+ Reply to Thread
Page 1 of 4 123 ... LastLast
Results 1 to 10 of 33
  1. #1
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34

    Book Hunter นักล่าหนังสือ

    กลับมาแต่งนิยายต่อแล้วครับ หลังจากที่ไปหมกมุ่นกับภาษาอยู่ (แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไหร่ - -)
    ขอรีไนท์ใหม่ทั้งหมดเลยนะครับ

    บทนำ

    ในอนาคตข้างหน้า โลกได้เกิดมหัตภัยทางธรรมชาติครั้งใหญ่ขึ้น มันถูกเรียกว่าวันแห่งการชำระล้าง พายุขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดทำลายล้างมนุษย์จนพวกเขาแทบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เถ้าถ่านจากหายนะลอยคลุ้งปกคลุมท้องฟ้าจนไร้ซึ่งแสงเดือนแสงตะวัน ผู้รอดชีวิตจำต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนอยู่ต่อไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายสุดขั้ว พวกเขาไม่มีแม้แต่เวลาที่จะคิดถึงสิ่งอื่นใดทำให้เทคโนโลยีที่มนุษยชาติสั่งสมมานับพันนับหมื่นปีถูกกลืนหายไปกับมหาพายุและแผ่นดินไหว ความรู้อันมีค่ามลายหายสิ้นเพราะการที่ต้องเอาตัวรอดจากความรุนแรงของสภาพอากาศที่ยาวนานต่อเนื่องหลายร้อยปี

    และแม้ว่ารอดชีวิตมาได้ ภัยอันตรายและความแร้นแค้นรอบตัวก็ยังคงไม่หมดไป ความรู้เริ่มเลือนราง สิ่งที่สำคัญตรงหน้าคือการเอาชีวิตรอด หากแต่ในโลกแห่งความยากลำบากนั้นยังมีคนบางกลุ่มที่เห็นคุณค่าของหนังสือและคิดที่จะนำพวกมันกลับมาอีกครั้ง พวกเขาเรียกตนเองว่านักล่าหนังสือ Book Hunter
    ในอนาคตข้างหน้า โลกได้เกิดมหัตภัยทางธรรมชาติครั้งใหญ่ขึ้น มันถูกเรียกว่าวันแห่งการชำระล้าง พายุขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดทำลายล้างมนุษย์จนพวกเขาแทบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เถ้าถ่านจากหายนะลอยคลุ้งปกคลุมท้องฟ้าจนไร้ซึ่งแสงเดือนแสงตะวัน ผู้รอดชีวิตจำต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนอยู่ต่อไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายสุดขั้ว พวกเขาไม่มีแม้แต่เวลาที่จะคิดถึงสิ่งอื่นใดทำให้เทคโนโลยีที่มนุษยชาติสั่งสมมานับพันนับหมื่นปีถูกกลืนหายไปกับมหาพายุและแผ่นดินไหว ความรู้อันมีค่ามลายหายสิ้นเพราะการที่ต้องเอาตัวรอดจากความรุนแรงของสภาพอากาศที่ยาวนานต่อเนื่องหลายร้อยปี
    และแม้ว่ารอดชีวิตมาได้ ภัยอันตรายและความแร้นแค้นรอบตัวก็ยังคงไม่หมดไป ความรู้เริ่มเลือนราง สิ่งที่สำคัญตรงหน้าคือการเอาชีวิตรอด หากแต่ในโลกแห่งความยากลำบากนั้นยังมีคนบางกลุ่มที่เห็นคุณค่าของหนังสือและคิดที่จะนำพวกมันกลับมาอีกครั้ง พวกเขาเรียกตนเองว่านักล่าหนังสือ Book Hunter


    สารบัญ

    ตอนที่ 1 โลกที่ถูกทอดทิ้ง http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1110281

    ตอนที่ 2 กระต่ายขาว http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1115679

    ตอนที่ 3 กุญแจดำ http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1123851

    ตอนที่ 4 อัศวินแห่งพระแม่
    http://www.thaicybergames.com/main/s...=1#post1210418
    Last edited by Fatal_Error; 04-01-2012 at 10:59 AM.

  2. #2
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 1 โลกที่ถูกทอดทิ้ง

    ผืนทะเลทรายนั้นช่างว่างเปล่า ดินแดนที่ไร้ซึ่งชีวิต สายลมอันเปลี่ยวเหงาพัดผ่านใบหน้าของชายผู้กำลังเดินทางฝ่าแดนนรกนี้เพียงลำพัง ชุดคลุมสีพรางทรายสะบัดไหวตามแรงเผยให้เห็นมีดและเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่งที่เหน็บอยู่ตามเอวและขากางเกงของเขา ดวงตาสีดำจ้องเขม็งผ่านแว่นขนาดใหญ่สำหรับกันฝุ่นผงไปยังเบื้องหน้าในสถานที่ๆดูไร้ชีวิต และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าหากมันไร้ซึ่งชีวิตจริงๆ
    รอบด้านที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังนั้นมีเงาของบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเงียบๆ ชายหนุ่มรู้ดี แต่ไม่แสดงท่าทีอะไรออกไป เขาเพียงเดินผ่านกลุ่มคนในเงามืดเหล่านั้นไปอย่างช้าๆ ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็ยอมอยู่นิ่งๆแต่โดยดียอมให้เขาผ่านกองซากปรักหักพังไปโดยไม่คิดจะดึงเอามีดซึ่งทำจากเศษเหล็กเหล่านั้นออกมาสู้ ไม่ใช่เพราะชายหนุ่มเป็นคนสำคัญหรืออะไร หากแต่เป็นเพราะเครื่องกระสุนเหล่านั้นและท่าทางเจนโลกของเขาต่างหากที่เตือนให้พวกมันอยู่เฉยๆในเงามืด
    ดวงตานับสิบคู่ยังคงจ้องมองชายในชุดคลุมอย่างไม่วางตา จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ของเขาเดินพ้นออกมาจากกลุ่มซากปรักหักพัง เงาเหล่านั้นจึงสลายตัวแยกย้ายไปคนละทิศละทาง และนั่นก็ทำให้มือที่แตะโกร่งไกอยู่ตลอดเวลาคลายออกจากออกจากอาวุธร้าย ชายหนุ่มหันหลังกลับไปอีกครั้ง คำนวณและคาดการณ์รูปแบบการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก่อนที่สีหน้าไม่พอใจจะแสดงออกมาบนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นบางๆ [เหยื่อคงผ่านมาน้อยเต็มที] เขาคิดรำพันในใจก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่เขาต้องการ
    เบื้องหน้าไม่ไกลนักคือประตูเหล็กขนาดยักษ์ซึ่งโผล่พ้นทะเลทรายขึ้นมา รอบด้านนั้นเต็มไปด้วยป้ายซึ่งถูกวาดรูปปืนไรเฟิลและรูปกระสุนปืนเอาไว้ มันไม่ใช่ป้ายโฆษณาหรืออย่างไร หากแต่มันคือป้ายสัญลักษณ์ง่ายๆเอาไว้เตือนพวกที่อยู่ข้างนอกนั่นไม่ให้เข้ามาในบริเวณ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสิ่งนี้สามารถสื่อความหมายกับพวกไม่รู้ภาษาคนได้ หัวกะโหลกมนุษย์ทั้งเก่าใหม่จึงถูกนำมาแขวนเอาไว้รอบบริเวณ
    แต่จะบอกว่ากะโหลกเหล่านั้นเป็นของมนุษย์ก็คงไม่ถูกสักเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ของกะโหลกที่มีเขี้ยวยาวและคมกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่สำหรับคนที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่ในแดนทะเลทราย มนุษย์กลายพันธุ์พวกนี้คือภัยที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่นับมนุษย์ที่ถือปืนเหมือนกัน
    “ฉันเองดีน เปิดประตูที”
    ชายหนุ่มพูดไปที่ประตูเหล็กด้วยความคุ้นเคยแล้วไม่นานประตูก็คอยๆเปิดออก ไม่เหมือนครั้งแรกที่เขาเดินทางมาที่นี่ ตอนนั้นชายหนุ่มไม่ใช่แค่ต้องเจรจากับพวกมือปืนที่ประจำอยู่บนหอคอยสูงด้านนอกประตู แต่เขายังต้องเสียของมีค่าที่สะสมมานานเพื่อแลกกับการเป็นพันธมิตรกับที่นี่อีกด้วย แต่สำหรับเขาแล้วมันคุ้มค่า เพราะในจำนวนหลุมหลบภัยที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในดินแดนแห่งนี้ ที่นี่คือที่ๆดีที่สุดสำหรับเขา
    “ขอต้อนรับสู่อัลคาทราซ” ชายในชุดรัดกุมแบบทหารในสมัยก่อนกล่าวต้อนรับเขา ซึ่งดีนก็ตอบกลับด้วยการยื่นถุงผ้าใบหนึ่งให้แก่เขา ยามเฝ้าประตูแย้มถุงนั้นออกมาดูเพียงเล็กน้อยก็พยักหน้าเบาๆเป็นการรับรู้
    “ฝากบอกรอยด์ด้วยว่าครั้งนี้ฉันคงอยู่ไม่นาน”
    “ได้ครับ แล้วผมจะจัดการให้”
    ยามที่มักจะมีท่าทีก้าวร้าวกับใครก็ตามที่ไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่กลับอ่อนน้อมกับดีนอย่างน่าประหลาดใจ นั่นเป็นเพราะวัตถุดิบหายากที่เขาเป็นคนจัดหามาให้อัลคาทราซอยู่ตลอดเวลา ดินปืนชั้นดี เครื่องกระสุน อาหาร ยารักษาโรค หรือแม้แต่ยาที่ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อรักษาโรค ขอเพียงเอ่ยชื่อมาเขาสามารถหามาให้ได้แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยก็ตาม
    ภายในหลุมหลบภัยนั้นเต็มไปด้วยไฟตะเกียงที่ถูกจุดเอาไว้ตามทางซึ่งปูเอาไว้ด้วยไม้และแผ่นเหล็กเท่าที่จะหาได้ ด้วยว่าส่วนที่เคยเป็นหลุมหลบภัยและคุกในสมัยก่อนนั้นผุพังไปตามกาลเวลา ผู้คนมากมายใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ร้านรวงเองก็มีไม่ใช่น้อยแตกต่างกับสมัยก่อนก็ตรงที่เงินนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้ว
    ดีนนั้นเดินผ่านตรอกแคบๆไปโดยไม่สนใจคำโฆษณาของพ่อค้ามากมายที่ต้องการแลกของมีค่าของเขา ผ่านผู้คนและแสงที่เริ่มเปลี่ยนจากตะเกียงเป็นหลอดไส้ ผ่านย่านซ่องซุ่มและเขตุที่ผู้คนเริ่มจ้องเขาด้วยสายตามาดร้าย จนในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงสถานที่ๆเขาต้องการ มันเป็นร้านที่ดูเหมือนร้านมากที่สุดแล้ว ด้านหน้าติดป้ายและมีชื่อเป็นของตัวเอง “อเล็กซ์และสมบัติของเขา” ชื่อของร้านที่เต็มไปด้วยมือปืนคอยคุ้มกันและผู้คนที่ทยอยกันเข้าๆออกๆเพื่อแลกสมบัติของตนเองกับสมบัติของอเล็กซ์
    “อเล็กซ์อยู่มั้ย?” ดีนถามไปยังยามคนหนึ่งซึ่งเฝ้าประตูอยู่
    “หลังร้านที่เดิมเลยครับคุณดีน คุณอเล็กซ์รออยู่ก่อนแล้ว”
    [ยังหูตาไวเหมือนเดิม] ชายหนุ่มคิดก่อนจะเดินไปยังหลังร้านผ่านประตูไม้ที่ยังคงมีลูกบิดที่ใช้การได้ และที่นั่นลึกเข้าไปภายใต้การรักษาการอย่างดีของกลุ่มติดอาวุธปืน ชายหนุ่มก็ได้พบกับเอเล็กซ์ผู้เป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยเหล้าหายากมากมายวางเรียงราย โต๊ะไม้ขัดเงาหรูหราและของตกแต่งมีค่าอื่นๆที่ชายหนุ่มเคยเห็นจากในหนังสือ แต่ถึงจะบอกว่ามันมีค่ามันก็เป็นเพียงแค่ในสมัยก่อนเท่านั้น ยามนี้สิ่งของเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเกินที่ดีนยินดีจะแลกมันไปเพื่อให้ได้ของที่มีค่าจริงๆมา
    “ยังอยู่ครบสามสิบสองเหมือนเดิมเลยนะดีน” อเล็กซ์เป็นฝ่ายทักเขาก่อน ชายชราที่เต็มไปด้วยหนวดเคราท่าทางใจดีคนนี้คืออเล็กซ์ เขายังคงสวมชุดสูทและรองเท้าขัดมันคู่เดิมอยู่ แม้ว่าจะมีรอยขาดและสภาพที่ไม่สมบูรณ์นักแต่นั่นคือของที่ดีที่สุดที่ดีนสามารถหามาให้แก่อเล็กซ์ได้ ในฐานะของกำนัลเพื่อการผูกมิตรและผลของมันก็ทำให้เขาได้ตระหนักว่าของกำนัลชิ้นนี้คุ้มค่าแค่ไหน
    “พร้อมกับของงวดนี้ด้วย” ดีนพูดต่อพร้อมกับหยิบเอาขวดเหล้าออกมาจากเป้ มันเป็นวิสกี้ชั้นดีที่หาดื่มไม่ได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็จนกระทั่งตอนนี้
    “โอ้... นี่มัน” ชายชรามองดูฉลากบนขวด หมุนซ้ายขวาสองสามทีเพื่อดูสีและอายุ ก่อนที่เขาจะแย้มฝาขวดออกเพื่อสูดกลิ่นของมันเบาๆ “เยี่ยม... เยี่ยมมาก เคยเห็นแต่ในหนังสือที่นายเอามาให้ฉันอ่าน นึกว่าจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว” มือเหี่ยวย่นไม่รอช้ารินเหล้านั้นออกมาแล้วจิบมันลงคอ ก่อนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยอายุนั้นจะแสดงความพอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
    “ท่าทางว่าการบุกเข้ารังเดียโบลของผมจะทำให้คุณยิ้มออกนะครับ”
    “ยิ้มจากใจเลยล่ะพ่อหนุ่ม...”
    ชายชราวางแก้วลงแล้วหันไปหยิบบางอย่างมาจากขางตัวเขา มันคือสิ่งที่ไร้ค่าอย่างยิ่งในสายตาของคนในแดนทะเลทราย กลุ่มกระดาษที่มีภาพและตัวอักษรมากมายเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าหนังสือ มันคือแหล่งความรู้ของคนในสมัยก่อนทว่าในตอนนี้กลับมีค่าเพียงเชื้อเพลิงที่สำหรับให้ความอบอุ่น การแลกเปลี่ยนระหว่างเหล้าชั้นเลิศที่ไปหามาจากรังของเดียโบลกับกลุ่มกระดาษเชื้อเพลิงที่ไปหามาจากกองขยะ คงไม่มีการแลกเปลี่ยนครั้งไหนที่อเล็กซ์จะยินดีเท่านี้อีกแล้ว
    “ขอบคุณมากครับคุณอเล็กซ์”
    “แค่นี้จะดีหรือ ฉันแถมผู้หญิงที่ดีที่สุดไปให้อีกคนเลยมั้ย นายจะเอาไปด้วยเลยก็ได้นะได้” ดีนสายหัวพลางอ่านหนังสือเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม
    “ไม่ล่ะครับ เอามาก็เกะกะเปล่าๆ ผมคนเดียวทำอะไรง่ายกว่าเยอะ ถ้าจะมีอะไรที่ผมอยากได้ในตอนนี้ผมขอเป็นน้ำก็แล้วกันครับ ช่วงนี้หายาก...” พูดจบชายหนุ่มก็หยิบเอาหนังสือเล่มอื่นในเป้ออกมาแล้วยื่นมันให้กับอเล็กซ์ “...ผมฝากคุณเก็บรักษาพวกมันเอาไว้ด้วยนะครับ”
    หนังสือที่อ่านจบแล้วทุกเล่ม ดีนจะฝากเอาไว้กับอเล็กซ์เสมอ ก่อนหน้าที่เขาจะรู้จักกับอัลคาทราซชายหนุ่มจำเป็นต้องทิ้งหนังสือที่อ่านแล้วเอาไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพราะเขาไม่อาจจะพกเอาของหนักๆอย่างนี้ไปกับตัวได้ตลอดเวลา แต่พอมีอเล็กซ์ที่ยินดีจะรับฝากหนังสือแล้วอะไรๆก็ดูจะง่ายขึ้นเยอะ
    “ได้สิ ฉันจะรักษาพวกมันให้ดีที่สุดไม่ให้กลายเป็นเชื้อเพลิง แน่นอนว่านั่นหมายถึงนายต้องมีของมาฝากฉันทุกครั้งด้วยนะ” ชายชรายิ้มอย่างอารมณ์ดีซึ่งดีนก็ตอบรับด้วยการยิ้มกลับ
    “ได้เลยครับลุกอเล็กซ์”
    “อ้อ แล้วก็เอาปืนของนายมาดูสิ ครั้งนี้ฉันหาอะไหล่มาได้แล้ว เดี๋ยวจะจัดการให้คนปรับแต่งมันให้ใหม่”
    “ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยื่นปืนไรเฟิลจู่โจมที่คนสมัยก่อนเรียกมันว่าเอเคให้แก่ชายชรา การทำเช่นนี้ในยุคนี้นั้นหมายความถึงการเชื่อใจอย่างยิ่งยวดระหว่างคนทั้งสอง เพราะปืนคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนยังคงมีชีวิตรอดอยู่ได้โดยไม่ถูกพวกเดียโบลเชือดตายไปซะก่อน อเล็กซ์รับเอาปืนที่มีประกับทำจากไม้นั้นขึ้นมาดูก่อนจะถอดซองกระสุนออกแล้วดึงลูกเลื่อนตรวจเช็ครังเพลิง
    “ยังรักษาของอยู่เหมือนเดิมเลยนะ แต่รู้สึกว่ารังเพลิงมันจะสึกไปเยอะแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้คนของฉันจัดการให้เอง” พูดจบเขาก็จัดการเรียกคนเข้ามาให้เอาปืนไปปรับแต่งใหม่
    “ว่าแต่ว่าช่วงนี้ที่นี่มีข่าวอะไรเข้ามาบ้างมั้ยครับ”
    “อยากจะถามอะไรอย่างนั้นรึพ่อหนุ่ม” คนแก่ประสบการณ์รู้ดี สีหน้าของดีนนั้นมีคำว่ากังวลแฝงอยู่
    “วันก่อนผมไปที่ล็อคเวลมา คุณรู้มั้ยว่าผมเจออะไร”
    “ความว่างเปล่า ใช่มั้ยล่ะ?” ดีนพยักหน้ารับ หลุมหลบภัยล็อคเวลเงียบเป็นป่าช้า ที่นั่นไม่เหลืออะไรเลยนอกจากรอยเลือดและเศษชิ้นส่วนที่ถูกทิ้งเอาไว้ รอบด้านเต็มไปด้วยรองรอยของการต่อสู้และข้าวของที่กระจุยกระจาย
    “ฝีมือของเดียโบล ผมลองสำรวจดูแล้วคิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยตัวไม่อย่างนั้นคงฝ่าดงปืนของล็อคเวลไม่ได้ อะไรทำให้พวกมันกล้าได้ขนาดนั้น”
    “ความหิวผลักคนให้บ้าได้ ยิ่งพวกที่บ้าอยู่แล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่”
    “วันนี้ตอนที่ผมผ่านสุสานเหล็กมาพวกมันก็เข้ามาใกล้ผมมากเกินไป มากกว่าทุกครั้งและเยอะกว่าทุกครั้ง เหมือนกับว่ามันพยายามจะลองใจผม” ใบหน้าของดีนเต็มไปด้วยความเครียด แน่นอนว่าเขามีปืนแต่ถ้าอีกฝ่ายคิดจะเข้ามาพร้อมๆกันปืนก็อาจจะไม่ช่วยอะไรมาก และที่สำคัญสุสานเหล็กที่เขาเพิ่งผ่านมานั้นมันอยู่ใกล้กับที่นี่อย่างน่ากลัว
    “พวกนั้นเคยเป็นคนมาก่อน อย่างน้อยก็บรรพบุรุษของพวกมัน ถ้าพวกมันจะใช้ความคิดบ้างก็คงจะไม่น่าแปลกใจอะไร แต่ยังไงซะพวกมันก็ไม่มีทางผ่านที่นี่มาได้ด้วยมีดกับเขี้ยวของพวกมันอยู่แล้ว ที่นี่ไม่เหมือนล็อคเวลที่เป็นหลุมหลบภัยเปิด เรามีทางเข้าทางเดียว พื้นรอบด้านเองก็เป็นคอนกรีตที่พวกทหารสมัยก่อนมันสร้างเอาไว้กันระเบิด ลำพังเขี้ยวเล็บน่ะทำอะไรไม่ได้หรอก”
    “ผมเองก็หวังอย่างนั้น” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเก็บหนังสือชุดใหม่ลงไปในเป้ของตน
    “ถ้าฉันจะกังวลล่ะก็ คงเป็นเรื่องของพวกที่กำลังทำตัวลับๆล่อๆแถวนี้มากกว่า” มือของชายหนุ่มหยุดไปในทันใด พร้อมกับที่ความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
    “อะไรหรอครับ?”
    “อ้าวไม่ได้ยินข่าวเรอะ ที่ว่ามีพวกแปลกหน้าเดินทางเข้ามาที่นี่พร้อมกับของหายากน่ะ เห็นว่าเที่ยวตะลอนไปทั่วตามหาอะไรบางอย่างอยู่ ที่จริงมันก็คงจะไม่แปลกอะไรหรอกถ้าพวกนั้นไม่ได้ทำตัวเตะตาซะขนาดนั้น”
    “เตะตาหรอครับ...” ดีนถามพลางยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหาย
    “เขาลือกันว่าพวกนั้นเป็นปิศาจมาจากอีกฟากของทะเลดำ ใครเข้าไปยุ่งตายสถานเดียว พวกกลุ่มโจรแซนสตอร์มโดนดีเข้าไปแล้วทีนึงตอนที่พวกมันคิดจะเข้าไปเล่นงาน พวกที่รอดมาได้ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ ปากเอาแต่พูดเพ้อไปมาว่าปิศาจ ส่วนมือก็เอาแต่วาดไปมาเป็นรูปแบบนี้...” พูดจบอเล็กซ์ก็ส่งกระดาษเขียนรูปบางอย่างให้ดีนดู รูปที่ว่านั่นเป็นทรงกลมหนึ่งวงตรงกลาง มีทรงรียาวอีกสองต่อขึ้นไปด้านบน ดูไปก็คล้ายปิศาจบางอย่างกำลังยิ้มอยู่จริงๆ “...พูดไปอย่าหาว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะพ่อหนุ่ม ฉันอยากให้เธอระวังตัวเอาไว้อย่าเพิ่งเดินทางไปไหนอย่างน้อยก็จนกว่าข่าวคราวเรื่องนี้จะเงียบไป” ดีนได้ฟังก็หัวเราะออกมาเบาๆพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะเก็บข้าวของขึ้นสะพายบ่าแล้วลุกขึ้นยืน
    “คงไม่ได้หรอกครับ เพราะผมเป็นนักเดินทาง จนกว่าจะถึงวันที่ผมต้องกลับไปเป็นเถ้าธุลี” ชายชรายิ้มตอบกลับด้วยสีหน้าพึงพอใจก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อเดินไปส่งเขา
    “คราวหน้ากลับมาให้ครบสามสิบสองเหมือนเดิมล่ะพ่อหนุ่ม”
    “รับทราบครับลุงอเล็กซ์”
    หมดธุระกับอเล็กซ์ชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังร้านอาวุธทันที ที่นั่นช่างจัดการซ่อมแซมปืนคู่ใจของเขาให้กลับมาอยู่ในสภาพดีตามที่ได้รับมอบหมาย และหลังจากที่ชายหนุ่มจัดการตรวจสอบปืนของตนอยู่พักใหญ่รวมไปถึงลองซ้อมยิงดู เขาก็ได้พบร้านที่เขาพอจะไว้ใจได้อีกร้าน การสนทนาผูกมิตรจึงเริ่มต้นขึ้นอีกพร้อมกับของฝากเล็กๆน้อยๆที่เขาหยิบยื่นให้แก่นายช่าง
    หากโลกแห่งนี้จะกลับมาเป็นสภาพเดิมเหมือนดั่งในหนังสือเขาก็คงต้องบอกว่าที่นี่คือสถานที่ในอุดมคติมากที่สุด มันมีความมั่นคงมั่งคั่ง สังคมที่ค่อนข้างเป็นระเบียบแตกต่างจากหลุมหลบภัยอื่นๆ คงเป็นเพราะความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือและที่สำคัญที่สุดคือบ่อน้ำใต้ดินของที่นี่ยังไม่เหือดแห้งไป และมันคงจะเป็นเช่นนั้นไปเรื่อยหากประชากรของที่นี่ไม่เพิ่มมากไปกว่านี้ แต่คำถามคืออีกนานสักเท่าไหร่
    ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ดีนออกเดินทางตั้งแต่วัยหนุ่มจนมาถึงตอนนี้ เขาได้เห็นหมู่บ้านและหลุมหลบภัยต้องล่มสลายไปนักต่อนักเพราะบ่อน้ำใต้ดินที่แห้งเหือด ผู้คนถามหาความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีทางได้มาจนกระทั่งต้องฆ่ากันและกันเพื่อแย่งอาหาร และสุดท้ายเมื่อต่างคนต่างไร้เรี่ยวแรงเดียโบลก็มาเยือน พวกมนุษย์กลายพันธุ์ที่นับวันก็เริ่มจะไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครรู้ต้นกำเนิดที่แท้จริงของพวกมัน บ้างก็ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง บางก็ว่าพวกมันคือมนุษย์ที่วิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดบนโลกใบนี้ วิวัฒนาการที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการก่อกำเนิดมนุษย์ในยุคอันรุ่งโรจน์

    สิ้นธุระดีนก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อโดยไม่แวะเข้าไปเยี่ยมรอยด์หัวหน้าของที่นี่ ซึ่งปกติเขาก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปเจอมากนักด้วยอดีตที่เขาไม่อยากจะพูดถึงมัน แต่อีกฝ่ายกลับอยากฟังใจจะขาด อีกเรื่องคือการที่รอยด์พยายามจะยัดเยียดให้เขาเป็นพลเมืองของอัลคาทราซโดยสมบูรณ์และเสนอตำแหน่งหัวหน้าหน่วยอารักขาให้ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อย
    สองขาพาชายหนุ่มเดินหน้าเข้าสู่ทะเลทรายอันเวิ้งว้างพร้อมกับเสบียงที่หาตุนมาตามทางจากพวกสัตว์ตัวเล็กๆและน้ำบริสุทธิ์ที่เป็นดั่งชีวิต วันเวลานั้นผ่านไป ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุสลับกับค่ำคืนที่เย็นยะเยือก หากเป็นคนทั่วไปคงจะเลิกเดินทางแล้วกลับไปรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยอารักขา แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเขา เขาไม่คิดที่จะหยุดอยู่กับที่เพียงเพื่อรอวันเหี่ยวเฉาและพังทลายอีกต่อไป
    เดินทางมานานหลายวันในที่สุดเขาก็มาถึงจุดหมายที่ต้องการ ซากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สูงเด่นตระการตาแม้ในค่ำคืนเดือนมืดเช่นนี้ ชายหนุ่มมองดูสิ่งที่คล้ายกับปราสาทโบราณนั้นสลับกับหนังสือในมือ เหนือหัวของเขาขึ้นไปเป็นผ้าคลุมสีพรางทรายขนาดใหญ่พอที่จะคลุมร่างของเขาให้กลืนไปกับพื้นที่โดยรอบได้ แสงไฟนั้นไม่จำเป็น ความอบอุ่นจากผ้าเพียงพอสำหรับเขา และที่สำคัญ ชายหนุ่มไม่ต้องการตกเป็นเป้าสายตาของใครหรืออะไร
    อ่านหนังสือในมือไปใจก็คิดไปถึงเป้าหมายข้างหน้า ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งมานานหลายสิบปีแล้วหลังจากที่พวกเดียโบลสังหารหมู่คนที่อาศัยที่นั่นจนหมด และแม้จะผ่านมานานแต่พวกมันก็ยังคงใช้ที่นั่นเป็นรังสำหรับพักระหว่างเดินทางเป็นครั้งคราว คนทั่วไปไม่มีทางเดินทางเฉียดที่นี่อย่างแน่นอนแม้แต่เขาเองก็พยายามเลี่ยงมาตลอด ทว่าหลังจากที่ได้รับรู้ว่าภายในนั้นมีอะไรอยู่เขาก็เปลี่ยนใจเดินตรงเข้าหามัน
    หนังสือ... หนังสือจำนวนมากมายมหาศาลถูกเก็บอยู่ที่ซากอาคารหลังนั้น ความรู้ที่เขากระหายอยาก ความรู้ที่เขาคิดว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อแลกมันมา เพราะเขายังคงหวังอยู่ในใจว่าสักวันโลกจะกลับไปเป็นเหมือนดั่งที่เขาเคยอ่านจากหนังสือ และเมื่อถึงวันนั้นความรู้ทั้งหมดที่เขาสั่งสมมาจะได้กลายเป็นประโยชน์อีกครั้ง ใครสักคนจะเห็นคุณค่าของมันอีก คุณค่าของสิ่งที่กำลังถูกเผาเป็นเชื้อเพลิงอยู่ในตอนนี้
    แผนการนั้นง่ายดาย ดีนจะรอจนเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ความสามารถทางสายตาของเขาและเดียโบลไม่แตกต่างกันมากนัก ย่องเข้าไปเงียบๆเหมือนทุกครั้งที่เคยทำ ถ้าจะฆ่าก็เอาให้เงียบและเนียนที่สุด สำรวจปริมาณของมีค่าในนั้น และหากพบว่ามีเยอะจนน่าสนใจ ปฏิบัติการณ์ล้างรังเดียโบลก็จะเริ่มขึ้นทันที
    ใช่ว่ามนุษย์จะไม่เคยตอบกลับการโจมตีของอีกฝ่ายแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่พวกเขาจะทำก็ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆและภายใต้เงื่อนไขของความคุ้มค่า สำหรับเขาการรวบรวมคนนั้นไม่ยากด้วยตัวเขาเองรู้จักคนค่อนข้างกว้างขวางอยู่แล้ว ตัวแปรสำคัญที่เหลือคือต้องทำให้แน่ใจว่ามีของมีค่าอยู่ในนั้นมากพอที่คนอื่นๆจะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงจริงๆ หรือถ้าไม่มีเขาก็แค่ต้องยัดมันเข้าไปเท่านั้น จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากการหลอกใช้คนอื่นสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่เคยโกหกเรื่องของตอบแทนแม้แต่ครั้งเดียว

    รุ่งเช้ามาถึงดีนตัดสินใจดำเนินการตามแผนทันที ปืนเอเคในมือถูกตรวจเช็คเป็นครั้งสุดท้ายรวมไปถึงมีดหลากหลายที่คราวนี้คงได้ใช้บ่อยกว่าปืน ชายหนุ่มย่องเข้าไปเงียบๆผ่านซุ้มประตูก่อนจะลอบเข้าไปในรอยร้าวขนาดใหญ่ของผนัง สายตาทั้งสองจับจ้องไปทุกที่ ลมหายใจของเขานิ่งสนิท เสียงของเขาเงียบกริบด้วยไม่ต้องการให้อะไรที่อยู่ที่นี่ตื่นตัว
    ผ่านมาได้ไม่นานเขาก็เห็นพวกมันสองตัว มนุษย์ที่เหมือนจะมีแต่หนังหุ้มกระดูกทว่ากลับมีเรี่ยวแรงมหาศาล ผิวสีซีดของมันปราศจากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มใดๆ ยามกลางวันพวกนี้มักจะไม่ขยับตัวไปไหนด้วยว่าพวกมันอ่อนแรงกว่าตอนกลางคืน หากแต่ก็ยังเป็นอันตราย นัยน์ตาสีแดงของมันยังมีแววกระหายเลือดอยู่ตลอดเวลาและนั่นทำให้เขาตัดสินใจเดินอ้อมไปอีกทางไม่ให้พวกมันรู้ตัว
    หลังจากเข้าไปได้ลึกแล้วเขาก็ได้พบว่าที่นี่มีหนังสืออยู่มากจริงๆ ยิ่งเดินเข้าไปกองหนังสือก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเหมือนกับว่าที่นี่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บพวกมันโดยเฉพาะ แม้ว่าหลายเล่มจะถูกทำลายจากการเวลาแต่บางเล่มยังคงอยู่ในสภาพที่พออ่านได้บ้าง ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้วสำหรับหนังสือในยุคนี้
    อีกข้อที่ทำให้ชายหนุ่มพอจะคลายความกังวลใจไปได้บ้างคือที่นี่มีเดียโบลอยู่น้อยกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ และนั่นน่าจะทำให้การล้างรังทำได้ง่ายขึ้นมาก ที่เหลือก็คือเขาคงต้องเดินลึกเข้าไปเพื่อหาของที่มีค่าจริงๆสำหรับคนอื่นๆ หรือไม่ก็จุดที่เขาสามารถวางของมีค่าพวกนั้นเอาไว้ได้โดยไม่ผิดสังเกตมากเกินไปนัก
    ทว่ายิ่งลึกทางก็ยิ่งมืด แสงไฟจากรอยแยกและหน้าต่างเก่าๆโดยรอบเริ่มไม่พอและนั่นทำให้เขาต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ถูกเดียโบลจับได้ในนี้ไม่ใช่เรื่องน่าขำ ชายหนุ่มมีแต่จะตายกับตายเท่านั้นเพราะในสถานที่ๆมีที่ซ่อนมากมายและอึมครึมแบบนี้คือที่ถนัดของพวกมัน แต่ไม่ใช่สำหรับเขา ชายหนุ่มจึงพยายามเดินผ่านจุดกำบังสายตาแม้จะยังไม่เห็นพวกมันอยู่ในระยะก็ตาม
    แล้วทันใดนั้นเองที่เสียงหนักๆของหนังสือที่หล่นลงบนพื้นดังขึ้น ดีนรีบหันขวับอย่างรวดเร็วไปทางต้อนเสียง มือก็จับปืนในมือมั่นเตรียมพร้อมที่จะทะลวงหนีออกไปทันทีหากมีอะไรเกิดขึ้น เบื้องหน้าของดีนนั้นมีเงาบางอย่างกำลังนั่งอยู่บนกองหนังสืออยู่ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้ตัวรึเปล่า แต่เขาจะเมนเฉยต่อความเสี่ยงนั้นไม่ได้เด็ดขาด มีดคมกริบจึงค่อยถูกชักออกมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมเพื่อที่จะลอบฆ่าอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด ทว่าในวินาทีนั้นเองที่เสียงๆหนึ่งดังขึ้น
    “คุณเองก็เข้ามาอ่านหนังสือในห้องสมุดนี้เหมือนกันหรอคะ?”
    น้ำเสียงหวานใสนั้นดังขึ้นพร้อมกับที่เพดานด้านบนผุกร่อนร่วงลงปลดปล่อยแสงให้ลอดผ่านฉายไปยังต้นเสียงนั้น ดวงตาของดีนพร่าไปชั่วขณะก่อนที่แสงจากรอยร้าวจะทำให้เขาเห็นภาพที่สวยที่สุดที่เขาเคยเห็นมาในชีวิต สาวน้อยดวงตาคมสวยกำลังส่งยิ้มมาให้เขา ผิวสีขาวของเธอถูกปกปิดเอาไว้ด้วยชุดเสื้อแขนกุดและกางเกงขาสั้นสีดำโดยมีผมสีเงินถูกมัดเป็นหางม้าสองข้างคลออยู่ที่หัวไหล่ของเธอ
    มันเป็นภาพที่ไม่เขาไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ภาพของหญิงสาวแปลกหน้าภายใต้แสงสว่างตัดกับความมืดโดยรอบและกองหนังสือกองใหญ่ที่เธอกำลังนั่งอยู่ ทำให้เธอดูเหมือนตัวละครที่หลุดออกมาจากนิทานที่เขาเคยอ่านไม่ผิด นิทานที่สาวน้อยตกลงไปในรูของกระต่ายอันมืดมิดอันเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัย การผจญภัยที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต





    จนในที่สุดเมื่อมนุษย์สามารถฟื้นตัวได้พวกเขาก็เริ่มกอบกู้ความรู้ที่ตนมีอีกครั้งแต่กระนั้นมันก็เป็นการยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร เพราะกาลเวลาได้ทำลายล้างแหล่งสะสมปัญญาของพวกเขาจนสิ้นซากไปเกือบหมดแล้ว หนังสือ ตำราเรียน คู่มืองานเทคนิคตั้งแต่ระดับง่ายๆจนถึงระดับที่มีความซับซ้อนสูงมีค่ายิ่งกว่าทองหรือเพชรล้ำค่าใดๆในโลก โดยเฉพาะหนังสือและตำราเกี่ยวกับการสร้างอาวุธ เพราะในยุคที่มนุษย์ทุกชาติพันธุ์ต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมกันหมด ใครที่ได้ครอบครองความรู้อันทรงพลานุภาพนี้ก่อนย่อมต้องหมายถึงการเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้ และแล้วมนุษย์ก็ได้เริ่มต้นสงครามอันโง่เขลาของพวกตนอีกครั้ง


    กองกำลังมากมายถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังจากประเทศต่างๆหรือแม้แต่กองกำลังอิสระ พวกเขาเป็นหน่วยติดอาวุธที่มีหน้าที่ค้นหาหรือแย่งชิงความรู้มีค่าเหล่านั้นมาเป็นของพวกตน หน่วยล่านี้รู้จักกันในชื่อ นักล่าหนังสือ (Book hunter) และในจำนวนหน่วยล่าหนังสือที่มีเกลื่อนกลาดมากมายบนโลกนี้ก็มีอยู่หน่วยหนึ่งที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด พวกเขาไม่ขึ้นกับใคร ทำงานเป็นอิสระตามใจชอบโดยไม่มีใครล่วงรู้จุดหมายในการรวบรวมหนังสือของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย พวกเขามีชื่อว่า หน่วยกระต่ายขาว The white rabbit
    Last edited by Fatal_Error; 26-12-2011 at 07:26 PM.

  3. #3
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ลงข้ามครับ ขี้เกียจแก้แล้วเลยตามเลยก็แล้วกัน = ="
    Last edited by Fatal_Error; 26-12-2011 at 07:31 PM.

  4. #4
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 2 กระต่ายขาว

    ภายในห้องที่มีเพียงแสงรำไร ดีนยังคงยืนนิ่งตะลึงกับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า สาวน้อยที่เขาไม่รู้จักในที่ๆเขาไม่คิดว่าจะมีใครหน้าไหนเข้ามาได้ เธอคนนั้นจ้องมองมาที่ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มโดยไม่มีวี่แววของความเกรงกลัวต่อมีดและปืนที่อีกฝ่ายมีอยู่เลยแม้แต่น้อย ร่างเล็กนั้นยืนขึ้นจากกองหนังสือแล้วค่อยๆกระโดดลงมาตามชั้นก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงหน้าดีน
    “สวัสดีค่ะ” คำทักทายจากเธอทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากผะวัง และนั่นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามและใช้เหตุผลกับตนเองต่อการพบเจอที่ไม่คาดฝันนี้
    “คุณเป็นใคร?”
    ดีนใช้คำถามที่ง่ายที่สุดพร้อมกับที่เขาค่อยๆเคลื่อนขยับถอยไปข้างหลังอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นโดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เข้ามาอยู่ในรังของเดียโบลแบบนี้ แต่สาวน้อยน่ารักกลับไม่ยอมให้เขาทิ้งระยะ สองขาของเธอยังพยายามที่จะเดินตามเขาไปจนกระทั่งหลังของชายหนุ่มติดกำแพง
    “ผมถามว่าคุณเป็นใคร”
    คำถามถูกถามซ้ำพร้อมกับปืนที่ถูกยกขึ้นมาขู่ ทว่าสาวน้อยกลับไร้ซึ่งความกลัว เธอเดินเข้าไปแล้วใช้มือเบี่ยงปืนนั้นออกไปข้างๆอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มเองก็ไม่อาจทำอะไรได้คล้ายต้องมนต์สะกด หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่กล้าทำอะไรเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆธรรมดาๆ ใบหน้าของทั้งสองเริ่มยื่นเข้าหาใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ และตาของเธอก็จ้องมองมายังเขา ดวงตาสีม่วงนั่น
    [นัยน์ตาสีม่วง?] ชายหนุ่มคิดด้วยความประหลาดใจ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ใช้เหตุผลอะไรเสียงกระซิบก็ดังเข้ามาในหูของเขา
    “พวกมันมาแล้วค่ะ”
    วินาทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ดีนก็หันไปมองที่ทางเข้าเมื่อครู่ด้วยสัญชาติญาณทันที ที่นั่นเขาเห็นเดียโบลสามตัว พวกมันค่อยๆเดินเข้ามาพร้อมกับมีดและดาบที่ทำมาจากเหล็กขึ้นสนิมจนดูเหมือนกับกระบองทื่อๆซะมากกว่า สามตัวนั่นคงจะได้ยินเสียงเพดานที่ผุพังลงมาเมื่อครู่ถึงได้เดินมาทางนี้
    ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความรอบคอบและสติที่สามารถรับรู้ได้ว่าอะไรควรทำก่อนทำทีหลัง ดีนค่อยๆโอบมือไปรอบตัวของสาวน้อยแปลกหน้าแล้วหมอบลงอย่างช้าๆ สายตาก็จ้องมองไปยังศัตรูทั้งสามพร้อมกับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เธออยู่เงียบๆ แม้ลึกๆเขาจะกลัวว่าอีกสาวน้อยจะกลัวจนขาดสติ แต่สิ่งที่เธอแสดงออกมานั้นกลับทำให้เขาแปลกใจ หญิงสาวนิ่งพอๆกับเขาหรืออาจจะมากกว่า ลมหายใจของเธอไม่เปลี่ยนดวงตาของเธอไม่ลอกแลก และที่สำคัญคือเสียงหัวใจที่ไม่ได้เร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวใจที่เขารู้สึกได้เพราะระยะที่ชิดใกล้กันของทั้งสอง
    ดวงตาสีแดงของพวกมันทั้งสามตัวสอดส่องไปมาอยู่ได้ไม่นาน พวกมันก็เริ่มไม่รวมกลุ่มกันอย่างตอนแรก สองตัวเดินไปจนสุดมุมห้อง ส่วนอีกตัวที่เหลือกลับรั้งๆรอๆอยู่แถวปากทางเข้า เหมือนกับเป็นยามกันไม่ให้อะไรที่อาจเล็ดรอดเข้ามาในนี้หนีไปได้ เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนกระทั่งดีนเริ่มเห็นท่าไม่ดี แสงจากภายนอกเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นสีออกส้มบ่งบอกว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลง หากเป็นตอนกลางคืนพวกนี้จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าและนั่นหมายถึงโอกาสที่จะหนีออกจากที่นี่คงจะเหลือน้อยเต็มที
    “รออยู่ที่นี่” เขากระซิบเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆคลายมือออกจากร่างของสาวน้อยแล้วทำท่าจะย่องเข้าไปหาเดียโบลตัวที่ยืนขวางประตูอยู่ ทว่าสาวน้อยกลับใช้มือรั้งเขาเอาไว้
    “มันเป็นกับดัก”
    เธอกระซิบตอบพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน ที่ๆดีนไม่ทันได้ระวังเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่นั่นมีดวงตาสีแดงหลายคู่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด พวกมันเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาไม่อาจรู้ได้ แต่ที่รู้แน่ๆคือพวกมันส่งสามตัวแรกเข้ามาเพียงเพื่อจะหลอกให้เขาลงมือ [นี่พวกมันคิดได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ] เขาคิดในใจ พลางนึกต่อไปว่าบางทีพวกมันอาจจะไม่ได้เข้ามาในนี้เพราะได้ยินเสียงเพดานร่วง แต่พวกมันเข้ามาเพราะรู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาแอบเข้ามาในนี้ ถ้าเช่นนั้นการที่พวกมันไม่โจมตีเขาตั้งแต่แรกก็เพราะว่า...
    “...เพราะพวกมันรู้ว่าคุณมีปืน มันเลยจ้องจะจัดการคุณตอนที่คุณย่องเข้าไปใช้มีดกับพวกมัน”
    จริงอย่างที่สาวน้อยพูด พวกเดียโบลรู้ดีถึงประสิทธิภาพและความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าปืน โดยเฉพาะเอเคที่เขาถืออยู่ลองถ้าโดนยิงไปแล้วล่ะก็ต่อให้เป็นพวกมันก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาได้แน่ แต่ว่าในคำพูดของสาวน้อยนั้นกลับมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกสะกิดใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่านี่ไม่ใช่เวลามานั่งคิดเรื่องนี้ เมื่ออันตรายตรงหน้าเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน
    ด้านบนมีพวกมันอยู่ประมาณสิบตัวเห็นจะได้ ข้างล่างมียามเฝ้าอีกหนึ่งและอีกสองตัวกำลังเดินไปรอบๆเพื่อหาเขา นี่คือสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับพวกมัน ทางเข้าออกที่มีเพียงทางเดียวทำให้เขาไม่มีทางเลือก และนั่นคือโอกาสที่พวกมันจะรุมเขาจากรอบด้าน หรือไม่พวกมันอาจจะหลบไปเรื่อยๆรอจังหวะที่เขาต้องเปลี่ยนกระสุนแล้วพุ่งเข้ามาโจมตี กระสุนเอเคมีสามสิบนัดบวกกับอีกหนึ่งนัดในรังเพลิง มากพอที่จะล้มพวกมันได้สามตัวหากว่าเล็งแม่นพอ แต่พวกที่เหลือนี่สิ
    ชายหนุ่มคิด คิดอย่างหนักถึงหนทางเอาตัวรอด บางทีเขาอาจจะอยู่ที่นี่รอให้พวกมันสลายไปหรือเผลอตัว แต่มันจะเป็นเช่นนั้นได้จริงรึ แล้วไหนจะสาวน้อยแปลกหน้าคนนี้อีก เขาไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ว่าอีกคนทำอะไรได้บ้าง จะตามเขาหรือจะถ่วงเขา หรือเราจะแยกกันตรงนี้แล้วหนีแบบตัวใครตัวมัน อย่างนั้นน่าจะมีโอกาสรอดกันมากกว่า เท่าที่เขาดูเธอไม่มีอาวุธติดตัวนอกจากมีดที่เขาสัมผัสมันเข้าตอนที่โอบร่างของเธอเอาไว้ เมื่อเทียบกับชายหนุ่มที่ถือปืนเอาไว้กับตัวพวกเดียโบลมันต้องตามเธอไปแน่ๆ
    ทว่าเมื่อคิดถึงคำเตือนของเธอที่ทำให้เขารอดตายมาเมื่อครู่ ดีนก็ลังเลใจที่จะทำอย่างที่คิดเอาไว้ตอนแรก ดวงตาของเขาจ้องลงไปในนัยน์ตาสีม่วงที่เต็มไปด้วยปริศนาตรงหน้าก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจลึกแล้วพูดออกมา
    “ตามผมมาให้ทัน เราจะฝ่าออกไปก่อนที่ฟ้าจะมืด” เธอพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มก่อนที่จะยืนมือไปจับมือของดีน แล้วแผนการหนีออกไปจากห้องสมุดนรกก็เริ่มต้นขึ้น
    “เฮ้ย ไอ้พวกนรก!” ดีนตะโกนออกมาพร้อมกับที่เขาวิ่งไปกลางห้อง และนั่นทำให้พวกเดียโบลหันมามองเขาเป็นตาเดียว “หลับตาซะ”
    วินาทีที่พวกมันหันมามองเขา ทรงกระบอกทำจากเหล็กสีขาวก็ถูกโยนออกไปข้างหน้า แล้วไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงและแสงจากการระเบิดก็ดังขึ้น มันดูราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สองในสายตาของพวกที่หากินในความมืด ดวงตาของพวกมันดับสนิทไปในทันทีพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจ ความเจ็บปวดความสับสนทำให้พวกมันคลุ้มคลั่งดิ้นพร่านไปมาเปิดทางหนีให้กับดีน
    “วิ่งเร็วเข้า!”
    ชายหนุ่มดึงมือของสาวน้อยให้ออกวิ่งพร้อมกับที่อีกมือใช้มีดฟันเข้าไปที่คอของเดียโบลตัวที่ขวางทางอยู่ กลิ่นเลือดพุ่งกระจายไปทั่วในทันที และนั่นทำให้พวกมันสับสนมากขึ้นไปใหญ่ ตาก็มองอะไรไม่เห็น จมูกก็ได้กลิ่นเลือดของพวกเดียวกัน ความหวาดระแวงและความกลัวตายทำให้พวกมันถอยเข้ามุมมืดในทันที
    “นั่นมันอะไรกันคะ” สาวน้อยถามพลางวิ่ง ด้วยเธอไม่เคยเห็นอะไรอย่างนั้นมาก่อน
    “ระเบิดแสง ของหายากจากคลังแสงโบราณ นั่นเป็นลูกสุดท้ายแล้ว คิดถูกที่เก็บเอาไว้กับตัวไม่ได้ขายไป”
    “ขะ ขอโทษค่ะ” สาวน้อยขอโทษด้วยคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเสียของสำคัญไป ทว่าดีนกลับไม่ได้ว่าอะไรกลับ
    “รีบออกไปจากที่นี่กันก่อน พวกมันน่าจะมากันอีก”
    “สองตัวทางซ้ายค่ะ”
    หญิงสาวพูดขึ้นและชายหนุ่มก็ทำตาม ปืนไรเฟิลจู่โจมในมือเล็งไปทางซอกประตูอย่างรวดเร็วแล้วยิงกระสุนออกไปก่อนที่เขาจะได้ทันเห็นเป้าหมายด้วยซ้ำ และในพริบตาเสียงร้องก็ดังขึ้นพร้อมกับเลือดที่สาดกระจาย อะไรบางอย่างบอกให้เขารู้ว่านี่ไม่ปกติ เธอคนนี้รู้ได้ยังไงว่ามีพวกมันอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมเขาถึงเชื่อเธอแล้วยิงเข้าไปก่อนที่จะทันเห็นเป้าหมาย หรือเป็นเพราะสิ่งที่เธอพูดนั้นถูกมาตลอดกันแน่ จะอย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเขาใกล้จะถึงทางออกแล้ว และขอแค่เขาออกไปได้พวกมันก็คงจะไม่กล้าตามเขามาอีก ในที่ๆเปิดโล่งไร้ที่กำบังนั้นพวกมันรู้ดีว่าปืนได้เปรียบกว่าเขี้ยวเล็บและมีดของพวกมัน
    “เอาล่ะเราออกมาแล้ว ทีนี้ก็วิ่งเต็มกำลังไปให้ถึงเนินด้านบนนั่นเลย” ดีนชี้ไปยังสันสายด้านบนสุด ที่ๆเขาสามารถมองเห็นแถบนี้ได้ทั้งหมด ที่นั่นเขาจะได้เปรียบเดียโบลเต็มประตูเพราะพวกมันจะขึ้นมาหาเขาได้ยากแต่เขาสามารถยิงตอบโต้ได้อย่างง่ายดาย
    “เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
    สาวน้อยกระตุกแขนเสื้อของเขาอีกครั้ง และนั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาซะเลย พวกเดียโบล พวกมันค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากเนินทรายข้างหน้านั่นทีละตัวสองตัว ไม่ใช่แค่นั้น รอบๆด้านของเขาแทบจะทุกทิศทุกทางก็มีพวกมันอยู่เต็มไปหมด ราวกับว่าพวกมันเฝ้ารอเขาอยู่ก่อนแล้ว และสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อพวกเดียโบลที่อยู่ด้านในซากตึกค่อยๆเดินออกมาสมทบกับพวกข้างนอก ปิดล้อมทางหนีของเขาจนหมดสิ้น
    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมพวกมันถึงได้”
    “พวกข้าคือวิวัฒนาการอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง...” สาวน้อยแปลกหน้าพูดอะไรบางอย่างออกมาพร้อมกับที่เธอก้าวเดินออกไปข้างหน้า “...วันเวลาของมนุษย์อย่างพวกเจ้าจบลงแล้ว พวกเจ้าไม่มีทางที่จะใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเยี่ยงนี้ได้ ผิดกับพวกข้าที่วิวัฒนาการไปเพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอด วันนี้พวกข้าได้แสดงให้เจ้าเห็นแล้วว่าพวกข้าไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ร้ายโง่เง่าอย่างที่พวกเจ้าคิด แต่พวกข้าคือพวกที่เหมาะสมจะอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารแทนพวกเจ้า นี่คือการประกาศสงครามต่อพวกเจ้า เหล่ามนุษย์” เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาก่อนที่จะหันหน้ากลับมามองดีนแล้วยิ้มให้แก่เขา เขาที่กำลังรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
    “นั่นคือความคิดของพวกเขาค่ะ พวกเขาต้องการทำลายพวกเราที่พวกเขาคิดว่าคือทางตันของวิวัฒนาการ”
    “ความคิดของพวกนั้น เดี๋ยวก่อนสิทำไมเธอถึง” ดีนสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อในสิ่งที่ได้ฟังไปหรือไม่
    “แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะพวกของฉันกำลังจะมาถึงที่นี่แล้ว”
    พวกของเธอ? อะไรกันที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสาวน้อยในชุดสีดำตรงหน้ามากยิ่งขึ้น และในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนผ้าที่ผูกอยู่กับแขนซ้ายของเธอ ภาพของวงกลมขนาดใหญ่สีขาวต่อขึ้นไปด้วยวงรียาวอีกสองวง ใบหน้าของสัตว์ประหลาดที่กำลังฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ากลัว
    “หรือว่าเธอคือพวกที่เขาพูดถึงกัน...”
    ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไรต่อ เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้น แล้วพลันพวกเดียโบลก็พากันแตกตื่นกับฝุ่นทรายที่คลุ้งไปทั่ว หลังเนินทรายนั่นมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ บางอย่างที่ใหญ่มากจนทำให้เกิดพายุทรายขนาดย่อมขึ้น แล้วไม่กี่อึดใจเขาก็ได้เห็นตัวตนของสิ่งนั้น เนินทรายทั้งเนินถูกกระแทกจนกระจุยเป็นผงไปพร้อมๆกับพวกเดียโบลที่ยืนคุมเชิงอยู่ เผยให้เห็นร่างของกิ้งก่าขนาดยักษ์ดวงตาสีแดงฉาน มันดูคล้ายกับกิ้งก่าที่เขาเคยเห็นมาจากสมุดภาพทว่าใหญ่โตกว่ามาก มากซะจนเขามองมันตาค้างด้วยความตกใจ
    และเมื่อมองดูดีๆที่พื้นด้านล่างก็มีพวกกิ้งก่าสองขาอีกสองตัวกำลังวิ่งไล่พวกเดียโบลด้วยกรงเล็บและปากขนาดใหญ่อย่างสนุกมือ พวกมันว่องไว ไวกว่าพวกเดียโบลมากซะจนเขายังต้องขนลุก แต่สาวน้อยตรงหน้าเขานั้นกลับไม่มีท่าทีตื่นกลัวกับสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อย
    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พรรคพวกของฉันเอง”
    “นั่นหรอพรรคพวก”
    ดีนเริ่มเหงื่อตกกับคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้เขาควรจะตอบว่าอย่างไร และทันใดนั้นเองที่เสียงของพวกเดียโบลเริ่มดังขึ้นมาจากข้างหลังของเขา ดูท่าพวกมันต้องการสังหารเหยื่อให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หรือไม่ก็เป็นเพราะแสงอาทิตย์นั้นใกล้จะจางหายไปหมดแล้วทำให้พวกมันฮึดสู้แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
    ปืนในมือถูกยกขึ้นมาพร้อมกับที่เขาผลักสาวน้อยไปด้านหลัง พวกมันมีเยอะกว่าที่เขาจะใช้ปืนเก็บได้หมด แม็กกาซีนถูกใช้ไปจนเหลือแค่สิบกว่านัดและเมื่อมันหมดลง มีดที่เหน็บเอวอยู่จึงถูกชักออกมาเพื่อต่อสู้แม้จะรู้ว่าสิ้นหวังเพียงใด ทว่าในวินาทีนั้นเองที่ร่างของใครบางคนพุ่งเข้ามาขวางหน้าของเขาและเดียโบลเอาไว้ ร่างที่ดูไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าสาวน้อยด้านหลังเขาอาศัยความว่องไวของมีดทั้งสองเล่มเฉือนคอหอยของพวกเดียโบลภายในพริบตา
    ดูราวกับแสงที่วาววับกลางคืนเดือนมืด เป็นระบำมีดคู่ที่ทำลายศัตรูอย่างงดงามและรวดเร็วเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะตอบโต้ได้ พวกเดียโบลถอยห่างออกทันทีด้วยความตกใจ พวกมันแตะต้องตัวเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย หญิงสาวผมทองค่อยๆหันหน้ามาทางเขา ใบหน้าเปื้อนเลือดนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาพอๆกับดวงตาสีฟ้าของเธอ
    “ปลอดภัยนะ”
    “เฟย์!”
    สาวน้อยแปลกหน้าเรียกชื่ออีกฝ่าย ในขณะที่คนถูกเรียกค่อยๆเดินเข้ามาหาแล้วก้มลงมองไปรอบๆเหมือนกับพยายามหารอยขีดข่วนในร่าง ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาเล็กๆด้วยความพอใจเมื่อสาวน้อยนั้นไร้บาดแผล ทว่ามันเป็นรอยยิ้มที่อยู่ไม่นานนักเมื่อเธอหันหน้ามาหาดีนด้วยสีหน้าแสดงความเป็นศัตรูเต็มที่
    “อย่าได้คิดจะเปลี่ยนซองกระสุน”
    หญิงสาวในชุดเสื้อกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมกับชี้มีดมาที่เขา ทำให้ดีนต้องหยุดมือของตนลงแล้วยกมือทั้งสองขึ้น บัดนี้พวกเดียโบลหนีหายไปหมดแล้ว กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ล้อมเขาเอาไว้ในตอนนี้คือกิ่งก่าตัวเท่าคนสองตัวนั่นกับกิ่งก่ายักษ์สี่ขาข้างหน้า พวกมันยังมีรอยเลือดอยู่เต็มปากและกรงเล็บ ไม่ต้องบอกให้มากเขาก็รู้ว่าถ้าขยับผิดไปนิดหน่อยเขาได้กลายเป็นศพแน่ๆ
    “ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันครับ” เสียงของใครบางคนดังลงมาจากด้านหลังของเจ้ากิ่งก่ายักษ์ และเมื่อชายหนุ่มมองดูให้ดีเขาก็เห็นว่าด้านบนหลังของมันมีบางสิ่งที่คล้ายกับกระเช้าหรืออานม้าอะไรทำนองนั้นอยู่ ไม่นานนักเจ้าของเสียงก็ค่อยๆโรยตัวลงมาผ่านทางเชือกพร้อมกับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง
    “แล้วผมบอกพี่แล้วไม่ใช่หรอว่าให้เลิกออกมาข้างนอกคนเดียวแบบนี้” เสียงเดียวกันที่ดูเย็นชานั้นดังมาจากชายหนุ่มผู้มีผมสีเงินและดวงตาสีม่วงเหมือนกับสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขา เขาแต่งกายด้วยชุดเสื้อแขนกุดสีเทาและกางเกงขายาวสีเดียวกัน รอบตัวเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆมากมายและดาบขนาดใหญ่ที่เหน็บอยู่ข้างตัว
    “เอาน่าโซล ไหนๆเธอก็ปลอดภัยดีแล้ว” หญิงสาวผมยาวสีดำที่ตามหลังเขามาพูดขึ้น เธออยู่ในเสื้อแขนสั้นและกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม หญิงสาวนั้นสูงมากและดูมีอายุมากที่สุดในกลุ่ม ยิ่งเมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้กับคนที่เหลือยิ่งทำให้ดีนรู้ว่าเธอดูเด่นกว่าใคร โดยเฉพาะปืนไรเฟิลขนาดใหญ่ที่เธอสะพายอยู่ด้านหลัง เขาไม่เคยเห็นอะไรอย่างนั้นมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
    “ให้มันได้อย่างนี้สิครับลูเวีย ไม่ช่วยแล้วยังจะตามใจให้เหลิงเข้าไปใหญ่อีก”
    กลุ่มคนตรงหน้าคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเขา และในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์ของปิศาจยิ้มที่ว่าอยู่บนผ้าผูกแขนซ้ายของพวกเขาแต่ละคน เฟย์ ลูเวีย โซล และสาวน้อยแปลกหน้าอีกคนที่เขายังไม่มีโอกาสได้ถามชื่อ ตอนนี้เขาพอจะรู้ได้ว่าอีกฝ่ายระแวงระวังเขามากขนาดไหน แต่กลับกัน ดีนกลับรู้สึกสนใจในคนกลุ่มนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะสาวน้อยที่เขาได้เจอเป็นคนแรก
    “ก่อนอื่นผมคงต้องขอบคุณคุณที่ช่วยดูแลพี่สาวผมให้พักใหญ่” ชายหนุ่มที่ชื่อว่าโซลพูดขึ้น ท่าทางและมารยาทนั้นผิดกับอายุที่ยังดูน้อยอยู่ของเขามาก ทำให้ดีนคาดการณ์ไปว่าอีกฝ่ายน่าจะผ่านโลกมามากพอดู
    “ทางนี้ก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน เพราะความสามารถของพี่สาวคุณทำให้ผมยังมีลมหายใจมาจนถึงตอนนี้” เพียงแค่นั้นพวกเขาก็เงียบกันไปทันที พร้อมๆกับที่แต่ละคนก้มลงไปมองที่สาวน้อยที่ถูกเอ่ยถึงเป็นตาเดียว ใช่แล้ว เขาคาดการณ์ได้ถูกต้อง มีบางอย่างที่เป็นความลับอยู่ในกลุ่มนี้ และจากท่าทางนั้นทำให้เขากล้าที่จะปล่อยแขนที่ยกมาตลอดลงข้างตัวแล้วเริ่มเดินเข้าใกล้ “ผมได้ยินข่าวมาว่าพวกคุณข้ามทะเลดำได้ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้”
    “คุณเป็นใครกันแน่...” โซลเอ่ยปากถามด้วยดวงตาระแวงระวัง
    “ผมชื่อดีน เป็นคนเดินทาง เป็นพ่อค้า เป็นนักสำรวจ แล้วแต่คนแต่ละที่จะเรียก แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป”
    “คุณดีน ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไรจากเรา” เข้าเรื่องตรงไปตรงมากว่าที่ดีนคิด แต่นั่นก็ดีที่อีกฝ่ายเป็นคนเสนอเรื่องนี้มาเอง สองมือจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเอาอาหารแห้งออกมายื่นให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
    “เอาเป็นว่าเรามาตั้งกองไฟกันก่อนดีมั้ยครับ”

    มีกิ้งก่าตัวเท่าตึกแบบนี้อยู่ข้างๆดีนก็ไม่ต้องกลัวว่ากองไฟของตนจะเตะตาใครอีกต่อไป ทั้งกลุ่มนั่งลงอยู่ไม่ห่างจากเขาแต่ยังคงรักษาระยะเอาไว้ ตั้งแต่เริ่มพูดคุยจนมาถึงตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาได้รู้เพิ่มจากอีกกลุ่มคือชื่อของสาวน้อยที่เขาให้ความสนใจ ลูน่า อันหมายถึงดวงจันทร์ ชื่อที่ฟังไปแล้วก็รู้สึกว่าเข้ากับเธอดี และที่สำคัญมันเข้ากับโซลที่แปลว่าดวงอาทิตย์ของน้องเธอด้วย แน่นอนว่าเขาไม่ได้รู้เองแต่เป็นลูน่าที่บอกกับเขา
    “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าพวกคุณข้ามทะเลดำมาด้วยเจ้าตัวใหญ่นี่ใช่มั้ยครับ”
    “มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรกับพวกเขา พวกเขาทนความเป็นพิษได้เพราะสถานที่ๆพวกเขาเคยอาศัยอยู่” โซลเริ่มตอบคำถามดีนมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อการสนทนาดำเนินไป
    “ของที่กำลังตามหามันคุ้มค่าถึงขนาดต้องข้ามทะเลพิษนั่นมาเลยหรอครับ”
    “ผมว่าผมยังไม่ได้บอกคุณเลยนะครับคุณดีน ว่าเรามาที่นี่ทำไม” โซลมองข้ามผ่านกองไฟไปยังดวงตาสีดำของอีกฝ่าย ท่าทีไม่ไว้ใจยังคงมีอยู่แต่สำหรับดีน เขามองว่านั่นเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะกับคนที่ข้ามมายังแดนทะเลทรายแห่งนี้
    “คนเขาลือกันให้ทั่วว่าพวกคุณพยายามหาข้อมูลของอะไรบางอย่างอยู่”
    โซลนั่งครุ่นคิดอะไรอยู่พักหนึ่งว่าควรจะตอบคำถามนั้นดีหรือไม่ แล้วในตอนนั้นเองที่ลูเวียลุกขึ้นยืนแล้วส่งสายตากับโซลเป็นสัญญาณเรียกให้เขาไปคุยด้วย ดีนเองก็รู้ดีจึงยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร หญิงสาวผู้มีผมสีดำยาวสลวยเดินมาจนลับตาแล้วจึงหันไปคุยกับโซลที่เดินตามมาติดๆ
    “นายแน่ใจแล้วหรอว่าจะพูดอะไรออกไป ฉันว่ามันไม่มากไปหน่อยหรอที่จะบอกข้อมูลกับคนนอก”
    “พวกเราต่างหากที่เป็นคนนอก เรามาที่นี่หลายเดือนแล้วยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยสักนิด ผมว่านี่ถึงเวลาที่เราต้องหาคนที่เชื่อถือได้มาช่วยเราแล้ว”
    “แล้วนายว่าหมอนั่นเชื่อถือได้” ลูเวียถาม ด้วยความที่เธอเป็นผู้ใหญ่กว่าทำให้เธอรู้สึกว่าความรับผิดชอบทั้งหลายนั้นตกอยู่กับเธอแม้ว่าคนตัดสินใจจะไม่ใช่ตัวเธอก็ตาม ดังนั้นทุกครั้งที่กลุ่มจะต้องเสี่ยงเธอจะถามคำถามทำนองนี้กับโซลเสมอ
    “เขาไม่ทิ้งลูน่าเอาไว้แล้วหนีออกมคนเดียวทั้งๆที่นั่นง่ายกว่าสำหรับเขา ผมว่านั่นก็มากพอที่จะทำให้เราเชื่อเขาได้ในระดับหนึ่ง และที่สำคัญ เขาคือคนที่พี่ลูน่ายอมเข้าใกล้ด้วยนอกจากพวกเรา ผมหมายถึง นั่นคือพี่ลูน่าที่ไม่ยอมเข้าใกล้ใครเลยนะครับ แต่เธอกลับคุยกับเขาได้ด้วยท่าทางสบายใจขนาดนั้น” ลูเวียยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย
    “นั่นสินะ ที่จริงแค่ถ้าหมอนั่นคิดอะไรไม่ดีขึ้นมาเมื่อไหร่...”
    “...ลูน่าจะเป็นคนบอกพวกเราเอง” ดวงตาสีม่วงของโซลสะท้อนแสงจากดวงจันทร์ออกมาท่ามกลางความมืด ความลับของสองพี่น้องที่ลูเวียเข้าใจดีและนั่นทำให้เธอยอมรับในการตัดสินใจของโซล

    เมื่อทั้งสองกลับมายังกองไฟ พวกเขาก็ยิ่งได้ประจักษ์ว่าสิ่งที่คาดการณ์นั้นเป็นจริง ระยะห่างระหว่างดีนและลูน่านั้นเริ่มใกล้เข้ามามากขึ้น จะมีก็แต่เฟย์ที่ยังคงยืนมองอยู่เงียบๆด้านหลัง หญิงสาวยังคงไม่ชอบสุงสิงกับใครเหมือนเดิม แต่การที่ลูน่าคุยด้วยกับเขา และเฟย์ยังไม่ลงมืออะไรไปมันก็แสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่าดีนนั้นพอที่จะเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง
    “เราคุยกันแล้ว ผมอยากจะให้คุณช่วยหาของอย่างหนึ่งให้กับเรา แน่นอนว่าเราจะยอมเล่าสิ่งที่เล่าได้ให้คุณฟังด้วย แต่ผมว่าคุณคงไม่อยากได้แค่ข้อมูลใช่มั้ยคุณดีน” คนถูกถามยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เมื่ออีกฝ่ายดูจะเข้าใจเขาดี
    “ถูกต้อง ผมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ข้อมูล สิ่งที่ผมต้องการคือ...” ดีนมองไปยังลูน่าที่กำลังจ้องมาทางเขาก่อนที่จะเอ่ยสิ่งที่ใจปรารถนาออกไป “...ผมต้องการให้คุณพาผมข้ามทะเลดำไปอีกฝั่งหนึ่งพร้อมกับพวกคุณ”
    “เดี๋ยวก่อนสิ เรา...” ก่อนที่ลูเวียจะทันได้พูดอะไรออกมา โซลก็ยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ก่อน
    “ที่นั่นมันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกนะครับคุณดีน”
    “น่าสนใจหรือไม่ผมจะเป็นตัดสินใจเองหลังจากที่ผมไปเห็นด้วยตา แต่สำหรับผมอะไรที่ไม่ได้มีอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ผมสนหมดนั่นแหละ โดยเฉพาะกลุ่มคนอย่างพวกคุณ” ดีนพูดพร้อมรอยยิ้มและดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ ลูน่าที่นั่งอยู่ข้างๆโซลเองก็กระตุกขากางเกงของคนเป็นน้องแล้วพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ
    “ก็ได้ครับผมสัญญาว่าจะพาคุณข้ามทะเลดำไป...”
    “แต่ก่อนอื่น...” ดีนขัดขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่พวกเขาแต่ละคนและเจ้ากิ้งก่าสองตัวที่นอนอยู่ไม่ไกล “...คุณจะช่วยบอกผมได้มั้ย ว่ากลุ่มของพวกคุณคือกลุ่มอะไรกันแน่”
    “พวกเราคือหรอคะ?” ลูน่าพูดขึ้นพร้อมกับลุกเดินไปข้างหน้าแล้วประกาศชื่อกลุ่มของตนออกมาด้วยรอยยิ้ม
    “พวกเราคือนักล่าหนังสือ กองกำลังกระต่ายขาวค่ะ”
    Last edited by Fatal_Error; 26-12-2011 at 07:27 PM.

  5. #5
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 3 กุญแจดำ

    เช้าวันใหม่ย่างกลายเข้ามาอย่างช้าๆ หลายชีวิตในกองกำลังกระต่ายขาวยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา จะมีก็เพียงเฟย์และดีนที่เป็นคนนอกเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาในยามที่พระอาทิตย์ยังไม่แย้มดีเช่นนี้ หญิงสาวในชุดเสื้อแขนกุดและกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มกำลังหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า ฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นดีนตระหนักดีตั้งแต่ได้ลิ้มรสชาติซุปหนอนของเธอเมื่อคืนก่อน วัตถุดิบที่น่ารังเกียจกลายเป็นอาหารชั้นเลิศได้ในพริบตาเพียงเธอเป็นคนปรุงมันด้วยตัวเอง และเช้านี้ก็คงจะไม่ต่างกันเมื่อกลิ่นหอมหวนนั้นลอยมาแตะจมูกของดีนอีกครั้ง
    กลับกันหญิงสาวตรงหน้ากลับเป็นคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เอาซะเลย ถามคำตอบคำ ชวนคุยด้วยก็ไม่คุย เอาแต่จ้องดีนราวกับว่าเขาเป็นภัยคุกคามตั้งแต่วันก่อน จนแม้แต่ตอนที่เธอกำลังสาละวนกับการเตรียมอาหารอยู่หญิงสาวก็ยังไม่วายที่จะมองมาทางเขาอยู่เนืองๆ และแน่นอนว่ามีดสองเล่มข้างกายเธอนั้นถูกเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่เสมอ
    ไม่นานนักหลังจากที่กลิ่นหอมนั้นอบอวลไปทั่ว อีกสามคนที่เหลือก็ได้เวลาตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วงรับประทานอาหารถูกตั้งขึ้นอย่างง่ายๆโดยมีดีนนั่งแยกออกมาห่างพอสมควร บ่งบอกว่าความไม่ไว้ใจนั้นยังมีอยู่ ส่วนเจ้ากิ้งก่าสามตัวที่เป็นสมาชิกของทีมนั้นไม่ได้สนใจอาหารเช้าเลยแม้แต่น้อยเพราะเมื่อวานพวกมันอิ่มไปเรียบร้อยแล้วกับเดียโบลจานใหญ่
    “เรามาเริ่มคุยกันเลยดีมั้ยครับคุณดีน” โซลพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าอาหารจานสุดท้ายถูกเก็บไปแล้ว และดีนเองก็ตอบรับด้วยการพยักหน้า
    “ถ้าอย่างนั้นเริ่มกันด้วยคำถามที่ว่า ของที่คุณต้องการหาคืออะไร ดีมั้ยครับ?” ดีนถามขึ้น
    “เรากำลังตามหากุญแจดำค่ะ” ลูน่าตอบพร้อมกับเดินมาข้างหน้า
    “กุญแจดำ?”
    “มันคือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนโดยบรรพบุรุษของพวกเรา...” โซลพูดขึ้นพร้อมกับยื่นกระดาษบางอย่างให้ดีนดู “...นี่เป็นฉบับวาดมือโดยคนของสภาแห่งปัญญา ต้นฉบับของจริงถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่อีกฟากของทะเลดำ”
    ดีนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาจดจ่อ มันเป็นเหมือนกับแท่งสี่เหลี่ยมทรงยาวสีดำมากกว่าจะเป็นอะไรที่ถูกเรียกว่ากุญแจ รอบๆของแท่งนั้นเต็มไปด้วยรอยสลักมากมายที่เขาดูไม่ออกว่าคืออะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ ภาพต้นฉบับของสิ่งนี้ไม่ใช่ภาพจากหนังสือหรือข้อมูลทั่วๆไป แต่มันมาจากแผนภาพทางวิศวกรรม
    “พวกคุณเอาแผนภาพนี่มาจากไหน ผมเคยเห็นแต่ในหนังสือไม่เคยได้แตะต้องแผนภาพทางวิศวกรรมจริงๆเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
    “คุณรู้จักมันหรอคะ?” ดีนพยักหน้าตอบลูน่าก่อนที่จะหันแผนภาพไปแล้วอธิบายให้พวกเขาฟัง
    “ผมไม่รู้ว่าคนที่เป็นคนสำเนาจะทำได้ถูกต้องแค่ไหนนะ แต่คุณเห็นเลขกับระยะพวกนี้มั้ย นี่คือหน่วยที่คนสมัยก่อนใช้วัดกันเรียกว่ามิลลิเมตร ด้านล่างนี่มือชื่อคนเขียนแบบกับวันที่เอาไว้อยู่ ทิโมธี ไวท์เลค วันที่13เดือน6ปี2113 ไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้ว แต่เจ้านี่ไม่ใช่แค่กุญแจหรืออะไรธรรมดาๆแน่ๆ ของแค่นั้นไม่จำเป็นต้องใช้แบบที่ละเอียดขนาดนี้หรอก...”
    “ถูกต้องครับ เพราะมันคือกุญแจที่จะต้องใช้คู่กับแผนที่เพื่อนำทางไปสู่หอสมุดโลก ปราการสุดท้ายแห่งปัญญาที่ยังหลงเหลืออยู่ของมนุษยชาติ...” โซลพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าไม่มีทางที่จะปิดบังอะไรคนตรงหน้าได้อีกต่อไป “...ตามบันทึกที่นั่นคือห้องสมุดที่เก็บหนังสือทุกเล่มที่เคยมีมาบนโลกเอาไว้ เราไม่รู้รูปร่างหน้าตาของมัน ทำได้แต่จินตนาการขนาดที่มโหฬารของห้องสมุดที่มีหนังสือทุกเล่มบนโลกบถูกเก็บรักษาเอาไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่สภาแห่งปัญญาได้ค้นพบแผนที่และการมีอยู่ของกุญแจ พวกเราจึงได้ถูกส่งมาที่นี่เพื่อหากุญแจแล้วนำมันไปเปิดแผนที่เพื่อกู้เอาภูมิปัญญาทั้งหมดของมนุษย์กลับมา”
    ดีนยืนอึ้งไปซักพักด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด จริงอยู่ที่คำว่าหนังสือของคนทั้งโลกนั้นมันล่อใจเขาเสียเหลือเกิน แต่การที่จะให้เขาเชื่อคำพูดของคนที่เพิ่งรู้จักกันมันก็ดูจะง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ไม่เชื่อใจคนกลุ่มนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เชื่อเรื่องห้องสมุดโลกจากบรรทัดฐานของอะไรต่างหาก เพราะอย่างน้อยจากหนังสือที่เขาได้อ่านมามากมาย คำว่าห้องสมุดโลกนั้นไม่เคยผ่านตาของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว และต่อให้มันมีอยู่จริง...”
    “ผม... ผมไม่รู้จะเริ่มที่อะไรดีนะ” ดีนยืนเกาหัวด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนที่เขาจะชี้นิ้วไปยังสิ่งที่เคยถูกเรียกว่าห้องสมุดซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง “พวกคุณ... จะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณกำลังตามหาจะไม่อยู่ในสภาพแบบนั้นแล้ว นี่มันผ่านมาตั้งไม่รู้กี่ร้อยปีแล้วนะครับ กระดาษน่ะมันไม่ทนทานขนาดนั้นหรอก แถมนี่คุณยังจะดั้นด้นข้ามทะเลดำนั่นมาเพื่อตามหากุญแจที่ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเศษผงไปแล้วรึเปล่านี่อีกหรอ”
    “พวกเรามีหลักฐานและสิ่งที่ยืนยันการมีตัวตนของมันจริงๆคุณไม่ต้องเป็นห่วงแทนพวกเราหรอก...” ลูเวียที่ยืนฟังมานานเดินออกมาพูดด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก “...สิ่งที่เราต้องการจากคุณมีเพียงข้อมูลของสิ่งนี้เท่านั้น และเชื่อพวกเราเถอะว่ามันยังอยู่ดี เพราะเจ้านี่ไม่มีวันถูกทำลายอย่างน้อยก็ด้วยเครื่องมือของพวกเราในตอนนี้”
    “ไม่มีวันถูกทำลาย?” คำพูดที่ชวนน่าสงสัยยิ่งขึ้นไปใหญ่นั้นทำให้ชายหนุ่มรีบเอาแผนภาพเมื่อครู่ขึ้นมาดูอีกที ก่อนจะสอดส่องสายตาหาข้อมูลวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างมัน “อดามันทาเนี่ยม... นี่คนของคุณไม่ได้สำเนามันผิดไปใช่มั้ย?”
    “คนพวกนั้นไม่เคยสำเนาพลาดตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว” ลูเวียยืนกราน
    “เดี๋ยวก่อนนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมว่าผมมีข้อมูลให้พวกคุณแล้ว ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่ห้อยถุงผ้าใส่เครื่องรางอยู่คนหนึ่ง เขาบอกว่ามันเคยช่วยชีวิตเขาจากกระสุนปืนมาแล้ว ถึงผมจะไม่เคยเห็นว่าข้างในนั้นคืออะไรก็ตาม แต่ดูจากแผนภาพนี่แล้วผมว่าน่าจะใกล้เคียงกัน ว่ายังไง จะให้ผมลองไปถามดูมั้ยครับ”
    “ถ้าอย่างนั้นเราก็ออกเดินทางกันเลย” ลูเวียพูดขึ้นแต่ดีนกลับยกมือขึ้นมาห้ามเอาไว้ก่อน
    “ไม่ใช่เราทั้งหมด พวกคุณส่งตัวแทนมากับผมสักคนก็พอ ขืนคุณเอาไอ้สามตัวนี่เข้าไปด้วยมีหวังได้โดนยิงก่อนพูดกันแน่”
    “งั้นฉันไปเอง...” ลูเวียขานรับคำแต่โซลดูจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเธอ
    “เดี๋ยวก่อนสิครับคุณลูเวีย”
    “ไม่มีแต่โซล นายก็รู้ว่าฉันเป็นคนเดียวที่ไปได้ ลูน่าไม่มีทางที่จะเข้าไปในที่ๆมีคนแปลกหน้ามากๆได้ เฟย์เองก็คงไม่มีทางยอมให้ลูน่าอยู่ห่างสายตาไปไหนอีกแน่ๆ ส่วนเจ้าสามตัวนั่นก็ไม่ชอบอยู่ห่างจากนาย คนที่สะดวกที่สุดก็คือฉัน” ผู้มีวัยวุฒิมากที่สุดในกลุ่มเอ่ยด้วยเสียงแข็ง ทำให้แม้แต่โซลก็ต้องถอนหายใจยอมจนด้วยเหตุผลนาๆประการที่เธอยกมา
    “นายไม่เคยเห็นมันเลยไม่ใช่รึไง?” เฟย์ถามขึ้นด้วยเสียงอันเย็นยะเยือก มันเป็นคำถามสั้นๆที่ดีนรู้ดีว่าควรตอบอย่างไรกลับไป
    “ผมลืมบอกไปรัเปล่าว่ากระสุนที่เพื่อนผมโดนยิงน่ะ มันลูกเท่านี้...” ดีนยกมือขึ้นแล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งทำระยะห่างประมาณหนึ่งนิ้ว “...เส้นผ่าศูนย์กลางนะไม่ใช่ความยาว จนป่านนี้คนๆนั้นยังเก็บกระสุนแตกนั่นเอาไว้ดูต่างหน้าอยู่เลย”

    และจากข้อสรุปทั้งหมด ดีนและลูเวียจึงออกเดินทางไปเพื่อดูตัวตนของเครื่องรางที่ว่าเพียงสองคน กองไฟไม่ถูกก่ออีกแล้วด้วยดีนรู้ดีว่ามันจะล่อสายตาจากอะไรก็ตามที่อยู่ในระยะมองเห็น ทั้งสองจึงนอนอยู่ภายในผ้าคลุมพรางสีทรายแล้วใช้ผ้าหนาทดแทนความอบอุ่นของกองไฟ มันเป็นการเดินทางที่ประหลาดสำหรับลูเวียที่อยู่ภายใต้การคุ้มกันจากเจ้าตัวใหญ่มาตลอด หญิงสาวนอนไม่หลับ หรือหลับก็ช้าเหลือเกิน เหมือนกับว่ากระเช้าบนหลังของเจ้าตัวใหญ่นั้นได้กลายเป็นบ้านของเธอไปเสียแล้ว
    “พวกคุณเดินทางกันมานานแค่ไหนแล้ว?” ดีนมักจะชวนเธอคุยแบบนี้อยู่เสมอๆ เพื่อช่วยให้หญิงสาวเคยชินกับการอยู่กับคนแปลกหน้าและสถานที่ๆไม่คุ้น
    “ห้าปีเห็นจะได้ กับพวกนั้นน่ะนะ”
    “แสดงว่าคุณไม่ได้อยู่กับเด็กพวกนั้นมาตั้งแต่เริ่ม?”
    “เปล่า ฉันเดินทางคนเดียวอยู่ได้ราวๆหกเจ็ดปีก่อนที่จะมาเจอกับพวกเขา พูดไปแล้วคุณจะตกใจ คนที่เป็นคนก่อตั้งกองกำลังน่ะไม่ใช่ฉันหรอก แต่เป็นลูน่าต่างหาก”
    “ผมคิดว่าเป็นโซลซะอีก” หญิงสาวทำหน้าไม่พอใจ แต่ดีนมองไม่เห็น เขาเพียงรู้สึกได้จากน้ำเสียงไม่พอใจเล็กในลำคอของอีกฝ่าย
    “แล้วยังไง อัลคาร์ทราซที่คุณจะพาฉันไปนี่อีกไกลมั้ย?”
    “ไม่หรอก อีกสองวันก็ถึงแล้ว”
    “คุณ... คุณจะทำยังไงถ้าเครื่องรางที่คุณว่าไม่ใช่ของที่เรากำลังตามหา”
    “ก็คงต้องหาต่อไปเพราะผมอยากจะข้ามทะเลดำแต่ทำไม่ได้เพราะไม้มันกร่อนเป็นซากไปเลยตอนที่ผมเอาเรือลงน้ำ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก ผมกลัวแต่ว่ามันจะใช่ขึ้นมาน่ะสิ”
    “ทำไมล่ะ”
    “ผมไม่คิดว่าอเล็กซ์จะแลกมันกับอะไรง่ายๆ...” ดีนพูดชื่อของเจ้าของเครื่องรางที่ว่านั่นขึ้นก่อนที่เขาจะมองออกไปยังดวงดาวบนฟ้า “...เขาเคยบอกผมว่านั่นคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา เพราะว่ามันได้ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้... แต่จะยังไงก็ช่าง จำเอาไว้ว่าไปถึงแล้วให้ผมพูดคนเดียว คุณจะตอบคำถามเมื่อผมบอกให้ตอบเท่านั้น” ชายหนุ่มง่วงเต็มที เขาซุกหน้าเข้าไปกับผ้าหนาเพื่อเริ่มการหลับของเขา
    “คุณจะหาต่อไปอย่างนั้นหรอ ทั้งๆที่คุณไม่ได้เชื่อเรื่องห้องสมุดโลกด้วยซ้ำ” ลูเวียถามเชิงลองใจอีกฝ่าย คนถูกถามนิ่งไปนานก่อนที่เขาจะนอนตะแคงหันไปด้านตรงข้ามกับหญิงสาวแล้วตอบกลับเบาๆ
    “พวกคุณเป็นลูกค้า... สำหรับผมมันก็แค่นั้น หลับได้แล้วครับ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล”

    สองวันให้หลังทั้งสองก็มาถึงอัลคาทราซ ที่ๆเป็นเบาะแสเดียวในตอนนี้ของดีน ความตั้งใจแรกของชายหนุ่มนั้นมีเพียงเข้ามาถามแล้วรีบกลับไปให้เร็วที่สุด ด้วยว่าลูเวียนั้นจัดว่าสวยทีเดียวเมื่อเทียบกับคนอื่นที่อยู่ในอัลคาร์ทราซ แถมหญิงสาวยังมีหุ่นแบบที่ผู้ชายทุกคนเฝ้าใฝ่ฝันโดยเฉพาะคนสมัยนี้ ยิ่งได้เห็นหน้าตาท่าทางของผู้ชายแต่ละคนที่ลูเวียเดินผ่านด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนคิดผิดที่พาเธอมาด้วยมากขึ้นทุกที
    “อ้าว นั่นมันดีนหมาป่าทะเลทรายไม่ใช่รึไง” และเสียงๆนี้คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานสักเท่าไหร่ ใบหน้าที่มีหนวดเคราจางๆและรอยยิ้มแบบหาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับสองแขนที่กางออก ชายตรงหน้าดีนแต่งตัวคล้ายกับคาวบอยตะวันตกเมื่อสมัยก่อน ตามตัวเต็มไปด้วยสายห้อยมากมายที่ดังกรุ้งกริ้งทุกครั้งที่เขาก้าวเท้า ด้วยความที่เจ้าตัวคิดว่ามันดูดีซะเหลือเกิน
    “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณรอยด์” ดันยิ้มแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ให้กับคนที่เป็นหัวหน้าคุมอัลคาร์ทราซแห่งนี้
    “เฮ้ยไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมายก็ได้ เรามันคนกันเอง แล้วนี่ใครกันวะหญิงแกหรอ?” คนเป็นหัวหน้าเดินเข้ามากอดไหล่ดีนแล้วส่งสายตาไปยังลูเวียที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
    “ลูกค้าผมครับ”
    “อะไรวะ ไอ้เราก็ดีใจนึกว่าคิดจะมาตั้งหลักปักฐานที่นี่แล้วซะอีก”
    “เอ่อคุณรอยด์ครับ ตอนนี้ผมมีงานกับลูกค้านิดหน่อยถ้ายังไง...”
    “ได้ๆฉันเข้าใจแกดี พ่อหมาป่าทะเลทราย...” รอยด์ตบไหล่ดีนสองสามทีก่อนที่จะผละตัวออกไป “...เอาเป็นว่าคืนนี้เรามาคุยกันต่อที่บาร์ของฉันก็แล้วก็แล้วกัน อย่าผิดนัดนะโว้ยไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันจะไม่ให้แกเข้าเมือง” เขาพูดทีจริงทีเล่นก่อนจะหายลับไปพร้อมกับลูกน้องสามคนที่เดินตามไปด้วย แต่แม้คนพูดจะจากไปแล้วแต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศรอบตัวของดีนจะยังไม่เปลี่ยนไป คล้ายกับมีบางอย่างกำลังกวนใจของเขาอยู่และนั่นทำให้ลูเวียเอ่ยปากถามขึ้น
    “หมอนั่นเรียกนายว่าหมาป่าทะเลทราย... มันหมายความว่ายังไงหรอ?”
    “รีบเดินกันเถอะ ใกล้จะถึงแล้ว” ชายหนุ่มเลี่ยงคำถามแบบเปิดเผยเป็นครั้งแรก ไม่เหมือนทุกครั้งที่เขามักจะเลี่ยงแบบแนบเนียนเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น ทำให้ลูเวียรู้สึกอึดอัดไม่กล้าที่จะถามอะไรต่อ ยิ่งมาได้เห็นแววตาของเขาที่เหมือนกับไม่ใช่คนเดิมด้วยแล้ว

    ร้านอเล็กซ์และสมบัติของเขายังคงต้อนรับดีนอย่างดีเหมือนเดิม ชายชราดูจะยิ้มออกเมื่อเห็นเขาพาหญิงสาวหน้าตาสระสวยมาด้วย แต่ก็ต้องถอนใจเมื่อได้รู้ว่านั่นไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เหล้าในแก้วใสถูกดื่มลงคอก่อนเริ่มบทสนทนาต่อเพื่อละลายความหงุดหงิดในใจเมื่อครู่ให้หายไป พร้อมกับความคิดในใจของคนแก่ไม่มีลูกที่พร่ำบ่นอยู่เสมอ [เมื่อไหร่จะได้เห็นหลานสักที]
    “ในเมื่อไม่ใช่เรื่องนั้นแล้วพ่อหนุ่มพาแม่สาวคนนี้มาที่นี่ทำไมกันหรอ”
    “ก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับลุงอเล็กซ์ เธอต้องการหาของบางอย่างและผมกำลังคิดว่าคุณครอบครองของชิ้นนั้นเอาไว้”
    “อ้อ เรื่องแค่นั้นเองหรอกหรอ ว่าแต่อยากได้อะไรล่ะแม่หนู ปืน ยา อาหาร เหล้า เอ่ยปากมาเถอะถ้าดีนอุตส่าห์รับเป็นธุระให้แม่หนูแล้วล่ะก็จะให้ฉันยกให้ฟรีๆเลยก็ได้”
    “ลุงอเล็กซ์ครับ...” ดีนเอ่ยออกมาอย่างลำบากใจ “...ผมคิดว่าเจ้าของสิ่งนั้นกำลังห้อยอยู่กับคอของลุงครับ” ชายชรานิ่งไปทันที ก่อนที่จะปรายสายตาขึ้นมาถามดีนว่าเขาจริงจังแค่ไหนกับคำพูดนั้น และชายหนุ่มก็ไม่ได้หลบสายตาเขา แก้วเหล้าถูกวางลงกับโต๊ะก่อนที่เขาจะค่อยๆล้วงเอาถุงผ้าห้อยคอออกมาจากด้านในเสื้อ
    “พ่อหนุ่มรู้ดีใช่มั้ยว่าสิ่งนี้เคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้”
    “คุณอเล็กซ์ครับ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะใช่สิ่งที่เราตามหารึเปล่า ถ้าคุณจะช่วยกรุณาให้เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นด้วยตา” ชายชราลังเลแต่ดีนยังคงใจเย็น เพราะอเล็กซ์เคยเล่าให้ฟังว่าเขาเกือบจะตาย เกือบจะตายไปแล้วจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาใส่สิ่งนี้เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ และกับสิ่งที่เป็นดั่งเครื่องค้ำจุนใจนั้นชายชราคงไม่อยากจะให้มันตกไปอยู่ในมือของใคร
    รออยู่นานจนในที่สุดอเล็กซ์ก็ค่อยๆเปิดถุงผ้าแล้วเอาสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นออกมาอย่างทะนุถนอม โลหะมันวาวสีดำสนิททรงสี่เหลี่ยมที่มีลายสลักอยู่รอบๆ และเมื่อดีนเอาแผนภาพมาเปรียบเทียบเขาก็ได้เห็นว่ามันตรงกันอย่างไม่มีทางผิดเพี้ยน
    “กุญแจดำ...” ลูเวียพูดขึ้นพลางจ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา “...คุณต้องการอะไรแลกเปลี่ยนกับสิ่งนี้ ฉันจะไปหามาให้คุณเองขอแค่คุณ....” อเล็กซ์รีบเก็บกุญแจดำกลับสู่ถุงแล้วนำมันมาห้อยคอทันที
    “ใจเย็นลูเวีย!” ดีนรีบห้ามขึ้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเริ่มมีท่าทีคุกคามอย่างไม่สมควร
    “เจ้านี่เคยช่วยชีวิตของฉันมาจากกระสุนนัดนี้...” อเล็กซ์เดินไปหยิบเอากล่องไม้มากล่องหนึ่ง เขาเปิดมันให้ทังสองเห็นเศษเหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใน มันคือกระสุนปืนขนาดใหญ่ที่บิดเบี้ยวไม่มีชิ้นดี “...นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ยินเสียงของสิ่งที่คนรุ่นก่อนเรียกกันว่าห้าสิบคาลิเบอร์ ปืนบ้านั่นมันเก่าเขรอะขึ้นสนิมแต่ดันยิงมาโดนอกของฉันอย่างจัง พรรคพวกของฉันบอกว่าฉันลอยไปไกลสิบกว่าเมตร กระดูกซี่โครงซีกขวาหักเกือบหมด แต่รอดมาได้เพราะเจ้านี่ขวางทางกระสุนเอาไว้ไม่ให้ระเบิดอกฉันเป็นชิ้นๆ” พ่อเฒ่าลูบคลำสิ่งที่อยู่ในถุงราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีทางทดแทนได้
    “ผมเข้าใจดีครับลุงอเล็กซ์ เพราะอย่างนั้นผมเลยเอ่ยตั้งแต่ต้นว่าการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คุณสามารถขออะไรที่มีค่าเท่าไหร่ก็ได้โดยทางผมไม่มีข้อแม้ใดๆ”
    “ถึงพ่อหนุ่มจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ...” ชายชราถอดสายตามองไปยังทั้งคู่ ก่อนที่เขาจะหันหลังให้กับทั้งสอง “...พักอยู่ที่นี่ก่อนสักคืนสองคืน ให้เวลาฉันคิดหน่อยแล้วถึงเวลาฉันจะส่งคนไปบอกคำตอบ”
    “ขอบคุณมากครับ”
    “เดี๋ยวก่อนสิแค่นี้เองหรอ?” ลูเวียนั้นใจร้อน เมื่อของที่เธอหามานานมาอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
    “กลับกันก่อน คุณอเล็กซ์บอกเองว่าจะเก็บไปคิด” ดีนส่งสายตาให้หญิงสาวเลิกก่อปัญหา แต่ดูท่าว่าเธอจะไม่ยอมลงง่ายๆ
    “แต่ว่า...”
    “กลับไปก่อนเถอะแม่หนู ของที่แม่หนูต้องการยังคงอยู่ตรงนี้ไม่ได้หายไปไหน ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่บนโลกใบนี้นะแม่หนู”
    ลูเวียหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสะพายปืนขนาดใหญ่ในห่อผ้าของเธอเดินออกไปจากห้อง ส่วนดีนนั้นโค้งตัวลงเล็กน้อยเป็นการขอโทษในเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะรีบจ้ำเท้าตามลูกค้าของตนออกไป ทิ้งให้อเล็กซ์ยืนอยู่ในห้องหรูเพียงลำพัง คนชรายกเอาเครื่องรางคู่ชีพขึ้นมาดูอีกรอบก่อนที่เขาจะรำพันออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ
    “บางที... วันที่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างฉันจะได้พักคงจะใกล้เข้ามาแล้วสินะ”

    “ผมว่าผมบอกให้คุณอยู่เฉยๆไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะ”
    “ประเด็นไม่ใช่เรื่องนั้นเลยดีน...” หญิงสาวหันหน้าขวับกลับมาหาชายหนุ่ม เล่นเอาเขาแทบจะหยุดเท้าของตนไม่ทัน “...ประเด็นคือกุญแจดำไม่ใช่เครื่องรางของขลังที่จะไปห้อยอยู่บนคอของใคร ตาลุงคนนั้นไม่ได้รอดมาได้เพราะปาฏิหาริย์ แต่รอดมาได้เพราะอดามันทาเนี่ยมมันดูดซับแรงกระสุนเอาไว้นายก็รู้ นั่นเป็นกุญแจสู่ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของพวกเรานะดีน กุญแจที่จะช่วยให้เผ่าพันธุ์ของพวกเรากลับมารุ่งเรืองเหมือนครั้งอดีต”
    “นี่คุณใจเย็นก่อนเลยนะ ผมถามจริงเถอะว่าคุณคิดว่าคนอื่นเขาจะเชื่อเรื่องที่คุณเล่าหรอ ขนาดผมยังไม่อยากจะเชื่อเรื่องหอสมุดโลกอะไรนั่นเลย”
    “ใช่สิ ก็แถวนี้มันมีแต่ทะเลทรายไม่เหมือนอีกฟากของทะเลดำนี่ คนที่นี่เลยพูดอะไรไม่เชื่อสักอย่าง แถมนายยังไปให้ท้ายตาแก่นั่นอีก”
    “นี่คุณ คุณกำลังพูดถึงคนที่ผมเคารพอยู่นะ”
    “ช่างมันสิวะไม่ใช่เรื่องของฉัน!” หญิงสาวโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเล่นเอาดีนบ่นในคอว่านี่หรือคนที่มีวัยวุฒิมากที่สุดในกลุ่ม
    “ห้องของเราอยู่ตรงนั้นคุณไปนั่งสงบสติอารมณ์ซะ เดี๋ยวผมต้องไปหารอยด์ก่อน”
    “งานไม่เสร็จยังมีหน้าไปดื่มอีก” ลูเวียพูดไม่รู้เรื่องอีกต่อไป เธอเดินสะบัดไปทางห้องที่ว่าทันที
    “คุณ นี่กุญแจ...” ไม่ทันสิ้นเสียงหญิงสาวก็ใช้เท้ากระแทกประตูจนกลอนพังก่อนที่เธอจะเดินเข้าห้องไปแบบไม่สนใจคนรอบข้าง “...เอ่อ ช่างหัวกุญแจมันวะ”

    กลางคืนหมุนกลับมาเยือนอีกรอบ หากแต่ยามดึกนอกอัลคาทราซในวันนี้กลับมีบางอย่างที่แปลกไป เมื่อกลุ่มดวงตาสีแดงมากมายนับร้อยคู่กำลังจับจ้องไปยังบ้านของเหล่ามนุษย์นับพัน ภายในประตูอันแข็งแกร่งคืออาหารอันโอชะที่พวกมันต้องการ หากแต่พวกมันยังรั้งรออยู่ด้วยปืนมากมายหลายกระบอกที่กำลังจับเล็งไปรอบๆด้าน
    ทว่าพวกเดียโบลนั้กลับไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง หรือถ้าจะบอกให้ถูกต้องคือพวกมันไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงที่พังหลุมหลบภัยหลุมอื่นอย่างที่ดีนคิด พวกมันเป็นเพียงคนคอยซ้ำตามหลังใครบางคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าอัลคาทราซในยามนี้ ร่างที่ดูแปลกตาอย่างที่สุดในยุคสมัยนี้สวมผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักเป็นรูปหน้าตรงของหญิงสาวกำลังกุมมืออ้อนวอนเอาไว้ เกราะเหล็กแบบตะวันตกที่มีช่องพอให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินอันเย็นชานั้นทอประกายกับแสงจันทร์เป็นประกายสีเงินระยับ ดาบขนาดใหญ่ยาวกว่าสองเมตรอันเป็นอาวุธเพียงหนึ่งเดียวถูกสะพายเอาไว้บนหลังโดยไร้ปลอก ร่างสูงค่อยๆชันเข่าลงกับพื้นทรายอย่างช้าๆแล้วกุมมือทั้งสองเข้าด้วยกัน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา
    “...เพื่อพระแม่...”
    Last edited by Fatal_Error; 26-12-2011 at 07:29 PM.

  6. #6
    SlipBizKit's Avatar
    Join Date
    Jul 2011
    Location
    Thaicybergames
    Posts
    3,013
    ผมแก้ไขชื่อกระทู้ให้ละกันนะครับ

  7. #7
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    วัยเบญจเพศนี่มันสุดๆจริงๆ -*-
    Last edited by Fatal_Error; 26-12-2011 at 07:29 PM.

  8. #8
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    กลับมาแต่งต่อแล้วครับ รีไรท์ใหม่ทั้งหมดเพราะอารมณ์มันไม่ต่อเนื่องแล้ว ขออภัยทุกท่านที่เคยอ่านมาก่อนด้วยนะครับ

  9. #9
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    ยินดีต้อนรับกลับครับ
    ไม่เหงาแล้ว T_T
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  10. #10
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ^
    ^
    ^
    เช่นเดียวกันครับ ^_^
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •