+ Reply to Thread
Page 28 of 28 FirstFirst ... 18262728
Results 271 to 276 of 276
  1. #271
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    247
    Chapter 45 : Where Their Promise Begins

    นับตั้งแต่วันที่บาฮามุทสามารถเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ทหารทั้งหลาย นี่ก็ผ่านมาแล้วเกือบสัปดาห์ พวกเรา ณ ตอนนี้ละทิ้งค่ายดราก้อนแฟงก์และมาตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆ ชายแดนของเมืองอเล็กซานเดรียแทน บรรยากษสเบื้องหน้าของพวกเราเต็มไปด้วยความมืดและเศษซากเมืองหลวงอันเป็นที่รักของมังกร เหล่ามังกรทหารทั้งหลายต่างเร่งฝึกปรือฝีมือของตนเพื่อการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น พวกชาวบ้านเองก็ตระเตรียมเสบียง อาหาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการต่อสู้ให้กับกองทัพ ฉันเองก็ฝึกปรือเวทมนตร์แมกนัสที่อยู่ในตัวของฉันเช่นกัน และฉันเองก็เพิ่งจะรู้ตัวได้ไม่นานนี่เองว่ามีเวทมนตร์อีกหลายบทที่ฉันไม่เคยทดลองฉันเลย นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ฝึกและทดลองพวกมัน พวกบาฮามุทเองก็กำลังฝึกอยู่เช่นเดียวกันไม่แตกต่างจากคนอื่น

    “ข้าลืมไปเสียสนิทเลย.. ว่าตอนที่ข้าไปทำภารกิจกระจายปีก..ข้าได้รับพลังใหม่มา...” ในขณะที่กำลังฝึกกันอยู่นั่นเอง เบลดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ พลางปักดาบลงบนพื้น

    “พลังใหม่งั้นหรอ...” ฉันยุติการฝึกเวทมนตร์ชั่วคราวก่อนจะหันไปถามเขาอย่างสงสัย เขาหยักหน้าเบาๆ ตอบกลับมา

    “เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดู...” เบลดพูดสั้นๆ พลางหลับตาลง ในฉับพลันทันทีบรรยากาศโดยรอบมีลมพัดขึ้นมา ร่างของเบลดลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย เขากางแขนออกก่อนจะที่เขาจะกอดร่างของตัวเองเอาไว้ เกิดแสงสว่างสีฟ้านวลจ้าไปทั่วบริเวณและแสงสว่างนั่นห่อหุ้มร่างกายของเบลดเอาไว้ และในวินาทีต่อมา
    บรรยากาศก้เริ่มสงบลงและแสงสว่างค่อยๆ เลือนหายไป เผยให้เห็นร่างของเบลดโฉมใหม่...

    ร่างของเขาเต็มไปด้วยดาบคาตานะและสวมชุดเกราะไว้บางส่วนของร่างกาย ปีกของเขาใหญ่กว่าเดิมพร้อมกับมีดาบติดอยู่ที่ปีกทั้งสองข้าง ผ้าพันคอสีแดงโบกสะบัดไปตามแรงลมที่กำลังพัดอยู่ เขาดูแตกต่างไปจากนักดาบแห่งแสง เขาไม่เหมือนเดิมเลย!

    “นายเปลี่ยนไป! นายดู..มีพลังมากกว่าเดิมนะ!” ฉันร้องอุทานขึ้นมา โอราเคิลและบาฮามุทที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างก็มีท่าทีแปลกใจเช่นกัน

    “มันเป็นพลังที่ข้าได้รับหลังจากที่สะสางปัญหาในอดีตกับเซเบอร์ได้นะ ข้าต้องขอบคุณน้องชายของตัวเองที่ทำให้ข้าค้นพบพลังนี่.. และพลังนี่เองที่ทำให้ข้ากำราบฟีนด์ได้ในที่สุด” เขาเอ่ยพลางมีรอยยิ้มบางๆ ประทับอยู่บนใบหน้า น้องชายที่เขาเอ่ยถึงที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ต่างมีท่าทีเก้อเขินไปในทันที

    “ไม่ใช่เพราะผมหรอกครับ พี่ต่างหากล่ะที่ค้นพบพลังนั่นด้วยตัวเอง แค่เห็นพี่มีความสุขและลืมเรื่องราวในอดีตได้ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้วล่ะครับ” เซเบอร์เอ่ยพลางฉีกยิ้มกว้างให้กับเบลด ผู้เป็นพี่มองหน้าน้องชายก่อนจะฉีกยิ้มคืนให้กับเขาคืน

    “ข้านึกว่าจะมีแค่ข้าเท่านั้นที่ได้รับพลังใหม่!” โอราเคิลพูดขึ้นมาบ้างด้วยน้ำเสียงประหลาดใจพลางมองหน้าของเบลด พวกเราที่เหลือต่างก็มองหน้าของเขาอย่างสงสัย

    “นายก็ได้รับพลังใหม่เหมือนกันหรอโอราเคิล..?” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย เขายิ้มและพยักหน้าตอบก่อนจะหลับตาและทำท่าเดียวกับเบลดก่อนที่เขาแปลงร่าง

    บรรยากาศเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเบลดเพียงแต่แสงสว่างนั่นกลับเป็นสีเขียวนวล ก่อนที่ร่างของโอราเคิลจะปรากฏออกมาจากแสงสว่างนั่นเผยให้เห็นร่างใหม่ของเขา

    โอราเคิล ณ ตอนนี้สวมใส่ผ้าคลุมสีขาวสลับทองไปทั่วทั้งเรือนร่าง รอบๆ ตัวของเขามีลูกแก้วห้าสีล้อมรอบตัวของเขาอยู่ บนหัวของเขามีหมวกทรงสูงสีเดียวกับเครื่องแต่งกายประดับอยู่บนหัวพร้อมกับมีอัญมณีสีน้ำเงินลูกสวยประดับอยู่ด้วย

    “มันเป็นพลังหลังจากที่ข้าสามารถจดจำสัญญาที่ข้าเคยให้ไว้กับยูเมได้น่ะ ด้วยพลังใหม่ที่ข้าได้รับมาข้าสามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้หลากหลายมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความรุนแรงและประยุกต์ใช้ได้หลากหลายอีกด้วย!” โอราเคิลเอ่ยพลางอัญเชิญเวทมนตร์ออกมาจากมือ ซึ่งเขาร่ายมันไปมาอย่างคล่องแคล่วกว่าตอนที่เขาเป็นผู้เล่นแร่แปรธาตุเสียอีก และดูท่าทางเขาจะคุ้นเคยกับพลังใหม่นี่เสียเหลือเกิน "ตอนช่วงหลังจากที่ข้าได้รับพลังมาใหม่ ข้าลองฝึกฝนดูน่ะ มันวิเศษมากๆ เลยล่ะ!"

    “ฮ่ะๆ เหมือนนายจะชอบพลังใหม่ที่นายได้รับนะโอราเคิล ฉันดีใจที่นายแข็งแกร่งขึ้น” ฉันว่าพลางยิ้มและหัวเราะให้กับโอราเคิล เขามีท่าทีเก้อเขินไปในทันที

    “อย่าแต่แค่พวกเจ้าทั้งสองคนเลยที่มีพลังใหม่ ข้าเองก็มีเช่นกัน...” บาฮามุที่ยืนดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นเริ่มพูดขึ้นมาบ้างด้วยท่าทีอวดดี และนั่นทำให้โอราเคิลและเบลดต่างยืนงุนงงไปชั่วครู่ทันที
    “ฝ่าบาท/เจ้าก็ได้รับพลังใหม่เช่นกันหรอ?” ทั้งโอราเคิลและเบลดเอ่ยถามเป็นเสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ราชามังกรจอมอวดดีพยักหน้าตอบ ก่อนจะเริ่มแสดงพลังใหม่ที่ตนได้รับบ้าง

    เหมือนกับโอราเคิลและเบลด ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นก่อนจะเริ่มมีแสงสว่างห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้ แต่ทว่าแสงสว่างนั้นแตกต่างจากของเบลดและโอราเคิล มันเป็นสีขาวสว่างจ้าและเป็นเวลานานกว่า ฉันได้ยินเสียงคำรามของเขาดังออกมาจากแสงสว่างนั่น ก่อนที่สว่างนั่นจะระเบิดออกมาทำให้เกิดแรงลมพัดกระจายไปทั่วบริเวน และแสงนั่นค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ และทิ้งเพียงละอองสีขาวนวลเอาไว้ ในช่วงเวลานั้นเองที่ร่างของบาฮามุทผรากฏขึ้นมาอีกครั้งก่อนเขาจะสยายปีกของตนออก เขาไม่ได้มีแค่สองปีก แต่มีถึงสี่ปีก! ร่างของบาฮามุท ณ ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยเกราะหนาสีทองพร้อมกับดาบลองเกรฟซีฟที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นเหมือนกับขนนกแทน บาฮามุทค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะมองหน้าของพวกเราทุกคน

    “ข้าดูเป็นไรบ้าง?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเพิ่งจะสังเกตุตัวเอง” เขาพูดพลางสำรวจร่างกายของตัวเอง
    ถ้าให้ฉันบรรยายในตอนนี้ก็คงบรรยายกับสิ่งที่ฉันเห็นออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แน่นอน และฉันเชื่อว่าทั้งเบลดและโอราเคิลก็เช่นกัน

    “ฝ่าบาทช่างสง่างามเสียเหลือเกิน!” โอราเคิลสรรเสริญบาฮามุทด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้มและนัยน์ตาที่เลื่อมใส เบลดเองก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับโอราเคิล

    “ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมคุณบาฮามุทถึงดูมีพลังมากกว่าพี่ชายของผมล่ะ?” เซเบอร์ที่อยู่ในบริเวณด้วยเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ผู้เป็นพี่ได้ยินเข้าก็รีบพูอต่อขึ้นมา

    “ใครจะมีพลังมากกว่าอะไรช่างเถอะเซเบอร์ ในเวลานี้ขอแค่พวกเรามีพลังที่จะไปต่อกรกับพวกจักรวรรดิแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

    “นั่นซินะ อย่างน้อยถ้าหากพวกเรามีพลังนี่ล่ะก็.. ต่อให้เจอกับพวกทหารเลวของจักวรรดิพวกเราก็สามารถรับมือได้!” โอราเคิลพูดด้วยท่าทีที่มุ่งมั่นและมองหน้าพวกเราทุกคน บาฮามุทพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำพูดของโอราเคิล

    “ข้าเชื่อว่าด้วยพลังนี่ มันจะนำมาซึ่งชัยชนะของพวกเรา...” บาฮามุทพูดขึ้นมาบ้างพลางกำหมัดแน่น
    ถ้าหากเป็นอย่างที่ทุกคนว่า อย่างน้อยในเวลานี้พวกเราก็คือความหวังของการต่อสู้ครั้งนี้... ฉันเองก็ต้องทำเต็มที่ให้มากที่สุดเหมือนกัน!

    “อ๊ะ! ริวฮานะ! แขนของเธอ...” ในช่วงเวลานั่นเองที่จู่ๆ เซเบอร์ก็ตะโกนขึ้นมาพลางชี้ไปที่แขนของฉัน ทุกคนรวมทั้งฉันต่างก็มองไปที่ต้นตอวึ่งก็คือแถวๆ บริเวณข้อมือของฉันซึ่งมีสัญลักษณ์แมกนัสประทับอยู่ ที่สัญลักษณ์นั่นกำลังเปล่งประกายอยู่ มันเกิดอะไรขึ้น!?

    แต่ก่อนที่ฉันจะได้รับคำตอบจู่ๆ อะไรบางอย่างก้แล่นเข้ามาในหัวของฉันเต็มไปหมด ทุกอย่างหมุนคว้างและดูไม่ชัดเจนไปหมด เสียงตะโกนของพวกบาฮามุทดังก้องกังวาลอยู่ในหัวและภาพต่างๆ มันก็ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกอย่างในสายตาอของฉันค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุด.... ทุกอย่างหยุดนิ่งและตัวของฉันกำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่ง

    “กะ..เกิดอะไรขึ้น..” ฉันเอ่ยขึ้นมาถามตัวอย่างตื่นตระหนกก่อนจะประมวลผลอย่างเชื่องช้า เมื่อฉันสามารถประมวลผลทุกอย่างเสร็จ ฉันพบว่าตัวเอง...กำลังยืนอยู่เหนือที่ไหนสักแห่ง..... ที่คุ้นเคย....

    โตเกียวสกายทรี (Tokyo Sky Tree) ตั้งสง่านอยู่กลางเมืองทางด้านล่าง ตึกรางบ้านข่องที่ตั้งเรียงไปสุดลูกหูลูกตา ถนนและสะพานที่เชื่อมเส้นทางรวมไปถึงสถานที่ต่างๆ ที่ฉันรูจักเป็นอย่างดีอยู่ทางด้านล่างของฉัน ที่นี่คือ....โตเกียวหรือประเทศญี่ปุ่นที่ฉันอาศัยอยู่.... แต่ว่า..ทำไมอยู่ดีๆ ฉันถึงเห็นมันได้ล่ะ?
    แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้คำตอบ.. ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับหม่นหมองลงอย่างรวดเร็วและเกิดสายลมแรงแต่ทว่าตัวของฉันกลับไม่ได้รับแรงลมนั่นเลย สภาพบรรยากาศโตเกียวค่อยๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ตึกรางบ้านช่องเริ่มทรุดโทรมและบางที่ก็มีเปลวไฟโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องของผู้คนดังก้องอยู่ในหัวของฉัน ในวินาทีนั้นความกลัวและความตื่นตระหนกเข้าครอบงำฉันในทันที..

    มันเกิดอะไรขึ้น..มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!? ทำไมอยู่ดีๆ มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ!? ภาพตรงหน้ามันเป็นภาพลวงตาใช่มั้ย!? บอกฉันที.. ฉันไม่รู้อะไรเลยว่าตอนนี้ฉันกำลังเห็นอะไรอยู่กันแน่... ถ้าหากภาพตรงหน้าเป็นเรื่องจริง งั้นหมายความว่าที่โตเกียวตอนนี้....

    ‘เจ้าเห็นแล้วสินะ...’

    ในขณะที่ฉันกำลังสับสนอยู่นั่นเอง เสียงของใครบางคนดังก้องขึ้นมา ภาพต่างๆ ค่อยจางหายไปอย่างเชื่องช้าแต่ยังคงมีเศษภาพเหลือเอาไว้เหมือนสีน้ำที่ถูกระบายอย่างไม่เป็นระเบียบ

    ‘สวัสดีอีกครั้ง..แมกนัสตัวน้อย...’ เสียงนั่นดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะมีเงาลางๆ ของใครบางคนปรากฏขึ้นมา ฉันไม่รู้ว่าเงานั่นเป็นเงาของใคร ไม่สามารถเดาได้เลยว่ามันคือเงาของมังกรหรือมนุษย์กันแน่ แต่ทว่าตอนนี้เงานั่นกำลังยืนประจันหน้าของฉันอยู่

    “คุณ...เป็นใคร?” ฉันเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เงานั่นไม่ได้ตอบคำถามของฉันแต่อย่างใดก่อนจะถามคำถามกลับมาเสียแทน

    ‘เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าเห็นเป็นภาพลวงตาหรือไม่?’

    “…ฉันไม่รู้” ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่น เงานั่นนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อกลับมา

    ‘สิ่งที่เจ้าเห็นอยู่เมื่อครู่นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง...’

    คำพูดนั่นทำเอาฉันรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ความรู้สึกต่างๆ นานาถาโถมเข้ามาทั้งหวาดกลัว ตื่นตระหนกและสับสน สิ่งที่ฉันเห็นนี่มันคือเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ... นั่นหมายความว่า..ทุกคน... ทุกคนที่ฉันรู้จักอีกฝากฝั่งหนึ่งได้ตายไปหมดแล้วอย่างนั้นหรอ... ภาพบรรยายกาศที่ฉันเคยอาศัยอยู่ที่โลกมนุษย์พุดขึ้นมาในหัวทันที ภาพที่ฉันกำลังมีความสุขกับเพื่อนๆ กินมื้อเย็นกับคุณปู่ที่บ้าน บรรยากาศภายในบ้านที่ฉันหลับนอน...
    และภาพที่ฉันได้ใช้เวลาร่วมกับโคอิจิ... ต่อจากนี้มันจะไม่มีอีกแล้วอย่างนั้นหรือ...

    ‘ที่โลกมนุษย์ในตอนนี้สูญสลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.. เหมือนกับเมืองต่างๆ ในอเล็กซานเดรีย ภัยพิบัติกำลังจะกลืนกินทุกอณูแห่งดินแดนแห่งนี้...’ เงาตรงหน้าฉันพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังมองมาที่ฉันหรือเปล่าเพราะไม่มีสายตาอยู่บนเงานั่นเลย ฉันบีบมือนั่นอย่างเกร็งๆ เพื่อข่มอารมณ์ของตนเอาไว้เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องรับรู้อะไรหรือไม่ที่น่าสลดหดหู่ไปมากกว่านี้

    “คุณเป็นใคร... แล้วทำไมคุณถึงแสดงภาพพวกนี้ให้ฉันเห็น... แล้วโลกมนุษย์ที่ฉันจากมามันเป็นแบบนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?” ฉันใช้ความกล้าเอ่ยถามเงาตรงหน้านั่นไปตรงๆ เงานั่นเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องลอย ฉันมองว้ายมองขวาอย่างงุนงงก่อนที่เงานั่นจะปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มันมาปรากฏอยู่ตรงหน้าของฉัน.... ฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านมาจากเงานั่นทำเอาฉันขนลุกอย่างห้ามไม่อยู่

    ‘โลกของเจ้ามันดับสูญไปตั้งแต่เจ้าได้รับพลังแห่งแมกนัสแล้ว... เจ้ายังจำได้หรือเปล่าล่ะ?’

    “ตะ..ตั้งแต่ที่ฉันได้รับพลังของแมกนัสมา โลก..โลกมนุษย์.... แต่ว่า....” ฉันไม่รู้จะเอื่อนเอ่ยอะไรดีเพราะทุกอย่างตื้อไปหมด เหมือนมีใครใช้ค้อนปอนกระทุ้งเข้าที่หน้าท้องฉัน เพียงแค่ได้ยินคำว่าโลกมนุษย์ของฉันโดนทำลายไปแล้ว ฉันกลายเป็นคนบาปอีกแล้วอย่างนั้นหรือ.. เพราะแมกนัส...เพราะแมกนัสมันทำให้ทุกอย่างในชีวิตของฉันเปลี่ยนไปหมด...

    ‘ข้ามาที่นี่ตามบัญชาของ ผู้รังสรรค์... ผู้ที่สร้างเจ้าขึ้นมายังไงล่ะ... ข้าเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของท่านผู้นั้น...

    “…ผู้รังสรรค์อย่างนั้นหรือ” ฉันทวนคำพูดของเงาตรงหน้าด้วยนัยน์ตาที่เลื่อนลอย วินาทีนั้นฉันคิดวิญญาณของฉันหลุดออกจากร่างอีกครั้งหนึ่ง สติของฉันมันเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

    ‘ข้ามาที่นี่เพื่อมาทดสอบเจ้าผู้เป็นแมกนัสเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เจ้าจะไปเผชิญหน้ากับจักวรรดิแห่งความมืด...’

    “ทดสอบ..”

    ทดสอบอย่างนั้นหรือ.. ตลอดเวลาที่ฉันเป็นแมกนัสมานี่ มีการทดสอบที่ฉันคาดไม่ถึงมาหลายรอบเสียเหลือเกิน... มันยังจะมีการทดสอบอะไรอีกอย่างนั้นหรือ...

    ‘คำถามสั้นๆ ง่ายๆ.. แค่ตอบตามความจริงที่เจ้ารู้...’

    “...ค่ะ” ฉันเอื่นเอ่ยกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นไหวอยู่ เงาตรงหน้าเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยคำถามขึ้นมา

    ‘เจ้ารู้สึกกลัวหรือไม่...’
    ฉันนิ่งเงียบไปชั่วครู่หลังจากที่ได้ยินคำถามนั่น.. ถ้าหากตามความรู้สึกของฉันในตอนนี้แล้ว.. ใช่ ฉันกลัว..กลัวเป็นอย่างมาก ถ้าเกิดอเล็กซานเดรียกลายเป็นแบบเดียวกับที่โลกของฉันล่ะ... ทุกคนที่ฉันรู้จักจะต้องตายไปหมดเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ... สุดท้ายแล้วฉันเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดอีก.. ตั้งแต่ฉันเกิดมามันก็มีแต่เรื่องนู่นนี่นั่นประดังเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย.. ฉันกลัว

    “ฉันกลัว... ฉันรู้สึกกลัว...” ฉันเอ่ยด้วยเสียงสั่นก่อนจะกอดตัวเองเบาๆ “ถ้าหากถามความรู้สึกของฉันในตอนนี้แล้ว.. ใช่..ฉันกลัว..”

    ‘…’

    “ฉันมัน...เป็นตัวโชคร้ายสินะที่ตั้งแต่ถูกสร้างมาก็ทำให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อน บาดเจ็บล้มตายกันไป ในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่... สุดท้ายแล้วฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ถ้าฉันตายไปพวกบาฮามุทเองก็ต้องตายตามฉันไปด้วย และถ้าฉันนิ่งเฉย พวกจักรวรรดิก็จะทำลายอเล็กซานเดรียเหมือนกับโลกของฉัน ฉันกลัว..และสับสน...”

    ฉันเริ่มสะอึกสะอื้นเบาๆ อย่างห้ามไม่ได้ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้นะ.. ฉันไม่สามารถคาดเดาได้เลย...

    ‘เลิกร้องไห้แล้วยัยทาส!!’

    “!”

    แต่ในช่วงเวลานั้นเองเสียงของบาฮามุทกลับดังขึ้นมาในโสตประสาทของฉัน และทำให้ฉันรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง... ใบหน้าของมังกรตัวสีขาวนัยน์ตาสีเขียวสดผุดขึ้นมาในหัว ถ้าหากบาฮามุทอยู่กับฉันด้วยในตอนนี้เขาคงจะหงุดหงิดเป็นแน่แท้พร้อมกับต่อว่าฉันเป็นการใหญ่แน่นอน...ไม่ใช่แค่บาฮามุทหรอกที่จะเข้ามาหาฉันเมื่อฉันกำลังเศร้าใจแบบนี้.. เบลด โอราเคิลและเหล่าผู้ถือสัญญาทั้งสามก็คงจะมาปลอบประโลมฉันเช่นกัน..

    ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.. ข้าจะปกป้องเจ้าเองด้วยชีวิตของช้า..’

    คำสัญญาของบาฮามุทดังก้องขึ้นมาในหัวของฉัน และนั่นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ หัวใจของฉันพองโตขึ้นมา ความกลัวที่เคยมีอยู่ค่อยๆ มลายหายไป.. น่าแปลกนะ..แค่ฉันนึกถึงพวกเขาทั้งหมดแล้วฉันก็หายเศร้าหายกลัวเสียแล้ว

    “แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่จะมีความรู้สึกกลัวขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถ้าหากมีคนที่อยู่ข้างๆ เราในยามที่เรากำลังเศร้าเสียใจและหวาดกลัว ยังไงความรู้สึกที่ว่ามันก็จะหายไปในไม่ช้า ไม่ว่าเราจะเผชิญอุปสรรคอะไรในอนาคต ฉันเชื่อว่าด้วยการก้าวไปพร้อมๆ กันกับผองเพื่อนมันทำให้เราสามารถเอาชนะความกลัวได้ในที่สุด...” ฉันพูดจบพลางยิ้มและเอามือกุมหน้าอกเอาไว้ ความรู้สึกทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านคำพูดนั่นไปแล้ว... ฉันรู้สึกไม่กลัวอะไรอีกแล้ว.. แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร อย่างน้อยฉันก็ยังมีพวกบาฮามุทอยู่...
    เศษเสี้ยวของผู้สร้างตรงหน้าฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเมื่อฉันพูดจบ วินาทีต่อมาเงาตรงหน้าค่อยๆ เรืองแสงขึ้นมาราวกับหิ้งห้อย มันค่อยๆ ยื่นมือมาแตะที่มือของฉันเบาๆ น่าแปลกที่ว่าจากตอนแรกที่เงานั่นรู้สกหนาวเย็นกลับรู้สึกอบุ่นขึ้นกว่าเดิม

    ‘ได้ยินคำตอบของเจ้าในตอนนี้ข้าก็อุ่นใจขึ้นแล้วล่ะ.. คิดไม่ผิดจริงๆ ที่สร้างเจ้าขึ้นมา... ริวฮานะ...’

    “…ขอบคุณที่สร้างฉันขึ้นมา.. เพื่อให้ฉันเจอกับสิ่งต่างๆ ค่ะ...” ฉันยิ้มตอบกลับไป

    ‘ได้เวลาที่เจ้าจะต้องกลับไปแล้วล่ะ..’ เงาตรงหน้าเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ โดยที่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว

    “กะ..กลับ... ตะ..แต่ว่า ฉันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้เลย!”

    ‘ไว้เมื่อถึงโอกาสที่สมควรข้าจะบอกทุกอย่างให้เจ้าฟังเอง แมกนัสตัวน้อย... พวกมังกรของเจ้ากำลังเป็นห่วงเจ้าอยู่.. กลับไปได้แล้ว...’ เศษเสี้ยวของผู้สร้างเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนจะแตะที่หัวของฉันเบาๆ โดยที่ฉันยังมีคำถามและข้อสงสัยอะไรอีกหลายๆ อย่าง

    ก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรต่อ วินาทีต่อมาทุกอย่างหมุนคว้างเป็นวงกลม ภาพของเงาตรงหน้าค่อยๆ เลือนหายไปทุกอย่างรอบตัวฉันกลายเป็นภาพเบลอๆ แลดูไม่ชัดเหมือนกับภาพสีน้ำมันที่ถูกระบายจนเละ ทุกอย่างเป็นแบบนั้นไปชั่วครรู่ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาชัดเจนเหมือนเดิมพร้อมกับเสียงเรียกที่ดังก้องในหัวของฉัน

    “ยัยทาส! ยัยทาส!!!”

    ฉันมารู้สึกตัวอีกทีเหมือนตัวกำลังอยู่ในภวังค์ของคนที่เพิ่งตื่น.. ฉันค่อยๆ ประมวลความคิดและสายตาของตัวเองอย่างเชื่องช้าก่อนจะพบว่าฉันกำลังอยู่ในอ้อมแขนของบาฮามุทโดยที่นัยน์ตาสีเขียวนั่นกำลังมองมาที่ฉันด้วยความรู้สึกที่ตื่นตระหนก

    “บะ..บาฮามุท..” ฉันเรียกชื่อของราชามังกรตรงหน้าอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของบาฮามุทก่อนที่เขาจะกอดร่างของฉันเอาไว้แน่นจนฉันเริ่มหายใจไม่ออก

    “นะ..นางไม่เป็นอะไรนะ!?” เบลดที่อยู่ใกล้ๆ กันเอ่ยถามอย่างวิตกกังวลก่อนจะค่อยๆ คลายความตกใจไป แต่คนที่ตกใจเสียยิ่งกว่าก็คือโอราเคิลที่อยู่ข้างๆ เขา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นลมหมดสติไปเป็นที่เรียบร้อนยแล้ว

    “คุณโอราเคิล! ริวฮานะตื่นแล้วครับ!” เซเบอร์เขย่าร่างของโอราเคิลเป็นการใหญ่แต่ดูเหมือนว่าจะไร้ผล เขายังคงไม่ได้สติเหมือนเดิม แต่ก่อนที่ฉันจะเป็นห่วงโอราเคิลฉันควรจะห่วงตัวเองก่อนดีกว่าเพราบาฮามุทยังคงกอดร่างฉันเอาไว้แน่น..

    “บะ..บาฮามุท.. ฉันสบายดี...” ฉันพูดติดขัดพลางตีไหล่ของบาฮามุทเบาๆ แต่เขายังเอาหน้าซุกที่ไหล่ของฉันอยู่ดีก่อนจะได้ยินเสียงพูดอู้อี้ของเขา

    “เจ้าไม่เป็นอะไรนะๆๆๆๆ....” เขาพูรัวและซ้ำอยู่อย่างนั้น ท่าทางเขาจะเป็นห่วงฉันมากสินะ

    “อื้ม.. ทีนี้ปล่อยฉันได้แล้ว”
    เขาค่อยๆ คลายร่างของฉันไปในที่สุด แต่ยังคงจับร่างของฉันเอาไว้ ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมาก นัยน์ตาสีเขียวสั่นระริกและจ้องมองมาด้วยความเป็นห่วงอย่างถึงที่สุด ฉันนึกถึงคำพูดตัวเองที่พูดกับเศษเสี้ยวของผู้สร้างฉัน.. หรือจะให้เรียกจริงๆ คือ ผู้รังสรรค์ นั่นเอง ฉันหลับตาและยิ้มให้กับบาฮามุท

    “นายช่วยฉันเอาไว้อีกแล้วนะบาฮามุท”

    “หา? ข้าช่วย..เจ้า.. ข้าไม่เข้าใจ” เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงุนงง ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อพลางจะยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา มังกรตัวนี้หลายครั้งหลายหนที่ชอบบ่นและดุด่าฉัน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นแรกที่จะเอื้อมมือเขามาหาฉันเมื่อยามที่ฉันตกอยู่ในอันตรายหรือความเศร้า

    “อื้ม... นายช่วยฉันเอาไว้อีกครั้งนึงแล้ว ฉันขอบคุณนายๆ มากนะบาฮามุท!”

    “...เอาเป็นว่าข้ายินดีที่จะช่วยเจ้าล่ะกันแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเจ้าหมายความว่ายังไง...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เขินอายก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างเขินอายแทน "ว่าแต่เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ.. อยู่ดีๆ ก็หมดสติไปทั้งๆ แบบนั้นทำเอาข้าหัวใจจะวาย..."

    “คือ...” ก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยอะไรออกไป จู่ๆ เสียงของยูเมก็ดังขึ้นมาเรียกความสนใจของพวกเราทุกคน

    “ทุกคนนนนนน!! ข่าวด่วนและข่าวดีจ้า!!”

    “คุณยูเม!!” เซเบอร์เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับตรงไปหามังกรตัวสีชมพูร่างเล็กอย่างฉับไว ยูเมมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าและท่าทีของเธอก็ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ ฉันและบาฮามุทผละตัวออกจากกันก่อนท่เขาจะช่วยพยุงร่างของฉันให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

    “ข้ามีข่าวดีมาแจ้งให้พวกเจ้าทุกคนแหละ ว่าแต่เกิดอะไรขึ้น... ทำไมสามีของข้าถึงหมดสติไปแบบนั้นล่ะ?” ยูเมเอ่ยถามอย่างสงสัยพลางมองไปที่ร่างไร้สติของโอราเคิล

    “เหมือนจะมีเรื่องเกิดขึ้นอีกใช่มั้ยถ้าให้ข้าเดา...” อัลเฟรดที่เดินตามหลังยูเมมาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อย่างเช่นเคย “โอราเคิลเป็นอะไรไปอีกล่ะ?”

    “เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ.. ริวฮานะหมดสติไปชั่วครู่ แต่ตอนนี้นางไม่เป็นอะไรแล้ว” เบลดอธิบายคร่าวๆ ให้พวกอัลเฟรดฟัง ยูเมได้ยินเข้าก็ตรงปรี่มาหาฉันแทนอย่างรวดเร็ว

    “เป็นอะไรมากมั้ยฮานะจัง?”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ ว่าแต่ยูเมมีเรื่องมาแจ้งไม่ใช่หรอค่ะ?” ฉันถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสงสัย ยูเมฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีก่อนจะแจ้งเรื่องที่น่ายินดีของตน

    “ประชากรของฟาร์มแลนด์เดินทางมาถึงค่ายของเราแล้วล่ะ!”
    วินาทีนั้นฉันรู้สึกตัวเองฉีกยิ้มกว้างกว่าครั้งไหนๆ เมื่อได้ยินคำพูดนั่น ชาวบ้านฟาร์มแลนด์เดินทางมาถึงที่ค่ายของพวกเราแล้วอย่างนั้นหรอ!?

    “แล้วที่ข่าวรายงานที่ว่าเมืองและหมู่บ้านต่างๆ โดนทำลายไปล่ะ ข้านึกว่าพวกชาวบ้านก็โดนเล่นงานไปแล้ว” เบลดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

    “เท่าที่ข้าพอรู้ว่า เหมือนชาวบ้านอพยพออกมาจากหมู่บ้านได้ทันถ่วงทีน่ะ พวกเขาลำเลียงเสบียงจากหมู่บ้านมาด้วย ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยดีไม่มีใครบาดเจ็บระหว่างเดินทาง” ยูเมอธิบายต่อไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ คราวนี้ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นที่ฉีกยิ้มกว้าง ทุกคนในที่นี้ต่างยิ้มและดีใจเมื่อได้ยินข่าวดีดังกล่าว

    “เอาล่ะ! อย่างน้อยก็ยังมีหวังละนะ ถึงเมืองต่างๆ จะโดนทำลายไปแต่ก็ใช่ว่าพวกมังกรทั้งหลายจะต้องตายตามเมืองของตนไปด้วยนิ!” บาฮามุทพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงและมีกำลังใจมากขึ้นกว่าเดิม “ข้าหวังว่าพวกมังกรจากเมืองอื่นๆ จะเดินทางมายังค่ายของเราบ้างนะ!”

    “ผมว่าเรารีบไปหาชาวบ้านกันเถอะครับ!” เวเบอร์เสนอความคิดขึ้นมา เบลดพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยก่อนที่ทั้งสองพี่น้องจะรีบกลับไปยังค่ายพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ฉันมองหน้าของบาฮามุทและเขาก็เข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ก่อนที่เราจะเดินตามเบลดไปติดๆ

    “ละ..แล้วสามีของข้าล่ะ?” ยูเมเอ่ยขึ้นมาในขณะที่ฉันและบาฮามุทเดินไปได้สองสามก้าว ฉันลืมไปเสียสนิทเลยว่าตอนนี้โอราเคิลกำลังหมดสติอยู่ ฉันหันกลับไปมองร่างของโอราเคิลที่ตอนนี้ยังคงนอนท่าเดิมอยู่ หากปล่อยไว้แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่ ฉันควรต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

    “โอราเคิล... โอราเคิล!” ฉันตรงไปสะกิดร่างของโอราเคิลเบาๆ แต่เหมือนเขาจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ถ้าในเมื่อการสะกิดธรรมดาไม่สามารถปลุกเขาได้ อย่างน้อยเวทมนตร์น่าจะเป็นทางเลือกที่ควรพึ่งมากที่สุดสินะ ฉันหลับตาลงก่อนจะร่ายเวทย์รักษาโอราเคิล ละอองสีเขียวอ่อนค่อยๆ โปรยลงสู่ร่างของโอราเคิลจากมือของฉัน ฉับพลันในทันทีมังกรตัวสีเขียวสะดุ้งขึ้นมาครั้งนึงก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

    “ฮะ..ฮานะจัง?” เขาพูดด้วยเสียงเบาๆ ก่อนจะปรือตามองฉัน ฉันยิ้มให้เขา โอราเคิลลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะสวมกอดฉันแทบในทันทีโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว “ฮานะจัง.. มะ..ไม่เป็นไรนะ... ฮือๆ ๆ”

    “อะ..โอราเคิล ไม่เห็นต้องร้องไห้เลยนิ ฉันแค่หมดสติไปชั่วครู่เองแล้วนายก็ดันมาหมดสติตามฉันอีก นายไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?” ฉันว่าพลางตบไหล่ของเขาเบาๆ ก่อนเขาจะผละออกจากร่างของฉันพร้อมกับหยาดน้ำตาเม็ดโตที่ไหลออกมาจากนัยน์ตาสีม่วงของเขา

    “ขะ..ข้าไม่เป็นอะไร ว่าแต่เจ้าเถอะ! หมดสติไปแบบนั้นทำข้าเป็นห่วงแทบแย่นะ!!”

    “เอาหน่าๆ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว คนอื่นเขาเป็นห่วงนายแทบแย่นึกว่านายจะเป็นอะไรไปซะแล้ว!”

    “เจ้านี่มันอ่อนแอจริงๆ เลยโอราเคิล!” บาฮามุทที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่เอ่ยขึ้นมาในที่สุดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายๆ พลางกอดอกมองหน้าโอราเคิลอย่างไม่ละสายตา

    “ให้ตายเถอะที่รัก ข้าก็ใจไม่ดีเลยที่เห็นเจ้าหมดสติไปแบบนั้น!” ยูเมเสริมขึ้นมาบ้างพลางตรงมาหาโอราเคิลทันที ทั้งเขาและยูเมต่างสวมกอดกันเบาๆ พลางปลอบประโลมซึ้งกันและกัน

    “ถ้าในเมื่อหมดเรื่องแล้ว ก็รีบกลับไปที่ค่ายได้แล้ว พวกชาวบ้านจากฟาร์มแลนด์กำลังรออยู่” อัลเฟรดเอ่ยขึ้นมาพลางเดินกลับไปยังค่ายโดยไม่รอพวกเรา โอราเคิลตีสีหน้างุนงงชั่วครู่ก่อนที่ภรรยาของเขาจะเป็นคนอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดแทน

    “พวกชาวบ้านจากฟาร์มแลนด์เพิ่งเดินทางมาถึงที่ค่ายของพวกเราน่ะ พวกเขาสบายดีแถมยังขนเสบียงมาด้วยล่ะ”

    “งะ..งั้นหรอ! แบบนี้อย่างน้อยพวกเราก็น่าจะมีกำลังใจสู้กับพวกจักรวรรดิบ้างล่ะ!”

    “รีบกลับไปที่ค่ายกันเถอะ”

    ว่าแล้วพวกเราที่เหลือต่างตรงกลับไปยังค่ายดราก้อนแฟงก์ชั่วคราวในทันที

    เวลา ??? ณ ค่ายดราก้อนแฟงก์ (ชั่วคราว)

    เมื่อพวกเราเข้ามาถึงค่ายดราก้อนแฟงก์ ทุกคนในค่ายต่างดูวุ่นวายกันน่าดู ทั้งชาวค่ายและชาวบ้านของหมู่บ้านฟาร์มแลนด์ต่างเดินกันจ้าละหวั่นไปหมด แต่ว่าพวกเขาดูจะมีความสุขเป็นอย่างมาก ทหารบางนายช่วยชาวบ้านยกสัมภาระและเสบียง บ้างก็แอบดูสเบียงของชาวบ้านก่อนจะโดนจับได้ และบ้างก้กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสและถามไถ่กันอย่างเป็นห่วงเป็นใย ฉันเห็นพวกเขายังสบายดีอยู่ก็มีความสุขแล้วล่ะ!
    แต่จะว่าไปพูดถึงฟาร์มแลนด์แล้ว.. ฉันยังไม่เห็นพวกเขาเลย....

    “อ๊ะ!! พี่สาว!!!” เสียงเจื่อยแจ้วของเด็กผู้หญิงดังขึ้นมาและฉันจำเสียงนั้นได้ดี ฉันหันไปมองที่ต้นเสียงก็พบว่ามังกรเด็กน้อยตัวหนึ่งกำลังวิ่งมาฉันด้วยความเร็วสูงก่อนจะกระโดดกอดฉันจนฉันล้มทั้งยืน

    “มิ..มิลัน! เธอปลอดภัยดี!” ฉันเอ่ยพลางมองหน้าของเธอด้วยรอยยิ้ม เธอเองก็ยิ้มให้กับฉันเช่นกัน

    “พี่สาวออกจากหมู่บ้านของเราไม่บอกลาสักคำ หนูคิดถึงแทบแย่!” มิลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมพลางไซร้หน้าบนหน้าอกของฉันอย่างออดอ้อน ท่าทางเธอจะคิดถึงฉันเป็นอย่างมากแน่ๆ

    “ขอโทษที พอดีว่าเกิดเรื่องวุ่นวายน่ะ..พี่เลยไม่มีโอกาสบอกลาเธอน่ะ..” ฉันพูดพลางลูบหัวของเธอเบาๆ จะว่าไปในช่วงเวลานั้นก็วุ่นวายอย่างที่ฉันว่าจริงๆ นั่นแหละ เพราะฉันในตอนนกำลังอาลัยอาวรกับการจากไปของเทฟ่าและพี่ชายของเธอ แล้วในตอนนั้นเองที่ฉันโดนบาล๊อกจับตัวไปแล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนไม่ได้ย้อนกลับมายังฟาร์มแลนด์เลย

    “อ๊ะ.. แล้วนั่น.. อัลเฟรดนินา!!” มิลันละสายตาไปจากฉันก่อนจะเหลือบไปมองร่างของอัลเฟรดที่อยู่ไม่ไกลจากฉันแทน เธอมีท่าทีกระกี๊กระด๊ามากขึ้นกว่าเดิม อัลเฟรดเริ่มมีสีหน้าไม่ดีและมีเหงื่อไหลออกมา ในไม่ช้ามิลันก็ตรงเข้าไปคว้าร่างของอัลเฟรดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกอดเขาเอาไว้แน่น

    “ปะ..ปล่อย..นะโว้ย!!” อัลเฟรดโวยวายไม่เป็นคำเมื่อโดนมิลันกอดไว้แน่นเสียขนาดนั้น พวกเราที่เหลือเห็นต่างก็แอบหัวเราะกันอย่างห้ามไม่อยู่

    “ฮ่าๆ ดูสีหน้าของแกตอนนี้ซิเจ้ามังกรตัวกะเปี๊ยก!” บาฮามุทหัวเราะพลางถากถางใส่อัลเฟรดเป็นการใหญ่

    “หัวเราะอะไรกันน่ะพวกผู้ใหญ่งี่เง่า?” เสียงของเด็กผู้ชายดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของพวกเรา มังกรวัยเด็กอีกตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับมังกรสาววัยกลางคน ซึ่งแน่ล่ะว่าพวกเขาคือ...

    “ยะ..โยชัวร์ แล้วก็คุณ..อารี?” ฉันเรียกชื่อของพวกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ นิดหน่อยเพราะตื่นเต้นเมื่อเห็นหน้าของพวกเขา คุณอารียิ้มและเอ่ยทักทายฉันอย่างเป็นมิตร ส่วนโยชัวร์ยังมีสีหน้าบึ้งตึงและไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่

    “เราเจอกันอีกแล้ว.. ยัยมนุษย์เจ้าปัญหา!” เขาเอ่ยปากว่าฉันด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่

    “เอ๋? ฉันเป็นปัญหาให้กับนายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ฉันถามกลับไป แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพียงแต่มองไปที่บาฮามุทที่กำลังหัวเราะใส่อัลเฟรดที่กำลังโดนมิลันกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่

    “เจ้า!” เขาตะโกนเรียกราชามังกรเสียงดังลั่น บาฮามุทละสายตาจากอัลเฟรดมายังโยชัวร์แทน

    “ว่าไงเจ้าหนูตัวกะจ้อย?”

    “…เจ้าบอกเองใช่มั้ยว่าเจ้าเป็นราชามังกรทั้งปวง?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

    “ใช่.. ข้าเป็นราชามังกร เจ้าจะทำไม?” บาฮามุทก้มถามด้วยท่าทีกวนประสาท แต่โยชัวร์ไม่ได้ยี่ระกับท่าทีของเขาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแข็งกร้าว

    “สักวันข้าจะเอาชนะเจ้าแล้วก็เป็นราชามังกรให้ได้! ข้าตั้งใจเอาไว้แล้ว!!”
    พวกเราในกลุ่มทุกคนต่างเงียบลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของโยชัวร์ ฉันมองหน้าของเด็กน้อยและราชามังกรสลับกันไปอย่างสับสน ฉันไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแต่ดูเหมือนว่าโยชัวร์จะจริงจังกับคำพูดของเขามากแถมจ้องบาฮามุทไม่ละสายตา บาฮามุทเองก็จ้องเขาไม่ลดละเช่นกันเหมือนกำลังประเมินโยชัวร์อยู่ ก่อนที่เขาจะหลับตาและแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจกับอะไรสักอย่าง

    “งั้นเอาไว้หลังจัดการกับพวกจักรวรรดิก่อน แล้วเราค่อยมาสะสางบัญชีก็แล้วกัน!”

    “พูดแบบนี้หมายความว่าไงน่ะ!!?” ในตอนที่บาฮามุทพูดจบนั่นเอง อยู่ดีๆ เสียงของโรมิก็ดังลั่นมาจากทางด้านหลังของพวกเรา ฉันเห็นเขามีท่าทีรีบร้อนผิดปกติก่อนจะมาถึงยังที่ที่พวกเรากำลังยืนอยู่ “แกจะประลองกับเด็กนี่เพื่อตัดสินขึ้นเป็นราชามังกรหรอ!?”

    “ใช่..และดูเหมือนว่าข้าอาจจะไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายด้วย ข้าเลยรับคำท้าของเจ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่เอาไว้” บาฮามุทหันไปตอบโรมิด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เด็กน้อยที่เพิ่งมาถึงชักสีหน้าขึ้นทันทีก่อนจะหันไปชี้หน้าใส่โยชัวร์และเริ่มตะโกนใส่

    “เด็กอย่างเจ้าก่อนจะไปจัดการไอ้ราชาจอมปลอมนี่ได้ อย่างน้อยก็มาประลองกับข้าก่อนเถอะ!”

    “จะจัดเลยมั้ยล่ะ!!?” โยชัวร์สวนกลับไปด้วยท่าทีเกรี้ยวกราดและทั้งสองก็จ้องหน้าเขม็งกันอย่างไม่ลดละราวกับแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ฉันรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองเจอกันหน้ากันด้วยซ้ำ

    “แกชื่ออะไร!?” โรมิเอ่ยถาม

    “แกต่างหากที่ต้องบอกชื่อตัวเองก่อน มารยาทน่ะมีมั้ย!? โตกว่าข้าเสียเปล่า!” โยชัวร์เถียงกลับไปทันควันและบรรยากาศก็คุขึ้นมามากกว่าเดิม ฉันพยายามจะเข้าไปห้ามแต่ทว่ามิลันที่อยู่ข้างๆ ฉันกลับดึกชายเสื้อฉันไว้ก่อนพร้อมกับยิ้มบางๆ มาให้และกระซิบกับฉันเบาๆ

    “ปล่อยไว้แบบนี้ล่ะค่ะดีแล้ว โยชัวร์กำลังมีความสุขอยู่น่ะ เหมือนเขาจะเจอเพื่อนใหม่แล้ว!”

    “ตะ..แต่ว่าเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แล้วนะ!” ฉันกระซิบตอบกลับไป แต่มิลันส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อไป

    “โลกของพวกผู้ชายมันเป็นแบบนี้ล่ะค่ะ โยชัวร์ไม่เคยมีเพื่อนผู้ชายเลย มีแค่หนูที่อยู่กับเขาเท่านั้นเวลาที่เขาเหงา นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้มีเพื่อนที่เป็นผู้ชายสักที”

    น่าแปลกที่ว่าฉันเริ่มคล้อยตามมิลัน เธอมีความคิดที่ฉันคาดไม่ถึงแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ จะว่าไปฉันเองก็ไม่เคยเข้าใจโลกของพวกผู้ชายเลยว่าเวลาเขาจะผูกมิตรกันเขาจะต้องทะเลาะอะไรกันแบบนี้หรือเปล่า ฉันเคยเห็นแค่ในรายการโทรทัศน์เท่านั้นแหละไม่เคตยมีประสบการณ์กับเรื่องพรรค์นี้ แต่ถ้าหากมันทำให้พวกเขาทั้งสองสนิทและเป็นเพื่อนกันล่ะก็ ฉันก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้ละมั้ง

    “เอ้าๆ เด็กน้อยทั้งสองทะเลาะกันซะแล้ว.. ช่างมันปะไร ใครชนะก็บอกข้าด้วยล่ะกันเพราะยังไงพวกเจ้าทั้งสองก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าอยู่แล้ว ต่อให้พวกเจ้าเข้ามาสองคนพร้อมกัน” บาฮามุทที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่เอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยท่าทีกวนๆ พลางลูบหัวของเด็กทั้งสองคน “กลับไปกินน้ำกินข้าวให้โตกว่านี้ก่อนดีกว่านะ ข้าว่า!”

    “แกว่ายังไงนะ!?” เด็กน้อยทั้งสองเอ่ยปากขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่วินาทีต่อมาทั้งโรมมิและโยชัวร์ก็รุมบาฮามุทในทันที

    “เฮ้ยๆ อะไรว่ะเนี่ย!!?” บาฮามุทปัดมือของเด็กทั้งสองอย่างจ้าละหวั่นแต่ทว่าก็ยากลำบากเสียเหลือเกินเพราะเด็กทั้งสองทั้งรุมทั้งทึ้งใส่บาฮามุทอย่างไร้ความเมตตาพร้อมกับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ

    “แกมันก็แค่ราชาตกกระป๋องนั่นแหละ!” โรมิกล่าวพลางดึงผมของบาฮามุท

    “สักวันนึงแกจะต้องมาอยู่แทบเท้าของข้า!” โยชัวร์กล่าวพลางดึงปากและแก้มของบาฮามุท

    “พวกแกนี่มัน….!!?” บาฮามุทพูดสวนขึ้นมาอย่างยากลำบาก

    “อ่ะ..อ่า... ใจเย็นๆ กันก่อนดีกว่ามั้ย?” โอราเคิลเอ่ยขึ้นมาพลางทำท่าจะตรงไปแยกวงทั้งสามแต่ทว่าเบลดกลับแต่บ่าของเขาเป็นเชิงห้ามไว้ก่อน
    “ปล่อยไว้แบบนี้แหละโอราเคิล ดีแล้ว”

    “ใช่ครับ บางทีเราก็ควรมีเรื่องเบาสมองแบบนี้บ้างนะครับ..” เซเบอร์เอ่ยขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของตน

    “ฮ่ะๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นโยชัวร์ร่าเริงแบบนี้” คุรอารีที่เฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นพูดขึ้นมาบ้างพลางหัวเราะร่าออกมาอย่างมีความสุข มิลันเองก็หัวเราะไปพร้อมๆ กับเธอเช่นกัน

    “เฮ้อ..ไอ้พวกปัญญาอ่อนเอ้ย...” อัลเฟรดสบถพลางถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายแต่กลับมีรอยยิ้มบางๆ ประทับอยู่บนใบหน้า
    ทุกคนในบริเวณต่างดูมีความสุขกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมาก มังกรทั้งสามยังคงทะเลาะและตบตกันอย่างไม่ละ ฉันมองไปที่พวกเขาก่อนจะเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าบ้าง น่าแปลกที่ว่าเหตุการณ์ชลมุนวุ่นวายนี่จะสร้างรอยยิ้มให้กับพวกเราในสถานการณ์เช่นนี้ได้ มันช่างน่าอัศจรรย์เสียเหลือเกิน

    “โอ้ยยยยย!! พวกแกเลิกมาทำร้ายข้าได้แล้ววววว!!!” บาฮามุทตะโกนเสียงลั่นอย่างหัวเสีย และเสียงนั่นคงดังก้องไปถึงท้องฟ้าที่มืดมิดแล้วล่ะมั้ง

    บางเวลาต่อมา

    ฉันกลับมายังที่พักของตนอีกครั้งเพื่อเข้ามาพักผ่อน มังกรตัวอื่นๆ ต่างแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวของตน ตั้งแต่ที่ฉันเพิ่งได้สติมาฉันก็รู้สึกมึนและหมดแรง ฉันเลยแยกตัวมาจากพวกบาฮามุทก่อน บรรยากาศโดยรอบภายในค่ายตอนนี้พวกทหารยังคงช่วยชาวบ้านฟาร์มแลนด์จัดการเรื่องสุมภาระ เสบียงและที่พักอยู่ ฉันได้ยินแว่วๆ มาว่าทั้งมิลันและโยชัวร์พักอยุ่ไม่ไกลจากที่พักฉันเท่าไหร่ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีเพราะถ้าช่วงเวลาไหนที่ฉันว่าง ฉันอาจจะแวะไปหาเขาเสียหน่อย

    แต่จะมีเวลาแบบนั้นหรือเปล่านั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะว่าพวกจักวรรดิอาจจะเคลื่อนไหวตอนไหนก็ไ ด้ พวกเราอาจจะต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา...

    “ยัยทาส!” เสียงของบาฮามุทดังขึ้นมาจากทางเข้าของที่พัก ฉันหันไปหาเขาตามเสียงเรียก

    “มีอะไรหรอบาฮามุท?” ฉันว่าพลางเดินไปหาเขา บาฮามุทมองหน้าของฉันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองและเบือนหน้าหนีฉันราวกับกำลังเขินอยู่ ฉันมองหน้าของเขาอย่างสงสัย “นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”

    “อีกครึ่งชั่วโมง.. ไปหาข้าที่ชายป่าด้วยนะ ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับเบลดและโอราเคิลล่ะ!” เขาพูดอย่างรวดเร็วพลางออกไปจากที่พักอย่างรวดเร็ว เขาเป็นอะไรของเขานะ อยู่ดีๆ ก็มาบอกให้ฉันไปพบเขาที่ชายป่าโดยไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย เขาน่าจะอธิบายสักหน่อยหรือไม่ก็คุยกันตรงนี้เลยก็ได้

    หลังจากที่บาฮามุทเดินออกไปได้ไม่นาน เบลดและโอราเคิลพร้อมกับพวกผู้ถือสัญญาก็เข้ามาในที่พัก เบลดเหลือบไปมองบาฮามุทชั่วครู่ก่อนจะหันมามองฉันอย่างสงสัย

    “มีอะไรกันน่ะ เจ้าบาฮามุททำไมรีบออกไปแบบนั้น” เขาถาม

    “ไม่รู้ซิ...” ฉันตอบกลับไป

    “หรือว่าฝ่าบาทและฮานะจังจะทะเลาะกัน!?” โอราเคิลพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นๆ แต่ฉันก็รีบปฏิเสทไปทันทีเพื่อให้เขาใจเย็นลง

    “เปล่าๆๆ ฉันกับเขาไม่ได้ทะเลาะกัน เอาเป็นว่าไม่มีอะไรหรอก เขาคงไปทำธุระอะไรของเขาละมั้งเพราะเขาก็รีบออกไปทั้งๆ อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้บอกอะไรฉันเลย”

    “…” ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปที่เตียงนอนของตน ฉันมองหน้าเหล่ามังกรทั้งหลายชั่วครู่ก่อนจะมองออกไปทางหน้าต่างที่ผู้คนยังเดินกันวุ่นวายอยู่

    ท่าทางบาฮามุทจะมีเรื่องสำคัญมากกับฉันมากซินะ แบบว่า...สำคัญจนต้องเก็บเป็นความลับจากคนอื่น

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา

    ฉันเดินออกมาจากที่พักโดยให้เหตุผลกับเหล่ามังกรว่าออกมาเดินเล่น ฉันเดินออกมาจากค่ายและเข้าสู่ชายป่าตามที่บาฮามุทว่า ใช้เวลาไม่นานฉันก็มาถึงที่หมายในที่สุดแต่ว่าที่นั่นเองฉันยังไม่เห็นวี่แววของราชามังกรสีขาวแม้แต่เงา เขาเป็นคนนัดแต่ดันมาสายเสียเองนี่นะ? หรือว่าที่นี่อาจจะไม่ใช่สถานที่นัดพบที่เขาพูดถึง.. แต่ว่าที่นี่ก็เป็นชายป่าแถวๆ ค่ายที่ปลอดภัยที่สุดแล้วเพราะห่างจากทางเข้าตัวค่ายไม่ไกลสักเท่าไหร่ บาฮามุทคงไมอยากให้ฉันต้องออกมาไกลจากที่ปลอดภัยหรอก

    “มาแล้วรึยัยทาส!” เสียงทุ้มต่ำของบาฮามุทดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน เขากำลังเดินออกมาจากเงาของต้นไม้ในบริเวณนั้นและตรงมาหาฉัน เขามองว้ายมองขวาชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เฮ้อ...ท่าทางเจ้าไม่ได้บอกพวกเบลดซินะ”

    “ก็นายเป็นคนบอกฉันเองนินาว่าต้องการคุยกับฉันเท่านั้น ว่าแต่ทำไมต้องเรียกฉันมาคนเดียวด้วยล่ะ แถมยังนัดที่ด้านนอกค่ายอีก” ฉันถามเขากลับไป

    “ข้าแค่อยากอยู่กับเจ้าตามลำพังน่ะ.. ข้าแค่...ไม่รู้ซิ วินาทีนี้ข้าอยากจะอยู่กับเจ้าแบบนี้ไปนานๆ...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวพลางเบือนหน้าไปทางอื่น ฉันทำหน้างงทันทีกับคำพูดที่ไม่ค่อยชัดของเขา บาฮามุทส่ายหน้าตัวเองอย่างรุนแรงก่อนหันกลับมามองฉันอีกครั้ง “ที่จริงข้ามีอีกประเด็นที่สงสัยน่ะ”

    “ประเด็นที่สงสัย?” ฉันทวนคำถามเขาอย่างงุนงง จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเด็นคุยซะงั้นน่ะ.... เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากถามฉัน

    “ตอนที่เจ้าหมดสติไปน่ะ เจ้าไปเห็นอะไรมาหรือเปล่า.. เพราะตอนที่เจ้าฟื้นขึ้นมาอยู่ดีๆ เจ้าก็มาขอบคุณข้าทั้งๆ ที่ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย...”

    “…ตอนที่ฉันหมดสติไปอย่างนั้นหรอ”

    สิ้นคำถามของเขา ภาพที่ฉันเห็นตอนที่ฉันหมดสติไปมันก็กลับมาในหัวของฉันอีกครั้ง ภาพของโลกของฉันที่ถูกทำลายจนย่อยยับ... เพราะฉันเป็นแมกนัสนั่นเอง...

    “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า... เหมือนเจ้าจะไปเห็นอะไรที่ไม่ดีเอามากๆ เลยล่ะซิท่า” บาฮามุทเยื่นหน้าเข้ามาเอ่ยถามฉันอย่างเป็นห่วง ฉันสูดลมหายใจเข้าไปฟอดใหญ่เพื่อทำใจก่อนที่ฉันจะตอบคำถามของเขา

    “สิ่งที่ฉันเห็นคือ..โลกมนุษย์ที่ฉันเคยอาศัยอยู่ มาในตอนนี้มันโดนทำลายไปแล้ว...”

    “ละ..โลกของเจ้า...!?” บาฮามุทถึกับพูดไม่เป็นคำทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ฉันพูด ฉันพยักหน้าตอบเขากลับไป “ละ..แล้วใครเป็นต้นเหตุที่ทำให้โลกของเจ้าโดนทำลายล่ะ!?”

    “...ฉันเอง” ฉันตอบกลับไปสั้นๆ บาฮามุททำหน้าไม่เข้าใจคำตอบ ฉันเลยรีบอธิบายต่อไปทันที “ตั้งแต่ฉันได้รับพลังแห่งแมกนัสมาจากสุสานแห่งผู้ล่วงลับ โลกของฉันก็ถูกทำลาย เท่ากับว่าฉันเนี่ยล่ะเป็นต้นเหตุให้โลกมนุษย์ต้องล่มสลาย”

    “…” บาฮามุทเงียบ

    “เท่ากับว่า... ถึงพวกเราจะเอาชนะพวกจักวรรดิแห่งความมืดได้ โลกของพวกนายกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ว่าฉัน...ไม่มีที่ให้ไปแล้วล่ะ.. ไม่ซิ...ฉัน... ช่างมันเถอะ..” เมื่อพูดจบฉันเองก็เกือบลืมไปเลยว่าสุดท้ายแล้วฉันจะเป็นเช่นไร และฉันเองก็ยังไม่ได้บอกให้ใครรู้ถึงเรื่องนั้น “แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องขอบคุณนายด้วยนะ...”

    “ทำไมล่ะ?” บาฮามุทถาม

    “เพราะนั่นคือบททดสอบสุดท้ายของฉันยังไงล่ะ ผู้รังสรรค์ส่งตัวแทนมาทดสอบฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไปเผชิญหน้ากับจักวรรดิแห่งความมืด เขาถามสั้นๆ ง่ายๆ ว่าฉันรู้สึกเช่นไร ณ ตอนนั้น” ฉันตอบกลับไป

    “แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรล่ะ...” ราชามังกรถามต่ออย่างไม่รอช้าพร้อมท่าทีที่สงสัย

    “ในตอนแรกที่เขาถามฉัน.. แน่ล่ะว่าฉันรู้สึกหวาดกลัวและสับสน ฉันร้องไห้ออกมาและกอดตัวเองอย่างหวาดกลัว แต่ในช่วงเวลานั้นเองเสียงของนายมันดังก้องเข้ามาในหัวของฉัน เสียงที่นายพูดว่า นายจะปกป้องฉัน.. ฉันก็คลายความกลัวไปในทันที ฉันเป็นหนี้นายนะ..บาฮามุท ขอบคุณนายมากๆ ที่ทำให้ฉันมีความกล้าขึ้นมาอีกครั้ง” พุดจบฉันก็ยิ้มกว้างให้กับเขาในทันที และบาฮามุทเองก็ผงะไปชั่วครู่ก่อนจะเสมองไปทางอื่นอย่างเขินอาย

    “นะ..นั่นมันก็...เป็นสัญญาของข้าที่ต้องทำให้ได้นิ ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก...!”

    “ฮ่ะๆ แต่ก็ขอบคุณนะ..”

    “…” และพวกเราทั้งสองคนก็เงียบลงในทันที มีแต่เสียงของสิงสาราสัตว์ภายใมนป่าที่ดังก้องไปทั่ว บรรยากาศแบบนี้ชวนฉันให้นึกถึงละครที่เวลาพระเอกกับนางเอกกำลังสารภาพรักกันยังไงยังงั้น แต่ว่า...บาฮามุทก็สารภาพรักฉันไปแล้วนินา เขามีเรื่องอะไรนอกเหนือจากคำถามที่เพิ่งถามฉันไปนะ...

    “ยัยทาส..!” ท่ามกลางความเงียบ มันถูกทำลายลงด้วยเสียงตะโกนของบาฮามุท ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหน้าของเขาอย่างงุนงง “สัญญากับข้าได้มั้ย...”

    “สะ..สัญญา.. อะไรหรอ?” ฉันถามเขากลับไปด้วยเสียงสั่นๆ บาฮามุทเงียบลงไปอีกครั้งก่อนจะมองหน้าของฉันด้วยสีหน้าที่แดงระเรื่อ เขากลับตาลงก่อนจะสูดอากาศเข้าไปฟอดใหญ่และพูดออกมา

    “สัญญาว่าจะอยู่กับข้าตลอดไป..ได้มั้ย”

    “!” วินาทีนั้นที่หัวใจของฉันมันเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะพร้อมกับสติที่มันบินทะยานออกจากร่างไปเสี้ยววินาที ฉันยืนเอ๋อเป็นคนบ้าไปชั่วขณะเมื่อได้ยิน
    คำพูดของเขา บาฮามุทไม่รอช้ารีบพูดต่อไปในทันที

    “ข้าอยากจะให้เจ้าสัญญาว่าเจ้าจะต้องอยู่กับข้าตลอดไป เพราะว่าในตอนนี้ข้าก็สัญญากับเจ้าไปแล้วว่าจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต... ความรู้สึกของข้าที่มีให้เจ้าในตอนนี้มันไม่สามารถหาอะไรมาอธิบายได้เลย.. ทุกวินาทีที่ข้าได้ใช้ร่วมกับเจ้า ข้ามีความสุขที่สุด ชีวิตของข้าเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ข้าได้พบเจ้าครั้งแรก... เจ้าทำให้ข้ายิ้มและมีความสุขตลอดเวลา เวลาที่เจ้าห่างข้าไปมันทำให้ข้ารู้สึก...เจ็บปวด ข้าไม่อยากจะรู้สึกแบบนั้นอีกต่อไป ดังนั้น...สัญญากับข้าได้มั้ย.. ว่าเจ้าจะอยู่กับข้าตลอดไป ไหนๆ โลกของเจ้าก็...ถูกทำลายไปแล้วด้วย เผื่อเจ้าไม่มีที่ให้กลับไป...” บาฮามุทพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังปนขะเขิน เขามองมาที่ฉันด้วยนัยน์ตาสีเขียวที่กำลังสั่นระริก ฉันเองที่ฟังคำพูดของเขาจบก็แทบจะหยุดหายใจไปในทันที หัวใจของฉันมันหยุดเต้นไปชั่วครู่ก่อนจะพองโตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและเต้นเร็วระรัวกว่าเก่า ถ้าหากฉันเป็นโรคหัวใจละก็ฉันคงชีอคตายไปแล้วล่ะ...

    แต่ถึงฉันจะตายตอนนี้... ฉันก็คงมีความสุขแล้วล่ะที่ได้ยินคำพูดของเขาในตอนนี้

    “สัญญา... ฉันสัญญาว่าจะอยู่กับนายตลอดไปนะ.. บาฮามุท” ฉันพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับน้ำตาสองสามหยดที่ไหลออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำตาลของฉันอย่างตื้นตัน บาฮามุทที่รอฟังคำตอบของฉันอยู่ก็ฉีกยิ้มกว้างและตรงเข้ากอดร่างของฉันทันที

    “ขอบใจเจ้ามาก.. ขอบใจเจ้ามากยัยทาส... ” เขาพูดกระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข ฉันเองก็สวมกอดเขาคืนบ้างพลางพูดตอบกลับไป

    “ฉันรักนายนะบาฮามุท...”

    “ข้าก็รักเจ้า.. ยัยทาส” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ และอบอุ่น ฉันยิ้มให้กับคำพูดนั่นและเป็นเวลาเนิ่นนานเสียเหลือเกินที่เรากอดกันอยู่แบบนั้น...

    “แต่งงานกับข้านะ..”

    ”หะ..หา!!!?” ในขณะที่เรากำลังกอดกันอยู่นั่นเอง เขาพูดประโยคที่ฉันไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะฟังเลย ฉันผละตัวออกจากเขาอย่างตกใจ หน้าของฉันมันร้อนผ่าวไปหมดแล้ว... นี่ฉัน..ฉันถูกขอแต่งงานหรอ!? “นะ..นายว่าไงนะ!?”

    “ตะ..แต่งงานกับข้า...นะ” เขาทวนคำพูดอีกครั้งโดยไม่ได้มองหน้าของฉันพร้อมสีหน้าที่แดงยิ่งกว่าครั้งไหน เราสองคนไม่ได้สบตากันตรงๆ เพราะความเขินอาย “โอ้ย! ทำไมเจ้ามันทึ่มแบบนี้ว่ะ!? ทำให้ข้าต้องพูดประโยคสุดแสนอับอายนั่นอีกรอบ!”

    “ฉัน..ฉันไม่แน่ใจนิ! ก็อยู่ดีๆ นายมาถามฉันแบบนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่านายจริงจังหรือเปล่า!” ฉันสวนกลับไปโดยไม่ได้มองหน้าของเขา ฉันรู้สึกหายใจไม่ทันและไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันถูกขอแต่งงานโดยพวกมังกร นี่อาจจะเป็นครั้งที่สองหรือสามก็ได้ แต่ว่าครั้งนี้มันต่างจากครั้งไหนๆ ที่ฉันกลับมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา... ถึงจะเขินอายมากแค่ไหนแต่ในใจของฉันมันกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ...

    “ข้าจริงจังสิวะ! เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนถึงจะขอเจ้าแต่งงานแบบนี้ได้!” บาฮามุทพูดอย่างรวดเร็วพร้อมกลับทุบหัวของฉันไปสองสามที “และเจ้าไม่มีสิทธิปฏิเสท!”

    “นายว่าไงนะ!?” ฉันถามเขากลับไปอีกครั้งอย่างงุนงงและสับสน นี่เขากำลังบังคับฉันให้เขาแต่งงานกับเขาหรือ!?

    “เจ้าเป็นทาสของข้า.. และแน่ล่ะว่าเจ้าจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้า!”
    เรื่องแบบนี้มันบังคับกันได้ด้วยหรือไงเนี่ย!? แต่ว่าแปลกนะ...ที่ฉันกลับอยากจะยอมรับคำขอแต่งงานของเขา ถึงมันจะกระทันหันไปหน่อยเถอะ

    “ก่อนที่ฉันจะตอบ.. ฉันอยากรู้ว่าอยู่ดีๆ ทำไมนายถึงอยากแต่งงานกับฉันล่ะ?” ฉันเอ่ยถามหยั่งเชิงพลางมองหน้าของเขา บาฮามุทมองฉันกลับมาเช่นกันก่อนเอ่ยคำตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

    “ในเมื่อเจ้าสัญญาแล้วว่าเจ้าจะอยู่กับข้าตลอดไป นั่นหมายถึงเราก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน...ในฐานะคู่รักยังไงล่ะ...” ประโยคหลังเขาพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ พลางก้มหน้ามองพื้น แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าพลางมองหน้าของฉันอย่างเอาเรื่อง “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ! เจ้าต้องตอบตกลงข้าเท่านั้น ไม่มีสิทธิปฏิเสท!!!”

    “...” ฉันมองหน้าเขาอย่างหน่ายใจพร้อมกับถอนหายใจออกมากับท่าทีบ๊องๆ ของเขา แต่นั่นก็เป็นอีกมุมน่ารักอีกมุมหนึ่งของบาฮามุท ถ้าหากใช้ชีวิตร่วมกันเขาตลอดไป...มันก็คงจะเป็นเรื่องดีซินะ เพราะเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน รู้ใจกันและกันแบบนี้.... ฉันคิดว่าถ้าหากปฏิเสทคำขอตอนนี้ไปฉันอาจจะเป็นฝ่ายที่เสียใจเองก็ได้... แต่นะ.. มันอาจจะดูแปลกๆ หน่อยที่ฉันเป็นแมกนัสที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์และเขาที่เป็นถึงราชามังกร ฮ่ะๆ...

    “อืม... ฉันตกลง..” ฉันยิ้มและตอบรับคำขอแต่งงานของเขา บาฮามุทมีสีหน้าตื้นตันขึ้นมาในทันทีพลางกอดร่างของฉันอีกรอบหนึ่ง “แต่ว่านะ... ถ้าหากจะขอแต่งงานฉันแล้ว.. ที่โลกมนุษย์น่ะต้องมีแหวนหมั้นด้วยนะ!”

    “วะ..แหวนหมั้น... มันคืออะไร?” เขาถามฉันอย่างสงสัยและพูดติดขัด

    “มันเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันยังไงล่ะ! ถ้านายจะแต่งงานกับฉัน นายมีแหวนหมั้นมั้ยล่ะ?”

    “อื้ม......” บาฮามุทหน้านิ่วคิ้วขมวดและกำลังใช้ความคิด ตั้งแต่รู้จักเขามานี่ฉันไม่เคยเห็นเขามีท่าทีแบบนี้เลย สงสัยฉันจะจริงจังมากเกินไป.. เพราะอันที่จริงแค่ความรักที่เรามอบให้กันมันน่าจะเพียงพอกับสัญลักษณ์แห่งการใช้ชีวิตคู่แล้ว.. “ข้าไม่มีหรอกนะ แหวนหมั้นอะไรนั่น..” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงชวนผิดหวัง ซึ่งฉันก็เข้าใจในทันที

    “มะ..ไม่เป็นไรหรอกบาฮามุท ฉันแค่จริงจังมากเกินไปน่ะ.. แหวนหมั้นไม่จำเป็นก็ได้” ฉันยิ้มแหยๆ พลางพูดให้กำลังใจเขา แต่ทว่าเขากลับมองหน้าของฉันอีกครั้งอย่างจริงจัง

    “แต่ถึงจะไม่มีแหวนหมั้นอะไรนั่น แต่ว่าข้ามีอีกสิ่งที่น่าจะทดแทนกันได้นะ...”

    “เห? มันคืออะไรหรอสิ่งที่นายว่าน่ะ?” ฉันถามด้วยความสงสัยก่อนที่บาฮามุทจะล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากชุดเกราะของตัวเอง มันเป็นเหมือนกับสายคล้องมืออะไรสักอย่างทว่ามันมีอัญมณีเม็ดสีเขียวเล็กๆ อยู่ด้วย

    “เจ้ารู้มั้ยว่าที่ข้าหายไปน่ะ เพราะเพื่อสิ่งนี้ด้วย...” เขาอธิบายและทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งที่อยู่ดีๆ เขาก็หายไปแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับสภาพร่างกายที่สะบักสะบอม

    “นายบอกว่านายไปฝึกฝนตัวเองนินา? แล้วเจ้านี่มัน....” ฉันว่าพลางชี้ไปที่สายรัดข้อมือนั่น แต่ทว่าเขามาไม่ได้สนใจคำพูดของฉันพร้อมกับคว้าข้อมือของฉันไป และเริ่มใส่สายรัดข้อมือให้

    “เจ้านี่น่ะมันเป็นสิ่งที่ข้าได้มาหลังจากกำราบสัตว์ร้ายตัวหนึ่งน่ะ ข้าคิดว่ามันสวยเลยเก็บมาด้วย อันที่จริงข้าไม่คาดคิดหรอกว่ามันจะมีของพรรณ์นี้อยู่ด้วย ข้าเลยเก็บมันมาด้วยกะจะเป็นของฝากสำหรับเจ้า แต่ทว่ามันกลับกลายเป็นยิ่งกว่าของฝากซะแล้ว..” บาฮามุทพูดจบก็เป็นจังหวะเดียวกันที่เขาผูกสายรัดข้อมือให้ฉันเสร็จ ฉันจ้องไปที่มันก่อนจะพบว่ามันสวยกว่าที่ฉันคิดไว้แต่แรกอีก เงาใบหน้าฉันสะท้อนอยู่บนอัญมณีสีเขียวสดนั่น หากสังเกตุดีๆ ล่ะก็มันเหมือนกับสีของนัยน์ตาบาฮามุทไม่มีผิด นี่คงเป็นเหมือนเวลาที่บาฮามุทจ้องมองมาที่ฉันแล้วเห็นเด็กผู้หญิงเอ๋อๆ กำลังยืนมองเขาอยู่ซินะ

    “สวย... มันเหมือนกับนัยน์ตาของนายเลย.. ขอบคุณนะ...” ฉันยิ้มพลางเอ่ยขอบคุณให้กับเขา แต่ทว่าบาฮามุทกลับยื่นสายรัดข้อมืออีกอันหนึ่งออกมาซึ่งอันนี้มรขนาดใหญ่กว่าของฉัน

    “ทีนี้ตาเจ้าผูกสายรัดให้กับข้าบ้าง...” เขาว่าพลางยิ้มกว้างให้กับเขา ฉันยืนงงไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มบางๆ และรับสายรัดข้อมือมาผูกให้กับเขาบ้าง “ทีนี้เราสองคนก็ หมั้น กันแล้วนะ...”

    “อืม เราหมั้นกันแล้ว” ฉันเอ่ยพลางฉีกยิ้มให้กับเขา เราสองคนมองหน้ากันและยิ้มให้กันและกัน หัวใจของฉันมันพองโตจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย บาฮามุทเองก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกับฉัน

    “หลังพวกเราจัดการพวกจักรวรรดิน่าโง่กันได้เมื่อไหร่ ข้าจะจัดงานฉลองและงานแต่งของพวกเราสองคนให้ยิ่งใหญ่ แล้วทีนี้เจ้าเบลดนั่นจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายเรื่องความรักระหว่างข้ากับเจ้าอีก” บาฮามุทพูดอย่างมีความสุข

    “ฮ่ะๆ พอเถอะหน่า...” ฉันยิ้มแหยๆ ให้กับเขา แต่ว่างานแต่งงานหลังจบสงครามหรอ... ฉันคิดไม่ได้เลยแฮะว่ามันจะออกมเป็นยังไง มันจะเหมือนกับงานแต่งที่ฉันเห็นหรือเปล่า ตอนฉันใส่ชุดเจ้าสาวมันจะเป็นยังไงนะ แล้วบาฮามุทมีชุดเจ้าบ่าวแล้วหรือยัง เกิดคำถามขึ้นมากมายในหัวของฉันตอนนี้ แต่ก่อนที่จะหาคำตอบนั่นได้พวกเราคงต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้เสียก่อน แล้วถึงตอนนั้น.....

    “กลับกันเถอะ...” บาฮามุทว่าพลางชวนฉันกลับไปที่ค่าย แต่ทว่าฉันกลับส่ายหัวเป็นเชิงปฏิเสทไปเสียก่อน

    “นายกลับไปก่อนเลย ฉันขออยู่คนเดียวสักครู่น่ะ”

    “เจ้าเป็นอะไรอีกล่ะ? เพ้อกับคำขอแต่งงานของข้าหรือไงกัน?”

    “ไม่ใช่หรอก ฉันแค่อยากใช้เวลาอยู่คนเดียวสักครู่น่ะ เดี๋ยวฉันตามนายไป!” ฉันว่าพลางยิ้มให้กับเขา บาฮามุทมองหน้าฉันชั่วครู่อย่างใช้ความคิดก่อนจะยอมกลับไปแต่โดยดี

    “แล้วอย่ามัวแต่ยืนเอ๋อจนสมองโดนแมลงกินไปหมดก่อนล่ะ ข้าไม่อยากมีเจ้าสาวไร้สมองหรอกนะ...” เขาหันหลังและเดินกลับไปยังค่ายพลางผิวปากเบาๆ ท่าทางเขาจะมีความสุขมากๆ เลยซินะ... ฉันเห็นแผ่นหลังของเขาที่กำลังเดินลับตาไปมันทำให้ฉันอบอุ่นจนบอกไม่ถูก

    แต่ทว่าอีกใจหนึ่งมันเริ่มรู้สึกฝืดขมขืนขึ้นมาทันที สัญญาระหว่างเราสองคนมันจะยั่งยืนจีรังไปได้นานสักแค่ไหนกันนะ เพราะสุดท้ายแล้ว... สุดท้ายแล้ว... เขายังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด... เรื่องราวที่แท้จริงเลย ทำไมนะ..เหมือนฉันกำลังหลอกเขาอยู่

    บาฮามุท... นายเป็นมังกรที่ใสซื่อเหลือเกิน.. ฉันไม่อยากจะ..ทำร้ายนายเลย....

    วินาทีนั้นฉันก้มมองสายรัดข้อมือที่เขาผูกให้ฉันก่อนมีน้ำตาหยดหนึ่งไหลหยดลงบนอัญมณีสีเขียวสวยสด สะท้อนให้เห็นใบหน้าของฉันที่กำลังเศร้าสร้อยอยู่.... มันดีแล้วหรอที่ปล่อยให้เป็นแบบนี้... มันดีแล้วหรอ.....

    “มันคงจะดีแล้วล่ะ..ริวฮานะ” ฉันพูดกับตัวเองพลางยิ้มอย่างสมเพช

    “เฮ้อ... ช่างเป็นฉากละครที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้นะ?”

    ในขณะที่ฉันกำลังพูดคนเดียวนั่นเอง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาจากทางด้านบนของฉัน ฉันรีบเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะพบว่าใครบางคนกำลังลอยลงมาอยู่ตรงหน้าฉันอย่างเชื่องช้า ชายผ้าคลุมสีดำสะบัดไปตามแรงลม ผมสีน้ำตาลและนัยน์ตาสีเขียวที่ฉันเคยคุ้นคย บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันไม่ใช่มังกร หรือพวกทหารของจักวรรดิ แต่ว่าเขาคือ...

    “ดัสก์!”

    “ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง.. ริวคาเซ ริวฮานะ”


    ED Theme :「オトノナルホウヘ→」By Goose House From Gin no Saji S2
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  2. #272
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    247
    Chapter 46 : Ambush

    “ดัสก์!”

    “ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง ริวคาเซ ริวฮานะ...”

    ร่างของเด็กผู้ชายผมสีน้ำตาลพร้อมกับนัยน์ตาสีเขียวลอยลงมาอยู่ตรงหน้าฉันห่างออกไปหลายเมตร ตัวของฉันมันกำลังสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่ได้เพราะความหวาดกลัว.. เขามาทำอะไรที่นี่ ณ เวลานี้.. ฉันรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย!

    “นายมาทำอะไรที่นี่...” ฉันเอ่ยถามเขาไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ อย่างระมัดระวัง เขายิ้มออกมาบางๆ อย่างร้ายกาจก่อนจะขยับริฝีปากตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก

    “ข้าแค่มาทักทายเจ้าน่ะซิ นานเท่าไหร่แล้วล่ะที่เราไม่ได้พบกันแบบนี้... เท่าที่ข้าจำได้ล่ะก็...ตอนที่เจ้าถูกลักพาตัวมาในตอนนั้น แถมยังทำข้าโกรธเอาไว้มากๆ เสียด้วย เจ้านี่ช่างเป็นเด็กไม่ดีเสียเหลือเกิน”

    “…” ฉันเงียบและดูท่าทีของเขาต่อไป หากฉันผลีผลามทำอะไรไปตอนนี้อาจจะตกที่นั่งลำบากแน่ๆ เพราะฉันไม่สามารถเดาการกระทำของเขาได้เลย.... จ้าวแห่งจักรวรรดิมองหน้าของฉันอย่างเงียบงันเหมือนกำลังอ่านความคิดของฉันอยู่ และดูเหมือนเขาจะสามารถอ่านมันออกเพราะเขาแสยะยิ้มอย่างมีชัยออกมาอีกครั้งหนึ่ง

    “เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า.. ข้าบอกแล้วไงว่าข้าแค่มาทักทาย... อ้อ! แล้วก็....” สิ้นประโยคสุดท้ายร่างของดัสก์ก็หายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ฉันมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง นี่เขากำลังจะมาไม้ไหนกันแน่!? “มาส่งสาส์นท้ารบให้กับเจ้าและพวกมังกรน่าโง่พวกนั้นทั้งหลายยังไงล่ะ...”
    ร่างของดัสก์ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เขาอยู่ตรงหน้าฉันและระยะห่างของพวกเราห่างไม่ถึงสามเซนติเมตรจนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันเย็นยะเยือกและอันตรายจากตัวของเขา... ฉันตะลึงงันทำอะไรไม่ถูกและหวาดระแวง.. เข่าสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ ดัสก์มองอาการของฉันอย่างขบขันก่อนจะจับแก้มของฉันเอาไว้อย่างเบามือ

    “อ่า.. ดูใบหน้าของเจ้าในตอนนี้ซิ มันช่างน่าขำเสียยิ่งหนัก นัยน์ตาที่สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวและอ่อนแอไร้ทางสู้ นี่นะหรือแมกนัสผู้ที่จะมาพิชิตจ้าวแห่งความมืดอย่างช้า...” เขาพูดเบาราวกระซิบใกล้ๆ ใบหน้าของฉัน ก่อนฉีกยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาอีกคราหนึ่ง และยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันมากกว่าเดิมพร้อมกับจับแก้มของฉันเอาไว้.... ทำไมในเวลานี้ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลยนะ.. ฉัน..ฉันทำอะไรไม่ถูกแล้ว ใครก็ได้ช่วยฉันที... ได้โปรด.... ฉันหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
    พร้อมกับมีน้ำตาไหลออกมา

    บาฮามุท...

    ชิ้งง!!!!!

    ในขณะที่ฉันกำลังสิ้นหวังอยู่นั่นเอง เสียงดาบก็ดังขึ้นข้างๆ หูฉัน มือที่เคยจับอยู่ก็คลายออกอย่างรวดเร็ว ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่ามีมังกรสองตัวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าฉัน และฉันสัมผัสได้ถึงความอุ่นใจและความปลอดภัยจากแผ่นหลังของทั้งสองคน
    “บะ..บาฮามุท! บะ..เบลด!” ฉันเอ่ยชื่อของมังกรทั้งสองตัวที่กำลังถืออาวุธประจันหน้ากับดัสก์อยู่ แต่ทั้งสองไม่ไดสนใจกับฉันมากเท่าไหร่พร้อมกับจ้องมองไปที่จ้าวแห่งความมืดอย่างไม่ละสายตา

    “แกต้องการอะไร!!?” บาฮามุทคำรามใส่ดัสก์อย่างฉุนเฉียว เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีเขียวแสยะยิ้มอย่างเนือยๆ และเย้ยหยันพร้อมส่ายหัวไปมา ฉันสังเกตุเห็นถึงรอยแผลที่อยู่บนใบหน้าของเขาพร้อมกับมีเลือดไหลออกมา เลือดของเขาไม่ได้เป็นสีแดงแต่เป็นสีดำขลับสนิท

    “แหม... องครักษ์พิทักษ์แม็กนัสโผล่มาได้ถูกจังหวะเสียจริงๆ ข้าล่ะอิจฉาริวฮานะเสียจริงๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงที่แสนชาญฉลาดแบบนี้” ดัสก์เอ่ยพลางปัดเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลของตน และบาดแผลของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “แกมาที่นี่ต้องการอะไร!?” เป็นเบลดบ้างที่ตะโกนถามดัสก์อย่างไม่สบอารมณ์ ดัสก์ส่ายหัวไปมาอีกครั้งหนึ่งพลางหังเราะเบาๆ

    “ใจเย็นๆ ข้าจะตอบพวกเจ้าแล้วๆ....” ดัสก์พูดพลางเว้นจังหวะไปช่วงหนึ่ง “ข้ามาที่นี่เพื่อมาส่งสาส์รบก็เท่านั้นเอง...”

    “สาส์นท้ารบ?” เบลดทวนคำพูดของดัสก์อย่างสงสัย

    “อีกไม่กี่วันข้างหน้ากองทัพอันเกรียงไกรของข้าจะมาขยี้พวกเจ้าให้สูญพันธุ์ และเมื่อพวกเจ้าสลายหายไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว... ข้าจะทำให้โลกอันแสนงี่เง่าแห่งนี้หายไปกับความว่างเปล่า... พร้อมๆ กับโลกมนุษย์ยังไงละ...”

    “แกว่ายังไงนะ!?” บาฮามุทมีท่าทีตะลบึงงันก่อนจะเอ่ยถามกลับไป

    “ก็อย่างที่ข้าว่า หลังจากที่พวกเราจักรวรรดิแห่งความมืดสามารถจัดการกับพวกเจ้าทั้งหมด พวกเราจะทำการสังคายนายังไงล่ะ ความว่างเปล่าจะกลืนกินซึ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ข้า หึ...หลังจากที่ข้าต้องทนกับคำพูดของไอ้เทพเจ้างี่เง่านั่นมานานแสนนาน ในที่สุดข้าก็จะได้ทำในสิ่งที่ข้าปรารถนามาแสนนานเสียที!” ดัสก์ว่าพลางเริ่มมีท่าทีบ้าคลั่งขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะร่าบ้าคลั่งออกมาอย่างไม่อายใคร

    “นายไม่กลัวหรือไงที่จะหายไปน่ะ!!?” ฉันตะโกนถามไป แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของฉันเลย

    “ข้าแค่จัดการแกเสียตรงนี้มันก็สิ้นเรื่องละน่า!!!” บาฮามุทพูดเสียงต่ำอย่างเคียดแค้นก่อนจะพุ่งตรงไปยังดัสก์อย่างรวดเร็วหมายจะปลิดชีพเขา ดัสก์มองร่างของบาฮามุทอย่างไม่หวาดกลัวและไม่สะทกสะท้าน ราชามังกรง้างดาบของตนและกำลังจะฟันร่างของดัสก์

    ชิ้งงง!!

    แต่ก่อนที่ดาบนั่นจะถึงร่างของจักพรรดิแห่งความมืด อยู่ดีๆ ร่างของมังกรอีกตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่เป็นตุเป็นตะพร้อมกับใช้ดาบของมันรับการโจมตีของบาฮามุทเอาไว้ได้ พวกเราทั้งสามต่างตะลึงงันกับการปรากฏขึ้นของผู้มาใหม่ในทันที มังกรร่างสีแดงพร้อมกับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ มันแสยะยิ้มใส่บาฮามุทอย่างเย้ยหยัน

    “อย่าใจร้อนสิฝ่าบาท เก็บแรงไว้ถึงวันตัดสินดีกว่ามั้ย?”

    “กะ...แก!!!”

    “ดะ..ดราโก้!?” ฉันเอ่ยชื่อของมังกรตัวสีแดงที่กำลังรับดาบของบาฮามุทเอาไว้อยู่ ก่อนที่มันจะปัดดาบของบาฮามุทไปและกระโดดไปอยู่ข้างๆ นายของมัน

    “เอาล่ะ.. ข้าหมดธุระกับพวกเจ้าแล้ว.. หวังว่าพวกเจ้าทั้งหลายคงเตรียมพร้อมกับวันแห่งความตายของพวกเจ้านะ แล้วก็..แมกนัสเอ๋ย...” เขาพูดจบพลางชี้หน้ามาทางฉัน ฉันมองหน้าของเขาด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้างและสับสน “ไม่ว่ามันจะจบลงยังไง สำหรับเจ้ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ! เจ้ามันช่างโง่เขลามาตั้งแต่ต้น ริวคาเซ ริวฮานะ!”

    เขาพูดจบก็สะบัดผ้าคลุมของตนและอันตธานหายไปพร้อมกับดราโก้ไปในเงามืด และทุกอย่างก็เงียบสงัดลงในทันที บาฮามุทมองไปที่บริเวณที่ดัสก์เคยยืนอยู่ก่อนจะปักดาบลงพื้นและสบถอย่างเจ็บใจและหัวเสีย

    “โธ่เว้ย!! ถ้าข้าลงดาบใส่ไอ้เวรนั่นได้ ทุกอย่างมันน่าจะจบแล้ว!!”

    “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ!?” เบลดหันมามองฉันพลางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ฉันตั้งสติตัวเองอีกครั้งก่อนจะส่ายหัวตอบเขากลับไป เบลดถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางเก็บดาบของตนเองเข้าฝัก บาฮามุทเองก็ถอายใจออกมาบ้างพลางชักดาบออกมาจากดินและเก็บเข้าฝักของตนก่อนจะเดินมาหาฉันอย่างรวดเร็วพลางจับไหล่ของฉันเอาไว้แน่น

    “ไอ้เวรนั่นมันทำอะไรเจ้าหรือเปล่า!?”

    “มะ..ไม่.. ก็แค่เกือบ...” ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

    “เจ้ายังโขคดีที่ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดี ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะเสร็จมันไปแล้วก็ได้” เบลดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พลางกอดอกมองหน้าฉันและบาฮามุท

    “ลางสังกรณ์...?” ฉันทวนคำพูด

    “แค่รู้สึกไม่ดีน่ะเลยออกมาตามหาเจ้า แล้วก็เดินสวนกับบาฮามุทพอดี พวกเราเลยรีบมาหาเจ้าแล้วก็เป๋นอย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ”
    ถ้าหากเบลดไม่มีลางสังหรณ์ที่แม่นยำแบบที่เขาว่ามาล่ะก็ ฉันนึกไม่ออกเลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน.. ฉันกลืนน้ำลายของตัวเองไปอึกหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

    “ขอบคุณพวกนายทั้งสองคนมากๆ นะที่มาช่วยฉันเอาไว้ ถ้าไม่ได้พวกนายฉันคิดไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

    “เก็บคำขอบคุณของเจ้าเอาไว้ดีกว่า เพราะเราต้องรีบไปเตือนพวกทหารทั้งหมดให้รู้!” เบลดว่า ฉันพยักหน้าและพวกเราตั้งท่าจะเดินกลับไปที่ค่ายเพื่อเตือนเหล่าทหารและเมลล์ให้รับรู้

    “แต่ว่าประโยคสุดท้ายที่เจ้าดัสก์มันพูดมันหมายความว่ายังไง ยัยทาส!” ก่อนที่พวกเราจะได้ขยับไปไหน บาฮามุทกลับตะโกนเสียงลั่นและร้งฉันเอาไว้เสียก่อน เขากำข้อมือฉันเอาไว้แน่นจนฉันเผลอร้องออกมา ฉันมองหน้าเขาอย่างตกใจและสงสัย

    “นายเป็นอะไรของนายน่ะบาฮามุท!?” ฉันถามเขาไป

    “ประโยคสุดท้ายที่ไอ้ดัสก์น่าโง่นั่นพูดหมายความว่ายังไง ที่มันบอกว่าไม่ว่าทุกอย่างจะจบลงยังไงสำหรับตัวของเจ้าก็เหมือนเดิม!” ราชามังกรเขม่นมองฉันอย่างคาดคั้นเหมือนกับกำลังจับผิดฉันอยู่ “เจ้ากำลังปกปิดอะไรข้าอยู่หรือเปล่าริวฮานะ!?”

    อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่เขาเรียกฉันด้วยชื่อจริงๆ ของฉันเอง แต่ทว่าคำถามที่เขาพูดออกมามันเหมือนกับหอกที่กำลังพุ่งผ่านร่างของฉันอยู่ ฉันก้มหน้าหนีปัญหาและไม่พูดไม่จาใดๆ ทั้งสิ้น... เพราะฉันกำลังปกปิดเรื่องบางอย่างอยู่นั่นเอง... และเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ว่าต่อให้พวกเขาจะข่มขู่หรือทำร้ายฉันมากแค่ไหน ฉันก็จะไม่ปริปากบอกเด็ขาด ไม่ใช่เพราะเพื่อตัวของฉันเอง...
    แต่เพื่อตัวของพวกเขาต่างหาก....

    “นายไม่ต้องมาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลยหน่าบาฮามุท! มัน..ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ! ดัสก์เขาอาจจะพูดข่มขู่ให้พวกเราเสียกำลังใจก็ได้!” ฉันเงยหน้ามองบาฮามุทด้วยสายตาและน้ำเสียงนิ่งๆ ที่ฉันเสกสรรปั้นมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาไม่รู้หรอกว่าในใจของฉันในตอนนี้กำลังกรีร้องอย่างสิ้นหวังอยู่....

    “เจ้าโกหกอีกแล้ว...” บาฮามุทเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไร้อารมณ์ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินโทนคำพูดแบบนี้จากปากของเขา ราชามังกรมองหน้าฉันอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะปล่อยมือของฉันและเดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งให้ฉันและเบลดยืนนิ่งอยู่แบบนั้น

    “เกิดมาข้าก็เพิ่งเห็นเจ้ามังกรนั่นเป็นแบบนี้... แปลกใจเสียเหลือเกิน” เบลดพูดเรียบๆ พลางกอดอกมองไปที่แผ่นหลังของบาฮามุทที่กำลังเดินจากไป ฉันไม่ได้พูดอะไรออกมาก่อนที่มังกรนักดาบตัวสีน้ำเงินจะถอนหายใจและพูดออกมาอีกรอบ “ข้ารู้เรื่องที่เจ้ากำลังปิดบังอยู่นะริวฮานะ...”

    “!!” ชั่ววินาทีที่ฉันได้ยินคำพูดจากปากของเขา หัวใจของฉันก็แทบจะหยุดเต้นไปในทันที นี่เขากำลังล้อเล่นอยู่ใช่มั้ย.. เขารู้แล้วหรอว่าฉันกำลังปกปิดเรื่อองะไรเอาไว้...

    “ไม่ต้องตีหน้าเซ่อหรอกริวฮานะ.. ข้ารู้ตั้งแต่ก่อนการประลองนั่นแล้ว...”

    “นายรู้ได้ไง.. อัลเฟรดเล่าให้นายฟังหรอ...?” ฉันตะล่อมถามอย่างสงสัยและหวั่นๆ เขาพยักหน้าตอบกลับมาและไม่ได้มองหน้าของฉันแต่อย่างใด มาถึงวินาทีนี้ฉันก็คงไม่สามารถปิดบังอะไรเบลดได้อีกแล้วสินะ.. ฉันอุตส่าห์บอกอัลเฟรดไปแล้วนะว่าอย่าไปบอกใคร.. ทำไมเขาถึงปริปากบอกไปนะ..

    “ไม่ใช่แค่ช้าหรอกนะที่รู้เรื่อง โอราเคิลและพวกเซเบอร์เองก็รู้แล้วเช่นกัน.. มันถึงเป็นที่มาของการประลองระหว่างข้ากับบาฮามุทยังไงล่ะ เพราะข้าต้องการทดสอบเจ้าบาฮามุทว่าสมควรที่จะอยู่เคียงข้างเจ้ามากพอหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้วข้ารู้ว่าเจ้าราชาติ๊งต๊องนั่นรักเจ้าเสียยิ่งกว่าอะไร จริงมั้ย... และหมอนั่นก็เป็นคนเดียวที่ยังไม่รู้เรื่องที่กำลังปกปิดอยู่... ข้าเองก็ยังไม่ได้บอกเขา”

    น่าแปลกที่ว่าจากความสิ้นหวังในหัวใจมันค่อยๆ ดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ฉันมองหน้าของเบลดอย่างประหลาดใจซึ่งเขาไม่ได้สบตาของฉันแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวอีกทีวินาทีต่อมาฉันก็เผลอยิ้มออกมาซะอย่างนั้น ฉันไม่รู้ว่าฉันยิ้มเพราะอะไรกันแน่... อาจจะเป็นเพราะเขาปกปิคความลับของฉันไม่ให้บาฮามุทรู้ละมั้งเพราะเขาจะเป็นคนสุดท้ายจริงๆ ที่จะรู้ความลับนี้.. เพราะแน่ล่ะถ้าหากเขารู้เข้าล่ะก็เขาคงไม่ต่อสู้กับพวกจักรวรรดิแน่นอน.. เขาเป็นพระราชาแห่งอเล็กซานเดรีย.. ส่วนฉันเป็นแค่บุคคลภายนอกที่ถูกสร้างและถูกส่งมายังโลกแห่งนี้เท่านั้น เขาต้องแยกแยะความถูกต้องระหว่างโลกของเขาและคนภายนอกอย่างฉัน

    แต่อีกใจนึงมันก็เศร้าเสียเหลือเกินที่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องโกหกเขาแบบนี้.. ยิ่งเขาทำหน้าแบบนั้นก่อนเดินจากไปยิ่งทำให้หัวใจของฉันเหมือนถูกโซ่ตรวนตรึงเอาไว้จนมันจะขาดเสียให้ได้

    “รีบกลับกันได้แล้ว ป่านนี้พวกโอราเคิลคงเป็นห่วงเจ้าแล้วล่ะ อีกอย่างเราต้องรีบไปเตือนเมลล์ด้วย..” เบลดพูดอีกครั้งหนึ่งก่อนจะออกเดินนำหน้าฉันไป ฉันชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินตามหลังเขาไปติดๆ มุ่งตรงสู่ค่ายดราก้อนแฟงก์

    บางเวลาต่อมา

    “อย่างนั้นรึ...” เมลล์เอ่ยด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด พวกเราทั้งหมดไม่ได้พูดอะไรต่อ ฉันพยักหน้าพลางมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก พวกเราทั้งหมดรายงานเรื่องที่ฉัน บาฮามุท และเบลดไปพบกับดัสก์และดราโก้กลางป่า หัวหน้าค่ายดราก้อนแฟงก์มีสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมากพลางัดเล็บของตัวเองอย่างใช้ความคิด

    “หากเป็นอย่างที่พวกเจ้าว่าจริง แบบนั้นมันคือวิกฤติของพวกเราทั้งหมด พวกเราไม่มีทางเตรียมตัวทันอย่างแน่นอน... เวลาแค่สามวัน พวกเราจะไปเตรียมตัวอะไรทันล่ะ?”

    “มันน่าจะมีหนทางในการสู้กับพวกจักรวรรดิสิหน่า...” เบลดเอ่ยพลางใความคิด แต่ทว่าเมลล์กลับทุบโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างหัวเสียพลางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับสีหน้าของคนยอมแพ้

    “มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะชนะจักรวรรดิในเวลานี้! พวกเมืองต่างๆ ที่พวกเจ้าไปขอความช่วยเหลือต่างก็ถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว ชะตากรรมของพวกชาวเมืองและทหารพวกนั้นข้าก็ไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังคิดจะสู้อยู่อีกหรือไง.. พวกเราในตอนนี้เหมือนลูกไก่ในกำมือของพวกมันไม่มีผิด.. รอคอยความตายเท่านั้น..”

    สิ้นคำพูดของมังกรตัวสีเหลืองทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบทันที ไม่มีใครพูดจาทั้งสิ้น ฉันมองหน้าของมังกรทุกตัวเผื่อว่าจะมีใครสักคนที่จะพูดและเสนอความคิดในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ แต่ว่าไม่มีใครเสนอความเห็นใดๆ ออกมาทั้งสิ้น อัลเฟรดเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเช่นเดียวกับคนอื่น เบลดที่เคยเสนอแผนการต่างๆ ก็หลบสายตาทุกคน โอราเคิล ยูเมและเซเบอร์ต่างมองหน้ากันและส่ายหน้าไปมาอย่างสิ้นหวัง นี่มันจะจบลงเพียงเท่านี้หรือไงกันนะ...

    “ถ้าเราฉวยโอกาสโจมตีก่อนล่ะ...” อยู่ดีๆ ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงของราชามังกรนามบาฮามุทก็ดังขึ้นมา พวกเราทุกคนมองหน้าเขาเป็นสายตาเดียวกัน เขากำลังนั่งอยู่บนลังไม้มุมห้องด้วยสีหน้าที่กำลังคิดบางอย่างอยู่ “พวกเราไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันนั้น แต่พวกเราชิงลงมือก่อน.. ไอ้พวกน่าโง่นั่นเป็นฝ่ายมาบอกเองด้วยว่าจะเริ่มบุกมาหาพวกเราในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ถ้าเราชิงลงมือในขณะที่พวกมันกำลังเตรียมตัวล่ะ.. เราอาจจะมีสิทธิชนะก็ได้!”

    “เจ้าว่ายังไงนะ?” เมลลืเอ่ยถามเขาอีกครั้งอย่างสงสัย พวกเราเองก็สงสัยในแผนการของเขาเช่นกัน

    “ก็ง่ายๆ พวกเราแค่จัดการไปถล่มมันก่อนยังไงล่ะ ไม่ต้องใช้กำลังมากมายก็สามารถทำให้มันเสียหลักได้ ลอบโจมตีพวกมันแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยเอากองทัพหลักมาจัดการซ้ำ แค่นี้พวกมันก็เขวแล้ว!”

    “แต่แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไปหรือเปล่าบาฮามุท...” เบลดเอ่ยถามอย่างชั่งใจและเหล่มองเขาอย่างสงสัย แต่ทว่านัยน์ตาของเบลดกำลังบ่งบอกว่าเขากำลังเห็นด้วยกับแผนการของบาฮามุท ราชามังกรพยักหน้าตอบกลับในทันทีก่อนจะพูดต่อไป

    “ด้วยพลังที่พวกเราได้รับมา ข้าเชื่อว่าพวกเราสามารถทำแผนการครั้งนี้สำเร็จได้ไม่ยาก อีกอย่าง พวกเราก็เพิ่งได้รับพลังใหม่มาด้วย นั่นยิ่งทำให้เราได้เปรียบมากขึ้นกว่าเดิม ดีไม่ดีเจ้าดัสก์อาจจะยังไม่รู้เรื่องของพวกเราก็ได้ จริงมั้ย?” บาฮามุทพูดจบก็มองหน้าพวกเราทุกคนพร้อมกับแสยะยิ้มออกมาอย่างมีชัย ฉันเองก็ลืมนึกไปเสียสนิทเลยว่าพวกเราทั้งหดเพิ่งได้พลังมาใหม่มา ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนทางการชนะของพวกเราก็ได้ แล้วยิ่งเราเป็นฝ่ายเริ่มเกมก่อน
    อะไรๆ ก้อาจจะเป็นไปตามแผนก็ได้

    “แผนนั่นก็ดุเข้าท่าดีอยู่หรอกบาฮามุท แต่แบบนั้นไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือไง” เบลดเอ่ยถามอย่างสงสัย เมลล์เองก็มีท่าทีเห็นด้วยกับคำถามนั่น

    “ถ้าไม่เสี่ยงอะไรสักอย่างแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาล่ะ อย่างน้อยชีวิตมันก็ต้องลองเสี่ยงกันดูสักครั้ง พวกเราผ่านร้อนผ่านหนาวมานักต่อนัก เจออุปสรรคและก็ภัยอันตรายมาก็ตั้งเยอะ ถ้าไม่เสี่ยงเสียตอนนี้สุดท้ายแล้วอเล้กซานเดรียอาจจะเป็นแค่อดีตก็ได้...” บาฮามุทพูดพลางลุกขึ้นยืนและมองหน้าพวกเราอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกำลังดูขวัญและกำลังใจเรา เบลดอึ้งเล็กน้อยกับคำพูดของเขาแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่เขายิ้มและพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั่น โอราเคิลเองที่ตอนแรกมีสีหน้าวิตกกังวลก็เริ่มคลี่ยิ้มออกมาบ้าง พลางพูดจาสรรเสริญบาฮามุทเป็นการใหญ่ ส่วนเจ้าของสัญญาทั้งสามเองก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นกัน แม้แต่อัลเฟรด... ส่วนเมลล์ที่ตอนแรกอาการหนักกว่าใครเพื่อนมาในตอนนี้เขามีท่าทีโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกลับมาวางมาดเช่นเดิม

    “อะแฮ่ม... ถ้าในเมื่อพวกเจ้าตกลงกันเช่นนี้แล้วล่ะก็ พวกเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่!” เมลล์ว่า

    “มันต้องให้ได้อย่างนี้ซิวะ!” บาฮามุทตะโกนออกมาอย่างดีใจพลางมองหน้าทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ฉันเองก็ยิ้มให้กับเขาเช่นกัน แต่ทันทีที่สายตาเขาหันมามองฉันเขาก็เบือนหน้าหนีฉันในทันที.. “ข้าไม่อยากจะมองหน้าคนขี้โกหกเลยวะ...”

    เขาพูดเสียงเบา แต่ทว่าฉันก็ยังได้ยินอยู่ดี.. บรรยากาศกลับมาเงียบลงอีกครั้งหนึ่งและมังกรทั้งหลายต่างก็มองหน้าของฉันและบาฮามุทสลับกันไป ฉันได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้กับพวกเขาแทน เบลดและโอราเคิลเหมือนจะเข้าใจในสถานการณ์เป็นที่สุดเพราะพวกเขารับรู้ถึงความลับของฉันไปแล้ว พวกอัลเฟรดเองก็เช่นกัน

    “อ่าวๆ สามีภรรยาทะเลาะกันหรือไงนิ... แบบนี้มันไม่ดีไม่งามก่อนรบหรอกนา..” เมลล์พูดแซวขึ้นมาพลางหลี่ตามองฉันและบาฮามุทสลับกัน แต่ว่าพวกเราทั้งสองไม่ได้สนใจกับคำพูดนั่น บาฮามุทเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนกุมมือและก้มมองพื้น

    ถ้าหากเลือกได้ฉันก็ไม่อยากจะปิดบังหรือโกหกอะไรเขาหรอก.. แต่เพื่อเล็กซานเดรียและทุกคนแล้ว ต่อให้บาฮามุทจะเกลียดฉันมากแค่ไหน ฉันก็ต้องแบกรับความรู้สึกนั่นและเดินหน้าต่อไป เพราะถึงยังไงฉันก็ต้องเผชิญชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้าอยู่ดี

    ฉันทำใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ปลุกพลังแม็กนัสที่สุสานแห่งผู้ล่วงลับ

    โครมมมมมมมมม!!! ตูมมมมมมมมมมม!

    แต่ในขณะที่บรรยากาศกำลังตรึงเครียดนั่นอง อยู่ดีๆ ก้เกิดเสียงระเบิดดังลั่นขึ้นมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของระเบิดทำเอาฉันเซเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ที่ด้านนอกก็มีเสียงกรีดร้องของเหล่ามังกรทั้งชาวบ้านและทหารดังลั่น นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะ!?

    ปัง!

    ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เสียงเปิดประตูห้องทำงานของเมลล์ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ทหารมังกรนายหนึ่งกำลังมองมาที่เราด้วยสีหน้าที่แตกตื่นพร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมกาย

    “ท่านเมลล์!! พวกจักรวรรดิบุกครับ!!!”

    “ว่าไงนะ!?” พวกเราทุกคนประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันอย่างตื่นตกใจ ความกลัวถามโถมเข้ามาในใจฉันที พวกมังกรทั้งหลายรีบหยิบอาวุธของตนก่อนรีบออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว

    “ไอ้พวกเลวนั่น.. มันชิงลงมือก่อนพวกเราอีกหรือนิ!?” บาฮามุทสบถอย่างหัวเสียพร้อมกับนัยน์ตาที่ลุกวาวอย่างโกรธแค้น เขาเดินออกไปจากห้องทำงานของเมลล์อย่างรวดเร็วพร้อมกับลองเกรสซีฟในมือ เบลดและโอราเคิลมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนจะตามไปสมทบบาฮามุทอย่างรวดเร็ว

    “ให้ตายซิ! เวลาที่พวกเรากำลังมีผนการใหม่ๆ พวกนั้นก็มาทำลายทุกทีซินะ!” เมลล์พูดอย่างหัวเสียเช่นเดียวกันก่อนจะหยิบมีดคู่กายของตนและเดินออกไปพร้อมกับทหารที่เข้ามาเมื่อครู่นี้ บรรยากาศในห้องทำงานจึงเหลือแต่ฉันและพวกของอัลเฟรดเท่านั้น เสียงระเบิดและการต่อสู้ยังคงดังขึ้นมาจากทางด้านนอกอย่างไม่ขาดสาย เสียงกรีดร้องของผู้คนที่กำลังหวาดกลัวทำเอาฉันหดหู่จนบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก

    “ริวฮานะไม่เป็นอะไรนะครับ!?” เซเบอร์เดินตรงเข้ามาถามฉันเป็นห่วง ฉันส่ายหน้าพลางยิ้มบางๆ ให้กับเขา

    “ไม่เป็นไร.. ฉันไม่เป็นไร....”

    “…” ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ยูเมบินขึ้นมามองหน้าฉันอย่างเป็นห่วงเช่นกันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร อัลเฟรดยืนกอดอกพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ คนเดียว...
    นี่ไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาอยู่เฉยแบบนี้.. ฉันต้องรีบออกไปช่วยทุกคน!

    “พวกนายสามคน! รีบอพยพชาวค่ายและชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บออกไปก่อนนะ ฉันจะรีบตามไปสมทบช่วยพวกบาฮามุท!” ฉันเอ่ยปากสั่งเหล่าเจ้าของสัญญาทั้งสาม พวกเขาพยักหน้าตอบรับกันพร้อมเพรียงและออกไปจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว
    ฉันเองก็ช้าไม่ได้แล้วเช่นกัน.. ฉันต้องรีบออกไปช่วยบาฮามุทสู้กับพวกจักรวรรดิแห่งความมืด!

    เวลา ??? ณ ค่ายดราก้อนแฟงก์

    เหล่าทหารกำลังต่อสู้กับพวกมังกรดำของพวกจักวรรดิอย่างสุดความสามารถของตน พวกชาวค่ายและชาวบ้านจากฟาร์มแลนด์ที่ไม่มีทักษะการต่อสู้ก็วิ่งหนีตายกันอลหม่านไปหมด เต็นท์และเสบียงบางส่วนถูกไฟไหม้และมชาวค่ายบางส่วนต่างรีบนำน้ำมาดับไฟ ฉันพยายามมองหาพวกบาฮามุทแต่ก็ไม่มีวี่แววเลย พวกเขาหายไปไหนกันนะ!?

    “พี่สาวช่วยหนูด้วย!!!” เสียงของมิลันดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าของฉัน เธอกำลังวิ่งหนีมังกรดำตัวหนึ่งอยู่สุดชีวิต ฉันเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเธอทันทีก่อนจะร่ายเวทมนต์กำจัดเจ้ามังกรดำนั่น

    Light of Punishment!

    แสงสีขาวสว่าวาบออกมาจากปลายมือของฉันและพุ่งเข้าใส่ร่างของมังกรดำนั่นจนมันแหละสลายกลายเป็นไอในที่สุด มิลันกอดร่างของฉันเอาไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย

    “ไม่เป็นแล้วนะๆ เจ้ามังกรเลวนั่นตายไปแล้ว!” ฉันพูดปลอบใจมิลันเพื่อให้เธอใจเย็นลง มังกรตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมามองหน้าของฉันด้วยนัยน์ตาที่สั่นละลิกก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาแทบจับใจความไม่ได้

    “ยะ..โย..โยชัวร์.. กำลังแย่!”

    “ว่าไงนะ!?”

    “เขากำลังสู้กับพวกมังกรดำนั่นตามลำพัง หนูพยายามเข้าไปช่วยแต่ว่าพวกมังกรดำไล่ตามหนูมา.. นะ..หนู....”

    “เข้าใจแล้ว! มิลันใจเย็นก่อนนะแล้วรีบไปหาที่ปลอดภัยซะ รีบไปหาพวกชาวบ้านคนอื่นๆ ล่ะ!” ฉันพูดอย่างรวดเร็วพลางคลายอ้อมกอดออกจากตัวของเธอ แต่ก่อนที่ฉันจะได้ก้าวเดิน เธอกลับจับชายแขนเสื้อของฉันเอาไว้เสียก่อนพร้อมกับพูดทิ้งท้ายเอาไว้

    “ช่วยปกป้องโยชัวร์ด้วยนะคะ!”

    ฉันไม่ได้ตอบเป็นคำพูดแต่พยักหน้ายิ้มตอบเธอกลับไป มังกรสาวพูดจบก็รีบวิ่งไปหากลุ่มของชาวค่ายคนอื่นๆ ที่กำลังอพยพอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อร่างของเธอหายลับไปจากสายตาของฉัน ฉันก็รีบออกเดินและตามหาโยชัวร์ทันที อย่างน้อยในตอนนี้ก็ขอให้เขาปลอดภัยด้วยเถอะ...

    ตลอดทางที่ฉันวิ่งมาเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร และฉันก็จัดการพวกทหารเลวของจักรวรรดิไปนับไม่ถ้วนเช่นกัน แต่เหมือนว่าพวกมันจะไม่มีท่าทีจะลดลงแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นหัวของฉันในตอนนี้ก็คิดอยู่แค่ว่าโยชัวร์ในตอนนี้อยู่ที่ไหน เขายังเป็นเด็กอยู่เลยแถมต้องมาสู้กับพวกทหารอีก เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ

    “ไปตายซะ!!!”

    เสียงตะโกนของเด็กน้อยดังลั่นขึ้นมาจากทางด้านหน้าของฉันไม่ไกลมากนัก และฉันจำได้ว่ามันเป็นเสียงของโรมิ! ฉันรีบตรงไปยังที่มาของเสียงตะโกนอย่างไม่รอช้า และก็พบว่าโรมิกำลังฟาดฟันกับพวกจักวรรดิอยู่พร้อมๆ กับโยชัวร์ เด็กๆ ทั้งสองต่างรับมือพวกทหารเลวได้อย่างคล่องแคล่วจนฉันตกใจ พวกเขาเก่งขนาดนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ!?

    “เจ้าอย่ามาขวางข้าสิวะ! ข้าเกือบจะฟันหัวเจ้าแล้วรู้มั้ย!?” โยชัวร์ตะหวาดลั่นใส่โรมิในขณะที่กำลังใช้มีดแทงไปที่กลางร่างของมังกรดำตัวหนึ่งก่อนที่มันจะสลายหายไปในอากาศ

    “เจ้านั่นแหละที่มาเกะกะข้า! ตรงนี้ให้ข้าจัดการเองเสียดีกว่า เจ้าน่าจะรีบไปพร้อมกับพวกชาวค่ายที่เหลือได้แล้ว! เด็กน้อยอย่างเจ้าที่มาไกลได้ขนาดนี้ก็เพราะโชคช่วยหรอก!” โรมิพูดสวนกลับไปพลางรับการโจมตีของมังกรดำไว้ได้ ก่อนจะตะวัดดาบทิ้งและแทงไปเข้าที่กลางอกของมัน

    “เจ้าว่าไงนะ!?” โยชัวร์หันไปมองหน้าของโรมิอย่างเอาเรื่อง และโรมิเองก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน ทั้งสองเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกันเอง ฉันกำลังจะเข้าไปห้ามพวกเขาแต่ทว่าสายตาของฉันกลับเหลือไปเห็นมังกรดำสามตัวกำลังพุ่งไปทางเด็กๆ ทั้งสองคนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว และกว่าที่เด็กน้อยจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว...

    “อันตราย!” ฉันตะโกนเสียงลั่นพร้อมกับเสกโล่ห์ป้องกันเด็กๆ ทั้งสองเอาไว้ได้อย่างทันถ่วงที ก่อนจะร่ายเวทมนตร์อีกบทหนึ่งเพื่อปิดบัญชีพวกมัน เด็กๆ ทั้งสองคนปลอดภัยแล้ว “พวกนายทำฉันหัวใจจะวายรู้ตัวมั้ย!?”

    “…ชิ ใครสั่งให้มนุษย์อย่างเจ้ามาสะเออะล่ะ!?” โยชัวร์เบะปากตอบกลับมาหาฉันอย่างไม่พอใจ และนั่นทำให้ฉันถึงกับงงไปในทันที

    “ข้าดูแลตัวเองได้น่ะ เก็บเวทมนตร์ปัญญาอ่อนของเจ้าไว้ดูแลตัวเองเถอะ!” โรมิก็เบะปากพูดใส่ฉันเช่นกัน เพียงแต่ว่าหันไปคนละทางกับโยชัวร์เท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กน้อยทั้งสองจะปากร้ายฟาดเคราะห์เสียขนาดนี้ แต่ว่าก็ทำให้ฉันยิ้มออกมาได้หน่อยนึงเพราะในตอนนี้พวกเขาปลอดภัยแล้ว..

    “เฮ้ย!? อันตราย!!” จู่ๆ สีหน้าของพวกเด็กๆ ทั้งสองก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับตะโกนมาทางฉันอย่างพร้อมเพรียงกัน ฉันแอบตกใจไปชั่วครู่ก่อนจะสัมผัสอะไรบางอย่างจากทางด้านหลังและรีบหันกลับไปมอง

    ร่างของมังกรดำนั่นอยู่ห่างจากฉันไม่ถึงสามสิบเซนติเมตรและมันกำลังจะลงอาวุธมาหาฉัน เด็กๆ ทั้งสองรีบกระโจนมาทางฉันอย่างรวดเร็วแต่เหมือนมันจะสายไปเสียแล้ว ฉันเองก็ร่ายเวทมนตร์ป้องกันไม่ทันแล้วด้วย!

    แสงไฟอันลุกโชติช่วง แปรเปลี่ยนสัตว์วิเศษและกลืนกินผู้หลงผิด! Dragon Flare!!!

    เสียงร่ายคาถาของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับเปลวไฟรูปมังกรที่บินผ่านร่างของมังกรดำที่กำลังจู่โจมฉัน ร่างของมันสลายกลายเป็นละอองไปในชั่วพริบตา เหลือแค่เพียงไอความร้อนจากร่างของมังกรไฟที่เพิ่งบินผ่านฉันไปและค่อยๆ หายไปในอากาศ

    “ฮานะจัง!!?” เสียงของโอราเคิลดังขึ้นมาจากทางด้านบนของฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเขากำลังบินตรงมาทางฉันอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นอะไรนะ!?” ทันทีที่ขาทั้งสองข้างของเขาถึงพื้นเขาก็รีบถามไถ่ฉันทันที

    “ฉันไม่เป็นไร! ขอบคุณที่มาช่วยฉันทันเวลานะ! แล้วพวกบาฮามุทล่ะ!?” ฉันถามโอราเคิลกลับไป และยังไม่ทันที่เขาจะตอบคำถาม เสียงของบาฮามุทก็ดังลั่นขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏตัวของเขาที่พุ่งออกมาจากซากเต็นท์หลังหนึ่ง โดยที่ถือดาบที่เสียบร่างของพวกมังกรดำออกมาด้วยประมาณสี่ตัวถึงจะได้ ก่อนจะไปเสียบไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ร่างของมังกรนั่นร้องโหยหวนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสลายหายไปจากดาบของเขา

    “ไอ้พวกเวรตะไลเอ้ย! ดาหน้ากันเข้ามาเลย!!” เขาตะโกนลั่นอีกครั้งก่อนจะดึงดาบออกมาจากต้นไม้และมองหาพวกมังกรดำ

    “ใจเย็นหน่อยก็ดีบาฮามุท...” เบลดบินลงมายืนข้างๆ บาฮามุท พร้อมกับเก็บดาบลงฟักของตน เหมือนกับว่าเขาเพิ่งจัดการเหล่ามังกรดำนั่นมาเสร็จมาดๆ

    “ใจเย็นไปตอนนี้มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ!” บาฮามุทว่าพร้อมกับเล็งดาบไปที่เบลดอย่างเอาเรื่อง

    “งั้นก็จงระวัง!” เบลดเองก็ตั้งท่าชักดาบออกมาจากฟักของเขาเช่นกัน นี่เวลาแบบนี้เขากำลังจะทะเลาะกันอยู่อีกหรือไงกัน!?

    “พวกนาย!!!” ฉันตะโกนลั่นและตั้งท่าจะเข้าไปห้ามทั้งสอง แต่โอราเคิลกลับห้ามฉันเอาไว้เสียก่อนพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า

    “พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกันหรอก... ดูดีๆ ซิ!” โอราเคิลว่าพลางชี้ไปที่เบลดและบาฮามุทที่กำลังตั้งท่ากันอยู่ ฉันละสายตาจากโอราเคิลก่อนจะหันไปมองมังกรเจ้าอารมณ์ทั้งสองอีกครั้ง พวกเขาพุ่งผ่านซึ่งกันและกันไปก่อนจะลงอาวุธไปยังมังกรดำที่อยู่ทางด้านหลังของอีกฝ่าย

    “กระจอกสิ้นดี!” บาฮามุทกล่าวพร้อมกับสะบัดดาบเก็บเข้าปลอกของตน

    “พวกหมาลอบกัด...” เบลดเองก็เช่นกัน พร้อมกับเก็บดาบลงฟักของตนบ้าง มังกรทั้งสองหันมามองหน้ากันพร้อมกับแสยะยิ้มให้และกำหมัดชนกันซึ่งฉันไม่เคยเห็นพวกเขาทำแบบนี้เลยตั้งแต่เดินทางมาด้วยกัน สร้างความแปลกใจให้ฉันนิดหน่อย โอราเคิลมองทั้งคู่พร้อมกับยิ้มออกมาบางๆ

    “โห...” เด็กๆ ทั้งสองที่อยู่ด้านหลังของฉันต่างอ้าปากหวออย่างอึ้งๆ พร้อมกับจับจ้องมองไปที่บาฮามุทและเบลดโดยไม่ละสายตา ท่าทางพวกเขาจะตื่นตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เป็นอย่างมาก
    พวกเขาต่างรู้หน้ารู้ใจกัน และทำงานเป็นทีม.... นี่แหละสิ่งที่พวกเราทั้งหมดต้องการในช่วงเวลาแบบนี้

    “ฮะ...!” แต่ในขณะนั้นเองจู่ๆ โอราเคิลก็อุทานร้องขึ้นมาอย่างตกใจพร้อมกับมองไปรอบๆ ฉันงุนงงกับท่าทีของเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนท่ะเข้าใจกระจ่างแจ้งในทันทีกับเสียงร้องอุทานของเขา

    พรึ่บๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

    ร่างของพวกมังกรดำนับร้อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมารายร้อมพวกเราเต็มยั้วเยี้ยไปหมด พวกเราทั้งหมดต่างรีบกรูเข้ามาหากันอย่างรวดเร็วและตั้งท่าพร้อมสู้อีกครั้ง แต่เหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเหนื่อยเอาการแน่ๆ เพราะพวกมันโผล่ออกมาแทบจะนับจำนวนไม่หวาดไม่ไหว นี่พวกมันต้องการอะไรกันแน่.. ต้องการจำกัดเราให้สิ้นซากตอนนี้เลยหรือ.. แล้วสิ่งที่ดัสก์พูดก็คือเรื่องโกหกที่ทำให้เราระแวงจนลืมป้อมกันตัวเองแบบนี้หรือ....

    มันไม่ใช่เวลาจะมาคิดแบบนี้! อย่างน้อยพวกเราต้องฝ่าฟันสถานการณ์หน้าซื่วหน้าขวานนี่ไปให้ได้เสียก่อน

    “โธ่เว้ย! พวกมันนี่ไม่เคยหมดไปจากดินแดนเราเลยใช่มั้ย!?” บาฮามุทเอ่ยตะโกนลั่นอย่างหงุดหงิดพลางมองตรงไปที่เหล่ามังกรดำที่กำลังล้อมเราอยู่

    “อย่าประมาทล่ะ... ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย...” เบลดเอ่ยขึ้นมาพลางมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง

    “อะฮ่าๆๆๆ เจ้าป่วยหรือไงเบลดถึงบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยดี!?”

    จู่ๆ เสียงหัวเราะแหลมอันน่าเกลียดก็ดังขึ้นมาจากฝูงมังกรดำเบืองหน้าของเรา และนั่นทำเอาฉันรู้สึกชาวาบไปในทันที เบลดเองก็คงจะรู้สึกเดียวเช่นกับฉัน

    เขารีบหันไปมองที่ต้นตอของเสียงพร้อมกับเล็งดาบของตนไปที่ทิศทางนั้น เสียงเราะแบบนี้ฉันจำได้..เสียงที่แสนน่าเกลียดน่ากลัวและกระหายความตาย....
    มังกรตัวสีเทาพร้อมกับเคียวสีส้มประจำกายของมันเดินฝ่าฝูงมังกรดำและมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของพวกเราทุกคน ทั้งฉันและพวกบาฮามุทต่างตื่นตะลึงทันทีเมื่อเห็นมังกรตัวสีเทาตรงหน้า... ไม่จริงใช่มั้ย... ไหนเบลดบอกว่าเขากำราบมันไปแล้วไม่ใช่หรอ!?

    “ฟะ....ฟีนด์!?” เบลดเอ่ยชื่อของมังกรตัวตรงหน้าอย่างสั่นเครือและไม่เชื่อในสายตาตัวเอง เจ้าฟีนด์ตรงเบื้องหน้าเรามองหน้าของพวกเราทุกคนไปมาก่อนจะหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง

    “ฮ่าๆๆๆๆๆ ดูหน้าของพวกแกในตอนนี้ซิ!? เหมือนพวกมดแมลงที่กำลังแตกตื่นยังไงไม่รู้วะ ฮ่าๆๆๆ!!!!!”

    “แกน่ะจะตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง!? ทำไมแกถึง....!?”

    “ทำไมพวกท่านทำตัวห่างเหินกับพวกเราเช่นนี้ล่ะ เราเป็นเพื่อนกันมิใช่หรือไง หึๆ” เสียงของมังกรอีกตัวหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังของฟีนด์ และคราวนี้เสียงของมังกรตัวนั้นทำโอราเคิลตกใจเช่นเดียวกับเบลดบ้าง ฉันเองก็จดจำเสียงนั่นได้เช่นกัน มังกรตัวสีขาวใส่ผ้าคลุมยาวเดินออกมาจากเงามืดทางด้านหลังของมังกรถือเคียว มันโค้งให้กับพวกเราอย่างมีมารยาท แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายปรากฏอยู่

    “วะ...ไวซ์อย่างนั้นรึ!?” โอราเคิลเอ่ยชื่อของมังกรตัวนั้นอย่างสั่นเครือ มังกรตัวสีขาวเมื่อได้ยินเรียกชื่อแบบนั้นก็มีท่าทีดีใจไม่ใช่น้อย เหมือนมันกำลังพออกพอใจกับท่าทีของมังกรจอมเวทย์เป็นอย่างมาก

    “ท่านทำเอาไว้แสบมากนะ ท่านนักปราชญ์ มาคราวนี้ถึงเวลาที่ข้าจะกำราบท่านบ้างล่ะ...”

    “แหมๆ มีงานเลี้ยงไม่เคยจะบอกข้าเลย...” หลังจากไวซ์พูดจบก็มีเสียงของใครอีกคนดังขึ้นมาบ้าง แต่ทว่าคราวนี้กลับเป็นเสียงของผู้หยิง ที่พื้นใกล้ๆ กับที่พวกฟีนด์ยืนอยู่มีแอ่งน้ำสีดำปรากฏขึ้นมาก่อนจะมีร่างของมังกรตัวสีม่วงพร้อมกับมังกรใส่หน้ากากกะโหลกอีกตัวปรากฏขึ้นมา มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ!!? มัน....!

    “ลอเร็นซ์....ละ..แล้วก็...คราโด้.. ไม่สิ... ดันเต้.. อย่างนั้นหรอ..” ฉันเอ่ยชื่อมังกรผู้มาใหม่อย่างตะกุกตะกักและหวาดกลัว มังกรทุกตัวที่ปรากฏขึ้นมานี่เป็นมังกรทาสรับใช้ของดัสก์ที่พวกบาฮามุทเอาชนะไปแล้วนิ แล้วทำไมพวกนี้ถึงกลับมาอยู่ที่นี่ได้..

    “ไอวิญญาณนั่น...” โอราเคิลเอ่ยขึ้นมาเบาๆ พลางจ้องเขม็งไปที่พวกมังกรวายร้ายตรงหน้า ที่ร่างกายของพวกนั้นมีไออะไรบางอย่างลอยออกมา และไอนั่นทำให้ฉันรู้สึกกดดันและหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ

    “ไอ้พวกบ้านั่นควรจะตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง!?” บาฮามุทตะโกนลั่นอย่างงงงวยแต่ว่าดาบยังคงเล็งไปที่พวกนั้นอยู่

    “มันน่าจะเป็นเวทมนตร์สกปรกของเจ้าดัสก์นั่นแน่นอน..” เบลดเอ่ยขึ้นมาและยังไม่ละสายตาไปจากพวกนั้นเช่นกัน

    “เวทมนตร์ชุบชีวิตยังไงล่ะ...” โอราเคิลเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “พวกนั้นได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจากเจ้านายของพวกมัน เวทมนตร์ชุบชีวิตเป็นเวทมนตร์ชั้นสูงที่ไม่ใช่จอมเวทย์ทั่วไปจะทำได้เลยด้วยซ้ำไป... ยิ่งชุบชีวิตแค่มังกรตัวเดียวก็ปานจะกลืนกินแล้ว นี่ชุบชีวิตมาทั้งหมดนี่มันไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ...” โอราเคิลอธิบายให้พวกเราทั้งหมดฟังด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด

    “สมกับเป็นนักปราชญ์แห่งอเล้กซานเดรียที่รู้เรื่องเวทมนตร์ชุบชีวิตนะขอรับ.... ข้าล่ะอิจฉาในภูมิปัญญาและความรู้ของท่านเสียเหลือเกิน” ฟีนด์เอ่ยพร้อมกับปรบมือให้กับโอราเคิลอย่างชื่นชม แต่ว่ามันเป็นคำชมที่ออกมาจากปากของศัตรูเลยทำให้มันไม่น่ายินดีที่จะรับเสียเท่าไหร่

    “พวกแกมาที่นี่เพื่อต้องการอะไรกันแน่!?” บาฮามุทตะโกนถามพวกมังกรพวกนั้นกลับไป

    “หึ...ยังจะถามอีกรึ!? พวกเรามาที่นี่เพื่อมากระชากหัวของแกหลุดออกจากบ่ายังไงล่ะ!!!” ฟีนด์ตะโกนเสียงลั่นและมันไม่รอช้าที่จะควงเคียวของตนและพุ่งมาหาพวกเราทันที แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวของพวกเราคนใดคนหนึ่ง จู่ๆ ที่ขาของมันมีเถาวัลย์สีดำรัดเอาไว้แน่นจนมันขยับไปไหนไม่ได้

    “กะ...แก! ลอเร็นซ์!? แกทำอะไรน่ะ!!?” ฟีนด์ตะโกนหันไปก่นด่าพวกพ้องของมัน แต่ทว่าคนที่โดนด่าอย่างลอเร็นซ์กลับไม่รู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น มันส่ายหัวไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับท่าทีของฟีนด์

    “แกนี่มันเลือดร้อนไม่เคยเปลี่ยนเลยนะฟีนด์ ลืมคำสั่งของมาสเตอร์ไปแล้วรึไงกันน่ะ...”

    “…”

    “ฆ่า.... ข้าอยากฆ่า....” เสียงของดันเต้ดังออกจากหน้ากากหัวกะโหลกของมัน ลอเร็นซ์ลูบหัวและยิ้มให้กับมันอย่างอ่อนโยน

    “ใจเย็นๆ ก่อนที่รัก ใจเย็นๆ...”

    “…”

    “พวกเรามาในคราวนี้เพื่อมาเตือนพวกแกทั้งหลายยังไงล่ะ ว่าสงครามครั้งสุดท้ายน่ะกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเพื่อมาประกาศชัยชนะแก่จักวรรดิแห่งความมืด”

    “แกว่าไงนะ!?” บาฮามุทกัดฟันตอบกลับไปเมื่อได้ยินดังนั้น

    “อย่างที่ลอเร็นซ์บอกนั่นล่ะ พวกเราไม่ได้มีเจตนามาจัดการกับพวกท่านแต่อย่างใด เพราะเดี๋ยวยังไงพวกเราก็ต้องต่อสู้กันอยู่ดีในสงครามที่กำลังจะเริ่มต้น
    ขึ้น ในฐานะหมากของเจ้านายของตน... มาสเตอร์ของข้าและก็ยัยเด็กสาวน่าสมเพชที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่าน...” ไวซ์เอ่ยพลางชี้นิ้วมาทางฉัน ฉันรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เมื่อได้ยินคำพูดดูถูกของไวซ์นั่น

    “พวกบาฮามุทไม่ใช่หมากของฉันหรืออะไรทั้งสิ้น พวกเขาเป็นเพื่อนของฉัน! เป็นพวกพ้องที่ฉันรักมากที่สุด!” ฉันตะโกนกลับไปอย่างสุดเสียง

    “โห... ช่างเป็นคำพูดที่ชวนอ๊วกเสียเหลือเกิน แต่เจ้าจะพูดแบบนี้ได้ในตอนจบของสงครามหรือเปล่า นั่นคือประเด็นที่ข้าสงสัย...” ไวซ์สวนคำพูดกลับมาอย่างเรียบๆ แต่ว่าทำเอาฉันถึงกับหุบปากได้ในทันที ฉันเกลียด...เกลียดคำพูดนี่เสียเหลือเกิน “เอาล่ะ... พวกเราขอตัวลาก่อนล่ะกัน เก็บแรงของพวกท่านเอาไว้สำหรับวาระสุดท้ายด้วยล่ะกัน เพราะในสงครามมันจะไม่เหมือนกับการต่อสู้ที่ผ่านๆ มานะขอรับ..”

    “…”

    “ท่านนักปราชญ์ เราจะได้ประลองเวทมนตร์กันครั้งสุดท้ายแล้ว มาวัดกันสิว่าใครจะเป็นจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอเล็กซานเดรีย..”

    “…” โอราเคิลไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่มองหน้าของไวซ์นิ่งๆ มังกรตัวสีขาวหม่นหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งก่อนจะอันตธานหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแต่เสียงหัวเราะโหยหวนน่ากลัวของมัน

    “เบลด! คราวหน้าหัวของแกจะต้องเป็นของข้าและแกจะได้ตายตามน้องชายสุดที่รักของแกไ!” ฟีนด์ว่าพลางเก็บเคียวของตนและหายตัวตามไวซ์ไปติดๆ มังกรตัวสีน้ำเงินนัยน์ตาสีฟ้ากำหมัดแน่นอย่างเคียดแค้นเมื่อได้ยินคำพูดของฟีนด์

    “เราจะได้เห็นดีกัน.. ฟีนด์” เบลดพูดกัดฟัน

    “แหม...ท่าทางงานเลี้ยงมาถึงการแสดงชุดสุดท้ายแล้วสินะ...หึๆ ไปเตรียมตัวกันเถอะที่รัก...” ลอเร็นซ์ยิ้มอย่างมีเลศนัยน์พร้อมกับมองมาที่เราก่อนจะจับใบหน้าของดันเดต้และหายตัวไปพร้อมๆ กัน พวกมังกรดำที่เคยรายล้อมพวกเราอยู่ก็ค่อยๆ สลายหายไปทีละตัวสองตัว จนกระทั่งหายไปจากสายตาของพวกเราทั้งหมด เหลือแค่เพียงเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในค่าย

    “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!? แล้วไอ้มังกรพวกนั้นมันเป็นใคร ทำไมข้าไม่เคยเห็นพวกนั้นมาก่อน!!” เสียงของโยชัวร์ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน ฉันเกือบลืมไปเลยว่ามีเด็กๆ ทั้งสองคนกำลังยืนมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมด

    “มันไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะมาตอบคำถามของเจ้าในตอนนี้ พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างพวกเปลวไฟที่กำลังเผาค่ายอยู่” เบลดเอ่ยขึ้นมาพลางเก็บดาบและมองไปที่ไฟที่กำลังลามอยู่ในค่าย

    “เดี๋ยวข้าจัดการเอง!” โอราเคิลพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และตั้งท่าร่ายเวทมนตร์ในไม่ช้า “โอเสียงสวรรค์จากท้องฟ้าผู้ปราณี โปรดโปรยฝนแห่งการชำระล้างลงมาบัดนี้! Raining Drop!

    เมื่อโอราเคิลท่องคาถาเสร็จ จู่ๆ ก็เกิดสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่น่าแปลกที่ว่าสายฝนนั่นไม่ได้หนาวเย็นแต่อย่างใด แต่มันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เปลวไฟที่กำลังลุกท่วมอยู่ในค่ายเมื่อถูกสายฝนที่โอราเคิลอัญเชิญออกมาก็มอดลงไปอย่างรวดเร็ว จนเหลือแต่ควันขี้เถ้าและเศษซากของความเสียหายเท่านั้น อย่างน้อยพวกเราในตอนนี้ก็ปลอดภัยแล้ว...

    แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเราจะปลอดภัยหรือเปล่า พวกเราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้อีกแล้วก็เป็นได้

    “แกหายหัวไปของแกวะ...” ท่ามกลางสายฝนที่กำลังเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย จู่ๆ บาฮามุทก็พูดออกมาเบาๆ พลางกำหมัดแน่น พวกเราทั้งหมดหันไปมองเขาเป็นสายตาเดียวกัน

    “เจ้ากำลังพูดถึงใครน่ะบาฮามุท?” เบลดถามเขา ราชามังกรหันหน้ามามองพวกเราทุกคนด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเจ็บใจ

    “ไอ้บาล๊อกนั่นยังไงล่ะ ทีไอ้พวกเวรตะไลนั่นยังถูกชุบชีวิตกลับมาได้ แล้วไอ้บาล๊อกนั่นมันหายหัวไปไหนกัน!? ข้ายังไม่ได้ตัดสินให้รู้ดำรู้แดงกันเลย!”
    จะว่าไปมันก็จริงของบาฮามุท ถ้าพวกฟีนด์ถูกชุบชีวิตกลับมาหมดแบบนี้ แล้วบาลีอกทำไมไม่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับพวกนั้นด้วยล่ะ ฟรือว่าเจ้าดัสก์เลือกที่จะไม่ชุบชีวิตเขาเพราะบาลีอกทรยศต่อเขาและมาบอกข่าวของพวกจักวรรดิให้กับฉัน....
    เจ้าบาล๊อกเองก็ไม่ได้เป็นมังกรเลวแบบพวกฟีนด์เสียด้วย...

    “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งห่วงการตัดสินของเจ้าเลย รีบไปสำรวจความเสียหายในค่ายและก็ช่วยคนอื่นก่อนดีกว่า” เบลดเสนอความคิดก่อนจะพุ่งตรงไปยังตัวค่ายที่เสียหายอย่างรวดเร็ว โอราเคิลเองก็รีบตามไปติดๆ มังกรเด็กสองคนมองหน้ากันอย่างงุนงงก่อนจะรีบวิ่งตามโอราเคิลไป เหลือเพียงแค่ฉันกับบาฮามุทเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งอยู่

    “นายไม่เป็นอะไรนะ” ฉันเงยหน้ามองเขาพลางถามอย่างเป็นห่วง บาฮามุทหันมาสบสายตาฉันชั่วครู่ก่อนจะละสายตาไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

    “ข้าไม่อยากจะคุยกับคนขี้โกหกหรอกนะ!” เขาพูดพลางเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้พูดอะไรกลับไปพลางมองแผ่นหลังของเขาที่ไกลออกไปเรื่อยๆ คำพูดนั้นมันช่างเจ็บปวดเสียเหลือเกิน...

    แต่ปล่อยไว้แบบนี้ล่ะดีแล้ว เขาอาจจะเกลียดฉันไปแล้วก็ได้

    วินาทีนั้นฉันก้มมองสร้อยข้อมือที่บาฮามุทมอบให้ฉันเป็นของหมั้นการแต่งงานของพวกเรา แค่เพียงมองที่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดและจุกอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว....

    “แบบนี้แหละดีแล้วริวฮานะ.. อดทนเอาไว้นะ เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็...” ฉันพูดกับตัวเองพร้อมกับเสียงที่ขาดห้วงไป ฉันพูดไม่ออก...เมื่อนึกถึงตอนที่ทุกอย่างจบลง เขาจะทำหน้าเช่นไร..ทุกคนจะทำหน้าเช่นไรกันนะ

    บางเวลาต่อมา

    พวกเราทั้งหมดสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในตัวค่ายของดราก้อนแฟงก์ ซึ่งถือว่าโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ว่าทหารบางส่วนก็อาการสาหัสเอาการอยู่ อาจจะไม่พร้อมกับการรบที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆ สเบียงที่เกือบทั้งหมดที่เคยเก็บกักตุนไว้วอดวายไปกับเปลวไฟที่เผาผลาญค่าย เต็นท์ในค่ายเกินครึ่งเหลือแต่ขี้เถ้าและไม้ค้ำที่ดำเป็นเตาถ่ายเท่านั้น สายฝนที่โอราเคิลอัญเชิญมาในตอนนี้ได้หยุดลงไปแล้ว แต่ว่าความเศร้าสลดที่เกิดขึ้นภายในค่ายไม่ได้
    หายไปกับสายฝนนั่น

    “แผนที่เราตั้งใจเอาไว้.. กลับโดนมันเอาไปใช้เล่นงานพวกเราเสียอย่างนั้น..” เมลล์เอ่ยขึ้นพลางมองบรรยากาศค่าย พวกเราทั้งหมดในตอนนี้อยู่ในห้องทำงานของเมลล์ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้มากนักเพื่อปรึกษาหารือหาทางออกของปัญหา

    “พวกเราในตอนนี้ต้องตั้งหลักกันใหม่... พวกทหารบางส่วนก็บาดเจ็บสาหัสเกินกว่าที่จะรบต่อไปได้” เบลดเอ่ยขึ้น เขากำลังนั่งอยู่บนลังไม้ไม่ห่างจากฉันมากนักโดยมีเซเบอร์นั่งอยู่บนหัว

    “ตั้งหลักอะไรล่ะเบลด.. พวกเราในตอนนี้แทบจะไม่เหลืออะไรแล้วนะ” เมลล์หันกลับมาพูดกับเบลดด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง นัยน์ตาของเขาแสดงให้เห็นถึงความท้อแท้อย่างเห็นได้ชัด เห็นแล้วมันชวนให้เศร้ามากขึ้นกว่าเดิม

    “แต่เราก็นั่งนิ่งนอนใจไม่ได้นะครับ เพราะถ้าหากเรานิ่งอยู่แบบนี้ มันก็เท่ากับว่ากาลอวสานของอเล็กซานเดรียกำลังมาเยือน!” โอราเคิลพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีร้อนรน แต่เหมือนเมลล์กลับส่ายหัวไปมาอย่างสิ้นหวังก่อนตอบกลับมา

    “เรายังทำอะไรได้อีกรึ..ในสถานการณ์แบบนี้”

    “...” ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก บรรยากาศในตอนนี้ชวนสิ้นหวังและหมดทางออกอย่างถึงที่สุด ต่อให้พวกบาฮามุทจะได้รับพลังมาใหม่ก็เถอะ แต่ว่าพวกเขาจะรับมือพวกฟีนด์ที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ได้หรือเปล่า ฉันเองก็อาจจะทำอะไรไม่ได้มากเสียด้วย เพราะแค่ดูแลตัวเองและพวกบาฮามุทในตอนนี้ก็หืดขึ้นคอแล้ว...

    “หึ..งั้นก็เชิญเจ้าสิ้นหวังต่อไปเถอะ!” จู่ๆ บาฮามุทที่ยืนพิงกำแพงอยู่ในมุมห้องก็สบถในลำคอขึ้นมาอย่างสมเพช พลางพูดจาถากถางใส่เมลล์และเดินตรงมาหาเขาอย่างเอาเรื่อง “คนที่เป็นถึงหัวหน้าค่ายกลับมีความคิดที่ขี้ขลาดแบบนี้อย่ามานำเหล่าทหารที่พร้อมจะรบดีกว่า!”

    “บาฮามุท!” ฉันหันไปตะคอกใส่บาฮามุทเพื่อเตือนคำพูดของเขาเพราะมันรุนแรงเสียเหลือเกิน แต่ว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับเสียงของฉันก่อนจะพูดต่อไป

    “ถ้าในเมื่อเจ้าไม่อยากจะสู้ งั้นเจ้าก็นั่งอยู่เฉยๆ ต่อไปแล้วกัน ส่วนข้าจะเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดเอง ใครกันวะที่ครั้งหนึ่งเคยบอกว่าเมื่อทุกอย่างจบลง จะสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์แห่งอเล็กซานเดรีย ฟังแล้วมันน่าสมเพชจริงๆ!”

    “…”

    “จำใส่กะโหลกของแกเอาไว้ด้วยนะเมลล์!” บาฮามุทกระชากคอของเมลล์และเขม่นมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ “คนที่จะเป็นราชาหรือผู้นำคนอื่นน่ะ ความขี้ขลาดต้องไม่มีอยู่ในพจนานุกรมหรือสมองหรอกนะ..!”

    “…” เมลล์ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงแต่หลบสายตาของบาฮามุท ราชามังกรสีขาวมองหน้าของเมลล์อีกครั้งก่อนจะสะบัดมือออกจากคอของเมลล์และเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เบลดแสยะยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเดินตามไปติดๆ โอราเคิลและฉันมองหน้ากันอย่างงุนงงก่อนจะรีบเดินตามไปติดๆ เช่นกัน
    นั่นเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ!?

    “ความขี้ขลาดอย่างงั้นหรอ...” เมลล์พูดกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับมองไปที่ประตูที่พวกบาฮามุทเพิ่งเดินออกไป เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยพาลพบมาก่อน อาจจะเรียกได้เขามืดบอดแปดด้านและไร้ซึ่งทางออก เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดีจนเกิดความกลัว... กลัวที่จต่อสู้แล้วไม่ได้รับอะไรกลับมาเลยนอกจากความพ่ายแพ้และจุดจบของอเล็กซานเดรีย

    “มันเป็นสิ่งที่กำลังกัดกินหัวใจของเจ้าอยู่ยังไงล่ะตอนนี้” เสียงเข้มๆ ของอัลเฟรดดังขึ้นมา มังกรดำร่างเล็กเดินตรงมายังเมลล์ผู้กำลังสับสน

    “กำลังกัดกินหัวใจของข้ารึ...”

    “เพราะเจ้ามัวแต่กลัวและกังวลยังไงล่ะเลยกลายเป็นไอ้ขี้แพ้แบบนี้ จริงอย่างที่ไอ้มังกรน่างโง่นั่นพูด... คำว่าขี้ขลาดมันจะไม่มีอยู่ในพจนานุกรมหรือสมองของคนที่เป็นราชาหรอกนะ...”

    อัลเฟรดมองหน้าของเมลล์อย่างสมเพชก่อนจะเดินออกไปจากห้องทำงานของเมลล์อย่างเงียบงัน....
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  3. #273
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    204
    ยังเขียนอยู่หรอ ย้ายไปลงใน Dek - d เถอะ คนอ่านเยอะกว่านี้ เยอะเลย


    การผจญภัยในโลกปีศาจของผม นิยายแนวแฟนตาซีครับ ลองเข้าไปอ่านได้นะครับ ขอบคุณครับ


  4. #274
    Senior Member
    Join Date
    Jun 2012
    Location
    To LOVEる
    Posts
    743
    แวะมาในรอบปรีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีี -0-

  5. #275
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    247
    Chapter 47 : The Past of the Emperor

    <font size="5"><span style="font-family:century gothic;">
    [OP Theme : Miiro by AKINO From Bless 4 from Kantai Collection Anime Sequel]

    พวกเราที่เหลือเดินตามบาฮามุทที่กำลังมุ่งตรงไปยังที่ไหนสักแห่งอย่างรีบร้อนและไม่ได้หันมาสนใจพวกเราเลย เขากำลังจะไปไหนและกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ
    “เขาจะไปไหนเนี่ย แล้วทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นด้วย!” ฉันบ่นพลางเดินตามเขาไปอย่างไม่ลดละ
    “เดี๋ยวพวกเราก็รู้เองล่ะ” เบลดพูดขึ้นมาเสียงเรียบพลางชี้ไปที่บาฮามุท “เหมือนเขาจะมาถึงจุดหมายแล้ว”
    ฉันหันไปมองตามที่เบลดชี้และพบว่าราชามังกรกำลังเดินเข้าไปในเต็นท์พยาบาลที่มีคนเดินเข้าออกกันจ้าละหวั่น พวกมังกรที่อยู่ด้านหน้าทางเข้ามองบาฮามุทอย่างสงสัยและตกใจ บาฮามุทปัดพวกมังกรที่เดินขวางทางออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ปกติฉันไม่เคยเห็นเขาทำแบบนี้มาก่อนเลย พวกเราทั้งหมดจึงรีบวิ่งเข้าตามเต็นท์พยาบาลไปติดๆ

    ภายในเต็นท์เต็มไปด้วยมังกรที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่เพิ่งจบลง บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อย แต่บ้างก็ถึงกับอาการสาหัสปางตาย เหล่าพยาบาลและพวกชาวบ้านทั้งหลายต่างช่วยเหลือผู้บาดเจ็บกันจ้าละหวั่นโดยไม่สนใจบาฮามุทที่กำลังยืนอยู่กลางเต็นท์เลย พวกเราพยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปแต่ก็ยากเสียเหลือเกินเพราะข้างในนี้มันแออัดจนฉันเริ่มหายใจไม่ออก

    “อ๊าก... อย่าเหยียบเท้าข้าสิ!” โอราเคิลร้องเสียงหลงขึ้นมาทันพลางกระโดดโผลกเผลกอย่างน่าเวทนา

    “พวกเจ้าทั้งหมด....ฟัง!!!!!”

    ท่ามกลางความวุ่นวายนั่นเอง จู่ๆ บาฮามุทก็ตะโกนเสียงลั่นสนั่นเต็นท์จนเกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ทุกคนที่อยู่ในเต็นท์ถึงกับหยุดชะงักลงในทันทีพลางเพ่งมองมาที่บาฮามุทเป็นสายตาเดียวกัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย ราชามังกรมองหน้าของเหล่ามังกรอย่างผ่านๆ ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทั้งหลายต่างเหนื่อยและบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่ผ่านมา แต่ว่าของจริงมันยังไม่เริ่มขึ้นเลย! ข้าอยากจะให้พวกเจ้าทั้งหมดรีบเตรียมตัวกับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า ข้าต้องการให้พวกเจ้ารักษาบาดแผลและการบาดเจ็บให้มากที่สุดและถนอมพลังกายเอาไว้!!”

    “แกบ้าไปแล้วหรือไง!?”

    ในขณะที่บาฮามุทพูดอยู่นั่นเอง จู่ๆ มีมังกรตัวหนึ่งก็โพล่งพูดขึ้นมา มังกรตัวใหญ่ๆ พอกับบาฮามุทเดินเข้ามาหาราชามังกรอย่างไม่เกรงกลัว สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้บาดเจ็บและเต็มไปด้วยผ้าพันแผล แขนข้างหนึ่งของมันก็เข้าเฝือกเอาไว้อย่างไม่เรียบร้อยสักเท่าไหร่

    “....ว่าไง” บาฮามุทเอ่ยกลับไปหามังกรตัวนั้นอย่างเรียบๆ และมังกรตัวนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบาฮามุท ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างลดละก่อนที่เจ้ามังกรที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลจะเอ่ยปากออกมา

    “สภาพของพวกเราในตอนนี้จะไปสู้รบไหวยังไงกัน พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิต มีความคิดและความรู้สึกนะเว้ย! ไม่ใช่เครื่องมือแบบพวกมังกรดำนั่น! เจ้าบ้าหรือเปล่าที่จะให้เรารักษาบาดแผลพวกนี้ภายในสองสามวัน!? เจ้าไม่ได้บาดเจ็บแบบพวกข้านิ!”

    “ใช่! ลองเจ้ามาเป็นแบบพวกเราบ้างมั้ย!?”
    เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นสนั่นภายในเต็นท์ เหมือนกับว่าพวกมังกรทั้งหลายจะไม่พอใจกับคำพูดของบาฮามุทสักเท่าไหร่ พวกเขาทั้งหมดมองหน้าบาฮามุทอย่างมีน้ำโหและไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ทว่าเจ้าราชามังกรทั้งปวงกลับไม่ได้สะทกสะท้านกับเสียงของเหล่ามังกรเสียเท่าไหร่ก่อนจะพูดต่อไป

    “ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้ากำลังบาดเจ็บกันอยู่ แต่หากพวกเจ้ายังเป็นกันแบบนี้เราก็ไม่สามารถต่อสู้กับพวกจักรวรรดินั่นได้แน่นอน! ข้าให้เวลาพวกเข้าพักฟื้นอีก 2 วันแล้วหลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดจะบุกไปถล่มพวกมันกัน!”

    “แกมันเสียสติไปแล้วหรือไงฮะ!? ให้เวลาพวกเรารักษาตัวแค่ 2 วันมันจะไปทันกันได้ยังไง อีกอย่างพวกยุทธโธปกรและเสบียงถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง แล้วแบบนี้พวกเราจะไปสู้กับมันยังไง!?”

    “เลิกทำตัวขี้ขลาดและเลิกบ่นได้แล้ว! พวกเราไม่มีเวลามากที่จะมาโอ๋เจ้าเหมือนเด็กน้อยหรอกนะ!” บาฮามุทพูดประโยคล่าสุดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยความแดกดัน ทำเอามังกรตัวตรงหน้าถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจมากขึ้นกว่าเดิม มันคำรามใส่บาฮามุทเสียงดังลั่นก่อนจะต่อยหน้าของเขาเข้าอย่างจังจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น ฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับร้องอุทานขึ้นมาในทันทีก่อนที่เบลดจะตรงเข้าไปห้ามมังกรทั้งสองเอาไว้อย่างทันถ่วงที

    “ใจเย็นๆ กันก่อนดีกว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะมาทะเลาะกันนะ!” เบลดว่าพลางสบสายตาของมังกรทั้งสอง มังกรที่เพิ่งต่อยบาฮามุทพยายามฝ่าร่างของเบลดไปทำร้ายบาฮามุทต่อ แต่ทว่าเจ้าราชามังกรกลับลุกขึ้นมาพร้อมกับสั่งให้เบลดถอยออกไป เบลดมองหน้าเขาอย่างสงสัยแต่ก็ยอมถอยไปแต่โดยดี ราชามังกรคลำบริเวณแก้มที่เขาถูกชกไปพลางมองหน้าของเจ้ามังกรที่หาเรื่องเขา ฉันเริ่มรู้สึกใจไม่ดีเสียเท่าไหร่เพราะดูจากบาฮามุทที่ฉันรู้จักแล้ว เขาเป็นพวกไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาฟรีๆ แบบนี้แน่นอน

    “ถ้าหากมันทำให้เจ้าพอใจและพร้อมที่จะไปต่อสู้กับพวกจักรวรรดินั่นล่ะก็ เชิญต่อยข้าตามใจชอบเลย ข้าจะไม่สวนกลับแม้แต่สักครั้งเดียวและจะไม่เอาเรื่องเจ้าด้วย!”

    แต่ทว่าฉันกลับเดาผิด... บาฮามุทไม่ได้โวยวายหรืออาละวาดแต่อย่างใด แต่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับบาฮามุทล่ะนี่.. หมัดเมื่อกี้นี้คงทำให้สมองกลับหรือเปล่า!?

    “วะ..ว่าไงนะ!?” มังกรตัวตรงหน้าเมื่อเห็นท่าทีของบาฮามุทกลับทำตัวไม่ถูกไปในทันที

    “อย่างที่ข้าบอก ถ้ามันทำให้เจ้าสบายใจและทำให้เจ้าลุกขึ้นมาสู้กับพวกจักรวรรดิแห่งความมืดอีกรอบ เจ้าก็ซัดข้าให้มอบเสียตรงนี้เลย”

    “…” กลายเป็นว่าทุกคนกลับเงียบและไม่มีใครพูดอะไรต่อ ทุกคนจับจ้องมาที่เหตุการณ์อย่างเงียบงัน บ้างก็มีเหงื่อไหลออกมาอย่างกดดดัน

    “..พวกเรายังจะเอาอะไรไปสู้อีกละ.. พวกเมืองทั้งหลายก็โดนถล่มเละไปแบบนั้นแล้ว” มังกรที่เพิ่งต่อยบาฮามุทไปกำหมัดแน่นพลางกัดฟันพูดจนแทบฟังไม่ออก บาฮามุทมองหน้าของมังกรตรงหน้าชั่วครู่ก่อนจะยื่นมือไปบีบไหล่ของเขา มังกรตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมามองบาฮามุทด้วยน้ำตาที่ไหลเอ่อออกจากดวงตาทั้งสองข้าง

    “ความหวังยังไงละ...”

    “…”

    “ตราบใดที่ยังมีความหวัง พวกเราจงอย่ายอมแพ้เป็นอันขาด... ต่อให้โอกาสมันจะลิบลี่มันมากเสียแค่ไหนก็ขอให้จงสู้ต่อไป เผื่อว่าความหวังที่กำลังลิบลี่นั่น
    จะกลายเป็นแสงสว่างที่นำพาเราไปสู่ชัยชนะในที่สุดยังไงละ!”

    บาฮามุทพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังและดุดัน มังกรตรงหน้าเขาถึงกับตะลึกในสิ่งที่เขาพูดก่อนจะปาดน้ำตาของตัวเองอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาของมันเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในทันที

    “จริงสินะ.. จริงอย่างที่เจ้าบอก มาในตอนนี้ถึงพวกเราถอยไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ลุกขึ้นสู้เสียดีกว่าเพราะเราอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้!”
    คำพูดของทั้งบาฮามุทและมังกรตัวนั้นทำให้ทุกคนในเต็นท์พยาบาลต่างมีสีหน้าที่คลายทุกข์และมีกำลังใจมากขึ้น โอราเคลและเบลดเองต่างตะลึงกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ก่อนที่พวกเขาจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ

    “สุดท้ายแล้วต่อให้เจ้าราชามังกรนี่จะหัวรั้นหัวแข็งโมโหร้ายสักแค่ไหน...”

    “ฝ่าบาทก็เป็นเหมือนกับแสงไฟนำทางให้กับชาวอเล็กซานเดรียที่กำลังหลงทาง”

    “เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมคิดว่าบาฮามุทนี่ก็พูดได้ดีแบบคนอื่นเขาเหมือนกัน ฮ่ะๆ”

    “ฮ่ะๆ แน่นอนจ๊ะเซเบอร์”

    “หึ.. เจ้ามังกรบื้อเอ๊ย!”

    พวกเราทั้งหลายต่างยิ้มให้กับราชามังกรที่ตอนนี้คือความหวังชาวอเล็กซานเดรียและเป็นแสงนำทางสู่ชัยชนะของพวกเราทุกคน ฉันเองก็พลอยมีความสุขไปด้วยเมื่อเห็นเขายอมทำทุกอย่างเพื่อบ้านเกิดที่ตนรักขนาดนี้ ความรู้สึกของฉันที่ต้องการจะปกป้องดินแดนแห่งนี้ยังเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของเขาเลย

    “รีบรักษาเนื้อรักษาตัวพวกเจ้าไว้! เพราะพวกเราอาจจะต้องลุกขึ้นสู้กับพวกจักรวรรดิที่อาจจะเล่นงานเราได้ทุกเมื่อ!” บาฮามุทพูดทิ้งท้ายเสียงดังก่อนจะเดินออกไปจากเต็นท์พยาบาลอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วสิ่งที่เขากำลังทำก็คือเรียกขวัญและกำลังใจให้กับเหล่ามังกรแห่งอาณาจักรแห่งนี้นั่นเอง แม้มันจะเป็นพียงเสียงๆเล็กๆ แต่ว่าเสียงนั่นทำให้ทุกคนสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง เหมือนครั้งที่แล้วไม่มีผิดเลย

    “เห็นฝ่าบาททำแบบนี้แล้วข้าก็คงนิ่งดูดายไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะช่วยรักษาพวกมังกรที่ได้รับบาดเจ็บละกัน!” โอราเคิลว่าด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงก่อนจะเดินตรงไปที่กลุ่มมังกรที่บาดเจ็บอยู่และเริ่มลงมือช่วยเหลือพวกเขา ยูเมเห็นเข้าก็นิ่งตามไม่ได้จึงรีบตามสามีของเธอไปก่อนจะหัวเราะอย่างร่าเริง
    “..หึ เห็นบาฮามุททำแบบนั้นแล้วข้าก็คงนิ่งดูดายไม่ได้แล้วสินะ” เบลดพูดขึ้นมาลอยๆ พลางแสยะยิ้มออกมาบางๆ ที่ริมฝีปากและเดินจากพวกเราไปอย่าง
    เงียบๆ

    “พี่จะไปไหนหรอครับ!?” เซเบอร์ตะโกนถามขึ้นมาก่อนที่เบลดจะเดินออกจากเต็นท์พยาบาลไป

    “ไปฝึกวิชาดาบซะหน่อยน่ะ อาจจะเป็นการฝึกหนักที่สุดตั้งแต่ที่ข้าเคยฝึกมาเลยก็ได้ละมั้ง”

    “…” เซเบอร์ไม่ได้ว่าอะไรต่อเพียงแต่มีสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมา เบลดยิ้มออกมาบางๆ อีกครั้งหนึ่งก่อนจะหันมามองหน้าของน้องชายของเขาอย่างอบอุ่น

    “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ะเซเบอร์ เจ้าไม่มาด้วยรึ? อย่างน้อยข้าอาจจะสอนอะไรเจ้าสักสองสามอย่าง”

    “เอ่อ..คือ... จะดีหรอครับพี่...” จู่ๆ เซเบอร์ก็หน้าซีดลงอย่างเห็นได้ขัดพร้อมกับมีเหงื่อไหลออกมาหลายหยดจากใบหน้าของเขา

    “เจ้าจะได้ป้องกันตัวเองได้บ้างไงล่ะ ตามมาได้แล้วอย่ามัวแต่โอ้เอ้!” เบลดพูดจบก็เดินออกไปจากเต็นท์ทันที ทิ้งให้เซเบอร์ที่กำลังมีท่าทีเก้ๆ กังๆ อยู่อย่างนั้นก่อนจะคอตกไปในทันที

    “เป็นอะไรไปไอ้หนู หน้าตาไม่สู้ดีเลยนิ!” อัลเฟรดเดินเข้าไปกอดคอของเซเบอร์ก่อนจะแซวแหย่เล่นอย่างขำขัน

    “มันต้องจบลงไม่สวยแน่เลย” เซเบอน์ตัดพ้ออย่างหมดอาลัยตายอยาก ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเอ่ยถามเขาไปอย่างสงสัย

    “ทำไมนายถึงมีท่าทางกลัวขนาดนั้นเวลาเบลดบอกให้นายไปฝึกล่ะ?”

    “แบบว่า...ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องการใช้ดาบหรือศิลปะการป้องกันตัวสักเท่าไหร่น่ะครับ แฮะๆ”

    “โห... แล้วแกยังรอดมาถึงได้จนป่านนี้เนี่ยนะ น่าอัศจรรย์ใจยิ่งหนัก เจ้าน่าจะตายไปตั้งนานแล้วนะ!” อัลเฟรดยังคงแหย่เขาเล่นต่อไปพร้อมกับบีบแก้มของเซเบอร์อย่างรุนแรงจนแก้มของตุ๊กตามังกรสีฟ้าเริ่มย้วยออกมา

    “หยุดนะคุณอัลเฟรด! เจ้ามังกรแก่บ้า!” เซเบอร์ร้องโวยวายพร้อมกับปัดมือของอัลเฟรดออกและวิ่งออกจากเต็นท์ตามพี่ชายของเขาไปพร้อมกับเสียงบ่นปนเสียงด่าออกมาอย่างไม่ขาดสาย ฉันเองก็เพิ่งรู้วันนี้แหละว่าเซเบอร์น่าจะมีความหลังฝังใจกับเบลดเรื่องฝึกฝนทักษะการต่อสู้กับเบลด แต่เขาก็ยังตามพี่ชายของตนไปเพราะความรักและสายสัมพันธ์อันแนบแน่น ว่าไปแล้วฉันเองก็แอบคิดถึงพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วเหมือนกันนะ...

    “แล้วเจ้าละ.. จะทำยังไงต่อไป?” อัลเฟรดที่ในตอนแรกยังสนุกสนานกับการแกล้งเซเบอร์หันมามองถามฉันด้วยน้ำเสียงเย็นชาตามสไตล์ของเขา ฉันมองหน้าของเขาด้วยสายตานิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับไป

    “ฉันเองก็คงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะทำอะรได้ไม่มากก็ตาม แต่ฉันก็จะพยายามทำให้ได้มากที่สุด เพื่อความสุขของทุกคน!”

    “โดยที่เจ้าจะต้องแบกรักความทุกข์เอาไว้น่ะหรือ?” อัลเฟรดพูดตัดบทของฉันด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และนั่นเองที่ทำให้ฉันยืนตัวแข็งไปในทันที เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามามองฉันอีกครั้งหนึ่ง “เจ้ายังไม่ได้บอกความจริงให้กับเจ้ามังกรน่าโง่นั่นสินะ ท่าทางเจ้าจะไม่มีความกล้ามากพอที่จะเอ่ยปากไป...”

    “…” ฉันเงียบและหลบสายตาของเขา จริงของอัลเฟรด...ตอนนี้ฉันยังมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ปกปิดพวกบาฮามุทมาโดยตลอด มันเป็นความลับที่เชาต้องไม่มีทางได้ได้รู้เด็ดขาดจนกว่าจะถึงเวลานั้นจริงๆ ถามว่าเพราะอะไรฉันถึงไม่กล้าบอกเขา... เพราะมันอาจจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปยังไงล่ะ เวลาแบบนี้ทุกคนควรตั้งใจกับการกอบกู้เอกราชให้กับอาณาจักรอเล็กซานเดรีย ไม่ใช่เรื่องของฉัน... เพราะสุดท้ายฉันเองก็ไม่ใช่แม้แต่มังกรหรือประชากรแห่งดินแดนแห่งนี้เลย

    “เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะเก็บเรื่องไว้แบบนั้น.. ได้ข่าวว่าเจ้ากับไอ้มังกรน่าโง่นั่นกำลังทะเลาะกันอยู่ด้วยนิ” อัลเฟรดเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันหันไปสบสายตาของเขาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับไปบ้าง

    “อืม.. ฉันกำลังทะเลาะกับเขาอยู่ แต่นั่นก็ดีแล้วล่ะเพราะอย่างน้อยเขาจะได้ไม่มาสนใจฉัน เขาจะมีสมาธิกับการคิดแผนการและวิธีการเอาชนะพวกจักรวรรดิแห่งความมืดและกอบกู้อาณาจักรกลับมา อีกอย่าง...สุดท้ายแล้วฉันก็...”

    “ไม่ต้องพูดแล้ว เหอะ...คิดว่าพูดแล้วข้าจะสงสารเจ้ารึ หึ...ยังไงสุดท้ายแล้วมันก็เป็นเส้นทางที่เจ้าเลือกเดินและเลือกที่จะเป็นมาตั้งแต่ต้น เจ้าไม่ผิดเกิดมาเป็นแม็กนัสหรือเป็นยัยมนุษย์ติ๊งต๊อง... ถ้าเจ้าเลือกเกิดได้ข้าว่าเจ้าก็ไม่อยากเกิดมาเผชิญเรื่องโหดร้ายแบบนี้หรอก ใช่มั้ย..”

    “นายจะมารู้ความรู้สึกฉันได้ยังไง?”

    “…”

    “ใช่..ฉันเลือกเกิดไมได้ ฉันเลือกที่จะเป็นแม็กนัสไมได้ แต่ฉันเองกลับดีใจที่ได้เกิดมาแล้วได้พบกับทุกคน ได้เกิดมาพบกับนาย เบลด โอราเคิล และทุกๆ คน รวมไปถึง...บาฮามุทด้วย”

    “…”

    “เส้นทางที่ฉันกำลังเดินอยู่ในตอนนี้ถึงมันจะเต็มไปด้วยขวากหนามมากแค่ไหน แต่ฉันก็มีความสุขที่จะเหยียบย่ำมันเพราะฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่งความสุขมันอาจจะเข้ามาหาฉันก็ได้ ถึงแม้มันจะเลือนรางลงก็ตาม..” ฉันพูดพร้อมยิ้มให้กับอัลเฟรดอย่างอบอุ่น น่าแปลกที่ว่าฉันรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อพูดประโยคเหล่านี้ออกไป เหมือนมันได้ระบายอะไรบางอย่างออกมาจากหัวใจของฉัน คำพูดที่ฉันไม่สามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มคำ ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ใช่คนที่อยากจะพูดด้วยมากที่สุด แต่มันช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาแค่นั้นก็เกินพอแล้ว

    “หึ..หวังว่าเจ้าคงจะไม่เสียใจกับเส้นทางที่เจ้าเลือกเดินล่ะ” อัลเฟรดพูดอีกครั้งพร้อมกับยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะปลีกตัวออกไปจากเต็นท์อย่างเงียบงัน อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่ฉันเห็นอัลเฟรดยิ้มแบบอ่อนโยนแบบนั้นแต่ว่ารอยยิ้มนั่นก็ทำให้ฉันนึกถึงบาฮามุทขึ้นมาทันที ในฉากจบของเรื่องราวนี้เขาจะยังยิ้มได้มั้ยนะ.. ฉันอดคิดไม่ได้เลย...

    แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะพะว้าพะวงกับเรื่องแบบนี้ อย่างน้อยฉันควรจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่อช่วยเหลือพวกมังกรในการรบ!

    “เอาล่ะ! ริวฮานะ! ได้เวลาทำงานแล้ว!” ฉันชูกำปั้นขึ้นก่อนจะตะโกนเสียงลั่นเพื่อกระตุ้นตัวเอง ก่อนที่ฉันจรีบตรงไปหาพวกโอราเคิลที่กำลังง่วนกับการปฐมพยาบาลให้กับทหารที่กำลังบาดเจ็บ ถึงแม้ว่าฉันจะทำอะไรได้ไม่มากในเวลานี้ก็ตาม แต่ฉันเชื่อว่าฉันจะเป็นแรงผลักดันเล็กๆ ให้ทุกคนได้ก้าวเดินต่อไป

    เด็กสาวไม่รู้เรื่องเลยว่าตลอดเวลาที่เธอพูดคุยกับอัลเฟรด มีมังกรตัวหนึ่งแอบฟังมาโดยตลอด..

    มังกรตัวสีขาวยืนพิงผ้าเต็นท์พลางมองไปยังท้องฟ้าที่ไร้แสงอาทิตย์ขุ่นมัว สุดท้ายแล้วเธอกำลังปิดบังอะไรเขาอยู่ เขาไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย มีเพียงแต่รอยยิ้มของเธอเท่านั้นที่เขารับรู้ได้ และรอยยิ้มนั่นเหมือนกำลังจะหมดแรงลง เขากุมหน้าอกของตัวเองพร้อมกับมองไปที่สร้อยคอมือของตน มันเป็นของ
    หมั้นระหว่างเขาและริวฮานะ สุดท้ายแล้วคำสัญญานั่นมันจะเป็นจริงหรือเปล่านะ...

    เขาทิ้งคำถามทั้งหมดนั่นเอาไว้ที่หน้าผืนเต็นท์นั่นก่อนจะยืดอกเดินต่อไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง มันไม่ใช่เวลาที่เขาจะมากังวลกับเรื่องพรรค์นี้ อเล็กซานเดรียในตอนนี้สำคัญยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัวของเขา อย่างน้อยถ้าทุกอย่างจบลง... ยัยทาสก็คพร้อมที่จะบอกทุกอย่างที่เขาไม่รู้

    เวลา ??.MM ณ ปราสาทอเล็กซานเดรีย

    ดัสก์ในคราวร่างของโคอิจิกำลังนั่งอยู่บัลลังค์สีแดงฉานเหมือนเลือดพร้อมกับถือแก้วไวน์และมองของเหลวภายในแก้วนั่นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ อาจจะเรียกว่าไม่ได้ไร้อารมณ์เสียทีเดียว เขากำลังคิดหาวิธีกำจัดแม็กนัสสาวคนนั้นให้สิ้นซากเพื่อที่เขาสามารถบรรลุเป้าหมายที่เขาตั้งไว้แต่แรก และชนะการเดิมพันกับไอ้เทพเจ้ารังสรรค์งี่เง่านั่นด้วย

    เรื่องมันควรจะจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้วด้วยซ้ำไป ถ้าหากไอ้เทพเจ้านั่นไม่มาขัดขวางเขาเสียก่อน เขารู้ดีว่าตัวของเขาไม่สามารถจะชนะผู้รังสรรค์ได้ หึ...ใคร
    มันจะไปสามารถชนะได้ล่ะ คนที่สร้างทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ทั้งในโลกมนุษย์และโลกมังกรแห่งนี้

    “อีกนิดเดียวเท่านั้น... แผนการของข้าก็จะสำเร็จแล้ว เหลือขยี้พวกมังกรที่ยังดันทุรังสู้อย่างไร้ความหวังนั่น อีกแค่นิดเดียวทุกอย่างจะกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และไอ้เทพรังสรรค์นั่นจะตองกราบแทบเท้าของข้า!”

    เพล้งงง!
    ทันทีที่เขาพูดจบ ดัสก์กำแก้วไวน์แตกคามือของตน ไวน์สีแดงผสมเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลไหลอาบมือของเขา เขามองไปที่ของเหลวเหล่านั้นชั่วครู่ก่อนจะยิ้มอย่างมีชัย เจ้าแก้วไวน์ที่เพิ่งจะแหลกสลายไปนั่นก็คือเหล่ามังกรที่เขาเกลียดจังและแม็กนัส..ตัวแทนของไอ้เทพเจ้ารังสรรค์นั่น!

    ย้อนกลับไปครั้งในอดีต

    เหล่ามังกรทั้งหลายทั้งมวล ทุดเผ่าพันธุ์นั้นต่างอาศัยอยู่กันอย่างสงบสุข ทุกอย่างเวียนว่ายไปตามวัฏจักรที่มันควรจะเป็น กระแสชีวิตและเวทย์มนตร์ไหลไปตามกลไกของโลก ดินแดนของเหล่ามังกรและโลกมนุษย์ถูกตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง มังกรทุกตัวยังคงเดินด้วยเท้าทั้งสี่ข้าง ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษามนุษย์หรือภาษาอื่นใดนอกจากภาษามังกรด้วยกันเองเท่านั้น
    ดัสก์เองก็เป็นมังกรตัวหนึ่งในช่วงเวลานั้นเช่นกัน เขารู้สึกภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของชาติมังกรเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรืออสูรกายชนิดในก็ตามในดินแดนแห่งนี้ พวกมันทั้งหลายต่างต้องยอมสิโรราบให้กับเหล่ามังกรทุกรายซึ่งไป แต่ใช่ว่ามังกรทุกตัวนั้นจะภาคภูมิใจหรือยืดอกอยู่ในดินแดนนี่ได้เสมอไป มังกรที่อ่อนแอกว่าย่อมเป็นเหยื่ออันโอชะของมังกรที่แข็งแกร่งกว่า ไม่มีการปกป้องด้วยกันเองทั้งสิ้น ใครพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียวทุกอย่างก็จบลงภายในเสี้ยววินาที ดัสก์เองเข้าใจถึงกฎนั้นเช่นกัน และเขาก็เป็นหนึ่งในมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงยุคนั้นเช่นกัน เขาต่อสู้มานับต่อครั้งและชนะมาโดยตลอด แม้ว่าจะต้องบาดเจ็บเสียเลือดเสียตัวไปบ้าง แต่เขาก็พอใจและภูมิใจในวิถีชีวิตที่กำลังเดินไปแบบนี้

    ทุกอย่างมันจะควรดำเนินตามที่เขาคิดไว้ แต่แล้วทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปเมื่อเหล่ามังกรแห่งตระกูล ‘วินเทอร์สตอร์ม’ ที่เก่าแก่แห่งดินแดนมังกรไปค้นพบทางเชื่อมประตูปริศนาแห่งหนึ่งในป่าใหญ่ที่อยู่ไกลจากที่อยู่อาศัพของดัสก์ เหล่ามังกรตระกูลวินเทอร์สตอร์มหลงเข้าไปในประตูนั่นก่อนจะพบว่าพวกเขาทั้งหลายไปอยู่ในโลกที่พวกเขาไม่รู้จัก โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ตัวเล็กจ้อยยิ่งกว่าพวกเขาและเดินสองขา สื่อสารในภาษาที่เขาไม่รู้จัก แต่น่าแปลกที่ว่าพวกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่สามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้ถึงการมาของพวกเขา เหล่าวินเทอร์สตอร์มจึงตกลงปลงใจกันศึกษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ในดินแดนที่ไม่รู้จัก พวกเขาซึมซับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาแทบทั้งหมดสิ้น รวมไปถึงนิสัย ชีวิตความเป็นอยู่ และภาษาการสื่อสารของพวกเขามาทั้งหมด พวกเขาสัมผัสได้ว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่ในเผ่าพันธุ์ของเขาและมันไม่ได้เป็นสิ่งที่คุกคามหรือเป็นภัยต่อเผ่าพันธุ์เขาเลย พวกเขาเรียนรู้เป็นเวลาช้านานอยู่พอสมควร ก่อนจะเดินทางกลับไปโลกที่พวกเขาจากมา ก่อนนำความรู้ทั้งหมดที่พวกเขาได้รับไปถ่ายถอดให้กับเหล่ามังกรตัวอื่น

    พวกเขาไม่ได้ยืนสี่ขาแบบมังกรตัวอื่นอีกต่อไป และแถบไม่ได้มีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ร้ายหลงเหลืออยู่ กลายเป็นว่าเหมือนพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมในเผ่าพันธุ์มังกร ในช่วงระยะแรกของการเผยแพร่อารยธรรมนั่นมังกรทุกตัวใช่ว่าจะเห็นพ้องต้องกัน เพราะบางคนยังคงยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมๆ ของพวกเขา แต่บ้างก็หันมาปรับเปลี่ยนเลียนแบบตามเหล่ามังกรตระกูลวินเทอร์สตอร์ม และส่วนใหญ่จะเป็นมังกรประเภทที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ และเป็นพวกที่อ่อนแอกว่าพวกมังกรตัวอื่นๆ รอให้โดนวันที่จะถูกกัดกิน

    วัฒนธรรมของโลกมนุษยืเริ่มซึมซับเข้าไปยังเหล่ามังกรทั้งหลายมากขึ้น จากสิบกลายเป็นร้อยและร้อยกลายเป็นพัน ในไม่ช้าอารายธรรมที่เคยเฟื่องฟูของเหล่ามังกรมานานช้านานก็เริ่มสูญสลายไปในที่สุด มีแต่เพียงดัสก์เท่านั้นที่ไม่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเกลี่ยกล้อมเหล่ามังกรตัวอื่นมากสักเพียงไหน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครฟังคำพูดของเขา แลเขาก็กลายเป็นมังกรตัวเดียวที่ยังคงไว้ซึ่งอารยธรรมแบบเก่าๆ อยู่ โลกหมุนไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปทุกอย่างเปลี่ยนแปลงจนดัสก์ไม่สามารถตามทัน เขาถูกเชิญชวนให้เข้ามาสู่อารยธรรมที่เพิ่งเปลี่ยนแปลง เขามองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง ไม่มีอะไรหลงเหลือเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ป่าที่เคยอาศัพกลายเป็นอาคารบ้านเรือนหน้าตาแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยเห็น ภาษาที่เคยใช้สื่อสารกันก็ไม่ใช่ภาษามังกรอีกต่อไป และสัญชาตญาณของความเป็นมังกรสลายหายไปจนหมด

    สุดท้ายแล้วเขาต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี่ใช่มั้ย... เขาไม่อยากที่จะยอมรับสิ่งนี้เลยด้วยซ้ำไป มันเหมือนเป็นเชื้อโรคร้ายที่กำลังกัดกินดินแดนที่เคยสงบสุขแห่งนี้ ทำไมทุกคนถึงต้องเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้... ชั่ววินาทีความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา ถ้าหากเขาทำลายวัฒนธรรมนี่เสียล่ะ ทุกอย่างอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้ วัฒนธรรมที่แสนภาคภูมิใจของมังกรไม่ใช่สิ่งสกปรกโสโครกแบบนี้ แต่หากจะทำลาย... เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกอย่างในวัฒนธรรมแห่งนี้และหาจุดอ่อนของมัน

    ในไม่ช้าดัสก์ก็เข้าอยู่ในสังคมแบบใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคย จากการยืนสี่ขากลายเป็นยืนสองขา มังกรทุกตัวที่เคยใช้ขาหน้าในการทรงตัว มันกลายเป็นมือเป็นแขนไปหมดตามสภาพแวดล้อมและการปรับตัว ภาษาสื่อสารก็ไม่ใช่ภาษาที่คุ้นเคย เขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดและด้วยความเก่งกาจก็ทำให้เขาเรียนรู้วัฒนธรรมพวกนี้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนต่างอึ้งและชื่นชมในความอัฉริยะของเขา แต่เขาไม่อยากจะได้รับมันเลยสักนิด เขาไม่เคยบอกคนอื่นว่าเขารังเกียจวัฒนธรรมนี้มากแค่ไหน เขาอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายใจจะขาด แต่หากเขาต้องตายแบบนี้เขายอมตายแล้วลากวัฒนธรรมโง่ๆ นี่ไปพร้อมกับเขาด้วยดีกว่า

    ดัสก์ที่กำลังผ้าคลุมเก่าเยินสีดำปกปิดใบหน้าของตนเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองแห่งหนึ่งที่มังกรกำลังเดินพลุกพล่านด้วยขาทั้งสองข้างของพวกมัน มังกรทุกตัวกำลังดื่มกินเดินเที่ยวอย่างสนุกสนาน ภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่แสนน่าสังเวชในสายตาของเขา เขาไม่อยากจะรับรู้ถึงบรรยากาศรอบตัวเลยด้วยซ้ำแค่ได้ยินเสียงหายใจของมังกรพวกนี้ก็แทบจะทำให้เขาเป็นบ้า

    ตุ๊บ!

    ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั่นเอง ดัสก์ไปเดินชนเข้ากับมังกรกลุ่มหนึ่ง และดูท่าทางพวกนั้นกำลังจะอารมณ์เสียเต็มที่ เหล่ามังกรกลุ่มนั้นมองหน้าของดัสก์อย่างเอาเรื่องและพวกนั้นก็ตัวสูงกว่าดัสก์เป็นอย่างมาก

    “เฮ้ย!? แบบนี้มันหาเรื่องกันหรือเปล่าวะ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย!?” มังกรตัวหนึ่งยื่นหน้ามาถามดัสก์ใกล้ๆ อย่างหงุดหงิดพาลเอาเรื่อง

    “แหมๆ ดูสิ! เสื้อตัวใหม่ของบอสเปื้อนเลย แบบนี้บอสอย่าไปยอมนะ บังคับให้ซื้อใหม่เลย!” มังกรอีกตัวในกลุ่มนั้นโผล่งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์และมังกรตัวอื่นๆ ต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดนั่นและหัวเราะกันยกใหญ่ราวกับว่าเป็นเรื่องตลก

    “…”

    “เฮ้ย!? เงียบแบบนี้หมายความว่ายังไง หาเรื่องหรือไงไอ้หนู!?”

    “…”

    “หึ..บี้ต้องขอดูหน้าแล้วสั่งสอนให้หลากจำหน่อยซะแล้ว!!” หัวหน้ากลุ่มมังกรตรงหน้าเหมือนจะหมดความอดทนและกระชากคอเสื้อคลุมของดัสก์ และนั่นเผยให้เห็นใบหน้าที่กำลังโกรธเกรี้ยวได้ที่ของดัสก์ นัยน์ตาที่กำลังลุกวาวด้วยความเกลียดชังผสมกับความบ้าคลั่งดิบเถื่อนของต้นตำรับมังกร ทำเอามังกรที่กำลังถือร่างของเขาอยู่ถึงกับตกใจกลัวไปในทันทีพร้อมปล่อยร่างของดัสก์ลงกับพื้น

    “นะ..นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย!!!?” หัวหน้ากลุ่มมังกรอันธพาลถึงกับร้องเสียงหลงอย่างหวาดกลัวจนผู้คนเริ่มหันมามองเป็นสายตาเดียว ร่างของดัสก์กำลังสั่นอยู่ นัยน์ตานั่นดุร้ายมากกว่าเดิม ทุกอย่างในสายตาของเขาในตอนนี้เหมือนกลายเป็นสีแดงฉานทั้งหมด มังกรทุกตัวในบริเวณที่เขาเห็นเปรียบเสมือนศัตรูของ
    เขาทุกตัว และในไม่ช้าความอัดอั้นทั้งหมดที่เขาเคยมีมาก็ระเบิดออกมาในที่สุด.....

    เสียงคำรามของเขาดังกึกก้องไปทั่วเมืองและสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่ามังกรทั้งหลายเป็นอย่างมาก เขาเริ่มทำลายข้าวของทุกอย่างที่ขวางหน้าและเฆ่นฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ขวางหน้า

    “ไอ้พวกขยะโสมม! พวกแกทุกคนต้องตาย ต้องตาย!! พวกแกทำให้ดินแดนแห่งนี้ต้องแปดเปื้อน!!!!” เขาตะโกนร้องไปด้วยพร้อมกับทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า เลือดสีแดงฉานไหลอาบท่วมร่างของเขา มันเป็นเลือดของเหยื่อที่เขาฆ่าไป ผู้คนต่างวิ่งหนีตายกันยกใหญ่และบ้างก็หนีไม่รอดกลายเป็นเหยื่อของดัสก์ไป

    “เฮ้ย! หยุดอยู่ตรงนั้น!” ในไม่ช้าทหารรักษาความปลอดภัยก็มาถึงที่เกิดเหตุ มีทั้งทหารที่ใช้เวทมนตร์และอาวุธทางกายภาพเต็มไปหมด พวกเขาค่อยๆ ล้อมบริเวณโดยรอบของดัสก์เอาไว้ มังกรที่กำลังบ้าคลั่งพุ่งเข้าทำร้ายทหารอย่างไม่เลือกหน้า ก่อนจะโดนถีบกระเด็นกลับออกมา

    “โจมตี! ต้องจับตายแล้ว!! มันบ้าเกินเยียวยาแล้ว!” ทหารนายหนึ่งตะโกนเสียงลั่นเป็นเชิงสั่ง ในไม่ช้าทั้งเวทมนตร์และอาวุธต่างพุ่งตรงมายังร่างของดัสก์ มังกรผู้เกลียดขังโลกใบนี้ร้องโหยหวนอย่างน่าสังเวช ร่างกายบอบช้ำไปด้วยบาดแผลก่อนจะค่อยๆ ลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้น

    ทุกอย่างรอบๆ ตัวของเขาเริ่มมืดลงอย่างช้าๆ เสียงของพวกชาวเมืองที่กำลังแตกตื่นและทหารเริ่มแผ่วเบาลงไป นี่คงจะเป็นจุดจบของเขาแล้วสินะ สุดท้ายแล้วตัวของเขาก็ไม่สามารถทำให้โลกมังกรที่เขาเคยอาศัยอยู่กลับมาเป็นดั่งเดิมได้ เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ปกคลุมทัศนวิสัยของเขาและในตอนนี้เขาไม่เห็นอะไรแล้ว เสียงหาบใจที่เริ่มขาดช่วงและเสียงของหัวใจที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ

    ลาก่อน..ไอ้โลกที่แสนเฮงซวยแห่งนี้

    ‘เจ้านี่ยอมแพ้ง่ายจังเลยนะ...’

    ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเขากลับได้ยินเสียงของใครในโสตประสาทขึ้น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่เมืองอันแสนคุ้นเคยอีกต่อไป บาดแผลตามร่างกายของเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด เขาส่ายหัวไปมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะเริ่มลุกขึ้นมาสำรวจสถานที่อันแปลกใหม่ ไม่มีอะไรในที่
    แห่งนี้เลย มีแต่แสงสว่างสีขาวเต็มไปหมด

    ‘ตกใจอยู่รึ...’

    เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ดัสก์รีบหันไปมองที่ต้นตอของเสียงทันทีก่อนจะพบว่ามีอะไรบางอย่างที่ไร้รูปร่างกำลังตรงมาทางเขาอยู่ ดัสก์ตั้งท่าเตรียมป้องกันตัวอย่างระมัดระวัง

    ‘ไม่ต้องกลัวไปเจ้ามังกรตัวน้อย ข้ามาที่นี่เพื่อยื่นข้อเสนอให้กับเจ้า...’ รูปร่างประหลาดนั่นเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ดัสก์ที่กำลังตื่นตัวอยู่ก็ค่อยๆ ใจเย็นลง

    “ที่นี่ที่ไหน แล้วเจ้าเป็นใคร...”

    ‘ที่นี่คือทางเชื่อมระหว่างโลกและความตายยังไงล่ะ ทุกคนต้องผ่านมาแห่งนี้หมดทั้งมังกรหรือมนุษย์....’ เจ้ารูปร่างประหลาดเริ่มอธิบาย

    “นี่แสดงว่าข้าตายแล้วสินะ” ดัสก์พูดโดยไม่ประหลาดใจเสียเท่าไหร่ เพราะสภาพของเขาก่อนที่จะตายมันน่าสังเวชมากแค่ไหน คิดแล้วเขาก็กำหมัดแน่นอย่างโกรธแค้น เพราะเขาตายไปโดยไม่สานอุดมการณ์ของเขาเลยแม้แต่น้อย... เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกมังกรให้กลับไปเป็นเหมือนดังเดิมได้

    ‘เจ้าอาจจะตาย..หรือยังมีชีวิตอยู่ก็ได้’

    “หมายความว่ายังไง!?”

    ‘ก็ตามที่ข้าอธิบายไปตั้งแต่แรก ที่นี่เป็นทางเชื่อมระหว่างโลกและความตายยังไงล่ะ เจ้าอาจจะรอดกลับไปโลกที่เจ้าจากมา หรือจะผ่านไปยังโลกแห่งความ
    ตายที่อยู่เบื้องหลังข้าก็ได้’ เจ้ารูปร่างนั่นพูดก่อนจะเผยให้เห็นประตูทั้งสองบาน บานหนึ่งอยู่ทางด้านหลังของดัสก์และอีกบานหนึ่งอยู่ทางด้านหลังของเจ้า
    รูปร่างประหลาดนั่น ‘คุยมาตั้งนานข้าก็ยังไม่ได้แนะนำตัวเสียที เรียกข้าว่า ผู้รังสรรค์ แล้วกัน’

    “ผู้รังสรรค์...?” ดัสก์เอ่ยชื่อของเจ้ารูปร่างนั่นอีกครั้งด้วยความฉงน

    ‘ทุกอย่างบนโลกใบนี้เกิดและถูกทำลายด้วยตัวของข้า ทุกอย่างเป็นไปเพราะข้ากำหนด รวมทั้งตัวของเจ้าด้วยดัสก์..’

    “…หึ สุดท้ายแล้วโลกเปลี่ยนไปเพราะเจ้าอีกสินะ” ดัสก์หัวเราะในลำคออย่างฝืดอารมณ์พร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่นแทน
    ‘เพราะข้าต้องการที่จะเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างโลกของมังกรและโลกของมนุษย์ยังไงล่ะ และผลออกมาก็ค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียว’

    “เพราะแกที่ทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปแบบนี้!! ทำไม!? ทำไมแกต้องเปลี่ยนแปลงหมดทุกอย่างให้เป็นแบบนี้ล่ะ!!?” ดัสก์ตะโกนใส่ผู้รังสรรค์ด้วยอารมณ์ที่อัดอั้นมานานหลายร้อยปี หลายร้อยปีที่เขาต้องจมปรักกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยากจะอาศัยอยู่ในโลกแห่งนี้เลยด้วยซ้ำนับตั้งแต่
    ที่มันเปลี่ยนไปแบบนี้!

    ‘แต่เจ้าก็เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้นี่ ดูสิ เจ้าไม่ได้สื่อสารกับข้าด้วยภาษามังกรแต่สื่อสารกับข้าด้วยภาษาของมนุษย์’ ผู้รังสรรค์เอ่ยกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และนั่นทำเอาดัสก์ถึงกับสะดุ้งและเงียบลงไปในทันที เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาซึมซับเจ้าวัฒนธรรมพวกนั้นมามากแค่ไหนจนตัวของเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เขาเริ่มกำหมัดแน่นและรู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมา

    “ไอ้โลกแห่งซวยโสโครกทั้งสองโลกนั่นนะ... มันทำให้ข้าต้องเจ็บปวด... ทำให้ข้าต้องสูญเสียทุกอย่าง....” ดัสก์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ น้ำตาหลายหยดไหลออกมาจากด้วงตาทั้งสองข้างของเขา.. ผู้รังสรรค์ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมาและรับฟังดัสก์อย่างเงียบงัน “โลกทั้งสองใบ...มันควรจะหายๆ ไปซะ! แล้วทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่!!”

    ‘ข้ากำลังรอประโยคนั่นของเจ้าอยู่เลย ดัสก์ผู้หลงทาง...’ จู่ๆ ผู้รังสรรค์ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ดัสก์ที่กำลังอารมณ์พุ่งพล่านอยู่มองหน้าของเขาอย่างฉงนสงสัย ‘พนันกับข้ามั้ย...’

    “แกกำลังพูดอะไร?” ดัสก์ถาม

    ‘มาพนันกับข้า... ข้าจะให้เจ้ากลับไปยังโลกของพวกมังกรอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ข้าจะมอบพลังอำนาจให้เจ้า เวทมนตร์ดำมืดที่ไม่มีขอบเขตและเหล่าทหารที่จงรักภักดีกับเจ้า... ใช้อำนาจที่เจ้าได้รับบรรลุสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดออกไปเมื่อครู่นี้ ถ้าเจ้าสามารถทำได้โลกที่เจ้าขยะแขยงจะสลายหายไปทันที...’

    “หึ.. น่าสนใจดีนิ แต่แกกำลังคิดอะไรอยู่ที่จู่ๆ มายื่นข้อเสนอแบบนี้ให้กับข้า บอกไว้ก่อนนะว่าถ้าตั้งใจทำสิ่งใดแล้วข้าจะไม่ยอมลดละที่จะทำให้มันเป็นจริง” ดัสก์มีท่าทีพอใจก่อนจะเอ่ยถามกลับไป

    ‘ข้าต้องการที่จะทดลองอะไรบางอย่าง...ที่ข้าใช้พลังอำนาจสร้างมันขึ้นมา.... สิ่งนั้นจะเป็นบททดสอบของเจ้าสิ่งนั้น ตัวของเจ้าและอเล็กซานเดรีย...’

    “อเล็กซานเดรีย?” ดัสก์มีท่าทีฉงนกับชื่อที่ผู้รังสรรค์เพิ่งเอ่ยมา

    “ชื่อของโลกมังกรน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ท่าทางเจ้าจะจมปลักกับความเคียดแค้นมากเกินไปจนไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยนะ ช่างมันเถอะ... เอาเป็นว่าเจ้าจะยินยอมที่จะเดิมพันกับข้ามั้ย?’ ผู้รังสรรค์เอ่ยถามอีกครั้งหนึ่ง

    ดัสก์นิ่งเงียบไปชั่วครู่เพื่อครุ่นคิด ถ้าหากเจ้าผู้รังสรรค์บ้าบออะไรนั่นมอบพลังอำนาจให้แก่เขาจริง อุดมการณ์ของเขาอาจจะต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน แต่ว่าสิ่งที่เจ้านั่นกำลังสร้างและทดลองอยู่มันคืออะไร สิ่งนั้นเขาไม่อาจจะล่วงรู้ได้แต่ในเวลานี้เขาไม่มีอะไรที่จะเสียแล้ว... ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเดิมพันครั้งนี้เท่านั้น

    “ได้! ข้ายอมรับการเดิมพันของเจ้า...!” ดัสก์ที่นิ่งเงียบไปนานตอบกลับคำเดิมพันของผู้รังสรรค์ เทพเจ้าผู้สรรค์สร้างแลดูมีท่าทีพอใจกับคำตอบที่ได้ยินนั่น

    ‘ดีมาก... ข้าเลือกคนไว้ไม่ผิดจริงๆ!’

    “ว่าแต่... ถ้าข้าแพ้พนันล่ะ?” ดัสก์เอ่ยถามอย่างสงสัย

    ‘ตัวของเจ้าจะแหลกสลายไปชั่วกัลป์ปสาน และทั้งอเล็กซานเดรียและโลกของมนุษย์จะอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป หึ..หมือนนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กเลยนะ ว่ามั้ย’

    “ข้าจะไม่มีวันให้ไอ้นิทานหลอกเด็กนั่นเป็นจริงเด็ดขาด!” ดัสก์ประกาศวาจาศิตย์ลั่น

    ‘งั้นก็เริ่มการเดิมพันเลยล่ะกัน อ้อ! มีอย่างหนึ่งที่ข้าลืมบอกไป...’ เหมือนผู้รังสรรค์จะนึกอะไรบางอย่างก่อนที่การเดิมพันจะเริ่มต้นขึ้น

    “…”

    ‘สิ่งที่ข้าทดลองอยู่จะมีอยู่ 2 ตัวอย่างนะ นั่นหมายความว่าถ้าเจ้าสามารถเอาชนะสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมาทั้งสอง จะเป็นอันจบการพนันและความปรารถนาของเจ้าจะเป็นจริง และสิ่งๆ นั่นเรียกว่า แม็กนัส หรือผู้พิทักษ์แห่งอเล็กซานเดรีย’

    “หึ.. ต่อให้มันจะมีสักกี่ร้อยตัวข้าจะขยี้พวกมันให้ราบคาบ!” ดัสก์พูดอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ และพร้อมที่จะเริ่มการเดิมพันที่มีอุดมการณ์ของเขาและโลกของมังกรและมนุษย์เป็นเดิมพัน

    ‘งั้นก็เริ่มการเดิมพันได้เลย... ข้าจะมอบพลังอำนาจที่ข้าเกริ่นไว้แต่แรกให้กับเจ้าและส่งเจ้ากลับไปยังอเล็กซานเดรีย ขอให้เจ้าโชคดีนะ..เด็กน้อยผู้หลงทางเอ๋ย’

    พูดจบร่างของดัสก์ก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มควันสีดำ ก่อนที่มันจะเริ่มกัดกินร่างกายของเขา เขากรีดร้องเสียงดังโหยหวนออกมาอย่างน่าสังเวช

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน!? ไอ้เทพเจ้าสักปรับ!!?”

    ‘ลืมบอกไปอีกอย่างว่าก่อนที่เจ้าจะได้รับพลังน่ะ เจ้าจะถูกความมืดกัดกินไปเสียก่อน แต่มันก็จะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น ต่อจากนี้ไป..เจ้าจะไม่ใช่ดัสก์มังกรผู้หลงทางอีกต่อไป แต่นับจากนี้เจ้าคือ...’
    “…”

    ‘จักรพรรดิแห่งความมืด ฝันร้ายแห่งอเล็กซานเดรีย...’

    บางเวลาผ่านไป

    การต่อสู้ระหว่างจักรวรรดิแห่งความมืดและอเล็กซานเดรียดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนี้เขากำลังประจันหน้าอยู่กับราชาแห่งมังกรทั้งปวงในดินแดนอเล็กซานเดรีย และสิ่งทดลองของผูรังสรรค์หรือแม็กนัสนั่นเอง อีกแค่นิดเดียวเขาก็จะมีชัยเหนือพวกมันแล้ว

    “บ้าจริง! โคอิจิแกรีบถอยออกไปก่อนดีกว่ามั้ย!? ตรงนี้ข้าจัดการเอง!!” เสียงของราชามังกรสีดำตัวใหญ่ดังลั่นพร้อมกับไล่ตะเพิดเด็กมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังบาดเจ็บสาหัสและนอนกองอยู่กับพื้น รูปร่างของเขาผอม ผมสั้นสีน้ำตาลยุ่งเหยิง และมีนัยน์ตาสีเขียว ใบหน้าตอนนี้ที่ชโลมไปด้วยรอยแผลและรอยถลอกจากการต่อสู้ทำให้เขาดูไม่จืดเลยตอนนี้

    “ไม่... ฉันจะอยู่สู้กับนายตรงนี้นี่ล่ะ เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน... จะให้ทิ้งกันแบบนี้ก็ไม่ได้หรอกนะ อีกอย่าง...อเล็กซานเดรียตอนนี้ก็ไม่มีใครให้พึ่งพิงแล้วนอกจากพวกเราสองคนนะ...จริงมั้ย.. อัลเฟรด” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างยากลำบาก แต่จนแล้วจนรอดเขาก็พยายามลุกขึ้นมายืนจนได้ มังกรหนุ่มได้แต่ยืนมองพร้อมกับขบฟันแน่น สภาพตัวของเขาเองก็สะบักสบอมไปแพ้เด็กหนุ่มคนนั้นเลย

    “หึ...! มัวแต่อ้อยอิ่งกันอยู่นั่นแหละ! ปิดฉากมันตรงนี้แหละ!!!” ดัสก์ตะโกนเสียงลั่นก่อนจะโถมเข้าโจมตีใส่เด็กมนุษย์ที่ยืนตรงหน้านั่น “ปิดตำนานชีวิตอาภัพของแกได้แล้ว! เจ้าแม็กนัสน่าโง่!!!”

    “บ้าเอ้ย!!!” อัลเฟรดสบถลั่นก่อนจะรีบวิ่งมารับโจมตีนั่น แต่ทว่าร่างกายที่บอบช้ำนั้นก็ไม่สามารถทนแรงต้านทานการโจมตีนั่นได้ ดาบใหญ่ในมือของเขาแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีก่อนที่ร่างของเขาจะกระเด็นออกไปไกลจากบริเวณและชนกำแพงจะเกิดรูขนาดใหญ่

    “ฮ่า! อ่อนแอยิ่งนัก!! มิตรภาพและเส้นทางของแกมันจบลงแล้ว!! ชัยชนะเป็นของข้า!!” ดัสก์ไม่รอช้าโถมเข้าโจมตีใส่ร่างของโคอิจิอีกครั้งหนึ่งและคราวนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นหรือเป็นอุปสรรคอีกต่อไป เขายิ้มอย่างมีชัยพร้อมกับพุ่งโจมตีไปที่เด็กหนุ่มนั่นหมายจะปลิดชีวิตเค้าซะ

    “…เวทมนตร์ต้องห้าม... Lullaby of Death…” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา แสงสีขาวตลบอบอวลรอบตัวของเด็กหนุ่มและเป็นจังหวะเดียวกันที่ดัสก์พุ่งโจมตีใส่เขาจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและแรงกระแทกอันแสงรุนแรง แสงสีดำจากเวทมนตร์ของดัสก์และแสงสีขาวจากเวทมนตร์ของโคอิจิฟุ้งกระจายไปทั่ว และเมื่อมันสัมผัสสิ่งใดทุกอย่างในรัศมีจะสลายหายไปในอากาศทันที จนในที่สุดก็เกิดแรงระเบิดอันมหาศาลขึ้นก่อนที่จะเกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณจนมองอะไรไม่เห็น เสียงกรีดร้องของใครบางคนดังขึ้นมาก่อนที่แสงนั่นจะค่อยๆ เลือนหายไป และเป็นจังหวะเดียวกันที่อัลเฟรดเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง เขาค่อยๆ ลืมตาเพื่อมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

    “!” สิ่งที่เขาเห็นคือร่างของโคอิจิที่กำลังยืนท่าเดิมแน่นิ่งเป็นรูปปั้น และร่างของดัสก์ที่เรียกได้ว่าสภาพนั่นเละจนไม่สามารถดูได้เลย เขาไม่รู้เลยว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะ
    ในช่วงเวลานั้นเองที่จู่ๆ มือของโคอิจิค่อยๆ ตกลงมาอย่างเชื่องช้า บนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่เขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา

    “ขอโทษนะ..อัลเฟรด.... ริวฮานะ....”

    ตุ๊บ!

    ในไม่ช้าร่างของเด็กหนุ่มก็ล้มลงไปกองกับพื้นท่ามกลางเศษซากปรักพักพัง ลมหายใจของเด็กหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเชื่องช้าและในที่สุดชีพจรของเขาก็หยุดลง นัยน์ตาสีเขียวหม่นแสงลง และทุกอย่างก็ดับมืดลงในทัศนวิสัยของเขา

    “โคอิจิ!!!!!!!!!!!” เสียงตะโกนลั่นของอัลเฟรดดังลั่นขึ้นมา ก่อนที่เขาจะพยายามล้มลุกคลุกคลานไปหาร่างของเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ทว่าอยู่ดีๆ ร่างกายของเขาก็เริ่มไม่ตอบสนอง หายใจเริ่มติดขัดและทุกอย่างเริ่มพล่ามัวลง

    “บะ..บ้าเอ๊ย... เพราะพันธสัญญานั่นน่ะรึ.... ไม่... โค...อิ..จิ...” ร่างของอัลเฟรดค่อยๆ ล้มลงไปนอนกับพื้นอีกคนหนึ่งก่อนที่เขาจะหยุดหายใจลงในที่สุด เพราะพันธสัญญาที่เขาสร้างเอาไว้กับแม็กนัส... หากเมื่อใดที่แม็กนัสตายมังกรผู้รับใช้เขาก็จะต้องตายตามไปด้วย

    “กะ..แก.... เฮือกกก...!”

    ดัสก์ที่ตอนนี้ร่างกายป่นปี้เหลวแหลกพูดออกมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะทุรนทุรายดิ้นไปมาอยู่บนพื้น เขาแทบไม่รู้สึกอะไรเลย ณ เวลานี้.. ร่างกายของเขาในตอนนี้ไม่สามารถบังคับอะไรได้อีกต่อไป เขาสามารถกำจัดแม็กนัสได้แล้วแต่ถ้าหากจะต้องฝืนเป็นแบบนี้ต่อไป ยังไงเขาก็ไม่มีวันเอาชนะการเดิมพันของเทพเจ้าบ้านั่นได้แน่นอน เขาต้องทำอะไรสักอย่าง... เขาต้องการ่างกายใหม่ก่อนที่ทุกอย่างสายไป

    เขาพยายามดิ้นและดันทุรังตรงไปยังร่างของอัลเฟรด แต่ทว่ามันกลับเกินกว่าที่เขาจะไปถึง หากช้ากว่านี้แม้แต่วินาทีเดียวเขาก็ต้องหมดลมหายใจตามไอ้แม็กนัสงี่เง่านั่นแน่ๆ และช่วงเวลานั้นที่เขาเหลือบไปเห็นร่างของแม็กนัสที่อยู่ใกล้ตัวของเขามากที่สุด...

    “นี่ข้า.. ไม่มีทางเลือกแล้วใช่มั้ย...” ดัสก์เอ่ยออกมาอย่างหมดหนทางก่อนจะกัดฟันแน่นและกระเสือกกระสนตรงไปยังร่างไร้วัญญาณของโคอิจิ และเริ่มโอนถ่ายวิญญาณจากร่างที่สภาพดูไม่ได้ ไปอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มแทน...

    ใช้เวลาไม่นานดัสก์ก็สามารถเข้าสิงร่างใหม่ได้ แต่ทว่าทั้งสภาพวิญญาณและร่างกายของเขาเกินจะเยียวยาได้ เขาต้องการฟื้นพลัง..ฟื้นตัว...และต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร.. เขารู้สึกเจ็บใจเป็นอย่างมากที่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ เขา..ผู้พิชิตแม็กนัสได้กลับต้องมาใช้ร่างของแม็กนัสเพื่ออาศัยร่าง เขาละสมเพชตัวเองเสียจริง

    แต่ช่างมันปะไร อย่างน้อยเขาก็สามารถน้ำหน้าไอ้เทพเจ้านั่นได้... ต่อให้ต้องทำอะไรก็ตามเขาก็ยอมเพื่ออุดมการณ์อันสูงสุดของเขา และเขาในตอนนี้กำลังเดินนำเทพรังสรรค์อยู่หนึ่งก้าว

    บางเวลาต่อมา ช่วงที่ดัสก์พบกับริวฮานะครั้งแรก

    ร่างของเด็กสาวและมังกรผู้พิทักษ์ของเธอทั้งสามอันตาธานหายไปในจากสายตาของเขาเสียแล้ว แม้ว่าจะไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ว่าตอนนี้พวกนั้นได้หายไปหมดแล้ว..
    “พวกนั้นหายไปแล้วล่ะมาสเตอร์!” ฟีนด์เอ่ยขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกและฉงนเป็นอย่างมาก

    “แกคิดว่าข้าโง่หรือไงฮะ!? ข้าก็รู้ว่าพวกมันจู่ๆ ก็หายไปแล้ว!!” ดัสก์ตวาดใส่ฟีนด์อย่างบ้าคลั่งปนโมโห เพราะอีกแค่ไม่อึดใจเขาก็สามารถฆ่าแม้กนัสคนที่สองได้อย่างไม่ยากเย็นแล้ว

    “แล้วจะทำเช่นใดต่อไปดีล่ะมาสเตอร์...” เป็นบาล๊อก หัวหน้ามังกรกลุ่มผู้พิทักษ์จักรพรรดิเอ่ยถามบ้าง ดัสก์มองหน้าของเขาพร้อมกับพวกทหารมังกรผู้รับใช้ที่เหลืออย่างเดือดดาล

    “ไปล่าหัวของพวกมันมาให้ได้ ข้าจะเป็นคนจัดการมันเอง!!”

    “รับทราบ!” มังกรทุกตัวรับคำสั่งนั่นก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของนายตน ดัสก์อารมณ์เสียอย่างมากก่อนจะระบายยิงเวทมนตร์ใส่เสาตนหนึ่งอย่างเดือดดาลจนมันแหละสลายหายไป

    ‘ใจเย็นก่อนดีกว่ามั้ย ดัสก์...’

    จู่ๆ เสียงที่แสนคุ้นเคยก็ดังลั่นขึ้นในหัวของเขา และเขารู้ตัวดีกว่าเสียงนั่นเป็นเสียงของใคร

    “เป็นฝีมือของแกใช่มั้ยไอ้เทพเจ้าเฮงซวย!?” ดัสก์ตะโกนถามลั่นอย่างไม่สบอารมณ์และเดือดดาลและมองหาร่างของเทพเจ้านั่นอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง

    ‘ให้โอกาสสิ่งทดลองของข้าหน่อยซิดัสก์ นางยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ หากเจ้ารีบฆ่านางเสียตอนนี้มันจะไปสนุกได้ยังไงกัน จริงมั้ย?’

    “ข้าไม่สน!! ข้าจะกำจัดนางตอนนี้และทุกอย่างมันจะได้จบๆ ไป!” ดัสก์ตะโกนตอบกลับไป แต่ทว่าทผู้รังสรรค์นั้นยังคงมีท่าทีใจเย็นอยู่เหมือนเดิมก่อนจะพูดตอบกลับมา

    ‘ที่ข้าต้องช่วยนางไว้แบบนั้นเพราะมันเหมือนเจ้ากำลังเอาเปรียบข้าอยู่ ข้ายอมรับว่าข้ากลียดการพ่ายแพ้แต่ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่มาขัดขวางเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง เพียงแค่ว่าตอนนี้ข้าต้องให้นางได้เรียนรู้ในทุกๆ สิ่งของโลกใบนี้ และข้าต้องการทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวนางด้วย...’

    “แกกำลังจะทดลองอะไร?” ดัสก์ถาม

    ‘แม็กนัสรายนี้เป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะนิสัยใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดยังไงล่ะ และแม็กนัสคนนี้ยังมีความสมบูรณ์แบบมากกว่าแม็กนัสที่เจ้ากำจัดไปด้วย... ’

    “เหอะ... แกมันก็ดีแต่อ้าง สุดท้ายแล้วแกไม่อยากแพ้แกก็บอกมาเถอะ..!” ดัสก์สบถอย่างไม่สบอารมณ์

    ‘อย่าเพิ่งอารมณ์เสียเลย ดัสก์เอ๋ย.. งั้นข้าจะมอบอำนาจให้แก่เจ้าอีกอย่างหนึ่ง อำนาจในการล้างความทรงจำของเหล่ามังกรในอเล็กซานเดรีย เพื่อที่เจ้าจะได้สามารถบรรลุเป้าหมายของเจ้าได้ง่ายขึ้นยังไงล่ะ..’ ผู้รังสรรค์ยื่นข้อเสนอมาให้เขา และข้อเสนอนั่นเป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างน่าสนใจ หากล้างความทรงจำเกี่ยวกับตัวของแม็กนัสและพวกมังกรที่อยู่กับนางได้ นั่นยิ่งทำให้การไล่ล่าเป็นไปได้ง่ายขึ้น และเขาสามารถปลอมแปลงความทรงจำผิดๆ ให้กับพวกนั้นได้อีกด้วย.. นั่นยิ่งน่าสนุกเข้าไปใหญ่

    “งั้นก็ได้... ข้าจะขอรับอำนาจนั่นไว้ก็แล้วกัน” ดัสก์ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศน์นัย

    ‘แต่อำนาจนั้นเจ้าสามารถใช้ได้แค่เพียงครั้งเดียวนะ อ้อ... และหลังจากที่เจ้าใช้อำนาจนั่น... กาลเวลาจะเดินหน้าไปหลายร้อยปีต่อจากนี้นะ’ ผู้รังสรรค์อธิบายเพิ่มเติม

    “นี่แกจะให้อำนาจแกข้าที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว และจะก้าวกระโดดข้ามเวลาหรือไรกัน!?”

    ‘น่านะ.. มันเป็นการทดลองอย่างหนึ่งของข้าด้วย.. ยังไงก็ต่อจากนี้ข้าจะไม่มาขัดขวางเจ้าอีกต่อไป ขอให้เจ้าจงมีชัยในการเดิมพันครั้งนี้...’

    กลับมาสู่ปัจจุบัน

    ดัสก์ที่มองไวน์สีแดงฉานในมือและเพิ่งตื่นจากผวังค์แห่งอดีต เหมือนเขาเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอยู่ เขาสะบัดน้ำเมาและเลือดออกไปจากมือของตนก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ที่แสนสบายก่อนะเอามือทาบหัวอย่างเหม่อลอย นานมากแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้... เขามองไปที่มือที่กำลังมีเลือดไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายก่อนจะรู้สึกไม่สบอารมณ์
    เขาเกลียดร่างกายนี่ แต่เขาก็ไม่สามารถโอนถ่ายไปที่ร่างกายอื่นได้เลย เหมือนกับว่าไอ้เด็กบ้านั่นกำลังดึงวิญญาณของเขาอยู่ไม่ให้ไปไหนจากร่างนี้...
    หึ... แต่ช่างมันอะไร เพราะอีกแค่ไม่กี่อึดใจเขาก็สามารถกำจัดพวกมังกรทั้งหลายได้พร้อมกับเจ้าแม็กนัสน่าโง่คนที่สองนั่น....หรือริวฮานะได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามแผนของเขา อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น

    อีกแค่อึดใจเดียว
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  6. #276
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    247
    Chapter 48 : She cries, They confuse…

    <font size="5">
    OP THEME : Unknown Actors by Sakura Ishadoh from Under Night In-Birth Exe:Late[st]

    ฉันในตอนนี้ผันตัวจากพยาบาลในเต็นท์ผู้ป่วย มาเป็นแม่ครัวประจำค่ายแทน เนื่องจากกำลังคนครัวตอนนี้กำลังขาดแคลน เพราะบางส่วนได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เครื่องครัวที่พอใช้งานได้ก็น้อยจนแทบจะนับชิ้นได้ แต่นับว่ายังโชคดีที่ว่าเสบียงอาหารได้รับความเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าแทบไม่ได้รับความเสียหายเลย

    “ริวฮานะ ให้ข้าช่วยอีกแรงมั้ย?” คุณอารีเดินตรงเข้ามาพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ ก่อนจะตรงมาช่วยฉันขนน้ำซุปสมุนไพรอีกหม้อที่อยู่ข้างๆ

    “ขอบคุณมากคะ” ฉันเอ่ยขอบคุณเธอไปก่อนจะลงมือทำกับข้าวต่อ ทุกอย่างรอบตัวกำลังวุ่นวายอย่างรุนแรง มังกรทั้งหลายเดินเข้าเดินออกเต้นท์อย่างจ้าละหวั่น ฉันยื่นถ้วยน้ำซุปสมุนไพรให้มังกรตัวหนึ่งเพื่อให้เขานำไปเสิร์ฟกับมังกรที่กำลังบาดเจ็บอยู่ในเต้นท์พยาบาล น้ำซุปสมุนไพรที่อยู่ในหม้อของฉันตอนนี้ใกล้หมดเต็มทีแล้ว ฉันคงต้องเตรียมตัวทำน้ำซุปหม้อใหม่แล้วละ...

    “เจ้าไม่เป็นอะไรนะริวฮานะ เหงื่อไหลจนจะหมดตัวแล้วละมั้งเนี่ย!” คุณอารีถามฉันด้วยความเป็นห่วงในขณะที่กำลังคนน้ำซุปในหม้อ สีหน้าเธอดูเป็นกังวลมาก

    “ไม่เป็นไรคะ ฉันยังสบายดีอยู่” ฉันว่าพลางเอาแขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ไหลอย่างลวกๆ จะว่าไปแล้วตั้งแต่ทีมาทำงานในนี้ได้เกือบสามชั่วโมง ฉันแทบไม่ได้หยุดพักเลย...
    แน่ละสิ อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ฉันอยากจะมีประโยชน์กับทุกๆ คนบ้าง.. ไม่ใช่ในฐานะแม็กนัสแต่เป็นในฐานะ ริวคาเซะ ริวฮานะ... แม็กนัสมันเป็นแค่เครื่องมือแต่ริวฮานะคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง... ใช่... ริวฮานะคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

    “แต่หน้าเจ้าซีดมากเลยนะ เหมือนจะไม่สบายหรือเปล่าน่ะ...” คุณอารีถามอีกครั้งก่อนจะทิ้งทัพพีพลางเดินมาหาฉันอย่างเป็นห่วง “ข้าเข้าใจนะว่าเจ้าอยากช่วยเหลือทุกคนอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยเจ้าน่าจะเป็นห่วงตัวเองเสียบ้าง!”

    “แฮะๆ.. รับทราบคะ” ฉันตอบกลับเสียงแห้งไป เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะไล่ให้ฉันไปพักทางด้านหลังเต็นท์ครัวแทน จริงๆ ฉันไม่อยากจะหยุดพักหรอกนะ เพราะยังมีคนบาดเจ็บอีกจำนวนมากรอกินอาหารอยู่ แต่ว่าหากไม่ฟังคุณอารีตอนนี้มีหวังฉันจะโดนเอ็ดหนักกว่าเดิมแน่นอน
    สุดท้ายฉันเลยรีบเดินออกไปจากทางด้านหลังครัว เพื่อที่จะได้ไม่เกะกะใคร สายลมเย็นๆ พัดใส่ใบหน้าและร่างกายของฉันเบาๆ บรรยากาศด้านนอกยังคงวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม ทหารมังกรทั้งหลายต่างง่วนกับการซ่อมแซมเต็นท์และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ ฉันไม่เห็นวี่แววของบาฮามุทแม้แต่เงาเลยนับตั้งแต่ออกจากเต็นท์พยาบาล ป่านนี้เขาคงกำลังวางแผนรับมือพวกจักรวรรดิอยู่แน่ๆ

    ใจหนึ่งก็อยากจะเดินไปหาเขา แต่อีกใจหนึ่งก็ยับยั้งตัวของฉันเอาไว้ หากไปตอนนี้อาจจะไม่เป็นการดีเท่าไหร่ เพราะขืนไปเขาก็คงไม่ใส่ใจฉันอยู่ดี เขายังโกรธฉันที่ไม่พูดความจริงทั้งหมดกับเขาอยู่ พูดแล้วก็ได้แต่เจ็บจี๊ดอยู่ในใจ....

    มันคงเป็นแบบนี้ละดีแล้ว...

    “อ๊ะ! นั่นมันยัยมนุษย์นิ!” เสียงใสๆ ของใครสักคนดังขึ้นมา ฉันหันไปมองก่อนจะพบว่าโรมิ โยชัวร์และมิลันกำลังเดินตรงมาทางฉัน

    “ดูเจ้าเหนื่อยๆ นะ” โรมิเอ่ยขึ้นมาพลางมองหน้าฉันอย่างพิจารณา ฉันยิ้มบางๆ ให้เขาก่อนจะตอบปฏิเสทไป

    “พวกเธอกำลังจะไปไหนน่ะ?” ฉันถามกลับไป

    “หาที่ฝึกซ้อมฝีมือน่ะสิ!” โยชัวร์ตอบกลับมาเสียงแข็ง ฉันงุนงงและสงสัยในคำตอบที่ได้รับ “เพราะพวกเราเองก็ช่วยสู้กับพวกจักรวรรดิงี่เง่านั้นด้วยไงละ!”

    “ช่าย! เจ้าพวกจักรวรรดินั่นจะต้องยอมสิโรราบให้กับว่าที่ราชาแห่งอเล็กซานเดรียอย่างข้า!” โรมิพูดอย่างโอ้อวดและชูดาบขึ้นเหนือหัว มิลันที่อยู่ทางด้านหลังเด็กผู้ชายสองคนได้แต่ยิ้มแหยๆ อย่างเขินอายเพราะแลดูเธอจะไม่มีวันเข้าใจเด็กผู้ชายทั้งสองคนนี้แน่นอน แน่ละ ฉันเองก็ไม่เข้าใจพฤติกรรมของพวกเขาเช่นกัน แต่นั่นก็ทำให้ฉันเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ จะว่าไปช่วงนี้ฉันแทบไม่ได้หัวเราะเลยนินา...

    “เจ้าขำอะไรน่ะ!? อยากโดนงั้นหรอ!” โรมิเห็นฉันหัวเราะก็มีท่าทีหัวเสียทันที ก่อนจะเริ่มแหกปากโวยวายใส่ฉันอย่างอารมณ์ร้อน “เจ้าไม่มีสิทธิหัวเราะเยาะว่าที่ราชาอย่างข้านะเฟ้ย!!”

    “ฮ่ะๆ ขะ..ขอโทษด้วยแล้วกัน แล้วก็.. ขอบคุณนะ”

    “ขอบคุณข้าเรื่องอะไร?” โรมิถามอย่างฉงน

    “เพราะทำให้ฉันหัวเราะน่ะสิ ช่วงนี้ฉันแทบจะไม่ได้หัวเราะหรือแม้แต่ยิ้มเลย”

    “…เจ้าทะเลาะกับเจ้ามังกรติ๊งต๊องนั่นอีกแล้วรึ?” นัยยะของมังกรติ๊งต๊องนั่นคงหมายถึงบาฮามุทสินะ... ฉันไม่ได้ตอบอะไรไป เพียงแต่คลี่ยิ้มบางๆ ให้กับเด็กๆ มิลันที่นิ่งเงีบยอยู่นานตรงหามาฉันก่อนจะจับมือทั้งสองข้างของฉันเบาๆ

    “หนูไม่รู้หรอกนะว่าพวกพี่กำลังทะเลาะอะไรกันอยู่ แต่หนูเชื่อว่าหากเปิดใจคุยกัน อาจจะทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาบ้างก็ได้นะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น พลางมองใบหน้าของฉันด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ฉันเงียบและไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเหมือนเดิม และคลี่ยิ้มให้เธอแบบที่ยิ้มให้กับโรมิ ฉันไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรดี... เพราะถ้าหากเปิดใจคุยกันตอนนี้มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิมอีก

    “พวกเจ้าอย่าไปวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเลย..” โยชัวร์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังป่าอย่างเงียบๆ “ให้พวกผู้ใหญ่เขาจัดการเรื่องของผู้ใหญ่ไปดีกว่า เพราะ
    ยังไงเด็กอย่างพวกเราก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก เรื่องความรักน่ะ.. เอาเวลาช่วงนี้มาฝึกฝีมือต่อกรกับพวกจักรวรรดินั่นดีกว่า หรือว่าพวกเจ้าลืมไปแล้ว?”

    “อย่ามาทำเป็นเท่สั่งสอนข้านะเฟ้ยเจ้าตัวกะเปี๊ยก!” โรมิโวยวายขึ้นมาทันทีพลางวิ่งไปหาโยชัวร์อย่างเดือดพล่าน มิลันได้แต่มองพวกผู้ชายอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะบ่นงึมงำกับตัวเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก เธอหันมายิ้มให้ฉันอีกรอบก่อนจะเอ่ยปากลาและตามไปสมทบกับเด็กผู้ชายทั้งสองคน...
    คำพูดของมิลันยังวนเวียนอยู่ในหัวของฉันเรื่องเปิดใจคุยกัน.. ณ เวลานี้มันไม่ใช่เรื่องแน่ๆ ที่จะพูดความจริงกับบาฮามุทว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เพียงแต่ว่า.. ฉันเองก็ไม่สบายใจเช่นกันที่ต้องปิดบังกับเขา วินาทีนั้นเองฉันก้มลงมองกำไรข้อมือที่บาฮามุทเป็นคนผูกให้

    “ฉันเองก็อยากบอกนายนะบาฮามุท แต่ถ้าบอกไปแล้ว... มันจะทำให้นาย...”

    …ฉันว่าฉันควรหยุดคิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะมัวแต่กังวลมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา และฉันคิดว่าฉันพักมานานพอสมควรแล้ว ลมเย็นๆ ที่พัดมาตลอดเวลาทำให้อากาศเหนื่อยล้าและเม็ดเหงื่อหายไป ถึงเวลาต้องกลับไปช่วยทุกคนต่อแล้วล่ะ..

    บางเวลาต่อมา

    ฉันกลับมาทำงานในเต็นท์ครัวต่อเพื่อช่วยทำอาหารให้กับคนบาดเจ็บและเหล่าทหารที่ทำงานอย่างเต็มความสามารถ นี่ก็ใกล้ค่ำและเป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว อาหารแต่ละจานเริ่มถูกเสิร์ฟไปยังโต๊ะทานข้าวของเหล่าคนในค่ายจานแล้วจานเหล่า ทุกคนต่างมีท่าทีเหนื่อยและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีรอยยิ้มเจือปนมากับความเหนื่อยล้านั่นด้วย แต่ทว่าก็ยังมีบางส่วนที่ยังมีสีหน้าอมทุกข์และโศกเศร้ากับเหตุการณ์ที่เพิ่งมา

    ฉันเสิร์ฟอาหารให้กับทหารคนสุดท้ายที่เพิ่งเข้ามาในเต็นท์ทานอาหาร ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง เมนูวันนี้เป็นของง่ายๆ ที่ทุกคนน่าทานได้ ปลาย่างเกลือ ซึ่งถ้าเทียบขนาดที่ทานแล้วมันใหญ่มากสำหรับฉันแต่คงอาจจะเล็กเกินไปสำหรับมังกรพวกนี้ จะว่าไปแล้วฉันยังไม่เห็นวี่แววของพวกบาฮามุทแม้แต่เงาเลย สงสัยว่าพวกนั้นน่าจะยังหารือเรื่องแผนการรบยังไม่เสร็จแน่นอน

    “ริวฮานะ!” เสียงใสๆ เจื้อยแจ้วดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉัน ฉันหันไปมองที่ต้นตอของเสียงก่อนจะพบกับเจ้าของเสียงใสๆ นั่น เด็กๆ ทั้งสามคนนั้นเอง มิลันวิ่งตรงมานั่งข้างๆ ฉันอย่างรวดเร็วโดยมีโรมิและโยชัวร์เดินเขม่นกันมาตลอดทาง ก่อนที่จะนั่งแยกกันคนละฝั่งซ้ายขวาของฉัน

    “เอ่อ.. เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถามด้วยความสงสัยพร้อมมองหน้าของเด็กทั้งสองคนสลับไปมา

    “ก็พวกเด็กผู้ชายน่ะสิคะ ฝึกกันไม่รู้ยังไงอยู่ดีๆ ก็ลงไม้ลงมือเอาจริงเอาจังกันอย่างน่ากลัว ถ้าหนูไม่เข้าไปห้ามป่านนี้อาจจะยังไม่ได้ออกมาจากป่าหรอกคะ” มิลันเอ่ยปากเล่าเรื่องพลางบู้ปากใส่เด็กผู้ชายทั้งสองคน

    “ใช่ ถ้าเจ้าไม่เข้ามาห้ามไว้ก่อนนะมิลัน ป่านนี้เจ้ามังกรขี้โอ่นี้ไม่น่ารอดน้ำมือข้าหรอก!” โรมิว่าในขณะที่สายตายังถมึงทึงมองไปที่โรมิ

    “อ้อหรออ!!? คิดว่าจะเสร็จเจ้างั้นรึ! หยุดฝันกลางวันเหอะน่าเด็กน้อย อีกสักร้อยหรือสองร้อยปีค่อยมาสู้กับข้าใหม่ดีกว่า!” โรมิฉีกยิ้มก่อนจะเริ่มพูดจาร้ายกาจกลับไปบ้าง และบรรยากาศก็เริ่มกลับมาคุขึ้นมาอีกครั้ง ฉันและมิลันรีบยั้งเด็กๆ ทั้งสองเอาไว้ก่อนที่จะเกิดการทะเลาะกันไปมากกว่านี้ ไม่อยากจะเชื่อเลย.. เด็กๆ ทั้งสองคนนี่เหมือนกับบาฮามุทและเบลดที่กำลังทะเลาะกันไม่ผิด เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้เลยแฮะ

    “เงียบๆ แล้วกินข้าวกันไปได้แล้วหน่าเจ้าพวกเด็กเมื่อวานซืน!” เสียงบ่นหงุดหงิดของอัลเฟรดดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังคุกกรุ่น ฉันหันไปมองที่ต้นเสียงก่อนจะพบว่าอัลเฟรด เซเบอร์และยูเมกำลังปืนขึ้นมานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างเหนื่อยล้า

    “แฮ่กๆๆ... ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะเหนื่อยแบบที่ไม่เคยเหนื่อยมาก่อน!” เซเบอร์พูดด้วยน้ำเสียงหอบแห่กในขณะที่กำลังทิ้งตัวลงนอนหลาลงบนโต๊ะแบบไม่อายใคร

    “อย่างน้อยพวกเราก็ช่วยพวกเขาอย่างเต็มความสามารถแล้วนินะ จริงมั้ยอัลเฟรด?” ยูเมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ก่อนจะหันไปถามอัลเฟรดที่กำลังฟุบอยู่บนโต๊ะ

    “เหอะ! ก็พวกเจ้าทั้งสองดันไปเอ่ยปากรับคำขอทำไมล่ะ? ลำบากข้าด้วย!”

    “พวกนายไปทำอะไรมาน่ะ?” ฉันเอ่ยถามด้วยท่าทีสงสัย

    “ก็เจ้าเด็กบ้านี่มันดันไปอาสาขนของและสัมภาระของพวกทหารน่ะสิ! ทำอะไรไม่ได้ดูสังขารตัวเองเล้ย!” อัลเฟรดตอบฉันมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะเอามือทุบท้องของเซเบอร์ไปหลายทีจนเจ้าตุ๊กตามังกรสีน้ำเงินที่กำลังนอนหงายท้องอยู่ร้องเสียงหลง “แกนะแกเจ้าเด็กโง่! ทำไมชอบหาเรื่องให้ข้าและยูเมต้องเหนื่อยตลอดเวลาเลย!?”

    “ก็คุณอัลเฟรดเอาแต่เดินไปเดินมาแบบหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ทำอะไรเลย ในขณะที่ทุกคนกำลังทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย!” เซเบอร์ลุกขึ้นมาเถียงก่อนเริ่มทุบอัลเฟรดคืนบ้าง

    “แกหาว่าข้าไม่ทำอะไรงั้นหรอ!!?” อัลเฟรดเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่มีน้ำโหและตั้งท่าจะเริ่มเข้าไปทำร้ายเซเบอร์ต่อ เซเบอร์ก็นิ้มกริ่มเหมือนรอจังหวะสวนกลับอยู่ ยูเมที่นั่งดูเหตุการณ์อย่างเงียบงันก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเริ่มเข้าไปห้ามปรามมังกรตุ๊กตาทั้งสอง กลายเป็นว่าในโต๊ะทานข้าวนี้มีการทะเลาะกันเกิดขึ้น 2 วงและฉันเองก็ไม่รู้จะห้ามพวกนี้ยังไงดี ก็ได้แต่ถอนหายใจและเริ่มลงมือทานอาหารเย็นต่อ

    “อ๊ะ! ทำไมเจ้าไม่ไปเอาอาหารมาให้พวกเราละ?” จู่ๆ โยชัวร์ที่กำลังทะเลาะกับโรมิอยู่ก็หันมาถามโดยละความสนใจจากโรมิที่กำลังอาละวาดและต่อว่าเขาอยู่ และนั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเหล่าเจ้าของสัญญาและเด็กๆ ยังไม่ได้อาหารเย็นแบบคนอื่นเขาเลย ฉันขอโทษเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะลุกเข้าไปในครัวพร้อมจัดอาหารให้พร้อมเสิร์ฟ จะว่าไปแล้ว... ฉันควรจะจัดอาหารเผื่อมังกรทั้งสองตัวนั้นด้วยกว่า.. ป่านนี้เขากำลังหารือเรื่องรบจนลืมกินข้าวไปแล้วล่ะมั้ง...

    “ทุกคนฟัง!”

    ในขณะที่ฉันกำลังเตรียมอาหารอยู่นั่นเอง จู่ๆ เสียงคำรามอันแสนคุ้นเคยดังก้องขึ้นราวกับพายุก็ไม่ปานจนฉันสะดุ้ง และบรรยากาศในเต็นท์ทานอาหารเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ฉันรีบกลับไปที่เต็นท์ก่อนจะพบว่าบาฮามุท เบลดและโอราเคิลกำลังยืนอยู่ทางด้านหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง โอราเคิลที่สังเกตเห็นฉันก็คลี่ยิ้มบางๆ ให้ก่อนจะหันไปมองเหล่ามังกรที่อยู่ในเต็นท์ที่กำลังมีท่าทีงุนงงแต่ไม่มีใครแม้แต่จะเอ่ยปากถาม

    บาฮามุทกวาดสายตามองทุกคนในบริเวณอย่างพิจารณาชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้งหนึ่ง

    “หลังจากนี้อีก 1 อาทิตย์ พวกเราจะทำการบุกไปยังอเล็กซานเดรีย เพื่อทวงคืนอิสรภาพและโค้นล้มเจ้าพวกจักรวรรดินั่นให้สิ้นซาก!”

    “!?” ทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจและสับสนในทันที

    “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทั้งหลายต่างงุนงงและตกใจในสิ่งที่ข้าเพิ่งเอ่ยออกไป แต่ไม่ต้องห่วง ข้ามีแผนการรบเอาไว้แล้ว! และแผนนี้ได้ผลแน่นอน!”

    “เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!” มีมังกรตัวหนึ่งตะโกนแทรกขึ้นมาพลังจากบาฮามุทพูดเสร็จ พวกเราทุกคนหันไปมองหน้ามังกรตัวนั้นเป็นสายตาเดียวกัน “1 อาทิตย์.. พวกเราจะไปบุกอเล็กซาน
    เดรีย นี่เจ้าคิดจะให้พวกเราไปตายหรือไงกัน?”

    “ข้าไม่ได้จะนำพวกเจ้าไปตาย แต่ข้าจะนำพวกเจ้าไปสู่ชัยชนะ!” บาฮามุทตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “แล้วเราจะบุกไปด้วยเพียงกองกำลังที่มีอยู่น้อยนิดนี่นะ!? พวกเรานับรวมกับคนที่ไม่ใช่ทหาร อาจจะยังมีไม่ถึงพันคนเลยด้วยซ้ำ แล้วพวกจักรวรรดินั่นมีกองกำลังที่ไม่มีขีดจำกัดอีก!” มังกรตัวนั้นยังคงเอ่ยปากเถียงบาฮามุทต่อพร้อมกับมองหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจและเอาเรื่อง “พวกเราในตอนนี้กำลังอ่อนกำลัง พวกมันอาจจะบุกมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้… นั่นยิ่งทำให้พวกเราเสียเปรียบหนักกว่าเดิม.. มีคนตายมากกว่าเดิม.... ฮึก...”

    ในประโยคสุดท้ายที่มังกรตัวนั้นพูดจบ จู่ๆ เขาก็เริ่มพูดตะกุกตะกักและร้องไห้ออกมาเบาๆ น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของเขาอย่างไม่ขาดสาย

    “ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว... พี่น้องและภรรยาของข้า.. ตายจากข้าไปหมดแล้ว ข้าไม่เหลืออะไรในชีวิตที่ข้าต้องสู้แล้ว... บางทีข้าก็คิดนะนะ.. ว่าทำไมข้ายังมีขีวิตอยู่อีก ข้าควรตายไปพร้อมๆ กับพวกเขาเสียดีกว่า..”

    บรรยากาศในบริเวณกลับมาเงียบงันอีกครั้งหนึ่ง มังกรเกือบทุกตัวมีสีหน้าเศร้าสร้อยลงอย่างชัดเจน จากบรรยากาศที่เคยดีขึ้นกว่าหลายวันก่อน มาในวันนี้กลับกลายเป็นความทุกข์ที่แสนขม
    ขืนอีกครั้งหนึ่ง ฉันเองก็เข้าใจความรู้สึกของคนที่นี่ทุกคนนะ หากต้องเสียคนที่เรารักไปมันคงเป็นเรื่องที่ทำใจรับไม่ได้แน่นอน

    บาฮามุทเดินตรงไปที่มังกรตัวนั้นอย่างเงียบงัน ก่อนจะประจันหน้ากับมังกรตัวนั้นด้วยสายตาที่หนักแน่นและจริงจัง

    “ถ้าเจ้าจะตาย อย่างน้อยให้เจ้าตายเยี่ยงวีรบุรุษผู้กอบกู้อเล็กซานเดรีย ไม่ใช่เยี่ยงคนขี้ขลาดไร้ค่า ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี.. ว่าการสูญเสียคนที่เรารักมันไปยังไง...” ประโยคสุดท้ายของบาฮามุทมันฟังดูอ่อนแรงชอบกล เหมือนเขาจะนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ดี ฉันเองก็เช่นกัน... “พวกเพื่อนพ้องที่จากเจ้าไปอาจจะกำลังให้กำลังใจเจ้าอยู่ที่สวรรค์แน่นอน ข้ามั่นใจ!”

    “….” มังกรตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมามองบาฮามุทอีกครั้ง ก่อนจะปาดน้ำตาของตัวเองทิ้งไปอย่างลวกๆ สาสยตาที่เคยเศร้าสร้อยเริ่มหนักแน่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง บาฮามุทยิ้มให้กับมังกรตัวนั้นก่อนจะเดินกลับไปยังหน้าเต็นท์อีกรอบหนึ่ง

    “ข้าจะอธิบายแผนคร่าวๆ เกี่ยวกับแผนการรบในครั้งนี้ให้พวกเจ้าฟัง! พวกเราจะแบ่งกองกำลังเป็น 3 กองกำลังหลัก ได้แก่ กองกำลังหลักทัพหน้า กองกำลังสนับสนุนและลอบโจมตี และกองกำลังคุ้มกันที่ตั้ง โดยข้าจะเป็นผู้นำกองกำลังทัพหน้า เบลดจะเป็นผู้รับผิดชอบกองกำลังสนับสนุน และโอราเคิลจะรับผิดชอบกองกำลังคุ้มกันที่ตั้ง ข้าต้องการให้พวกเจ้าทุกคนในค่ายแห่งนี้เลือกเข้าร่วมกองกำลังทั้งสามนี้ แต่ข้าอาจจะรบกวนให้ทหารที่มีฝีมือฉกาจและไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่ผ่านมาเข้าร่วมกองกำลังหลักทัพหน้า เพราะกองกำลังนี้จะเป็นกองกำลังสำคัญที่จะบุกไปที่อเล็กซานเดรีย หากพวกเจ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็มาหาพวกข้าทั้งสามที่เต็นท์ของผู้นำค่ายนี้ได้ทันที ข้าให้เวลาพวกเจ้าตัดสินใจภายใน 2 วัน หากพวกเจ้าไม่เลือกเข้ากองกำลังใดๆ ข้าจะถือว่าพวกเจ้าเป็นคนขี้ขลาดตาขาว! แค่นี้แหละ!” บาฮามุทพูดทิ้งท้ายพร้อมกวาดสายตามองมังกรอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูทางออกโดยที่เบลดและโอราเคิลตามไปติด ในช่วงจังหวะหนึ่งที่เขากำลังจะก้าวออกจากเต็นท์ไป เขาหยุดชะงักก่อนจะหันมามองฉันชั่วครู่ สายตาของเราสบกันหลายวินาที... ก่อนที่เขาจะเดินออกไปและไม่ได้พูดอะไร เหมือนเขาจะยังโกรธฉันอยู่เหมือนเดิม....

    บรรยากาศในเต็นท์กลับมามีเสียงดังอีกครั้ง ทุกคนในเต็นท์กำลังคุยเรื่องที่บาฮามุทประกาศไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ทั้งสนใจ สับสน และสงสัย..
    ฉันเดินกลับเข้าไปในครัวก่อนจะยกอาหารมาเสิร์ฟทุกคนที่โต๊ะ โรมิและโยชัวร์กำลังคุยกันอย่างออกรสและสนใจในแผนการรบของบาฮามุทที่เพิ่งมาประกาศ

    “ข้าจะไปสมัครกับกองทัพของบาฮามุท!” โรมิพูดโพร่งขึ้นมาพร้อมลุกขึ้นยืนบนโต๊ะอย่างองอาจและเหย่อหยิ่ง “ข้าจะแสดงฝีมือที่แท้จริงของข้าให้ทุกคนได้เห็น และพิสูจน์ว่าข้านั้นเหมาะกับการเป็นราชาแห่งอาณาจักรอเล็กซานเดรียขนาดไหน!”

    “เฮ้อ.. พวกขี้โอ่...” อัลเฟรดและโยชัวร์เอ่ยขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกันอย่างมิได้นัดหมายก่อนจะเบือนหน้าหนีโรมิที่ยืนอยู่บนโต๊ะ ส่วนฉันและคนที่เหลือก็ได้แต่หัวเราะเสียงแห้งเบาๆ เท่านั้น เด็กก็ย่อมเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำละนะ....ย

    “แล้วพวกเราจะเอายังไงกันดีละ?” มิลันเอ่ยถามโยชัวร์ที่นั่งข้างๆ ตนอย่างเป็นกังวล เป็นจังหวะเดียวกันที่ฉันหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เธอ โยชัวร์มองที่จานอาหารที่ฉันเพิ่งเสิร์ฟให้อยู่สักพักใหญ่เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง

    “เอาเข้าจริง ข้าอาจจะไปอยู่กองทัพแนวหน้าก็ได้.. เป็นโอกาสอันดีที่ข้าจะได้ล้างแค้นให้กับครอบครัวของข้า...” โรมิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองมิลันด้วยสายตาจริงจัง มังกรสาวน้อยตกใจกับคำตอบของโยชัวร์ไปในทันทีก่อนจะพูดรีบเตือนสติเขา

    “เจ้าจะบ้าหรือไง? เรายังเป็นเด็กอยู่เลย!”

    “ใช่ พวกนายทั้งสองคนยังไม่พร้อมที่ไปเป็นแนวหน้าหรอกนะ ฉันว่ามันเสี่ยงมากเกินไป...” ฉันออกโรงพูดเสริมมิลันบ้างหลังจากนั่งสังเกตเหตุการณ์มานาน ฉันเข้าใจพวกเด็กๆ ดีอยู่หรอกนะ แต่ว่าพวกเขายังไม่พร้อมที่จะออกไปรบด้วยวัยขนาดนี้หรอกนะ พวกเขายังมีอนาคตของตัวเองอยู่... พวกเขาไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งขว้างแบบนี้

    “เจ้าห้ามข้าไม่ได้หรอกนะ ริวฮานะ มิลัน ข้าน่ะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ! ข้าน่ะไม่ได้อ่อนแอเหมือนตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองแสงดาวหรอกนะ ช่วงที่เจ้าไม่อยู่น่ะ ข้าเรียนรู้วิชาหลายอย่างจากคนในค่ายแห่งนี้ และข้ามั่นใจว่าข้าพร้อมที่จะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารในค่ายแห่งนี้ ข้าอาจจะยังเป็นแค่เด็ก.. แต่ด้วยตำแหน่งผู้นำแห่งเมืองแสงดาว ข้านิ่งเฉยไม่ได้หรอกนะ ข้ายังไม่ได้ล้างแค้นสิ่งที่ทำกับพ่อแม่และเมืองของข้า... ข้าไม่อยากจะนั่งเฉยๆ รอคอยให้คนอื่นมาทำทุกอย่างแทนข้า!” โรมิเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าครั้งไหนๆ พลางกำหมัดแน่น นัยน์ตาของเขามันกำลังเอ่อล้นไปด้วยความจริงจัง หนักแน่น และทะเยอทะยาน แต่ก็ยังมีความเศร้าเจือปนอยู่ในนัยน์ตาใสๆ คู่นั่น ฉันไม่ได้เอ่ยอะไรต่อได้แต่คลี่ยิ้มให้กับเขาบางๆ โยชัวร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีท่าทีอึ้งกับคำพูดของโรมิ ก่อนจะปรบมือให้กับเขาเบาๆ

    “สงสัยแบบนี้พวกเราต้องแข่งกันแล้วล่ะ” โยชัวร์กล่าว “ใครจัดการพวกจักรวรรดิได้เยอะกว่า คนนั้นจะเป็นนายของคนแพ้ ตกลงหรือไม่?”

    “ฮ่า! เจ้ากล้าท้าผู้นำเมืองอย่างข้างั้นรึ? หึ! มีหรือที่ข้าจะปฏิเสธ ได้! ข้ารับคำท้าของเจ้าโยชัวร์ เราจะได้เห็นดีกัน!” โรมิตอบรับคำท้าของโยชัวร์แบบไม่รีรอก่อนจะยิ้มกริ่มอย่างมีชัย “หึ... เริ่มจากตอนนี้เลยมั้ย!?”

    เด็กผู้ชายทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างดุเดือดและไม่มีใครยอมใคร มิลันพยายามจะพูดห้ามทั้งสองคนแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครฟังเธออีกต่อไป

    “ข้าจะไปสมัครเข้ากองกำลังของบาฮามุทละ!” เด็กๆ ทั้งสองคนตะโกนเสียงดังลั่นก่อนจะลุกออกจากโต๊ะไปอย่างรวดเร็วและวิ่งแจ่นออกจากไปเต็นท์อย่างรวดเร็ว โดยที่ฉันและมิลันไปห้ามไม่ทันเสียแล้ว เด็กสาวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะรีบลุกตามเด็กผู้ชายไปติดๆ

    “ข้าไม่เข้าใจเจ้าเด็กพวกนั้นเลยจริงๆ” อัลเฟรดที่นั่งมองเหตุการณ์มาโดยตลอดบ่นตัดพ้อขึ้นมาลอยๆ พลางใช้ซ้อมจิ้มอาหารในจานไปมาอย่างเบื่อๆ “แผนการของเจ้ามังกรโง่นั่นมันก็ดีอยู่ในระดับนึงแหละที่แบ่งกองกำลังเป็นสามส่วน แต่แบบนั้นจะดีรึ?”

    “ทำไมล่ะคุณอัลเฟรด?” เซเบอร์พร้อมตักอาหารเข้าปากไป

    “เจ้าโง่หรือเปล่าเด็กเอ๋อ? พวกเราในค่ายตอนนี้อย่างที่เจ้าเห็นคือมันน้อยขนาดไหน ยังไม่รวมกับพวกที่นอนบาดเจ็บอยู่ในเต็นท์พยาบาลอีก รวมๆ แล้วพวกเรายังเทียบกับกองทัพเล็กๆ ของ
    พวกจักรวรรดินั่นไม่ได้เลย แล้วอีกอย่าง.. พวกทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ทั้งสี่นั่นก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วย นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมอีก”

    “แต่ว่าพวกพี่ๆ ของผมก็สามารถเอาชนะพวกมันมาได้ครั้งนึงแล้วนะ และพวกพี่ๆ ยังได้พลังมาใหม่มาด้วยตอนที่พวกเราแยกย้ายกันไปทำภารกิจกระจายปีกเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน” เซเบอร์เอ่ยเถียงอัลเฟรดขึ้นมาอีกครั้ง

    “แล้วเจ้าคิดหรอว่าแค่นั้นจะเพียงพอที่จะเอาชนะจักรวรรดิได้ พวกเราก็ไม่ทางรู้เลยว่ามันกำลังวางแผนอะไรอยู่ พวกมันรู้การเคลื่อนไหวของเราแต่เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน ถึงแม้ว่าพวกมังกรน่าโง่นั่นจะได้พลังมาใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะการันตีว่าจะมีชัยในศึกครั้งนี้นิ... เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าดัสก์น่ะ มันร้ายกาจแค่ไหน”

    “….” เซเบอร์นิ่งเงียบไปในทันทีและหมดคำพูดที่จะเถียงอัลเฟรด ฉันเห็นด้วยกับอัลเฟรดนะว่าพวกเราไม่รู้เลยว่าพวกจักรวรรดิกำลังวางแผนอะไรอยู่ กองกำลังพวกเราก็น้อยนิดเสียเหลือเกิน จะให้พวกบาฮามุทจัดการเองอย่างเดียวก็คงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเกินไป ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับพลังใหม่มาก็ตามแต่สุดท้ายมันก็ไม่การันตีว่าเราจะมีชัยเหนือพวกจักรวรรดิ

    “เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราคงต้องพึ่งแผนการของฝ่าบาทแล้วละนะ ว่าจะทำให้เราเอาชนะจักรวรรดิได้หรือเปล่า พวกเราทั้งสามเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเสียด้วย..” ยูเมเอ่ยขึ้นมาพลางมองหน้าพวกเราทุกคน ไม่มีใครพูดอะไรต่อเพียงแต่ก้มหน้ามองอาหารตรงหน้าตัวเอง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องควรทำอะไรหรืออยู่ตรงไหน เหลือเวลาให้ตัดสินใจอีกไม่นาน...
    นั่นสินะ.. เหลือเวลาตัดสินใจอีกไม่นาน.... พูดแล้วมันก็ยิ่งเจ็บช้ำเสียเหลือเกิน

    “เดี๋ยวฉันขอตัวเอาอาหารเย็นไปให้พวกบาฮามุทก่อนแล้วกัน” ฉันพูดโพล่งขึ้นมาก่อนจะลุกตรงไปยังครัว จัดอาหารเย็นสามชุดแล้วเดินออกจากเต็นท์ทานอาหารโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ วินาทีนี้ฉันไม่ควรคิดฟุ้งซ่านเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะยังไงเสียตัวของฉันยังอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันที่เรายังต้องสู้กับพวกจักรวรรดิ... แล้วหลังจากนั้นไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ... นั่นก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของอนาคต ให้อนาคตตัดสินชะตากรรมของทุกคนเสียดีกว่า

    “หมายความว่ายังไงน่ะ!? ข้าเข้าร่วมทัพแนวหน้าไม่ได้!?”

    ในขณะที่ฉันเดินและคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง เสียงของโรมิดังแว่วขึ้นมาจากเต็นท์ของเมลล์ด้านหน้าของฉัน เหมือนด้านในเต็นท์นั่นกำลังมีการทะเลาะมีปากเสียงกันอย่างหนักหน่วงเพราะขนาดอยู่ไกลๆ ฉันยังได้ยินเสียงโวยวายเลย ฉันรีบเดินตรงไปที่เต็นท์อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าก่อนที่ฉันจะเดินเข้าไปในเต็นท์ อีกใจหนึ่งก็ยังกลัวและไม่กล้าที่จะเข้าไป ถ้าฉันเข้าไปแล้ว.. ฉันจะทำหน้ายังไงดีละ? ช่วงเวลาที่ผ่านมาสักพักใหญ่ฉันและบาฮามุทไม่ได้เอ่ยปากคุยใดๆ เลย เขาเองก็คงไม่มีอารมณ์มาคุยปรับความเข้าใจอะไรกับฉันเสียเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังเคร่งเครียดกับแผนการรบและการเอาชนะพวกจักรวรรดิแห่งความมืด...

    อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ฉันแค่มาเอาอาหารเย็นให้พวกบาฮามุทแล้วรีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า... ฉันเม้มปากแน่นอย่างช่างใจอีกครั้งก่อนจะรีบเดินเข้าไปในเต็นท์ที่ตอนนี้กำลังมีเรื่องกันอยู่ ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าคือโรมิกำลังยืนแหกปากคุยกับบาฮามุทพร้อมกับสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างถึงที่สุด เด็กๆ อีกสองคนที่เหลือยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบงัน โอราเคิลพยายามเข้าไปจับไหล่ของโรมิพลางพยายามพูดให้โรมิใจเย็นลง ส่วนเบลดไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์เสียเท่าไหร่

    “เจ้าจะไม่ให้ข้าไปร่วมทัพหน้าของเจ้าไม่ได้นะ! ข้ามั่นใจในฝีมือ!”

    “ข้าพูดเหตุผลกับเจ้าเป็นรอบที่ล้านแปดแล้วนะว่าข้าไม่ให้พวกเจ้าเข้ากองทัพหน้า เพราะเจ้ายังเป็นเด็กอยู่เลย!! ข้าไม่อยากจะเอาอนาคตของเด็กอย่างพวกเจ้ามาเสี่ยงหรอกนะ! อีกอย่างตัวของเจ้าน่ะยังอ่อนประสบการณ์เรื่องสมรภูมิจริงๆ ด้วย!” บาฮามุทพูดตอบกลับไปอย่างอดทนอดกลั้น ซึ่งฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้วเหมือนความอดทนกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ทว่าโรมิเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมแต่อย่างใด และยังคงเถียงใส่บาฮามุทอย่างดีเดือด เหมือนความอดทนของบาฮามุทใกล้สิ้นสุดลงและเขากำลังจะเอ่ยปากพูดสวนกลับไปบ้าง แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยยปากใดๆ โยชัวร์เดินตรงไปที่โรมิก่อนจะชกไปที่หน้าของเขาอย่างจังหนึ่งที สร้างความฉงนให้ทุกคนในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก โรมิที่กำลังเดือดพล่านผงะไปทันทีเมื่อถูกชก เขารวบรวมสติก่อนจะมองไปที่โยชัวร์

    “แกทำอะไรน่ะ!?”

    “ดึงสติของเจ้าน่ะสิ.. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าต้องมาเป็นคนเรียกสติของเจ้านะโรมิ ทั้งๆ ที่ข้าอายุน้อยกว่าเจ้าอีก!” โยชัวร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ สไตล์ของเขา “ถึงพวกเราจะไปกองทัพหน้าได้ พวกเราอาจจะช่วยอะไรได้ไม่มากหรอก มิลันเองก็ไม่ได้เก่งกาจเรื่องต่อสู้เสียเท่าไหร่ ข้าก็ทิ้งนางไปไม่ได้เช่นกันเพราะนางก็เหมือนครอบครัวของข้า และอย่างที่เจ้ามังกรขาวติ๊งต๊องนั่นว่า พวกเรายังไม่เคยร่วมรบในสมรภูมิจริงๆ สักครั้ง เกิดประมาทแม้วินาทีเดียวนั่นหมายถึงชีวิตของพวกเรานะ...”

    “…” โรมิไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่เบือนหน้าหนีพร้อมกับสบถอย่างไม่สบอารมณ์เสียเท่าไหร่ เขาสบตาพวกเราทุกคนในเต้นท์ชั่วครู่ ก่อนจะตะโกนไม่เป็นศัพท์และวิ่งออกจากเต้นท์ไป โดยมีโยชัวร์ที่ถอนหายใจและวิ่งตามไปติดๆ เด็กๆ พวกนั้นคงอยากจะร่วมทัพหน้ามาก แต่คงโดนบาฮามุทปฏิเสทกลับมาแทน

    บรรยากาศภายในเต็นท์กลับมาเงียบอีกครั้ง พวกเราทั้งสี่มองหน้ากันแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรกัน นี่อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่พวกเราอยู่กันสี่คนกันโดยลำพังแบบนี้ ถ้าเป็นปกติฉันจะชวนคุยนะ แต่ว่าสภาพบรรยากาศตอนนี้ทุกคนคงไม่มีอารมณ์เสียเท่าไหร่

    “เจ้า...มาทำอะไร?” บาฮามุทเอ่ยปากถามฉันโดยไม่ได้มองหน้า และนั่นทำฉันสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะดึงสติกลับมา

    “เอ่อ.. ฉันเอาอาหารเย็นมาให้พวกนายน่ะ เห็นว่าพวกนายยังไม่ได้กินอะไรเลย กะ..ก็แค่นี้เอง...”

    “อะ ขอบใจนะฮานะจัง!” โอราเคิลเอ่ยขอบคุณฉันด้วยรอยยิ้มแต่ทว่าน้ำเสียงของเขากลับสั่นแปลกๆ ฉันฉงน เขารับถาดอาหารไปจากมือฉันก่อนจะรีบไปวางที่โต๊ะใกล้ๆ ตัวของเขา เบลดเองที่ตอนแรกไม่ได้สนใจอะไรกลับค่อยๆ กลับมามองหน้าของฉัน ราวกับว่ากำลังหาคำตอบอะไรบางอย่าง...

    “เอ่อ... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะ ฉันไม่รบกวนแล้วละ พวกนายน่าจะวางแผนรบกันต่อ” ฉันรีบพูดอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบหมุนตัวกลับไปยังทางออก หากอยู่ต่อไปนานๆ มีหวังฉันคงไปรบกวนสมาธิพวกเขามากกว่า เพราะตอนนี้ความเป็นความตายของดินแดนแห่งนี้กำลังอยู่ในมือของพวกเขา...

    “ช้าก่อน!”

    แต่ก่อนที่ตัวของฉันจะไปถึงทางออก จู่ๆ บาฮามุทก็คว้าข้อมือของฉันเอาไว้เสียก่อน เขาบีบข้อมือของฉันแรงมากจนฉันเผลอกรีดร้องออกมาเบาๆ

    “จะ..เจ็บ! นายทำอะไรน่ะ!?” ฉันถาม ราชามังกรสีขาวเขม่งมองมาที่ฉันด้วยนัยน์ตาสีเขียวที่ลุกวาวอยู่

    “พวกเจ้าทั้งสองออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องสะสางกับนาง...” บาฮามุทเอ่ยปากสั่งมังกรทั้งสองโดยไม่ได้หันไปมอง เบลดและโอราเคิลมองหน้ากันชั่วครู่ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากเต็นท์ไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันกับบาฮามุทอยู่กันตามลำพังโดยที่เขายังคงจับข้อมือของฉันเอาไว้อยู่เหมือนเดิม ฉันและเขาสบตากันอีกครั้งหนึ่ง และนัยน์ตานั่นกำลังมองมาที่ฉันอย่างไม่ลดละ “เจ้าจะบอกข้าได้หรือยัง...”

    “บะ..บอกอะไรหรอ?... โอ้ยยย!!” ฉันถามกลับไป แต่นั่นทำให้เขาบีบข้อมือของฉันแรงขึ้นกว่าเดิม

    “หยุดทำไขสือได้แล้ว! ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังปิดบังอะไรอยู่ ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ว่าเจ้าโกหกไม่เก่งเลย!” น้ำเสียงของราชามังกรเริ่มเกรี้ยวกราดและดังมากขึ้นกว่าเดิม

    “ฉะ...ฉันไม่มีอะไรต้องบอกนาย! นาย..นายปล่อยฉันไปได้แล้ว!”

    “ทำไมเจ้าไม่บอกซักทีวะฮะ ยัยทาส!!” บาฮามุทตะคอกใส่หน้าของฉันอย่างสุดเสียงจนแก้วหูของฉันแทบระเบิดและข้าวของภายในเต็นท์ถึงกับสะเทือน ฉันมองหน้าของเขาพร้อมกับตัวที่กำลังสั่นเทาอย่างหวาดกลัว ตั้งแต่รู้จักกับเขามา... ฉันไม่เคยตะคอกใส่ฉันดังขนาดนี้มาก่อนเลย เป็นอีกมุมหนึ่งของบาฮามุทที่ฉันไม่เคยเห็นและนั่นกำลังทำฉันหวาดกลัว....

    “ปละ..ปล่อยฉันสักทีเถอะนะ ขอร้องละบาฮามุท!” ฉันพูดอีกครั้งพร้อมพยายามแกะมือเขาของออก แต่ทว่าเขาก็ไม่มีท่าทีจะปล่อยแต่อย่างใด มีแต่จะบีบแรงมากกว่าเดิม มันเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมและเหมือนกำลังจะแหลกสลายคามือของเขา

    “จนกว่าเจ้าจะบอกความจริงกับข้า ว่าเจ้ากำลังซ่อนอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าไปไหน!!”

    “ได้โปรดเถอะนะ บาฮามุท..” ฉันพยายามแงะมือของเขาอีกครั้งอย่างสุดความสามารถ มันเจ็บปวดเสียเหลือเกิน เจ็บเหลือเกิน

    “ยัยทาส!!”

    “ได้โปรด....” ไม่ได้นะ ริวฮานะ... เธออย่าร้องไห้นะ....

    “ตอบข้าสักที!!”

    “ฮึก....”

    และแล้วทั้งความหวาดกลัวและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้าทั้งทางร่างกายและจิตใจของฉันก็ทำให้ต่อมน้ำตาของฉันทำงานทันที ถึงฉันจะพยายามกลั้นมันมากแค่ไหนสุดท้ายแล้วมันก็ไหล
    ออกมาจนได้ เรี่ยวแรงที่เคยขัดขืนตอนนี้มันหมดลงไปแล้ว ร่างของฉันลงไปทรุดนั่งกับพื้นโดยที่บาฮามุทยังคงจับข้อมือของฉันเอาไว้อยู่
    ราชามังกรเห็นเด็กสาวร้องไห้ออกก็ผงะไปในทันทีก่อนจะคลายมือที่กำลังจับข้อมือของเธอเอาไว้อยู่ เผยให้เห็นรอยช้ำและเลือดไหลซิบๆ ออกมาจากข้อมือของเธอ เด็กสาวกอดข้อมือของตัวเองเอาไว้พร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างเงียบงัน น้ำตาไหลอาบแก้มและหยดลงบนพื้นหลายสิบเม็ด ราชามังกรหนุ่มเห็นเด็กสาวที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่นั้นถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปในทันที อารมณ์ที่เกรี้ยวกราดเมื่อครู่จู่ๆ ก็หายไปจนหมด เหลือเพียงแต่ความตื่นตกใจและความสับสนเข้ามาแทน

    “ฉัน...ฉันขอโทษ... ฉันขอโทษบาฮามุท...” เธอกระซิบพูดออกมาอย่างแผ่วเบาจนแถบไม่ได้ยิน และยังคงสะอึกสะอื้นต่อไป “ฉันไม่ได้...โกหก... ฉัน...ฉัน....”

    “ยัยทาส.. ข้า...” ราชามังกรเอ่ยและกำลังเอื้อมไปแตะใบหน้าของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผมสีน้ำตาลของเธอ แต่กว่าที่มือของเขาจะได้แตะกับใบหน้าของเธอ เธอกลับผละมือของเขาออกไปเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนและเดินจากไปอย่างเงียบงัน และคราวนี้ราชามังกรไม่ได้รั้งเธอเอาไว้แต่อย่างใด เขาเพียงกำลังสับสนและ..รู้สึกผิด....
    เพราะอะไรกัน... เขาทำเธอร้องไห้ขนาดนี้แล้วเหมือนกับทุกอย่างรอบตัวของเขามันช่างหนาวเหน็บเสียเหลือเกิน แผ่นหลังของเธอที่กำลังห่างไกลไปเรื่อยๆ ทำเอาหัวใจของเขาจะหยุดเต้นลง ราชามังกรได้แต่ทรุดตัวนั่งพร้อมกับกุมขมับของตัวเอง เพราะความโมโหเพียงชั่ววูบมันทำให้เขาต้องทำร้ายเธอขนาดนั้นเชียวหรือ.. แต่มันก็น่ามั้ยล่ะที่เธอไม่ยอมบอกความจริงกับเขาเสียทีว่ากำลังปกปิดอะไรอยู่

    แต่อีกใจนึงก็รู้สึกผิดเสียเหลือเกิน...

    สายตาของเขาไปหยุดที่ถาดอาหารที่เธอนำมาให้ เขามองไปที่มันและทำให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆ ที่เขาและเธอได้ผจญภัย ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน เขาเดินไปหยิบอาหารมาชุดหนึ่งก่อนจะเริ่มลงมือกินอย่างเงียบงัน...

    มันยังคงอร่อยและพิถีพิถันเหมือนเดิม...

    อีกด้านหนึ่ง...

    “เบลด! ปล่อยไว้แบบนี้จะดีรึ!?” โอราเคิลเอ่ยถามเบลดที่กำลังซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์ของบาฮามุท

    “ถึงเราจะเข้าไปห้ามหรือช่วยตอนนั้นมันก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกโอราเคิล มันเป็นเรื่องของพวกเขาทั้งสองคน ว่าจะสามารถฝ่าฝันมันไปได้หรือไม่...” เบลดตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
    โดยที่สายตายังคงจับจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำเหมือนกับจิตใจของบาฮามุทในตอนนี้ “เอาเข้าจริง.. พวกเราก็ไม่น่าไปรับรู้ความลับของริวฮานะเสียด้วยซ้ำ ข้าเข้าใจดีว่าทำไมนางไม่ยอมพูดกับพวกเรา...”

    “…” โอราเคิลไม่ได้พูดตอบ แต่ทว่าเขากลับเข้าใจทุกคำพูดที่เบลดพูดออกมา สายตาของเขาจับจ้องมองไปที่แผ่นหลังของริวฮานะที่กำลังเดินกลับไปที่เต็นท์ของเธอ หากเป็นช่วงเวลาปกติเขาจะรีบตรงไปหาเธอและปลอบโยนเธอแล้ว แต่พอมาในวินาทีนี้เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย

    “หากข้าเลือกได้จริงๆ ตั้งแต่วันนั้นข้าไม่น่าพานางกลับไปที่ปราสาทอเล็กซานเดรียเลย... มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความขมขืนของมนุษย์คนๆ หนึ่ง...” เบลดพูดกับตัวเองอย่างแผ่วเบา เขาอยากย้อนเวลากลับไปเสียจริงๆ เขาไม่น่าพบเธอในวันนั้น ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เกิดเรื่องที่แสนวุ่นวายและชวนสับสนแบบนี้
    แต่ทว่าหากเขาไม่ได้พบกับเธอในวันนั้น เขาเองก็คงไม่ได้มีความสุขแบบในวันนี้เป็นแน่แท้... สุดท้ายแล้วความรู้สึกทั้งสองอย่างมันผสมปนเปจนทำให้จิตใจเขาของสับสน เพราะสุดท้ายแล้วเขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องทำเช่นใดกันแน่ ถึงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง

    2 วันต่อมา

    บรรยากาศในค่ายตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่าทหารมังกรทั้งหลายต่างเตรียมอาวุธยุทธโธปกรณ์เต็มอัตราศึกเท่าที่จะหาได้ เพื่อเตรียมพร้อมการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉันเองได้แต่มองอยู่อย่างห่างๆ เพราะฉันคงไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้มาก พวกบาฮามุทเองในตอนนี้ก็กำลังวุ่นวายอยู่เช่นเดียวกัน

    สามวันที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์ภายในเต็นท์นั่น ฉันและเหล่ามังกรทั้งสามไม่ได้คุยหรือเจอหน้ากันเลย อาจจะเป็นเพราะฉันหลบหน้าพวกเขาเสียมากกว่า เพราะหากพบหน้ากันละก็มันจะ
    ทำให้พวกเขาไขว้เขวและไม่มีสมาธิกับการต่อสู้เป็นแน่แท้ มีแต่พวกอัลเฟรดเท่านั้นที่ยังอยู่เป็นเพื่อนฉันอยู่เป็นบางช่วง

    “เจ้าคิดดีแล้วรึที่จะไม่ไปให้กำลังใจเจ้าพวกมังกรนั่นเสียหน่อย” อัลเฟรดเอ่ยในขณะที่กำลังนั่งอยู่บนหัวของฉัน

    “ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเซเบอร์กับยูเมก็ไปหาพวกเขาแล้วล่ะ” ฉันตอบกลับไปในขณะที่สายตายังคงจับจ้องมองไปยังเหล่ามังกรทั้งหลายที่กำลังเตรียมเคลื่อนพล

    “หึ... เจ้าบ้านั่นคงงอแงใส่เจ้าแน่นอนล่ะ...” อัลเฟรดพูดลอยๆ ขึ้นมาและก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
    ในไม่ช้า ฉันเห็นกองทัพของเบลดจำนวนเกือบร้อยเคลื่อนทัพไปก่อนอย่างรวดเร็ว เหมือนกองทัพของเบลดจะเป็นกองกำลังสุ่มโจมตีและสนับสนุนกองทัพหลักที่มีบาฮามุทเป็นผู้นำ ซึ่งกำลังจะเตรียมออกทัพในไม่ช้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยไฟลุกกรุ่นและพร้อมที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่ ฉันเห็นแล้วก็ดีใจที่เห็นเขามีท่าทีฮึกเหิมแบบนั้น อย่างน้อยฉันจะได้หายกังวลว่าเรื่องในวันนั้นจะส่งผลให้พวกเขาหมดกำลังใจ

    “ริวฮานะ!” เสียงของเซเบอร์ดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ก่อนที่เขาจะบินพุ่งตรงและมาซุกตรงหน้าอกของฉันพอดี “ทำไมไม่ไปให้กำลังใจพี่ชายของผมบ้างล่ะ?” เขาเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยสายตาที่บ้องแบ๊วตามประสาของเขา ฉันกอดเขาเบาๆ และยิ้มบางๆ ให้แต่ไม่ได้ตอบคำถามอะไรไป

    วู้มมมม!

    เสียงประหลาดดังกังวานขึ้นทั่วบริเวณ ก่อนจะมีโดมโปรงแสงครอบคลุมทั่วบริเวณ ดูเหมือนว่าโอราเคิลเพิ่งจะร่ายเวทมนต์บาเรียปกป้องรอบค่ายเอาไว้แน่นอน เพราะตัวของเขาได้รับหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการปกป้องและรักษาค่ายแห่งนี้ไม่ให้ถูกลอบโจมตีจากพวกจักรวรรดิ จะว่าไปฉันเองก็คงต้องช่วยเหลือเขาเช่นกันในการปกป้องคนในค่ายแห่งนี้

    “บาเรียเวทมนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ!” เสียของทหารนายหนึ่งดังขึ้นมา โอราเคิลที่กำลังร่ายเวทย์อยู่มีท่าทีพอใจ ก่อนจะดำเนินการร่ายเวทมนต์ต่อไป โดยมียูเมให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง

    “ฟังข้า! เหล่าทหารหาญทั้งหลาย!” เสียงของราชามังกรดังก้องกังวานขึ้นมาจากทางด้านหน้าของกองทัพหลักที่มีจำนวนทหารหลายร้อยนาย บรรยากาศภายในค่ายเงียบสงบลงทันทีเมื่อสิ้นเสียงของเขา “ข้าขอบคุณพวกเจ้าในวันนี้มากที่มาช่วยข้ารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าในวันนี้ และข้าสัญญาว่าข้าจะนำชัยชนะมาให้กับพวกเราทุกคน!!”

    “โอ้!!”

    “จงก้าวไปและแสดงให้พวกจักรวรรดิน่าโง่นั่นให้เห็นว่าอเล็กซานเดรียไม่ใช่ดินแดนที่พวกนั้นจะมาพรากจากพวกเราไปได้อย่างง่ายดาย! พวกมันต้องข้ามศพพวกเราไปก่อน!!”

    “โอ้!!”

    บาฮามุทกวาดสายตามองเหล่าทหารทุกนายเพื่อดูความพร้อมอีกครั้ง และวินาทีนั้นเองที่สายตาของพวกเราสองคนสบกันพอดี แต่ก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่เขาจะหันไปมองเหล่าทหารตรงหน้าของเขาต่อ

    “เหล่าทหารหาญเอ๋ย จงตามข้าเพื่อชัยชนะแห่งอเล็กซานเดรีย!!!” บาฮามุทตะโกนก้องพร้อมชูดาบของตนขึ้น เหล่าทหารมังกรทั้งหลายตะโกนตอบกลับไปพร้อมกับชูดาบเช่นเดียวกัน และในไม่ช้ากองทัพของบาฮามุทก็ทยานขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เหล่าบรรดาครอบครัวและญาติของทหารกล้าหาญเบื้องล่างภายในค่ายต่างโบกมือและตะโกนให้กำลังใจทหารเหล่านั้น
    ร่างของบาฮามุทค่อยๆ ไกลลิบตาออกไป เหมือนความสัมพันธ์ของเรามันกำลังที่กำลังห่างไกลออกไปเรื่อยๆ... ฉันไม่อยากให้เราต้องห่างกันไกลขนาดนี้เลย....

    “อย่าเป็นอะไรไปนะ บาฮามุท...” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับเหม่อมองไปที่แผ่นหลังของบาฮามุทที่ไกลออกไป

    ชั่ววินาทีนั้นเองที่ราชามังกรที่กำลังโผบินอยู่ ได้ยินเสียงแผ่วเบาของเด็กสาวที่อยู่เบื้องล่างไกลออกไปในหัวของเขา เขาหันไปมองที่ค่ายเบื้องล่างชั่วครู่ ก่อนจะกำหมัดแน่นและโผบินต่อไปข้างหน้า

    “ข้าไม่เป็นอะไรหนอกน่ะยัยทาส...” เขาว่าพลางยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว แค่ได้ยินเสียงของยัยนั่นก็ทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •