+ Reply to Thread
Page 2 of 4 FirstFirst 1234 LastLast
Results 11 to 20 of 33
  1. #11
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 4 อัศวินแห่งพระแม่

    ยามดึกมาถึง อย่างน้อยดีนก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นเพราะในหลุมหลบภัยที่ไร้แสงเดือนแสงตะวันนี้ไม่มีทางที่จะแยกความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืนได้ เขาทำได้แค่เพียงกะคร่าวๆด้วยสัญชาติญาณของการเดินทางนานนับปี ในเวลานี้เขานั้นกำลังรู้สึกหัวเสียอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องทำให้น้ำผสมสารเคมีให้รสหวานตรงหน้าดูจะไม่ถูกปากเหมือนทุกครั้ง ผิดกับรอยด์ที่ดูจะเพลิดเพลินกับเหล้าในปากและบทสนทนาที่เขาไม่ค่อยอยากจะตอบ
    “แล้วสรุปว่าแกก็เลยทะเลาะกับลูกค้าตัวเองสินะ ฮะ ฮะ ฮะ” รอยด์หัวเราะแบบไม่เกรงใจใครแถมยังตบไปที่หลังของดีนอีก
    “ไม่ใช่เรื่องน่าขำนะครับ แล้วผมก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรด้วย แค่ความเห็นไม่ลงรอยกัน” ดีนว่าก่อนจะกระเดือกน้ำหวานลงไปในคออีกรอบ เจ้านี่มันอร่อยซะจนเขาคิดว่าควรจะเพลาๆลงบ้าง โดยเฉพาะเมื่อบาร์เทนเดอร์ไม่ยอมบอกว่าใช้สารเคมีอะไรให้ความหวานแทนน้ำตาลเม็ดสุดท้ายที่หมดไปเมื่อห้าหกปีที่แล้ว
    “แกก็ชอบพูดอ้อมค้อมไปเรื่อยแบบนี้ล่ะน้า ตั้งแต่ตอนที่ทุกคนยังเรียกแกว่าหมาป่าทะเลทรายแล้ว”
    “...พอเถอะครับคุณรอยด์ ผมไม่อยากจะไปนึกถึงเรื่องในวันนั้น” ชายหนุ่มตอบกลับแล้วเงียบไปนาน แต่รอยด์กลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มแห่งความเข้าใจด้วยความที่เขาผ่านโลกมาก่อน อย่างน้อยก็มากกว่าคนหนุ่มข้างๆ
    “อดีตนั้นเป็นเช่นไรก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตเราได้ ใช่มั้ยวะทุกคน!” รอยด์แกล้งพูดน้ำเสียงแบบนักกวีก่อนจะยกแก้วหันไปหาลูกค้าคนอื่นในร้าน ซึ่งแต่ละคนก็ยกตอบด้วยเสียงเฮแบบเดียวกัน “อดีตก็เป็นเหมือนหนังสือสิ่งที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ประวัติศาสตร์อย่างที่แกชอบอ่าน เพียงแต่ว่าประวัติศาสตร์นั่นเป็นของตัวแกเอง จริงซะยิ่งกว่าจริงและง่ายที่จะเข้าใจมากกว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่แกชอบอ่านแล้วส่ายหัวรำพันว่ามันจะจริงหรอ?”
    “คุณเมาแล้วล่ะครับคุณรอยด์ เพราะผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่คุณพูดมีแก่นสารออกมาคุณก็เมาเหมือนกัน ยังไงผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ผมว่านี่มันก็น่าจะดึกมากแล้ว” ดีนเลี่ยงที่จะให้คำตอบแก่รอยด์ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววางซิก้าลงบนโต๊ะแทนค่าน้ำ
    “อดีตน่ะมันทำร้ายอนาคตของเราไม่ได้หรอกนะดีน และเราก็เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ด้วย”
    “แต่อย่างน้อยผมก็ไม่คิดที่จะขุดมันขึ้นมาอีก เพราะมันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ผมไม่อยากจะอ่าน” ประตูร้านปิดลงพร้อมกับที่เหล้าหยดสุดท้ายไหลลงไปในคอของรอยด์ [หมาป่าทะเลทรายอย่างนั้นรึ] เขาคิดก่อนที่จะยิ้มออกมาเบาๆให้กับฉายาของเด็กหนุ่มผู้ที่เกือบจะรวมมนุษย์ในแดนทะเลทรายให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จ หากไม่ใช่เพราะความอ่อนโลกของเด็กหนุ่มในวันนั้นที่ทำให้ทุกอย่างต้องสูญสลายไป

    อีกด้านหนึ่งในห้องที่มีเพียงแสงตะเกียงสลัว ลูเวียกำลังนั่งกอดเข่ามองไปที่ประตูซึ่งกลอนได้พังไปแล้วด้วยความคิดเสียใจ เธอไม่น่าจะตวาดดีนไปอย่างนั้น ความใจร้อนของหญิงสาวเป็นสิ่งที่แก้ไม่หายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อของที่ตามหามานานนับปีได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด ทั้งๆที่พวกพ้องไว้ใจให้มาแท้ๆแต่เธอกลับเกือบทำมันพังเสียนี่
    ดวงตาสีดำเรียวสวยเหลือบกลับไปมองที่ประตูอีกครั้ง หญิงสาวนอนไม่หลับแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้ว ในใจนั้นว้าวุ่นหวังให้ประตูเปิดออกแล้วมีดีนเดินเข้ามา เพราะอย่างน้อยเขาคนนั้นก็เป็นคนที่ทำให้เธอนอนหลับพักผ่อนได้ตลอดระยะเวลาที่หญิงสาวเดินทางมาด้วยกัน บทสนทนาที่เรื่อยเปื่อย คำถามที่ว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันทำให้เธอรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่พูดด้วย
    เอี๊ยด เสียงประตูไม้เปิดออกอย่างช้าๆพร้อมกับแสงจากภายนอกที่รอดเข้ามา ใบหน้าของลูเวียมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยเรียกคนที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นนั้น ร่างสูงใหญ่สามร่างกลับผลักประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว สองคนแปลกหน้ารี่เข้ามากดร่างของเธอลงไปกับพื้นปูนแข็งๆ ก่อนที่อีกคนที่เหลือรีบปิดประตูเพื่อไม่ให้คนนอกมาเห็นเข้า หญิงสาวดิ้นรนแต่แรงของเธอนั้นสู้ชายสองคนที่กำลังกดเธออยู่ไม่ได้
    “เฮ้ยแกจะเอาจริงหรอวะ แม่นี่มันคนของดีนนะโว้ย ถ้ารอยด์รู้เรื่องเข้าล่ะก็”
    “ไอ้สัตว์ห่า กูถึงให้พวกมึงโพกหน้ามานี่ไงเล่า แค่นี้อีนังนี่ก็ไม่รู้แล้วว่าใครเป็นใคร”
    “แต่ว่า...” ชายคนนั้นยังลังเล แต่เพื่อนมันอีกสองคนเริ่มลงมือถอดเครื่องแต่งกายของตัวเองแล้ว
    “หุ่นดีๆแบบนี้หาง่ายๆทีไหน กูน้ำลายสอตั้งแต่เห็นมันเข้าเมืองแล้ว อีกอย่างวันนี้ดีนมันไปที่บาร์ของรอยด์ยังไงก็ไม่กลับจนเช้าล่ะวะ ถ้ามึงไม่เอาก็เรื่องของมึงนะ” คนลังเลเริ่มมีหัวใจสัตว์นรกขึ้นมา มันตรงปรี่เข้าหาลูเวียที่กำลังดิ้นรนสุดขีดแล้วพยายามที่จะเปลื้องผ้าของเธอพลางลูบไล้ไปทั่วเพื่อตักตวงความสุขอย่างที่มันต้องการ
    [ไม่นะ ไม่เอา] หัวของหญิงสาวขาวโพลน น้ำไสๆเริ่มไหลออกมาจากดวงตาพร้อมกับใบหน้าที่หวาดกลัว ภาพบางอย่างที่เธอไม่อยากจะจดจำไหลย้อนเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง เหตุการณ์... เหตุการณ์ที่เป็นดั่งบันทึกที่เธอไม่อยากอ่าน เสียงร้องไห้หวาดกลัว เสียงร้องขอความช่วยเหลือและดวงตาที่เฉยชา ภาพของเลือด ภาพของความพินาศ กลิ่นของดินปืนและเสียงกัมปนาท ปืน... ปืนของเธอมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ห่อผ้าสีน้ำตาลอ่อนที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นมันเรียกเธอ ไม่ใช่สิ เธอต่างหากที่กำลังเรียกมัน
    “ม่ายยย!” หญิงสาวย่อขาลงแล้วถีบคนที่กดเธออยู่ให้พ้นไปจากตัวก่อนที่เธอจะม้วนตัวไปข้างๆหยิบของที่อยู่ในห่อผ้าออกมาแล้วลั่นไกออกไป

    ผู้คนที่อยู่ในอัลคาทราซทุกคนได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน เสียงที่ดังเหมือนฟ้าผ่าและอะไรบางอย่างได้พังลงไป ดีนที่กำลังเดินกลับนั้นได้ยินชัดเต็มสองหู ด้วยความตกใจชายหนุ่มรีบวิ่งไปในทันที เพราะเขามั่นใจว่าเสียงนั้นดังมาจากทางห้องพักที่เขาได้จองเอาไว้ และเมื่อเขาไปถึงสิ่งแรกที่เขาเห็นคือห้องพักที่ไม่มีกำแพงอีกต่อไป ไม้ทั้งแผงมันกระจุยเป็นชิ้นๆพร้อมกับร่างของใครบางคนที่ขาดเป็นสองท่อนจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
    “อย่า อย่าฆ่าผ...”
    ปัง! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันกลืนเอาช่วงตัวด้านบนของใครบางคนที่กำลังวิ่งหนีไปจนหมด เศษเนื้อและเลือดกระเด็นมาจนถึงเขาที่ยืนอยู่ด้านล่าง และอะไรบางอย่างที่ว่านั่นยังได้ทะลุไปทำลายกำแพงคอนกรีตที่อยู่อีกฝั่งจนเป็นรูโหว่รูใหญ่ รอช้าไม่ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มรีบวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วหูก็ได้ยินเสียงสองเสียงดังมาจากในห้อง เสียงหนึ่งคือใครบางคนที่กำลังร้องขอชีวิต และอีกหนึ่งคือเสียงโลหะที่กำลังดังเป็นจังหวะ จังหวะของลูกเลื่อนปืนไรเฟิล
    “ลูเวีย!”
    คนที่ผ่านสมรภูมิมานานไม่วิ่งหนี แต่รี่เข้าไปจับปากกระบอกปืนไรเฟิลที่ยาวเทอะทะนั่นให้เบี่ยงออกจากเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มทำสำเร็จ กระสุนลั่นออกไปที่รูบนกำแพงห้องแทนที่จะเป็นบนหน้าอกของไอ้บ้าโพกหน้าที่กำลังตัวสั่นอยู่กับพื้น แต่นั่นก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่มือของเขา ปากกระบอกปืนลวกเขาเข้าอย่างจังเมื่อชายหนุ่มไม่มีเวลาเลือกจับที่บริเวณอื่น
    ดวงตาของเขารีบสอดส่ายเพื่อพิจารณาสถานการณ์อย่างรวดเร็วทันที ไอ้บ้าโพกหน้าสามคนที่กลายเป็นเศษเนื้อไปแล้วสอง สภาพของลูเวียที่ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่และชุดที่ถูกถลกขึ้นจนเกือบจะเห็นเรือนร่างยั่วยวนทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดคือนัยน์ตาโหดเหี้ยมจนไม่เหลือตัวตนของหญิงสาวที่เขาคุยด้วยมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ข้อสรุปทั้งหมดทำให้เขาตัดสินใจหันกลับไปตะโกนทั้งๆที่มือขวายังคงจับปากกระบอกปืนร้อนๆนั่นอยู่
    “รีบหนีไปสิวะไอ้โง่!”
    “ขอโทษครับคุณดีน ขอโทษครับคุณดีน” หมอนั่นพูดแทบไม่เป็นประโยคก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งล้มหนีหายไป
    “พอได้แล้วคุณลูเวียพวกมันไปกันหมด”
    “ไม่ พวกมันต้องตาย ต้องฆ่าให้หมด!” หญิงสาวใช้แรงที่มีถีบดีนออกไปก่อนที่เธอจะดึงลูกเลื่อนเพื่อดีดปลอกกระสุนยาวเกือบสิบเซนติเมตรลงไปที่พื้น “พวกแกต้องตายทั้งหมด!” ปืนกระบอกนั้นเล็งมายังดีนทันที ทำให้คราวนี้ชายหนุ่มต้องรีบพุ่งเข้าไปแล้วเอามือยัดขวางโกร่งไกเอาไว้
    “พอได้แล้วลูเวีย นี่ผมเอง ผมดีนจำไม่ได้หรอ!”
    เหมือนกับว่าหญิงสาวจะได้สติขึ้นมา ดวงตาของเธอเริ่มจ้องมองมาที่เขาอย่างผ่อนคลายพร้อมกับที่หญิงสาวเอ่ยเรียกออกมาเบาๆ “ดีน...” ทว่าทันทีที่เธอเห็นรอยเลือดที่เปื้อนอยู่บนตัว สีหน้าแห่งความหวาดกลัวก็ค่อยๆกลับมา กลิ่นเลือดทำให้เธอเตลิด และซากศพที่อยู่ตรงหน้าทำให้เธอสติแตก
    “ไม่อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!” เธอทิ้งปืนแล้วผลักดีนออกไปจากตัว ก่อนที่หญิงสาวจะหนีขึ้นไปบนเตียงแล้วหลบไปชิดมุมห้องเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่างอยู่
    “ไม่เป็นไรแล้วครับลูเวีย ที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้ว”
    “ไม่ ไม่ ไม่ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน ไม่เอาฉันไม่อยากเห็นใครตายอย่างนี้อีกแล้ว ฉันไม่อยากเข้าใกล้ใครอีกแล้ว!” หญิงสาวเอามือกุมหัวซบหน้าลงบนเข่าเหมือนกำลังหนีความจริง
    “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” เสียงของอเล็กซ์ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเขาและลูกน้องอีกสามสี่คน ชายชรามองไปทั่วก่อนที่สายตาของเขาจะไปสะดุดเข้ากับปืนสีดำเมี่ยมขนาดใหญ่ที่ตกอยู่บนพื้น “.50 คาร์ลิเบอร์ ฉันเคยคิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ยินเสียงของมัน ไปดูซิว่าไอ้ครึ่งตัวนี่เป็นใคร” ลูกน้องของเขาพยักหน้าก่อนจะก้มลงไปปลดเอาผ้าพันหน้านั้นออกมา
    “ไอ้โทร์ดครับ”
    “ไอ้ตัวสำส่อนนี่เอง ถ้าอย่างนั้นเดาไม่อยากเลยว่าไอ้คนที่รอดไปได้หนึ่งนั่นไปเป็นใคร ไปลากตัวมันมา”
    “ครับ”
    คำสั่งของอเล็กซ์นั้นถือเป็นสิทธิ์ขาดพอๆกับรอยด์ และนั่นทำให้ดีนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเอาคืนเกิดขึ้น หรือแม้แต่การที่เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นอีก ชายชราเดินเข้ามาในห้องมองดูปืน มองดูแผลบนมือของดีน และหญิงสาวที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ที่มุมห้อง เพียงเท่านั้นเขาก็รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไร
    “ไปทำแผลซะดีน เดี๋ยวฉันจะจัดการที่เหลือเอง”
    “แต่ว่า” ดีนยังรู้สึกลังเลที่จะปล่อยให้ลูเวียอยู่เพียงลำพัง
    “ไปซะเถอะพ่อหนุ่ม ที่นี่ให้คนแก่ๆอย่างฉันจัดการเอง” ไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมๆกับที่คนคุ้มกันอีกสามคนลากเอาศพขาดครึ่งออกจากห้อง
    “ไม่เป็นไรแล้วแม่หนู...”
    “ไม่... อย่าเข้ามาใกล้ฉัน” ชายชราได้ฟังก็ค่อยๆเอื้อมมือไปวางลงบนหัวของหญิงสาวเบาๆให้ไออุ่นและความอ่อนโยนซึมซับผ่านไปยังลูเวีย ความอ่อนโยนที่เธออยากจะสัมผัสมานานทำให้น้ำตาของหญิงสาวค่อยๆไหลออกมา
    “ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว”

    ลูเวียปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป มันดังซะจนดีนที่กำลังเดินห่างออกไปยังได้ยิน และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคิดมากตลอดเวลาที่นั่งทำแผลอยู่ที่ร้านของอเล็กซ์ เขาไม่คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ เรื่องที่คนบางคนสามารถเปลี่ยนไปได้จากหน้ามือเป็นหลังมือเพราะเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ชายหนุ่มได้แต่คิดพลางขยับมือขวาไปมาว่าควรจะเข้าไปคุยกับเธออย่างไรดี
    “มือของพ่อหนุ่มคงจะทำอะไรไม่ได้ไปอีกหลายอาทิตย์” อเล็กซ์เปิดประตูเข้ามาก่อนจะลงนั่งตรงหน้าเขา “ตอนนี้ฉันให้คนมาเฝ้าเอาไว้ไม่ไกลจากห้องแล้วไม่ต้องห่วง แล้วนี่กุญแจห้องใหม่”
    “ขอบคุณมากครับคุณอเล็กซ์ ผมขอโทษครับที่วันนี้มีแต่เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้น” ดีนกล่าวพร้อมกับรับเอากุญแจมา
    “คนของที่นี่เป็นฝ่ายทำเรื่องเอง พ่อหนุ่มไม่ต้องขอโทษออก”
    “ลูเวียเธอ... ทำไมเธอถึงเป็นได้ถึงขนาดนั้นครับ ผมไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องใจเย็นทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนี้ แต่ว่าอาการแบบนั้นมัน...”
    “ดีน...” ชายชราเน้นชื่อของเขาขึ้นก่อนจะจุดซิก้าขึ้นมาสูบ “...คนเราทุกคนมีเรื่องที่ไม่อยากเล่าเหมือนกันทุกคนนั่นแหละ พ่อหนุ่มเองก็เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้จงไปหาเธอแล้วอยู่ข้างๆเธอซะ เดี๋ยวอะไรๆมันก็ดีขึ้นเอง ขอแค่อย่าไปกวนให้น้ำมันขุ่นขึ้นมาอีก”
    “...ครับ” ดีนพยักหน้าก่อนที่จะลุกเดินออกจากร้านไป

    ห้องใหม่มีคนเฝ้าอยู่อย่างที่อเล็กซ์พูดจริงๆ แถมแต่ละคนยังหิ้วลูกซองเอาไว้ข้างกายอีกด้วย แต่เขาก็อดคิดไม่ได้จริงๆว่าลูกซองพวกนั้นมีไว้เพื่อป้องกันตัวจากใครกันแน่ ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และสิ่งแรกที่เขาเห็นคือลูเวียที่นั่งกอดเข่าซุกหน้าอยู่ที่มุมห้อง เห็นดังนั้นเขาจึงเดินไปนั่งที่อีกมุมหนึ่งของห้องแล้วหรี่ไฟในตะเกียงลง ดูท่าว่าคืนนี้เขาคงจำเป็นต้องนอนหลับตรงนี้
    “อย่าไปบอกเด็กพวกนั้นนะ...”
    “หือ?” ดีนส่งเสียงในคอด้วยความสงสัย
    “อย่าไปบอกเด็กพวกนั้นว่าฉันฆ่าคน...” คำตอบนั้นทำให้เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวจะพูดถึงเรื่องที่เธอเกือบโดนข่มขื่นหรือเรื่องที่เธอร้องไห้ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เสียอีก
    “ผมไม่พูดหรอก...” ชายหนุ่มตอบง่ายๆก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยปากออกมา
    “ขอบใจ...”

    ที่ด้านนอกของอัลคาทราซนั้น ตอนนี้พวกยามกำลังเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต ร่างในชุดเกราะเหล็กสีเงินแวววับและดาบเล่มใหญ่กำลังเดินตรงมาทางประตูทางเข้า เสียงของโลหะกระทบกันดังขึ้นทุกย่างก้าวของร่างแปลกหน้า ดวงตาสีฟ้าที่พอจะเห็นเป็นประกายนั้นจ้องเขม็งตรงมาที่พวกเขาอย่างไม่ละสายตาก่อนที่มันจะหยุดลงในระยะยิงของยามแต่ละคน
    “แกเป็นใคร!” หนึ่งในยามบนป้อมสูงถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าแต่ละคนลังเลและทำอะไรไม่ถูกอยู่นาน ทว่าร่างตรงหน้านั้นกลับไร้คำตอบราวกับว่ามันกำลังคิดอะไรบางอยู่ ก่อนที่ไม่นานมือขวาของมันจะประทับลงบนอกของตน
    “ข้านั้นคืออัศวินผู้พิทักษ์พระแม่นามว่าราฟาเอล ผู้เป็นทั้งโล่แห่งการปกป้อง และดาบแห่งการพิพากษา โอ้ จงดูเถิดเหล่ามนุษย์ผู้ยังไม่ตื่นทั้งหลาย...” เสียงของชายที่ทรงพลังดังขึ้นพร้อมกับที่เขากางแขนออกราวกับเป็นผู้เผยแพร่ศาสนา “...ใยพวกเจ้าต้องทนทุกข์อยู่ในทะเลทรายอันแห้งแล้ง มาเถอะ จงมาร่วมกับพวกข้าแล้วรับใช้พระแม่ร่วมกัน ทิ้งภูมิปัญญาปิศาจที่พวกเจ้าเคยสร้างและเคยใช้ ทิ้งซึ่งความคิดนอกรีตทั้งหลายแล้วกลับสู่พระแม่ โอ้ เหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลาจงตื่นเถิดแล้วเชื่อในพระแม่ เชื่อในพระองค์ว่าจะสามารถนำโลกนี้ไปสู่ความสันติสุขได้...”
    ปัง! เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับที่กระสุนนั้นพุ่งเฉี่ยวเกราะเหล็กของอัศวินสีเงินไปเพียงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะตามมาด้วยคำสบถจากคนที่อยู่บนหอคอย
    “กูมีแม่คนเดียวโว้ย มึงจะโวยวายนรกอะไรที่ไหนก็ไป แต่อย่ามาอยู่ที่นี่ไม่งั้นนัดต่อไปเข้าหัวมึงแน่”
    “ท่าทางว่ามันจะบ้าไปแล้ว รีบๆไสหัวไปก่อนที่พวกข้าจะอารมณ์ขึ้น เสียเวลาชะมัดนึกว่าอะไรที่แท้ก็พวกสติไม่ดี”
    “ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก...” ราฟาเอลพร่ำเพ้อออกมาพลางส่ายหัว “...หากพวกเจ้าดูถูกพระแม่เช่นนี้ข้าคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกำจัดพวกเจ้าทิ้งเท่านั้น”
    ไม่มีใครทันได้ทำอะไรทั้งนั้น ดาบขนาดใหญ่ก็ถูกชักออกมาจากด้านหลังของราฟาเอล ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไปที่หอคอยต้นแรกแล้วใช้สองมือเหวี่ยงดาบเข้าใส่โครงสร้างเหล็กตรงหน้า เพียงดาบเดียว ดาบเดียวเท่านั้นฐานเหล็กก็ขาดกระจุยเป็นสองท่อน หอคอยสูงราวห้าเมตรพังลงในพริบตาพร้อมกับคนที่อยู่ข้างบนนั้น
    “อะไรของมันวะ!” ไม่ทันตั้งสติ ดาบเล่มเดิมก็เหวี่ยงฟาดไปยังร่างที่ร่วงลงมาจนขาดเป็นสองท่อน และนั่นคือสัญญาณให้ยามทุกคนลั่นไกปืนของตนในทันที
    “ฆ่ามัน ฆ่ามัน!”
    เสียงปืนดังสะหนั่นไปทั่ว ฝุ่นควันมากมายปลิวว่อนไปทั่วทว่าลูกตะกั่วเหล่านั้นกลับไม่สามารถเจาะเกราะของอัศวินเงินได้เลยแม้แต่น้อย กระสุนร้ายกระเด็นกระดอนออกมาราวกับเป็นเพียงเม็ดกรวดที่ไร้ความหมาย และแล้วดาบของอัศวินเงินก็ได้แผลงฤทธิ์อีกคราด้วยการโค่นหอคอยอีกต้นที่เหลือลงแล้วสะบัดซ้ำไปที่ศีรษะของยามโชคร้าย
    “มนุษย์แห่งทะเลทรายนั้นช่างโง่เง่ากันเสียจริง หากเป็นที่แดนหลังทะเลดำผู้ใดเห็นข้าก็มีแต่ต้องก้มหัว แม้แต่นักล่าหนังสือยังต้องทิ้งหนังสือเพื่อเอาตัวรอด แต่พวกเจ้ากลับท้าทายข้าและพระแม่จนข้าไม่มีทางเลือก หน่อเน่าต้องถูกกำจัดก่อนที่มันจะผลิใบกลายเป็นต้นไม้แห่งปัญญาปิศาจ”
    “พูดห่าอะไรของแกวะ!” ยามที่เหลือยังคงไม่ยอมแพ้สาดกระสุนเข้าใส่อีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรกระสุนก็ไม่อาจทะลวงเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย แต่ดาบยักษ์นั้นไม่รอคอยที่จะเล่นด้วย มันเหวี่ยงแต่ละทีลากเอาชีวิตไปทุกครั้งจนในที่สุดหัวหน้ายามที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกคำสั่งไปยังลูกน้อง
    “ไปแจ้งคุณรอยด์เดียวนี้ ไป!”
    แทบจะไม่ต้องย้ำอะไรอีกหมอนั่นวิ่งหนีเข้าไปในประตูเหล็กแล้วลงกลอนทันทีโดยไม่ต้องออกคำสั่ง หัวหน้ายามเห็นดังนั้นก็นึกอยากจะฆ่าลูกน้องในทันที แต่ยังไม่ทันได้สมหวังร่างของเขาก็กระเด็นไปกระแทกกับประตูเหล็กด้วยแรงมหาศาล ภาพตรงหน้าของเขานั้นเบลอไปหมด สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงสีเงินตัดกับความมืดและดวงตาสีน้ำเงินไร้ความรู้สึกเท่านั้น ดาบเล่มยาวถูกยกจนสุดก่อนจะปักลงจนทะลุร่างของหัวหน้ายาม เลือดสดๆชโลมไปทั่วทั้งบานประตูเหล็กกล้าและบริเวณโดยรอบ พร้อมกับภัยร้ายที่เข้ามาเยือนอัลคาทราซแห่งนี้
    “...พิพากษา...”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  2. #12
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 5 จงจำเอาไว้ว่าคุณจะต้องตาย

    ช่วงเวลาแห่งการนอนหลับพักผ่อนของดีนหลังจากที่เขาต้องเผชิญกับเรื่องหนักๆมาทั้งวันกลับต้องสะดุดลงเมื่อเสียงเอะอะโวยวายเริ่มดังขึ้นมาจากด้านนอก ลูเวียเองก็ดูจะรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ใช่น้อยเมื่อดวงตาเรียวยาวคู่สวยนั้นสอดส่ายไปรอบเหมือนคนพร้อมจะหาเรื่องได้ทุกเมื่อ พร้อมกับที่ริมฝีปากบางๆออกปากบ่นออกมา
    “เอะอะอะไรกัน?”
    “เดี๋ยวผมออกไปดูเอง คุณอยู่ในห้องนี่แหละ” พูดจบชายหนุ่มที่รู้สึกหงุดหงิดไม่แพ้กันก็เปิดประตูออกไป ที่นั่นยามสองคนยังคงเฝ้าหน้าห้องอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ทว่าความไม่สบายใจกลับปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาทั้งสอง
    “เกิดอะไรขึ้นหรอครับ” ดีนถามพลางก้มลงไปดูที่ชั้นล่างซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากมายพร้อมกับอาวุธเท่าที่พวกเขาจะหาได้ ปืนไรเฟิล ปืนพก มีด ดาบ หรือแม้แต่กระบองไม้เก่าๆ ซึ่งมันจะไม่แปลกเลยหากนี่เป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันในวงเหล้าทว่ามันดูจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเมื่อคนพวกนั้นเร่งพากันเดินไปยังทางเข้าของอัลคาทราซ
    “มีผู้บุกรุกครับ ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่คุณรอยด์ออกคำสั่งให้ระดมพลฉุกเฉิน”
    “ระดมพลฉุกเฉิน?” ดีนอุทานออกมาเมื่อเขาคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำๆนี้จากหลุมหลบภัยที่แข็งแกร่งที่สุด มันเป็นมาตรการที่รอยด์กำหนดขึ้นให้ทุกคนที่สามารถสู้ได้จับอาวุธแล้วร่วมมือกันขับไล่ผู้รุกราน ซึ่งตั้งแต่เขารู้จักที่นี่มาไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่รอยด์จะออกคำสั่งนี้
    “ใช่ครับ ตอนนี้การ์ดที่เหลือของคุณอเล็กซ์เองก็ไปรวมกันที่หน้าอัลคาทราซแล้วรวมไปถึงคุณอเล็กซ์เองด้วย” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่านี่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น เขาคิดอยู่ในใจเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่จะตัดสินใจออกมา
    “ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ผมจะออกไปด้วย”
    “แต่ว่าคุณอเล็กซ์สั่งให้พวกผม...”
    “ฉันเองก็จะไปด้วย” ลูเวียที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากด้านในหยิบปืนเอเคส่งให้กับดีนโดยที่บนไหล่ของเธอมีปืนประจำตัวของตนพาดเอาไว้อยู่แล้ว
    “คุณอยู่ที่นี่จะดีกว่านะครับ คุณเป็นลูกค้าของผม ผมจำเป็นต้อง...”
    “ฉันอยู่กับนายดีกว่าอยู่ที่นี่คนเดียว อีกอย่างถ้าทางคุณต้องการคนจริงๆสู่ให้คุณการ์ดสองคนนี่ไปคอยคุ้มกันฉันที่หน้าอัลคาทราซไม่ดีกว่ารึไง?” หญิงสาวปรายตาเป็นสัญญาณไปทางการ์ดทั้งสองคน ซึ่งทั้งคู่ก็รู้ดีว่าเธอหมายความว่าอย่างไร
    “ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปกันเถอะครับ”
    ชายหนุ่มไม่อยากจะเถียงต่อให้มากความ อีกอย่างนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอย่างที่คิดแล้วก็อย่างที่ลูเวียว่ามาก็ถูก เขาไม่อยากปล่อยเธอเอาไว้คนเดียวอีก อย่างน้อยก็จนกว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ และที่สำคัญไม่แน่ว่าเมื่อพวกเขาไปถึงเรื่องทุกอย่างก็อาจจะสงบลงแล้ว ซึ่งเขาอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นมากกว่าเพราะทันที่มือขวาของเขาแตะปืนความรู้สึกเจ็บมันก็วิ่งขึ้นสมองทันที อย่าว่าแต่เหนี่ยวไกเลย สภาพแบบนี้ให้ถือปืนสองมือเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

    ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่ดีนคิด เมื่อภาพที่ชายหนุ่มเห็นในตอนนี้คือคนเจ็บตายมากมายที่นอนกันเต็มพื้น รอยด์เองก็ดูจะบาดเจ็บไม่น้อยโดยเฉพาะแขนซ้ายที่มีเลือดโชกอยู่ของเขา ที่ยังพอสู้และขยับตัวได้ก็ตกอยู่ในสภาพขวัญหนีดีฝ่อจนพวกเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้ประตูเหล็ก ราวกับว่าที่นั่นมีปิศาจร้ายบางอย่างรอคอยอยู่
    “รอยด์” ดีนตะโกนเรียกไปทางคนเป็นหัวหน้าซึ่งยังคงฝืนยิ้มอย่างใจเย็น
    “ไงพ่อหมาป่า ดูท่าว่าครั้งนี้พวกเราจะโดนของเข้าซะแล้ว”
    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ใครที่ไหนบุกมา เป็นพวกกองโจรหรอ?” ตอนนี้ดีนได้แต่นึกภาพของกองโจรที่น่าจะมีประมาณห้าสิบถึงร้อยคนพร้อมอาวุธครบมือ เรื่องเดียโบลไม่มีอยู่ในหัวของเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะพังประตูเหล็กชั้นแรกเข้ามาจนทุกคนต้องถอยมาที่ประตูเหล็กชั้นที่สอง
    “เปล่าไม่ใช่กองโจรที่ไหน อู้ย...” รอยด์อธบายพลางรองออกมาเมื่อผ้าพันแผลถูกหมอจำเป็นรัดให้แน่นขึ้น “...คนเดียว มันมาคนเดียว ไอ้เวรที่ไหนไม่รู้สวมเกราะสีเงินแหกปากตะโกนว่าเพื่อพระแม่แล้วเหวี่ยงดาบไปทั่ว”
    “คนเดียวเนี่ยนะ?” ดีนทำหน้าสงสัย แต่ลูเวียกลับมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที หญิงสาวรู้ เธอรู้ในทันทีว่ามีเพียงคำตอบเดียวสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรออกไปเสียงประตูเหล็กถูกกระแทกก็ดังขึ้นมา ประตูเหล็กกล้าเริ่มเบี้ยวไม่เป็นรูปเป็นร่างท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนที่มองอยู่รอบๆ
    “นี่มึงล้อกูเล่นใช่มั้ยเนี่ย ประตูนั่นมันหนาสองนิ้วเลยนะ...” รอยด์มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อตาตัวเอง ก่อนที่เขาจะจับปืนลุกขึ้นยืนแล้วออกคำสั่งไปยังคนอื่นๆ “ถอยออกมาล้อมมันเอาไว้ อย่าให้มันเข้าไปได้มากกว่านี้ได้ยินมั้ย!” ไม่มีเสียงตอบจากแต่ละคน มีเพียงเสียงกลืนน้ำลายและหัวใจที่เต้นรัวของแต่ละคน ก่อนที่ชั่วพริบตาประตูเหล็กจะปลิวว่อนออกมาเหมือนกระดาษเปล่าพร้อมกับภาพของอัศวินเกราะเงินที่ดีนไม่เคยเห็นมาก่อน
    “มันตัวห่าอะไรวะนั่น” ดีนหลุดปากอุทานออกมาอย่างลืมตัว
    “อัศวินแห่งพระแม่...” ลูเวียให้คำตอบออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะหันไปตะโกนบอกทุกคน “หนีไปเร็วเข้า!”
    ไม่ทันการเสียแล้วเมื่อบัดนี้เสียงปืนกลบเสียงของหญิงสาวจนหมดสิ้น แสงวูบวาบและกลิ่นดินปืนดังไปทั่ว ทว่าลูกตะกั่วทุกเม็ดกลับไม่อาจทำลายเกราะของอัศวินเงินได้เลยแม้แต่น้อย พวกมันกระเด็นกระดอนออกมาเหมือนกับก่อนหน้า และแม้จะรู้ดีว่าไร้ประโยชน์แต่พวกเขาก็ยังฝืนทนยิงต่อไปด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว
    “ช่างโง่เขลานัก”
    ราฟาเอลเอ่ยปากออกมาพร้อมกับยกดาบใหญ่ของเขาขึ้น ก่อนที่ชั่วพริบตาร่างอันใหญ่โตนั้นจะพุ่งเข้าหาศัตรูตรงหน้าแล้วเหวี่ยงดาบทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าจนสิ้น มันคือการสังหารหมู่เพียงข้างเดียวแบบที่ไม่มีการไว้หน้าใคร คนเจ็บ คนแก่ ทุกอย่างล้วนเท่าเทียมในสายตาของเขานั่นคือเป็นผู้ที่ไม่นับถือในพระแม่และจำเป็นจะต้องกำจัดทิ้ง
    “พวกนอกรีตต้องตายทั้งหมด” ราฟาเอลประกาศคำประกาศิตออกมาพร้อมกับดึงดาบออกจากเหยื่อรายล่าสุดของมัน อัศวินเงินในตอนนี้โชคไปด้วยเลือดจนทั่วจนดูเหมือนปิศาจร้ายก็ไม่ปาน
    “รอยด์เราต้องถอยแล้ว ต้องถอยไปที่คลังแสง ที่นั่นมีประตูที่แกร่งกว่านี้อยู่!” อเล็กซ์ตะโกนแข่งกับเสียงปืนพร้อมกับจับไปที่ไหล่ของรอยด์เพื่อบอกให้เขารู้ว่านี่มันเกินกว่ามือของพวกเขาแล้ว
    “แต่ถ้าเราถอยไปที่นั่นพวกเราจะเสียเมือง!” รอยด์เรียกที่นี่ว่าเมืองอย่างที่เขาเรียกอยู่เสมอ แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงเขาคนเดียวแต่สำหรับเขาแล้วที่นี่คือเมืองที่เป็นเหมือนความหวังของคนในแดนทะเลทรายแห่งนี้ และเขาจะไม่ยอมเสียมันไปให้กับใครหน้าไหนเด็ดขาด
    “ไม่ พวกคุณต้องถอยเดี๋ยวนี้ พวกคุณสู้มันไม่ได้!” ลูเวียเสริมขึ้น
    “เธอเป็นคนนอกเธอจะมาเข้าใจความรู้สึกอะไรของคนที่อยู่ที่นี่ เราจะไม่ถอยเด็ดขาด ไม่มีอะไรที่เราฆ่าไม่ได้”
    “โอ้... เจ้าเองก็ข้ามทะเลดำมาที่นี่ด้วยอย่างงั้นรึ กระต่ายขาว” ราฟาเอลพูดขึ้นพร้อมกับที่เขาเดินเข้ามาทางลูเวีย มือก็ยังคงถือดาบขนาดใหญ่นั้นเอาไว้ด้วยท่าทีประสงค์ร้าย
    “มันพูดบ้าอะไรของมันวะ!” รอยด์ยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวของราฟาเอล ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลั่นไกปืนกระบอกนั้นกลับกระจุยเป็นชิ้นๆด้วยดาบยักษ์ แล้วสถานการณ์ก็กลับตละปัดทันทีเมื่ออัศวินสีเงินใช้เท้าเหยียบลงไปบนหน้าอกของรอยด์แล้วกดดาบไปจ่อที่คอของเขาเอาไว้ เป็นสัญญาณให้คนของอัลคาทราซหยุดการโจมตีลงโดยพลัน
    “ยิงมันเซ่ หยุดยิงทำไม!” รอยด์ยังไม่ยอมแพ้แม้จะมีดาบจ่ออยู่ที่คอหอย
    “ไม่อยากให้หัวหน้าของพวกเจ้าต้องคอหลุดจากบ่าก็จงตอบคำถามข้ามา ข้าอาจจะไว้ชีวิตพวกเจ้าหากคำตอบของพวกเจ้านั้นน่าพอใจ ...กุญแจดำอยู่ที่ไหน” ลูเวียนิ่งอึ้งไปในทันที แต่ที่ตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นดีนและอเล็กซ์
    “ฉันไม่รู้ รู้แค่ว่ามันไม่อยู่ที่นี่” ลูเวียโกหกออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ดีนหรืออเล็กซ์ที่รู้เรื่องกุญแจได้พูดอะไรออกมา
    “โอ้จริงหรอ... ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่เพียงลำพังล่ะลูเวีย กระต่ายขาวตัวอื่นๆไปอยู่ที่ไหนหมด ไม่ใช่ว่าเจ้ามาที่นี่คนเดียวเพราะมีเบาะแสอะไรอย่างนั้นหรอกรึ?” อัศวินเงินยังคงซักไซ้พร้อมกับชี้ดาบไปทางหญิงสาว
    “มันรู้จักคุณ?” ดีนเอ่ยออกมาเบาๆด้วยสีหน้ากังขา แต่ลูเวียกลับไม่ตอบอะไร
    “ใช่ฉันมีเบาะแส แต่มันไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดและฉันก็กำลังจะกลับไปรวมกับคนอื่น”
    “ถ้านั่นคือคำตอบของเจ้าล่ะก็...” ราฟาเอลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ก่อนที่เขาจะยกดาบขึ้นสูง “...ข้าว่านั่นไม่ทำให้ข้าพอใจสักเท่าไหร่”
    ดาบพุ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ทว่าก่อนที่มันจะบั่นลงไปยังคอของรอยด์นั้นชายร่างใหญ่คนหนึ่งได้ใช้ความกล้าทั้งหมดพุ่งเข้าไปชนราฟาเอลจนร่างของเขาเฉไป ทำให้ดาบที่ควรจะคร่าชีวิตกลับไปลงไปบนพื้นคอนกรีตแทน
    “หนีไปรอยด์!” คนใจกล้าตะโกนได้เพียงแค่นั้นเขาก็ถูกมือของอัศวินเงินจับเข้าที่คอ ก่อนที่แรงอันมหาศาลจะทำให้กระดูกคอของเขาหักสะบั้น ร่างไร้วิญญาณถูกเหวี่ยงทิ้งราวกับขยะก่อนที่ดาบยักษ์จะถูกยกขึ้นเตรียมฟาดไปยังรอยด์ที่กำลังตั้งหลักลุกขึ้นยืน
    “พวกเจ้าทั้งหมดจงตายอยู่ที่นี่ซะ”
    ดาบยักษ์เหวี่ยงลงไปอย่างรวดเร็ว วินาทีที่รอยด์คิดว่าเขาคงไม่รอดแล้วนั้นร่างๆหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาขวางเขาและดาบเอาไว้ด้วยท่อนเหล็ก อเล็กซ์... ชายชราไม่อาจทนเห็นคนหนุ่มต้องล้มตายไปมากกว่านี้พุ่งเข้ามาขวางดาบมรณะนั้นเอาไว้อย่างหมดหวัง ท่อนเหล็กไม่ช่วยอะไร มันขาดเป็นสองท่อนพร้อมกับส่งร่างของอเล็กซ์และรอยด์ปลิวว่อนไปไกล
    น่าแปลกใจ พวกเขาไม่ตัวขาดเป็นสองท่อน รอยด์มีเพียงแผลถลอกเพราะอเล็กซ์เข้ามารับแรงส่วนมากเอาไว้ แต่ชายชรากลับกระอักเลือดออกมาด้วยผลจากแรงมหาศาล เขาบาดเจ็บสาหัสไม่ต้องให้หมอมาบอกดีนที่มองอยู่ห่างๆก็รู้
    “เราต้องถอยเดี๋ยวนี้ รอยด์!” ดีนตะโกนเรียกเขาพร้อมกับวิ่งเข้ามาหา คนเป็นหัวหน้าในยามนี้สับสนไปหมดเมื่อการตัดสินใจของเขากำลังจะพาทุกคนมาตายหมู่ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้คือการกัดฟันแล้วเอ่ยคำสั่งที่ไม่อยากจะเอ่ยที่สุดออกไป
    “ถอยไปที่คลังแสงงให้หมด ไปอพยพทุกคนเดี๋ยวนี้!”
    คนของอัลคาทราซล่าถอยไปอย่างรวดเร็วแต่ราฟาเอลกลับไม่ตามไป ไม่ใช่เพราะเมตตาหรืออย่างไรหากแต่เขากำลังสงสัยกับการโจมตีเมื่อครู่ของตน อัศวินสีเงินยกดาบขึ้นมามอง ดาบที่เขามั่นใจว่าสามารถตัดทุกอย่างได้กลับไม่สามารถฆ่าคนสองคนนั้นได้ ผลของมันกลับเป็นแค่เพียงการส่งร่างทั้งสองลอยไปตามแรงเท่านั้น เหมือนกับว่ามีบางอย่างปกป้องพวกเขาเอาไว้ และเมื่อดวงตาทั้งสองไปสะดุดเข้ากับรอยบิ่นเล็กๆที่คมดาบในใจของเขาก็นึกยิ้มขึ้นมาพร้อมกับคำตอบเพียงหนึ่งเดียว
    “อดามันทาเนี่ยม...”

    “ปิดประตูลงไปแล้วเอาจัดการแยกคนเจ็บกับคนที่ยังสู้ได้ออกมาซะ!” รอยด์ออกคำสั่งอย่างรวดเร็วหลังจากที่ทุกชีวิตเข้ามาอยู่ในคลังแสงแล้ว ที่นี่คือที่เก็บอาวุธเก่าของคนในสมัยก่อน มันถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อปกป้องสิ่งที่เคยอยู่ภายในนี้ ทำให้ที่นี่เป็นห้องที่แข็งแกร่งที่สุดด้วยประตูเหล็กที่หนากว่าฟุตและกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กที่สามารถกันระเบิดได้ ทว่านั่นก็ยังไม่ทำให้รอยด์รู้สึกสบายใจนักโดยเฉพาะกับสภาพของอเล็กซ์ในตอนนี้
    “ทุกคนหนีมาหมดแล้วใช่มั้ย...”
    “ไม่ต้องพูดแล้วครับลุงอเล็กซ์” ดีนตอบพร้อมกับกุมมือของคนแก่เอาไว้แน่น ในขณะที่หมอประจำหลุมหลบภัยพยายามจะยื้อชีวิตของเขา ทว่ากระดูกหน้าอกที่หักไปเกือบหมดและความบอบช้ำภายในนั้นทำให้เขาต้องส่ายหัว มันเกินกว่าความรู้ของเขาและเกินกว่ากำลังของเครื่องไม้เครื่องมือของที่นี่
    “ไอ้บ้านั่นมันซัดฉันแรงกว่าตอนที่โดนกระสุนปืนยิงซะอีก หรือไม่ก็คงเป็นเพราะว่าฉันแก่ไปมากแล้ว แต่ไม่ว่ายังไงเจ้านี่ก็ยังคงปกป้องฉันเอาไว้เหมือนเดิม...” ชายชรามองไปยังถุงใส่กุญแจดำที่มีรอยขาดพาดขวางเอาไว้ ก่อนที่เขาจะหยิบเอามันออกมาจากถุง”...และนี่ก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” อเล็กซ์ดึงเอามือของลูเวียที่นั่งอยู่ข้างๆออกมาแล้ววางกุญแจดำลงไป
    “คุณอเล็กซ์คะ...”
    “โทษทีนะแม่หนูที่ต้องให้มาตามใจคนแก่แบบนี้ เก็บมันเอาไว้ซะมันไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกแล้ว...” ลมหายใจของอเล็กซ์นั้นแผ่วเบาลงทุกที ใจของดีนเองก็รู้สึกแผ่วเบาลงเช่นกัน เขากุมมือของคนตรงหน้าแน่น แน่นซะจนเขาลืมตัวไปว่าดวงตาของคนตรงหน้ากำลังมองมาที่เขาด้วยความห่วงใยพร้อมคำพูดสุดท้าย “...อย่าไปยึดติดกับอดีตอีกต่อไปเลยดีน มีชีวิตให้คุ้มค่า มีชีวิตให้คุ้ม...” อเล็กซ์จากไปพร้อมกับความเงียบของทุกคน น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของดีนเพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะเช็ดมันออกแล้ววางมือของอเล็กลงไปบนอกของเขา
    “ครับ... ผมจะมีชีวิตให้คุ้มค่า ไม่ต้องเป็นห่วงครับลุงอเล็กซ์”
    “ไอ้เวรเอ้ย!” รอยด์ระบายอารมณ์ของตนลงไปยังกล่องไม้ข้างๆ ก่อนที่เขาจะนั่งลงแล้วเอามือกุมหน้าของตนเอาไว้ ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่อยู่ในอารมณ์เดียวกันเมื่ออเล็กซ์ที่เป็นเหมือนเสาหลักของที่นี่ต้องจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้
    “เราจะเอายังไงต่อครับคุณรอยด์...” ใครบางคนถามขึ้น และรอยด์ก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้นานมากนัก
    “สมิท แกยังจำเพดานคอนกรีตที่แกกำลังซ่อมได้มั้ย?”
    “ได้สิ ทำไมหรอ?”
    “เราจะทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่แกทำอยู่ เฮ้ย ไปรวบรวมเอาน้ำมันที่ยังเหลืออยู่มาให้หมด ดินปืนด้วย เราจะไปแก้แค้นให้อเล็กซ์” ด้วยอารมณ์ที่พรุ่งพล่านทำให้แต่ละคนนั้นเห็นดีเห็นงามด้วยแม้จะยังไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรก็ตาม ทว่าใครบางคนกลับไม่เห็นด้วย
    “เดี๋ยวก่อนนี่พวกคุณคิดจะทำอะไรกัน ฉันบอกไปแล้วใช่มั้ยว่าพวกคุณสู้มันไม่ได้ ตอนนี้ฉันติดต่อเพื่อนของฉันไปแล้วอีกไม่นานพวกเขาก็จะมาถึง แล้วพวกฉันจะช่วยคุณหนีเอง”
    “หนีอย่างนั้นรึ หนีไปไหนเธอไม่เห็นหรอว่าข้างนอกนั่นมันมีแต่ทะเลทรายแล้วจะให้ลูกเล็กเด็กแดงที่นี่หนีไปที่ไหน!” รอยด์ตะคอกออกมาด้วยเสียงอันดังและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ “เธอเป็นคนนอก และเท่าที่ฉันฟังไอ้เวรนั่นพูดกับเธอแสดงว่าเธอมาจากอีกฟากของทะเลดำเหมือนๆกับมัน เธอจะมารู้อะไรกับคนของที่นี่ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเธอไปมีเรื่องอะไรกับไอ้บ้านั่นมาแต่ถ้านั่นเป็นสาเหตุทำให้มันมาบุกที่นี่ล่ะก็ฉันไม่ปล่อยให้เรื่องมันจบไปง่ายๆแน่ๆ”
    “พอเถอะน่ารอยด์ คุณเองก็เห็นว่าเราทำอะไรมันไม่ได้อย่างที่ลูเวียพูด” ดีนเองก็ไม่เห็นด้วยกับการที่รอยด์จะทำอะไรหุนหันพลันแล่น แต่คำตอบที่เขาได้รับนั้นกลับไม่ลื่นหูเอาซะเลย
    “ฉันไม่เหมือนหมาป่าทะเลทรายที่ทิ้งให้เพื่อนต้องตายฟรีนี่หว่า!” รอยด์กลับมามีสติเหมือนเดิมทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองได้พูดอะไรออกไป และสายตาของดีนที่มองเขาในตอนนี้นั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ “โทษทีว่ะดีน ฉันเผลอปากไป”
    “ไม่เป็นไรหรอก ตอนนั้นก็เป็นผมเองนั่นแหละที่ทิ้งให้เพื่อนต้องตายฟรีไปจริงๆ” ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันทีเมื่อต่างคนต่างพูดไม่ออกกับคำตอบของดีน จนกระทั่งรอยด์ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปากออกมา
    “แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องไป...”
    “ทั้งๆที่คุณก็รู้ดีว่าพวกคุณหยุดเขาไม่ได้อย่างงั้นหรอ?” ลูเวียยังคงย้ำคำพูดของตัวเอง
    “ต่อให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้นฉันก็ต้องไป เธอเคยได้ยินคำๆนี้มั้ย? โมเมนโต โมริ (Momento Mori) มันแปลว่าจงจำเอาไว้ว่าคุณต้องตาย เป็นคำพูดที่พูดขึ้นเพื่อเตือนสติของทุกคนว่าเราไม่อาจอยู่บนโลกนี้ได้ตลอดไป แต่สำหรับฉัน มันคือคำพูดที่คอยเตือนสติเอาไว้เสมอว่าเราจะต้องใช้ชีวิตให้คุ้มก่อนที่เราจะตายไป ต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่าง ตายเพื่ออะไรบางอย่าง และสำหรับฉันที่นี่คือที่ๆผมต้องการปกป้อง คนที่นี่ไม่มีที่ไปแล้ว ที่นี่คือปราการสุดท้ายของพวกเขาและฉันจะปกป้องมันเอาไว้ด้วยชีวิต”
    คำพูดของรอยด์ทำให้คนที่เคยนั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดหวังค่อยๆลุกขึ้นยืนทีละคนสองคนด้วยสีหน้าที่เข้มแข็ง อาวุธปืนถูกจับขึ้นอีกครั้งด้วยความคิดอยากจะปกป้องที่นี่เอาไว้แม้จะรู้ดีว่ามันดูสิ้นหวังสักเพียงใดก็ตาม และนั่นทำให้ลูเวียไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้อีก
    “พวกเราจะปกป้องที่นี่ด้วยมือของเราเอง” พูดจบกลุ่มกล้าตายก็เดินออกไปยังประตูเหล็กแล้วให้คนข้างในล็อคมันเอาไว้ จนกว่าพวกเขาจะกลับมาหรือไม่ก็จนกว่าทุกอย่างจะจบลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
    “คนที่ทะเลทรายเป็นแบบนี้กันทุกคนเลยรึไง” ลูเวียเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เพราะสำหรับเธอการกระทำอย่างนั้นคือการฆ่าตัวตายชัดๆ
    “นั่นคือทางเลือกของพวกเขา เราไม่อาจจะยัดเยียดความถูกต้องของตนเองไปให้คนอื่นได้หรอกนะลูเวีย” ดีนพูดพร้อมกับจับปืนของตนขึ้นมาเหมือนกัน
    “แล้วนั่นนายจะไปไหน!”
    “พวกเขาเป็นเพื่อนของผม แล้วอีกอย่างคุณบอกเองไม่ใช่หรอว่าคุณติดต่อกับเพื่อนของคุณแล้ว ผมไม่รู้หรอกนะว่าทำได้ยังไงแต่ถ้าให้เดาล่ะก็ ลูน่าใช่มั้ย?” ลูเวียไม่ตอบกลับแต่สีหน้าของเธอบอกกับเขาว่าใช่ ความสงสัยของเขาเป็นจริง มนุษย์ที่มีดวงตาสีม่วงและผมสีเงินดูมองอย่างไรก็ไม่ใช่คนธรรมดา ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับเรื่องที่เธอสามารถเข้าไปในซากห้องสมุดได้โดยไม่ถูกเดียโบลฉีกเป็นชิ้นๆด้วยแล้ว เรื่องมันก็ยิ่งน่าคิดเข้าไปใหญ่
    “ถ้ารอดกลับมาได้แล้วฉันจะบอกนายเอง ถือซะว่าเป็นโบนัสที่นายอุตส่าห์พาฉันมาจนเจอกุญแจดำ” ลูเวียแสร้งยิ้มขึ้นมาเมื่อคิดว่าคงไม่อาจห้ามคนตรงหน้าได้
    “ถ้าอย่างนั้นคุณคงต้องบอกให้พวกเขามาเร็วๆหน่อยก็แล้วกัน แต่ก่อนหน้านั้นผมคงต้องไปช่วยเพื่อนของผมก่อน เพราะผมไม่อยากจะให้เพื่อนของผมต้องตายฟรีอีกแล้ว”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  3. #13
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 6 มุ่งสู่ทะเลดำ

    เสียงปืนดังขึ้นมาอีกคราเรียกความสนใจจากราฟาเอลที่กำลังพยายามทำลายประตูห้องคลังแสงอยู่ อัศวินสีเงินปรายตาหันกลับไปมองตามทางที่เต็มไปด้วยเลือดก็ได้เห็นแสงไฟสว่างจากดินปืนจ้าขึ้นมาเป็นระยะๆมาจากด้านหลัง ดูท่าว่าห้องๆนี้คงจะมีทางเข้าออกได้สองทาง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางที่พวกนั้นจะผ่านเขาไปได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนแห่งอัลคาทราซคงคิดจะแอบมาข้างหลังแล้วเล่นเขาทีเผลอ ถ้าไม่ติดว่าพวกเขาลืมอะไรบางอย่างไป
    “พวกมนุษย์กลายพันธุ์”
    ดวงตาสีฟ้าของราฟาเอลมองไปด้านหลังที่มีดวงตาสีแดงนับสิบกำลังจับจ้องรอคอยให้เขาพังประตูเข้าไปอยู่ ตั้งแต่ที่เขาได้พบกับมนุษย์กลายพันธุ์และแสดงให้เห็นว่าตนนั้นแข็งแกร่งเพียงใด เจ้าพวกนี้ก็คอยตามเขาอยู่ห่างๆตลอดรอคอยโอกาสที่จะได้กินซากศพที่เหลือจากการกวาดล้างพวกนอกรีต เหมือนอีแร้งไม่มีผิด เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่คอยแต่จะฉกฉวยโอกาสเพื่อเติมเต็มท้องของตนเอง ความคิดของราฟาเอลสะท้อนออกมาทางดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความโกรธ และถ้าหากว่าเขาไม่ติดภารกิจตามหากุญแจดำอยู่ล่ะก็ เดียโบลพวกนี้ก็คงไม่แคล้วจะโดนบั่นเป็นชิ้นๆด้วยดาบของเขา
    “หากว่าวันใดคำสั่งแห่งพระแม่มาถึง พวกเจ้าจักต้องพินาศ...” เหล่าเดียโบลต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัวเมื่อได้เห็นท่าทีที่อันดุดันนั้น พวกมันค่อยๆถอยเข้าไปในความมืด รักษาระยะให้มากกว่าเดิม ปล่อยให้อัศวินสีเงินเดินไปทางเสียงปืนโดยไม่แม้แต่จะโผล่หัวออกมาท้าทาย ด้วยพวกมันรู้ดีถึงความต่างชั้นของพละกำลัง
    อีกด้านหนึ่งรอยด์ก็กำลังเผชิญกับศัตรูที่ไม่คาดฝัน พวกเดียโบลนับสิบกระจายกันไปอยู่ทั่วทางเดินค่อยๆลากกลุ่มของเขาที่แตกแถวไปกินทีละคนสองคน พวกมนุษย์กลายพันธุ์ผิวสีซีดพวกนี้มีพละกำลังอย่างไม่น่าเชื่อในตอนค่ำคืนแบบนี้ ชนิดที่ลองว่าถูกจับได้แล้วล่ะก็ให้ลืมเรื่องเข้าไปช่วยได้เลย เศษเนื้อและกลิ่นเลือดลอยคลุ้งไปทั่วและนั่นทำให้เขาประติดประต่อเหตุการณ์ในหัวได้ สิ่งที่ทำให้หลุมหลบภัยต่างๆเงียบหายไปนั้นไม่ใช่เพราะเดียโบล แต่เป็นเพราะอัศวินสีเงินนั่นต่างหาก เจ้าพวกนี้ก็แค่คนคอยซ้ำตามเก็บอยู่ข้างหลังเท่านั้น
    “รอยด์!” เสียงใครบางคนตะโกนขึ้นเมื่อพวกมันตัวหนึ่งหลุดเข้ามาในรัศมีโจมตีได้ รอยด์ไม่มีที่ให้หลบและไม่มีเวลาให้ยิง ปืนกระบอกสีดำจึงถูกเหวี่ยงหมายจะกระแทกให้อีกฝ่ายชะงักไป แม้จะรู้ว่าโอกาสนั้นน้อยเพียงใดก็ตาม
    ปัง! แต่โชคดียังเป็นของเขา เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของปืนเอเคเพียงหนึ่งเดียวในอัลคาทราซดังขึ้น ส่งกระสุนไปหยุดภัยร้ายตรงหน้าได้ทันท่วงที และสิ่งที่ตามมาก็คือเจ้าของๆมัน ดีน ชายหนุ่มที่เพิ่งตามมาทันกลุ่มแนวหน้าถือปืนกระบอกนั้นด้วยมือซ้ายที่เจ้าตัวไม่ถนัด และใช้มือขวาที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลจับประกับปืนเอาไว้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความแม่นยำของเขาลดลงเลย เมื่อกระสุนสังหารพุ่งทะลุเข้ากลางหัวของเดียโบลอย่างพอดิบพอดี
    “คิดว่าจะไม่มาซะแล้ว” รอยด์พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
    “ผมเองก็เป็นหนี้ของที่นี่อยู่มากเหมือนกันนี่ครับ...” ดีนตอบพร้อมกับวิ่งเข้ามาสมทบกับกลุ่ม “...ดูท่าทางว่าการที่หลุมหลบภัยอื่นๆร้างไปคงเป็นเพราะแบบนี้สินะครับ” พวกเดียโบลตัวอื่นๆเหมือนจะรู้ว่าสู้ไปก็ได้ไม่คุ้นเสีย พวกมันรีบถอยเข้าไปในเงามืดอีกครั้งเพื่อรอคอยโอกาสที่เหมาะสมกว่านี้
    “ฉันก็คิดอย่างนั้น” รอยด์ใช้เท้าพลิกซากของพวกมันขึ้นมาเพื่อดูใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวนั้น
    “แล้วกลุ่มที่เหลือล่ะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นกลุ่มอีกกลุ่มเลย
    “พวกเขาเตรียมตัวอยู่อีกที่หนึ่งรอให้เรา...”
    “หัวหน้า มันมาแล้ว!”
    รอยด์และดีนหันหน้าไปพร้อมๆกันเพื่อมองดูมัจจุราชสีเงินให้เต็มตา ท่าทางว่าพวกเขาจะคาดการณ์ผิดเรื่องเหตุผลที่เดียโบลถอยไปเมื่อครู่ พวกมันไม่ได้กลัวพวกเขาแต่กลัวสัตว์ประหลาดสีเงินนี่ต่างหาก ดาบสีเงินขนาดยักษ์ถูกมันยกขึ้นอีกรอบ แต่แทนที่มันจะถูกฟาดลงมาดาบสีเงินนั้นกลับถูกยกค้างเอาไว้ตรงหน้าเหมือนกับว่ามันพยายามจะแสดงบางอย่างให้พวกเขาดู
    “ดาบแห่งพระแม่ ไม่ว่าข้าจะฟาดฟันมันใส่เหล็กกล้าหรือหินผาดาบเล่มนี้ก็ไม่เคยแม้แต่จะมีรอยขีดข่วน แต่วันนี้มันกลับบิ่นเพียงเพราะข้าฟาดมันใส่ชายชราเพียงคนเดียว...” พวกเขาที่ยืนฟังอยู่ต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไรกลับไป พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในขณะนี้อีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่ “...กุญแจดำจักต้องเป็นของพระแม่ และพวกเจ้าที่เกี่ยวข้องด้วยกับมันจักต้องตายทั้งหมด”
    ไม่มีถ้อยคำเจรจาใดต่อ ดาบร้ายถูกฟาดขนานกับพื้นเข้าใส่พวกเขาชนิดที่เฉียดไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ถ้อยคำของอัศวินเงินนั้นก้องกังขาในใจของผู้คนแห่งอัลคาทราซ แต่กับดีนนั้นเขากลับสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆในหัวได้อย่างรวดเร็ว ทั้งความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่านักล่าหนังสือกับราฟาเอล ทั้งสภาพของดินแดนหลังทะเลดำนั่น แต่เขาไม่ได้บอกอะไรใครไป ด้วยรู้ในใจว่าอันตรายอาจเกิดขึ้นกับคนที่ชักนำศัตรูเข้าบ้านอย่างไม่ตั้งใจ
    “ถอยได้แล้ว!”
    รอยด์ออกคำสั่งแล้วทุกคนก็ทำตามอย่างรวดเร็ว พวกเขาถอยไปพลางยิงไปพลางเพื่อถ่วงเวลาอีกฝ่ายและโชคก็เป็นของพวกเขา เมื่อร่างที่เต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาลนั้นกลับไม่ได้มีความเร็วที่มากมายอะไรเลย ดีไม่ดีร่างๆนั้นจะเชื่องช้ากว่าพวกเขาด้วยซ้ำ กลุ่มแนวหน้ารวมทั้งดีนและรอยด์ถอยมาจนถึงทางเดินแคบๆในชั้นบนของอัลคาทราซ ที่ๆพวกเขาวางแผนกันเอาไว้ว่าจะใช้มันเป็นสถานที่เผด็จศึกอัศวินสีเงินตรงหน้า
    “ข้าจะสังหารพวกเจ้าแล้วนำกุญแจดำกลับไปให้พระแม่!” ราฟาเอลตะโกนก้องออกมาก่อนจะวิ่งเข้าหาเหล่านักรบแห่งอัลคาทราซพร้อมกับดาบที่ง้างออก และในจังหวะนั้นเองที่รอยด์กะระยะของอีกฝ่ายแล้วออกคำสั่งไป
    “ระเบิดแม่งเลย!”
    เสียงระเบิดจากดินปืนมากมายดังก้องมาจากด้านบน แล้วในพริบตาผนังคอนกรีตพร้อมกับเศษเหล็กที่ถูกทับรวมกันจำนวนมากก็หล่นลงมาทับใส่ร่างของราฟาเอล น้ำหนักอันมหาศาลบวกกับแรงระเบิดทำให้อัศวินสีเงินล้มลงทั้งยืน แต่นั่นไม่ได้ทำอันตรายใดๆแก่เขา ชุดเกราะอันกล้าแกร่งปกป้องเขาเอาไว้จากความตายที่มนุษย์ทั่วไปควรจะได้รับ
    ทว่ารอยด์เองก็ยังไม่จบ เขาคิดเอาไว้แล้วว่าร่างตรงหน้าอาจจะขยับได้ แผนการต่อเนื่องจึงถูกดำเนินการต่อทันทีด้วยน้ำมันเหนียวจำนวนมากที่ไหลลงมาจากด้านบนโดยฝีมือของกลุ่มที่เขาบอกให้มาคอยเตรียมการเอาไว้ ของเหลวสีดำแทรกซึมไปทั่วซอกเหลือบของคอนกรีตและเกราะเหล็กในทันทีและนั่นก็เป็นสัญญาณสั่งลา
    “กลายเป็นเนื้อย่างไปซะไอ้โง่” ตะเกียงไฟถูกโยนเข้าไปในกองคอนกรีตแล้วพริบตาไฟก็ลุกโหมอย่างน่ากลัว ราวกับเปลวเพลิงแห่งนรกที่เผาผลาญทุกสิ่งจนเป็นซาก ความร้อนแทรกไปทั่วทุกซอกทุกมุมที่น้ำมันนำไปถึงจนแม้แต่คนที่ยืนออกมาห่างๆยังต้องถอยห่างเพราะความร้อนที่มากมายมหาศาล
    “เปลวเพลิงสีม่วง... เป็นนาปาล์มพิเศษที่อยู่ในคลังแสงใช่มั้ยครับ” ดีนพูดพร้อมกับมองไปยังร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ภายใต้ซากคอนกรีตและเปลวเพลิง
    “ถ้านายจะเรียกมันว่าอย่างนั้นน่ะนะ ตอนนี้สำหรับพวกเรามันมีค่าแค่เพียงเชื้อไฟให้ความอบอุ่นเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละประจวบเหมาะได้เอามาใช้ในตอนนี้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าไอ้เกราะเวรนี่ทำจากอะไรถึงได้ทนไม้ทนมือแบบนี้ แต่ยังไงซะคนที่อยู่ข้างในก็ยังเป็นคนอยู่ ลองว่าเจอน้ำมันพวกนี้ซึมเข้าไปในเกราะแล้วจุดไฟเผาล่ะก็ คงจะเป็นอะไรที่ตายทรมานน่าดู หึ แต่ท่าทางว่าป่านนี้มันคงจะขาดใจตายไปแล้วล่ะมั้งถึงได้ไม่ส่งเสียงร้องออกมาซักแอะ” ขาดใจตายอย่างนั้นรึ เป็นอย่างนั้นได้ก็ดี ดีนคิดก่อนที่เขาจะลองเดินเข้าไปใกล้กองไฟนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าร่างตรงหน้าแน่นิ่งไปจริงๆ
    “ถอยออกมา มันยังไม่ตาย!” เสียงตะโกนนั้นเป็นของลูเวียที่ตามเสียงอึกทึกครึกโครมมาจนทัน ทว่ามันดูจะช้าเกินไปเมื่อคอนกรีตลุกไฟพวกนั้นถูกกระแทกจนกระเด็นขึ้นสูงด้วยพลังมหาศาล ก่อนจะตามมาด้วยภาพของของอัศวินสีเงินที่ลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงสีม่วงดำ
    “เวรเอ้ย!” ดีนกลิ้งตัวหลบดาบเพลิงของอีกฝ่ายอย่างรวกเร็ว แต่ยังไม่เร็วพอเมื่ออาวุธร้ายฝากแผลยาวเข้าไปที่แขนซ้ายของเขา หนำซ้ำแผลนั้นยังถูกลวกด้วยเปลวเพลิงที่พวกเขาเป็นคนก่อขึ้นเองอีกด้วย แทนที่จะทำลายศัตรูได้กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเพิ่มความลำบากในการรับมือเข้าไปอีก
    “พวกเจ้าคิดหรือว่าข้าจะตายด้วยของเพียงแค่นี้...” อัศวินในเปลวเพลิงพูดขึ้นพร้อมกับย่างก้าวเข้าหาเหยื่อตรงหน้า “...แม้แต่ทะเลดำยังไม่อาจทำอะไรข้าได้ แม้แต่อาวุธปิศาจที่บรรพบุรุษของพวกเราสร้างขึ้นก็ยังไม่อาจแตะต้อง แล้วนับภาษาอะไรกับแค่เปลวเพลิงที่มีความร้อนเพียงไม่กี่ร้อยองศานี่” เป็นไปไม่ได้คือสิ่งที่พวกเขาทุกคนคิดขึ้นพร้อมกัน และแล้วความหวังก็ดูจะดับลงสิ้นเมื่ออาวุธสุดท้ายของพวกเขาไร้ผลโดยสิ้นเชิง
    “พาคนของนายหนีไปซะดีน นี่ไม่ใช่เรื่องของนายอีกแล้ว” รอยด์รู้ดีที่สุดว่าพวกเขาไม่มีไพ่เหลือให้เล่นอีกแล้ว คนเป็นหัวหน้าจับไหล่ของชายหนุ่มตรงหน้าให้ถอยหลังไป ทว่าอีกฝ่ายกลับกลายเป็นฝ่ายผลักเขาไปข้างหลังเสียเอง
    “ผมจะไม่ทิ้งใครอีกแล้ว...” มือซ้ายที่สั่นเทาเพราะแผลไฟไหม้ฝืนยกปืนขึ้นอย่างยากลำบากแล้วเล็งยิงสะเปะสะปะไปด้านหน้า สายตาของดีนนั้นแน่วแน่ไม่มีความลังเล ครั้งนี้เขาจะถอยไม่ได้เด็ดขาดหากว่านี่คือคราวของเขาแล้วเขาก็จะขอตายไปพร้อมกับคนที่ตนเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อน จะไม่ทิ้งให้พวกเขาต้องตายเพียงลำพังอีกแล้ว
    “เจ้าพวกมนุษย์โง่เง่า จงตายไปซะ”
    “ตอนนี้แหละลูน่า!”
    เสียงของลูเวียดังขึ้นพร้อมกับที่บางอย่างพุ่งทะลุผ่านเพดานคอนกรีตลงมาพร้อมกับกองทรายมหาศาล มันดูเหมือนลิ่มขนาดยักษ์ห้าอันที่เรียงติดกัน แต่เมื่อดีนมองให้ดีๆเขาก็จำได้ว่านั่นคือกรงเล็บของเจ้ากิ้งก่ายักษ์ของพวกกระต่ายขาว กรงเล็บขนาดใหญ่ควานหาเหยื่อของมันอยู่เพียงครู่เดียว ร่างของอัศวินเงินก็ถูกกระชากขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว
    แสงอาทิตย์แรกแย้มสาดส่องเข้าใส่ตาของราฟาเอลพร้อมกับที่โลกรอบตัวของเขาหมุนไปทั่ว และในเสี้ยววินาทีดวงตาสีแดงที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าวก็จ้องมองลงมาพร้อมกับที่กรงเล็บและน้ำหนักหลายสิบตันกระแทกลงไปบนร่างของเขา เสียงคำรามและเสียงกระแทกของกรงเล็บดังกึกก้องไปทั่ว ร่างสีเงินถูกเหยียบลงไปบนพื้นทรายซ้ำแล้วซ้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วนโดยที่เจ้าตัวไม่อาจจะทำอะไรได้ ก่อนที่กรงเล็บนั้นจะตะปบส่งเหยื่อของมันลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร
    เสียงคำรามของกิ้งก่ายักษ์สี่ขาดังขึ้นอีกครา อัศวินสีเงินลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ตาก็มองไปยังร่างสีเขียวแก่ที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ดาบยักษ์ถูกยกขึ้นแต่สายเกินไป หางที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมฟาดมาที่เขาจนประกายไฟกระเด็นออกมา แล้วร่างของอัศวินแห่งพระแม่ก็กระเด็นลอยไปชนกับซากอาคารที่อยู่ไม่ไกล พลังอันมหาศาลส่งเขากระเด็นทะลุเข้าไปด้านในทะลุกำแพงแล้วกำแพงเล่า จนกระทั่งอาคารที่พังอยู่แล้วทรุดตัวลงมาซ้ำอีก
    ฝุ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วแต่เจ้ากิ้งก่ายักษ์กลับยังไม่มีท่าทีสงบลง และนั่นทำให้โซลรู้ว่าพวกเขาล้มเหลวอีกแล้ว ดวงตาสีม่วงสองคู่สบกันเป็นสัญญาณแทนคำถามและลูน่าก็ส่ายหน้าออกมาเบาๆเหมือนทุกครา อัศวินแห่งพระแม่ฆ่าไม่ตาย โซลผิวปากขึ้นทันทีแล้วกิ้งก่าสองขาตัวเล็กสองตัวที่เหลือก็วิ่งหายลงไปในหลุมอย่างรวดเร็ว
    “โทษทีนะโซล มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ความสามารถของพี่ไปไม่ถึง”
    “ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ลูน่า ยังไงซะราฟาเอลก็ไม่มีทางตามเราทันอยู่แล้ว เราจะรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาอีก”

    ที่ด้านล่างพวกอัลคาทราซแต่ละคนกำลังจ้องมองขึ้นไปบนหลุมขนาดใหญ่อย่างระแวดระวัง เพราะในชั่วพริบตานั้นพวกเขาสาบานได้ว่ามีมืออะไรบางอย่างลากเอาอัศวินดวงซวยขึ้นไปทั้งเป็น ก่อนที่เสียงคำรามที่น่าหวาดหลัวที่สุดในชีวิตจะดังขึ้นพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนราวกับระเบิด และในวินาทีนั้นเองที่อะไรบางอย่างวิ่งจากด้านบนลงมาให้พวกเขาแปลกใจอีก
    กิ่งก่าสีเขียวยืนด้วยขาสองขาสองตัวกระโดดลงมาที่พื้นด้านล่างอย่างรวดเร็ว เล่นเอาพวกเขาแต่ละคนยกปืนขึ้นมาแทบไม่ทัน แต่ดีนนั้นกลับเอ่ยปากห้ามออกมาเสียก่อน
    “อย่ายิงครับ! เอ่อ.. พวกมันเป็น...” เขาหาคำอธิบายที่ดีไม่ได้ แต่ด้วยความที่กิ้งก่าทั้งสองไม่ได้มีท่าทีอันตรายทำให้ทุกคนลดปืนลง
    “ไปกันได้แล้วดีน ลูน่าให้โซลส่งสองตัวนี่มารับเรา” ลูเวียกระโดดขึ้นไปบนบังเหียนอย่างรวดเร็ว ทว่าดีนกลับลังเล
    “พวกคุณจัดการฆ่าอัศวินคนนั้นไปแล้วหรอครับ”
    “พวกมันฆ่าไม่ตาย ไอ้พวกบ้านั่นฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย นายคิดว่าพวกฉันลองมากี่ครั้งกี่วิธีกันแล้ว เราต้องรีบไปก่อนที่มันจะลุกขึ้นมาอีก” ดีนรั้งรอก่อนจะมองไปยังคนที่สู้มาด้วยกันจนถึงเมื่อครู่
    “พวกคุณไปกันเถอะครับ พวกคุณได้ของที่ต้องการแล้วส่วนผมจะอยู่ที่นี่ช่วยพวกเขา” ลูเวียงงไปชั่วขณะกับการตัดสินใจนั้น ไม่ใช่ว่าเธอบอกไปแล้วหรอว่าเจ้านั่นฆ่าไม่ตาย ไม่ใช่เธอบอกไปแล้วรึไงว่าให้ทุกคนหนีไป
    “แล้วนายจะไม่ข้ามทะเลดำรึไง แล้วไหนจะค่าจ้างของนายอีกล่ะ” เธอไม่อยากปล่อยให้ดีนต้องตายอยู่ที่นี่เปล่าๆ หญิงสาวรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีความฝันและความทะเยอทะยานแฝงอยู่ในใจมากแค่ไหน
    “ไปเถอะดีน...” และในช่วงเวลาแห่งความลังเลนั้นเองที่รอยด์พูดขึ้นแล้วเดินเข้ามาจับไหล่เขา “...นายทำเพื่อที่นี่มากพอแล้ว ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายทำสัญญาค้าขายกันยังไงแต่นายจำเป็นจะต้องทำตามมัน นั่นคือพื้นฐานของพ่อค้าที่นายตั้งขึ้นไม่ใช่รึไง...”
    “ซื่อสัตย์กับทั้งลูกค้าและตนเอง” ทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมๆกันและนั่นก็ทำให้ดีนต้องถอนหายใจออกมา
    “ทำไมคุณถึงต้องพูดอะไรมีสาระในจังหวะที่แย่ที่สุดทุกทีด้วยนะครับ คุณรอยด์”
    “เฮ้ย ฉันพูดมีสาระตลอดนั่นแหละ ที่นี่ปล่อยฉันจัดการเองแกไปได้แล้ว” รอยด์พูดจบก็ผลักไหล่ของดีนไป ชายหนุ่มลังเลอยู่อย่างนั้นอีกพักหนึ่งก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นหลังของกิ้งก่าสองขาแล้วพวกมันก็พาทั้งสองออกจากอัลคาทราซไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนไม่มีแม้แต่เวลาที่จะร่ำลากับที่ๆใกล้เคียงกับคำว่าบ้านมากที่สุด ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นและประทับมันลงไปในความทรงจำจึงเหลือเพียงภาพของรอยด์ที่ยืนยิ้มโบกมือส่งเขาจากเบื้องล่างอันมืดมิดเท่านั้น

    “ฉันพาแขกมาแล้วและแน่นอนสินค้าที่เราสั่งซื้อไปด้วย...” ลูเวียพูดขึ้นเมื่อกลับมาขึ้นหลังของเจ้าตัวใหญ่อีกครั้งพร้อมกับดีน “...ที่เหลือก็คือจ่ายค่าสินค้าให้กับนายล่ะนะ” สีหน้าของดีนนั้นยังคงมีความกังวลอยู่ และลูเวียก็รู้ดีถึงสาเหตุของความกังวลนั้น
    “ถ้าอย่างนั้นเราก็มุ่งหน้าไปที่ทะเลดำกันเลยนะครับ”
    “เดี๋ยวก่อนโซล...” ลูเวียเอ่ยปากห้ามก่อนที่จะชี้นิ้วไปยังกลุ่มซากตึกที่มีดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งจับจ้องมาที่พวกเขา “...พาฉันเข้าไปใกล้ที่นั่นก่อน” ได้ยินดังนั้นเฟย์ที่คำนึงถึงความปลอดภัยของกลุ่มเสมอก็ทำท่าจะห้าม แต่ลูน่ากลับรั้งเธอเอาไว้แล้วส่ายหน้าเบาๆ กิ้งก่าสี่ขาเดินเข้าไปใกล้กับร่างที่ถูกฝังอยู่ในซากตึกนั้นอย่างระมัดระวังก่อนที่มันจะค่อยๆย่อตัวลงให้อีกฝ่ายได้เห็นลูเวียชัดๆ
    “ที่นี่ตอนนี้ฉันจะขอประกาศกับแกเอาไว้...” กุญแจดำถูกยกขึ้นไปข้างหน้าให้ราฟาเอลได้เห็นสิ่งที่เขาต้องการชัดๆ เล่นเอาร่างที่ถูกฝังดิ้นรนหนักขึ้นเพื่อที่มันจะได้หลุดออกไปเร็วๆ “...พวกฉันนักล่าหนังสือได้ครอบครองกุญแจดำเอาไว้แล้ว และพวกฉันจะหาหอสมุดโลกเจอก่อนพวกแก วิทยาการของมนุษย์ทั้งหมดจะกลับมาอีกครั้งและศาสนาบ้าๆของพวกแกจะต้องจบสิ้น ไม่ว่าจะทางไหนแกก็ไม่มีทางตามฉันทันและพวกที่เหลือของพระแม่จะไม่มีทางรู้ ฉันจะล่วงหน้าไปโดยไม่รอแก เพื่อที่พวกฉันจะได้เป็นพวกแรกที่ได้อ่านหนังสือในหอสมุดโลก!”
    มันคือการประกาศสงครามซึ่งๆหน้า มันคือการยั่วยุที่อุกอาจ ถ้าพวกเขาจากไปโดยไม่พูดอะไรออกมาราฟาเอลอาจจะคิดว่ากุญแจยังอยู่ในอัลคาทราซ และถ้าเขาค้นหาไม่เจอ อัศวินแห่งพระแม่ก็อาจจะไม่ได้กลับไปที่ดินแดนหลังทะเลดำอีกเลยก็ได้ แต่ลูเวียกลับทำในสิ่งตรงกันข้ามด้วยการบอกกล่าวที่อยู่ของกุญแจให้อีกฝ่ายได้รับรู้
    กิ้งก่ายักษ์แห่งกองกำลังกระต่ายขาวจากไปแล้ว ทิ้งให้อัศวินแห่งพระแม่ตะโกนก้องออกมาด้วยความแค้น โซลนั้นส่ายหัวด้วยความหงุดหงิด เฟย์มองหน้าของลูเวียอย่างไม่พอใจ แต่ลูน่ากลับยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจในขณะที่ดีนมีสีหน้าคิดไม่ถึงกับการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า
    “เท่านี้นายก็ไม่ต้องห่วงแล้วสินะ ถ้าแค่เดียโบลล่ะก็ฉันว่าพวกเขารับมือได้แน่นอน”
    “ขอบคุณมากครับ” ดีนเอ่ยคำขอบคุณออกมาสั้นๆด้วยความยินดี
    “ถ้าอย่างนั้นเรามุ่งหน้าสู่ทะเลดำกันเลยนะคะ...” ลูน่าเอ่ยขึ้นก่อนที่เธอจะมองมายังดีนด้วยท่าทีลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่ในที่สุดหญิงสาวก็เหมือนกับตัดสินใจอะไรบางอย่างออกมาได้ “...ฉันได้ยินมาว่าคุณดีนอยากรู้เรื่องของฉัน” ได้ยินเพียงแค่นั้นโซลก็รีบหันควับกลับมามองดีนทันที ก่อนที่จะหันไปพูดกับลูน่า
    “อย่านะครับพี่ พี่ไม่อยากจะให้เขารู้หรอก ไม่มีใครที่รู้แล้วยัง...”
    “ก็มีลูเวีย มีเฟย์นี่ไงที่ไม่หนีไปจากฉัน และฉันก็เชื่อว่าคุณดีนคงจะทำเหมือนกัน”
    “พี่ลูน่า...” ลูเวียยกมือขึ้นมาห้ามโซลเอาไว้แล้วพูดออกมาเบาๆ
    “เขาจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะข้ามทะเลดำไป ที่นั่นมีอะไรที่น่ากลัวกว่านี้อีกเยอะ ถ้าจะหนีก็ต้องหนีไปตอนนี้เท่านั้น เพราะเราคงจะไม่ย้อนกลับมาที่นี่อีกแล้ว”
    “ถ้าอย่างนั้นคุณดีนคะ คุณพร้อมที่จะฟังเรื่องของฉันรึยังคะ?”
    “ครับ”
    [ไม่หรอกค่ะ ฉันคิดว่าคุณอาจจะยังไม่พร้อม...] เสียง... เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านอากาศที่เป็นตัวกลางทว่ามันกลับดังเข้ามาในหัวของเขา ในสมองของเขา ภาพของสาวน้อยร่างเล็กตรงหน้าดูเหมือนไม่ใช่คนเดิมกับที่เขาเคยเห็นอีก ผมสีเงินที่มัดหางม้าสองข้างพลิ้วไสวตามลมงดงามเหมือนทุกครา หากแต่นัยน์ตาสีม่วงนั้นกลับแฝงเอาไว้ด้วยความลึกลับที่ไม่อาจสัมผัสถึง หัวใจของเขาเหมือนถูกล้วงลึกเข้าไปภายใน เหมือนกับว่ามีใครพยายามที่จะแหวกอกของเขาแล้วมองเข้าไปในทุกความเป็นตัวตนของเขา [...ฉันรู้นะคะว่าคุณกำลังกลัว] ความรู้สึกของเขาถูกอ่านราวกับหนังสือ เป็นเพียงหนังสือเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ [...พวกเราคือซีโน...]
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  4. #14
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    ชอบคำบรรยายของคุณ Fatal_Error อะครับ
    มันดูเป็นผู้ใหญ่ดี แต่ของว่านมันดูแปลกๆ มันดูเบาๆ ดูเด็กไปยังไงก็ไม่รู้ แนะนำหน่อยครับผม
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  5. #15
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 7 ซีโน

    [พวกเราถูกเรียกว่าซีโน มนุษย์มีผมสีเงินและเนตรสีม่วง ผู้ได้รับความสามารถพิเศษเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ความสามารถทางจิตใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน สำหรับเหล่านักล่าหนังสือ พวกเราคือความน่าสะพรึงกลัวและเป็นดั่งอาวุธที่มีเอาใช้เพื่อต่อสู้กับพระแม่ พวกเราคือวิวัฒนาการผลของธรรมชาติในการปรับตัวเพียงแต่ไปในทิศทางตรงกันข้ามพวกเดียโบลที่พวกคุณรู้จักดี ทว่าในสายตาของพระแม่และเหล่าผู้ยึดมั่นในตัวเธอ ซีโนนั้นคือกาลกินี เป็นมนุษย์ที่มีปิศาจสิงสถิตอยู่และจำเป็นจะต้องกำจัดทิ้งทันทีที่พบเห็น นั่นทำให้กลุ่มนักล่าหนังสือกระต่ายขาวของพวกเรามีคนของพระแม่เฝ้าติดตามมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะที่นี่มีซีโนอยู่ถึงสองคน ฉันและโซล...
    ...ความสามารถของเราสองพี่น้องนั้นต่างกัน สำหรับโซลคือการเข้าใจและสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ เขาสัมผัสและรับรู้ความเป็นไปของพวกมันในแบบที่เขาเข้าใจ แต่สำหรับฉันนั้นตรงกันข้ามกัน สำหรับฉันมันคือการเข้าใจและสื่อสารกับมนุษย์ด้วยจิต สัมผัสพวกเขารับรู้ตัวตน]
    [หืม... แต่ถ้าอย่างนั้นก็แปลก ทำไมผมถึงอ่านคุณได้ด้วยล่ะ ผมไม่ใช่ซีโนสักหน่อย อย่างน้อยก็จากรูปลักษณ์ภายนอก]
    ลูน่าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าดีนนั้นไม่มีทีท่าหวาดกลัวต่อความสามารถของเธอเลย ชายหนุ่มจ้องเข้ามาในดวงตาของเธอด้วยท่าทีสนใจแถมยังสื่อสารกับเธอผ่านทางจิตอย่างไม่ลังเล ไม่เคยมีใครเป็นแบบนี้มาก่อนแม้แต่ลูเวียเองก็ยังต้องทำใจอยู่นานกว่าจะตอบเธอกลับแบบนี้ และนั่นทำให้เธอรู้สึกประหม่าเป็นครั้งแรกกับการสื่อสารทางจิต
    [กะ ก็อย่างที่ฉันว่านั่นแหละค่ะ มันคือการเข้าใจเพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต่างต้องรับรู้กันและกัน เหมือนกับการแลกกันอ่านหนังสือฉันอ่านสิ่งที่คุณคิดและคุณอ่านสิ่งที่ฉันคิด ถ้าลองว่าฉันได้ติดต่อกับคุณผ่านทางจิตใจแล้วคุณและฉันก็จะสามารถเรียกหากันได้ตลอดเวลาไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่]
    [มิน่าเพื่อนของคุณถึงตามคุณเจอ ถ้าอย่างนั้นความสามารถของคุณมันก็เป็นดาบสองคมน่ะสิ จะอ่านความนึกคิดของใครก็เหมือนกับการทำสัญญาที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ความเป็นไปของคุณอยู่ตลอด จะว่าไปคุณแน่ใจแล้วหรอครับที่ทำสัญญากับผมแบบนี้ บอกเอาไว้ก่อนนะครับว่าผมเป็นพ่อค้าที่เข้มงวด] นอกจากไม่กลัวแล้วเขายังแกล้งสาวน้อยกลับไปอีก เล่นเอาเธอประหม่ามากกว่าเดิม
    [มะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับกุญแจดำ] ลูน่าเริ่มจ้องตาของอีกฝ่ายไม่ติด ตอนนี้เธอจำเป็นจะต้องควบคุมจิตใจของตนให้อยู่กับเนื้อกับตัวไม่ให้คิดฟุ้งซ่านเพราะความคิดของเธอจะไปปรากฏอยู่กับอีกคน
    [ว่าแต่คุณพูดเรื่องว่าความสามารถของคุณเป็นเหมือนกับการอ่านหนังสือ อย่าบอกนะว่าคุณสามารถอ่านความทรงจำของอีกฝ่ายได้]
    [ได้ค่ะ...] คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของดีนเปลี่ยนไปทันที อารมณ์ที่อยู่ในใจของเขาเองก็กลับตละปัด สีสันอันสดใสเมื่อครู่กลับกลายเป็นสีเทาหมองที่เต็มไปด้วยไอดำทมิฬ มันคือความเศร้าที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจจนลูน่าอยากจะผละหนี [...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถึงฉันจะบอกว่าฉันสามารถอ่านความทรงจำของคนอื่นได้เหมือนหนังสือ แต่ถ้าคุณลงกุญแจเอาไว้ฉันก็ไม่อาจเปิดอ่านหน้าหนังสือนั่นได้ และกุญแจที่คุณลงเอาไว้มันก็หนาแน่นมากทีเดียว...]
    ภาพในห้วงจิตใจของลูน่าในตอนนี้นั้นเหมือนดั่งเธอกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าหนังสือสีดำเล่มใหญ่ที่มีสายโซ่มากมายพันไปทั่ว โซ่เหล็กนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก กุญแจที่ลงเอาไว้ก็แน่นหนา สาวน้อยลูบมือไปยังหนังสือที่ถูกปิดผนึกก็พบแต่ความเย็นยะเยือกและความแข็งกระด้าง ไร้ซึ่งปกบ่งบอกนามของหนังสือ ไร้ซึ่งคำเปรยที่คอยเล่าความเป็นไป เป็นเพียงหนังสือสีดำที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องลึกของจิตใจ แม้แต่คนแต่งเองก็ไม่อยากที่จะเปิดมันออกมาอ่าน
    [คุณรู้มั้ยคะคุณดีน ว่าหนังสือไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งให้ความรู้ ไม่ใช่แค่กำเนิดของวิทยาการอย่างที่หลายๆคนในยุคสมัยนี้ให้นิยาม แต่หนังสือยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงตัวตนของผู้แต่งด้วย เพียงแค่คุณอ่านหนังสือสักเล่มคุณก็จะเหมือนกับได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้แต่ง คนๆนั้นเป็นคนยังไง คนๆนั้นคิดอะไร เพราะฉะนั้นฉันจึงได้มาเป็นนักล่าหนังสือเพื่อจะเข้าใจความคิดของพวกเขา] เหมือนกับว่าเธอกำลังพูดถึงหนังสือในใจของเขามากกว่าหนังสือจริงๆ ดีนสงบสติอารมณ์และนำเอาหนังสือสีดำเล่มนั้นโยนกลับลงไปในความมืด
    [ผมว่าเรามาผ่อนคลายจากเรื่องเครียดๆกันดีกว่านะครับ มีเรื่องนึงที่ผมอยากจะทดสอบเกี่ยวกับความสามารถของคุณ ผมอยากจะรู้ว่าถ้าเป็นความคิดที่ฟุ้งซ่านหรือเป็นความคิดที่ล่องลอยอย่างไร้สติ คุณจะสามารถรับรู้ได้รึเปล่า] ดีนจ้องเข้าไปในตาของลูน่าแล้วเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
    [เอะ?] เธอยังงงกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ แต่นั่นก็ดูจะสายไปแล้วเมื่อความคิดฟุ้งซ่านของชายหนุ่มเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
    [เริ่มเลยนะครับ]
    นักล่าหนังสือที่มองอยู่จากข้างนอกนั้นไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่สื่อสารอะไรกัน คนที่จะสื่อสารกับลูน่าได้มีเพียงแค่หนึ่งคนต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น พวกเขาจึงไม่มีทางรับรู้เลยว่าทำไมอยู่ๆลูน่าถึงหน้าแดงขึ้นมาอย่างนั้น เธอเริ่มมีท่าทีกระวนกระวายด้วยสีหน้าเหมือนกำลังเขินอายอะไรอยู่สักอย่าง สองมือของหญิงสาวเริ่มยกขึ้นมาป้องหน้าตัวเองแล้วหลบสายตาจากดีนเป็นครั้งคราว และมันก็ดำเนินไปอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งโซลที่ทนมองดูรอยยิ้มกวนประสาทของดีนและท่าทางไม่สบายใจของลูน่าไม่ได้เข้ามาดึงไหล่ของสาวน้อย เรียกสติให้เธอกลับออกมาคุยด้านนอก
    “ไม่ทราบว่าพวกคุณกำลังคุยอะไรกันอยู่หรอครับ” อะไรๆก็ผิดจากที่เขาคาด ทั้งๆที่คิดเอาไว้ว่าดีนจะต้องโดดหนีไปโดยไม่หันกลับมาเหลียวหลังมองเหมือนอย่างคนอื่นๆแท้ๆ ที่ไหนได้กลายเป็นว่าชายหนุ่มไล่ต้อนลูน่าในห้วงจิตใจเสียเอง และมันก็ทำให้ดวงตาสีม่วงเย็นชาของเขาจ้องเขม็งไปยังชายตรงหน้า
    “มะ ไม่มีอะไร พวกพี่ไม่ได้คุยอะไรกัน ก็แค่เล่าเรื่องซีโนให้เขาฟังแค่นั้นเอง”
    “แล้วทำไมอยู่ๆพี่ถึงหน้าแดงแบบนั้นล่ะครับ” หญิงสาวตอบไม่ได้ หน้าของเธอแดงมากยิ่งขึ้น ทำให้ดีนที่มองอยู่ใกล้ๆเผยรอยยิ้มออกมาอีก
    “อ้อลืมบอกไปครับคุณลูน่า เมื่อครู่ผมไม่ได้ฟุ้งซ่านคิดไปเรื่อยเปื่อยนะครับ นั่นน่ะความคิดอย่างมีสติของผมจริงๆ” ดวงตาสีม่วงของสาวน้อยสั่นระริกด้วยความรู้สึกเขินอายก่อนที่เธอจะตะโกนออกมาสุดเสียงเท่าที่คนตัวเล็กๆอย่างเธอจะทำได้
    “โธ่ เลิกเล่นได้แล้วค่ะ!”

    พระจันทร์ฉายแสงท่ามกลางยามราตรีอีกครา และโซลก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนหัวของเจ้ากิ่งก่ายักษ์เหมือนทุกคราโดยเฉพาะกับการเดินทางที่เจ้าตัวใหญ่ไม่มีเวลาหยุดพักแบบนี้ ทั้งคู่นั่งคุยกันท่ามกลางความเงียบ เป็นการสื่อสารที่มีเพียงเขาและเจ้ายักษ์ใหญ่เท่านั้นที่รู้ รวมไปถึงเจ้าตัวเล็กสองขาอีกสองตัวที่กำลังนอนสบายอยู่ข้างหลังอีกด้วย
    “ไงพ่อสารถีหนุ่ม” ลูเวียเดินเข้ามานั่งข้างๆเขาทำให้โซลตัดสินใจหยุดการพูดคุยระหว่างเขาและเจ้าตัวยักษ์ไปก่อน
    “มีอะไรรึเปล่าครับ ดึกดื่นแบบนี้แล้วยังไม่นอน”
    “ก็มันนอนไม่หลับน่ะสิ คงเป็นเพราะไปที่แปลกๆมามั้ง แต่คิดว่าคงเป็นไม่นานหรอก”
    “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกใช่มั้ยครับ” โซลถามกลับอย่างรู้ทัน แต่สายตาของเขาไม่ได้มองมาที่เธอหากแต่ยังคงทอดยาวออกไปข้างหน้าในทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าไป
    “นายอยากจะรู้ใช่มั้ยล่ะ ว่าสองคนนั้นเขาคุยอะไรกันตอนท้าย”
    “ไม่ได้อยากรู้ครับ” เขาตอบกลับทันที แต่นั่นกลับยังไม่แนบเนียนพอ ทำให้ลูเวียเผลอยิ้มออกมา
    “จะหวงก็ไม่มีใครว่าหรอก ก็พี่สาวของตัวเองนี่เนาะ ดูสิขนาดเฟย์ยังจ้องหมอนั่นเขม็งเลย”
    “นั่นเป็นหน้าที่ของเฟย์เขานี่ครับ ในเมื่อปราชญ์ทั้งสามใช้ให้มือสังหารอย่างเธอมาคอยคุ้มกันลูน่ามันก็ไม่แปลกถ้าเธอจะมองคนแปลกหน้าเป็นภัยคุกคาม” โซลดูเหมือนจะเน้นย้ำคำว่ามือสังหารเป็นพิเศษไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
    “แต่ฉันว่าหมอนั่นไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้วนา ขนาดเฟย์ยังตอบคำถามของเขากลับบ้างแล้วเลย จะว่าไปลูน่าก็ท่าทางจะสนใจหมอนั่นอยู่ไม่น้อย แต่คงเป็นเพราะว่าหมอนั่นไม่มีท่าทีตกใจกับความสามารถของเธอมากกว่าล่ะมั้ง...” ลูเวียหยุดคำพูดพลางคิดถึงความรู้สึกของตนในครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความสามารถของลูน่า “...พูดกันตามตรงนะครั้งแรกฉันน่ะกลัวใจจะขาด แต่ฉันไม่อยากให้เด็กๆอย่างพวกนายที่ตอนนั้นมีปัญหาอยู่แล้วต้องมีปัญหามากเข้าไปอีก ฉันก็เลยกัดฟันใจแข็งติดต่อกับลูน่าต่อ ถึงตอนหลังฉันจะรู้แล้วว่ามันไม่ได้มีพิษภัยอะไรก็เถอะแต่นั่นก็กินเวลาไปนานทีเดียว จะว่าไปวิวัฒนาการนี่ก็แปลกเนาะ ทั้งๆที่ให้ความสามารถในการทำความเข้าใจคนอื่นและให้คนอื่นเข้าใจในตัวเรากับลูน่า แต่ท้ายสุดผลกลับเป็นตรงกันข้ามซะอย่างนั้น ไม่มีใครยอมเข้าใจและไม่มีใครพยายามจะเข้าใจ หรือว่านี่จะเป็นเพราะพระเจ้าเล่นตลกกันแน่นะ”
    “...ที่นี่มีแต่มนุษย์เท่านั้นครับ” โซลตอบคำพูดล้อเล่นของลูเวียกลับด้วยสีหน้าที่เย็นชา ดวงตาของเขาจ้องตรงไปข้างหน้าด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจคาดเดา ด้วยว่าประโยคสุดท้ายนั้นทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ไม่อยากจะจำขึ้นมา และนั่นทำให้ลูเวียต้องเงียบไปเพราะเธอเองก็รู้ดีว่าแต่ละคนนั้นล้วนแต่มีหนังสือสีดำอยู่ในใจด้วยกันทั้งนั้น

    ใช้เวลาอีกเพียงหนึ่งวัน พวกกระต่ายขาวก็มาถึงริมทะเลดำ ดีนเคยมาที่นี่เพียงสองครั้ง ครั้งแรกมาเพื่อดูลาดเลา อีกครั้งนั้นมาเพื่อทดลองเรือที่เขาสร้างขึ้นมาจากไม้และเศษเหล็ก ซึ่งผลของมันไม่น่าประทับใจนัก เมื่อเรือที่เขาหวังใช้มันข้ามทะเลดำไปค่อยๆละลายหายไปต่อหน้าต่อตา
    พื้นที่ของทะเลดำนั้นไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นเหมือนกับอาณาเขตุแห่งความตายที่ล้อมรอบดินแดนอันแห้งแล้งนี้ไว้ พื้นดินที่ติดต่อกับผืนทะเลนั้นตายเสียยิ่งกว่าตาย สีดันซึมผ่านแผ่นดินเข้ามาหลายเมตรเหมือนกับเลือดที่ซึมผ่านเนื้อผ้าไม่มีผิด ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับที่ๆเคยถูกเรียกว่าบ่อกำเนิดแห่งชีวิตทั้งปวง รู้กันแค่เพียงในตอนนี้มันกลายเป็นต้นกำเนิดแห่งความตายไปซะแล้ว
    “คุณดีนครับ นี่ยาส่วนของคุณ”
    ดีนยื่นมือไปรับพืชสีเขียวที่ถูกบดผสมกับอะไรหลายๆอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน โซลบอกกับเขาว่าทะเลดำนั้นไม่ได้อันตรายแค่การกัดกร่อนเท่านั้น แต่ไอระเหยของมันยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอีกด้วย ยาชุดนี้มีเอาไว้เพื่อป้องกันพิษที่ว่าในช่วงเวลาตลอดการเดินทางข้ามทะเลอันตรายนี้
    “เราจะใช้เส้นทางเดิม มันเป็นจุดที่ไม่ลึก หรือจะว่าไปทะเลสมัยนี้ไม่ลึกเหมือนแต่กก่อนอีกแล้วล่ะมั้งครับ” โซลพูดพร้อมกับเคี้ยวพืชผสมนั้นเข้าไป ดีนเองเมื่อเห็นดังนั้นก็กลั้นใจเคี้ยวตามด้วย ลึกๆก็คิดว่ามันคงจะมีรสชาติขมหรือน่าขยะแขยงน่าดู ทว่ากลับตรงกันข้าม เจ้าพืชที่ว่ากลับอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ และนั้นทำให้เขาหันไปมองเฟย์ด้วยแววตาสงสัยซึ่งโซลที่อยู่ข้างๆเขาก็พยักหน้าตอบว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องแล้ว
    “ลองให้ลูเวียทำสิครับ ผมรับรองว่าพวกเราได้ตายเพราะยาก่อนทะเลดำแน่”
    “ว่าไงนะไอ้เด็กเปรต!” เสียงเขกกระบาลดังขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยฝีมือของลูเวียบนหัวของโซล แต่เด็กหนุ่มกลับเพียงทำหน้าเหยเกเพราะความเจ็บปวดหาได้ใส่ใจหันกลับไปโต้ตอบ
    “ช่างเถอะครับเรื่องหยุมหยิม มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า เราจะใช้เวลาข้ามทะเลดำราวๆสองวัน ระหว่างนั้นห้ามกินห้ามดื่มเด็ดขาด นี่จะเป็นอาหารมื้อสุดท้าย พอกินเข้าไปแล้วให้พยายามถนอมแรงอย่าทำอะไรจนกว่าเราจะเดินทางข้ามไปพ้น เพราะอาหารทุกอย่างมีสิทธิ์ปนเปื้อนไอพิษได้ทั้งหมด ...ผมหวังว่าคุณเคยอดน้ำอดอาหารมาก่อนนะครับ” ดีนยักไหล่แบบไม่ใส่ใจอะไรมาก อย่าว่าแต่สองวันเลย นานกว่านั้นเขาก็เคยมาแล้ว
    “ไม่มีปัญหาครับ แล้วมีเรื่องอื่นที่ผมจะต้องรู้อีกมั้ยครับ” ได้ยินดังนั้นโซลก็ลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจถามอะไรบางอย่างขึ้นมา
    “คุณดีนครับ คุณคิดจะเอายังไงต่อหลังจากที่ข้ามทะเลดำไปแล้ว” คำถามนั้นดูจะเรียกความสนใจจากลูน่าได้มากกว่าดีน ที่จริงเธอเองก็คิดจะถามเพียงแต่สาวน้อยคิดว่าน่าจะรอให้ข้ามทะเลดำไปก่อน
    “ก็คงต้องเดินทางไปเรื่อยๆหาข้อมูลก่อน หรือไม่ก็อาจจะปักหลักอยู่กับที่ไหนสักที่ระยะหนึ่ง รอให้คุ้นเคยแล้วก็คงออกเดินทางเหมือนเดิม เพราะที่อีกฟากนั่นเป็นยังไงผมก็ยังไม่รู้ละเอียด ถ้าฝืนทำอะไรเกินตัวคงจะไม่ดีนัก”
    “ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ไปถึงอีกฟากแล้วผมจะพาคุณไปส่งที่เมืองที่ใกล้ที่สุดให้เอง เอาล่ะครับได้เวลาออกเดินทางกันแล้ว” ทุกคนรีบก้าวเดินขึ้นไปบนหลังของเจ้าตัวยักษ์ จะมีก็เพียงลูน่าที่ยังดูจะลังเลอยู่กับคำตอบของดีนเมื่อครู่

    กิ้งก่ายักษ์เดินทางฝ่าทะเลดำไปด้วยความเร็วที่มากที่สุดเท่าที่มันจะทำได้ เพราะมันเองก็ใช่จะชอบนักกับความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพยายามจะกัดกินร่างของมันอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ตลอดระยะเวลาเดินทางนั้นไอพิษสีดำคุกกรุ่มขึ้นมาเป็นระยะๆตลอดเวลา ทุกคนจำเป็นจะต้องปิดหน้าปิดตาให้มากที่สุดเพื่อป้องกันตนเองจากไอพิษ
    แต่ภายหลังจากที่เดินทางไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดีน ชายหนุ่มเผลอหลับไปทั้งๆที่เพิ่งเริ่มการเดินทาง เหงื่อกาฬเริ่มไหลออกมาจากหน้าของเขา พร้อมกับที่ปากเริ่มพร่ำเพ้ออะไรบางอย่างออกมาเบาๆ เฟย์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องพิษรีบปรี่เข้าไปดูชายหนุ่มทันที และผลที่เธอได้นั้นก็ทำให้โซลตัดสินใจพูดขึ้น
    “ผมจะเร่งบอกให้เขาเร่งเดินทางให้เร็วขึ้นอีก” เขาที่โซลพูดถึงคือเจ้ากิ้งก่ายักษ์ และสาเหตุของความรีบร้อนนั้นคือสิ่งที่เขาไม่ได้คิดล่วงหน้ามาก่อน ดีนไม่มีภูมิต้านทานพิษอยู่ก่อนแล้วเหมือนพวกเขาหรือคนอื่นๆในดินแดนหลังทะเลดำ ที่นั่นทุกคนคุ้นเคยกับพิษอยู่ตั้งแต่เด็กจนโตและมักจะต้องสัมผัสมันอยู่ตลอดเวลา โซลลืมข้อนี้ไปและบอกให้เฟย์เตรียมยาให้กับดีนเหมือนๆกับพวกเขาทั้งๆที่มันไม่ใช่
    “อาการเป็นยังไงบ้างเฟย์”
    “ฉันต้องการพืชตัวอื่น ที่นี่ไม่มี เราต้องรีบขึ้นฝั่งให้เร็วที่สุดถ้าต้องการให้เขาตื่นขึ้นมาเป็นปกติ” หญิงสาวตอบพลางกรอกยาบรรเทาสูตรของเธอลงไปในคอของดีน
    “เกรซ... เกรซ... ไม่ อย่าทำอย่างนั้น” ชื่อของใครบางคนหลุดออกมาจากปากของดีน
    “ใครน่ะ”
    “เขากำลังฝันร้าย...”
    ลูน่าที่ดูจะมีสีหน้าเป็นกังวลที่สุดค่อยเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าผากของชายหนุ่ม และที่นั่นในห้วงแห่งจิตใจเธอก็ได้เห็นหนังสือสีดำเล่มเดิมถูกนำกลับมาตั้งเอาไว้ จะต่างกันก็เพียงครั้งนี้มันไม่มีแล้วซึ่งโซ่ตรวนหรือกุญแจใดๆ ไม่ใช่เป็นเพราะดีนอนุญาติให้เธออ่านมัน แต่เป็นเพราะว่าเขานั้นไร้ซึ่งแรงที่จะพันธนาการมันเอาไว้ต่างหาก หนังสือที่แย้มหน้าของมันออกมาเพียงเล็กน้อยนั้นช่างยั่วยวนให้สาวน้อยเอื้อมมือไปเปิดอ่าน
    ทว่าท้ายสุดแล้วลูน่ากลับตัดสินใจเอามือปิดมันลง สาวน้อยร่างเล็กตัดสินใจแน่วแน่แล้วใช้แรงทั้งหมดดันหนังสือเล่มนั้นให้หายกลับไปในความมืด ทีละน้อยๆ หนังสือที่เป็นความทรงจำอันเลวร้ายค่อยๆจมหายไปก่อนที่เธอจะเปิดเอาหนังสือเล่มใหม่ออกมา หนังสือที่เขียนเรื่องราวอันสนุกสนานและการผจญภัยอันน่าพิศวงเอาไว้ “อลิสกับแดนมหัศจรรย์” หนังสือที่เคยช่วยเธอเอาไว้จากก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง ความทรงจำที่เธออยากจะให้ชายหนุ่มได้อ่านมัน
    ลูน่าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีม่วงมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่ยังคงเต็มไปด้วยเหงื่อ หากแต่ว่าสีหน้าของเขาดูจะไม่ทรมานอีกต่อไปเมื่อฝันร้ายนั้นได้หายไปจากเขาแล้ว
    “เธอทำอะไรน่ะลูน่า” ลูเวียถามด้วยสีหน้าสงสัย แต่สาวน้อยกลับไม่ยอมตอบ เธอเพียงแต่นั่งอมยิ้มอยู่ใกล้ๆปล่อยให้ลูเวียนั่งเดาต่อไปว่าเหตุใดดีนจึงไม่มีความทรมานปรากฏขึ้นมาอีกแล้ว

    ดีนไม่ได้สติอยู่ต่อไปจนกระทั่งพวกกระต่ายขาวพาเขามาจนถึงฝั่ง เฟย์รีบจัดแจงหาพืชที่เธอต้องการอย่างว่องไว เพียงไม่นานยาแก้พิษก็ถูกเตรียมจนเสร็จ และสรรพคุณของมันก็ดูจะเห็นผลทันตาเมื่ออุณภูมิในร่างกายของดีนค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม
    “อีกไม่นานเขาก็คงฟื้น” เฟย์ตอบสั้นๆก่อนที่จะออกไปจัดการหุงหาอาหารต่อเพื่อเติมเต็มท้องที่ไม่ได้กินอะไรมาถึงสองวันเต็มๆ
    “นั่นสินะ อีกไม่นานหมอนี่คงจะตื่นขึ้นมาตกใจกับสภาพรอบๆตัวแน่ๆ วิวแบบนี้ไม่มีทางหาได้หรอกนะ ที่อีกฟากของทะเลดำน่ะ” ลูเวียพูดพลางมองไปรอบๆตัว ที่นี่มีต้นไม้สีดำขึ้นอยู่เต็มไปหมด ดำสนิทแม้แต่ใบที่ควรจะเป็นสีเขียวก็ไม่เว้น ทว่าป่าแห่งนี้กลับยังคงยืนหยัดและมีชีวิตอยู่เหมือนกับพวกเธอในตอนนี้ ป่าสีดำ...
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  6. #16
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    แอบอ่านและติดตามอยู่เรื่อยๆ ครับ ^O^
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  7. #17
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ^
    ^
    ^
    ขอบคุณมากครับ



    ตอนที่
    8 ป่าแห่งความตายและนครแห่งปัญญา

    เบื้องหน้านั้นช่างมืดเหลือเกิน ดีนมองซ้ายขวาเท่าไหร่ก็หาเจอแสงสีขาวและเรื่องราวการผจญภัยอันสนุกตื่นเต้นไม่ ราวกับว่านิยายเรื่องนั้นได้จบลงไปทิ้งเอาไว้เพียงความเศร้าหมองสีดำ ใช่แล้ว นี่คืออดีตของเขาที่อยากจะลืมให้พ้นๆไป ภาพของหญิงสาวผมสีทองดวงตาสีฟ้าลอยเด่นขึ้นมาเบื้องหน้าอีกครา โครงหน้าของเธอยังคงสวยสง่าอยู่เสมอในความทรงจำอันไม่มีวันตายของเขา รอยยิ้มของเธอยังคงเป็นพลังให้เขาอยู่เสมอเหมือนครั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเพียงเธอคนนั้นยังมีชีวิตอยู่
    ร่างไร้วิญญาณเปื้อนไปด้วยรอยเลือดในอ้อมแขนของเขา สหายร่วมรบมากมายที่สละชีพไปเพียงเพราะคำสั่งและอุดมการณ์บ้าๆที่ไม่มีทางเป็นจริง ที่นั่นหมาป่าทะเลทรายได้รู้ตัวว่าแท้จริงแล้วตนเองก็แค่หมาบ้าที่ไม่รู้จักฟังใคร เป็นเพียงวัยรุ่นเลือดร้อนคนหนึ่งที่พาพวกพ้องไปรนหาที่ตาย
    “เกรซ!”
    ดีนตกใจตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อท่วมหน้า ใบหน้าของเขาตื่นตระหนกด้วยภาพที่ไม่อยากเห็นและมือของเขาไขว่คว้าคนตรงหน้าเอาไว้เพียงเพื่อที่จะได้รู้ว่าเธอไม่ใช่ ไม่ใช่คนที่หญิงสาวที่เขาเห็นในฝัน แต่เป็นลูน่าที่กำลังอยู่ในสีหน้าตกตะลึงพอๆกับเขา ร่างเล็กจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีม่วงคล้ายกับจะตั้งคำถามพร้อมกับบอกให้เขาคลายมือที่กำลังบีบไหล่ของเธอแน่นอยู่
    “ขะ ขอโทษครับ...” ชายหนุ่มได้สติ เขารีบปรับสีหน้าของตนใหม่ทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยหรือเข้าใจผิดในการกระทำ “...นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรอครับแล้วนี่เราอยู่ที่ไหน” เขาถามแต่ลูน่ายังคงนิ่งอยู่อย่างนั้นจนเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าท่าทีของเขาเมื่อครู่ทำให้เธอตกใจกลัวหรือเปล่า
    “...คุณโดนพิษของทะเลดำเล่นงานจนหลับไปสองวันค่ะ ตอนนี้เรามาอยู่ที่อีกฝากของทะเลดำแล้ว”
    “พิษ...” แล้วชายหนุ่มก็เริ่มนึกขึ้นมาได้ว่าหลังจากออกเดินทางได้ไม่นานอาการคลื่นไส้และวิงเวียนก็เข้าเล่นงานเขา ก่อนที่ทุกอย่างเบื้องหน้าจะกลายเป็นภาพสีดำ “...แล้วคนอื่นๆล่ะครับ” ลูน่าส่ายหัวพร้อมกับตอบกลับ
    “พวกเราไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนที่นี่ชินชากับพิษไปซะแล้ว อ้อแล้วนี่อาหารค่ะ เฟย์เธอเตรียมเป็นพิเศษเพื่อคุณ เธอบอกว่าถ้ากินแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆภูมิต้านทานพิษมันจะเริ่มสร้างตัวขึ้นเอง” ลูน่ายื่นจานอาหารใส่ของเหลวที่ดูคล้ายซุปสีดำให้กับเขา แม้ว่ารูปร่างภายนอกจะดูไม่น่าทานนักแต่ถ้าเฟย์เป็นคนทำเขาก็มั่นใจว่ามันกินได้ และเมื่อน้ำซุปสีดำสนิทสัมผัสเข้ากับลิ้นเขาก็รู้ว่าคิดไม่ผิด
    “ลูน่า อีกไม่นานเราจะออกเดินทางไปที่โลโกสกันแล้ว...” เฟย์หยุดคำพูดเมื่อเห็นว่าดีนนั้นฟื้นขึ้นมาแล้ว ดวงตาสีฟ้าเย็นชานั้นจิกมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอ่าน แต่ถ้าให้ดีนเดาล่ะก็คำว่าเกะกะคงจะดูเป็นสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ “...เตรียมตัวซะ” ประโยคสุดท้ายนั้นพูดมาที่เขาอย่างแน่นอนชนิดที่ไม่ต้องเดาให้ยาก
    “โลโกส?” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเฟย์นั้นเดินออกจากแคมป์ไปแล้ว
    “ชื่อเมืองหลวงของนักล่าหนังสือค่ะ ที่ๆเป็นเหมือนแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาสุดท้ายของมนุษยชาติ”

    กระต่ายขาวออกเดินทางโดยไม่รอช้า เจ้ายักษ์ใหญ่สี่ขาเดินฝ่าป่าสีดำทมิฬไปอย่างเชื่องช้าโดยมีเจ้าตัวเล็กอีกสองตัวเดินระแวดระวังซ้ายขวาที่ด้านล่างอยู่ตลอดเวลา จากมุมนี้ดีนมองมองลงไปด้านล่างแทบไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำเพราะหมอกที่ดำที่ลอยปกคลุมอยู่ด้านล่าง จะมีก็เพียงซากสัตว์บางอย่างที่ดูคล้ายกับกบขนาดยักษ์ถูกโยนจากเบื้องล่างขึ้นมาใส่ตะกร้าข้างตัวเจ้าสี่ขายักษ์ใหญ่อย่างแม่นยำ ดูท่าทางคำว่าระวังภัยจะไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าสองตัวด้านล่างเอาซะเลย
    “พวกมันกำลังล่าอยู่หรอครับ...”
    “หมอนี่เดินมาตลอดสามวัน อาหารที่ตุนเอาไว้ในท้องใกล้หมดแล้วสองตัวนั้นต้องช่วยกันเติมเต็ม” โซลพูดขึ้นแต่สายตายังคงมองไปด้านหน้าเหมือนเดิม คำว่าเติมเต็มทำให้เขาเริ่มนึกขึ้นมาได้ถึงซากเดียโบลที่หายไปในครั้งนั้น ดูท่าว่าการที่กองกำลังกระต่ายขาวไปที่ซากหอสมุดร้างนั่นจะไม่ใช่เป็นแค่เพียงการไปช่วยลูน่าซะแล้ว
    “ป่าที่นี่เป็นแบบนี้หมดเลยหรอครับ เพราะที่ผมเคยเห็นในหนังสือป่ามันควรจะเป็นสีเขียวไม่ใช่สีดำ”
    “ครับ ส่วนใหญ่ป่าที่นี่เป็นแบบนี้หมด พืชและสัตว์ส่วนใหญ่ใช้ปรุงอาหารไม่ได้ถ้าไม่ใช่คนรู้จริงแบบเฟย์ และเราก็ไม่ควรจะเข้ามาเดินกลางป่าได้แม้จะมีภูมิคุ้มกันพิษถ้าไม่ใช่เพราะเราอยู่สูงเหนือป่าแบบนี้”
    “จะว่ามั้ยครับถ้าผมจะถามว่าเพราะอะไร” โซลหันไปมองสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของดีนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจตอบกลับ
    “ผมเองก็ไม่ทราบครับ ไม่มีหนังสือที่ไหนเขียนเอาไว้ว่าซะด้วยสิครับว่าภัยธรรมชาติสามารถทำให้ป่ากลายเป็นสีดำได้” ดีนยิ้มรับคำตอบแบบไม่ใส่ใจในท่าทีเย็นชาของโซลซักเท่าไหร่ เวลาเพียงช่วงสั้นๆไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าดีขึ้นสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเขาสลบเหมือดกลายเป็นภาระของคนแปลกหน้าที่ว่าถึงสองวันเต็มๆ
    แต่ว่าป่าที่ดีนกำลังเห็นตรงหน้าทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ อะไรที่เปลี่ยนป่าทั้งป่าให้กลายเป็นสีดำพร้อมกับพ่นหมอกพิษออกมาอยู่ตลอดเวลา หรือว่านี่คือกรณีเดียวกับทรายสีดำที่อีกฝากหนึ่ง ทรายพวกนั้นซึมซับเอาพิษจากทะเลดำเข้าไปจนเปลี่ยนกลายเป็นทรายสีดำที่ห้ามแตะต้อง คำถามที่ไม่ให้คำตอบหากแต่เพิ่มคำถามเข้ามาในหัวของเขามากขึ้น แล้วถ้าอย่างนั้นอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทะเลที่ควรจะเป็นสีฟ้ากลายเป็นสีดำสนิทไร้ซึ่งชีวิตแบบนี้ หรือจะเป็นเพราะการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลจำนวนมากเมื่อวันแห่งการชำระล้าง
    [ไม่มีใครให้คำตอบได้หรอกค่ะ...] เสียงของลูน่าดังเข้ามาในหัวของดีน ดูท่าว่าชายหนุ่มจะโดนอ่านความคิดอีกแล้ว
    [อย่าอ่านความคิดของผมให้มากนักนะครับคุณลูน่า ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะได้รับรู้ความคิดคล้ายๆกับครั้งก่อนเอา] ดีนแอบชำเลืองไปมองลูน่าที่นั่งอยู่ด้านหลังพร้อมกับส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นสาวน้อยก็หน้าแดงไปถึงหู
    [ปะ เปล่านะคะ ฉันแค่เห็นคุณกำลังทำหน้าเครียดก็เลยนึกสงสัยขึ้นมาว่ากำลังคิดอะไรอยู่]
    [ผมล้อเล่นครับ แต่ที่คุณว่าไม่มีใครให้คำตอบอะไรได้นั่นหมายความยังไงหรอครับ]
    [หลายปีมานี่มีหนังสือมากมายผ่านตาฉันและมีผู้คนมากมายที่ฉันเฝ้าถาม แต่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้เลย สิ่งเดียวที่ทุกคนรับรู้เหมือนกันคือเรื่องของวันแห่งการชำระล้าง มหาพายุ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด วันแห่งการสิ้นโลกและอารยะธรรมของมนุษย์ ถ้าจะมีสิ่งเดียวที่น่าจะให้คำตอบกับเราได้นั่นก็คงจะเป็นหอสมุดโลก]
    [เพราะอย่างนั้นคุณถึงได้พยายามตามหามัน]
    [ถ้านั่นจะกลายเป็นคำตอบของมนุษยชาติในตอนนี้ล่ะก็ ใช่ค่ะ นั่นคือเหตุผลของฉันแต่อาจจะไม่ใช่สำหรับคนอื่นๆในกระต่ายขาวก็ได้ค่ะ] คำตอบนั้นไม่ได้เหนือไปจากความคาดหมายของเขานัก ชายหนุ่มเพียงเลิกคิ้วถามไปยังลูน่าเป็นการยืนยันก่อนที่สาวน้อยจะยิ้มตอบกลับมาให้ คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ต่อให้มาอยู่รวมกันภายใต้สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์อันสวยหรูแต่นั่นก็เป็นเพียงภาพลวงตาเมื่อแต่ละคนมีหัวใจเป็นของตนเอง
    “เห็นแล้ว นั่นไงเมืองโลโกส” ลูเวียพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปด้านหน้าเรียกให้ดีนหันไปมอง และที่นั่นดีนก็ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าเมืองได้อย่างเต็มปากเป็นครั้งแรก
    กำแพงหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านทอดยาวออกไปในพื้นที่นอกป่าดำ รอบๆเมืองเป็นที่ราบที่เต็มไปด้วยชั้นหินมากมายจนมันดูเหมือนป้อมปราการเสียมากกว่า และภาพจากมุมสูงที่พวกเขายืนอยู่นั้นก็สะท้อนให้เห็นภาพของหอบางอย่างสามหอตั้งสูงขึ้นมาจากพื้น แม้ไม่สูงเหมือนอย่างตึกระฟ้าที่เขาเคยเห็นในหนังสือแต่นั่นก็มากพอที่จะดึงสายตาของเขาให้จมไปกับมันได้
    “นั่นน่ะคือที่อยู่ของสภาแห่งปัญญาพวกสภาสูงที่เป็นเหมือนบรรณลักษณ์ห้องสมุดจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เรียนรู้คัดแยกหนังสือและทำการคัดลอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ปัญญาของมนุษย์ต้องหายสาบสูญไป” ลูเวียตอบเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มดูจะจดจ่ออยู่กับภาพของหอคอยตรงหน้า
    “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมคงต้องหาโอกาสเข้าไปดูข้างในซะแล้ว” ดีนที่ชอบหนังสือเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพูดพร้อมกับยิ้มขึ้นมา แต่โซลที่นั่งอยู่ข้างหน้ากลับปรายตากลับมามองเขาแล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ
    “มีแต่นักล่าหนังสือเท่านั้นครับที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในนั้นได้ ผมเกรงว่าการที่สภาจะอนุญาตให้คนนอกเข้าไปคงจะเป็นเรื่องยากอยู่พอสมควร” ดีนได้ฟังก็ยิ้มตอบกลับแบบก้ำกึ่งด้วยเขารู้สึกว่าท่าทางของโซลเริ่มดูจะไม่เป็นมิตรกับเขามากขึ้นทุกที
    “เพราะนายไปหยอกลูน่าเข้านั่นแหละ...” ลูเวียกระซิบข้างหูของดีนทำให้เขาถึงบางอ้อ ทีแท้ก็น้องชายหวงพี่สาวนี่เอง แต่นั่นแหละยิ่งทำให้เขาอยากจะแกล้งคนมากเข้าไปอีก

    เมื่อพวกเขามาอยู่ในระยะห่างจากตัวเมืองพอสมควรทั้งหมดก็เปลี่ยนไปเดินเท้ากัน ด้วยว่าไม่อยากจะให้ผู้คนในเมืองต้องแตกตื่นกับกิ้งก่ายักษ์กินเนื้อที่ไม่น่าจะเป็นมิตรกับคนได้สามตัวนี้ ลำพังตัวเปล่าระยะแค่นี้ก็คงจะไม่เท่าไหร่ แต่ของมากมายที่ดีนอาสาหิ้วให้นี่สิดูจะหนักเอาเรื่องอยู่ มีห่อผ้าหนังสือประมาณสิบห้าเล่ม อาหารแห้ง รวมไปถึงของที่พวกกระต่ายขาวเก็บมาจากดินแดนฟากที่ดีนเคยใช้ชีวิตอยู่ รวมๆกันก็เล่นเอาคนเดินทางบ่อยอย่างเขายังต้องบ่นหงุบหงิบในใจ
    เมื่อมาถึงหน้าเมืองสิ่งแรกที่ดีนได้เห็นคือประตูไม้ขนาดใหญ่ที่มีกรอบเป็นเหล็ก ด้านหน้ามียามจำนวนหนึ่งคอยตรวจคนที่เดินทางผ่านเข้าเมืองอยู่ตลอดเวลา แต่ละคนนั้นมีดาบและโล่ง่ายๆเป็นอาวุธ จะมีก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถือปืนไรเฟิลจู่โจมเอาไว้ ที่เหลือก็มีธนูที่แต่ละคนพกเอาไว้เป็นอาวุธสำรอง ลูเวียนั้นบอกกับเขาในตอนหลังว่ายามด้านหน้านั้นเป็นเพียงด่านแรกไม่ใช่หน่วยรบที่แท้จริงของเมือง พวกที่ติดอาวุธปืนครบมือนั้นจะถูกให้ไปอยู่ที่ส่วนของหอคอยทั้งสาม เพื่อรักษาสิ่งที่เป็นหัวใจของเมืองเอาไว้
    “เราจะแยกกันตรงนี้...” โซลพูดขึ้นเมื่อเขาเดินผ่านประตูเข้ามาได้ไม่นาน “...จากนี้ไปผมจะไปที่หอคอยกับลูเวียและลูน่าสามคน ส่วนคุณดีน ผมอยากให้คุณช่วยไปเป็นเพื่อนกับเฟย์สักหน่อย”
    “เดี๋ยวก่อนสิครับ ทำไมผมต้อง...” ดีนไม่ค่อยอยากจะอยู่กับเฟย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วรีบแย้งขึ้นมา
    “งานนี้เรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับสภา และท่าทางว่าเราจะต้องออกจากเมืองภายในเย็นวันนี้ ผมเกรงว่าจะปล่อยของพวกนั้นไม่ทันเลยอยากจะให้คุณช่วยจัดการกับมันสักหน่อย แต่ลำพังคุณคนเดียวไม่รู้ลู่ทางคงลำบาก ผมก็เลยวานให้เฟย์ไปช่วยนำทางคุณก็เท่านั้นเองครับ” เหตุผลดูฟังขึ้นแต่สีหน้าของโซลดูจะไม่เป็นอย่างเหตุผลนั้น ส่วนลูน่าที่ยืนอยู่ห่างๆก็ทำได้เพียงยกมือขึ้นเป็นเชิงขอโทษขอโพยก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินหายลับไปทิ้งให้ดีนต้องอยู่กับเฟย์เพียงสองคน
    “เรื่องที่ว่าปล่อยของนี่หมายความว่าให้ผมขายมันใช่มั้ยครับ...” เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกเขาจึงต้องยอมเสี่ยงหันไปถามเฟย์ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาก็มีเพียงการพยักหน้าเบาๆเท่านั้น “...ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยพาผมไปที่ตลาดที่ใกล้ที่สุดทีครับ... ไม่สิเอาเป็นร้านที่พวกคุณไปเป็นประจำดีกว่า”

    เมื่อไปถึงร้านที่ว่า สิ่งแรกที่ดีนทำคือการให้เฟย์เป็นฝ่ายพูดต่อรองโดยมีเขาทำหน้าที่หิ้วของแล้วคอยดูปฏิกิริยาของเจ้าของร้านอยู่ห่างๆ ชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมสนทนาดูสนิทสนมกับเฟย์เป็นอย่างดี และนั่นคือสิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุด เขาไม่คิดว่าหญิงหน้าคมตรงหน้าจะตามคนที่มีอัธยาศัยดีอย่างนี้ได้ทัน
    “นี่ครับคุณเฟย์ ของที่ผมคิดว่าคุณสามารถแลกได้กับของทั้งหมดที่คุณเอามา” ทั้งหมด? ดีนขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจว่าสังหรณ์ของเขาเป็นจริง หากแต่หญิงสาวเพียงดูรายการของแลกเปลี่ยนทั้งหมดแล้วพยักหน้าเพียงเบาๆเท่านั้น
    “เดี๋ยวก่อนครับ” ดีนถือวิสาสะชะโงกหน้าเข้าไปดูรายการของทั้งหมดก่อนที่เทียบกับราคาหน้าร้านที่เขาอ่านมาเมื่อครู่ ทั้งหมดตรงกันอย่างไม่มีผิดและดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะว่า...
    “คุณเฟย์ครับ เราไปดูร้านอื่นกันดีกว่า” ชายผู้เป็นเจ้าของร้านรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
    “ดะ เดี๋ยวสิครับมีอะไรก็ค่อยๆพูดกันก็ได้”
    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่เราจะเอาของหายากพวกนี้ไปประมูล เมื่อครู่ผมเพิ่งเห็นว่าจะมีการเริ่มประมูลที่กลางตลาดตอนพลบค่ำเป็นประจำไม่ใช่หรอครับ”
    “แต่เรา...” ดีนกระแทกศอกเข้าไปเบาๆที่เอวของเฟย์ให้เธอเงียบปากเอาไว้ ก่อนที่หันหน้าไปยิ้มให้กับพ่อค้าตรงหน้า
    “ของหายาก ไม่ทราบว่าคุณ...เอ่อ”
    “ผมชื่อดีนครับ”
    “ครับคุณดีน ไม่ทราบว่าคำว่าของหายากหมายถึงอะไรหรอครับ”
    “ก็ของพวกนี้พวกเราไปเอามาจาก...” ดีนทำท่าเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะก้มไปกระซิบกับเจ้าของร้าน “...อีกฟากของทะเลดำ” เจ้าของร้านหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินคำนั้น ก่อนที่ดีนจะยกเอาเหล้าและหนังสือบางส่วนขึ้นมาให้อีกฝ่ายดู
    “ผมว่าคุณคงไม่เคยเห็น งานเขียนชิ้นนี้เป็นของเก่าแก่ที่เราไปขุดมันขึ้นมาจากหอสมุดร้างที่เต็มไปด้วยสัตว์ปิศาจมากมาย คุณดูสิ มันถูกเก็บรักษามาอย่างดีแทบไม่มีรอยขีดข่วนอยู่ในหมวดวรรณกรรมหายากที่ผมรับรองว่าสภาจะต้องชื่นชอบแน่ และแน่นอนทุกเล่มที่เหลือถ้าคุณตรวจสอบดูให้ดีๆคุณจะเห็นได้เลยว่าผู้แต่งนั้นโด่งดังขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องแค่นี้คงไม่จำเป็นต้องถามอะไรมากมาย และเหล้าขวดนี้ที่คุณตีราคามันแค่เหล้าขาวสามัญทั้งๆที่ข้างขวดมันเขียนคำว่าคอนยักเอาไว้ซะเต็มตาแบบนี้” พ่อค้าเริ่มมีสีหน้าลังเลหากแต่เขายังคงไม่คลายความสงสัย
    “คุณพูดมาซะยืดยาวแต่จะให้ผมเชื่อได้ยังไงว่าคุณไปเอาของพวกนี้มาจากหลังทะเลดำจริงๆ
    “คุณเคยเห็นนี่มั้ย...” ดีนควักเอาหลอดแก้วที่ทำเป็นสายห้อยคอขึ้นมา ภายในนั้นมีเม็ดทรายสีขาวบริสุทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง เพียงแค่เม็ดทราย เม็ดทรายเท่านั้นที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับมองตาค้าง “...ทรายบริสุทธิ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว สีขาวสะอาดไร้ซึ่งสีดำของทะเลเจือปน เพราะทะเลที่เราไปเจอมาอีกฟากนั้นไม่ใช่สีดำ”
    “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ไม่น่าจะมีทรายสีขาวหลงเหลืออยู่ได้ในโลกนี้แล้วนี่”
    “ผมรับประกันกับคุณเลย ว่าของที่คุณเห็นตรงนี้ทั้งหมด มาจากที่ๆเราไปเอาทรายขาวพวกนี้มาเป็นที่ระลึก แต่ถ้าคุณไม่ต้องการผมคงต้องเอามันไปประมูลจริงๆ” ดีนทำท่าจะหิ้วของออกไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้พ่อค้ากลับตะโกนขึ้นมาว่า
    “เพิ่มเป็นสองเท่า ผมให้ราคาเพิ่มเป็นสองเท่า”
    “สามเท่านั้นครับ สามเท่านั้น”
    “ก็ได้ สองครึ่งห้า เจอกันครึ่งทางเถอะครับรับรองว่าครั้งหน้าผมจะบริการคุณเต็มที่แน่นอน”
    “ถ้าอย่างนั้นก็... มาแลกเปลี่ยนกันเถอะครับ”

    และในที่สุดของที่คิดว่าแค่ถือกลับมาก็คงพอดีมือกลับกลายเป็นต้องใช้รถลากขนาดย่อมเพื่อลำเลียงและแน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของดีน ตัวชายหนุ่มนั้นดูมีความสุขเมื่อเขาได้ก้าวแรกมาสู่การเป็นพ่อค้าของที่นี่ แต่เฟย์กลับมีสีหน้าไท่พอใจมาตลอดทาง นั่นเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มพูดความจริงไม่หมด
    “นายโกหก”
    “เปล่าครับ ก็แค่กลยุทธทางการค้า...” ใช่แล้ว เขาไม่ได้ไปเจอทะเลสีครามมาจริงๆ และทรายนั่นก็ไม่ได้มาจากทะเลหากแต่เป็นทะเลทรายต่างหาก “...อีกอย่างคนพวกนี้เป็นพ่อค้าคนกลางที่ผมไม่ค่อยอยากจะปราณีปราศรัยด้วย” นั่นคือสิ่งที่เขาได้ยินมาจากเฟย์ก่อนที่จะมาถึงตลาด ว่าปกติพวกกระต่ายขาวจะไม่แลกหนังสือกับพ่อค้าแต่จะเอาไปให้ที่สภาหนังสือโดยตรง ถ้าไม่ติดว่าที่นั่นจะต้องเสียเวลาหลายวันในการตรวจหนังสือ แต่ที่นี่ขอแค่ผ่านตาก็พอก่อนที่พ่อค้าพวกนี้จะเอาหนังสือไปแลกเปลี่ยนกับสภาหนังสืออีกทีหนึ่ง และสำหรับเขานั่นคือการแปลความหายตรงตัวว่าพ่อค้าคนกลาง
    “รู้มั้ยว่าการกระทำของนายจะทำให้เราลำบาก ถ้าเกิดที่นี่มีทะเลทรายขึ้นมา”
    “ไม่มีหรอกครับ...” ชายหนุ่มตอบด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก่อนจะเริ่มอธิบายออกมา “...คุณรู้มั้ยว่าผมแปลกใจตั้งแต่เห็นบ้านเรือนในเมืองนี้แล้ว ที่นี่ไม่มีกระจกแม้แต่บานเดียว ทั้งๆที่กระจกไม่ใช่ของทำยุ่งยากอะไรขนาดนั้น ถ้าอย่างนั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว พวกคุณไม่มีวัตถุดิบซึ่งนั่นก็คือทราย แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงการพูดเพื่อทำให้พ่อค้าคนนั้นเกิดลังเลใจขึ้นมา หนังสือพวกนั้นที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าคุณเอามาจากที่ไหนบ้าง แต่ผมไม่รู้พวกนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน อ้อ แต่ว่าเหล้านั่นน่ะของจริงนะครับผมรับประกันได้”
    “แล้วเรื่องประมูลนั่น...”
    “ผมรู้ดีว่าพวกคุณไม่มีเวลา แต่ก็อย่างว่า พ่อค้าคนนั้นไม่รู้กับเราใช่มั้ยล่ะครับ”
    “ฉันหมายความว่าแล้วเกิดเขาไม่เล่นด้วยไม่ยอมแลกของๆเราล่ะ” ดีนยักไหล่ขึ้นก่อนจะตอบเธอกลับพร้อมรอยยิ้ม
    “ผมก็จะทำท่าตะโกนบอกร้านอื่นว่าเรามีของจากหลังทะเลดำ คราวนี้รับไม่รับก็ไม่ใช่ปัญหาแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ดีไม่ดีจะแลกได้มากกว่านี้ด้วย” เฟย์ฟังแผนสองของดีนแล้วก็รู้สึกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะหัวเราะออกมาเบาๆ
    “ตาบ้า ถ้านายทำจริงๆล่ะก็ฉันวิ่งหนีจริงๆด้วย” ดีนเห็นสีหน้าของเฟย์แล้วก็นิ่งไปด้วยรอยยิ้มที่ดูหายากและประโยคหยอกล้อที่เขาไม่เคยได้ยิน ก่อนที่เฟย์จะรู้ตัวปรับสีหน้าของตนให้กลับเป็นแบบเดิม
    “ยิ้มบ่อยๆดีต่อสุขภาพนะครับ”
    “กลับไปที่จุดนัดพบกันได้แล้ว ของเยอะเดี๋ยวจะไม่ทันเอา”
    “ครับๆ” ดีนตอบเธอกลับในขณะที่หญิงสาวปรี่เดินนำไปข้างหน้าด้วยไม่อยากให้ชายหนุ่มเห็นสีหน้าหลุดๆของเธอในตอนนี้

    อีกด้านหนึ่ง บนชายหาดสีดำที่ไม่ควรจะมีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ได้ เกราะเหล็กสีเงินกลับค่อยๆย่างเท้าขึ้นมาจากทะเลสีดำที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดที่ตนทำกุญแจดำหลุดมือไป และเขาก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่เมื่อเบื้องหน้าของเขาคืออัศวินในเกราะสีเงินอีกสองคนที่กำลังรอคอยการกลับมาของเขา
    “ท่านแกเบรียล ท่านอัซราเอล ข้าต้องขออภัยที่ไม่อาจแย่งชิงกุญแจดำมาได้ บัดนี้กุญแจนรกนั่นได้ไปตกอยู่ในมือของกระต่ายขาวแล้ว”
    “ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกท่านราฟาเอล เรื่องนี้พระแม่ได้มองเห็นอยู่ก่อนแล้ว แค่ท่านกลับมาปลอดภัยนั่นก็ถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับพวกเราแล้ว” แกเบรียล อัศวินเงินถือโล่เหล็กและดาบมือเดียวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลหากแต่ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
    “เราจะเริ่มออกตามล่ากระต่ายขาวทันทีที่กลับไปถึงเมืองมิเทร่า ที่นั่นคงไม่มีเวลาให้ท่านได้พักผ่อนมากมายนักต้องขออภัยด้วย” อัซราเอลที่ถือหอกขนาดใหญ่อยู่เดินเข้ามาเอื้อมมือไปดึงให้ราฟาเอลขึ้นมาจากทะเลดำก่อนที่ทั้งสามจะมายืนเคียงข้างกัน
    “นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ การพักผ่อนไม่จำเป็นสำหรับข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่จิตใจของข้าเป็นทุกข์เยี่ยงนี้”
    “ถ้าเช่นนั้นเราเร่งออกเดินทางกันเถิด ท่านริดวานและท่านมาริคกำลังรอคอยพวกเราอยู่ เพื่อวันพิพากษาที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า”
    อัศวินเกราะเงินทั้งสามหันหน้าเข้าสู่ป่าดำเพื่อเดินทางกลับไปสู่อ้อมอกของพระแม่ ทว่าป่าดำนั้นกลับไม่เหลือเค้าเดิมของมันเลยแม้แต่น้อยเมื่อมันถูกถางเป็นทางยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา สัตว์ร้ายน้อยใหญ่ที่เป็นดังผู้ล่าประจำป่ากลับกลายเป็นเพียงเศษซากกองอยู่ตลอดทางที่ทั้งสามเดินผ่าน ไม่มีใครหน้าไหนหยุดพวกเขาได้ ไม่เคยมีและจะไม่มีวันมี เพราะพวกเขาคืออัศวินผู้พิทักษ์พระแม่
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  8. #18
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    หายไปไหนแล้ว!?
    ยังติดตามอยู่นะครับ = =
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  9. #19
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ยังอยู่ครับ แค่อาทิตย์ก่อนหน้าเบี้ยว แฮะๆ
    ที่จริงคือมีโอทีค่อนข้างเยอะแหละครับ บางวันต้องทำ 4-5 ชั่วโมง
    เสาร์อาทิตย์จะแต่งก็พาลไม่มีแรงอยากนอนกลิ้งอย่างเดียว
    แต่แต่งต่อแน่นอนครับไม่ต้องห่วง สองอาทิตย์คือระยะเว้นช่วงที่นานที่สุดแล้ว
    เพราะปกติถ้าไม่ลงนั่นหมายความว่าแต่งได้แค่ครึ่งตอน ไม่ค่อยอยากจะใช้ระบบเปอร์เซ็นต์เอาให้จบๆแล้วลงเลยดีกว่า
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  10. #20
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 9 หนังสือดำ

    หอคอยสูงสามหอกลางเมืองโลโกสนั้นแท้จริงเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เมื่อในความเป็นจริงนั้นพวกมันไม่ใช่หอคอยหากแต่เป็นห้องใต้ดินที่ถูกขุดลึกลงไปเบื้องล่างผืนปฐพี ความลึกของมันนั้นมิอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดเพราะเพียงเมื่อมองลงไปเบื้องล่างสิ่งที่เห็นก็มีเพียงความมืดและแสงจากตะเกียงเล็กๆที่ดูราวกับดวงดาวยามค่ำคืนเท่านั้น
    ห้องใต้ดินอันเป็นแหล่งรวบรวมหนังสือทั้งสามถูกจัดเป็นหมวดหมู่อย่างง่ายๆ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภาษาศาสตร์ ที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ก็จะถูกแยกย่อยลงไปตามแต่บรรณลักษณ์ประจำหอคอยจะพิจารณา และที่แต่ละหอก็จะมีเหล่านักคัดลอกหนังสือคอยคัดลอกหนังสือที่คิดว่าสำคัญหรือมีจำนวนน้อยด้วยกระดาษหยาบๆและน้ำหมึกเพื่อเผยแพร่และเก็บรักษา
    ลูน่ามองไปยังเหล่านักคัดลอกผู้ทำงานอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยด้วยแววตาขอบคุณ หากแต่ในใจก็รู้สึกสงสารเมื่อหลายคนในนี้ไม่ได้เต็มใจนักที่จะมาทำงานนี้ หากแต่เขาไม่มีทางเลือกมากนักในการที่จะต้องเอาชีวิตรอดในดินแดนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแบบนี้ ที่ๆมีแต่พ่อค้าและนักล่าหนังสือเท่านั้นที่ได้รับความเป็นเอกสิทธิ์ชน
    ราวกับประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไม่ว่ามนุษยชาติจะเดินไปข้างหน้าไกลแค่ไหนหรือได้รับบทเรียนมากมายเพียงใด แต่ท้ายสุดแล้วพวกเราก็พร้อมเสมอที่จะย่ำลงไปซ้ำรอยเดิมอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย นี่เป็นเพราะเราเป็นมนุษย์หรือนี่คือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตกันแน่ ลูน่าเองก็ไม่อาจให้คำตอบได้ ในตอนนี้หน้าที่ของเธอมีเพียงการตามหาหอสมุดโลกให้เจอเพื่อเริ่มต้นวันเวลาแห่งมนุษยชาติใหม่เท่านั้น หากมีปัญญาไม่ว่าสิ่งใดมนุษย์ก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ เธอเชื่อเช่นนั้น
    ทางเดินเบื้องหน้าเต็มไปด้วยแสงจากตะเกียงมากมายจนดูราวกับมีใครเอาดวงอาทิตย์มาใส่ไว้ในทางเดินสีขาว สาวน้อยเดินนำไปเบื้องหน้าโดยมีลูเวียและโซลเดินขนาบข้างมาด้วยกัน ยามมากมายในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์และปืนดินดำแบบเก่าแก่ที่ไม่มีการลงเกลียวปากกระบอกปืนยืนเรียงรายราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาของพวกเขา และเบื้องหน้าสุดทางเดินนั้นคือประตูสีขาวสลักเอาไว้ซึ่งลวยลายวิจิตรบรรจงซึ่งเป็นที่อยู่ของกลุ่มคนที่พวกเขาต้องการมาพบในวันนี้
    บานประตูถูกเปิดออกอย่างช้าๆแล้วภาพทางเดินทอดยาวไปยังบรรลังก์ทั้งสามก็ปรากฏมาตรงหน้า บรรลังก์แห่งปัญญาอันเป็นที่อยู่ของผู้เฒ่าผู้ก่อตั้งสภาแห่งปัญญาและริเริ่มการล่าหนังสือขึ้น ผู้เฒ่าที่ไร้ซึ่งนามและใบหน้า พวกเขาซ่อนร่างอันแก่ชราเอาไว้ภายใต้ชุดคลุมสีขาวและเครื่องประดับสีทอง รวมไปถึงหน้ากากสีทองที่สลักลวดลายเอาไว้ให้เห็นพอได้รู้ว่าใครเป็นใคร
    “ยินดีต้อนรับกลับและยินดีด้วยกับความสำเร็จของพวกเจ้ากระต่ายขาว”
    “ข่าวมาเร็วเหลือเกินนะคะ ทั้งๆที่เรายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเลย” ลูน่าตอบกลับผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บรรลังก์กลางด้วยรอยยิ้ม หากแต่แฝงเอาไว้ด้วยความเคลือบแคลงใจ
    “หากว่าไม่สำเร็จพวกเจ้าคงไม่กลับมา ใช่หรือไม่”
    ลูน่านิ่งไม่ตอบกลับผู้เฒ่าเบื้องซ้ายหากแต่ส่งสายตาไปบอกให้ลูเวียนำเอาเอากุญแจเอาออกมา หญิงสาวพยักหน้ารับคำแล้วถอดเอาสร้อยคอออกมาก่อนจะนำเอาสิ่งที่อยู่ในถุงผ้าที่ห้อยอยู่ยกขึ้นมาให้ผู้เฒ่าทั้งสามเห็น วัตถุทรงสี่เหลี่ยมยาวสีดำสนิทสักลวดลายมากมายสะท้อนแสงตะเกียงโดยรอบจนดูวาววับ และนั่นก็ทำให้ทั้งสามไม่อาจนั่งติดบรรลังก์ น้ำเสียงของพวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยความปิติยินดีก่อนที่จะหันกลับมาทางพวกกระต่ายขาวอีกครา
    “เช่นนั้นพวกเจ้าจงส่งมันมาให้พวกข้า พวกเราต้องออกตามหาหอสมุดโลกให้เร็วที่สุด” น้ำเสียงจากบรรลังก์เบื้องขวานั้นแสดงความใจร้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด และโซลก็ไม่ชอบใจเอาซะเลย
    “ผมจำได้ว่าที่สัญญากันเอาไว้ไม่ใช่อย่างนี้...” เขาพูดก่อนจะออกเดินไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วจ้องมองไปยังผู้เฒ่าตรงกลาง “...เราจะเป็นคนหาหอสมุดโลกเอง เพียงลำพัง”
    “หนังสือดำนั่นคือสมบัติของพวกเราทุกคน เหตุใดเจ้าจึงยืนกรานหนักแน่นว่าต้องการไปเพียงลำพัง”
    “หนักแน่นหรือไม่ไม่สำคัญครับ แต่พวกท่านได้สัญญากับพวกเราเอาไว้แล้วว่าจะส่งหนังสือเล่มนั้นให้กับพวกเรา” สายตาของโซลนั้นไม่มีความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
    “อีกอย่างการที่พวกเราไปเพียงลำพัง ดิฉันคิดว่านั่นน่าจะเร็วกว่าการส่งมือสมัครเล่นติดตามพวกเราไป หรือท่านไม่ไว้ใจคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถข้ามทะเลดำไปได้อย่างพวกเรา” ลูเวียพูดเสริมขึ้นและนั่นทำให้ผู้เฒ่าต้องถอนหายใจออกมา
    “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะสัตย์สาบานได้หรือไม่ว่าเจ้าจะต้องแจ้งพวกข้าทันทีหากเจ้าคนพบหอสมุดโลกแล้ว พวกเจ้าจะไม่นำมันไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหากแต่นั่นจะเป็นไปเพื่อมนุษย์ชาติ”
    “เจ้า...” ผู้เฒ่าเบื้องซ้ายคิดจะแย้งขึ้นหากแต่คนกลางกลับยกมือขึ้นห้ามเอาไว้
    “ว่าอย่างไรล่ะ”
    “นั่นคือจุดประสงค์ของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าท่านจะพูดมันออกมาหรือไม่ แต่หากท่านต้องการสัตย์สาบาน ฉัน ลูน่า ก็ยินดีที่จะสาบาน ว่าพวกเราจะไม่มีวันใช้หอสมุดโลกเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นอันขาด” สาวน้อยยืนยันหนักแน่น ห้องทั้งห้องพาลเงียบสนิทจนกระทั่งคำยืนยันหลุดออกมาจากปากของผู้เฒ่าบรรลังก์กลาง
    “ถ้าเช่นนั้นตามพวกข้ามา”
    ประตูเบื้องหลังบรรลังก์ถูกเปิดออก หรือที่จริงต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่พวกลูน่ารู้ว่าเบื้องหลังของบรรลังก์นั้นคือประตู และเมื่อทั้งสามเดินตามผู้เฒ่าของสภาแห่งปัญญาเข้าไป พวกเขาก็ได้พบกับหนังสือสีดำที่มีขนาดไม่ต่างไปจากหนังสือทั่วไป หากแต่มันกลับมีลวดลายแบบเดียวกันกับกุญแจสลักอยู่ทั่วไปหมด และเมื่อลูน่าเอื้อมมือไปสัมผัสมัน ความเย็นของโลหะที่ส่งผ่านขึ้นมาก็ทำให้หญิงสาวได้รู้ว่านี่ไม่ใช่หนังสืออย่างที่มันถูกเรียก
    “เรารู้แค่เพียงว่าของทั้งสองสิ่งต้องมาอยู่รวมกัน เจ้าจะส่งกุญแจดำมาให้ข้าก่อนจะได้หรือไม่ ข้าจะแสดงมันให้พวกเจ้าดู” ลูเวียนั้นลังเลแต่ลูน่ากลับพยักหน้าบอกให้เธอทำตาม ไม่มีประโยชน์หากพวกเธอไม่รู้วิธีใช้งานมัน ดังนั้นมันจึงดีที่สุดที่จะให้พวกผู้เฒ่าที่เป็นผู้คนพบหนังสือดำและวิธีใช้งานมันได้เป็นผู้สาธิต
    มือในถุงมือสีขาวสนิทรับเอากุญแจสีดำมาจากลูเวีย ก่อนที่เขาจะพิจารณามันอยู่พักหนึ่งด้วยความรู้สึกชื่นชม และเมื่อเขาลิ้มรสชาติความปิติยินดีนั้นจนเป็นที่พอใจแล้ว กุญแจดำก็ถูกวางตั้งลงตรงกลางหนังสือดำตรงรอยสลักรูปสี่เหลี่ยมที่ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันรและกัน แล้ววินาทีต่อมาแสงสีขาวก็วิ่งวนไปทั่วลายสลักของทั้งหนังสือและกุญแจ
    เสียงบางอย่างคล้ายโลหะเล็กๆกระทบกันดังขึ้นแล้วพริบตาหน้าหนังสือก็ถูกยกขึ้นตามกุญแจสีดำอย่างน่าประหลาด กลไกภายในที่พวกเขาไม่อาจรับรู้ทำงานเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องส่งแสงสีขาวจากหน้าหนังสือด้านล่าวงสู่ด้านบนเป็นเหมือนกับแสงที่วิ่งขนาดกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไม่นานภาพและตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์
    “กำลังทำการรีบูท... ระบบกรุณา... รอสักครู่...” เสียงบางอย่างดังออกมาจากหนังสือดำอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงของผู้หญิงที่ดูขาดๆหายๆอย่างน่าประหลาดก่อนที่ไม่นานมันจะดูต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติเหมือนกับเสียงของคนปกติทั่วไป “ข้อมูลผู้ใช้งานเก่าถูกยกเลิกทั้งหมดแล้วเนื่องจากความเสียหายของฐานข้อมูลหลัก กลับไปใช้ฐานข้อมูลควอนตั้มสำรอง กำลังทำการรับรอง การรับรองเสร็จสิ้น ยินดีต้อนรับค่ะท่านผู้บัญชาการ กรุณาระบุชื่อของท่านเพื่อการลงทะเบียนใช้งานใหม่ด้วย”
    ลูน่าอึ้งไปชั่วขณะด้วยไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ในขณะที่คนอื่นๆเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันเมื่อได้เห็นตัวตนของหนังสือดำเป็นครั้งแรก ภาพประหลาดที่เหมือนเวทย์มนต์นั้นยังคงลอยอยู่กลางอากาศ ตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้าของลูน่าคือสิ่งที่ถูกเรียกว่าภาษาอังกฤษอย่างแน่นอน นั่นเองที่ทำให้เธอรู้สึกขนลุกขึ้นมาเมื่อได้รับรู้ว่าวิทยาการในสมัยก่อนนั้นเคยพามนุษยชาติไปถึงจุดใดมาก่อน หากแต่ถ้อยคำลึกลับเมื่อครู่นั้นกลับยังคงสร้างความกังขาให้กับเธอ
    “ท่านผู้บัญชาการ กรุณาระบุชื่อของท่านเพื่อทำการลงทะเบียนด้วย” เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งตอกย้ำว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง แม้สำเนียงจะผิดจากคนในยุคสมัยนี้ไปบ้างแต่ไม่ผิดอย่างแน่นอน หนังสือเล่มตรงหน้ากำลังเรียกร้องหาเจ้าของๆมัน จะติดก็เพียงคำว่าท่านผู้บัญชาการเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย และในตอนนั้นเองที่สาวน้อยเหลือบไปเห็นผู้เฒ่าคนกลางกำลังทำท่าจะขยับตัวพูดบางอย่างออกมา หากแต่เธอไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
    “ลูน่า!”
    “โลโกส!” ราวกับทั้งคู่กำลังตะโกนแข่งกัน ไม่มีใครรู้ว่าใครพูดออกมาก่อนกันหรือหนังสือเล่มตรงหน้าจะจับใจความของทั้งคู่ได้หรือไม่ ความเงียบมาเยือนอีกคราเมื่อคำว่ากำลังลงทะเบียนปรากฏขึ้นมากลางอากาศ แล้วในที่สุดคำตอบของหนังสือดำก็ดังออกมา
    “การคัดแยกเสียงและการระบุตัวตนเสร็จสิ้น ยินดีต้อนรับค่ะท่านผู้บัญชาการลูน่า ท่านสามารถกรอกรายละเอียดการใช้งานได้ในทันทีหรือใช้งานระบบก่อนเพื่อภารกิจของท่าน...”
    “นี่เจ้า...” น้ำเสียงที่ดูไม่สบอารมณ์นั้นทำให้ลูน่ายิ้มออกมาเล็กๆ
    “เท่านี้ท่านคงไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากจะให้เรายืมหนังสือดำแล้วล่ะนะคะ”
    “ตามใจเจ้า ยังไงซะมันก็แค่การทดลองเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เจ้านำหนังสือดำไปกับเจ้าแล้วออกไปจากที่นี่ได้แล้ว เวลาเราเหลือไม่มากเท่าไรนัก พวกหน่วยสอดแนมเพิ่งกลับมาจากลาดตระเวนเมื่อวาน พวกพระแม่เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวลือเรื่องวันพิพากษาเป็นเรื่องจริง” ลูน่านั้นหามีสีหน้าตกใจกับข่าวนั้นไม่ เธอเพียงเดินเข้าไปที่หนังสือดำแล้วบอกให้มันปิดตัวลงก่อนที่เธอจะหยิบทั้งหนังสือทั้งกุญแจกลับมา
    “เราต้องทำสำเร็จแน่นอนค่ะ พวกท่านไม่ต้องห่วง”

    ไม่มีคำตอบใดๆดังกลับมาจากผู้เฒ่าหวงสมบัติทั้งสาม ลูน่าเพียงเดินนำโซลและลูเวียออกไปจากหอคอยอย่างช้าๆ ผ่านหนังสือมากมายมหาศาลที่ถูกรวบรวมมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักล่าหนังสือ พร้อมกับความคิดที่ว่าจะดีเพียงใดหากการล่านั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อหนังสือทั้งหมดบนโลกถูกรวบรวมได้ครบ พลันสาวน้อยก็กอดหนังสือดำและกุญแจดำเอาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว เธอกำลังหวาดกลัวความจริง
    “นายได้ยินที่หนังสือดำพูดเมื่อกี้มั้ยโซล”
    “คำไหนล่ะ เจ้าหนังสือดำนี่จ้อซะจนผมนับประโยคไม่ได้ด้วยซ้ำ”
    “คำว่าผู้บัญชาการ...” โซลและลูเวียเงียบไปทันที ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ทันสังเกตคำเรียกประหลาดนั้นจากหนังสือดำ เพียงแต่พวกเขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน “...เจ้านี่ถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่”
    “ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องรับรู้ตอนนี้นี่ลูน่า ไม่ว่าเจ้านี่จะเคยถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรแต่ในตอนนี้หน้าที่ของมันมีเพียงช่วยเราหาหอสมุดโลกเท่านั้น เธอไม่จำเป็นต้องไปคิดอะไรให้มากความหรอกลูน่า” ลูเวียพูดขึ้นพร้อมกับขยี้มือลงบนหัวของสาวน้อยร่างเล็ก
    “ว่าแต่พวกผู้เฒ่านี่ปล่อยเราไปง่ายจังนะ ทั้งๆที่ผมได้ยินใครบางคนพูดคำสาบานไม่หมดแท้ๆ” โซลหันไปมองลูน่าและเธอก็มองเขาตอบด้วยสายตาของพี่น้องที่รู้ใจกัน ใช่เธอไม่ได้พูดคำว่ารายงานไปในคำสาบานนั่น
    “ต่อให้ฉันไม่พูดพวกเขาก็มีเฟย์อยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นพวกเขาถึงได้ยอมปล่อยเราออกมาง่ายๆยังไงล่ะ”
    “ผมล่ะสงสัยจริงๆว่าระหว่างผู้เฒ่าพวกนั้นกับพี่ลูน่า เฟย์จะฟังใครมากกว่ากันกันแน่” ลูน่าอมยิ้มไม่ตอบอะไรก่อนจะเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่ได้ตกลงกันเอาไว้
    “ถ้าเราได้เจอหอสมุดโลกเร็วๆก็ดีสิ”
    แม้จะพูดออกมาเช่นนั้นแต่ความกังวลในใจของลูน่ายังคงไม่จางหายไป มีคำถามมากมายที่เธออยากจะถามผู้เฒ่าทั้งสามแต่ไม่อาจจะพูดออกไปได้ พวกเขารู้ได้ยังไงถึงวิธีการใช้หนังสือดำ พวกเขารู้ได้ยังไงว่าหนังสือดำสามารถนำพาไปยังหอสมุดโลกได้ พวกเขารู้ได้ยังไงว่าหนังสือดำจำเป็นต้องอาศัยกุญแจ เพียงมองจากภายนอกไม่มีทางที่คนสมัยนี้จะรู้ได้เลยว่ามันคืออะไรแท้ๆ แต่ทั้งสามกลับรู้ และคำถามสำคัญที่ลูน่าอยากจะถามทั้งสามมากที่สุดพอๆกับที่โซลและลูเวียอยากจะเอ่ยปากถามออกไปเช่นกัน... ทำไมเธอถึงอ่านพวกเขาทั้งสามคนไม่ได้?

    ที่จุดนัดพบ ดีนและเฟย์กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วพร้อมกับเจ้าตัวยักษ์และเจ้าตัวเล็กทั้งสอง ลูน่าเคยอยากจะเรียกชื่อของเจ้าสามตัวนี้ไม่ใช่แค่เจ้าตัวใหญ๋ตัวเล็กแต่เมื่อเธอเอ่ยปากถามโซล คำตอบนั้นกลับทำให้เธอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเรียกพวกมันอย่างนี้ต่อไป “...มนุษย์ออกเสียงชื่อของพวกเขาไม่ได้หรอก เอาไว้ถ้าพี่ส่งเสียงออกมาในย่านความถี่สูงได้เมื่อไหร่ค่อยมาถามผมอีกทีก็แล้วกัน...” เป็นคำตอบที่ไร้หนทางอย่างแท้จริง
    ทันทีที่พวกของลูน่ากลับมาถึงสิ่งแรกที่ทำให้ทุกคนตกใจคือของกองโตที่ดีนหามาได้ และเมื่อได้ฟังเรื่องราวอย่างคราวๆจากปากของลูน่าก็ทำให้โซลเริ่มรู้สึกยอมรับู้ชายตรงหน้ามากขึ้นมาอีกนิด ส่วนลูเวียนั้นเพียงเอ่ยปากชมออกมาอย่างง่ายๆ ในขณะที่ลูน่าพูดอะไรไม่ออกเพราะข้าวของมันเยอะเสียเหลือเกิน
    “ถือซะว่านี่เป็นของตอบแทนเล็กๆของผมก่อนที่เราจะจากกันก็แล้วกัน...” ดีนพูดขึ้นและนั่นทำให้ลูน่ารู้สึกตัวขึ้นมา “...ที่จริงต้องขอบคุณพวกคุณมากกว่าที่ให้โอกาสผม เจ้าของร้านที่ผม ผมเลยได้ทำความรู้จักกับพ่อค้าในเมืองและได้ก้าวแรกที่ง่ายกว่าทุกครั้ง”
    “นายจะไปตอนไหน” ลูเวียถามขึ้นมา
    “ก็คงจะเป็นเย็นนี้เลยแหละครับ ผมคงจะเดินดูในเมืองต่ออีกพักใหญ่หาลู่ทางกับข้อมูล ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหนแต่ผมหวังเอาไว้ว่าครั้งหน้าพวกเราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก” ลูเวียชะโงกหน้าไปดูด้านหลังก็เห็นว่าข้าวของๆชายหนุ่มถูกแพ็คลงไปในเป้สีทรายตัวเก่งของเขาเรียบร้อยแล้ว สมกับเป็นมืออาชีพ ไม่มีลังเล ไม่มีผูกพัน สัญญาว่าแค่ไหนก็แค่นั้น ตรงไปตรงมาแต่ก็สามารถเจ้าเล่ห์ได้เมื่อถึงคราวจำเป็น เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชายคนนี้ถึงได้เอาชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวในแดนแห่งทะเลทรายนั่น
    “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอให้คุณโชคดี” ลูเวียยืนมือไปกระชับกับมือของอีกฝ่ายพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่ชายหนุ่มจะสะพายเป้ขึ้นหลังแล้วออกเดินไปข้างหน้า ทว่าตอนนั้นนั่นเองลูน่ากลับวิ่งเขาไปรั้งแขนของเขาเอาไว้
    “มาด้วยกันเถอะค่ะคุณดีน!” ลูเวียและเฟย์ดูจะไม่แปลกใจ แต่โซลกลับจ้องไปที่การกระทำของลูน่าตาเขม็ง “ฉันอยากจะให้คุณเข้ามาร่วมกับกองกำลังกระต่ายขาวของเรา คือตอนนี้เรากำลังขาดคนเจรจาต่อรองอยู่ถ้าเป็นไปได้ฉัน...”
    “ขอบคุณจริงๆครับแต่ผมคงต้องปฏิเสธ ผมอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดและผมก็ชอบที่จะทำงานคนเดียวมากกว่า”
    “เกรซ...” ชื่อที่สาวน้อยพูดออกมาทำให้ดีนต้องนิ่งไป เขาจ้องมองไปที่ดวงตาของสาวน้อยตรงหน้าด้วยความสงสัย รอให้เธอเป็นฝ้ายพูดออกมา “...ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะอ่านคุณ แต่ตอนนั้นคุณเพ้อไข้มากและฉันต้องการจะเปิดหนังสือเล่มใหม่ให้คุณได้อ่านเพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องทรมาน ฉันอ่านมันได้ไม่หมดหรอกค่ะ ฉันเห็นแค่หน้าของเธอและพวกพ้องของคุณ ฉันเห็นแค่รอยเลือดและสีดำที่คุณป้ายลงไปบนความทรงจำนั้น”
    “เรื่องมันนานมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพิษผมคงไม่คิดถึงมัน”
    “ไม่หรอกค่ะ ความทรงจำนั้นยังคงติดแน่นอยู่ในใจของคุณและนั่นทำให้คุณอยากจะอยู่ตัวคนเดียว แต่ฉันอยากให้คุณจำเอาไว้อย่างหนึ่ง...” ลูน่าหันไปมองสมาชิกที่เหลือในทีมทีละคนๆ ก่อนจะหันกลับมามองดีนอีกครั้ง “...ฉันรับรองว่าจะไม่มีทางเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นอีก เพราะที่นี่คุณไม่ใช่หัวหน้าแล้ว ไม่ใช่หมาป่าทะเลทรายอีกแล้ว ที่นี่ฉันคือหัวหน้าและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องรู้สึกรับผิดชอบอะไรอีก ฉันแค่ต้องการให้คุณอยู่กับพวกเรา เดินทางไปกับพวกเราในฐานะกระต่ายขาว ความทรงจำมันลืมไม่ได้แต่เราสร้างมันใหม่ได้ ฉันไม่อยากให้ดีๆอย่างคุณติดอยู่กับเบื้องหลังจนไม่ยอมเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้น...” ดีนยิ้มออกมาก่อนจะวางมือลงไปลูบบนหัวของลูน่าเบาๆ
    “ถ้าคุณเห็นว่าคนอย่างผมยังมีประโยชน์อยู่ละก็ ได้ครับ ผมจะร่วมเดินทางไปกับคุณ”
    เสียงชิดังออกมาเบาๆจากปากของโซล ส่วนลูเวียก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองบนหลังของเจ้าตัวใหญ่ ที่นั่นเธอยังเห็นหนังสือของดีนที่ไม่ถูกแพ็ควางเอาไว้อยู่ส่วนหนึ่ง จะเป็นเพราะว่าเขาไม่คิดจะแบกของหนักๆไปด้วยตอนเดินทาง หรือเพราะเขาอยากจะทิ้งเอาไว้ให้กระต่ายขาวได้ดูเป็นของต่างหน้ากันแน่ แต่ลูเวียก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจพร้อมกับความคิดที่ว่า...
    “หึๆ เจ้าเล่ห์เมื่อถึงคราวจำเป็นหรือเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลากันแน่นะหมอนี่”

    เวลาพลบค่ำมาถึงแต่กระต่ายขาวยังคงออกเดินทางอย่างไม่ลดละ หนังสือดำถูกเปิดออกมาอีกครั้งพร้อมกับคำถามมากมายจากลูน่าและบรรดาสมาชิกในทีมที่บอกให้เธอถามมัน โดยเฉพาะดีนที่ดูจะใคร่รู้เป็นพิเศษ
    “ถ้าอย่างนั้นมีแค่ฉันคนเดียวที่สามารถใช้งานเธอได้อย่างนั้นหรอ?”
    “ค่ะ แต่หากท่านผู้บัญชาการต้องการ ท่านสามารถถ่ายโอนอำนาจการสั่งการให้ใครก็ได้ทุกเมื่อ และหากเป็นข้อมูลระล่างดิฉันยินดีที่จะให้ท่านลงทะเบียนผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านกับระบบได้”
    “เรื่องมากกว่าที่คิดแฮะ” ลูเวียพูดขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าเห็นด้วยของแต่ละคน
    “ผมว่าตอนนี้เราก็ไร้สาระมามากพอแล้ว ทำไมเราไม่ลองถามมันอีกครั้งล่ะครับ ว่าหอสมุดโลกอยู่ที่ไหนกันแน่”
    “ก็ได้ๆ แต่ฉันว่าผลก็คงเป็นเหมือนเดิมนั่นแหละ หนังสือดำ เธอช่วยบอกตำแหน่งของหอสมุดโลกให้พวกฉันที” หนังสือดำเงียบไปนานก่อนที่มันจะตอบกลับมาด้วยเสียงเรียบๆที่ดูไร้ชีวิต
    “ไม่สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมดวงใดได้ ไม่สามารถยืนยันตำแหน่งปัจจุบันของโครงการหอสมุดโลกได้ จะแสดงตำแหน่งล่าสุดออกมาแทนผ่านแผนที่มาตรฐานของโลก” ภาพของแผนที่โลกถูกแสดงขึ้นพร้อมกับจุดสีแดงแสดงที่ตั้งของสิ่งที่น่าจะเป็นหอสมุดโลก
    “ไอ้นี่มันพังรึเปล่า?” ลูเวียถามด้วยความสงสัยเมื่อตำแหน่งที่กำลังแสดงให้พวกเธอได้เห็นนั้นคือกลางมหาสมุทรหรือสิ่งที่เคยเป็นมหาสมุทร ที่จริงจะว่าไปในตอนนี้แผนที่อันนี้ก็คงไม่สามารถใช้ได้แล้วเพราะวันแห่งการชำระล้างได้เปลี่ยนโลกจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ
    “ผมว่าเราไม่น่าจะด่วนสรุปนะครับ วิทยาการของพวกเราสมัยก่อนนั้นล้ำหน้าถึงขนาดที่สามารถตั้งเมืองกลางมหาสมุทรได้แล้ว ไม่แน่ว่าหอสมุดโลกที่พวกคุณต้องการอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่ว่าก็ได้”
    “ยังรอบรู้ไม่เปลี่ยนเลยนะนายน่ะ” ลูเวียชมดีนแต่เขากลับไม่รู้สึกว่านั่นเป็นคำชมสักเท่าไหร่
    “ถ้าอย่างนั้นคุณหนังสือ คุณช่วยพยายามหาดาวเทียมที่ยังใช้ได้อยู่แล้วบอกตำแหน่งปัจจุบันให้เรารับรู้ได้มั้ย” คำถามซื่อๆเหมือนอย่างครั้งที่แล้วถูกพูดออกมาก่อนที่หนังสือดำจะรับคำแล้วพยายามหาดาวเทียมที่ไม่รู้ว่าจะยังเหลืออยู่บนฟ้าอยู่สักดวงรึเปล่าต่อไป “เอาล่ะเรามาลองถามเรื่องอื่นกับหนังสือแสนรู้นี่กันต่อดีกว่า ไหนใครอยากจะรู้อะไรบ้าง?” ทุกคนต่างยกมือขึ้นแทบจะพร้อมกันแม้แต่โซลที่ดูจะคัดค้านการกระทำที่ดูจะไร้สาระมาตลอด จนไปถึงเฟย์ที่ดูไม่น่าจะสนใจหนังสือพูดได้แต่แท้จริงแล้วเธอเองก็อยากลองของใหม่เหมือนกัน
    “ฉันขอดูสิงโตอีก”
    “ฤดูหนาว”
    “แฟชั่น เมื่อกี้ฉันเห็นนะว่าเจ้าหนังสือเล่มนี้มีบันทึกเอาไว้ด้วย” แต่ละคนพูดออกมาอย่างรวดเร็นจนดีนพูดไม่ทัน แต่แน่นอนว่าคนตัดสินใจได้มีแค่ลูน่าเท่านั้น
    “ไม่ล่ะคะ ฉันอยากดูอันนี้ ชื่อมันดูเท่ห์ดีน่าจะสนุก หนังสือดำ เปิดไฟล์โอเปอร์เรชั่นดราก้อนฟอลที!” ลูน่าบอกไปยังหนังสือด้วยความตื่นเต้น ด้วยเธอคิดว่านั่นน่าจะเป็นนิยายหรืออะไรสักอย่างเหมือนกับที่เธอได้ถามไปยังข้อมูลสำรองของหนังสืออยู่ตลอดเวลา ทว่าเธอกลับคิดผิด
    “รับทราบ เข้าสู่ฐานข้อมูลหลัก หมวดย่อยเอกสารอ้างอิงทางการทหาร ระดับความสำคัญ ความลับ เริ่มเล่นไฟล์...” ไม่ทันไรเสียงของหนังสือก็หายไปก่อนที่อักษรคำว่า [ไฟล์เสียงเท่านั้น] และคำว่า [ไม่อนุญาตให้ทำการบันทึกภาพจากกล้องของทหาร] จะปรากฏขึ้นมา
    [เดลต้าวันถึงเดลต้าทูเริ่มปฏิบัติการดราก้อนฟอลได้]
    [รับทราบ เริ่มปฏิบัติการได้]
    [มันร่วงไปแล้วๆ ฆ่าได้ดีๆ]
    [เลเซอร์เป้าหมายไปแล้ว ช่วยทำลายเป้าหมายด้วยสเปคเตอร์วัน ซ่า...]
    [รับทราบ 120 มม. ไปแล้ว... ปะทะอย่างจัง]
    [ยืนยันเป้าหมายถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ฆ่าได้ดีๆ]
    [เป็นการฆ่าที่ดี]
    [ถึงเป้าหมายแล้ว การต่อต้านหมดลง จัดการกับเป้าหมายให้หมด]
    [ไม่มีเชลยใช่มั้ยครับ?]
    [ยืนยันเดลต้าทู ไม่มีเชลย หึๆ งานนี้ผู้ใหญ่เขาลืมอ่านสนธิสัญญาเจนีวามาน่ะ ทำลายเป้าหมายให้หมด]
    [รับทราบครับ... ปัง ปัง ปัง]
    [ยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย ยิงได้ดี งดงามมากทุกคน ขอยืนยันเป้าหมายถูกทำลาย]
    [ง่ายไป ยังไม่หายมันเลยเดลต้าทู]
    [หึๆ ถ้าอย่างนั้นผมจะเลี้ยงเหล้าทีมคุณเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน ฆ่าได้ดีมากทุกคน ถอนตัวได้]

    ไฟล์เสียงจบไปแต่ลูน่าและคนอื่นๆในทีมยังคงตกตะลึงกับบทสนทนาเมื่อครู่ไม่หาย เหมือนกับโดนตบหน้าเข้าไปฉาดใหญ่และยิ่งเมื่อเสียงที่อยู่ในนั้นดูสนุกสนานซะเหลือเกิน คุณค่าของชีวิตไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นมนุษย์ด้วยกัน นี่มันอะไรกันแน่ นี่หรือคือวิทยาการของมนุษย์ที่เธอต้องการจะขุดมันขึ้นมาอีก
    “ฆ่าได้ดี... นี่พวกเขาพูดอย่างนั้นจริงๆหรอคะ...”
    “นี่มันบ้าอะไรกัน” โซลไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำอะไรออกมาได้อีก ส่วนลูน่านั้นไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่อยากจะเชื่อในความโหดร้ายของมนุษย์และวิธีการใช้วิทยาการของพวกเขา สาวน้อยจึงพยายามจะยื่นมือไปเพื่อเลือกดูไฟล์ของปฏิบัติการอื่น เพื่อยืนยันว่าเธอคิดถูก เพื่อหาข้อโต้แย้งว่ามนุษย์ไม่ได้มีเพียงความโหดร้าย ทว่าดีนกลับหยุดมือของเธอเอาไว้ซะก่อน
    “ไปนอนก่อนเถอะลูน่า นี่ดึกมากแล้ว มองแต่ภารกิจตรงหน้าของคุณก็พอ” สาวน้อยลังเลแต่ลูเวียที่ได้เห็นสายตาของดีนรู้ดีว่าเขาหมายความว่ายังไง หญิงสาวจึงพาลูน่าลุกขึ้นไปนอนด้านหลังที่ห่างออกมาจากหนังสือ
    “นี่หรือคือพวกเรา” โซลพูดออกมาในขณะที่ดีนเอาผ้ามาคลุมลงบนหนังสือดำเมื่อเขาไม่สามารถสั่งปิดมันได้
    “ไม่ใช่หรอกครับ เสียงที่คุณได้ยินเมื่อครู่คือเสียงของปิศาจที่ดูคล้ายมนุษย์ เป็นปิศาจที่บงการให้เราฆ่าฟันซึ่งกันและกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะว่าถ้าเสียงที่เราได้ยินเป็นเสียงของมนุษย์จริงๆล่ะก็ พวกเขาคงไม่มีทางพูดคำนั้นออกมาได้หรอกครับ...” ดีนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าก่อนที่จะพูดคำที่ตนไม่อยากจะพูดออกไป “...คำว่าฆ่าได้ดี”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •