้าวเดินไปจนสุดขอบของนรก ด้วยความคิดที่ว่านี่แหละคือทางที่ดีที่สุดแล้ว ซินเทียร์จะต้องดีใจและจะกลับมามองแต่เขาเหมือนเมื่อก่อนอีก จะต้องมองและมองแต่เขาเท่านั้น

    “ได้... ฉันจะยอมเดินลงไปในนรกเอง”



    “คุณกำลังลงเดิมพันมากเกินไปนะครับ คุณวิคตอเรีย” ลองเวยพูดวิคตอเรียเรื่องที่เขากังวลอีกครั้ง ว่ากันตามตรง เขาไม่เห็นด้วยที่หญิงสาวยังคงยักยื้อยักยันไม่ยอมลงมืออะไรกับอลิเซียและนิลกาฬซักที แม้เธอจะบอกว่าต้องการหลักฐานที่แน่นหนาเพื่อความแน่ใจ และเผื่อกรณีที่มีคนอื่นนอกจากทั้งคู่ทรยศจะได้ไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่สำหรับเขาแล้ว การตัดไฟที่ต้นลมยังไงซะก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

    “ฉันไม่เคยเดิมพันอะไร ทุกอย่างฉันวางหมากเอาไว้หมดแล้ว”

    “แล้วถ้าที่คุณคิดเอาไว้มันผิดล่ะ” ลองเวยยังคงถามเซ้าซี้จนวิคตอเรียต้องเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมามองเขา ชายหนุ่มไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ต่อหน้าเธอ

    “แกจะเป็นห่วงอะไรหนักหนาวะ วันสองวันนี้แกทำตัวได้น่าเบื่อยิ่งกว่าเก่าอีกแกรู้ตัวรึเปล่า” เหมือนเขาจะรู้ตัว ลองเวยทิ้งตัวลงไปนั่งลงกับโซฟาตัวเดิมด้วยท่าทางที่ดูจะสงบลงบ้างก่อนที่เขาจะพูดขึ้น

    “เปล่า... ก็แค่ลางสังหรณ์ของคนที่อยู่ในวงการมานานพอควร” วิคตอเรียวางมือจากกองเอกสารตรงหน้าแล้วหันมามองชายหนุ่มอย่างจริงๆจังๆเป็นครั้งแรก
    “สังหรณ์อะไรของแก แล้วทำไมแกพึ่งจะมาสังหรณ์อะไรเอาป่านนี้ในรอบหลายปีเนี่ยนะ แกทำตัวพิลึกจริงๆนะรู้รึเปล่าหลังๆเนี่ย” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงไปนอนบนโซฟาเอาดื้อๆทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่ตนได้พูดออกไป หรือสิ่งที่เขาได้ฟังมา

    บรรยากาศในห้องพลันเงียบลงไปอีกครา วิคตอเรียที่หลังๆเริ่มเห็นชายตรงหน้าเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์มีชีวิตขยับมือไปทำงานต่อเมื่อเห็นว่าเสียงบ่นน่ารำคาญเหมือนคนแก่หมดไปแล้ว สำหรับเธอ มือสังหารตรงหน้าดูเปลี่ยนไปไม่เหมือนทุกคราที่ผ่านมาจริงๆ ท่าทางที่ดูว้าวุ่นกระวนกระวายแปลกๆทั้งๆที่ไม่มีเรื่องอะไร คำพูดที่ออกจะแปลกๆและเหมือนพยายามจะสื่อบางอย่างที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเองก็ไม่แน่ใจนักว่าคืออะไร

    “สังหรณ์ของนักฆ่าอย่างนั้นรึ...”

    หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆโดยที่ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าสังหรณ์ที่ว่าหมายถึงอะไร จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมาเสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น พร้อมกับที่ดวงไฟสีแดงรอบๆตึกกระพริบเตือนบอกอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ ผู้บัญชาการสาวกระตุกยิ้มออกมาเล็กๆพร้อมกับที่เธอดึงเอาปืนและเสื้อเกราะออกมา ส่วนลองเวยนั้นอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ไม่สิ... เหมือนว่าเขาจะเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลาต่างหาก

    “ผมว่าคุณวิคตอเรียได้หลักฐานมัดตัวใครบางคนแล้วล่ะครับ” ลองเวยพูดติดตลก พร้อมๆกับที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกมาเผยให้เห็นสมาชิกระดับเอจำนวนหนึ่งที่ติดอาวุธพร้อมรบเรียบร้อยแล้ว

    “มีผู้บุกรุกครับ คาดว่าพวกมันคงฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาเงียบๆ มีคนของเราโดนเก็บไปแล้วราวๆสิบคน ถ้าพวกของคลากค์ไม่ไปเจอร่องรอยก่อนพวกเราคงจะไม่มีโอกาสได้กดสัญญาณเตือนภัย”

    “ช่างหัวมันฉันคาดการณ์เอาไว้แล้ว ติดต่อทุกคนให้ปฏิบัติตามแผนการตอบโต้ที่ได้เตรียมเอาไว้ จับเป็นพวกมันให้มากที่สุด” แล้วทหารกลุ่มนั้นก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่มีการบอกให้มือดีของระดับเอเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นการบอกกล่าวด้วยปากเพียงไม่กี่คน แถมดูเหมือนจะไม่มีใครบอกใครต่อด้วยจนกระทั่งได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    “รับทราบครับ” นายทหารรับคำสั่งพร้อมกับวิทยุบอกพวกพ้องทันที

    “แล้วคุณวิคตอเรียต้องการให้ผมทำอะไรหรอครับ” ลองเวยถามพลางเช็คความพร้อมของมีดสังหารประจำกายและอาวุธยิบย่อยอื่นๆ

    “จัดการพวกมันตามใจแก เอาให้มันเหลือปากไว้พูดก็พอ” วิคตอเรียสั่งการพร้อมกับเดินไปกับสมาชิกหน่วยคนอื่นๆ

    “รับทราบครับ” ลองเวยรับคำแล้วเดินยิ้มจากไปเงียบๆ พริบตาเดียวร่างผอมสูงก็กลืนไปกับความมืดอย่างเงียบเชียบจนไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของเขาอีกต่อไป

    “จัดการสั่งให้ปิดทางเข้าออกให้หมดซะ แล้วติดต่อกองกำลังที่สั่งให้คอยอยู่ด้านนอกให้เข้ามาช่วยเราเก็บกวาดด้วย”

    “ว่าอะไรนะ! ทำไมติดต่อไม่ได้...” คำพูดตอบโต้วิทยุของสมาชิกระดับเอคนนั้นทำให้วิคตอเรียต้องหันมามองด้วยสีหน้าสงสัย “...ระบบทุกอย่างพัง? หมายความว่ายังไง รหัสถูกเปลี่ยน? แกเป็นเจ้าหน้าที่ระบบไม่ใช่รึไงวะจัดการทำให้มันเข้าที่ซะเดี๋ยวนี้!

    “มีปัญหาอะไร” วิคตอเรียถามไปด้วยน้ำตึงเครียด

    “ระบบทั้งหมดถูกเปลี่ยนรหัสครับ เราติดต่อกับภายนอกไม่ได้เลย ระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่ใช่แบบเปิดมือก็ปิดตัวทั้งหมดด้วยครับ แถมดูเหมือนพวกมันจะเอาเครื่องแจมเมอร์มาด้วย”

    คำพูดนั้นทำให้เธอรู้ตัวว่าทำพลาดไปแล้ว จะมีใครอีกที่ยุ่งกับระบบสื่อสารได้ ถ้าไม่ใช่คนที่เธอคิดไม่ถึงว่าจะทรยศ ที่จริงเธอควรจะเฉลียวใจถึงความเครียดของชายหนุ่มที่ก่อหวอดมาตลอดสองวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าหญิงสาวมั่วแต่คิดที่จะจัดการเรื่องให้ง่ายและไวเข้าไว้ และในวินาทีที่เธอกำลังจะสบถชื่อของใครคนนั้นออกมากระสุนก็พุ่งเข้าใส่ระดับเอที่ยืนอยู่ข้างๆเธอจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น และไม่ทันไรกระสุนอีกห่าใหญ่ก็ถูกยิงเข้ามา บีบให้พวกเธอต้องถอยกลับเข้าไปในห้องตามเดิม

    “บัดซบ พวกมันมาถึงนี่แล้วหรอวะ!” แผนของหญิงสาวผิดตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม ด้วยความประมาทเกินไปของตัวเธอเอง ยิ่งคิดยิ่งแค้นแต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ายิงปืนสวนกลับไป เสียงปืนจากทั้งสองฝ่ายดังอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆเงียบไปอย่างน่าสงสัย แล้วในวินาทีนั้นเองที่เสียงของใครบางคนที่เธอไม่อยากได้ยินดังขึ้นมา

    “ว่าไงวิคตอเรีย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” น้ำเสียงที่ดูหยิ่งยโสและดูถูกดูแคลนนั้นเธอไม่มีทางลืมมันได้เด็ดขาด และเมื่อยิ่งเธอมองผ่านกระเงาไปที่ทางเดินเธอก็ยิ่งมั่นใจ ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นจางๆ หนวดที่ชายตรงหน้าไว้เอาไว้เพราะคิดว่ามันดูเท่ห์และแววตาที่เหมือนจะกดหัวเธออยู่ตลอดเวลา

    “เอ่อ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไอ้คุณผู้พันเทย์เลอร์...” หญิงสาวทักด้วยน้ำเสียงประชดก่อนที่เธอจะบิดกระจกเล็กน้อยเพื่อที่เธอจะได้เห็นใบหน้าของคนทรยศได้ชัดๆ “...อ้อลืมไปอีกคน ว่าไงอีคุณอลิเซีย” สาวน้อยร่างเล็กยิ้มรับคำนั้นอย่างไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อเธอรู้ตัวว่าตอนนี้ได้ถือไพ่เหนือกว่าแล้ว

    “เรียกซะเป็นคนอื่นคนไกลเลยนะคะพี่วิคตอเรีย” คนถูกประชดสวนยิ้มไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเครื่องยิงจรวดที่อีกฝ่ายถืออยู่

    “แล้วไงผู้พัน เดี๋ยวนี้หันมาเป็นทหารรับจ้างแบบพวกฉันแล้วหรือไง...” หญิงสาวพูดถ่วงเวลาพลางส่งสัญญาณมือให้สมาชิกในทีมเตรียมลวดสลิงประจำตัวเพื่อหนีออกไปทางหน้าต่าง ถ้าเธอหลุดจากตรงนี้ไปได้ก็จะหาที่สู้ง่ายขึ้น รวมทั้งเธอจะได้หาโอกาสยิงพลุสัญญาณฉุกเฉินให้พวกที่รออยู่ไกลออกไปเข้ามาช่วย

    “อะไรมีเงินฉันก็ทำทั้งนั้นแหละ”

    “อ้อ... ก็ว่าอยู่ ไม่อย่างนั้นท่านผู้พันคงไม่ทิ้งหมู่ของฉันกับชาล็อตไว้ข้างหลังอย่างนั้นหรอก งานฆ่าล้างหมู่บ้านตอนนั้นได้ไปเท่าไหร่กันล่ะ”

    “หึ หึ หึ...” นายทหารผู้หากินบนกองเลือดหัวเราะออกมาเบาๆ ส่วนมือนั้นก็ยังเล็งไปยังเป้าหมายตรงหน้าอย่างไม่ลังเล “...นั่นน่ะพวกเธอหาเรื่องกันเอง แค่คนไม่รู้จักกันไม่กี่คนถึงกับหาเรื่องให้ตัวเองเกือบตาย ว่าแต่แผลบนหน้านั่นยังอยู่รึเปล่าล่ะ? หน้าของเธอคงจะดูสวยกว่านี้อยู่หรอกถ้าไม่มีมัน”

    วิคตอเรียแทบอยากจะกระโดดออกไปยิงหัวอดีตหัวหน้าของตนให้รู้แล้วรู้รอดซะเดี๋ยวนั้น เมื่อคำพูดถากถางนั้นมันไม่เข้าหูของเธออย่างแรง แต่ก็ติดที่ว่าเธอมีชีวิตลูกน้องอยู่ตรงนี้อีกหลายคน และมีเรื่องที่ต้องรู้ก่อนที่เธอจะหนีออกไปทางหน้าต่างสู่ชั้นล่างเพื่อหาทำเลในการสู้ที่ดีกว่านี้

    “แล้วว่าไงล่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วจะไม่บอกพี่สาวคนนี้ซักคำหรออลิเซีย ว่าที่ลงทุนทำตัวเองให้กลายเป็นเป้าหมายการล่าของทาร์ทารัสไปจนวันตายนี่คืออะไร?”

    “จะถ่วงเวลาอย่างนั้นหรอคะ พี่วิคตอเรีย?” ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆจากอีกฝ่าย แต่อลิเซียก็พอจะเดาได้ว่าตนคิดไม่ผิด “หนูจะบอกพี่ก็ได้ค่ะ เพราะยังไงซะพี่ก็คงไม่รอดไปจากที่นี่อยู่แล้ว...” วิคตอเรียได้ยินดังนั้นก็ทำมือเป็นสัญญาณบอกให้ทั้งหมดเตรียมพร้อมที่จะทำตามแผนทันที “...ที่หนูทำไปก็เพราะว่าหนูต้องการมันยังไงล่ะคะ หนูต้องการความรู้ที่จะได้จากอมตะ ไม่คิดว่านี่มันไม่แฟร์หรอคะที่เราต้องถูกสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาพวกเขาเพียงเพราะความเชื่องี่เง่าของทาร์ทารัสพวกนั้น... กายเนื้อที่เป็นอมตะ พลังประหลาดที่ราวกับเวทย์มนต์ ของพวกนี้พี่ไม่คิดว่ามันจะวิเศษไปเลยหรอคะ หากพวกเราได้ศึกษามันและนำมันมาใช้งานได้โดยไร้ขีดจำกัด” นำเสียงที่ราวกับคนกำลังเพ้อฝันอยู่นั้นทำให้วิคตอเรียรู้สึกสะอิดสะเอียน

    “เป็นอย่างไอ้พวกนั้นน่ะหรอ ฉันไม่เอาด้วยหรอกหวะ”

    “ก็ใครว่าจะเป็นเหมือนพวกนั้นล่ะคะ เราแค่เอาบางอย่างของพวกเขามาก็เท่านั้น คิดดูดีๆนี่ก็ถือเป็นการหาทางรักษาให้พวกเขานะคะ เพราะอย่างนี้ใครบางคนถึงได้เข้ามาร่วมกับเราในนาทีสุดท้าย ทำให้อะไรหลายๆอย่างง่ายขึ้นไปอีกเยอะเลยล่ะค่ะ แล้วพี่ล่ะคะ ถ้าจะมาร่วมมือด้วยกันตอนนี้ก็ยังไม่สายไปนะคะ” อลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมกับโยนนามบัตรขององค์กรที่จ้างเธอผ่านเข้าประตูไปให้วิคตอเรียเห็น

    “เทออสเอ็นจิเนียริ่ง...”

    วิคตอเรียพูดชื่อบริษัทนั้นออกมาเบาๆ ความคิดต่างๆมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอ แต่ที่เด่นชัดที่สุดคงจะเป็นความนึกขำในใจ บริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ที่พวกเธอใช้ผลิตภัณฑ์อาวุธอยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวันกลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่เธอนึกไม่ถึง จะว่าไปปืนและกระสุนที่เธอถืออยู่ตอนนี้ก็มาจากบริษัทนี้ทั้งนั้น บริษัทที่ทำให้อลิเซีย นิลกาฬ และวิลเลี่ยมทรยศเธอ... ถึงเธอจะยังไม่เห็นว่าสองคนหลังนั้นทำอะไรต่อหน้าก็เถอะ แต่แค่นี้มันก็ค่อนข้างชัดเจนเพียงพอแล้ว โดยเฉพาะวิลเลี่ยมที่เข้ามาอยู่ในหน่วยเพื่อจะช่วยซินเทียร์ล่าอมตะ เพื่อล้างสิ่งที่ทั้งคู่คิดว่าเป็นคำสาปให้หายไป ข้อเสนอนี้จูงใจเขาดีทีเดียว

    “ว่ายังไงล่ะคะพี่วิคตอเรีย สนใจจะร่วมมือกับพวกหนูมั้ยค่ะ? ความก้าวหน้าของมนุษยชาติกำลังรอพวกเราอยู่นะคะ”

    เหอะ... มันจะไปได้ซักกี่น้ำกันเชียว มันจะทำได้แค่ไหนกันเชียวกับการศึกษาร่างของไอ้พวกสติไม่เต็มพวกนั้น ทำอย่างกับว่าไม่เคยเห็นตอนพวกมันอาละวาด วิคตอเรียคิดในใจด้วยความสมเพชในความกระหายอยากที่ไม่รู้จักพอของคน สำหรับเธอแล้วเธอเชื่อว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่ยุ่งได้ สิ่งที่ไม่ควรยุ่ง และสิ่งที่ห้ามยุ่งอย่างเด็ดขาดอยู่ ซึ่งสำหรับอมตะ พวกมันเป็นกรณีท้ายสุด

    “ร่วมมือกับยัยตะกละอย่างเธอน่ะนะ ชาติหน้าตอนบ่ายๆเถอะ”

    พูดจบเธอก็ส่งสัญญาณให้ทั้งหมดวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับยิงกระจกหน้าต่างบานใหญ่จนมันกระจุยเป็นชิ้นๆ แรงลมมหาศาลพัดพาทุกสิ่งในห้องจนปลิวว่อน ทว่านั่นก็ไม่อาจหยุดพวกเธอได้ ลวดสลิงถูกขึงตึง ร่างในชุดดำทะยานผ่านหน้าต่างออกไปเพื่อจะหนีไปยังชั้นล่างที่สู้ง่ายกว่า ทว่าตอนเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เสียงใบพัดตัดอากาศพุ่งผ่านหูของเธอ

    เพราะหน้าต่างบานนั้นถูกออกแบบมาให้กั้นเสียง ทำให้เธอไม่อาจรับรู้ถึงตัวตนของนกเหล็กติดตั้งปืนเกตริ่งกันแปดลำกล้องเลยแม้แต่น้อย รู้ตัวอีกทีอาวุธร้ายก็คำรามก้อง สาดกระสุนเข้าใส่พวกเธออย่างไม่มียั้งมือ ภาพตรงหน้านั้นมีแต่แสงสว่างของดินปืนและสีแดงของเลือดที่สาดกระจายไปมา เป็นวินาทีที่สติของเธอหายไปพลันพร้อมกับที่เสียงของปืนกลหนักกลบสิ้นซึ่งทุกประสาทสัมผัส



    “อย่าขยับ!” เสียงของทหารรับจ้างจากเทออสเอ็นจิเนียร์ริ่งขู่สองสาวอลิสและชาล็อตไม่ให้ขยับตัว ก่อนจะบังคับให้พวกเธอไปยืนรวมกันที่มุมห้อง พร้อมกับที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าเคลียร์พื้นที่ในส่วนพยาบาลทั้งหมด

    “พวกเราควบคุมอมตะที่ห้องพยาบาลได้แล้ว กำลังรอคำสั่งต่อไป” หนึ่งในนายทหารวิทยุไปยังผู้ออกคำสั่งเมื่อภารกิจแรกของพวกเขาสำเร็จ
    [ควบคุมสถานการณ์ต่อไป รอจนเราเคลียร์ตึกได้ทั้งหมด และทำการควบคุมอมตะอีกตนได้ก่อน]

    “รับทราบ”

    “เฮ้ย! ว่ายังไงวะ?” หนึ่งในทีมจู่โจมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย เพราะทุกอย่างดูจะง่ายกว่าที่คิดกันมาเมื่อระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดกลายเป็นอมพาติไป พาลให้พวกเขาแทบไม่ต้องเปลืองแรงในการเจาะทะลวงเลยซักนิด

    “หัวหน้าให้เรารออยู่ที่นี่”

    “เฮ้อ... โครตน่าเบื่อเลยหวะ กระสุนยังไม่ได้ยิงซักนัดพวกหน่วยหนึ่งก็เก็บยามไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรฆ่าเวลาเลยหรอวะเนี่ย อยากไปกับหมู่ข้างบนจริง...” เสียงปืนกลที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องนั้นทำให้เขารู้สึกอยากจะลั่นไกขึ้นมาบ้าง แต่ที่นี่ก็ดูจะไม่มีอะไรที่พอจะเป็นเป้าให้เขาได้เลยซักนิด สายตาของเขาจึงมองไปรอบๆก่อนที่มันจะไปสะดุดเข้าสองสาวงามมุมห้อง “...เฮ้ย พวกแกสนใจจะหาอะไรทำฆ่าเวลากับข้ารึเปล่าวะ?” พูดจบคนที่เหลือในห้องก็หัวเราะอออกมาเบาๆด้วยว่าพวกเขาก็มีความคิดสกปรกเหมือนกัน แม้แต่คนที่ดูจะเป็นคนคุมทีมเองก็ไม่มีท่าทีจะห้ามลูกน้องที่กำลังเดินเข้าหาสองสาวเลยซักนิด

    “ยะ... อย่าเข้ามานะ” อลิสปัดมือที่กำลังยื่นเข้ามาจับคางเธอทิ้งไป ก่อนจะขยับตัวเข้าไปชิดชาล็อตมากขึ้น


    “โว้ๆ มีขัดขืนด้วยเว้ย สาวๆในชุดพยาบาลนี่ล่ะที่ข้าอยากลองมานานแล้ว” มือของทหารไร้สติฉุดร่างบางๆของอลิสจนเธอถลาออกจากอ้อมอกของชาล็อต


    “หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ อย่าทำอะไรเด็กคนนั้น” ชาล็อตยื่นมือไปหวังจะฉุดร่างของอลิสกลับคืนมา ทว่าฝ่ามือหนาของชายชาติสุนัขกลับตบสวนเข้าไปที่ใบหน้าจนหญิงสาวกระเด็นลงไปกองกับพื้น


    “อย่าเสือกน่า เดี๋ยวแกก็จะเป็นรายต่อไปแล้ว หรืออดใจไม่ไหวอยากปาร์ตี้หมู่กันตรงนี้เลยก็ได้นะคนสวย...”


    ทหารคนนั้นกระชากผมของชาล็อตขึ้นมาเพียงเพื่อจะได้เห็นใบหน้าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของเขา ดวงตาของหญิงสาวที่ดูสุภาพและอ่อนโยนเมื่อครู่กลับเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม ใบหน้าที่งดงามกลับกลายเป็นดั่งอสูรกาย แล้วทั้งคำพูดและท่าทางของเธอก็พลันถูกอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเข้าครอบงำ

    “ฉันจะฆ่าพวกแก ไอ้ขยะ...”
    Last edited by fatal_error; 17-04-2011 at 06:54 PM.

  8. #28
    New-God
    โพสรับตอนใหม่ +1

  9. #29
    fatal_error
    บทที่ 16 โลกยินดีต้อนรับ


    ในยามสงครามสิ่งที่คุณต้องระวังมากที่สุด... คือด้านหลังของคุณ


    ดวงตาของวิคตอเรียค่อยๆลืมขึ้นมาท่ามกลางความมืด ที่นั่นเต็มไปด้วยเสียงลมที่กระหน่ำพัดออกไปทางหน้าต่างแตก เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ที่ค่อยๆบินจากไป และเสียงของฝนซึ่งเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง หญิงสาวบาดเจ็บ เธอรู้สึกได้และเมื่อมือขวาอ่อนแรงนั้นเอื้อมไปสัมผัสกับโคนขาเลือดบางๆก็ติดมือขึ้นมา

    เธอยังโชคดีที่กระสุนห่าใหญ่นั้นแค่เฉียดเธอไปไม่พอที่จะฉีกท่อนขาให้ขาดกระจุย ทว่ากับลูกน้องที่โรยตัวตามเธอลงมานั้น พวกเขาไม่อยู่ในสภาพที่จะเรียกว่าคนได้อีกต่อไป แขนขาขาดกระจุยชโลมเลือดไปทั่วห้อง ชิ้นส่วนร่างกายที่เธอไม่อาจจะแยกจำแนกประเภทออกกองเกลื่อนกลาดไปทั่ว บางส่วนคงจะร่วงไปที่ถนนตอนถูกยิง แต่ส่วนใหญ่ถูกแรงกระแทกจากปืนแกตทริ่งนั้นซัดเข้ามาในห้อง ให้หญิงสาวได้รู้ ให้เธอได้เห็น ภาพการสังหารหมู่แบบที่เธอเคยพบเจอมาแล้วในอดีต

    สองมือของเธอสั่นเทาเพราะความทรงจำที่ไม่มีวันลืม นิ้วบางๆนั้นจิกลงไปบนหัวของตนคล้ายจะพยายามกดประสาทให้กลับมาเป็นดังเดิม ทว่าสิ่งที่ได้รับรู้ตรงหน้าและการปรากฏตัวของอดีตผู้บัญชาการของตน ทำให้นี่กลายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธออ่อนแอได้ถึงเพียงนี้ และตื่นตระหนกจนไม่อาจขยับตัว



    12 ปีก่อน ในเขตุพื้นที่สู้รบแถบตะวันออกกลาง รัฐบาลอังกฤษได้สั่งให้หน่วยรบพิเศษเข้าไปปฏิบัติการลับ โดยมีเป้าหมายคือแทรกแซงเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งส่งอาวุธให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและให้การสนับสนุนต่อต้านกองกำลังจากรัฐบาลที่จะเข้ามาเพื่อทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ลง จุดยุทธศาสตร์นี้รัฐบาลอังกฤษไม่ต้องการที่จะเสียมันไป แต่ก็ไม่ต้องการที่จะมีปัญหากับรัฐบาลของท้องถิ่น คำสั่งจึงถูกส่งมาให้กับผู้พันเทย์เลอร์ ให้นำหมู่ของวิคตอเรียและชาล็อตเข้าไปปฏิบัติการอย่างลับๆ

    “งานนี้เราไว้ใจให้กองกำลังของชาติที่สามเข้ามาจัดการไม่ได้ พวกเราจะเป็นคนลงมือเอง”

    นั่นคือคำพูดของผู้พันเทย์เลอร์ก่อนหน้าที่พวกของวิคตอเรียและชาล็อตจะลงมือเข้าไปขัดขวางการโจมตีจากรัฐบาล ทว่าเมื่อยามวิกาลมาถึงและการโจมตีได้เริ่มขึ้น แผนการที่เตรียมมาไว้กลับถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    “ผู้พันคะ นี่เรากำลังจะทำอะไรกันแน่”

    วิคตอเรียถามขึ้นด้วยความรู้สงสัย เพราะทางที่พวกเขากำลังเดินตามกันมาอยู่นี้มันเป็นทางตรงข้ามกับทิศทางที่การสู้รบกำลังเกิดขึ้นอยู่ ภายใต้ชุดสีพรางทะเลทรายยามค่ำคืนและใบหน้าที่ถูกพรางปิดด้วยหมวกจมมิด ผู้นำการโจมตีหันมามองหน้าวิคตอเรียก่อนที่เขาจะตอบอย่างที่เขาทำเป็นประจำ

    “คุณฟังคำสั่งของผมก็พอ ไม่ต้องออกความเห็น”

    แม้ไม่พอใจที่โดนคำตอบแบบนั้นมา แต่ด้วยความที่เธอเป็นทหารคำสั่งจากผู้บัญชาการจึงถือเป็นคำขาดที่ไม่อาจปฏิเสธ หมู่ของวิคตอเรียและชาล็อตเดินไปจนกระทั่งถึงที่ๆเธอไม่คาดคิด มันเป็นมัสยิดประจำเมืองที่ยามปกติจะมีทหารคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอดเวลา ทว่าในยามนี้มันกลับดูว่างเปล่าเพราะการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ที่ด้านนอก

    เมื่อเห็นว่ามียามเฝ้าอยู่เพียงสองคน เทย์เลอร์จึงสั่งให้พวกเขาเข้าไปจัดการทันที และนั่นก็ยิ่งทำให้หญิงสาวยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้น ว่าเหตุใดจึงต้องโจมตีคนที่ได้รับคำสั่งให้มาช่วย แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไรลูกน้องในหมู่ของเธอก็จัดการลงมือไปเรียบร้อยแล้ว ปืนเก็บเสียงทำหน้าที่ของมันอย่างดีส่งยามในชุดผ้าโพกหัวทั้งสองให้ล้มลงไปนอนกับพื้นแบบไม่มีวันตื่นอีกต่อไป


    “ท่านค่ะ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” คราวนี้เทย์เลอร์ไม่สนใจที่จะตอบเธออีกต่อไป เขาชี้มือไปด้านหน้าให้กองกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่โดยที่เธอไม่มีโอกาสได้โต้แย้งอะไรเลยซักนิด ชาล็อตที่นำทีมตามมาอยู่ด้านหลังเองก็คงรู้สึกสงสัยไม่น้อยมากไปกว่าเธอ ดีไม่ดีก็อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

    “นี่มันไม่ชอบมาพากลแล้วนะวิคตอเรีย” หญิงสาวที่ซ่อนใบหน้าสวยสะพรั่งเอาไว้ภายใต้เครื่องอำพรางกระซิบบอกเพื่อนของตน

    “แต่ตอนนี้เราไม่มีทางเลือก ทำตามผู้พันไปก่อน ยังไงซะเขาก็ไม่คิดจะทิ้งภารกิจหรอก” ปากก็พูดแบบนั้น แต่ใจของเธอรู้สึกไม่ดีจริงๆ ยิ่งเมื่อพวกเธอก้าวเท้าเข้าไปในมัสยิดอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนที่นี่ด้วยแล้ว ความรู้สึกแปลกๆก็กระหน่ำเข้าจู่โจมหัวใจของพวกเธอ

    “นั่นแหละเป้าหมายของพวกเรา เฮ้ย! ไปจัดการตามแผนได้”

    พูดจบทหารบางส่วนในหมู่ของเธอและชาล็อตก็วิ่งไปยังรูปปั้นเสมือนคนเบื้องหน้าโดยที่เธอไม่ได้สั่งเลยแม้แต่คำเดียว ก่อนที่พวกเขาจะใช้ท่อนเหล็กแปลกๆประกอบกันจนเหมือนกรงขนาดใหญ่แล้วครอบมันลงไปบนรูปปั้นนั้น

    “เฮ้ นี่มันเรื่องอะไรกัน พวกแกคิดจะทำอะไร ฉันยังไม่สั่งอะไรซักคำเลยนะ” ไม่มีใครฟังคำของเธอ แม้แต่คนที่ยังเหลืออยู่ในหมู่ก็ไม่รู้ว่านี่กำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้น จนกระทั่งทหารที่เข้าไปครอบรูปปั้นพวกนั้นหันปืนในมือมาทางพวกเธอ

    “อย่าได้คิดจะทำอะไรโง่ๆเชียวนะ ร้อยตรี” เทย์เลอร์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า

    “นี่มันเรื่องอะไรกันผู้พัน” วิคตอเรียถามเสียงเครียด ในขณะที่คนอื่นๆกำลังตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครั้งนี้

    “ผมและ... อดีตลูกทีมที่เหลือของคุณ เราเปลี่ยนแผนกันนิดหน่อย มีคนที่ต้องการสิ่งนี้และเขาก็จ่ายให้ในราคางามทีเดียว”

    “นี่คุณพูดเรื่องบ้าอะไรกัน?” วิคตอเรียยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เทย์เลอร์ต้องถอนหายใจเบาๆออกมาก่อนที่เขาจะอธิบายเพิ่ม

    “พวกเราไม่ทำงานให้สหราชอาณาจักรแล้ว ง่ายๆแค่นั้น มีที่ๆดีกว่านี้รอพวกเราอยู่และผมก็อยากจะให้คนดีมีฝีมือแบบพวกคุณเข้าร่วมกับผม ยังมีที่ว่างเหลืออยู่นิดหน่อยพอที่พวกคุณจะมาร่วมด้วยได้ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อนเพราะพวกคุณเป็นกลุ่มที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีปฏิกิริยายังไง”

    “นี่แก... ทรยศประเทศของตัวเองอย่างนั้นหรอ!” วิคตอเรียเรียบเรียงทุกอย่างในหัวจนสมบูรณ์แบบ และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกโกรธจนแทบอยากจะวิ่งไปซัดคนตรงหน้า

    “เปล่า พวกผมไม่ได้คิดร้ายกับประเทศของตัวเอง แค่เปลี่ยนงานนิดหน่อยโดยไม่บอกเจ้านายก่อนก็แค่นั้น มันเป็นสิทธิ์ของพวกเราไม่ใช่รึไงร้อยตรี”

    “สิทธิ์บ้าสิทธิ์บออะไรกัน นี่พวกแกทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไปเพื่อไอ้รูปปั้นโง่ๆนั่นน่ะนะ” หญิงสาวสบถพร้อมกับชี้นิ้วไปที่รูปปั้นสีขาวนั้น

    “รูปปั้นโง่ๆ?” เทย์เลอร์ทำเสียงประชดประชันก่อนที่เขาจะเอาปืนของตนเองยิงเข้าใส่รูปปั้นในกรงนั้น ทว่าแทนที่รูปสลักสีขาวจะแตกเป็นเสี่ยง ของเหลวสีแดงกลับไหลรินออกมาพร้อมกับที่ดวงตาของมันเปิดออกเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำอันน่าสะพรึงกลัวและเสียงกรีดร้องที่แสบเข้าไปในแก้วหู “มันไม่ใช่แค่รูปปั้นหรอกนะวิคตอเรีย เจ้านี่มีค่ามากกว่าที่คุณคิดเยอะ” พริบตาเลือดสีแดงเหล่านั้นก็หยุดไหล บาดแผลที่เคยมีปิดสนิทลงไปพร้อมกับนัยน์ตาของมัน

    “นั่นมัน... ตัวอะไรวะ”วิคตอเรียรำพันออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตน

    “จะอะไรผมคงไม่มีอำนาจที่จะบอกคุณเพราะว่ามันอยู่ในสัญญาของผมกับนายจ้างคนใหม่ แต่ถ้าคุณคิดจะเข้ามาร่วมด้วยนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ผมแค่จะแสดงให้เห็นเท่านั้นว่ารูปปั้นที่ชาวเมืองของที่นี่เคารพบูชากันทุกวี่ทุกวันแท้จริงแล้วมันคืออะไร ยังมีไอ้ตัวแบบนี้อยู่ทั่วไปหมดบนโลกนี้วิคตอเรีย และพวกมันก็จะทำกำไรให้กับเราอย่างมหาศาลยกตัวอย่างเช่นเจ้านี่ที่มีความสามารถในการรักษาโรคของใครก็ได้ที่เข้ามาใกล้มัน แลกกับการที่มันจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ คิดดูสิว่าถ้าเราสามารถรู้ได้ว่ามันทำยังไง เงินที่จะไหลมาเทมามันจะมหาศาลขนาดไหน”

    ได้ยินดังนั้นวิคตอเรียก็อึ้งไป ทุกอย่างนั้นดูราวกับภาพวาดที่บิดเบี้ยวจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มมองมันจากตรงไหน ทว่ามีสิ่งเดียวที่เด่นชัดอยู่ในใจของเธอ... ศักดิ์ศรีในฐานะทหารแห่งสหราชอาณาจักร ผู้ที่จะไม่มีวันทรยศต่อคำสั่งและผืนแผ่นดินของตน

    “ฉันไม่รู้ว่าแกพูดเรื่องบ้าบอเพ้อเจ้ออะไร แต่ในตอนนี้ฉันถือว่าแกไม่ใช่ผู้พันอีกต่อไปแล้ว ฉันขอปลดแกออกจกตำแหน่งในฐานะที่แกขัดคำสั่งของผู้บัญชาการและฉันขอสั่งให้แกวางอาวุธลงเดียวนี้” คนถือไพ่เหนือกว่าแสยะยิ้มออกมาต่อคำสั่งอันงี่เง่านั้น ก่อนที่เขาจะฟันมือลงให้นายทหารที่อยู่ข้างเดียวกับเขาลั่นไกเพื่อปลิดชีพของคนที่เหลือ เสียงกระสุนดังก้องไปทั่วมัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ถล่มหลังคาของมันลงมา ขวางทางระหว่างทั้งสองฝ่ายเอาไว้

    วันนั้นเองที่กลายเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนในชีวิตของวิคตอเรีย คืนนั้นนอกจากเธอจะไม่ได้ตัวของเทย์เลอร์แล้ว เธอยังพาลูกน้องของเธอทั้งหมดไปตายเพียงเพื่อจะปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงตามที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ส่วนตัวเธอเองนั้นบาดเจ็บสาหัสและถ้าไม่ได้ชาล็อตมาช่วยเอาไว้หญิงสาวก็คงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายไปแล้ว

    ทว่าฝันร้ายทั้งหมดนั้นกลับพึ่งเริ่มต้นขึ้น... แผ่นดินที่เธอหวงแหนนักหนากลับเป็นฝ่ายทิ้งเธอไป รัฐบาลอังกฤษตัดสินให้ทั้งสองต้องรับโทษหนักเพื่อปกปิดการทรยศของเทย์เลอร์ พวกเขาไม่ต้องการเสียหน้า ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าระบบของตนนั้นอ่อนแอแค่ไหน และการที่จะปกปิดมันนั้น พวกเขาต้องการแพะรับบาป หากเพียงแต่ว่า แพะรับบาปนั้นกลับไม่ยอมอยูเฉยๆให้ลงมือเชือด

    ทั้งคู่นั้นหนีออกมาได้ก่อนที่จะโดนตัดสินโทษด้วยการช่วยเหลือจากคนในที่สนิทกันอย่างลับๆ และเส้นสายที่เธอมีเอาไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะกลายมาเป็นทหารรับจ้างและได้เข้าเป็นสมาชิกของหน่วยซินส์ในที่สุด แต่กระนั้นฝันร้ายที่เธอต้องเสียลูกน้องทั้งหมดของตนไปเพราะศักดิ์ศรีที่ต้องการรักษานั้นกลับยังไม่ยอมจางไป ความเจ็บปวดที่โดนทรยศจากสิ่งที่เธอเชื่อใจมากที่สุด และแม้แต่ตอนนี้เธอเองก็ยังหนีไม่พ้นจากคำสาปนั้น

    ปืนคู่กายถูกหยิบขึ้นมาอีกครา บาดแผลที่ขาถูกบรรเทาอย่างลวกๆด้วยอะไรก็ตามที่เธอพอจะหาได้แถวนั้น ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกไปจากห้องด้วยแววตาที่แน่วแน่ ครั้งนี้ เธอจะต้องทวงเอาศักดิ์ศรีที่หายไปของเธอคืนมาให้ได้ ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม



    ในช่วงเวลาเดี๋ยวกันนั้น ห้องพยาบาลทั้งห้องที่เคยเป็นสีขาวบริสุทธิ์ก็กลับถูกย้อมไปด้วยสีแดงสดของเลือด ศพของทหารชุดดำถูกทิ้งเกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งห้องราวกับเป็นเพียงเศษขยะก็ไม่ปาน บ้างก็ถูกมีดผ่าตัดคมกริบเฉือนเข้าที่คอจนขาดวิ่น บ้างก็ถูกจ่อยิงในระยะเผาขนชนิดที่ตับไตไส้พุงกระจุยกระจายเป็นชิ้นๆ แต่กระนั้นเสียงการต่อสู้ก็ยังไม่หมดไปจากห้อง

    ชาล็อตที่หมดความอดทนกับทุกสิ่งกระแทกปลายกำปั้นเข้าใส่ซอกคอของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง จนร่างในชุดเกราะลอยกระเด็นไปกระแทกกับฝาผนัง และก่อนที่สองมือของเขาจะทันได้ยกปืนขึ้นมายิง คมมีดก็ตวัดผ่านข้อมือหนานั้น ตัดเส้นเอ็นที่เคยดึงรั้งข้อมือจนมันไม่อาจใช้งานได้อีก อาวุธร้ายที่เป็นความหวังเพียงอย่างเดียวร่วงหล่นลงไปบนพื้น พร้อมกับที่ปืนลูกซองอัตโนมัติในมือของชาล็อตกระแทกอุดเข้าไปในปากของอีกฝ่าย

    “สนุกมั้ย? สนุกพอรึยัง? ไอ้พวกเศษขยะ”

    ชายหนุ่มจ้องมองเข้าไปในแววตาอสูรนั้นด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ ปากก็อยากจะส่งเสียงอ้อนวอนขอความเมตตา ทว่าปืนลูกซองนั้นกลับถูกลั่นไกออกมาเสียก่อน ความรุนแรงบวกกับระยะของการยิงทำให้ส่วนศีรษะของชายหนุ่มกระจุยหายไปในพริบตา ร่างของนางฟ้าผู้เลอโฉมย้อมไปด้วยเลือดทั้งตัว จนดูราวกับเป็นงานศิลป์แห่งความตาย

    อลิสที่เฝ้ามองการสังหารหมู่ตั้งแต่ต้นจนจบยังคงสั่นเทาไม่หายกับภาพที่ได้เห็น มันเป็นความโกรธที่หญิงสาวไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน รุนแรง ก้าวร้าว และไร้ซึ่งความยั้งคิดใดๆ ดวงตาที่เหมือนหมาบ้าพร้อมจะขย้ำทุกสิ่งที่ขวางหน้านั้น เธอไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลยซักนิด และยิ่งเมื่อชาล็อตหันหน้ามามองเธอด้วยแววตาคู่นั้น ร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็กระตุกขึ้นมาเพราะความกลัวทันที

    “แกก็เหมือนกัน... เป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง ที่ฉันลงมือก่อนหน้านี้ไม่ได้ก็เพราะแก เพราะแกคอยขวางทางฉันเอาไว้แต่ว่านั่นมันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ฉันเบื่อเต็มทีที่จะต้องมาคอยเป็นพี่เลี้ยงเด็กกล้าๆกลัวๆอย่างแก...” ชาล็อตพูดด้วยเสียงเย็นชาโดยไม่แม้จะหันมามองอลิสที่กำลังตกตะลึงกับคำพูดของเธออยู่ ในขณะที่สองมือเปื้อนเลือดก็พลางหยิบชุดกระสุนและอาวุธอื่นๆเพื่อเตรียมออกไปล้างผลาญชีวิตต่อ “...แกก็ด้วย เสือกต้องมานอนครึ่งเป็นครึ่งตายเพราะความโง่ของตัวเองแบบนี้ พวกแกมันขยะชัดๆ” สายตาเกรี้ยวกราดนั้นมองไปยังซินเทียร์แวบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวแลอะไร

    “พี่ชาล็อตคะ...” อลิสที่ทำท่าจะลุกตามไปถูกหยุดเอาไว้ด้วยลูกซองที่หันมาจ่อเข้าที่หน้าของเธอ

    “แกไม่ต้อง อยู่ที่นี่แหละออกไปก็เกะกะเปล่าๆ”

    ร่างบางๆของอลิสทรุดลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมา ทั้งถ้อยคำและแววตาที่ทำร้ายจิตใจนั้น ทั้งเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเธอไป ทำให้หญิงสาวเริ่มคิดได้ว่าตนนั้นไร้ประโยชน์ซักเพียงใด เธอไม่อยากได้รับการปกป้องจากใครๆอีกแล้ว ไม่ต้องการเป็นเหมือนลูกแมวที่ถูกทะนุถนอมอยู่ภายใต้กำแพงอีกต่อไป และภาพของหญิงสาวที่กำลังเริ่มตัดสินใจอย่างแน่วแน่ก็ได้สะท้อนเข้าไปในดวงตาของซินเทียร์ที่เริ่มเปิดขึ้นมาอีกครั้ง



    เสียงปืนจากการปะทะกันยังคงไม่เงียบหายไป และหนึ่งในนั้นก็มาจากการยิงของอัลเบิร์ต ชายหนุ่มกำลังยิงสวนอยู่กลับกลุ่มของเทออสเอนจิเนียริ่งเพียงลำพัง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขาที่ได้ทำเลในการยิงดีกว่า จากตรงจุดนี้เขาสามารถเล็งปืนผ่านช่องแคบๆได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเริ่มรำส่ำระส่ายเพราะระเบิดควันที่เขาพึ่งใช้ไป

    การตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามเริ่มน้อยลงเรื่อยๆเมื่อกระสุนอันแม่นยำของอัลเบิร์ตทะลวงแนวป้องกันของอีกฝ่ายจนไม่เหลือ และในที่สุดร่างในชุดดำร่างสุดท้ายก็ร่วงลงไปนอนกับพื้น ทว่ากลับไม่ได้เป็นเพราะกระสุนจากกระปืนของเขา และนั่นทำให้ชายหนุ่มไม่ยอมลดระดับการเฝ้าระวังของตนเองลง

    “อัลเบิร์ต นี่ฉันเอง ฉันกำลังจะเข้าไปที่นั่น!” เสียงตะโกนนั้นอัลเบิร์ตจำได้ดี มันเป็นเสียงของนิลกาฬ และไม่นานหนุ่มชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วยิงซ้ำไปที่ร่างในชุดดำนั้นเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครลุกขึ้นมาเซอร์ไพรเป็นรอบที่สอง ก่อนที่เขาจะวิ่งเหยาะๆเข้ามาหาอัลเบิร์ตซึ่งกำลังคุ้มเชิงอยู่ด้านหลังตะแกรงเหล็ก

    “นี่พี่ไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย”

    “พึ่งฝ่าออกมาได้นี่แหละ แล้วก็เห็นแกกำลังซัดกับพวกมันอยู่ ฉันเลยอ้อมไปด้านหลังแล้วดักเก็บพวกมัน” นิลกาฬพูดพลางถอดแม็กกาซีนของตนออกมาเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่ว

    “นี่พี่รู้รึเปล่าว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” อัลเบิร์ตที่กำลังสับสนกับสัญญาณเตือนภัยถามขึ้นมา ที่จริงเขาเองก็เฉียดๆจะถูกฆ่าเหมือนกันถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาสามารถตั้งสติได้ก่อน

    “บอสบอกว่ามีคนทรยศ ขายความลับให้กับมือที่สาม และนี่พวกมันก็ชิงบุกพวกเราก่อนหวังจะประกาศสงครามกันไปเลย...” อัลเบิร์ตทำหน้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่ เพราะสำหรับเด็กที่แทบไม่เคยออกไปนอกองค์กรเลยอย่างเขาย่อมไม่รู้ว่าภายนอกนั้นมีคนที่คิดจะงัดข้อกับทาร์ทารัสอยู่ “...อ้าวๆทำหน้าไม่เชื่อกันอีก ไม่อยากเชื่อแกก็ลองดูนี่ ฉันชิงวิทยุจากพวกมันมาเลยรู้ว่าพวกมันคิดจะทำอะไร ทีนี้แกจะเชื่อรึยัง” สำเนียงภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ของเขานั้นย้ำคำไปยังชายหนุ่ม พร้อมกับที่มือของเขาชี้ไปบนวิทยุซึ่งติดอยู่บนหู

    “แล้วนี่พวกมันคิดจะทำอะไรต่อ อย่าบอกนะว่าพวกมันคิดจะฆ่าล้างบางพวกเราที่นี่”

    “เปล่า เป้าหมายหลักของพวกมันคือฆ่าพวกเราที่เป็นระดับเอส แล้วก็ชิงตัวอมตะสองคนที่อยู่ที่นี่ไป ตอนนี้พวกมันคุมตัวของซินเทียร์เอาไว้แล้วอีกไม่นานก็คงจะถึงคิวไอ้ตัวที่อยู่ใต้ดินนั่น” เพียงได้ยินว่าใครถูกควบคุมตัวอยู่เท่านั้น อัลเบิร์ตก็ผลีผลามลุกขึ้นยืนทันที เล่นเอานิลกาฬแทบจะตั้งตัวไม่ทัน
    “อ้าวเฮ้ย แล้วนั่นแกคิดจะทำอะไร?”

    “ผมจะไปช่วยซินเทียร์” พูดแค่นั้นชายหนุ่มก็ยกปืนขึ้นแล้วออกเดินไปข้างหน้าทันที

    “แต่ที่นั่นมีพวกมันเฝ้าเป็นสิบเลยนะ แถม...” คำขู่นั้นไม่มีประโยชน์อันใดเมื่ออัลเบิร์ตในตอนนี้นั้นหายลับไปแล้ว นิลกาฬจึงได้แต่ส่ายหัวแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งตามไป



    ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงห้องพยาบาล ทว่าสภาพภายในห้องนั้นกลับต่างจากที่พวกเขาคาดเอาไว้มาก ที่จริงต้องบอกว่านี่ถึงขั้นทำให้ทั้งคู่หายใจไม่ทั่วท้องกันทีเดียว เมื่อภาพตรงหน้านั้นมันมีแต่สีแดงของเลือดเต็มไปหมด โดยที่ตรงกลางห้องนั้นมีอลิสนั่งก้มหน้าอยู่คนเดียวในชุดกาวสีขาวเปื้อนๆนั่น

    “อลิส! เธอเป็นอะไรรึเปล่า?” อัลเบิร์ตรีบวิ่งเข้าไปเขย่าไหล่ของสาวน้อยเพื่อเรียกสติของเธอกลับมา ในขณะที่นิลกาฬยังคงมองไปรอบๆห้องด้วยสีหน้าไม่เข้าใจอยู่

    “ฉัน... ฉันไม่เป็นอะไร” อลิสตอบด้วยน้ำเสียงราวกับไม่แน่ใจในตนเอง เธอกำลังสับสนกับทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่อาจตอบได้ว่าเธอไม่เป็นอะไรจริงๆรึเปล่า

    “แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น” นิลกาฬเดินเข้ามานั่งชันเข่าลงหน้าหญิงสาวก่อนที่เขาจะยิงคำถามออกไป

    “พี่ชาล็อตเขา...” คำบอกเล่าหยุดลงชั่วขณะเมื่อเธอนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์นองเลือดนั้น แต่แค่นั้นมันก็มากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ก็แน่ล่ะ เขาเคยเห็นชาล็อตกลายร่างเป็นยักษ์เป็นมารมาแล้วตั้งสองสามครั้ง มีหรือที่แค่นี้เขาจะเดาไม่ออก แต่คนที่ไม่เข้าใจซักเท่าไหร่ดูเหมือนจะเป็นอัลเบิร์ต เขายังคงพยายามจะถามรายละเอียดต่อทว่านิลกาฬกลับดึงไหล่ห้ามเขาเอาไว้แล้วส่ายหัวเบาๆ

    “เอาเป็นว่าที่นี่ไม่เหลืองานอะไรให้พวกเราทำอีกแล้ว”

    “ถ้าคุณนิลกาฬว่าอย่างนั้น... ผมก็คงจะไม่ขอถามอะไรต่อก็แล้วกันครับ” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงคิดจะถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่เวลานี้

    “ถ้าอย่างนั้นฉันว่าเราควรจะรออยู่ที่นี่ จนกว่าชาล็อตจะกลับมาหรือไม่ก็กำลังเสริมของเรามาถึง” นิลกาฬพูดพลางเดินออกไปเช็คดูด้านหน้าประตูทางเข้าซึ่งมีเพียงทางเดียว

    “ไม่ครับ ผมว่าเราควรจะลงไปที่คุกอมตะข้างล่าง แล้วถ่วงเวลาพวกนั้นเอาไว้” นิลกาฬได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะตรวจเช็คกระสุนที่เหลืออยู่กับตัวอีกที

    “ฉันว่าแล้วว่าแกต้องพูดแบบนี้ไอ้หนู ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”

    “เดี๋ยว! ฉันขอไปด้วย อย่างน้อยให้ฉันได้ช่วยอะไรบ้างก็ยังดี” อัลเบิร์ตและนิลกาฬที่กำลังจะวิ่งออกจาห้องหยุดขาของตนลงชั่วขณะแล้วหันไปมองที่อลิสทันที ด้วยแววตาที่ดูไม่ต่างไปจากแววตาของชาล็อตเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

    “อย่าเลยอลิส เธออยู่ที่นี่คอยเฝ้าซินเทียร์เถอะ” อัลเบิร์ตพูดขึ้น

    “แต่ฉันไม่อยากจะเป็นตัวถ่วงของทุกคนไปมากกว่านี้ ขอให้ฉันไปช่วยด้วยเถอะ”

    “ไม่ต้อง... ถ้าเอาไปด้วย เธอนั่นแหละที่แต่รังแต่จะเป็นตัวถ่วง คนที่ทำอะไรไม่ได้น่ะอยู่เฉยๆก็พอแล้ว อย่าให้ฉันต้องพูดอะไรซ้ำสองอีก พวกเราพูดเรื่องนี้กันจบไปแล้ว” เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็วิ่งออกจากห้องไปเลยโดยไม่สนใจที่จะหันมามองสีหน้าของอลิสเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในใจของเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร

    พวกเขาจะต้องหยุดอีกฝ่ายให้ได้ก่อนที่พวกนั้นจะได้ตัวอมตะเซอร์บีรัสไป ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ไม่มีเวลาใส่ใจกับความรู้สึกที่เริ่มเพิ่มพูนขึ้นมาในใจ ทว่านั่นกลับเป็นเพียงความคิดของอัลเบิร์ตเพียงคนเดียว ไม่ใช่กับนิลกาฬที่กำลังค่อย ๆชะลอฝีเท้าของตนลงอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ใช่... เขารู้ดีว่าสู้คนหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ เพราะอย่างนั้นถึงได้ยิงทหารของเทออสเอ็นจิเนียริ่งที่มาด้วยกันนั่นทิ้งซะจากด้านหลัง เพื่อให้เด็กหนุ่มวางใจและไม่ทันระวังตัวจนต้องโดนยิงจากข้างหลังอีกคน

    แต่เรื่องมันดันไม่ง่ายอย่างนั้น เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่เคยปล่อยเขาให้พ้นจากหางตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ตอนที่วิ่งนำไปก็ยังไม่วายจะเหลียวกลับมามองอยู่แทบจะทุกวินาที มันทำให้นิลกาฬแทบจะประสาทเสียจนต้องยอมวิ่งคู่ไปด้วยกันแล้วหวังจะไปสมทบกับพวกที่ห้องพยาบาลเพื่อล้มเขาซะ เรื่องมันควรจะเป็นแบบนั้นถ้าไม่ใช่เพราะแม่สาวสวยบ้าเลือดเชือดทุกคนทิ้งจนหมดซะก่อน

    ผิดแผนมาก็หลายครั้ง โอกาสก็ไม่มาซักที จนกระทั่งชั่วไม่กี่วินาทีนั้นเองที่อัลเบิร์ตเหมือนจะเหม่อไป ไม่รู้หรอกว่านั่นเป็นเพราะอะไร แต่โอกาสที่เขาจะได้มุมอับแบบนี้คงจะไม่มีอีกแล้ว จะอัจฉริยะหรือวีรบุรุษมาจากไหนลองถูกยิงจากระยะแบบนี้ไม่ว่าใครก็ต้องจอดทั้งนั้น ใช่แล้ว... เขาต้องทำได้อย่างแน่นอน คิดแล้วนิลกาฬก็ยกปืนขึ้นมาประทับกับซอกแขนแล้วเล็งไปเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มอันสุดแสนจะภาคภูมิใจ

    ปัง!
    Last edited by fatal_error; 24-04-2011 at 05:25 PM.

  10. #30
    fatal_error
    บทที่ 17 เซอร์บีรัส


    ที่ใดมีแสงสว่างที่นั่นย่อมต้องมีความมืด



    ก่อนหน้านั้นไม่นานนัก อลิเซียกำลังยืนอ้าแขนออกด้วยรอยยิ้ม เมื่อเสียงกระสุนปืนกลหนักจากเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นขึ้นหลังจากที่พวกของวิคตอเรียทิ้งตัวลงไป และแทบไม่ต้องให้ใครมาบอกเธอก็รู้ดีว่าสภาพเบื้องล่างนั้นจะเป็นยังไง เพียงแค่นึกมันขึ้นมาสาวน้อยก็ยิ้มจนหุบไม่อยู่ต่อความพินาศย่อยยับของคนที่ขวางทางของเธอ

    “อย่าว่ากันเลยนะคะพี่วิคตอเรีย โลกนี้คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอล่ะค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”



    คำพูดนั้น... คำพูดที่ผู้เป็นแม่ของเธอสอนเธอมาตลอด ไม่ใช่เพราะด้วยความรักและหวงแหน หากแต่ด้วยความแค้นที่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจ เมื่อทุกสิ่งที่ผู้เป็นแม่เพียรพยายามทำมาตลอดถูกหักหลังโดยคนรักของเธอ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บริษัทของตระกูลก็ตกไปอยู่ในมือของคนที่เคยรวมแรงร่วมใจฝ่าฟันอุปสรรคมาตลอด

    “จำเอาไว้นะลูก อย่าได้ไว้ใจใครทั้งนั้น มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่เชื่อใจได้ จงกลืนกินพวกมันที่ขวางทางให้หมด เอาทุกอย่างของมันมาเป็นของเรา ไม่ว่าทรัพย์สิน ความรู้ หรือแม้แต่ชีวิตของมัน!”

    คำสอนอันบ้าคลั่งฝังลึกอยู่ในใจของเด็กน้อยมาตลอด และไม่มีวันที่จะลบไปได้ดุจดั่งรอยสลักที่ฝังแน่นอยู่ในแผ่นเหล็ก คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอ โลกนี้ไม่เคยปราณีใครหน้าไหน ทุกคนที่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจล้วนมีสิทธิที่จะถูกกลืนกินได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมรอที่จะเป็นฝ่ายโดน เธอจะต้องเป็นฝ่ายกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนหมด



    “ตามไปเก็บศพพวกมัน เช็คดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครรอด”

    “จำเป็นเหรอ?” เทย์เลอร์พูดขึ้นเพราะเขาไม่เห็นทางที่ใครจะรอดไปได้จากการโจมตีนั้นเลยแม้แต่น้อย

    “ฉันไม่ชอบความประมาท ฉันขอคนของคุณลงไปข้างล่างกับฉัน ส่วนคุณก็จัดการทำภารกิจต่อได้เลย” ชายสูงวัยเหล่ตาลงมามองร่างเล็กๆของอลิเซียที่ช่างขัดกับการตัดสินใจนั้น ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆแล้วยกมือขึ้นทำสัญญาณให้กองกำลังทหารเบื้องหลังแบ่งคนไปตามที่สาวน้อยต้องการ



    ย้อนกลับไปในวันที่อลิเซียย่องเข้าไปหานิลกาฬ ร่างเล็กๆกำลังกดตัวของชายหนุ่มเอาไว้ไม่ให้กระดิกไปไหน ช่วงเวลาผ่านไปเนิ่นนานที่ดวงตาของทั้งสองสบกัน ก่อนที่สาวน้อยจะก้มตัวลงแล้วกระซิบกระซาบบางอย่างผ่านหูของเขา

    “นาย... นายอยากจะถอนตัวออกจากหน่วยซินส์รึเปล่า” หัวใจขงเขากระตุกไม่เป็นจังหวะในทันที ประโยคๆนั้นมันเป็นยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆที่เขาคาดเอาไว้

    “ธะ เธอว่าอะไรนะ?”

    “ฉันถามว่านายอยากจะออกไปจากหน่วยนี้มั้ย? ว่ายังไงล่ะ อยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ ฉันไม่เอาไปบอกใครหรอกน่านายก็รู้ ที่นี่มีแค่เราสองคน จะพูดจะคุยอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

    นิลกาฬนอนนิ่งอยู่นานจนจำไม่ได้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ในก็ยังรู้สึกกลัวๆที่จะพูดออกไปเพราะกฎที่เข้มงวดของหน่วยซินส์ กลัวว่าจะต้องถูกไล่ล่าไปตลอดชีวิตที่ไม่น่าจะยืนยาวเท่าไหร่ แต่ปิศาจที่กระหายจะเอาตัวรอดในหัวใจกลับผลักดันชายหนุ่มจนเขาพ้นจากความกลัวที่สั่งสมอยู่ภายใน

    “ใครจะไม่อยากล่ะ ฉันอยากจะไปให้พ้นๆจากไอ้หน่วยบ้านี่เต็มทนแล้ว แต่ฉันเองก็ไม่อยากจะถูกล่าจนต้องคอยหดหัวอยู่แต่ในที่ซ่อนทุกวี่ทุกวันเหมือนกัน นั่นน่ะมันไม่ต่างจากตายเท่าไหร่หรอก”

    “ถ้าอย่างนั้นเราก็ใจตรงกัน ฉันเองก็อยากจะออกจากหน่วยเหมือนกัน เพื่อจะได้ศึกษาสิ่งที่เราเสี่ยงชีวิตจับพวกมันมา นายจะมาร่วมมือกับฉันรึเปล่าล่ะ?” อลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยวนพร้อมกับใช้มือบางๆลูบไล้ไปตามร่างกายของชายหนุ่ม
    “นี่เธอไม่ได้คิดจะลองใจฉันใช่มั้ย?” นิลกาฬยังคงระแวงอยู่ ด้วยกลัวว่าถ้าเขาตอบตกลงอะไรบ้าๆไปเรื่องอาจจะจบลงที่หัวของเขากลายเป็นรูก็ได้

    “เปล่าเลย ฉันไม่ได้คิดจะลองใจนาย ถ้าไม่เชื่อเอาสัญญานี้ไปดูก่อนก็ได้” คอมพิวเตอร์มือถือในมือของอลิเซียแสดงรายละเอียดของสัญญาและสิ่งตอบแทนที่ชายหนุ่มจะได้รับหากเขาตอบตกลง และทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ยั่วยวนใจของเขา งานที่ปลอดภัยและมั่นคง เงินค่าตอบแทนที่มากจนเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลยก็ได้ทั้งชีวิต ทั้งหมดทำให้เขาฉีกยิ้มออกมาด้วยความโลภ

    “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้อขอดูรายละเอียดเพิ่มต่อซักหน่อยแล้ว...”

    “ถ้าอย่างนั้นเรามาดูไปพร้อมกันมั้ย...” อลิเซียพูดพร้อมกับเริ่มถอดเสื้อของเธอออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นผิวขาวนวลของทรวดทรงที่ได้รูปนั้น “...เผื่อนายจะได้ตัดสินใจเร็วขึ้น และที่สำคัญ ฉันเองก็อยากจะกินนายใจจะขาดอยู่แล้ว”



    ปัง! กระสุนปืนของนิลกาฬที่ควรจะเจาะเข้ากลางหลังของอัลเบิร์ตกลับถูกเบี่ยงออกไปอีกทางอย่างน่าประหลาดใจ แล้วไม่ทันที่จะให้เขาได้คิดว่าเกิดอะไรขึ้น รอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับร่างของลองเวยและคมมีดยาวเกือบศอกในมือของเขา อาวุธร้ายถูกฟันอย่างรวดเร็วในระยะที่แทบไม่มีทางหลบ แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบโต้ของทหารกร่ำศึกทำให้เขาตัดสินใจเอาปืนขึ้นมาป้องกันตัว แม้จะรู้ว่านั่นเสี่ยงที่จะทำให้ปืนอันมีค่าต้องพังซักแค่ไหน

    แล้วก็เป็นอย่างที่นิลกาฬคิด ปากกระบอกปืนและส่วนท่อแก๊ซส่งกลับถูกตัดเป็นสองส่วนทันที เปลี่ยนสภาพของปืนไรเฟิลอัตโนมัติให้กลายเป็นท่อนเหล็กไร้ค่าทันที ไม่ต้องให้ใครหรืออะไรมาตอกย้ำเขาอีกแล้ว ชายหนุ่มรู้ตัวได้ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นทันทีว่าถ้ายังอยู่ในระยะประชิดต่อเขาได้กลายเป็นชิ้นๆแน่ คิดได้ดังนั้นขาทั้งสองจึงถีบสุดแรงเกิดส่งร่างของเขาให้ถอยหลังออกมาพร้อมกับที่ปืนพกถูกชักออกมาแล้วลั่นกระสุนเข้าหาเป้าหมายตรงหน้า

    เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มแทบจะร้องตะโกนด่าไม่เป็นภาษาคนซะเดียวนั้น เพราะกระสุนที่เขาพึ่งยิงไปถูกหนุ่มชาวจีนรูปร่างผอมสูงตรงหน้าปัดทิ้งได้ยังกับในหนังไซไฟที่ตัวเอกมองเห็นกระสุนลอยอย่างเชื่องช้าเข้าหาตัวเขา “แกเป็นตัวอะไรกันวะ!” ไม่รู้จะทำเช่นไรอีกต่อไป ระเบิดแสงในมือจึงถูกดึงสลักออกแล้วโยนเข้าไปหาร่างตรงหน้า

    เสียงและแสงจากการระเบิดนั้นถ่วงเวลาให้เขาหลบเข้าไปสู่มุมอับได้ ก่อนที่เขาจะหันกลับมายิงตอบโต้ด้วยปืนพกในมือ ทว่าคราวนี้ไม่ได้มีแต่มีดของลองเวยอีกต่อไป เมื่อกระสุนที่แม่นราวกับปิศาจของอัลเบิร์ตพุ่งเข้าปลดปืนพกในมือของเขาไปต่อหน้าต่อตา บีบให้เขาเหลือปืนพกอีกเพียงแค่กระบอกเดียวและมีดทหารที่เขาไม่มีทางใช้มันสู้ลองเวยได้เลยแม้แต่น้อย

    “เวร เวรเอ้ย” ชายหนุ่มสบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างลืมตัว แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกแล้วเมื่อตอนนี้ความตายมันห่างจากเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น

    สองตาพยายามมองหาทางรอด แต่สิ่งที่เข้ามาหาเขาก่อนอย่างแรกกลับเป็นร่างของใครอีกคนที่กำลังเดินมาจากทิศตรงกันข้าม ชุดกาวสีขาวของเธอนั้นเปื้อนไปด้วยเลือดจนมันกลายเป็นสีแดงสดไปแล้ว ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นดวงตาของอสูรไปแล้ว และยิ่งเมื่อนิลกาฬเห็นปืนลูกซองและมีดอาบเลือดในมือทั้งสองของชาล็อต สติของเขาก็มีอันต้องกระเจิงทันที

    “พวกแกมันปิศาจชัดๆ!” คราวนี้นิลกาฬไม่รั้งรออะไรอีกแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ความคิดจะสู้ต่อซักเพียงเสี้ยวเดียว ระเบิดควันถูกโยนออกไปเพื่อพลางตัวก่อนที่ปืนพกในมือจะถูกยิงแบบส่งๆเพื่อขู่อีกฝ่ายไม่ให้เข้ามาใกล้ แล้วในที่สุดชายหนุ่มก็หายไปจากพื้นที่ตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอย



    “ไอ้ขี้ขลาด...” ชาล็อตสบถออกมาเบาๆเมื่อเธอไม่พบร่างใดๆอยู่หลังม่านควันนั่นเลยแม้แต่น้อย และไม่นานนักลองเวยกับอัลเบิร์ตก็วิ่งเข้ามาสมทบกับเธอ “...แล้วนี่พวกแกยังไม่ตายอีกหรอ”

    “คราวหน้าผมขอเป็นคุณชาล็อตร่างอบอุ่นแทนจะได้มั้ยครับ” ลองเวยพูดล้อเล่นออกมา แต่ชาล็อตกลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย

    “แล้วนี่คุณชาล็อตบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ” อัลเบิร์ตถามขึ้นเมื่อเขาไม่แน่ใจนักว่าเลือดที่เปื้อนไปทั่วนั้นเป็นของใครกันแน่

    “จะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่โดนไอ้ขยะนั่นตบหน้าเพราะฉันพยายามจะช่วยเพื่อนตัวดีของแก” ดวงตาเหี้ยมๆหันมามองเขาเพียงแวบเดียวราวกับว่าอัลเบิร์ตเป็นต้นเหตุของความเจ็บแปลบบนใบหน้า

    “...แล้วนี่คุณชาล็อตคิดจะทำยังไงต่อครับ ตอนนี้พวกผมกำลังจะลงไปที่ห้องใต้ดินเพื่อคุ้มกันเซอร์บีรัสกัน ถ้าคุณชาล็อตจะไปด้วยกัน...”

    “ไม่...” คำปฏิเสธนั้นรวดเร็วและไม่ใยดีราวกับไม่ใช่เรื่องของเธอ “...สำหรับฉันอมตะบ้านั่นจะเป็นยังไงไม่เกี่ยวกับฉัน พวกแกจะไปอาละวาดไปตายที่ไหนฉันก็ไม่สน แต่ถ้าใครมันคิดจะทำร้ายหรือหักหลังวิคตอเรียแบบไอ้แมลงสาปตัวเมื่อกี้ล่ะก็... ฉันจะฉีกมันเป็นชิ้นๆซะ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ใส่อารมณ์เลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับซัดเปรี้ยงลงที่กลางใจของอัลเบิร์ตจนเขาไม่กล้าเอ่ยปากอะไรออกมาอีก ได้แต่ยืนมองชาล็อตเดินหายไปในความมืด ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่ากำลังโล่งใจที่หญิงสาวเดินจากไปแล้ว

    “ไม่ต้องเกร็งไปหรอกครับอัลเบิร์ต เธอก็เป็นแบบนี้แบบนี้แหละครับเดี๋ยวก็ชินไปเอง ว่าแต่ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยแต่คุณก็เหมาเอาว่าผมจะไปคุ้มกันกันอมตะกับคุณแล้วหรอครับ?” ลองเวยถามด้วยรอยยิ้มสุภาพ

    “ไม่ได้เหมาหรอก แต่นายอุตส่าห์มาช่วยฉันเอาไว้ก็น่าจะพอพูดได้ว่านายยังอยู่ข้างเดียวกับฉันใช่มั้ยล่ะ”

    “คุณวิคตอเรียแค่สั่งให้ผมทำอะไรตามใจเท่านั้นเองครับ” อัลเบิร์ตทำหน้าบอกบุญไม่รับกับคำสั่งที่ดูชุ่ยเกินไปของวิคตอเรีย แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาเองคงจะชินชากับนิสัยคนของที่นี่ไปซะแล้ว ถึงได้ไม่ว่าอะไรออกมาอีก

    “แล้วว่าไง จะไปกับผมรึเปล่าหรือถ้าไม่ว่างพอผมไปคนเดียวก็ได้นะ” ชายหนุ่มพูดเชิงเสียดสีพลางกระชับปืนเข้ากับตัว

    “ไปก็ไปครับ ยังไงซะผมก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว”

    ที่จริงแล้วอัลเบิร์ตนั้นไม่ชอบการพูดจาตอบโต้แบบนี้ของลองเวยเลยแม้แต่น้อย เพราะมันทำให้เขามองไม่เห็นภายในของนักฆ่า ไม่อาจเดาได้ว่าแท้จริงแล้วคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ อย่างเมื่อกี้ก็เหมือนกัน ถึงบอกว่าไม่มีอะไรจะทำแต่คราบเลือดที่กระเซ็นอยู่ตามเสื้อผ้าจางๆนั้นไม่ได้บอกสิ่งเดียวกับที่พูดเลยซักนิด เรื่องที่ลองเวยเข้ามาช่วยเขาก็เหมือนกัน คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเล็กๆน้อยๆ ไม่ใช่ว่าคิดจะเข้ามาช่วยจริงๆตั้งแต่แรก

    ระหว่างที่วิ่งลงไปตามบันไดและทางเดิน ปะทะกับฝ่ายตรงข้ามก็หลายหนแต่ดูเหมือนว่าอัลเบิร์ตจะยังสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจไม่หมด ไม่ว่าเรื่องที่ตนเผลอตัวจนเกือบโดนนิลกาฬยิงจากข้างหลัง ทั้งๆที่เขาเองรู้สึกสงสัยในตัวชายหนุ่มตั้งแต่แรกและคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาแท้ๆ แต่สุดท้ายเขาก็พลาดท่าเสียทีจนได้

    อีกเรื่องก็คงจะเป็นเรื่องที่เขาได้เห็นการต่อสู้ของลองเวยกับผู้ใช้อาวุธยิงเป็นครั้งแรก แค่สู้กับอมตะเขาก็รู้สึกว่านักฆ่าเป็นดั้งปิศาจอยู่แล้ว ยิ่งได้มาเห็นใกล้ๆแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เขาทั้งกลัวและถวิลหาความสามารถนั้นในคราเดียวกัน ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่อธิบายไม่ได้แม้แต่การที่ลองเวยปัดกระสุนเหล่านั้นทิ้ง และคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวที่เขาคิดได้ก็คือ

    “นาย... นายมองที่นิ้วกับปลายกระบอกปืนใช่มั้ย?” อัลเบิร์ตพูดพลางขยับนิ้วของตนเองให้อีกฝ่ายดู

    “มองออกด้วยหรอครับ” ลองเวยพูดตอบกลับง่ายๆโดยไม่มีท่าทีว่าจะปิดบังอะไรเลยแม้แต่น้อย

    “ก็นะ ฉันไม่คิดว่าจะมีใครมองเห็นกระสุนแล้วขยับตามได้จริงๆหรอก นายเองก็เหมือนกัน ไม่ได้ขยับตามกระสุนแต่ขยับก่อนที่กระสุนมันจะถูกยิงออกมาต่างหาก นายคงจะมองไปที่ปากกระบอกปืนแล้วคำนวณวิถีกระสุนกับจังหวะเวลาที่อีกฝ่ายจะยิง” ลองเวยที่กำลังวิ่งคู่ไปกับอัลเบิร์ตเผยรอยยิ้มออกมา จะว่าเป็นความดีใจก็ไม่เชิงเหมือนจะเป็นความสนุกซะมากกว่า ที่เขามองคนไม่ผิดจริงๆ

    “ใช่ครับ อย่างที่คุณพูดมานั่นแหละ แต่ผมคงต้องบอกว่านั่นน่ะถูกแค่ครึ่งเดียว ที่จริงแล้วพวกผมไม่ได้คำนวณ แต่ใช้ความรู้สึกต่างหาก...” อัลเบิร์ตหันกลับมามองชายหนุ่มที่กำลังวิ่งอยู่ข้างๆตัวด้วยสีหน้าสงสัย “...พวกนั้นจะให้พวกเรานั่งอยู่หน้ากระจกกันกระสุน แล้วคอยมองคนที่จะยิงมาเพื่อฝึกและจดจำวิถีกระสุนพวกนั้น พอฝึกไปมันก็จะเริ่มชินและเริ่มกะวิถีกระสุนของปืนหลายๆแบบได้ พอเก่งขึ้นไปอีกทุกอย่างก็แทบจะกลายเป็นสัญชาติญาณ ไม่นานนักเราก็จะฝึกโดยไม่มีกระจก พอถึงตอนนี้ล่ะที่คนหายไปเป็นใบไม้ร่วงเลย คนที่ทนความกดดันไม่ได้มักจะตายเป็นศพแรกๆ พวกที่เหลือรอดเท่านั้นที่จะได้ฝึกต่อเพื่อเป็นนักฆ่าของเคียวแดง...”

    น้ำเสียงที่เรียบเฉยและแววตาที่ดูไร้อารมณ์ในตอนนี้ของลองเวยสะท้อนสิ่งที่เขาเคยเจอมาในวัยเด็กได้เป็นอย่างดี

    “...แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอหรอกนะครับ พวกเราในตอนนั้นไม่สามารถป้องกันกระสุนที่วิ่งมาอย่างต่อเนื่องได้เพราะสมองของมนุษย์มีข้อจำกัด พวกเราก็เลยต้องปรับแต่งสมองนิดหน่อย ผมคงบอกไม่ได้หรอกว่าทำยังไง แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ผมแทบจะมองเห็นหัวกระสุนที่คุณพูดว่าไม่มีทางเป็นไปได้นั่นได้ก็แล้วกันครับ นี่แหละคือผมก่อนที่เข้ามาอยู่หน่วยซินส์เพราะเคียวแดงต้องการถ่วงดุลอำนาจกับทาร์ทารัส ก่อนที่จะได้รู้ว่าผมเองไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธ...”

    อัลเบิร์ตมองคนตรงหน้าด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าทำไมแต่วันนี้เขารู้สึกว่าลองเวยดูแปลกไปไม่เหมือนก่อน จะว่าเป็นเพราะอยู่ในภาวะสงครามที่กดดันก็คงจะไม่ใช่ ถ้าจะมีใครซักคนที่กดดันคนๆนั้นก็ควรจะเป็นเขาที่แทบจะไม่เคยฆ่าคนมาก่อนเลยซะมากกว่า

    “นายพูดมากผิดปกตินะ” ชายหนุ่มถามไปอย่างขวานผ่าซาก

    “หึ หึ หึ ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่อยากจะพูดเท่านั้นแหละ ให้คุณได้รู้เอาไว้ว่าข้างหน้าที่คุณกำลังจะเจอต่อไปน่ะคืออะไร”

    อัลเบิร์ตทำท่าจะถามต่อถึงความหวังดีแปลกๆนั่น แต่เวลาในการพูดคุยก็หมดลงซะก่อนเมื่อพวกเขาเจอเข้ากับกองกำลังของเทออสเอ็นจิเนียริ่งในห้องใต้ดินเรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนทหารชุดดำกว่าสิบคนพวกนั้นจะยังไม่รับรู้ถึงการมาปรากฏตัวของเขา และนั่นก็เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะชิงลงมือก่อน

    ลองเวยเองก็ดูท่าจะเห็นด้วยกับเขา ปืนพกและมีดเล่มสั้นจึงถูกดึงออกมาจากที่เก็บเพื่อเตรียมเข้าต่อสู้ในระยะประชิด ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ลงมือ เสียงร้องโหยหวนของใครบางคนก็ดังขึ้น และเมื่อทั้งสองมองลอดผ่านมุมทางเดินออกไปก็ได้เห็นภาพของโซ่ที่ถูกดึงกระชากอย่างรุนแรงด้วยกำลังของอมตะ ทหารที่โชคร้ายลอยละล่องเข้าสู่ระยะความสามารถของเซอร์บีรัสก่อนที่เขาจะหายเข้าไปในเงามืดชั่วนิจนิรันดร์

    “อ้ากกก!” เซอร์บีรัสร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กระชากสายโซ่ทุกเส้นที่กำลังถูกเหล่าทหารช่วยกันตรึงเอาไว้ ลากพวกเขาเข้ามาหาความมืดแห่งรัตติกาล และความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงเข้าไปในร่างของมัน

    พวกที่เหลืออยู่เริ่มสับสนว่าควรจะทำเช่นไรต่อ ความไม่มีประสบการทำให้พวกเขาลั่นกระสุนเข้าใส่ร่างตรงหน้าโดยหวังจะทำให้มันสยบลงแทบเท้า ทว่านั่นกลับเป็นการทำให้ร่างเปื้อนเลือดบ้าคลั่งซะยิ่งกว่าเก่า อมตะวิ่งพล่านไปทั่วกวาดเอาทุกคนที่เข้ามาในรัศมีให้หายไปในความมืด จนกระทั่งทุกอย่างเงียบสงบลง หน่วยล่าอมตะตัวจริงทั้งสองจึงค่อยโผล่หน้าออกมา

    ที่อยู่ตรงหน้าของทั้งคู่นั้นดูราวกับงานศิลป์จากห้วงนรก ชายวัยกลางคนที่ช่วงท้องเต็มไปด้วยตะขอเหล็กขนาดยักษ์กำลังยืนเซไปเซมาอยู่พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลไม่ยอมหยุด โซ่ทั้งหกเส้นทิ้งตัวลงไปลากกับพื้นจนเกิดเสียงกรุ้งกริ๊งชวนสยองอยู่ตลอดเวลา แววตาของร่างอมตะนั้นว่างเปล่าเหมือนไร้ชีวิต จนกระทั่งมันสังเกตเห็นทั้งคู่ ขาที่โชกเลือดจึงเร่งฝีเท้าเข้ามาหาพวกเขา

    “เอาไงดีครับคุณอัลเบิร์ต”

    “ถามได้... ก็วิ่งสิครับ” กับอมตะที่แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยและมีความสามารถระดับนี้ นั่นแหละคือคำตอบที่และวิธีตอบโต้อมตะที่ดีที่สุดที่พวกเขาเรียนรู้มา ถ้าไม่มีทางที่จะล้มฝ่ายตรงข้ามให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์... ก็จงวิ่งหนีซะเดี๋ยวนั้น



    ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ดวงตาของซินทียร์ที่เริ่มกลับมามองเห็นกำลังจับจ้องไปยังอัลเบิร์ตและนิลกาฬด้วยความกังวลใจ ยิ่งเมื่อได้ยินว่าทั้งคู่จะไปไหนปากก็แทบจะตะโกนก้องว่า “อย่า” ทว่าก็สุดแรงที่จะได้เมื่อหลอดลมของเธอมันแข็งราวกับก้อนถ่านและไม่สามารถส่งเสียงใดๆได้เลยแม้แต่น้อย

    แววตาของนิลกาฬที่กำลังจ้องมองไปที่อัลเบิร์ตนั้นเธอรู้ได้ดี มันคือแววตาที่เธอเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แววตาของคนทรยศ คนโลภที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ตนได้มีชีวิตรอดไปพร้อมกับผลกำไรมหาศาล

    “อย่า... อย่าไป”

    หญิงสาวพยายามเค้นขำพูดออกมาอย่างสุดกำลัง แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบเล็ดรอดออกมา ความเจ็บปวดความทรมานกลับยิ่งสั่งสมทุกครั้งที่ขยับกาย ดั่งผิวหนังแตกเป็นชิ้นๆ เหมือนกับถูกขังเอาไว้ในร่างของตน ใช่ อมตะอย่างเธอเป็นแบบนี้มาตลอด พวกเธอถูกขังอยุ่ในร่างที่ไม่มีวันตาย ต้องเจ็บปวด ต้องทรมาน ยิ่งเมื่อได้เห็นคนที่ตนห่วงหาอาทรกำลังจะเดินเข้าสู่นรกแบบนี้ มันก็เจ็บปวดซะยิ่งกว่าตายเสียอีก

    และเมื่ออัลเบิร์ตเดินลับจากไป ความอดทนของซินเทียร์ก็มาถึงขีดสุด แม้ไม่รู้แน่ชัดว่านี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เธอจะนอนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ เธอต้องออกไป ต้องออกไปเดี๋ยวนี้...

    แควก! เสียงของบางอย่างกำลังฉีกขาดเรียกให้อลิสที่กำลังนั่งน้ำตานองหน้าอยู่หันกลับปมองที่ต้นเสียง และที่นั่นเองที่เธอได้เห็นซินเทียร์กำลังใช้มือขวาของเธอดึงแขนซ้ายของตนจนมันขาดสะบัดออก แขนข้างที่หลุดออกไปนั้นเหี่ยวแห้งสูญสลายไปในพริบตาเมื่อไร้ซึ่งพลังแห่งอมตะคอยค้ำจุด และไม่นานแขนชุดใหม่ก็ค่อยๆงอกออกมาพร้อมกับสีหน้าอันทุกข์ทรมานของซินเทียร์

    หากแต่แขนข้างใหม่นั้นก็ยังยังคงมีรอยสีดำอยู่ การเชือดเฉือนเลือดเนื้อของตนจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งทั้งจุดเดิมและจุดใหม่ในร่างกายของตนเอง ช่องท้องถูกฉีกทึ้งออกปล่อยเลือดและอวัยวะภายในสีดำให้หลั่งทะลักออกมา ผิวหนังทั้งตัวถูกดึงกระชากเป็นชิ้นๆ เลือดและเคมีร้ายสาดกระเด็นไปทั่วในโลงแก้วเล็กๆจนตอนนี้คนที่อยู่ข้างนอกแทบจะมองไม่เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในกันแน่

    “พี่ซินเทียร์! หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ พี่ซินเทียร์”

    แม้เธอจะได้ยินเสียงห้ามจากอลิส แต่ร่างอมตะไม่ยอมหยุดการทำร้ายตนเองลงเลยแม้แต่น้อย ทุกที่ๆเธอสามารถฉีกมันออกจากตัวได้เธอจะดึงมันทิ้งทันทีโดยไม่รอให้ร่างกายของตนทำลายพิษที่เริ่มอ่อนแรงเหล่านั้น ความเจ็บปวดนั้นสุดจะทานทน มันเจ็บจนเธอต้องส่งเสียงร้องออกมาจากคอของเธอที่พึ่งสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ แม้เจ็บก็ทน แม้เจ็บก็ไม่ยอมที่จะหยุด

    “พอ... พอได้แล้ว ฮือ ฮือ ฮือ” อลิสเกาะที่โลงแก้วเปื้อนเลือดนั้นอย่างหมดแรง น้ำตาไหลหลั่งลงสู่กระจกแก้วกันเคมีอย่างหมดหวัง เมื่อแม้แต่คนตรงหน้าเธอก็ไม่อาจจะช่วยได้ ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย

    เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของเธอดังคู่ไปกับเสียงเร่งการทำงานของเครื่องฟอกก๊าซพิษจนกระทั่งสัญญาณบ่งบอกความสมบูรณ์ของการรักษาดังขึ้น และในที่สุดโลงแก้วที่เต็มไปด้วยคราบเลือดก็เปิดออกมา เผยให้เห็นซินเทียร์ในร่างเปลือยเปล่าเปื้อนไปด้วยสีแดงจากโลหิตของตน กายาอมตะค่อยๆลุกขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เธอไม่อาจขยับเขยื้อนอยู่นานหลายวัน ก่อนที่หญิงสาวจะเดินผ่านอลิสไปเพื่อหยิบเอาเสื้อคนไข้ที่วางอยู่ในห้องมาใส่

    “พี่ซินเทียร์... ฮือ ฮือ ฮือ พี่ซินเทียร์” เด็กสาวร่ำไห้เรียกชื่อของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ว่าด้วยดีใจที่เธอกลับมาเป็นดังเดิน หรือกำลังเสียใจกับความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญมาตลอดเวลาเมื่อครุ่

    “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว... มาเถอะ เราจะไปหาอัลเบิร์ตด้วยกัน” ซินเทียร์ใช้มือที่พันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลลูบไปบนหัวของอลิสเบาๆ และราวกับว่าคำพูดนั้นช่วยดึงรั้งเธอเอาไว้จากห้วงนรก หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอีกครั้งก่อนที่จะพุ่งเข้าไปกอดร่างอมตะตรงหน้า โดยไม่กลัวว่าตนอาจจะต้องสูญสลายไปจากความสามารถของเธอเลยแม้แต่น้อย เป็นดั่งไออุ่น เป็นดั่งเมตตา เป็นความอ่อนโยนที่เธอแสวงหามาตลอดหลายวันนี้
    Last edited by fatal_error; 01-05-2011 at 09:06 PM.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •