+ Reply to Thread
Page 3 of 4 FirstFirst 1234 LastLast
Results 21 to 30 of 33
  1. #21
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 10 ปาฏิหาริย์แห่งพระแม่

    ดวงตาของดีนลืมตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดยังคงแล่นจากหน้าอกขึ้นไปสู่สมองของเขา และทันทีที่แสงจ้าสาดเข้าสู่ดวงตาชายหนุ่มก็ได้เห็นกำแพงไม้และเพดานที่ตนไม่รู้จัก ทว่าแทนที่จะตื่นกลัว กลิ่นหอมและความสดชื่นอย่างน่าประหลาดกลับทำให้เขาสงบลง ดวงตาสีดำดวงเดิมมองไปรอบๆตัวพร้อมกับยันร่างที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างช้าๆ
    ด้านข้างของเขานั้นคือหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ให้สายลมเย็นพัดผ่าน ม่านสีขาวนวลพลิ้วไหวสะบัดไปมาเผยให้เห็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือพื้นดินสีเขียวขจีที่แผ่ขยายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา รอบๆนั้นเต็มไปด้วยพุ่มไม้และไม้ยืนต้นน้อยใหญ่มากมายที่เขาเคยคิดว่าคงจะมีโอกาสได้เห็นแค่เพียงหนังสือ
    ความตื่นตาตื่นใจและความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาฝืนความเจ็บปวดที่มีเดินไปยังขอบหน้าต่างแล้วเท้ามือลงไป นี่หรือคือกลิ่นของธรรมชาติที่เขาเคยอ่านเจอในนิยาย มันสดชื่นและเต็มไปด้วยชีวิตไม่เหมือนฝุ่นทรายที่เขาเคยสูดดมทุกวันตลอดชีวิต ไม่เหมือนกลิ่นแสบจมูกของป่าดำที่เขาได้เจอเป็นครั้งแรก นี่คือธรรมชาติสีเขียวที่เขาหวังจะได้เห็นมันสักครั้งมาตลอดเวลา
    “ฟื้นแล้วหรอคะ?”
    เสียงอันอ่อนโยนดังขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏกายของหญิงสาวผู้มีใบหน้าอันเอิบอิ่ม ดวงตาเขียวของเธอมองมายังเขาอย่างอ่อนโยนในมือก็ยังถือตะกร้าผ้าอยู่ ผมสีบลอนด์อ่อนๆพริ้วสะบัดเมื่อต้องแรงลมนั้นทำให้เธอดูมีเสน่ห์อย่างไม่อาจละสายตาไปได้ และเหนืออื่นใดคือรอยยิ้มน่ารักของเธอที่ทำให้เขาเผลอตัวยิ้มตอบกลับทั้งๆที่ยังไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ
    “คุณกลับไปนอนก่อนจะดีกว่านะคะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปเรียกคุณพ่อให้มาดูอาการของคุณ”
    พูดจบไม่ทันให้เขาถามอะไรหญิงสาวก็วิ่งหายลับไป ไม่นานนักเสียงสนทนาจะดังขึ้นแล้วประตูก็เปิดออกอย่างช้าๆ โดยที่คนที่เข้ามาก่อนคือสาวน้อยในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนคนเมื่อครู่ก่อนจะตามมาด้วยชายวัยกลางคนในชุดสีขาวปลอด ชายคนนั้นยิ้มให้ดีนพร้อมเข้ามาพาเขาไปนั่งลงบนเตียงเพื่อตรวจบาดแผลตามร่างกาย
    “ยังหนักอยู่เหมือนกัน แต่เดินเหินเองได้แบบนี้อีกไม่นานก็คงจะหาย”
    “ขอบคุณมากครับ เอ่อไม่ทราบว่าพวกคุณ” ชายหนุ่มยังจับต้นชนปลายไม่ออกว่าเจอกับอะไรมาถามไปยังพวกเขา
    “ผมชื่อลอเรนซ์ แม่หนูนี่ชื่อซิลเวียเป็นลูกของผม เราไปเจอคุณนอนสลบอยู่ตอนที่เข้าไปเก็บสมุนไพรมา ผมก็เลยตัดสินพาคุณกลับมารักษาที่หมู่บ้าน” ความทรงจำเริ่มหมุนไปอย่างช้าๆแต่ยังไม่เด่นชัดนัก เท่าที่พอจะจำได้ก็คือเขากำลังเดินทางอยู่กับพวกกระต่ายขาวแล้วอยู่ๆอะไรบางอย่างก็โจมตีเข้ามา
    “คุณโชคดีมากเลยนะคะที่พวกเราไปเจอคุณ ฉันว่านี่ต้องเป็นลิขิตจากพระแม่แน่ๆ ต้องขอบคุณท่านจริงๆ”
    หูของชายหนุ่มสะดุดกับคำพูดในประโยคนั้นของสาวน้อยในทันที พระแม่... หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะไปในบัดดลก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่างในห้องเข้า มันเป็นวงกลมสีเงินที่มีรูปกากบาทพาดผ่านอยู่ตรงกลาง สัญลักษณ์ที่เขาจดจำได้อย่างขึ้นใจเมื่อตอนที่ลูน่าหยิบมันออกมาให้เขาดู
    “ข้าวของๆคุณอยู่ตรงนี้นะ ไม่ต้องห่วงไปนะครับพวกผมยังไม่ได้ยุ่งอะไรกับมันเลย” ใจคอของดีนเริ่มรู้สึกไม่ดีมากขึ้นเมื่อเห็นเป้ของตนถูกวางเอาไว้ไม่ห่างจากเตียง จะไม่ให้เขากังวลได้เช่นไร ก็ในเมื่อกระเป๋าเป้ของเขานั้นมีหนังสืออยู่ข้างใน...
    คำพูดของสองพ่อลูกไม่ได้เข้าหูของเขามากนักเมื่อตอนนี้เขากำลังนั่งนึกย้อนเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนั้นเขากำลังเดินทางอยู่กับพวกกระต่ายขาว ใช่ แล้วอยู่ๆเห็นอัศวินสีเงินคนเดียวกันกับที่โจมตีอัลคาทราซก็พุ่งเข้ามาหาเขาจากด้านบนของหน้าผา แล้วหลังจากนั้นสติของเขาก็หายไปพร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของใครต่อใคร ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไรบ้างหรือตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาเริ่มรู้สึกคิดถึงปืนเอเคของตนเหลือเกิน

    “ทำไมพวกมันถึงต้องโจมตีเข้ามาตอนนี้วะ!” ลูเวียหงุดหงิดสุดๆเมื่อตอนนี้ทั้งข้าวของทั้งอานที่ใช้เป็นที่นั่งบนหลังของเจ้ากิ้งก่าตัวยักษ์นั้นพังกระจุยไม่มีชิ้นดี แถมที่เลวร้ายกว่าคือเรื่องของดีนที่ตกลงไปในหน้าผา
    “ไม่ไหวค่ะ ดูเหมือนดีนจะยังไม่ได้สติ ฉันพยายามติดต่อไปเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบกลับเลย...” ลูน่าพูดเสียงเศร้าพลางมองไปยังปืนเอเคที่เฟย์ลงไปเก็บขึ้นมาจากหน้าผา เจอแต่ปืนไม่เจอเจ้าของ แต่อย่างน้อยการที่ลูน่าเห็นความฝันของดีนนั่นก็หมายความว่าเขายังมีชีวิตอยู่
    “ที่สำคัญกว่าผมว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำไมพวกมันถึงโจมตีหรอกนะครับ แต่สำคัญที่ว่าทำไมพวกมันถึงถอยไปต่างหาก” โซลเอ่ยขึ้นพร้อมกับสมมติฐานต่างๆนาๆ อัศวินสีเงินสามคนอยู่ตรงนี้เมื่อครู่แท้ๆ แต่กลับไม่ยอมกำจัดพวกเขาที่เป็นเป้าหมายทิ้ง ซ้ำหนึ่งในนั้นยังเป็นคนออกคำสั่งให้ถอยเสียเองอีก
    “ฉันว่าคงเป็นเพราะการตายของพวกเราอยู่นอกแผนของพวกนั้นล่ะมั้งคะ...” ลูน่าพูดขึ้นในขณะที่รับปืนเอเคมาจากเฟย์แล้วสะพายมันไปบนไหล่ “...ตอนที่ราฟาเอลโจมตีเข้ามาคำพูดเดียวของหมอนั่นคือ ข้าจะล้างแค้น นั่นน่ะเป็นการกระทำด้วยอารมณ์ล้วนๆ ไม่ใช่สิ่งที่อัศวินเงินคนอื่นวางแผนเอาไว้”
    “ถ้าอย่างนั้นแผนของพวกนั้นคืออะไรกัน” เฟย์ถามขึ้น
    “นี่เป็นแค่การคาดเดานะคะ ในเมื่อพวกนั้นไม่มีทั้งกุญแจและหนังสือ ฉันคิดว่าแผนของเจ้าพวกนั้นคือการหลอกให้เราตามหาที่อยู่ของหอสมุดโลกให้เจอ เพื่อที่พวกนั้นจะได้เข้าไปทำลายความรู้ทั้งหมดได้” ลูน่าพูดออกมาอย่างใจเย็นแต่ลูเวียและคนอื่นที่ฟังอยู่กลับไม่เย็นด้วย
    “อ้าวเดี๋ยวก่อนสิ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงแล้วไม่เท่ากับเรากำลังโดนพวกมันหลอกใช้อยู่หรือยังไงกัน!”
    “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ช้าก็เร็วตำแหน่งของหอสมุดโลกจะต้องถูกเปิดเผยและฉันคิดว่านั่นจะเป็นการดีกว่าถ้าเราจะเป็นคนรู้ตำแหน่งก่อน อย่าลืมสิคะว่ากำหนดเวลาทั้งหมดอยู่ที่เรายังไงพวกนั้นก็ต้องเป็นคนตาม และที่สำคัญกำลังของนักล่าหนังสือทั้งหมดรวมๆกันแล้วไม่ใช่น้อย” ถึงจะพูดอย่างนั้นความกังวลก็ยังมีอยู่ในใจ แม้ว่าการกระทำอันบ้าบิ่นของราฟาเอลและการออกคำสั่งแบบไม่คิดของแกเบรียลจะทำให้เธอสามารถยืนยันในข้อสงสัยที่กล่าวไปนั้นได้ก็ตาม แต่มันยังมีจุดบอดบางอย่างที่เธอรู้สึกว่าตนกำลังมองข้ามไป อะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจของเธอตั้งแต่ตอนที่เธอกลายเป็นนักล่าหนังสือ
    “จะยังไงก็ตามตอนนี้ฉันมั่นใจว่าพวกนั้นคงจะไม่ยุ่งกับเราอีกสักพัก ตอนนี้เรามารอให้คุณดีนกลับมามีสติอีกครั้งแล้วฉันจะติดต่อกับเขาเอง” พูดออกไปเสียงเรียบๆแต่ใจก็เป็นกังวลและเฟย์ที่ยืนมองอยู่ห่างๆก็รู้ดีว่าความกังวลนั้นคืออะไร
    “ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกลูน่า หมู่บ้านใกล้ๆนี่เพิ่งเข้ากับพระแม่ได้ไม่นาน”
    ถึงเฟย์จะพูดอย่างนั้นแต่เมื่อดวงตาของลูน่าทอดมองไปยังผืนป่าสีเขียวที่อยู่ไกลออกไป เธอก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าดีนมีหนังสือติดอยู่กับตัว สาวกของพระแม่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีความคิดเดียวกันนั่นคือการเห็นหนังสือเป็นดั่งคัมภีร์ของปิศาจ เป็นจุดด่างพร้อยของมนุษยชาติและจำเป็นจะต้องถูกกำจัดทิ้งไปให้หมดรวมไปถึงตัวเจ้าของหนังสือเองด้วย
    “ผู้ใดนับถือพระแม่จักได้อยู่ในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยอาหาร ผู้ใดรักในพระแม่จักได้รับการคุ้มครองด้วยเมตตาและแสงอันศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์ แต่หากผู้ใดต่อต้านและทำร้ายท่านมันผู้นั้นจักได้รับการลงทัณฑ์ด้วยแสงแห่งสรวงสวรรค์... ไม่อยากจะเชื่อว่าถึงผมจะพยายามลืมมันแค่ไหนแต่วันเวลาที่อยู่ในศาสนาแห่งพระแม่กว่าเจ็ดปีกลับไม่ยอมลบหายไปง่ายๆ โดยเฉพาะคำสอนประโยคนี้” โซลพูดขึ้นตามองไปทางเดียวกันกับลูน่า ใช่แล้ว เขาและเธอเคยใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายในดินแดนแห่งนั้น ที่ๆมีอาหารให้กินอย่างอิ่มหมีพลีหมันทุกวัน ที่ๆครอบครัวมีแต่ความอบอุ่นและรอยยิ้ม
    “นั่นสินะและพวกเราคงจะมีชีวิตอยู่ที่นั่นต่อไปหากว่าวันนั้นไม่มาถึง วันที่ความเป็นซีโนของเราสองคนได้แสดงออกมา...” และนั่นเองที่ทำให้ความสุขของทั้งคู่หายไปตลอดกาล

    ดีนนั้นในตอนนี้กำลังเดินชมหมู่บ้านอยู่กับซิลเวีย เขาและหญิงสาวคุยกันค่อนข้างถูกปากทีเดียว เขาเล่าให้เธอฟังถึงการผจญภัยที่ผ่านมาและแน่นอนว่าหนังสือและเหล่ากระต่ายขาวเป็นสิ่งต้องห้ามที่เขาไม่ได้พูดออกไป ส่วนซิลเวียนั้นก็เล่าให้ชายหนุ่มฟังถึงความเป็นไปแต่ก่อนของหมู่บ้านและความเปลี่ยนแปลงในวันนี้ที่ทำให้เธอคิดเสมอมาว่าปาฏิหาริย์แห่งพระแม่นั้นมีจริง
    “สมัยก่อนหมู่บ้านของเราแร้นแค้นมาก แค่หาอาหารมาประทังชีวิตไปวันๆก็ลำบากแล้ว แถมไหนจะต้องมาคอยระวังพวกสัตว์จากป่าดำอีก แต่จะไปหาทำเลอื่นก็ไม่ได้เพราะจะว่าไปที่นี่ก็ดูจะปลอดภัยที่สุดแล้ว พวกเราใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยจนกระทั่งวันที่ท่านแกเบรียลปรากฏตัวขึ้นมาช่วยพวกเราจากการโจมตีของสัตว์ป่าดำ และชักชวนพวกเราให้หันมานับถือพระแม่ ตั้งแต่นั้นมาผืนป่าและผืนน้ำก็กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง พวกเราแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาในสิ่งที่เห็นแต่ดูท่าปาฏิหาริย์จากพระองค์จะมีจริง” ใช่ไม่น่าเชื่อและดีนก็ยังคงไม่เชื่อแม้ปาฏิหาริย์ที่ว่านั้นจะมาอยู่ต่อหน้าก็ตาม สำหรับเขาที่ยึดมั่นในเหตุผลและคำอธิบายมาตลอดกลับคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องมีเบื้องหลังไม่ชอบมาพากล ทุกอย่างมันดูลงตัวเกินไปเหมือนกับว่ามันได้ถูกเตรียมการเอาไว้แล้ว แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้พูดความในใจของตนไปหากแต่เพียงยิ้มรับในคำว่าปาฏิหาริย์ของเธอ
    “มันคงจะดีมากเลยนะครับ ถ้าความเมตตาของท่านจะขยายไปทั่วแคว้นดินแดนที่รกร้างแห่งนี้” เขาเลือกใช้คำพูดหลอกลองใจหญิงสาว แต่เธอกลับเพียงส่ายหน้าเบาๆ
    “หากไม่มีศรัทธาจากพวกเราท่านก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ค่ะ ศรัทธาของพวกเราคือพลังที่ทำให้ท่านสามารถฟื้นฟูป่าและพื้นน้ำได้ พวกเราเหมือนเช่นสิ่งมีชีวิตอื่นที่จำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน เราศรัทธาในตัวท่านและท่านก็จะเมตตาเรา นั่นยังไงคะรูปสลักของท่าน” ดีนมองไปตามที่หญิงสาวชี้ก็ได้เห็นรูปปั้นอันงดงามของหญิงสาวผู้มีปีกนกอยู่ด้านหลังเหมือนดั่งเทพยดาในนิยาย ช่างดูสง่าและน่าเคารพยำเกรง หากแต่ไม่ใช่กับเขาที่กำลังเพ่งมองไปยังความน่าสงสัยและสิ่งที่ดูเหนือธรรมชาตินี้
    “คุณดีนเองก็มาอยู่กับพวกเราเถอะนะคะ การผจญภัยในโลกภายนอกอาจจะสนุกก็จริงแต่คุณไม่คิดที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบ้างหรอคะ”
    ชีวิตอันสงบสุขอย่างนั้นหรอ ไม่หรอก สำหรับเขานี่เรียกว่าการหนีความจริงต่างหาก ความจริงบางอย่างที่ผู้คนต่างเกรงกลัวและไม่อยากจะยอมรับมัน เขาเคยเห็นเคยได้ยินอะไรที่คล้ายๆกันแบบนี้มาแล้ว และนั่นทำให้เขาตั้งคำถามกับตนเองในตอนนี้ว่าเปลือกนอกที่เขากำลังมองอยู่นี้จะดำเนินไปได้อีกนานแค่ไหน หากว่าสักวันหนึ่งปาฏิหาริย์ที่ว่าได้หายไป
    “เอาไว้ผมจะลองคิดดูนะครับ ชีวิตที่นี่ก็ดูจะสบายดีเหมือนกัน” ซิลเวียได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาทันที แต่เสียงบางอย่างที่ดังก้องอยู่ในหูของเขากลับไม่ยินดีด้วย
    [ตาบ้าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกลับมาเลยนะ หายไปตั้งสองวันพอตื่นขึ้นมาก็ปากหวานใส่สาวสวยหน้ารักเลยสินะคะ]
    [ผมล้อเล่นน่าลูน่า] ชายหนุ่มตอบกลับไปโดยที่หูนั้นก็ยังคงฟังซิลเวียอธิบายความเป็นไปในหมู่บ้านต่อ
    [คนอุตส่าห์เป็นห่วงถ้าสบายดีอย่างนี้ก็วิ่งหนีออกมาเองก็แล้วกัน!] ดูท่าว่าสาวน้อยจะอารมณ์เสียจริงๆ และนั่นทำให้ดีนต้องเพ่งสมาธิในการพูดคุยผ่านจิตใจนี้มากขึ้น
    [ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง ได้ฟังคุณโมโหแบบนี้ทำให้ผมสบายใจมากขึ้นจริงๆ] อีกฝ่ายเงียบไปเป็นสัญญาณว่าคำพูดของเขาได้ผล เธอยังคงเป็นสาวน้อยที่อ่านง่ายเหมือนเคย
    [...แล้วบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ สถานการเป็นยังไงบ้าง]
    [รู้สึกว่าซี่โครงจะร้าวน่ะครับ แต่ไม่หนักมากผมยังพอจะเดินเหินได้อยู่ ตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าผมเป็นคนของคุณ คงจะเพราะผ้ารัดแขนรูปกระต่ายที่คุณให้ผมมามันหลุดหายไปด้วย]
    [ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ เดี๋ยวพวกฉันจะรีบไปพาคุณออกมาเอง พยายามอย่าทำอะไรมากจนกว่าจะถึงกลางคืนนะคะ]
    [จะพยายามครับ แต่ดูท่าตอนนี้ผมคงต้องตามคุณซิลเวียไปพิธีสวดอ้อนวอนอะไรสักอย่างก่อนล่ะครับ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะดูน่าสงสัยมากกว่าเก่า]
    [พิธีหรอคะ... ถ้าอย่างนั้นนั่นอาจจะเป็นการดีกับคุณก็ได้ คุณจะได้เข้าใจว่าพวกเรากำลังต่อสู้อยู่กับอะไรอยู่]
    คำพูดนั้นทำให้ดีนเร่งฝีเท้าตามซิลเวียไปด้วยความอยากรู้ที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเขามาถึงจุดที่เป็นเหมือนลานกว้างเขาก็ได้พบว่าผู้คนมากมายนั้นได้มารวมกันในที่แห่งนี้แล้ว บางคนถือสัญลักษณ์ประจำศาสนามา บ้างก็ถือดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์มาต่างของกำนัล และเมื่อผู้ทำพิธีในชุดสีขาวนวลให้สัญญาณทุกคนก็นั่งคุกเข้าลงไปกับพื้นพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าอก พร้อมกันนั้นเสียงสวดที่เขาจับไม่ถูกว่าเป็นภาษาอะไรก็ดังขึ้นจากทุกๆคน
    มันดำเนินไปเช่นนั้นอยู่ไม่นานดีนก็เริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ แสง... แสงบางอย่างถูกสาดส่องลงมาจากบนฟากฟ้า มันเป็นแสงสีฟ้าอ่อนที่อบอุ่นและเพียงเขาต้องมันความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดก็ดูจะหายไปจนสิ้น ไม่รู้ว่านั่นเป็นเพียงความคิดไปเองของเขาหรือว่านี่คือปาฏิหาริย์กันแน่ เขารู้แค่เพียงว่าทุกคนรอบกายเขาต่างยิ้มออกมาอย่างเป็นสุขโดยเฉพาะซิลเวียที่ถึงกับน้ำตาไหลพรากด้วยความปิติ
    [นี่มันอะไรกัน...]
    [นั่นล่ะคะศัตรูของพวกเรา จากตรงนี้ฉันเห็นมันได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ แสงสีฟ้าที่สาดส่องลงมาจากนภา ปาฏิหาริย์ที่พระแม่แสดงให้สาวกเห็นอยู่เป็นประจำ] ไม่นานนักแสงสีฟ้าก็หายไปพร้อมกับเสียงสวดก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปทำงานของตนต่อด้วยรอยยิ้ม
    “อ่ะแย่แล้ว ฉันลืมไปเลยค่ะว่าจะต้องไปช่วยคุณพ่อก่อน ถ้ายังไงคุณดีนลองเดินดูในหมู่บ้านไปเรื่อยๆก็ได้นะคะ ทุกคนที่นี่ยินดีต้อนรับคุณตลอดเวลาอยู่แล้วค่ะ” พูดจบสาวน้อยผู้ร่าเริงก็วิ่งหายลับไปในกลุ่มคนปล่อยให้ดีนเดินสำรวจหมู่บ้านเพียงลำพัง
    ที่นี่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์จริงๆ ราวกับว่ามันเป็นโลกที่แยกขาดจากภายนอก ราวกับว่าปาฏิหาริย์นั้นมีจริง แต่ลูน่ากลับบอกเขาว่าปาฏิหาริย์ที่ว่านั้นมีวันหายไปและแน่นอนไม่ใช่เหตุบังเอิญ เคยมีหมู่บ้านหนึ่งที่แสร้งทำเป็นภักดีต่อพระแม่ทั้งๆที่คนกว่าครึ่งคือนักล่าหนังสือและนักวิชาการ แรกๆหมู่บ้านนั้นก็อุดมสมบูรณ์ดีและมันได้กลายเป็นแหล่งเสบียงให้กับเหล่านักล่าหนังสือ ทว่าวันหนึ่งเมื่อความแตก ความอุดมสมบูรณ์ที่ว่ากลับหายไปสิ้น ทว่านั่นกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเลวร้าย
    [...ทีแรกทุกคนก็เพียงแต่คิดว่า แย่จังโดนจับได้ซะแล้ว แล้วแต่ละคนก็หัวเราะให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอย่างน้อยพวกเขาก็หลอกพระแม่ได้สำเร็จ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานสารแปลกๆก็ถูกส่งไปยังนักล่าหนังสือระดับสูงและแน่นอนพวกเราด้วย เนื้อหาไม่มีอะไรมาก เขียนเอาไว้เพียงชื่อหมู่บ้านที่ว่าและลงท้ายด้วยคำว่าพิพากษา พวกเราเป็นห่วงมากจึงรีบรุดไป ทว่าเมื่อเราไปถึงสิ่งที่เหลือกลับมีแค่เพียงเปลวไฟและเถ้าถ่าน ไม่มีรองรอยของการต่อต้าน ไม่มีร่องรอยของการโจมตีราวกับว่าหมู่บ้านนั้นอยู่ๆก็มอดไหม้หายไปเอง]
    [นี่ก็เป็นปาฏิหาริย์อย่างนั้นหรอครับ]
    [ฉันเองก็ไม่อาจบอกได้ค่ะ รู้แค่ว่าพวกสภาหนังสือโดยเฉพาะผู้เฒ่าสามคนนั้นต่างเป็นกังวลกันมาก] ไม่กังวลสิจะเป็นเรื่องแปลก ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถเผาหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านให้หายไปได้โดยไร้ร่องรอยแบบนี้
    ดีนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนในสิ่งที่เกิดขึ้น อาทิตย์ในยามนี้นั้นเริ่มคล้อยต่ำลงปล่อยให้ความมืดแห่งราตรีเข้าครอบงำหมู่บ้านเหมือนกับเงาดำที่กำลังปกคลุมอยู่ในใจของเขา แต่ต่อให้เขาเดินเตร่อีกนานเท่าไหร่ความคับข้องในใจที่ว่าก็คงไม่จางหายไป ชายหนุ่มจึงมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของซิลเวียเพื่อเตรียมตัวที่จะออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้พร้อมกับคำถามมากมายในใจ
    ทว่าเมื่อประตูเปิดออกภายในบ้านนั้นกลับมืดมิดไปหมดและสิ่งแรกที่เขารู้สึกกลับกลายเป็นท่อนไม้แข็งที่ฟาดเข้าไปยังหลังของเขาจังๆ ดีนนั้นล้มลงไม่เป็นท่าพร้อมกับที่เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นจากภายนอกและเสียงตระหนกของลูน่าที่ก้องอยู่ในหู ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่แต่ดูเหมือนว่าเขาจะถูกจับกดเอาไว้ด้วยคนจำนวนหนึ่ง และถ้าหากว่ามีอะไรที่พอจะเป็นคำตอบให้แก่เขาได้สิ่งนั้นก็คงจะเป็นหนังสือที่ร่วงหล่นลงมากองตรงหน้าเขา
    “คุณคือนักล่าหนังสือ... คุณหลอกพวกเรา คุณหลอกฉัน” น้ำตาของซิลเวียไหลอาบสองแก้ม สายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและคำถามมากมาย
    “คิดถูกจริงๆที่ฉันสั่งให้ค้นเป้ของแก จับมันไปที่ลานกว้างเร็วเข้า เราต้องฆ่ามันให้พระแม่พึงพอใจไม่อย่างนั้นท่านจะลงโทษพวกเรา!” คนที่เป็นผู้ทำพิธีเมื่อกลางวันพูดขึ้น และทุกคนก็ทำตามอย่างรวดเร็วด้วยไม่มีใครอยากมีจุดจบเช่นเดียวกับหมู่บ้านที่เคยหลอกลวงพระแม่ แม้ว่าพวกเขาไม่เคยคิดที่จะหลอกลวงก็ตาม
    ดีนถูกตรึงร่างเอาไว้กับกางเขนกลางหมู่ผู้คนในหมู่บ้าน ทุกคนต่างออกมาเพื่อเป็นพยานในพิธีประหารที่กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้าโดยมีผู้ทำพิธีคนเดิมเป็นผู้เอ่ยเริ่มการประหารที่ฉุกละหุกนี้
    “โอ้พระแม่ได้โปรดให้อภัยแก่พวกเรา พวกเรานั้นช่างโง่เขลายิ่งนักจนไปเผลอช่วยเหลือศัตรูแห่งท่าน โอ้พระแม่ได้โปรดอย่าโกรธเคืองด้วยบัดนี้พวกเราจะมอบกำนัลแก่ท่าน ด้วยชีวิตของศัตรูแห่งท่าน โดยน้ำมือของหญิงสาวโง่เชลาผู้นำความบัดซบเข้ามาในหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้” พูดจบซิลเวียก็ถูกใครบางคนผลักเข้ามา หญิงสาวตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาที่เขาเดาไม่ออกว่ามาจากอะไร มาจากการที่เธอเพิ่งโดนหลอกลวงเป็นครั้งแรก มาจากการที่เธอทำให้พระแม่ของเธอต้องแปดเปื้อน หรือมาจากการที่เธอกำลังจะฆ่าเขาด้วยหอกไม้เล่มนั้น
    “เพื่อพระแม่ เพื่อพระแม่ นี่คือการกระทำที่ถูกต้อง ฉันไม่ผิด นี่เป็นการกระทำเพื่อพระแม่...” เธอจ่อหอกลงบนอกของเขา ตรงหัวใจพอดิบพอดีสมกับที่เธอเป็นลูกสาวของหมอประจำหมู่บ้าน มือนั้นจึงทำไปตามสัญชาติญาณเล็งอาวุธร้ายไปยังจุดตายของมนุษย์
    “เพื่อพระแม่...”
    “ยัยโง่เอ้ย...” ดีนพูดออกมาและนั่นทำให้หอกนั้นหยุดลง สายตาของชายหนุ่มมองไปรอบๆตัว มองไปยังผู้คนที่มีสายตาเหมือนไม่ใช่มนุษย์ มองไปยังดวงตาของซิลเวียที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “...หากจะฆ่าผมก็จงฆ่าด้วยความตั้งใจของตน หากจะฆ่าก็ต้องทำใจที่จะถูกฆ่า และหากจะฆ่าก็จงเตรียมตัวรับผลที่จะตามมา คุณบอกว่าคุณฆ่าเพื่อพระแม่ของคุณแต่นั่นเป็นเพียงคำแก้ตัวเพื่อตัวของคุณเอง เพื่อให้คุณสบายใจว่ามือของตนนั้นสะอาด ถ้าคุณแน่จริง ถ้าใครสักคนในนี้แน่จริงก็ลองมาฆ่าผมด้วยเหตุผลด้วยความตั้งใจของคุณดู!” เหล่าผู้คนต่างลังเล มือที่ถือหอกของซิลเวียสั่นจนไม่อาจจะคงเป้าหมายของมันได้อีก
    “เมื่อเลือดมันเปื้อนมือของคุณ มันจะหลอกหลอนคุณไปตลอดกาล จงจำเอาไว้แล้วเอาหอกเล่มนั้นแทงเข้ามาที่หน้าอกของผม”
    “พูดได้ดีนี่...” วินาทีนั้นหอกไม้ก็กระจุยเป็นชิ้นๆด้วยมีดคู่หญิงสาวผมบลอนด์สั้นผู้มีดวงตาสีฟ้า เฟย์ยังคงมีสีหน้าที่เย็นชาเช่นเดิม แต่การที่เธอเข้ามาตัดเชือกให้กับเขานั้นมันแสดงให้เห็นว่าหญิงสาวยอมรับเขาเป็นพวกแล้ว “...แต่อย่าไปพูดแบบนี้กับพวกสาวกหมู่บ้านอื่นล่ะ พวกนั้นโดนล้างสมองไปหมดแล้ว”
    “พวกแก!” เฟย์ยกนิ้วขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายเงียบปากลง
    “ชู่... จงเงี่ยหูฟัง ปิศาจร้ายกำลังจะมา”
    สิ้นคำสี่ขาร่างยักษ์ก็ห้อตะบึงผ่านเข้ามาในความมืดพร้อมกับกิ้งก่าร่างเล็กคู่หูของมันทั้งสอง เสียงคำรามของพวกมันทำให้ทั้งหมู่บ้านแตกตื่นในทันที และยิ่งเมื่อได้เห็นดวงตาสีแดงที่ลุกโชนในยามค่ำคืนพวกเขาก็ยิ่งประสาทเสียเข้าไปใหญ่ เป็นโอกาสให้เฟย์พาดีนที่บาดเจ็บกลับขึ้นไปบนหลังของเจ้ายักษ์ใหญ่ที่ไร้แล้วซึ่งอาน
    “ซิลเวีย!” ดีนตะโกนไปข้างล่าง ที่ๆซิลเวียกำลังนั่งกองอยู่กับพื้นด้วยความสับสนและความหวาดกลัว “อิสระเป็นของพวกคุณ อย่าให้อะไรมาทำให้ความเป็นมนุษย์ของพวกคุณต้องจางหายไป ไม่อย่างนั้นพวกคุณก็จะมีค่าเพียงแค่เจ้าพวกนั้น!” ชายหนุ่มชี้ไปยังคอกสัตว์ที่อยู่ไม่ไกลนักแล้วพูดต่อ “เป็นแค่สัตว์เลี้ยงที่ถูกล่อด้วยอาหารและความสบาย!”

    ดีนจากมาโดยไม่รอว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าอะไร สายตาของเขาเพียงมองไปยังหมู่บ้านที่กำลังหายลับจากสายตาไปเรื่อยๆ เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายในวันนี้เพียงวันเดียว และเขาคิดว่าเขานั้นโชคดีเหลือเกินที่ตกหน้าผาไปในตอนนั้น เรียกได้ว่าครั้งนี้เป็นการเปิดหูเปิดตาที่ดีทีเดียว
    “กำลังคิดอะไรอยู่หรอคะ” ลูน่าเดินเข้ามานั่งข้างๆเขาบนที่นั่งที่พอจะหลงเหลืออยู่บ้างบนหลังของเจ้าตัวใหญ่ และดีนก็ยิ้มถามไปยังเธอ
    “ไม่ลองอ่านดูล่ะครับ”
    “ฉันไม่อยากอ่านหรอกค่ะ” เธอพูดประชดก่อนที่จะยิ้มออกมาเล็กๆ “ถ้าคนพวกนั้นคิดได้แบบคุณก็ดีสินะคะ ถ้าที่ๆฉันเคยอยู่คิดได้แบบคุณก็คงจะดี...” แววตาของลูน่าดูเศร้าลง และในขณะที่ดีนกำลังจะหันไปถามว่าเป็นอะไรสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
    ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านที่เขาเพิ่งจากมาเปล่งแสงสีฟ้านวลออกมาอย่างช้าๆ ก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆส่องสว่างจ้าจนสีที่เคยดูอ่อนโยนกลับกลายเป็นสีม่วงแดงอันน่ากลัว ท่ามกลางความไม่เข้าใจของกระต่ายขาว ท่ามกลางความสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นของคนในหมู่บ้าน แสงสีม่วงแดงอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งลงสู่พื้นดิน มันกลืนกินทั้งหมู่บ้านให้หายไปในพริบตา เปลวเพลิงลุกโชติช่วง ไอร้อนระอุของมันสัมผัสได้แม้จะอยู่ห่างออกมาไกล สายลมตีกระหน่ำอย่างรุนแรงด้วยความแตกต่างของอุณหภูมิและในพริบตาเสียงระเบิดก็ดังก้องพร้อมกับแสงที่หายไป เหลือทิ้งไว้เพียงกองไฟและเถ้าถ่านของหมู่บ้านที่เคยสงบสุข
    ดีนมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ด้วยดวงตาที่สั่นเครือ ก่อนที่เขาจะกู่ร้องตะโกนออกมาด้วยอารมณ์ที่เตลิดไป ไม่มีใครห้ามเขา ลูน่าเองก็ไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำไม่กล้าที่จะอ่านเขาว่าเขากำลังคิดอย่างไร ในวินาทีแห่งหายนะเช่นนี้ ในวินาทีที่ปาฏิหาริย์กลับกลายเป็นคำพิพากษาที่ไร้เหตุผลและพรากเอาทุกชีวิตให้หายสาบสูญไป

    “น่าเสียดาย แต่เด็กๆพวกนั้นถูกคำพูดของพ่อหนุ่มนั้นทำให้แปดเปื้อนไปซะแล้ว...” หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์พูดขึ้นในขณะที่กำลังนั่งท้าวแขนอยู่บนบรรลังก์ เธอผู้มีรูปหน้าเหมือนกับรูปสลักแห่งพระแม่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน “...น่าสนใจจริงๆพวกเจ้าว่ามั้ย พ่อหนุ่มที่มาจากแดนแห่งทะเลทรายนั่น” ไม่มีแม้แต่น้ำเสียงแห่งความเมตตาใดๆต่อชีวิตที่ตนเพิ่งพรากไป พระแม่เพียงแค่มองไปยังเหล่าอัศวินเงินทั้งห้าเบื้องหน้าของตนด้วยแววตาสนุกสนาน
    “พวกเขาเพิ่งเข้ามาเป็นสาวกได้ไม่นาน ท่านน่าจะให้โอกาส...” การโต้เถียงจากราฟาเอลจบลงอย่างรวดเร็วเมื่อเพียงมือของพระแม่สะบัดลง ร่างในเกราะเหล็กอันแข็งแกร่งก็ทรุดฮวบไปกับพื้น กายาที่เคยทำลายทุกอย่างกลับไม่อาจฝืนลุกขึ้นมาได้เพียงเพราะฝ่ามืออันเรียวบางที่อยู่ห่างไกลนั้น
    “เจ้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของข้าก็พอ เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดถึงเหตุผลใด นี่เป็นทางเดียวที่จะดำรงเอาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เจ้าก็รู้ดีนี่ราฟาเอล”
    “ขะ ข้าขออภัยเป็นอย่างสูงพระแม่” เพียงนางเลื่อนมือกลับไปที่เดิมอัศวินเงินก็กลับมายืนได้ดังเดิมราวกับใช้เวทย์มนต์
    อีกไม่นานพวกนั้นก็จะรู้ตำแหน่งของหอสมุดโลกแล้ว ในที่สุดเธอคนนั้นก็ยอมหลงกลสักที พวกเจ้าจงไปทำตามแผนที่ข้าได้วางเอาไว้...” รอยยิ้มอันมีเลศนัยน์ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าอันงดงามของพระแม่อีกคราก่อนที่คำพิพากษาจะดังขึ้น “...ฆ่าพวกมันให้หมด”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  2. #22
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 11 ปลายทางที่ต้องไป

    ผ่านไปหลายวันแล้วแต่ภาพในวันนั้นยังคงติดอยู่ในใจของดีน ลำแสงสีม่วงแดงที่ดูราวกับธารน้ำสีเลือดที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ทำลายล้างทุกอย่างจนสิ้นราวกับว่านั่นคือการกระทำของสิ่งเหนือธรรมชาติ ความคิดสุดท้ายของซิลเวียในตอนนั้นจะเป็นเช่นไร เธอจะคิดว่านั่นคือการลงทัณฑ์ของพระแม่ หรือจะคิดว่านั่นคือแสงแห่งปาฏิหาริย์ที่พวกเธอเฝ้าภาวนาอยู่ทุกวันกัน
    “คุณดีนคะ” เสียงลูน่าทักขึ้นในเช้ามืด ยามที่ปกติแล้วควรจะมีเพียงเฟย์เท่านั้นที่ตื่นขึ้นมาเพื่อหุงหาอาหาร “...ถ้ายังไงจะย้ายไปจากตรงนี้ก็ได้นะคะ”
    “ไม่เป็นไรครับ ผมแค่คิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้น”
    ดีนตอบพลางส่ายหัวเบาๆ ส่วนลูน่าที่กลับไปนอนต่อไม่ได้แล้วก็หย่อนตัวลงไปนั่งข้างๆเขา เบื้องหน้าของทั้งคู่คือทุ่งหญ้าสีเขียวและผืนป่าที่ทอดตัวไกลออกไป และที่ตรงกลางของความอุดมสมบูรณ์นั้นคือภาพแห่งความพินาศของเมื่อหลายวันก่อน
    เอาเข้าจริงพวกเขาแทบจะไม่ได้ย้ายที่ไปไหนเลย เพราะหนังสือดำให้ข้อมูลมาว่าจุดนี้คือจุดที่มีโอกาสติดต่อกับดาวเทียมที่ไม่รู้จะยังมีเหลืออยู่รึเปล่าได้ดีที่สุด พวกกระต่ายขาวจึงได้แต่รอและรออยู่ในทุ่งหญ้าที่กำลังจะตายนี้ ใช่... สีเขียวพวกนี้กำลังจะตาย อากาศที่เคยบริสุทธิ์เริ่มแสบจมูกอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าเองก็เริ่มเหี่ยวเฉาทยอยกันตายด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ราวกับว่าพระแม่ได้ถอนมือของตนออกไปจากดินแดนแห่งนี้แล้วจริงๆ
    “คุณรู้มั้ยว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตนับครั้งไม่ถ้วน...” ดีนเปรยขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปข้างหน้าทำท่าจะคว้าอะไรบางอย่างเอาไว้ “...มนุษย์สร้างสงครามด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ผมกลับรู้สึกว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างในการสร้างเครื่องมือควบคุมผู้คนเท่านั้น สงครามที่นานนับพันปี สงครามที่ผู้ทำยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการสรรเสริญบูชาว่าเป็นนักรบแห่งสวรรค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วใครบางคนกำลังหาประโยชน์อยู่กับความเชื่อของพวกเขา” คิ้วของดีนขมวดลงก่อนจะมองขึ้นไปบนฟากฟ้า คล้ายกับพยายามจะจ้องตามองหาใครสักคนที่กำลังจ้องเขากลับเช่นกัน
    “คุณกำลังจะบอกว่ามีคนกำลังโกหกหรอคะ”
    “ไม่ได้โกหก แต่บอกความจริงไม่หมด นั่นคือคำพูดสวยหรูที่พวกผมซึ่งเป็นพ่อค้าชอบใช้ ใครบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หยิบยื่นความหวังให้กับคนจนตรอก ตอกย้ำความกลัวลงไปในหัวใจของคนที่ยังมีความหวัง แล้วเติมเต็มโลกใบนี้ด้วยความเคารพยำเกรงที่มีต่อตน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ ผมไม่คิดว่านั่นคือปาฏิหาริย์หรือการลงทัณฑ์อะไรเลยแม้แต่น้อย สำหรับผมมันก็แค่การสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์เท่านั้น” หัวใจของดีนนั้นไม่ได้คิดถึงการแก้แค้นแต่อย่างใด เพราะเขารู้ดีในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาว่ามันเป็นการกระทำที่โง่เขลา แต่สิ่งที่เขากำลังมองหาอยู่นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าความจริง ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี่ และในตอนที่ทั้งคู่กำลังนั่งเงียบอยู่นั้นเองที่เฟย์เดินเข้ามาพร้อมกับจานข้าวราดที่ดูดีกว่าทุกที
    “สองคน ทานกันมั้ย?” นั่นเป็นรอยยิ้มที่ดูดีทีเดียวในสายตาของดีน และอาหารมื้อนี้ก็อร่อยมากเป็นพิเศษด้วย เพราะมันทำมาจากวัตถุดิบที่ยังคงเหลืออยู่ในป่าสีเขียวที่กำลังจะตายไปแห่งนี้ วัตถุดิบหายากที่เฟย์บอกว่ามีเพียงคนของพระแม่เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับประทานมัน

    เวลาล่วงเลยไปนานในที่สุดการรอคอยของพวกกระต่ายขาวก็สำเร็จผล เสียงสัญญาณดังออกมาจากหนังสือดำบ่งบอกว่าการเชื่อมต่อประสบความสำเร็จแล้ว ยังมีดาวเทียมหลงเหลืออยู่นอกชั้นบรรยากาศ มันเป็นดาวเทียมทางการทหารสำหรับการแกะรอยและสนับสนุนภารกิจซึ่งจำศีลตัวเองมาตั้งแต่ศูนย์บัญชาการเก่าของมันพังลง ก่อนที่หนังสือดำจะเจาะระบบเข้าไปและยึดมันมาเป็นของตน
    [ดาวเทียมโอไรออนพร้อมใช้งานแล้ว กำลังอัพเดทข้อมูลแผนที่โลกในปัจจุบันพร้อมกับหาตำแหน่งของหอสมุดโลก ขั้นตอนต่างๆจะใช้เวลาราวๆห้านาที กรุณารอสักครู่ท่านผู้บัญชาการลูน่า]
    “อีกไม่นานแล้วสินะ” ลูเวียเอ่ยขึ้น
    “อย่าเพิ่งดีใจไป ต่อจากนี้วุ่นวายแน่ครับ”
    โซลพูดขึ้นพร้อมกับคิดถึงทฤษฎีที่เขาและลูน่าคิดขึ้นเกี่ยวกับการกระทำของพวกอัศวินเงินในวันก่อน และหากเป็นจริงนั่นก็หมายความว่าพวกมันกำลังรอจังหวะนี้อยู่ จังหวะที่พวกเขากำลังจะได้ที่อยู่ของหอสมุดโลกมา เพียงแต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจ ...ทำไมพวกนั้นถึงไม่แย่งหนังสือไปซะให้รู้แล้วรู้รอดเลยล่ะ? และอีกเรื่องนั่นคือพวกมันจะทำยังไงเพื่อที่จะรู้ว่าพวกเขาได้รับข้อมูลแล้วก็ในเมื่อแม้แต่พวกเขาที่เป็นนักล่าหนังสือยังไม่รู้จักวิทยาการณ์พวกนี้เลยด้วยซ้ำ ความสงสัยมีมากมายหากแต่เขาจำเป็นต้องพุ่งความสนใจไปที่ภารกิจตรงหน้าเสียก่อน
    [การอัพเดทข้อมูลสำเร็จ จะแสดงที่อยู่ของหอสมุดโลกออกมาเดี๋ยวนี้]
    และแล้วภาพของโลกในยุคแห่งความสิ้นหวังก็ถูกแสดงออกมา ทวีปที่เคยยิ่งใหญ่กลายสภาพเป็นทะเลทรายสีน้ำตาบอ่อนปูไปเกือบครึ่งของแผนที่ ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งนั้นมีดำและสีเขียวปนกันอยู่เป็นหย่อมๆ ทั้งสองทวีปที่ยังคงเหลืออยู่นั้นแทบจะเชื่อมติดกันมีเพียงเส้นสีดำบางๆกั้นขวางเอาไว้เท่านั้น และนั่นก็ทำให้ดีนรู้ตัวว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่สักเพียงใด เมื่อทะเลดำที่พวกเขาข้ามมานั้นเป็นเพียงรอยขีดเบาๆบนโลกเท่านั้น ในขณะที่รอบๆทวีปนั้นมีแต่ทะเลสีดำเต็มไปหมด โลกสีฟ้าไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
    จุดสีแดงกระพริบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแผนที่ขนาดใหญ่ ไกลออกไปในบึงสีดำแห่งความตายคำว่าหอสมุดโลกถูกเขียนเอาไว้ที่นั่น กว้างใหญ่และไกลเกินกว่าที่เอื้อมไปถึง ในบึงแห่งพิษที่ไร้ชีวิตจนแม้แต่โซลยังส่ายหน้าออกมาพร้อมกับบอกว่าไม่มีทางที่เจ้ายักษ์สี่ขาจะทนได้แน่ ไกลขนาดนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆก็สองเดือนทางเท้าและอีกหนึ่งเดือนทางน้ำซึ่งอย่างหลังนั้นเป็นไปไม่ได้
    “บ้าที่สุด...” ลูเวียส่ายหัวเบาๆด้วยความจนปัญญา
    “ไม่ใช่ว่ามันจมน้ำไปหมดแล้วหรอหนังสือพวกนั้นน่ะ”
    เฟย์กังขาต่อสิ่งที่เห็น หอสมุดโลกกลางทะเลดำดูจะไร้ซึ่งความหวังเสียเหลือเกิน นี่ผ่านมาก็เป็นร้อยปีแล้วคนจะดูแลก็คงจะไม่มี ขนาดหนังสือในทะเลทรายยังมีสภาพแบบนั้น กับหนังสือที่จมอยู่ในทะเลดำสภาพคงไม่ต้องพูดถึง ลูน่าเองก็มีสีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเธอเองก็ตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้ ทว่าในวินาทีนั้นเองที่อยู่ๆเสียงที่ผิดแปลกไปดังขึ้นมาจากหนังสือดำ แรกเริ่มนั้นมันเป็นเพียงซ่าติดต่อกันก่อนที่เสียงจะเริ่มชัดเจนขึ้น
    [พวกคุณได้ยินฉันมั้ยคะ?] ดวงตาสีม่วงของลูน่าเต็มไปด้วยความกังขากับน้ำเสียงของผู้หญิงที่ดังออกมา มันดูมีชีวิตไม่เหมือนเสียงจากหนังสือดำ [มีใครได้ยินฉันมั้ยคะ ฉันได้รับสัญญาณการเชื่อมต่อด้วยโปรโตคอลของกองทัพ ไม่ทราบว่าพวกคุณยังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ ท่านนนายพล ฉันเองค่ะ ฉันมาธิลด้า บรรณลักษณ์ของหอสมุดโลกค่ะ!] คำพูดที่ดูเร่งรีบและประโยคที่ว่าอีกฝั่งเป็นบรรณลักษณ์นั้นทำให้ลูน่าหันกลับไปตอบกลับโดยไม่รอความเห็นของใครทั้งนั้น
    “ได้ยินค่ะ พวกฉันกำลังฟังคุณอยู่!] อีกฝั่งดูจะตกใจกับเสียงของสาวน้อยที่ไม่รู้ว่าเป็นใครที่ไหนอยู่ไม่น้อยจึงได้นิ่งไปพักใหญ่ จนลูน่าเริ่มกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบโต้กลับ
    [คุณ... เป็นใครกันคะ]
    “พวกฉันเป็นนักล่าหนังสือค่ะ พวกเราเป็นคนใช้หนังสือดำติดต่อไปที่นั่นเอง” ดีนมองดูการสนทนานี้ด้วยความรู้สึกสับสน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าจะยังคงมีมนุษย์อยู่อาศัยที่หอสมุดโลกอย่างนั้นรึ แต่ว่าในสภาพที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลดำแบบนั้นมัน...
    [นักล่าหนังสือ... ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าพวกคุณเป็นใคร แต่ถ้าหนังสือดำไปตกอยู่ในมือพวกคุณแบบนี้แสดงว่าท่านนายพลคงจะทำไม่สำเร็จ ไม่สิ นี่ฉันหวังอะไรลมๆแล้งๆอยู่กันแน่ เวลามันผ่านมาตั้งร้อยกว่าปีแล้วแท้ๆ...] ปลายทางเงียบไปอีกครั้ง ก่อนที่น้ำเสียงตระหนกที่เคยมีจะเปลี่ยนกลายเป็นน้ำเสียงที่ดูราบเรียบ [...ถ้าอย่างนั้นฉันขอทราบจุดประสงค์ที่พวกคุณติดต่อเข้ามาหาได้หรือไม่คะ]
    “พวกเราต้องการไปที่หอสมุดโลกค่ะ พวกเราต้องการกู้เอาความรู้ของมนุษย์กลับคืนมา”
    [อย่างนั้นเองหรอคะ... นี่แสดงว่าพวกคุณยังไม่รู้อะไรเลยสินะคะ]
    “รู้... เรื่องอะไรหรอคะ?”
    [สาเหตุที่พวกคุณต้องเผชิญกับภัยพิบัติ เหตุผลที่แท้จริงของการคงอยู่ของหนังสือดำและหอสมุดโลก และความต้องการที่แท้จริงของเธอผู้นั้น ฉันคงจะบอกพวกคุณในตอนนี้ไม่ได้ อะไรๆมันก็ดูจะสายเกินไปซะแล้ว มือของฉันเอื้อมไปถึงได้แค่ดาวเทียมดวงนี้ สิ่งสุดท้ายที่ฉันทำได้คงจะเหลืออีกไม่มากแล้ว หากเธอคนนั้นรู้ตัวเข้า ดาวเทียมดวงนี้ก็คงจะไม่เหลือซาก เพราะฉะนั้นฉันจะถือว่านี่คือเดิมพันสุดท้ายของฉัน ฉันจะพาหอสมุดโลกไปหาพวกคุณในสองอาทิตย์ ให้ไปในจุดที่ฉันส่งไปยังหนังสือดำ เราจะได้พบกันที่นั่น หรือไม่ฉันก็อาจจะได้พบกับเธอแทน ใช่มั้ย... ซ่า พระแม่ ซ่า... ซ่า...] สัญญาณนั้นขาดหายไปชั่วขณะก่อนที่เสียงของหนังสือดำจะกลับมาดังเดิม
    [...การเชื่อมต่อกับดาวเทียมล้มเหลว] สิ้นเสียงอันเย็นชา ตำแหน่งสีส้มก็ปรากฏขึ้นมาบนแผนที่โลกพร้อมกับเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินทางไปถึงและมันใช้เวลาเพียงแค่สองสามวันเท่านั้นในสายตาของโซล [เปลี่ยนไปใช้การนำร่องด้วยข้อมูลสนามแม่เหล็กโลกชุดล่าสุดแทน ประเมินความแม่นยำของเส้นทางอยู่ที่ 90%]
    “แค่นั้นก็ถมเถแล้ว” โซลพูดขึ้นพร้อมกับหันไปทางเจ้าตัวยักษ์เพื่อบอกให้มันเตรียมตัว
    “จะไม่ไปบอกกับสภาแห่งปัญญาก่อนรึ?” เฟย์เขม่นสายตาไปยังโซ,และลูน่า พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่านักฆ่าของสภาแห่งปัญญายังคงยืนอยู่ข้างๆพวกเขา และนั่นทำให้ลูน่ายิ้มออกมาก่อนจะตอบกลับไป
    “แน่นอนอยู่แล้วค่ะเฟย์”
    ทุกคนเริ่มเก็บข้าวของเตรียมตัวจะออกเดินทางอีกครั้ง หากแต่ว่าดีนยังคงสงสัยคำพูดเมื่อครู่ของบรรณลักษณ์อยู่ และเขาก็คิดว่าทุกคนเองก็คงจะสงสัยในสิ่งเดียวกับเขาด้วยเช่นกันเพียงแต่ว่าทุกคนในตอนนี้นั้นแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหมด “ร้อยกว่าปีที่รอมาอย่างนั้นรึ... อีกฝ่ายเป็นอะไรกันแน่”

    อีกด้านอันห่างไกลจากความแห้งแล้วกันดาร มหานครแห่งพระแม่ เมืองมิเทร่าที่ตั้งตระหง่านด้วยป้อมปราการและความอุดมสมบูรณ์ มันดูเป็นดั่งเมืองในนิยายปรัมปราที่เต็มไปด้วยสีขาวและแสงแห่งความหวัง ที่ๆผู้คนมีแต่รอยยิ้มและความสะดวกสบายจากปาฏิหาริย์แห่งพระแม่ ทว่าในตอนนี้พระแม่ผู้กำลังนั่งอยู่บนบรรลังก์กลับมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
    “แกนี่ปากมากเสียจริงนะนังบรรณลักษณ์ แต่ยังดีที่แม่นั่นให้ตำแหน่งหอสมุดโลกกับพวกกระต่ายขาวไปแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงลังเลว่าจะยิงดาวเทียมนั่นทิ้งดีมั้ย...” รอยยิ้มค่อยๆกลับมาที่ริมฝีปากของเธอผู้เลอโฉมอีกครั้งก่อนที่เธอจะพูดขึ้นที่มุมปากเบาๆ “...ได้เวลาแล้วเหล่านักรบแห่งข้า จัดการตามแผนได้” เสียงอันศักดิ์แม้อยู่ไกลเพียงใดก็ยังได้ยิน ดวงเนตรสีฟ้าของเหล่านักรบศักดิ์สิทธิ์ในเกราะสีเงินลืมขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่ทั้งสามจะลุกขึ้นพร้อมกับศาสตราของคน ตาก็จ้องมองไปยังกลุ่มนักล่าหนังสือกระต่ายขาวที่กำลังออกเดินทางโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เมืองโลโกส
    “เพื่อพระแม่...”

    [ทำไมพี่ถึงได้ตามใจเฟย์แบบนั้นล่ะครับ] โซลติดต่อกับลูน่าทางจิตใจเพื่อไม่ให้เฟย์ได้รับรู้
    [ฉันไม่ได้ตามใจเฟย์ แต่ฉันต้องการกลับที่โลโกสก่อนเพื่อพิสูจน์ความจริงและเพื่อมอบโอกาสให้กับนักล่าคนอื่น นายคงยังไม่ลืมเรื่องที่ฉันตั้งสมมุติฐานว่าเรากำลังถูกหมายหัวอยู่ใช่มั้ย] โซลนิ่งไปแต่สิ่งที่ลูน่าพูดนั้นเป็นความจริง พวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่และนั่นจะดีกว่าหากนักล่าหนังสือคนอื่นได้รู้เรื่องนี้ด้วย
    [แล้วความจริงที่พี่ลูน่าต้องการรู้น่ะหมายถึงอะไรหรอครับ]
    [ความจริงที่ว่าทำไมฉันถึงอ่านพวกผู้เฒ่าไม่ได้ เหมือนอย่างที่ฉันอ่านพวกอัศวินสีเงินพวกนั้นไม่ได้ ไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นมีตัวตนอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันสงสัยมานานแต่ไม่ว่าจะคิดยังไงฉันก็หาเหตุผลไม่ได้เลยสักนิด ก่อนที่เรื่องทุกอย่างนี่จะจบลงฉันต้องรู้ให้ได้] ดวงตาของลูน่าดูมุ่งมั่นและนั่นไม่เหมือนกับดวงตาของคนที่ต้องการรู้เพียงอย่างเดียว แต่นั้นคือดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังขาและความรู้สึกกังวลที่ไม่อาจจะสลัดให้พ้นไปได้
    และในตอนที่ทุกอย่างกำลังตกอยู่ในความเงียบนั่นเองที่เสียงหนักๆดังขึ้นมาจากอีกด้านของหน้าผา ก่อนที่มันจะตามมาด้วยการปรากฏตัวอย่างฉับพลันของอัศวินสีเงินสามตน ราฟาเอล แกเบรียล และอัซราเอล ดวงตาสีฟ้าทั้งสามคู่จ้องมองไปยังศัตรูเบื้องหน้าไม่วางตาก่อนที่อาวุธทั้งสามจะฟาดฟันลง
    “หลบเดี๋ยวนี้!” ดีนตะโกนขึ้นพร้อมกันกดตัวของลูน่าลงไปกับหลังของเจ้ายักษ์ใหญ่ ส่วนโซลนั้นรีบออกคำสั่งไปให้คู่หูของเขาโยกหลบอาวุธร้ายทั้งสามนั้น ดาบสั้นและดาบยาวนั้นพอจะหลบไหว หากแต่หอกที่พุ่งเข้ามานั้นยากเกินกว่าที่จะลบ คมอาวุธทะลุผ่านเกราะที่แข็งแกร่งเยี่ยงเหล็กกล้าเรียกเลือดออกมาจากสัตว์ยักษ์ได้สำเร็จ
    ดวงตาสีแดงลุกโชนไปด้วยความโกรธและกระหายเลือด โซลรู้ตัวในทันทีว่าคู่หูของเขาไม่ฟังใครอีกแล้วเมื่ออยู่ๆก็มีคนมาลูบคมของมัน ชายหนุ่มจึงรีบสั่งให้คนอื่นๆลงไปจากหลังของเจ้าสี่ขาในทันที หางยาวใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนามฟาดไปมาไม่ยั้งด้วยความโกรธจากบาดแผลส่งทั้งฝุ่นทั้งเศษหินปลิวกระจายไปทั่ว ดวงตาสีแดงจ้องมองไปยังศัตรูผู้ถือหอกเป็นอาวุธก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีโดยไม่ลืมหูลืมตา
    “แยกออกมา อย่าเข้าไปใกล้เขา!” โวลดึงเอาลูเวียออกมาได้ทัน แต่ดีน ลูน่าและเฟย์ยังคงตกอยู่ในม่านฝุ่นและความวุ่นวายตรงหน้า
    “ลูน่า เฟย์!” ดีนรีบวิ่งไปหาลูน่าที่กำลังยืนขึ้นอย่างทุลักทุเลพร้อมกับหนังสือดำในอ้อมกอด ส่วนเฟย์นั้นก็มัวแต่ประคองสาวน้อยจนไม่ทันเห็นแกเบรียลที่มายืนอยู่ด้านหลัง
    “ตายไปซะ ซีโน” ปัง! เสียงปืนเอเคดังขึ้นส่งกระสุนเข้าไปหาศัตรูเบื้องหน้าแต่อีกฝ่ายกลับสามารถยกโล่ขึ้นมากันกระสุนนั้นได้
    “ถอยออกมาเร็วเข้า!”
    ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรต่อ เสียงพื้นแตกก็ดังขึ้น มันไม่อาจรับการโจมตีจากเจ้าตัวใหญ่ได้อีกต่อไป ดีนเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าอุ้มลูน่าขึ้นหมายจะพาเธอออกไปจากหายนะตรงหน้า ทว่าช้าเกินไป ทั้งสองร่วงหล่นลงไปยังพื้นด้านล่างพร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของโซลที่กำลังมองเหตุการณ์นั้นอยู่ และมันก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่ออัซราเอลเห็นทั้งคู่หล่นลงไป หอกในมือขวาของเขาถูกควงตั้งท่าก่อนที่อัศวินเงินจะตัดสินใจกระโดดตามทั้งคู่ลง
    ระยำ ระยำแล้ว โซลคิด แต่ไม่คิดว่าอะไรๆจะเลวร้ายได้เท่านี้ พวกเขาอยู่ด้วยกันยังพอจะทำอะไรได้ ทว่าในตอนนี้ที่เหลือเพียงดีนและลูน่าอยู่เบื้องล่าง เขาไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าดีนจะทำอะไรอัซราเอลได้ และกับลูน่าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอสัมผัสจิตของพวกอัศวินเงินไม่ได้ด้วยซ้ำ สายตาของโซลจึงหันไปหาเฟย์แล้วออกคำสั่งในทันที
    “เฟย์ ตามพี่ลูน่าไป!”
    ร่างอันปราดเปรียวนั้นไม่รอให้โซลต้องพูดซ้ำ หญิงสาวกระโจนลงไปเบื้องล่างในทันทีแต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือแกเบรียลที่กระโจนตามเธอลงมาอีกคน คมดาบสั้นสะบั้นลงเฉียดเธอไปเพียงเล็กน้อย และแม้ว่านั่นจะไม่รุนแรงเท่าดาบของราฟาเอล แต่หากว่าโดนเข้าไปร่างเล็กๆของเธอคงจะกระจุยเป็นชิ้นๆแน่
    สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ด้านล่างนั้นมีกระต่ายขาวสามคนแต่คนที่สู้ได้มีเพียงคนครึ่ง ดีนยังเจ็บซี่โครงอยู่สู้ก็คงจะได้ไม่เต็มร้อย ส่วนอีกฝ่ายนั้นต้องเรียกว่าพวกมันคือกองทัพย่อยๆสองกองทัพ สิ่งที่โซลคิดได้ในตอนนี้มีเพียงพวกเขาต้องตามลงไปช่วยเท่านั้น เพียงแต่ว่าราฟาเอลดูจะไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น
    “ครั้งนี้ข้าจะล้างอายเหตุการณ์เมื่อคราวแดนทะเลทราย พวกเจ้าจะต้องถูกทำลายที่นี่ทั้งหมด”
    “ใจเย็นไอ้เพื่อนยาก อย่าเพิ่งโมโหไป” โซลไม่ได้พูดกับราฟาเอล หากแต่เขากำลังพูดกับเจ้าตัวยักษ์สี่ขาที่ยืนอยู่ด้านหลังของอัศวินสีเงินด้วยทั้งภาษาของตนและภาษาของอีกฝ่าย เมื่อในยามนี้ดวงตาสีแดงยังคงโกรธไม่หายและมันกำลังต้องการใครสักคนที่จะมาระบายอารมณ์ของมัน ใครก็ได้ทั้งนั้น

    ที่พื้นด้านล่างนั้น เฟย์กำลังยืนเผชิญหน้ากับอัซราเอลในสภาพเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปต่อสู้ทุกเมื่อ ดวงตาของหญิงสาวมองไปรอบๆตัวจนทั่วเพื่อดูว่ามีใครอื่นอีกอยู่หรือไม่ในป่าอันมืดมิดเช่นนี้ และเมื่อเห็นว่ารอบตัวนั้นมีเพียงเธอและอัซราเอลเพียงสองคน คมมีดก็ถูกเก็บลงในปลอกของมัน เปิดเผยให้เห็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอ
    “ทำได้ดีมากเฟย์ หากไม่ใช่เพราะเจ้าพวกกระต่ายขาวคงต้องใช้เวลานานกว่านี้ในการหาทางข้ามทะเลดำเพื่อไปนำกุญแจดำมา...” แกเบรียลเองก็เก็บดาบและโล่ของตนลงก่อนจะเดินเข้ามาหาหญิงสาวอย่างช้าๆ “...ความสามารถในการต่อสู้ที่ทำให้อันตรายทุกอย่างดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ความสามารถในการปรุงยาและการเอาตัวรอดในดินแดนที่ไม่รู้จัก และเหนืออื่นใด...” ผมสีทองของเฟย์ค่อยๆเปลี่ยนสีไปอย่างช้าๆจนกลายเป็นสีเงิน ดวงตาสีฟ้าที่เคยเย็นชาก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีม่วงอันลึกลับ สีม่วงแบบเดียวกับโซลและลูน่า “...คือลูน่าไม่อาจรับรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้า”
    แต่ดูเหมือนจะมีบางอย่างขัดใจเฟย์ทำให้หญิงสาวชักมีดออกมาแล้วพุ่งเข้าหาอัซราเอลก่อนจะใช้คมของมันจี้ไปที่ซอกคอของเขา ทั้งความเร็วและกำลังนั้นน่ากลัวเกินกว่าที่เธอจะถูกเรียกว่ามนุษย์ ดวงตาสีม่วงนั้นเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดและคำถามที่ค่อยๆดังออกมาเป็นคำพูด
    “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าตายไปซะซีโน เจ้าหมายถึงข้าหรือลูน่ากันแน่”
    “หึๆ เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าหรือจะแทงข้างหลังสหายผู้เต็มไปด้วยความศรัทธาได้”
    “อย่าให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก...” แม้จะไม่พอใจกับคำตอบมากนัก แต่หญิงสาวก็ยอมเก็บมีดของตนก่อนจะเดินออกไปในความมืดอย่างช้าๆ “...บอกให้อัซราเอลไว้ชีวิตผู้ชายซะ หมอนั่นไม่ใช่กระต่ายขาวเต็มตัว”
    “ถ้าทางหมอนั่นจะดังน่าดูนะ คำสั่งของพระแม่ก็แบบเดียวกับเจ้าเปี้ยบเลย” เฟย์ได้ยินแต่ไม่สนใจจะตอบกลับเธอเพียงหายเข้าไปในความมืดของป่าทิ้งให้อัซราเอลยืนอยู่เพียงลำพัง
    “หึๆ ทำหน้าที่ได้ดีมากเฟย์ ซีโนแห่งพระแม่”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  3. #23
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 12 ครึ่งนึงของความจริง

    ดีนหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะเพื่อเร่งสมาธิของตนให้ถึงขีดสุด สายตาก็จ้องไปยังอัศวินสีเงินผู้ถือหอกยาวกว่าสองเมตร ดวงตาสีน้ำเงินภายใต้ชุดเกราะที่ดูเพรียวบางนั้นเองก็จ้องมองมาทางเขาเช่นกัน หากแต่ว่านั่นเป็นเพียงแค่ความคิดวูบแรก เพราะเมื่อชายหนุ่มลองสังเกตการณ์เดินตีวงของอีกฝ่ายดูดีๆเขาก็ได้เข้าใจ เป้าหมายของอัศวินที่ชื่ออัซราเอลคนนี้ไม่ใช่เขา หากแต่เป็นลูน่าต่างหาก
    สาวน้อยเองก็เหมือนจะรู้ตัวดี เธอกอดหนังสือดำที่คว้ามาทันด้วยความหวงแหนไม่อยากให้มันตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีม่วงของเธอนั้นจ้องเขม็งไปยังทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายโดยที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอพยายามจะทำอะไร แต่ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการอ่านของเธอก็ไม่อาจจะมองทะลุเข้าไปในชุดเกราะนั้นได้เลย
    [ทางขึ้นจากตรงนี้ไม่มี ฉันจะเป็นคนบอกให้โซลส่งคู่หูของเขามารับเราเองค่ะ] สาวน้อยโทรจิตหาดีนด้วยน้ำเสียงที่ดูต่างจากปกติ เธอกำลังคิดวางแผนอยู่ด้วยความรอบคอบและด้วยจิตใจที่มั่นคงโดยไม่มีแม้เศษเสี้ยวความเกรงกลัวต่อศัตรูตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
    [จนกว่าจะถึงตอนนั้นอยู่ข้างหลังผมเอาไว้ครับ หมอนี่ที่มันไม่โจมตีเข้ามาคงมีเหตุผลบางอย่าง]
    ดีนเดาได้อย่างถูกต้อง อัซราเอลสามารถเข้ามาฆ่าเขาได้ทุกเมื่อแต่เหตุผลที่เขาไม่ทำนั้นเป็นเพราะคำสั่งของพระแม่ นี่คือการผิดแผนจากที่ควรจะเป็นของอัศวินเงิน เพราะเขาไม่คาดฝันว่าคนที่จะถูกแยกออกมาพร้อมกับลูน่าจะเป็นดีน ชายหนุ่มที่พระแม่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้เขาไว้ชีวิต หากว่าชายตรงหน้าเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาที่ไร้ซึ่งฝีมือการต่อสู้เขาก็คงจะเข้าไปแยกอีกฝ่ายออกจากลูน่าและฆ่าเธอซะ ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น
    ปังๆ เสียงปืนเอเคดังกังวานก้องผืนป่าสีเขียว และมันก็ชะงักการเคลื่อนไหวของอัศวินสีเงินตรงหน้าเอาไว้ได้ เจ้านั่นไม่กล้าที่จะเข้ามารับกระสุนเต็มๆ อาจจะเป็นเพราะเกราะที่ดูเพรียวบางกว่าอัศวินอีกสองคนที่เหลือ ดีนคิดเช่นนั้นและคาดหวังเอาไว้ว่ากระสุนปืนจากยุคโบราณนี้จะยังคงมีพิษสงในการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามได้อยู่
    การจ้องมองด้วยความตึงเครียดนั้นดำเนินต่อไปโดยมีทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกและรับ กระสุนของดีนเองสร้างได้เพียงแผลข่วนเล็กๆ แต่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เขารู้ว่ามันได้ผล ส่วนอีกฝ่ายเองก็ไม่สามารถลงมือได้เต็มที่เมื่อลูน่ายืนหลบอยู่ข้างหลังดีนตลอดแถมเธอยังมีหนังสือดำที่ทำจากอดามันทาเนี่ยมเป็นโล่กำบังอีก ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่อัศวินสีเงินชื่นชอบเลยแม้แต่น้อย

    กลับกัน ด้านบนนั้นสถานการณ์ดูจะเลวร้ายกว่ามาก เมื่อบัดนี้แกเบรียลกลับขึ้นมาจากหน้าผาด้านล่างเพื่อมาสมทบกับราฟาเอล โซลได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากลูน่าแล้ว แต่ว่าตรงหน้ามันสุดกำลังที่เขาจะทำอะไรได้เมื่ออัศวินทั้งสองตั้งใจจะฆ่าพวกเขาอย่างจริงจัง คมดาบสั้นและดาบสองมือฝากแผลให้กับสองกิ้งก่าของเขามากขึ้นเรื่อยๆจนความเร็วของมันทั้งสองเริ่มตกลง
    [ถอยกลับมา ไม่ต้องเข้าไปแลกแล้ว]
    โซลสั่งไปยังทั้งสอง แล้วทั้งคู่ก็ปลีกตัวออกมาจากราฟาเอลเปลี่ยนจากการโจมตีมาเป็นการล้อมวงอยู่ห่างๆแทน ส่วนราฟาเอลนั้นแทนที่จะไล่ตามมาทันที เขากลับยกดาบขึ้นขวางตัวแล้วมองสลับซ้ายขวาด้วยไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดใดๆขึ้นอีก ในขณะที่เจ้าสี่ขาร่างยักษ์ที่ควรจะเป็นความหวังในตอนนี้นั้นกลับไม่ยอมทำตามที่โซลขอเลยแม้แต่นิดเดียว มันมัวแต่ไล่ตามแกเบรียลที่ตั้งท่าล่อให้เจ้าตัวใหญ่ถอยไปไกลๆ เพื่อที่มันจะได้ไม่มาเกะกะการต่อสู้ของราฟาเอล
    ปัง! เสียงที่ดังดุจดั่งฟ้าผ่าก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ กระสุนขนาดยักษ์พุ่งเข้าไปโดนราฟาเอลเต็มๆจนเกิดประกายไฟลุกวาบขึ้น ทว่ากระสุนที่เคยฉีกทุกอย่างเป็นชิ้นๆกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับอัศวินสีเงินได้เลยแม้แต่น้อย หัวกระสุนบิดเบี้ยวเสียรูปร่างก่อนจะกระเด็นออกจากชุดเกราะสีเงินนั้น ได้อย่างดีก็แค่ทำให้เขาเสียศูนย์เท่านั้น ใช่ว่าโซลและลูเวียจะไม่รู้ พวกเขาเคยลองใช้ปืนกระบอกนี้ยิงราฟาเอลมาก่อนแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆจากการยิงกระสุนนัดนี้คือ...
    “ไป!”
    เจ้ากิ้งก่าสองตัวที่เคยถอยออกมาตั้งท่ารอกระโดดแยกไปหาโซลและลูเวียเพื่อนำทั้งคู่หนีออกไปจากที่นี่ โซลนั้นขึ้นขี่คู่หูของเขาอย่างรวดเร็วและสั่งให้มันกระโดดลงไปในหน้าผาเพื่อไปรับพวกของลูน่า ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นมุ่งไปทางลูเวียที่กำลังเก็บปืนของขึ้นจากพื้น
    ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อราฟาเอลเขวี้ยงดาบของตนไปยังกิ้งก่าที่กำลังจะไปรับลูเวีย มันเป็นการเขวี้ยงที่สะเปะสะปะจนคมดาบไม่อาจอยู่ในตำแหน่งสังหาร แต่ทันทีที่มันโดนขาของเป้าหมาย เสียงกระดูกหักก็ดังขึ้นส่งผลให้เจ้ากิ้งก่าโชคร้ายล้มคว่ำไม่เป็นท่าพร้อมกับส่งเสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด
    โซลและกิ้งก่าอีกตัวเห็นดังนั้นก็พยายามจะไต่กลับขึ้นมาจากหน้าผาเพื่อไปช่วยคนที่ยังคงค้างอยู่ด้านบน แต่ความชันของหน้าผานั้นทำให้การกลับขึ้นไปเป็นไปไม่ได้ ชายหนุ่มจึงได้แต่ตะโกนร้องบอกให้ลูเวียหนีไปโดยไม่อาจทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ด้วยตอนนี้เจ้ายักษ์สี่ขานั้นยังคงไม่ยอมรับฟังอะไรจากเขาเลยแม้แต่น้อย
    “แกเป็นยังไงบ้าง!”
    ลูเวียวิ่งเข้าไปหาคู่หูต่างสายพันธุ์ที่ร่วมเดินทางกันมานานด้วยความเป็นห่วง ขาของมันนั้นบิดไปคนละทางจากที่ควรจะเป็นอย่างน่ากลัว มันดิ้นพร่านไปมาด้วยความเจ็บปวดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะค่อยๆสงบลงเมื่อรู้ว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ คอยาวๆของมันหมุนหันกลับไปมองยังศัตรูด้วยสายตาอาฆาตแค้นแต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ เมื่อบัดนี้ร่างสีเงินได้มายืนอยู่เบื้องหน้าของทั้งสองแล้ว
    “วันนี้แหละที่พวกเจ้าจะต้องจบชีวิตลง พวกเจ้าจะกลายเป็นตัวอย่างให้แก่นักล่าหนังสือคนอื่นได้เห็น ว่าการกระทำอันโง่เขลานั้นจะนำพามาซึ่งความตาย”
    ดาบขนาดยักษ์ถูกดึงขึ้นมาจากพื้น ลูเวียที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบหันปืนของตนขึ้นไปยิงส่งๆพอให้โดนอีกฝ่าย แรงกระแทกทำให้ราฟาเอลเซถลาแต่กับลูเวียที่ไม่ได้ตั้งท่าจะยิงนั้นถึงขึ้นกระเด็นหงายหลังเพราะแรงถีบปืน อัศวินเงินเห็นว่าอันตรายยังมีอยู่ตรงหน้าจึงละสายตาจากกิ้งก่าที่นอนไร้ทางสู้หันมาหาหญิงสาวผู้ถือปืนอันตรายแทน
    “ไอ้เวรเอ้ย!” เธอคว้าปืนขึ้นมาอีกครั้งแล้วยิงเข้าไปใส่เต็มอกของอีกฝ่ายทว่าผลกลับยังคงเป็นแบบเดิม และกระสุนของเธอนั้นเหลืออีกเพียงสามนัดเท่านั้น ความหงุดหงิดเริ่มเข้าครอบงำหญิงสาวแทนที่ความกลัวต่อภัยอันตราย ไอ้บ้านี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะยิงเท่าไหร่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่มีรอยขีดข่วนใดๆเลยสักนิด
    ดาบขนาดยักษ์ฟาดลงเฉียดเธอไปเพียงเล็กน้อย หญิงสาวทำได้แค่หลบและหลบโดยไม่มีทางจะตอบโต้เลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเธอถูกต้อนมาจนมุมและที่นั่นเธอเริ่มคิดถึงกระสุนนัดที่สี่ขึ้นมา กระสุนที่เธอไม่อยากจะใช้มันเพราะความหายากและความที่โซลเคยสั่งเอาไว้ว่าห้ามใช้เด็ดขาดจนกว่าจะถึงตาจนจริงๆ
    ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหญิงสาวไม่มีทางเลือกอีกต่อไป กล่องสีขาวที่มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ดูคล้ายดอกไม้สีเหลืองสามแฉกถูกดึงออกมาจากเป้ข้างหลังเธอ มันไม่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่ที่โซลได้เห็นสัญลักษณ์นั้นและเข้าใจถึงความหมายของมันเป็นอย่างดี “แม้แต่เปิดก็อย่าได้คิดจะทำเชียวนะครับ ถึงคนยุคก่อนจะบอกว่ามันไม่อันตรายแต่ก็ยังมีคนสงสัยอยู่ และถ้าเกิดมันมีอันตรายขึ้นมาจริงๆคนที่จะต้องลำบากไม่ได้มีแต่พี่ลูเวียเท่านั้นนะครับ”
    “แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีใครอยู่แล้วนี่หว่า”
    กล่องสีขาวถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะโยนกล่องเปล่าเข้าไปใส่ราฟาเอลเพื่อเบี่ยงความสนใจของเขา และวินาทีนั้นเองที่อัศวินสีเงินได้เห็นสัญลักษณ์เตือนภัยกัมมันตภาพรังสีที่เขาไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง แต่เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้เขารู้ว่าอันตรายกำลังจะใกล้เข้ามา ดวงตาสีฟ้ามองไปยังลูเวียด้วยความตื่นตระหนกและเมื่อเขาเห็นว่ากระสุนหน้าตาประหลาดที่คอดกิ่วตรงกลางถูกโหลดเข้าไปในปืนสไนเปอร์กระบอกนั้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดก็สั่งให้เขาหลบทันที
    “เอาไปชิมซะไอ้เวร กระสุนยูเรเนียมเสื่อมสภาพ”
    ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น กระสุนก็ถูกปล่อยออกมาจากปลายกระบอกปืนพร้อมกับที่ปลอกค้ำจุนกระสุนหลุดแยกออกจากกัน เผยให้เห็นหัวกระสุนที่เรียวแหลมเหมือนเข็มหมุนควงเข้าหาเป้าหมายตรงหน้า กระสุนสังหารต่อต้านยานเกราะพุ่งเข้าเต็มหน้าของราเอลที่อยู่ในระยะเกินกว่าจะหลบ หัวกระสุนแตกออกเป็นเข็มเล็กๆนับร้อยสิบพร้อมกับปลดปล่อยความร้อนมหาศาลออกมาทะลวงชุดเกราะอันแข็งแกร่งเข้าไปเผาไหม้ทุกอย่างที่อยู่ภายในนั้น
    ลูเวียมองดูร่างที่มีเปลวเพลิงลุกออกมาจากหัวด้วยมือไม้ที่สั่นเทาไปหมด ถ้าจะมีครั้งใดที่เธอไม่รู้สึกผิดที่ฆ่าคนก็คงจะเป็นครั้งนี้ ครั้งที่เธอไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นคนหากแต่เป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่มีวันตาย ทว่าเมื่อเปลวเพลิงนั้นมอดไปเธอก็กลับได้เห็นภาพที่ทำให้เธอแทบจะสิ้นสติ
    “ไอ้พวกมนุษย์!”
    เสียงนั้นดูขาดๆหายๆแต่ดังก้องกังวานด้วยความโกรธแค้น ราฟาเมองมาที่ลูเวียอย่างเคียดแค้นทว่าไม่ใช่ด้วยดวงตาของมนุษย์ ชุดเกราะส่วนหัวที่ถูกทำลายจนหมดทำให้เธอได้ตระหนักว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่ใช่มนุษย์หากแต่เป็นเครื่องจักรบางอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน
    “แก... แกเป็นตัวอะไรกันวะ”
    “บังอาจนัก พวกแก พวกแก!”
    อัศวินสีเงินทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาลูเวียทว่าในพริบตาการเคลื่อนไหวของมันกลับหยุดลงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่ราฟาเอลจะค่อยๆเดินถอยออกไปด้วยท่าทีที่แปลกประหลาดและเสียงบางอย่างที่ไม่ใช่เสียงของเขาอีกต่อไป
    “ภารกิจล้มเหลว ทุกยูนิตถอนกำลังในทันที ขอย้ำ ทุกยูนิตถอนกำลังในทันที”
    ร่างจักรกลนั้นหนีหายไปแล้วแต่ความรู้สึกตระหนกนั้นยังคงไม่จางหายไป ลูเวียค่อยๆตั้งสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงก่อนที่จะใช้โทรจิตติดต่อไปยังลูน่าโดยไม่สนใจว่าเธอกำลังรับฟังอยู่หรือไม่
    “พวกเรา เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...”

    ทุกคนนั้นกลับมารวมตัวกันอีกครั้งยกเว้นเฟย์ที่ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน เจ้าสี่ขาตัวใหญ่มีแต่แผลเต็มไปหมดแต่ท่าทางว่ามันจะพอใจกับการต่อสู้ที่มีแต่มันคนเดียวรับรู้ กิ้งก่าที่ขาหักไปนั้นถูกเข้าเฝือกด้วยไม้และวัศดุที่พอจะหาได้รอเฟย์ที่เชียวชาญการรักษามากกว่านี้กลับมาดูอาการ ส่วนคนอื่นๆในกองกำลังนั้นกำลังนั่งล้อมวงฟังเรื่องเล่าของลูเวียด้วยใจที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
    “หมอนั่นเป็นเครื่องจักร?” ดีนถามด้วยความสงสัยและต้องการคำยืนยันจากอีกฝ่าย ว่ากันตามตรง เขาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างอัศวินพวกนั้นกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การพูดการจา หรืออารมณ์ที่พวกเขาแสดงออก จะมีก็แค่พลังของพวกเขาเท่านั้นที่ดีนเห็นว่าแตกต่าง
    “ดีน... ไอ้หมอนั่นโดนกระสุนยูเรเนียมเสื่อมสภาพเข้าไปที่หัวเต็มๆแล้วยังยืนได้อยู่นะ แถมไอ้ที่ฉันเห็นข้างในหัวของมันนั้นก็ไม่ใช่เนื้อหนังมนุษย์ด้วย แต่นั่นเป็นเครื่องจักรชัดๆ” ลูเวียชี้ไปที่ภาพที่หนังสือดำกำลังฉายอยู่ เธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสิ่งที่ตนได้เผชิญมานั้นมีหน้าตาไม่ต่างไปจากภาพของแอนดรอยน์ในยุคใหม่เลยสักนิด
    “ไม่หรอกค่ะคุณดีน ไม่ใช่แค่หมอนั่น ถ้าฟังจากที่คุณลูเวียเล่าฉันมั่นใจว่าพวกอัศวินเงินทั้งหมดนั่นเป็นหุ่นยนต์อย่างแน่นอน...” ลูน่านั้นไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ที่จริงเธอเองก็รู้อยู่แล้วว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับอัศวินสีเงินพวกนั้น เพียงแต่เธอไม่สามารถหาคำตอบได้มาก่อน “...ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่ฉันไม่สามารถอ่านพวกเขาได้ก็มีเหตุผลแบบนี้สินะคะ”
    “นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ พวกของพระแม่มีกฎเหล็กที่ห้ามใช้วิทยาการณ์ไม่ใช่รึไง แล้วหุ่นยนต์พวกนี้มันคืออะไรกันแน่” โซลถามขึ้นในขณะที่ลูน่ารวบรวมความคิดเพื่อหาคำตอบ
    “คิดได้อย่างนึงนะคะว่า มีใครบางคนที่คิดการใหญ่อยู่เบื้องหลัง ใครบางคนที่รู้เรื่องราวของโลกยุคก่อนดีและครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูงกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการทหาร”
    “เธอหมายถึงกลุ่มผู้นำโลกจากยุคก่อนอย่างนั้นรึ” ดีนถามขึ้นด้วยความที่เขาเองก็เคยได้ยินข่าวลือว่าอาจจะมีบังเกอร์ที่ไหนสักแห่งในโลกที่ยังคงปฏิบัติการได้อยู่และยังคงมีคนใหญ่คนโตคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
    “อาจจะไม่ใช่พวกเขา อาจจะเป็นทายาทของพวกเขาเพราะนี่มันก็ผ่านมานานหลายร้อยปีแล้ว”
    “นี่ก็หมายความว่าพวกเราถูกหลอก...”
    “ไม่ใช่ค่ะ...” ลูน่าตอบลูเวียพร้อมกับส่ายหัว “...คนที่ถูกหลอกคือคนของพระแม่ต่างหาก พวกเขาไม่รู้เลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอกด้วยศรัทธา ทุกอย่างที่พระแม่แสดงอิทธิฤทธิ์มาจนถึงบัดนี้คงจะเป็นเทคโนโลยีทั้งหมด ทั้งเรื่องที่พืชพรรณอุดมสมบูรณ์นั่น ทั้งเรื่องแสงศักดิ์สิทธิ์นั่น ถ้าบอกให้หนังสือดำหาให้ก็คงจะได้คำตอบ” ลูน่าพูดขึ้นพร้อมกับออกคำสั่งไปยังหนังสือดำให้หาคำตอบให้แก่เธอ
    “เดี๋ยวก่อนนะพี่ลูน่า...” โซลรู้สึกสะกิดใจบางอย่างขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ลูน่าไม่สามารถอ่านใจได้ “...พวกผู้เฒ่านั่น!”
    ลูน่าหน้าซีดเผือกไปในทันที ใช่เธอลืมไปเสียสนิท ถ้าสิ่งที่เธอไม่สามารถอ่านใจได้คือพวกหุ่นยนต์นั่นก็หมายความว่าผู้เฒ่าพวกนั้นเป็น... เสียงสัญญาณบ่งบอกว่าพบข้อมูลแล้วดังขึ้นมาจากหนังสือดำ พร้อมกับที่ภาพโฮโลแกรมถูกฉายขึ้นให้เห็นภาพของสิ่งที่เคยถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ของพระแม่ แบบแปลนของสิ่งก่อสร้างทรงเรียวยาวขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยแผงสี่เหลี่ยมมากมายเรียงร้อยกันเป็นรูปกลีบดอกไม้ขนาดยักษ์ถูกแสดงขึ้นมาพร้อมกับคำอธิบายจากหนังสือดำ
    [ปืนใหญ่อนุภาค “โลกแห่งสันติ” ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2150 ด้วยการร่วมมือของสมาพันธ์แนวร่วมแห่งอเมริกา โครงการเป็นความลับสุดยอดทางการทหารและถูกเปิดเผยต่อสถารณะในฐานะของปืนยิงอนุภาคเพื่อการแก้ไขปัญหาชั้นโอโซน โดยมีนัยยะสำคัญที่แท้จริงทางการทหาร ขนาดของเตาพลังงานและความเข้มของรังสีถูกปิดเป็นความลับ การทดลองทางการทหารครั้งแรกมีขึ้นในภารกิจกำจัดกลุ่มกบฏของสมาพันธ์ อัตราความสำเร็จอยู่ที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เป้าหมายถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด]
    ภาพการทดลองถูกฉายให้ทั้งหมดได้เห็น ภาพของลำแสงสีฟ้าอ่อนที่อบอุ่นค่อยๆกลายสภาพเป็นแสงสีม่วงแดงอันน่าสยดสยองก่อนที่มันจะกลืนตึกทั้งตึกให้หายไปในพริบตา ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการระเบิดเลยแม้แต่น้อยเมื่อมันไม่มีเศษซากอันใดหลงเหลืออยู่เลยสักนิด และนั่นก็ทำให้ลูน่าได้ประจักษ์
    “ไม่จริง... หรือว่านี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งสภาแห่งปัญญาขึ้น”
    “เป้าหมายที่แท้จริง เธอหมายความว่ายังไงลูน่า” ดีนถามขึ้น แต่ทว่าก่อนที่ลูน่าจะตอบเขากลับ เสียงฝีเท้าของใครบางคนกลับดังขึ้นมาเสียก่อน และเมื่อดีนหันไปหาเขาก็ได้เห็นเฟย์ที่กำลังเดินออกมาจากมุมมืดของป่า
    “เฟย์ คุณปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มลุกเดินไปหาหญิงสาวตรงหน้าหวังจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและไต่ถามความเป็นไปของเธอ ทว่าในตอนนั้นนั่นเองที่ลูน่าสังเกตเห็นแสงแวววับในมือของหญิงสาวตรงหน้า
    “ดีนระวัง!”
    ไม่ทันเสียแล้ว คมมีดปักลงเข้าไปที่ท้องของดีนโดยมือของเฟย์ ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยความไม่เข้าใจและความสงสัยในการกระทำ หากแต่ใบหน้าที่เย็นชานั้นหาได้ให้คำตอบอะไรแก่เขาไม่ ร่างที่ยังคงบอบช้ำอยู่ร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยเลือดที่อาบนอง ในขณะที่ผู้ลงมือนั้นเดินผ่านเขาไปช้าๆพร้อมกับผมและนัยน์ตาที่เปลี่ยนสีไป
    “พวกเจ้ารู้มากไปแล้ว ข้าจำเป็นจะต้องกำจัดพวกแกทิ้งซะ เพื่อพระแม่...”ตอนที่ 12 ศัตรูแต่กำเนิด

    ดีนหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะเพื่อเร่งสมาธิของตนให้ถึงขีดสุด สายตาก็จ้องไปยังอัศวินสีเงินผู้ถือหอกยาวกว่าสองเมตร ดวงตาสีน้ำเงินภายใต้ชุดเกราะที่ดูเพรียวบางนั้นเองก็จ้องมองมาทางเขาเช่นกัน หากแต่ว่านั่นเป็นเพียงแค่ความคิดวูบแรก เพราะเมื่อชายหนุ่มลองสังเกตการณ์เดินตีวงของอีกฝ่ายดูดีๆเขาก็ได้เข้าใจ เป้าหมายของอัศวินที่ชื่ออัซราเอลคนนี้ไม่ใช่เขา หากแต่เป็นลูน่าต่างหาก
    สาวน้อยเองก็เหมือนจะรู้ตัวดี เธอกอดหนังสือดำที่คว้ามาทันด้วยความหวงแหนไม่อยากให้มันตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีม่วงของเธอนั้นจ้องเขม็งไปยังทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายโดยที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอพยายามจะทำอะไร แต่ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการอ่านของเธอก็ไม่อาจจะมองทะลุเข้าไปในชุดเกราะนั้นได้เลย
    [ทางขึ้นจากตรงนี้ไม่มี ฉันจะเป็นคนบอกให้โซลส่งคู่หูของเขามารับเราเองค่ะ] สาวน้อยโทรจิตหาดีนด้วยน้ำเสียงที่ดูต่างจากปกติ เธอกำลังคิดวางแผนอยู่ด้วยความรอบคอบและด้วยจิตใจที่มั่นคงโดยไม่มีแม้เศษเสี้ยวความเกรงกลัวต่อศัตรูตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
    [จนกว่าจะถึงตอนนั้นอยู่ข้างหลังผมเอาไว้ครับ หมอนี่ที่มันไม่โจมตีเข้ามาคงมีเหตุผลบางอย่าง]
    ดีนเดาได้อย่างถูกต้อง อัซราเอลสามารถเข้ามาฆ่าเขาได้ทุกเมื่อแต่เหตุผลที่เขาไม่ทำนั้นเป็นเพราะคำสั่งของพระแม่ นี่คือการผิดแผนจากที่ควรจะเป็นของอัศวินเงิน เพราะเขาไม่คาดฝันว่าคนที่จะถูกแยกออกมาพร้อมกับลูน่าจะเป็นดีน ชายหนุ่มที่พระแม่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้เขาไว้ชีวิต หากว่าชายตรงหน้าเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาที่ไร้ซึ่งฝีมือการต่อสู้เขาก็คงจะเข้าไปแยกอีกฝ่ายออกจากลูน่าและฆ่าเธอซะ ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น
    ปังๆ เสียงปืนเอเคดังกังวานก้องผืนป่าสีเขียว และมันก็ชะงักการเคลื่อนไหวของอัศวินสีเงินตรงหน้าเอาไว้ได้ เจ้านั่นไม่กล้าที่จะเข้ามารับกระสุนเต็มๆ อาจจะเป็นเพราะเกราะที่ดูเพรียวบางกว่าอัศวินอีกสองคนที่เหลือ ดีนคิดเช่นนั้นและคาดหวังเอาไว้ว่ากระสุนปืนจากยุคโบราณนี้จะยังคงมีพิษสงในการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามได้อยู่
    การจ้องมองด้วยความตึงเครียดนั้นดำเนินต่อไปโดยมีทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกและรับ กระสุนของดีนเองสร้างได้เพียงแผลข่วนเล็กๆ แต่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เขารู้ว่ามันได้ผล ส่วนอีกฝ่ายเองก็ไม่สามารถลงมือได้เต็มที่เมื่อลูน่ายืนหลบอยู่ข้างหลังดีนตลอดแถมเธอยังมีหนังสือดำที่ทำจากอดามันทาเนี่ยมเป็นโล่กำบังอีก ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่อัศวินสีเงินชื่นชอบเลยแม้แต่น้อย

    กลับกัน ด้านบนนั้นสถานการณ์ดูจะเลวร้ายกว่ามาก เมื่อบัดนี้แกเบรียลกลับขึ้นมาจากหน้าผาด้านล่างเพื่อมาสมทบกับราฟาเอล โซลได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากลูน่าแล้ว แต่ว่าตรงหน้ามันสุดกำลังที่เขาจะทำอะไรได้เมื่ออัศวินทั้งสองตั้งใจจะฆ่าพวกเขาอย่างจริงจัง คมดาบสั้นและดาบสองมือฝากแผลให้กับสองกิ้งก่าของเขามากขึ้นเรื่อยๆจนความเร็วของมันทั้งสองเริ่มตกลง
    [ถอยกลับมา ไม่ต้องเข้าไปแลกแล้ว]
    โซลสั่งไปยังทั้งสอง แล้วทั้งคู่ก็ปลีกตัวออกมาจากราฟาเอลเปลี่ยนจากการโจมตีมาเป็นการล้อมวงอยู่ห่างๆแทน ส่วนราฟาเอลนั้นแทนที่จะไล่ตามมาทันที เขากลับยกดาบขึ้นขวางตัวแล้วมองสลับซ้ายขวาด้วยไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดใดๆขึ้นอีก ในขณะที่เจ้าสี่ขาร่างยักษ์ที่ควรจะเป็นความหวังในตอนนี้นั้นกลับไม่ยอมทำตามที่โซลขอเลยแม้แต่นิดเดียว มันมัวแต่ไล่ตามแกเบรียลที่ตั้งท่าล่อให้เจ้าตัวใหญ่ถอยไปไกลๆ เพื่อที่มันจะได้ไม่มาเกะกะการต่อสู้ของราฟาเอล
    ปัง! เสียงที่ดังดุจดั่งฟ้าผ่าก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ กระสุนขนาดยักษ์พุ่งเข้าไปโดนราฟาเอลเต็มๆจนเกิดประกายไฟลุกวาบขึ้น ทว่ากระสุนที่เคยฉีกทุกอย่างเป็นชิ้นๆกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับอัศวินสีเงินได้เลยแม้แต่น้อย หัวกระสุนบิดเบี้ยวเสียรูปร่างก่อนจะกระเด็นออกจากชุดเกราะสีเงินนั้น ได้อย่างดีก็แค่ทำให้เขาเสียศูนย์เท่านั้น ใช่ว่าโซลและลูเวียจะไม่รู้ พวกเขาเคยลองใช้ปืนกระบอกนี้ยิงราฟาเอลมาก่อนแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆจากการยิงกระสุนนัดนี้คือ...
    “ไป!”
    เจ้ากิ้งก่าสองตัวที่เคยถอยออกมาตั้งท่ารอกระโดดแยกไปหาโซลและลูเวียเพื่อนำทั้งคู่หนีออกไปจากที่นี่ โซลนั้นขึ้นขี่คู่หูของเขาอย่างรวดเร็วและสั่งให้มันกระโดดลงไปในหน้าผาเพื่อไปรับพวกของลูน่า ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นมุ่งไปทางลูเวียที่กำลังเก็บปืนของขึ้นจากพื้น
    ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อราฟาเอลเขวี้ยงดาบของตนไปยังกิ้งก่าที่กำลังจะไปรับลูเวีย มันเป็นการเขวี้ยงที่สะเปะสะปะจนคมดาบไม่อาจอยู่ในตำแหน่งสังหาร แต่ทันทีที่มันโดนขาของเป้าหมาย เสียงกระดูกหักก็ดังขึ้นส่งผลให้เจ้ากิ้งก่าโชคร้ายล้มคว่ำไม่เป็นท่าพร้อมกับส่งเสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด
    โซลและกิ้งก่าอีกตัวเห็นดังนั้นก็พยายามจะไต่กลับขึ้นมาจากหน้าผาเพื่อไปช่วยคนที่ยังคงค้างอยู่ด้านบน แต่ความชันของหน้าผานั้นทำให้การกลับขึ้นไปเป็นไปไม่ได้ ชายหนุ่มจึงได้แต่ตะโกนร้องบอกให้ลูเวียหนีไปโดยไม่อาจทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ด้วยตอนนี้เจ้ายักษ์สี่ขานั้นยังคงไม่ยอมรับฟังอะไรจากเขาเลยแม้แต่น้อย
    “แกเป็นยังไงบ้าง!”
    ลูเวียวิ่งเข้าไปหาคู่หูต่างสายพันธุ์ที่ร่วมเดินทางกันมานานด้วยความเป็นห่วง ขาของมันนั้นบิดไปคนละทางจากที่ควรจะเป็นอย่างน่ากลัว มันดิ้นพร่านไปมาด้วยความเจ็บปวดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะค่อยๆสงบลงเมื่อรู้ว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ คอยาวๆของมันหมุนหันกลับไปมองยังศัตรูด้วยสายตาอาฆาตแค้นแต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ เมื่อบัดนี้ร่างสีเงินได้มายืนอยู่เบื้องหน้าของทั้งสองแล้ว
    “วันนี้แหละที่พวกเจ้าจะต้องจบชีวิตลง พวกเจ้าจะกลายเป็นตัวอย่างให้แก่นักล่าหนังสือคนอื่นได้เห็น ว่าการกระทำอันโง่เขลานั้นจะนำพามาซึ่งความตาย”
    ดาบขนาดยักษ์ถูกดึงขึ้นมาจากพื้น ลูเวียที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบหันปืนของตนขึ้นไปยิงส่งๆพอให้โดนอีกฝ่าย แรงกระแทกทำให้ราฟาเอลเซถลาแต่กับลูเวียที่ไม่ได้ตั้งท่าจะยิงนั้นถึงขึ้นกระเด็นหงายหลังเพราะแรงถีบปืน อัศวินเงินเห็นว่าอันตรายยังมีอยู่ตรงหน้าจึงละสายตาจากกิ้งก่าที่นอนไร้ทางสู้หันมาหาหญิงสาวผู้ถือปืนอันตรายแทน
    “ไอ้เวรเอ้ย!” เธอคว้าปืนขึ้นมาอีกครั้งแล้วยิงเข้าไปใส่เต็มอกของอีกฝ่ายทว่าผลกลับยังคงเป็นแบบเดิม และกระสุนของเธอนั้นเหลืออีกเพียงสามนัดเท่านั้น ความหงุดหงิดเริ่มเข้าครอบงำหญิงสาวแทนที่ความกลัวต่อภัยอันตราย ไอ้บ้านี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะยิงเท่าไหร่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่มีรอยขีดข่วนใดๆเลยสักนิด
    ดาบขนาดยักษ์ฟาดลงเฉียดเธอไปเพียงเล็กน้อย หญิงสาวทำได้แค่หลบและหลบโดยไม่มีทางจะตอบโต้เลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเธอถูกต้อนมาจนมุมและที่นั่นเธอเริ่มคิดถึงกระสุนนัดที่สี่ขึ้นมา กระสุนที่เธอไม่อยากจะใช้มันเพราะความหายากและความที่โซลเคยสั่งเอาไว้ว่าห้ามใช้เด็ดขาดจนกว่าจะถึงตาจนจริงๆ
    ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหญิงสาวไม่มีทางเลือกอีกต่อไป กล่องสีขาวที่มีสัญลักษณ์บางอย่างที่ดูคล้ายดอกไม้สีเหลืองสามแฉกถูกดึงออกมาจากเป้ข้างหลังเธอ มันไม่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่ที่โซลได้เห็นสัญลักษณ์นั้นและเข้าใจถึงความหมายของมันเป็นอย่างดี “แม้แต่เปิดก็อย่าได้คิดจะทำเชียวนะครับ ถึงคนยุคก่อนจะบอกว่ามันไม่อันตรายแต่ก็ยังมีคนสงสัยอยู่ และถ้าเกิดมันมีอันตรายขึ้นมาจริงๆคนที่จะต้องลำบากไม่ได้มีแต่พี่ลูเวียเท่านั้นนะครับ”
    “แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีใครอยู่แล้วนี่หว่า”
    กล่องสีขาวถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะโยนกล่องเปล่าเข้าไปใส่ราฟาเอลเพื่อเบี่ยงความสนใจของเขา และวินาทีนั้นเองที่อัศวินสีเงินได้เห็นสัญลักษณ์เตือนภัยกัมมันตภาพรังสีที่เขาไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง แต่เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้เขารู้ว่าอันตรายกำลังจะใกล้เข้ามา ดวงตาสีฟ้ามองไปยังลูเวียด้วยความตื่นตระหนกและเมื่อเขาเห็นว่ากระสุนหน้าตาประหลาดที่คอดกิ่วตรงกลางถูกโหลดเข้าไปในปืนสไนเปอร์กระบอกนั้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดก็สั่งให้เขาหลบทันที
    “เอาไปชิมซะไอ้เวร กระสุนยูเรเนียมเสื่อมสภาพ”
    ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น กระสุนก็ถูกปล่อยออกมาจากปลายกระบอกปืนพร้อมกับที่ปลอกค้ำจุนกระสุนหลุดแยกออกจากกัน เผยให้เห็นหัวกระสุนที่เรียวแหลมเหมือนเข็มหมุนควงเข้าหาเป้าหมายตรงหน้า กระสุนสังหารต่อต้านยานเกราะพุ่งเข้าเต็มหน้าของราเอลที่อยู่ในระยะเกินกว่าจะหลบ หัวกระสุนแตกออกเป็นเข็มเล็กๆนับร้อยสิบพร้อมกับปลดปล่อยความร้อนมหาศาลออกมาทะลวงชุดเกราะอันแข็งแกร่งเข้าไปเผาไหม้ทุกอย่างที่อยู่ภายในนั้น
    ลูเวียมองดูร่างที่มีเปลวเพลิงลุกออกมาจากหัวด้วยมือไม้ที่สั่นเทาไปหมด ถ้าจะมีครั้งใดที่เธอไม่รู้สึกผิดที่ฆ่าคนก็คงจะเป็นครั้งนี้ ครั้งที่เธอไม่มองว่าอีกฝ่ายเป็นคนหากแต่เป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่มีวันตาย ทว่าเมื่อเปลวเพลิงนั้นมอดไปเธอก็กลับได้เห็นภาพที่ทำให้เธอแทบจะสิ้นสติ
    “ไอ้พวกมนุษย์!”
    เสียงนั้นดูขาดๆหายๆแต่ดังก้องกังวานด้วยความโกรธแค้น ราฟาเมองมาที่ลูเวียอย่างเคียดแค้นทว่าไม่ใช่ด้วยดวงตาของมนุษย์ ชุดเกราะส่วนหัวที่ถูกทำลายจนหมดทำให้เธอได้ตระหนักว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่ใช่มนุษย์หากแต่เป็นเครื่องจักรบางอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน
    “แก... แกเป็นตัวอะไรกันวะ”
    “บังอาจนัก พวกแก พวกแก!”
    อัศวินสีเงินทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาลูเวียทว่าในพริบตาการเคลื่อนไหวของมันกลับหยุดลงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่ราฟาเอลจะค่อยๆเดินถอยออกไปด้วยท่าทีที่แปลกประหลาดและเสียงบางอย่างที่ไม่ใช่เสียงของเขาอีกต่อไป
    “ภารกิจล้มเหลว ทุกยูนิตถอนกำลังในทันที ขอย้ำ ทุกยูนิตถอนกำลังในทันที”
    ร่างจักรกลนั้นหนีหายไปแล้วแต่ความรู้สึกตระหนกนั้นยังคงไม่จางหายไป ลูเวียค่อยๆตั้งสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงก่อนที่จะใช้โทรจิตติดต่อไปยังลูน่าโดยไม่สนใจว่าเธอกำลังรับฟังอยู่หรือไม่
    “พวกเรา เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...”

    ทุกคนนั้นกลับมารวมตัวกันอีกครั้งยกเว้นเฟย์ที่ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน เจ้าสี่ขาตัวใหญ่มีแต่แผลเต็มไปหมดแต่ท่าทางว่ามันจะพอใจกับการต่อสู้ที่มีแต่มันคนเดียวรับรู้ กิ้งก่าที่ขาหักไปนั้นถูกเข้าเฝือกด้วยไม้และวัศดุที่พอจะหาได้รอเฟย์ที่เชียวชาญการรักษามากกว่านี้กลับมาดูอาการ ส่วนคนอื่นๆในกองกำลังนั้นกำลังนั่งล้อมวงฟังเรื่องเล่าของลูเวียด้วยใจที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
    “หมอนั่นเป็นเครื่องจักร?” ดีนถามด้วยความสงสัยและต้องการคำยืนยันจากอีกฝ่าย ว่ากันตามตรง เขาไม่เห็นความแตกต่างระหว่างอัศวินพวกนั้นกับมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การพูดการจา หรืออารมณ์ที่พวกเขาแสดงออก จะมีก็แค่พลังของพวกเขาเท่านั้นที่ดีนเห็นว่าแตกต่าง
    “ดีน... ไอ้หมอนั่นโดนกระสุนยูเรเนียมเสื่อมสภาพเข้าไปที่หัวเต็มๆแล้วยังยืนได้อยู่นะ แถมไอ้ที่ฉันเห็นข้างในหัวของมันนั้นก็ไม่ใช่เนื้อหนังมนุษย์ด้วย แต่นั่นเป็นเครื่องจักรชัดๆ” ลูเวียชี้ไปที่ภาพที่หนังสือดำกำลังฉายอยู่ เธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสิ่งที่ตนได้เผชิญมานั้นมีหน้าตาไม่ต่างไปจากภาพของแอนดรอยน์ในยุคใหม่เลยสักนิด
    “ไม่หรอกค่ะคุณดีน ไม่ใช่แค่หมอนั่น ถ้าฟังจากที่คุณลูเวียเล่าฉันมั่นใจว่าพวกอัศวินเงินทั้งหมดนั่นเป็นหุ่นยนต์อย่างแน่นอน...” ลูน่านั้นไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ที่จริงเธอเองก็รู้อยู่แล้วว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับอัศวินสีเงินพวกนั้น เพียงแต่เธอไม่สามารถหาคำตอบได้มาก่อน “...ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่ฉันไม่สามารถอ่านพวกเขาได้ก็มีเหตุผลแบบนี้สินะคะ”
    “นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ พวกของพระแม่มีกฎเหล็กที่ห้ามใช้วิทยาการณ์ไม่ใช่รึไง แล้วหุ่นยนต์พวกนี้มันคืออะไรกันแน่” โซลถามขึ้นในขณะที่ลูน่ารวบรวมความคิดเพื่อหาคำตอบ
    “คิดได้อย่างนึงนะคะว่า มีใครบางคนที่คิดการใหญ่อยู่เบื้องหลัง ใครบางคนที่รู้เรื่องราวของโลกยุคก่อนดีและครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูงกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการทหาร”
    “เธอหมายถึงกลุ่มผู้นำโลกจากยุคก่อนอย่างนั้นรึ” ดีนถามขึ้นด้วยความที่เขาเองก็เคยได้ยินข่าวลือว่าอาจจะมีบังเกอร์ที่ไหนสักแห่งในโลกที่ยังคงปฏิบัติการได้อยู่และยังคงมีคนใหญ่คนโตคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
    “อาจจะไม่ใช่พวกเขา อาจจะเป็นทายาทของพวกเขาเพราะนี่มันก็ผ่านมานานหลายร้อยปีแล้ว”
    “นี่ก็หมายความว่าพวกเราถูกหลอก...”
    “ไม่ใช่ค่ะ...” ลูน่าตอบลูเวียพร้อมกับส่ายหัว “...คนที่ถูกหลอกคือคนของพระแม่ต่างหาก พวกเขาไม่รู้เลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอกด้วยศรัทธา ทุกอย่างที่พระแม่แสดงอิทธิฤทธิ์มาจนถึงบัดนี้คงจะเป็นเทคโนโลยีทั้งหมด ทั้งเรื่องที่พืชพรรณอุดมสมบูรณ์นั่น ทั้งเรื่องแสงศักดิ์สิทธิ์นั่น ถ้าบอกให้หนังสือดำหาให้ก็คงจะได้คำตอบ” ลูน่าพูดขึ้นพร้อมกับออกคำสั่งไปยังหนังสือดำให้หาคำตอบให้แก่เธอ
    “เดี๋ยวก่อนนะพี่ลูน่า...” โซลรู้สึกสะกิดใจบางอย่างขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ลูน่าไม่สามารถอ่านใจได้ “...พวกผู้เฒ่านั่น!”
    ลูน่าหน้าซีดเผือกไปในทันที ใช่เธอลืมไปเสียสนิท ถ้าสิ่งที่เธอไม่สามารถอ่านใจได้คือพวกหุ่นยนต์นั่นก็หมายความว่าผู้เฒ่าพวกนั้นเป็น... เสียงสัญญาณบ่งบอกว่าพบข้อมูลแล้วดังขึ้นมาจากหนังสือดำ พร้อมกับที่ภาพโฮโลแกรมถูกฉายขึ้นให้เห็นภาพของสิ่งที่เคยถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ของพระแม่ แบบแปลนของสิ่งก่อสร้างทรงเรียวยาวขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยแผงสี่เหลี่ยมมากมายเรียงร้อยกันเป็นรูปกลีบดอกไม้ขนาดยักษ์ถูกแสดงขึ้นมาพร้อมกับคำอธิบายจากหนังสือดำ
    [ปืนใหญ่อนุภาค “โลกแห่งสันติ” ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2150 ด้วยการร่วมมือของสมาพันธ์แนวร่วมแห่งอเมริกา โครงการเป็นความลับสุดยอดทางการทหารและถูกเปิดเผยต่อสถารณะในฐานะของปืนยิงอนุภาคเพื่อการแก้ไขปัญหาชั้นโอโซน โดยมีนัยยะสำคัญที่แท้จริงทางการทหาร ขนาดของเตาพลังงานและความเข้มของรังสีถูกปิดเป็นความลับ การทดลองทางการทหารครั้งแรกมีขึ้นในภารกิจกำจัดกลุ่มกบฏของสมาพันธ์ อัตราความสำเร็จอยู่ที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เป้าหมายถูกทำลายลงอย่างเด็ดขาด]
    ภาพการทดลองถูกฉายให้ทั้งหมดได้เห็น ภาพของลำแสงสีฟ้าอ่อนที่อบอุ่นค่อยๆกลายสภาพเป็นแสงสีม่วงแดงอันน่าสยดสยองก่อนที่มันจะกลืนตึกทั้งตึกให้หายไปในพริบตา ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการระเบิดเลยแม้แต่น้อยเมื่อมันไม่มีเศษซากอันใดหลงเหลืออยู่เลยสักนิด และนั่นก็ทำให้ลูน่าได้ประจักษ์
    “ไม่จริง... หรือว่านี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งสภาแห่งปัญญาขึ้น”
    “เป้าหมายที่แท้จริง เธอหมายความว่ายังไงลูน่า” ดีนถามขึ้น แต่ทว่าก่อนที่ลูน่าจะตอบเขากลับ เสียงฝีเท้าของใครบางคนกลับดังขึ้นมาเสียก่อน และเมื่อดีนหันไปหาเขาก็ได้เห็นเฟย์ที่กำลังเดินออกมาจากมุมมืดของป่า
    “เฟย์ คุณปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มลุกเดินไปหาหญิงสาวตรงหน้าหวังจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและไต่ถามความเป็นไปของเธอ ทว่าในตอนนั้นนั่นเองที่ลูน่าสังเกตเห็นแสงแวววับในมือของหญิงสาวตรงหน้า
    “ดีนระวัง!”
    ไม่ทันเสียแล้ว คมมีดปักลงเข้าไปที่ท้องของดีนโดยมือของเฟย์ ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยความไม่เข้าใจและความสงสัยในการกระทำ หากแต่ใบหน้าที่เย็นชานั้นหาได้ให้คำตอบอะไรแก่เขาไม่ ร่างที่ยังคงบอบช้ำอยู่ร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยเลือดที่อาบนอง ในขณะที่ผู้ลงมือนั้นเดินผ่านเขาไปช้าๆพร้อมกับผมและนัยน์ตาที่เปลี่ยนสีไป
    “พวกเจ้ารู้มากไปแล้ว ข้าจำเป็นจะต้องกำจัดพวกแกทิ้งซะ เพื่อพระแม่...”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  4. #24
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 13 โลกสีเทา

    ดีนมองไปยังรอบๆตัวด้วยสติที่เริ่มเลือนราง และสิ่งที่เขาได้เห็นก็ไม่ต่างไปจากสิ่งที่เขาจินตนาการเอาไว้สักเท่าไหร่นัก ลูเวียนอนคว่ำหน้าอยู่ไม่ไกลไปจากเขามากนัก เธอคงจะพยายามเข้ามาช่วยโดยไม่ทันคิดว่าฝีมือในการต่อสู้ระยะประชิดของเธอนั้นไม่อาจสู้เฟย์ได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนโซลก็กำลังถูกนักฆ่าสาวจับคอยกขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าจะมีสิ่งที่เขาไม่เห็นในตอนนี้คงมีเพียงลูน่าเพียงคนเดียว เธอคงถูกสั่งให้หนีเมื่อโซลเห็นว่าพวกเขาไม่มีทางสู้ได้อีกต่อไป
    “ทะ ทำไมผมถึงสั่งพวกนั้นไม่ได้” โซลพูดออกมาทั้งๆที่กำลังโดนบีบคออยู่ สายตาก็จ้องไปยังคู่หูของเขาทั้งสามที่ยืนมองดูเขานิ่งไม่ใส่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับพวกมันมองไม่เห็นไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
    “ก็เพราะว่าฉันอยู่ตรงนี้ยังไงล่ะ” ดวงตาสีม่วงจ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของโซล หากแต่มันไม่ใช่เพียงการจับจ้องธรรมดา โซลรู้สึกได้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นเมื่อสมองของเขาไม่อาจสื่อสารไปยังคู่หูของเขาได้เลย
    “พลังของเธอ หรือว่า...” หญิงสาวไม่รอให้ชายหนุ่มพูดอะไร เธอจับร่างที่ไร้ทางสู้ฟาดลงไปกระแทกกับพื้นจนเขาสลบไป และนั่นคือการพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของกองกำลังกระต่ายขาวจากคนเพียงคนเดียว
    “เฟย์...”

    ดีนพยามพูดเรียกให้หญิงสาวเดินกลับมา แต่เธอนั้นกลับไม่ใยดี มีเพียงสายตาเย็นชาคู่นั้นที่กำลังเตือนเขาว่าอย่าได้ลุกขึ้นมาเป็นอันขาด ตอนนี้เฟย์มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือคนที่ยังขยับได้และกำลังวิ่งหนีจากเธอไป ร่างเพรียวบางวิ่งฝ่าความมืดตามสัญชาติญาณของนักฆ่าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเหยื่อของตนมาก ทำให้ในช่วงเวลาเพียงไม่นานเธอก็ได้เห็นประกายแสงสีเงินจากผมม้าคู่ของลูน่า
    มีดสีเงินถูกปาไปข้างหน้าดักการเคลื่อนไหวของเจ้ากระต่ายน้อยเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน ลูน่านั้นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยังคงมีสติมากพอที่จะหันกลับมาจับจ้องการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเพื่ออ่านเป้าหมายตรงหน้าหน้า ทว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นกลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่ต่างไปจากพวกอัศวินสีเงินและพวกผู้เฒ่าเลยสักนิด
    เพียงพริบตาเฟย์ที่ว่องไวกว่าก็สามารถเข้ามาประชิดลูน่าได้สำเร็จ คมมีดนั้นพุ่งมาสุดแรงหมายจะทะลวงเข้าใส่หัวใจของเป้าหมาย ทว่าลูน่ากลับสามารถยกหนังสือดำขึ้นมากันการโจมตีนั้นเอาไว้ได้ทัน เป็นอีกครั้งที่เธอรอดตายเพราะวัสดุที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใด หากแต่เธอเองก็รู้ดีว่ามันคงไม่อาจช่วยเธอไปได้ตลอดกาลเมื่ออีกฝ่ายว่องไวกว่าเธออย่างเห็นได้ชัด
    “หึ... สุดท้ายคำว่าเฟย์ก็ไม่ได้มีความหมายว่านางฟ้า แต่กลับหมายถึงศรัทธาสินะคะ” ดวงตาที่ยังคงไม่ยอมแพ้จ้องไปยังอีกฝ่าย พร้อมกับที่สองขาค่อยๆถอยออกมาเพื่อตั้งหลัก
    “ดื้อดึงจริงนะ... ยังไงซะพวกเธอก็ไม่มีทางที่จะล้มพระแม่ได้อยู่แล้ว ทำไมถึงต้องดิ้นรนกันขนาดนี้”
    “นั้นคือคำถามที่ฉันต้องถามต่างหากค่ะ ทำไมเฟย์ถึงคิดว่าพวกฉันจะล้มพระแม่ไม่ได้” ดวงตาของลูน่าจ้องเขม็งไปยังเฟย์ และนั่นก็ทำให้หญิงสาวรูสึกแปลกใจ
    “เธอดูไม่ตระหนกอย่างที่คิดเลยนะลูน่า”
    “ก็เพราะฉันรู้สึกได้ตั้งแต่แรกแล้วยังไงล่ะคะ ว่าเฟย์มีความลับบางอย่างอยู่” เฟย์นิ่งอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะหญิงสาวไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรับรู้
    “อย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย ถ้าเธอรู้จริงทำไมถึงไม่ทำอะไรตั้งแต่แรก”
    “เพราะฉันต้องการช่วยให้เธอหลุดออกมายังไงล่ะคะ เฟย์ ฉันรู้ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้อ่านเธอแล้ว หนังสือของเธอมันสวยงามเต็มไปด้วยการผจญภัยและความสำเร็จมากมาย มีแต่ความยินดีปรีดาหากแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคับข้องใจ นั่นคือเรื่องราวของเฟย์มันให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากนิยายเพื่อปลอบประโลมโลกเลยสักนิด มันมีแต่สีสันสวยงาม ไม่มีสีดำเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย เป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นโดยเธอเอง ใช่มั้ยคะเฟย์” คนได้ฟังกัดฟันด้วยอารมณ์โกรธดวงตาจ้องเขม็งไปยังร่างตรงหน้า
    “เธอจะมารู้อะไรซีโนอย่างพวกแก นักล่าหนังสืออย่างพวกแกจะมารู้อะไร!”
    “เธอเองก็เป็นอย่างพวกเราไม่ใช่หรอคะ”
    “ไม่ใช่!” เฟย์ตอบกลับด้วยอารมณ์ก่อนจะใช้มือเปล่าฟาดร่างตรงหน้าให้ล้มลงไปกองกับพื้น “ฉันไม่ใช่ซีโน ฉันเป็นศัตรูของพวกแก ฉันเกิดมาเพื่อฆ่าพวกแก เป็นศัตรูตามธรรมชาติที่พระแม่ส่งมาเพื่อล้างพันธุ์พวกแก!”
    “เป็นครั้งแรกเลยนะคะ...” ลูน่ายังคงยิ้มได้แม้จะมีเลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของเธอ “...ที่ฉันได้เห็นเฟย์แสดงอารมณ์ออกมา รู้มั้ยคะว่าตลอดมาถึงเธอจะยิ้มแต่เธอก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะแสดงสายตาออกมาอย่างรอยยิ้มเลย มันมีแต่ความเย็นยะเยือกที่หาความอบอุ่นไม่ได้” เฟย์กัดฟันแรงขึ้น เหมือนกับว่าความโกรธของเธอได้มาถึงขีดสุดแล้ว
    “แล้วที่ฉันกลายเป็นอย่างนี้แกรู้มั้ยว่าเป็นเพราะใคร เพราะใครที่ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ เพราะพวกนักล่าหนังสืออย่างพวกแก เพราะพวกแกขุดเอาวิทยาการพวกนั้นขึ้นมาถึงได้ทำให้หมู่บ้านที่ฉันเคยอยู่ต้องกลายเป็นสนามรบ เพราะความโลภไม่มีที่สิ้นสุดของพวกแกทำให้ครอบครัวของฉันต้องถูกฆ่า ทำให้ฉันต้องกลายเป็นอย่างนี้ สิ่งที่พวกแกทำมันไม่ต่างจากการเรียกเอาปิศาจมาจากนรกเพื่อมาฆ่าพวกเราเลยสักนิด!”

    อีกด้านหนึ่งลูเวียนั้นเริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง แต่สมองของเธอยังคงรู้สึกเบลออยู่ทำให้หญิงสาวต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าที่เธอจะหยิบเอาปืนของเธอขึ้นมาได้ ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตึงเครียดเหมือนกับว่าเธอกำลังตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง และแล้วสายตาของเธอก็เปลี่ยนไป มันดูเหมือนกับว่าเธอเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ เสียงใส่กระสุนลงไปในรังเพลิงดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันจากลูกเลื่อน
    “ลูเวีย... เธอจะทำอะไร”
    ดีนที่กำลังพันแผลตัวเองอย่างยากลำบากถามขึ้น แต่หญิงสาวกลับไม่ยอมตอบอะไร ทว่าชายหนุ่มนั้นกลับรู้สึกได้ ความรู้สึกที่เขาคุ้นเคยมาตลอดเวลาในสนามรบกลางทะเลทราย และมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อแววตาที่ดูไร้ชีวิตนั้นหันกลับมาจ้องมองเขาอยู่แวบหนึ่งก่อนที่ร่างของลูเวียจะหายลับเข้าไปในป่าพร้อมกับปืนสไนเปอร์ของเธอ
    “ลูเวีย.. นี่เธอ”
    เจ็บก็เจ็บแต่บาดแผลนั้นไม่ใช่จุดตายทำให้เขายังพอที่จะขยับตัวได้อยู่บ้าง สิ่งที่เขาสรุปได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆนั้นทำให้เขาจำใจลากสังขารของตนเองไปเพื่อห้ามลูเวียเอาไว้ เพราะเขามั่นใจว่าหญิงสาวตั้งใจจะฆ่าเฟย์อย่างแน่นอน สายตาไร้ชีวิตนั่นคือสายตาของคนที่เคยฆ่าคนมาก่อน ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่คนจำนวนนับไม่ถ้วน ชายหนุ่มไม่รู้ว่าลูเวียเคยทำอะไรมาก่อนที่จะมาเป็นกระต่ายขาว แต่ตอนนี้เขารู้เพียงว่าจะต้องห้ามหญิงสาวให้ได้ไม่อย่างนั้นเธออาจจะทำเรื่องที่ตนเองจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต
    “เธอไม่ได้คิดจะฆ่าพวกเรา เฟย์ไม่ได้คิดจะฆ่าพวกเรา...”

    ภาพของกองเพลิงเมื่อครั้งเฟย์ยังคงเป็นเด็กถูกส่งผ่านหนังสือดำเข้าสู่ความคิดของลูน่า หมู่บ้านที่ไม่ได้มีอะไรเด่นมากนักจนกระทั่งได้มีการค้นพบปืนและวิธีสร้างดินดำขึ้น หมู่บ้านที่เคยสงบสุขจึงกลายเป็นขุมนรกเมื่อผู้คนต้องการแย่งชิงสิ่งที่อยู่ใต้หมู่บ้านนั้น ...ถ่านชาโคล หนึ่งในส่วนประกอบของดินดำที่ทำให้ผู้ครอบครองมีความได้เปรียบเหนือคู่ต่อสู้ ไม่ใช่ว่าคนในหมู่บ้านไม่ยอมที่จะให้ชาโคลแก่พวกเขา หากแต่เป็นเพราะจำนวนผู้ต้องการที่มากเกินไปนั้นต่างหากที่ทำให้หมู่บ้านต้องถึงจุดจบ เมื่อเหล่าผู้ต้องการดินดำไม่ยอมที่จะให้มันตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น
    ไฟแห่งสงครามเริ่มขึ้นอย่างปุปปับ มีผู้เข้าร่วมเป็นกองกำลังไร้สังกัดและกลุ่มต่างๆมากมายที่ประกาศตนว่าเป็นผู้ถือสิทธิอย่างชอบธรรมในหมู่บ้าน และแน่นอนรวมไปถึงเหล่านักล่าหนังสือด้วย พวกเขาใช้ดินดำกับปืนคาบศิลาเพื่อแย่งชิงดินดำบนพื้นฐานของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นจะเป็นผู้ได้ครอบครองทั้งหมด การต่อสู้ดำเนินไปหลายสัปดาห์กว่าที่สภาแห่งปัญญาจะยื่นมือเข้ามาทว่านั่นก็สายเกินไปเมื่อผู้รอดชีวิตในหมู่บ้านนั้นเหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆเพียงคนเดียว...
    และในตอนนี้เด็กหญิงตัวเล็กๆที่ว่าก็มายืนอยู่ ณ ตรงนี้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นของเฟย์จ้องมองไปยังลูน่าพร้อมกับที่มือเลื่อนมีดเข้าไปหาคอของสาวน้อย หากแต่มือของหญิงสาวกลับสั่นเทา เธอไม่อาจคงมีดให้เฉียบคมได้ดังเดิมเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายปีมองมาทางตน ไม่ใช่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวหากแต่เป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ต้องตกนรกทั้งเป็นอย่างตัวเธอ
    “ทำไม... ทำไมฉันถึงทำไม่ได้...” มือของลูน่าค่อยๆเลื่อนไปจับมือของเฟย์ที่กำลังสั่นเทานั้นก่อนที่จะเข้าไปโอบกอดเธอเอาไว้
    “เรื่องของหมู่บ้านนั้นฉันเองก็เคยได้ยิน เรื่องที่ว่าพวกนักล่าหนังสือพยายามไล่พวกคุณออกไปเพื่อจะเอาแร่ในหมู่บ้านของคุณมาทำดินดำ ใช่ค่ะ นั่นคือความเลวร้ายของพวกเรา นั่นคือด้านมืดของพวกเรา ไม่มีใครบนโลกหรอกค่ะที่สมบูรณ์แบบ โลกนี้มันเป็นสีเทา ไม่มีดำขาว คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรอคะ ทั้งเรื่องของอัศวินสีเงิน ทั้งเรื่องของพระแม่...” แล้วในพริบตาที่เฟย์เผลอลูน่าก็แทรกเข้าไปในจิตใจของหญิงสาวพร้อมกับหนังสือสีดำของเธอ หนังสือที่เธอปิดเอาไว้เพราะไม่อยากจะอ่านมันอีก แต่ในคราวนี้สาวน้อยกลับค่อยๆเปิดหนังสือเล่มนั้นออกมาให้เฟย์ได้อ่าน “...หากแต่ว่าพวกเราเองก็ทุกข์ทรมานเช่นกัน”

    หนังสือดำของลูน่าค่อยๆถ่ายทอดภาพแห่งวันวานผ่านเข้ายังจิตใจของเฟย์ ภาพของเด็กชายหญิงสองคนที่กำลังหยอกล้อเล่นสนุกกันโดยมีพ่อแม่ของพวกเธอคอยยืนมองอยู่ใกล้ๆ เด็กผู้ชายนั้นแม้จะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าจนทำให้ดูแต่งต่างไปจากตอนนี้หากแต่นั่นคือโซลอย่างแน่นอน ส่วนเด็กหญิงนั้นก็คงจะเป็นตัวลูน่าเอง หากแต่ว่ามีบางสิ่งที่ทำให้เฟย์รู้สึกแปลกตาไป นั่นคือพวกเขาทั้งคู่นั้นมีดวงตาและเส้นผมเป็นสีดำสนิท
    นั่นทำให้หญิงสาวนึกขึ้นมาได้ว่าซีโนนั้นจะไม่แสดงความเป็นซีโนออกมาจนกว่าจะถึงอายุราวสิบสองปี ช่วงอายุที่ซีโนจะล่วงรู้ถึงพลังของตนเองและเริ่มมีสีของดวงตาและเส้นผมที่เปลี่ยนไป ธอเองก็เคยมีช่วงเวลานั้นหากแต่ความสามารถของหญิงสาวทำให้เธอสามารถเปลี่ยนสีของเส้นผมและดวงตาของตนเองกลับเป็นอย่างเดิมได้ตามใจชอบ และนั่นทำให้พระแม่ทรงโปรดเธอด้วยเห็นว่าเธอนั้นเพียงแค่เปลี่ยนตนเองเพื่อไล่ล่าซีโนตนอื่น
    “ใช่ค่ะ ความสามารถในการปิดผนึกความสามารถของซีโนคนอื่นของเฟย์นั้นทำให้เฟย์สามารถเปลี่ยนสีผมสีตาเพื่อปิดบังตนเองได้ตามใจชอบ แต่นั่นไม่ใช่กับฉันและโซล พวกเราทำเช่นนั้นไม่ได้ อ้อใช่ แล้วฉันได้เคยบอกเฟย์รึยังคะว่าพวกเราสองพี่น้องเคยอยู่ฝั่งของพระแม่มาก่อน” รอยยิ้มอันเศร้าสร้อยของลูน่าทำให้เฟย์รู้ตัวทันทีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หญิงสาวรีบหันไปมองยังหนังสือดำอีกรอบเพื่อยืนยันให้เห็นกับตาตนเอง และสิ่งที่เธอคาดเอาไว้มันก็เป็นจริง
    เสียงจานหล่นแตกพร้อมกับที่ผู้เป็นแม่กรีดร้องลั่นบ้าน และสาเหตุนั้นก็มาจากการที่ลูกน้อยของเธอทั้งสองคนได้กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้วในสายตาของเธอ เรือนผมสีเงินที่ดูราวกับจะสะท้อนแสงได้ นัยน์ตาสีม่วงที่ดูไม่ต่างไปจากดวงตาของสัตว์ปิศาจ และมันก็ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่เมื่อลูน่าเผลอใช้ความสามารถของตนออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
    [แม่คะ... เกิดอะไรขึ้นกับหนู]
    ผู้เป็นแม่แทบจะเป็นลมล้มพับแต่เธอก็ยังมีสติพอที่จะเรียกผู้เป็นพ่อและเพื่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ต่อพระแม่ให้เข้ามาช่วยได้ทัน แต่ถึงจะพูดว่าช่วยนั่นก็ไม่ได้หมายถึงการช่วยลูกทั้งสองของเธอเลยแม้แต่น้อย ความที่ลูน่ายังคงใช้ความสามารถของตนได้ไม่คล่อง ทำให้สมองของเธอเชื่อมต่อกับคนอื่นมั่วซั่วไปหมด เสียงขอความช่วยเหลือของเธอกลายเป็นดังเสียงแห่งปิศาจที่ก้องอยู่ในหัวของคนทุกคน ในขณะที่ความกลัว ความชิงชัง และความเกลียดกลับกลายเป็นสิ่งที่ไหลย้อนคืนสู่ตัวลูน่า
    ความคิดอันน่าขยะแขยงของเหล่าผู้คนทำให้เธอเผลอหลั่งน้ำตาออกมา และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือความคิดของพ่อแม่ของเธอเอง ความคิดที่จะฆ่าเธอและน้องเพื่อพระแม่ พวกเธอที่เป็นลูกในไส้แท้ๆ เพียงลูน่าหันไปมองตาของโซลเรื่องราวทั้งหมดในหัวของเธอก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่หัวของเขา หญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรในเวลาเช่นนี้หากแต่โซลนั้นรู้ดี
    นกกาสีดำจำนวนมากบินผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาราวกับฝีมือของปิศาจร้าย พวกมันอาละวาดจิกทำร้ายผู้คนและก่อความวุ่นวายไปทั่วเปิดโอกาสให้โซลดึงมือของลูน่าให้เธอลุกขึ้นมา ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายนำเธอกระโดดออกไปทางหน้าต่าง แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟลงไปในหัวใจที่เต็มไปด้วยความเชื่อว่าซีโนคือปิศาจ เสียงตะโกนสาปแช่งต่างๆนาๆดังตามหลังทั้งสองมาอย่างไม่ขาดสาย
    “เราจะไปไหนโซล และนี่เธอคิดจะทำอะไร”
    “ก็หนีน่ะสิ เราต้องหนีออกไปจากที่นี่”
    “แต่พ่อกับแม่” ลูน่าถามเสียงเครือเมื่อแต่โซลกลับหันกลับมาตะคอกใส่หน้า
    “พวกเขาจะฆ่าเรา!”
    ดวงตาของเด็กน้อยเลื่อนลอยตลอดทางที่วิ่งหนีมา แต่การวิ่งหนีนั้นก็ดูจะไร้ประโยชน์ไปเมื่อผู้ล่านั้นเป็นผู้ใหญ่ทำให้ทั้งคู่ถูกไล่ทันในที่สุด ในความมืดโซลมีเพียงหมาป่าสีดำคอยนำทางให้ และตัวเขาเองก็ไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้เมื่อหมาป่าสองตัวที่เขาสั่งให้เข้าไปสู้เมื่อครู่ถูกรุมสังหารโหดโดยฝีมือของพรานป่าประจำหมู่บ้าน จนในที่สุดบางอย่างที่เย็นยะเยือกและแหลมคมก็ฟันลงมากลางหลังของเด็กน้อย
    เขาล้มลงก่อนจะหันกลับไปมองที่ชายซึ่งเขาเรียกว่าพ่อกำลังถือดาบสีเงินซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดของเขา พ่อซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ล่าอย่างสมบูรณ์แบบไม่เหลือแม้เยื่อใยให้กันเมื่อศรัทธาและความเชื่อนั้นปิดตาของเขาจนสิ้น
    “ฉันไม่น่าให้กำเนิดแกขึ้นมาเลยเจ้าปิศาจ มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะไถ่บาปให้กับฉันและเมียของฉันได้”
    ดาบถูกเงื้อและฟันลงคราวนี้เป้าหมายของมันคือลูน่า เด็กหญิงหลับตาแน่นเมื่อเห็นว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา ทว่าเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของโซลกลับดังขึ้น ผู้เป็นน้องอาศัยกำลังเฮือกสุดท้ายของตนเข้ามารับคมดาบแทนพี่สาว คมดาบกรีดเข้าไปในอกของเด็กน้อยพาดยาวไปถึงท้อง แม้จะไม่ลึกเพราะหมาป่าสีดำวิ่งเข้าไปกระแทกร่างของผู้เป็นพ่อทำให้โซลไม่อยู่ในระยะหวังผลของดาบ ทว่านั่นก็มากพอที่จะทำให้เด็กน้อยล้มลงไปกองกับพื้น
    “ซะ โซล...” ลูน่าเห็นน้องชายของตนไม่ขยับเขยื้อนใจก็เตลิอดไปไกล ดวงตาของเธอนั้นไร้ชีวิตมีเพียงน้ำตาที่หลังไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย สาวน้อยจ้องมองไปทางเหล่าผู้ล่าซึ่งเพิ่งสังหารหมาป่าตัวเมื่อครู่ไปอย่างไม่ยากเย็น และในเวลาไม่นานเธอก็คิดขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นอีกต่อไป ว่าคนข้างหน้าทั้งหมดคือศัตรู
    [ตายไปซะ... หายไปซะให้หมด ตายไปซะ]
    เพียงเธอนึกคิดการติดต่อสื่อสารทางจิตใจก็กลายเป็นดั่งภาพแห่งฝันร้าย สิ่งที่น่ากลัวสุดพรรณนาปรากฏขึ้นภายในหัวของทุกคนที่อยู่รอบๆ บ้างกรีดร้องไม่เป็นผู้เป็นคน บ้างแทบจะสิ้นสติบ้าคลั่งอาละวาด บ้างก็ล้มลงไปชักดิ้นชักงอด้วยไม่อาจทนพลังของเธอได้ ทว่าก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จิตใจแกร่งพอจะฝืนทนความเจ็บปวดนั้นก่อนจะเดินเข้าหาลูน่าเพื่อปลิดชีพเธอ
    “ตายไปซะไอ้ปิศาจ!” และในตอนนั้นเองที่เสียงปืนดังขึ้น ปืนของลูเวียที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอดีและเดาไม่ยากเลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่กลายเป็นซีโนในหมู่บ้านของพระแม่

    “ที่เหลือเฟย์คงเดาไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น” ลูน่าหันมายิ้มให้กับเฟย์ที่กำลังอยู่ในสภาพจิตใจว้าวุ่นและสับสน
    “ใช่... แต่พวกนักล่าอย่างเธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบเดียวกันกับพวกเขา” เฟย์กดร่างของลูน่าลงกับพื้นแล้วเงื้อมีดขึ้น ร่างของเธอสั่นเทาไปด้วยความกลัวแตกต่างจากลูน่าที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มที่ไม่ใช่เพียงการฝืนยิ้มในสถานการณ์ที่ตนมีสิทธิ์ถูกฆ่าได้ตลอดเวลาเช่นนี้
    “เพราะอย่างนั้นฉันถึงไม่ได้ใช้พลังนั่นกับเฟย์ยังไงล่ะ เอาจริงๆฉันไม่เคยใช้มันใส่ใครอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา...” ลูน่าหัวเราะแห้งๆ เฟย์รู้ดีว่าสาวน้อยหมายถึงพลังอะไร มันคือพลังแห่งฝันร้ายที่พร้อมจะกัดกินประสาทและสติของผู้คนให้สิ้น ทั้งๆที่หากลูน่าใช้มันไปเมื่อครู่เธอที่ไม่ได้อยู่ในสภาพป้องกันตัวก็คงจะเสียสติไปแล้วแท้ๆ แต่ลูน่ากลับไม่ยอมใช้มัน “...เพราะฉันมั่นใจ ว่าเฟย์เป็นเฟย์ ถ้าเฟย์จะฆ่าฉันนั้นก็เพราะว่าเฟย์ตัดสินใจมันด้วยตัวเองไม่ใช่เพราะความต้องการของพระแม่ ให้ใจของเฟย์ตัดสินใจเถอะ ให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นและสุดท้ายไม่ว่ามนุษย์จะเดินไปทางไหนฉันก็ยังคงเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าในหัวใจของมนุษย์ยังเป็นของมนุษย์อยู่เสมอ”

    ทางด้านดีน ชายหนุ่มกำลังอยู่ท่ามกลางป่ามืดสายตามองหาลูเวียอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ดูจะไร้ประโยชน์ เรื่องที่เขาคาดการณ์นั้นไม่ผิดไปเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวไม่ได้ถือปืนซุ่มยิงไปมาอย่างไร้ความหมาย หากแต่เธอคือมือสังหารที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถในการอำพราง กลางป่าอย่างนี้มีที่ให้ซุ่มมากมายนับไม่ถ้วนการจะค้นหาจนเจอตัวของหญิงสาวนั้นเป็นเรื่องยากซะยิ่งกว่ายาก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือในตอนนี้เขาไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว เลือดที่ไหลออกจากร่างทำให้เรี่ยวแรงของชายหนุ่มหมดไปทุกทีจนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าต่อให้ตนเจอกับลูเวียเขาจะมีปัญญาทำอะไรได้จริงๆรึเปล่า
    และแล้วชายหนุ่มก็ได้เห็นภาพของเฟย์ที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนร่างของลูน่า นั่นทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าควรจะทำเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่สามารถหาตัวคนยิงปืนซุ่มยิงได้สิ่งที่ต้องทำคือการปกป้องหรือซ่อนเป้าหมายเอาไว้ และความคิดนั้นทำให้เขาวิ่งออกไปเต็มแรงไปยังคนสองคนตรงหน้า

    คนหนึ่งกำลังรอคอยการตัดสินใจของอีกฝ่าย
    คนหนึ่งเงื้อมีดขึ้นสูงเพื่อหมายปลิดชีพหากแต่หัวใจนั้นกลับลังเล
    คนหนึ่งวิ่งออกไปสุดตัวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพ้อง เพื่อนพ้องทั้งคู่ของเขา
    และอีกคนหนึ่งกำลังขึ้นนกปืนอย่างเงียบเชียบและจรดนิ้วลงไปที่โกร่งไกเพื่อกำจัดเป้าหมายตรงหน้า

    ภาพทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเมื่อมือของโซลผลักร่างของเฟย์ที่ไม่ทันระวังให้พ้นทางพร้อมกับที่เสียงปืนดังขึ้นลั่นป่า ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงร้องเรียกชื่อของใครบางคนที่ทำให้ผู้ยิงมีสติกลับคืนมาอีกครั้ง
    “ดีน!”
    ภาพจากกล้องไนวิชั่นสโคปกำลังสูงไม่อาจให้รายละเอียดใดๆไปได้มากกว่าแสงสีเขียวอ่อนๆที่กำลังล้มลงไปกองกับพื้น หากแต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเธอ เสียงที่ชื่อที่ถูกร้องเรียกดังขึ้นนั้นไม่ใช่ชื่อของเป้าหมายที่เธอต้องการกำจัด
    “เธอทำอะไรลงไป...” ลูเวียหันหลังไปก็เจอกับโซลที่ได้สติและพลังของตนกลับคืนมา เขาใช้กิ้งก่าคู่หูของเขาตามกลิ่นของหญิงสาวมาจนเจอตัวเธอ “...ผมถามว่าเธอทำอะไรลงไปลูเวีย เธอยิงพวกพ้องของเราทำไม!” ราวกับภาพทุกอย่างกลายเป็นสีขาวเมื่อสายตาของเธอที่จ้องมองไปข้างหน้าเห็นเพียงดีนในสภาพเปื้อนเลือดทั้งตัวโดยมีเฟย์และลูน่าร้องตะโกนเรียกอยู่ข้างๆทั้งน้ำตา และนั่นทำให้สติของหญิงสาวต้องกระเจิดกระเจิงไป
    “นี่ฉันทำบ้าอะไรลงไป...”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  5. #25
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    หายไปนาน ฮ่าๆ
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  6. #26
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    กลับบ้านบวกงานท่วมหัวครับ T T
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  7. #27
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 14 ฝันร้าย

    เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปในช่วงเวลาเพียงพริบตา เฟย์ที่ตั้งสติได้ก่อนใครฉีกเสื้อของตนออกแล้วห้ามเลือดที่ปากแผลบริเวณแขนซ้ายของดีน หากแต่นั่นดูจะไม่ใช่แผลธรรมดาเมื่อมันทำให้แขนตั้งแต่ช่วงต่ำกว่าไหลลงมาของชายหนุ่มหายไปทั้งหมด กระสุนปืนจุดห้าศูนย์คาร์ลิเบอร์กระชากแขนซ้ายของเขากระเด็นหายไปอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่าเฟย์จะพยายามหาก็คงจะไม่อาจช่วยอะไรได้เมื่อปากแผลนั้นเหวอะเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว
    ชีพจรของชายหนุ่มเต้นต่ำลงเรื่อยๆ หน้าของเขาซีดขาวและเหงื่อก็เริ่มไหลซึมออกมามากขึ้น ความคิดที่ว่าคนตรงหน้ากำลังจะตายทำให้เฟย์ดึงเอาหลอดสีเงินแปลกตาออกมาจากที่คาดเอวแล้วปักเข้าไปที่กลางอกของคนใกล้ตาย ก่อนที่สองมือจะอุ้มร่างที่หนักเสียยิ่งกว่าตนเองขึ้นแล้วออกวิ่งกลับไปทางเต็นท์ของกระต่ายขาวโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นมิตรเป็นศัตรูอีกต่อไป
    ส่วนลูน่าเองเมื่อเห็นเจตนาของอีกฝ่ายก็รีบวิ่งตามหญิงสาวที่เคยคิดจะฆ่าตนไป โดยมีโซลและลูเวียมองดูอยู่ห่างๆจากมุมมืด ลูเวียนั้นมือของเธอยังสั่นไม่หาย น้ำตามันเหมือนจะไหลออกมาจากตาเมื่อเธอได้ทำบางอย่างที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป ด้านโซลนั้น ชายหนุ่มเพียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบๆในใจก็ไม่อยากจะนึกโทษเธอที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น กระบวนการคิดและตัดสินใจของเธอนั้นถูกต้องแล้วตามหลักของการสงคราม ส่วนคนที่ผิดนั้นคือตัวดีนเองที่วิ่งเข้ามาขวางทางปืนทั้งๆที่รู้ว่าลูเวียจะต้องยิงแน่ๆ
    เพียงแต่มีบางอย่างที่ขัดใจของเขา บางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่เห็นหญิงสาวตรงหน้าถือปืนกระบอกนั้น ไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่ชายหนุ่มจะเห็นเธอเล็งปืนกระบอกนั้นอย่างจริงจังอย่างน้อยก็ตอนที่เขาอยู่ด้วย จะมีก็เพียงครั้งนี้ที่เขาสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกแม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักฆ่าหรือนักสู้มากประสบการณ์ก็ตาม ว่าลูเวียตั้งใจจะฆ่าเฟย์จริงๆ
    “ฉันไม่ได้ตั้งใจๆ...” เสียงของหญิงสาวที่พร่ำออกมาเบาๆโดยตาก็ยังมองไปที่มือของตนนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องพูดออกมา
    “กลับกันได้แล้วครับ เราต้องรีบกันแล้ว เพราะถึงคุณเฟย์จะแสดงท่าทีว่าต้องการช่วยชีวิตคุณดีนแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ระหว่างเราและเธอเปลี่ยนไป”
    ลูเวียไม่ยอมขยับตัว และนั่นทำให้โซลต้องดึงตัวของหญิงสาวให้ลุกขึ้นแล้วพาขึ้นไปนั่งบนกิ้งก่าของเขา ตลอดทางกลับเต็นท์หญิงสาวไม่ยอมปล่อยปืนกระบอกนั้นเลยแม้แต่น้อย มือของเธอเกร็งแน่นด้วยฝันร้ายนั้นได้หวนกลับมาหาเธออีกครั้ง เมื่อมาถึงเต็นท์ สิ่งแรกที่หญิงสาวเห็นคือเต็นท์หลังหนึ่งที่มีแสงไฟจากตะเกียงลอดออกมา ที่ผืนผ้าของเต็นท์นั้นฉายให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังมือเป็นระวิง ส่วนอีกหนึ่งคนก็กำลังช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แทบไม่ต้องให้เดาเธอก็รู้ว่าใครเป็นใคร
    ที่น่าแปลกคือแม้ว่าเธอจะเห็นลูน่าร้องให้ตอนที่ดีนถูกยิง แต่ตอนนี้เธอกลับไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย เสียงที่รอดออกมาจากภายในเต็นท์นั้นเป็นเพียงบทสนทนาว่าต้องทำอะไรต่อไป สภาพการณ์ของดีน ของที่สามารถหยิบฉวยได้และเปอร์เซ็นต์รอด มันเป็นน้ำเสียงของคนที่มีสติ ของคนที่ผ่านสถานการณ์เลวร้ายมามากจนรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องห่มร้องไห้อย่างไม่เข้าท่า
    และเมื่อหญิงสาวมองมาที่ตนเองเธอก็รู้ว่าตนเองไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่มากแค่ไหน เพียงแค่นี้ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรเลยรึไง ไม่แม้แต่จะแก้ไขในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดลงไปเอาแต่ก้มหน้าก้มตาหนีความจริง และความคิดนั้นเองที่ทำให้เธอรีบลงจากหลังของเจ้าสองขาแล้ววิ่งไปหยิบเอาผ้าพันแผลพร้อมกับเสบียงสำหรับพยาบาลสำรองมา ก่อนที่จะเปิดเข้าไปในเต็นท์แล้วยื่นมันให้ทั้งหญิงสาวทั้งสองคน
    “ต้องการอะไรอีกมั้ย” เฟย์นั้นนิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่เธอจะตอบกลับ
    “ต้องใช้เหล็กแนบไฟ ไปตั้งกองไฟแล้วรีบเผาเหล็กมา เป็นมีดหรืออะไรก็ได้เราไม่มีเวลามากแล้ว”
    “ได้ฉันจะจัดการให้” โซลที่ตามาข้างหลังเห็นดังนั้นก็วางใจไปเปราะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเข้ามาในเต็นท์แล้วยื่นของบางอย่างให้กับเฟย์ มันเป็นหลอดสีเงินแปลกตาเหมือนกับที่หญิงสาวหยิบออกมาตอนแรก เพียงแต่ว่าดูเก่ากว่าเท่านั้น
    “ไม่รู้จะยังใช้ได้รึเปล่า มันไม่ใหม่เหมือนกับของคุณ” เฟย์ลังเลไปเล็กน้อยก่อนที่เธอจะรับมันมาแล้วปักลงไปบนอกของดีนทันที
    “ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”

    ผ่านไปหลายชั่วโมงการเยื้อชีวิตก็สำเร็จผล แผลถูกฆ่าเชื้ออย่างลวกๆและนั่นคงทำให้ดีนเจ็บปวดปางตายตอนเขาตื่นขึ้นมา แต่นั่นก็ดีกว่าการที่เขาจะต้องติดเชื้อจนตาย โดยเฉพาะเมื่อในยามนี้ไม่มีโรงพยาบาลใดๆอีกแล้ว การที่ดีนรอดมาได้นั้นเป็นราวกับปาฏิหาริย์ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณยายื้อชีวิตที่รวมเอาไว้ทั้งสารระงับปวดและสารกระตุ้นการทำงานของร่างกายสำหรับใช้ในยามสงครามสองหลอดนั้น ไม่มีมันชายหนุ่มก็คงไม่รอด
    เฟย์นั้นแม้จะทำทุกอย่างจนหมดแล้วแต่เธอก็ยังไม่ยอมไปไหน เธอนั่งกอดเข่าเฝ้าชายหนุ่มอยู่อย่างนั้นโดยไม่เหลือแม้แต่ความคิดที่จะสังหารใครอีกต่อไป ส่วนลูน่าเองก็นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งคอยมองทั้งเฟย์และดีนไปพร้อมๆกัน เหมือนทั้งคู่จะสนทนาบางอย่างอยู่ภายในเต็นท์นั้นแต่นั้นก็ดูจะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการที่ใครจะฆ่าใครอีกต่อไป และนั่นก็ทำให้ลูเวียคลายกังวลไปได้ว่าอย่างน้อยยกที่สองคงจะไม่เริ่มขึ้นเร็วๆนี้หรืออาจจะไม่อีกต่อไปเลยก็ได้
    ลูเวียเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกก็เดินออกจากเต็นท์ไปตามความมืดตามลำพัง หญิงสาวจัดแจงเก็บข้าวของของตนพร้อมกับเตรียมจดหมายเล็กๆที่บอกว่าเธอคงต้องไปทำธุระอีกนานเอาไว้ ทว่าเมื่อมาถึงของชิ้นสุดท้ายเธอกลับลังเลที่จะหยิบมัน ปืนซุ่มยิงของกระบอกนั้นนอนกองอยู่กับพื้นพร้อมกับกระสุนสามนัดสุดท้ายในรังเพลิง กระสุนที่ถ้าหากยิงหมดไปแล้วปืนกระบอกนี้ก็จะไม่ต่างไปจากท่อนเหล็กธรรมดาๆ
    “จะไปไหนไม่บอกกันก่อนหรอครับ” โซลที่ยืนรอหญิงสาวอยู่นานพูดขึ้นพร้อมกับที่เขาเดินออกมาจากเงามืด ดวงตาบอกเธออย่างตรงไปตรงมาว่าเขารู้อยู่ก่อนแล้ว
    “แหม ก็นะ จะให้ฉันอยู่สู้หน้าหมอนั่นได้ไงล่ะ อีกอย่างฉันว่าพวกเธอน่าจะพึ่งพากันเองได้แล้วเพราะฉะนั้นฉันขอตัวออกเดินทางคนเดียวเหมือนก่อนดีกว่า”
    หญิงสาวพูดทีจริงทีเล่นพร้อมกับยิ้มฝืนๆ ก่อนที่เธอจะหยิบเอาปืนกระบอกนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วเดินจ้ำผ่านโซลไปโดยพยายามที่จะไม่มองไปที่โซลหรือพยายามที่จะสนใจว่าเธอรู้สึกขยะแขยงกับปืนที่เพิ่งหยิบขึ้นมาเพียงใด ทว่าทันใดนั้นโซลกลับจับข้อมือของหญิงสาวเหวี่ยงให้เธอเดินหันกลับมาแล้วกอดเธอเอาไว้
    ลูเวียแปลกใจกับการกระทำของคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อย แต่ไม่นานเธอก็พอจะตั้งสติคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงและเธอเองก็เช่นกัน มือทั้งสองปล่อยสัมภาระลงแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวของชายหนุ่มที่กำลังกอดเธออยู่พร้อมกับพูดออกมา
    “ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”
    “ผมไม่ยอมให้คุณลูเวียไปไหนทั้งนั้น ถ้าไม่มีคุณ ป่านนี้ผมกับลูน่าก็คงตายไปแล้ว ถ้าไม่มีคุณที่ยื่นหนังสือเล่มนั้นให้กับลูน่าเธอก็คงจะไม่ยอมพูดจนถึงเดี๋ยวนี้”
    นั่นทำให้ลูเวียนึกขึ้นมาได้ถึงเมื่อครั้งอดีต ตอนที่เธอพาลูน่าและโซลหนีออกมา โซลนั้นบาดเจ็บสาหัสจนเกือบตายมิตายแหล่ นั่นทำให้ลูน่าช็อคและไม่ยอมพูดจากับใครอีกเลย ไม่ยอมที่จะเจอหน้าคนอื่นแม้แต่กับเธอสาวน้อยก็พยายามที่จะหนีออกห่าง จนกระทั่งเธอเอาหนังสือเรื่องอลิสกับแดนมหัสจรรย์ให้เธออ่าน นั่นแหละถึงทำให้เด็กน้อยเริ่มที่จะมีรอยยิ้มให้เห็น จากหนังสือเล่มแรกก็ตามมาด้วยเล่มที่สองและสาม จนในที่สุดเธอก็ยอมที่จะเปิดปากพูดออกมา
    “แต่ตอนนี้เธอสองคนไม่เป็นอะไรแล้ว ฉันไม่จำเป็นแล้ว”
    “มันไม่เกี่ยวกับว่าจำเป็นหรือไม่อีกต่อไป เพราะตอนนี้ผมรั...”
    คำพูดของโซลถูกหยุดเอาไว้แค่นั้นก่อนที่เขาจะถูกผลักให้ลงไปนอนกับพื้น ริมฝีปากอันนุ่มนวลประทับลงไปบนปากของชายหนุ่ม เป็นจุมพิตที่ดื่มด่ำและเร่าร้อน แล้วหญิงสาวที่อยู่ข้างบนก็ค่อยๆถอดเสื้อของโซลออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่พาดยาวตั้งแต่สะบักไปจนถึงช่วงท้อง เธอค่อยๆเลื่อนมือลูบไปยังรอยเหล่านั้นด้วยสายตาที่ยากจะบอกความหมายก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
    “นายเห็นแล้วใช่มั้ยว่าฉันเป็นผู้หญิงยังไง ยังคิดว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกมั้ย”
    ลูเวียปลดเสื้อของตนออกอย่างช้าๆ แสงจากดวงจันทร์ฉายให้เห็นเรือนร่างอันอวบอิ่มและน่าเย้ายวนใจ ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่รบกวนรอยสายตา มันคือรอยแผลเป็นมากมายนับไม่ถ้วนทว่าไม่ใช่แผลจากศาสตราวุธแบบโซล หากแต่เป็นรอยที่คล้ายกับรอยกัดรอยหยิก รอยแผลไหม้แปลกๆและรอยที่ลากยาวราวกับโดนมัดอย่างรุนแรงจนเกิดแผล
    “นี่แหละคือตัวฉัน ตัวของฉันที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่าเครื่องบำเรอความสุขให้กับใครก็ตามที่มีอารมณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน ไม่ว่าจะตอนไหน ฉันอยากรู้นัก...” ลูเวียกระชากร่างของโซลขึ้นมาจนหน้าของทั้งคู่แทบจะชนกัน เพื่อให้เขาได้เห็นนัยน์ตาอันบ้าคลั่งของเธออย่างชัดเจน แววตาที่เต็มไปด้วยความกลัว ความโกรธ และความแค้น “...ว่าหลังจากนายได้รับรู้ฝันร้ายของฉันแล้วนายยังจะกล้าพูดคำๆนั้นออกมาอีกมั้ย”

    ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ๆอยู่ห่างไกลเกินกว่าวิทยาการจะเข้าถึงและไกลเกินกว่าเอื้อมมือของพระแม่ คนในหมู่บ้านนั้นนับถือในความเชื่อแปลกๆ ความเชื่อที่ว่าในหมู่บ้านจักต้องสังเวยเด็กสาวหนึ่งคนให้แก่พ่อมดในหมู่บ้าน กลุ่มของพ่อมดนั้นจะจัดการพรากเอาความบริสุทธิ์ไปจากหญิงสาวก่อนที่จะเอาตัวของเธอไปเป็นส่วนกลางแก่ผู้ชายทั้งหมดในหมู่บ้านให้พวกเขาได้เสพสุขกันต่อโดยไม่มีข้อแม้ โดยเชื่อว่าพลังในตัวของพ่อมดผู้ติดต่อกับเทพเจ้าจะถูกส่งผ่านตัวเด็กสาวไปยังผู้ชายคนอื่นๆโดยการสังวาสกัน และมันจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าหญิงสาวคนนั้นจะตายไปหรือมีอายุเกินยี่สิบ ซึ่งก็ไม่เคยมีใครอยู่ถึง
    ปีนั้น ลูเวียกลายเป็นเหยื่อของการสังเวยนี้ หญิงสาวกำพร้าพ่อแม่ทำให้การขัดขืนนั้นหามีไม่และถึงจะมีพวกเขาก็จะใช้กำลังบังคับอยู่ดี พวกผู้หญิงคนอื่นๆก็ไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกเธอเพียงยินดีที่ไม่ใช่พวกเธอที่โดน และคนในหมู่บ้านทุกคนก็ยินดี ที่พ่อมดเหล่านั้นจะได้นำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่หมู่บ้านอีกครา
    มันคือฝันร้ายที่เด็กน้อยไม่มีวันลืมเลือน เธอถูกกระทำชำเราข้ามวันข้ามคืนเป็นระยะเวลานาน นานจนเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเธอหายไป จากวันผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปีสาวน้อยก็ยังไม่ตายจากการถูกใช้งานเยี่ยงสิ่งของ และนั่นทำให้นับวันการละเล่นของพวกผู้ชายในหมู่บ้านเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันคือความวิตถารที่เธอไม่อยากจะจำ มันคือความทรมานและฝันร้ายตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาและนั่นมันก็ทำให้เธอมาถึงขีดสุด
    จากประสบการณ์ทำให้เธอเริ่มรู้วิธีที่จะเอาใจใครสักคน ลูเวียเริ่มเล่นด้วยกับชายคนหนึ่งที่ชอบเข้ามาหาเธอเป็นประจำในห้องที่ถูกปิดตายเอาไว้ รอ รอจนเขาเผลอก่อนที่เธอจะหยิบเอากระดูกแหลมออกมาจากเศษอาหารแล้วปักเข้าไปที่คอของเขา กระดูกนั้นไม่ใหญ่แต่คมและยาวทำให้ชายคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะส่งเสียงใดๆออกมา
    มือของสาวน้อยวัยเพียงสิบสี่ปลายๆสั่นเทาด้วยความกลัว เธอฆ่าคนตายเป็นครั้งแรกในชีวิตและนั่นไม่ใช่แค่การพลั้งเผลอแต่มาจากการตรึกตรองเอาไว้ก่อนแล้ว แต่เธอไม่มีเวลาให้คิดมากอีกต่อไป ถ้ามีใครเข้ามาเห็นเธอจะต้องถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน และนั่นทำให้สาวน้อยตัดสินใจใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งผ่านประตูและความมืดออกไปโดยไม่ลังเล ทว่านั่นก็ไม่อาจจะรอดพ้นสายตาของยามเฝ้าประตูไปได้
    พวกเขาพบร่างที่ไร้ลมหายใจในสภาพล่อนจ้อนและไม่ต้องคิดให้มากพวกเขาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น การตามล่าเด็กตัวเล็กๆจึงเริ่มขึ้น สาวน้อยถูกไล่ต้อนมาจนถึงริมหน้าผา ข้างล่างนั้นคือความตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเธอหันกลับไปมองยังกลุ่มของชายฉกรรจ์เหล่านั้นแล้วเธอก็คิดขึ้นมาได้ว่าความตายที่เบื้องล่างนั้นน่าจะสบายกว่าหลายเท่า ร่างเล็กๆจึงทิ้งดิ่งลงไปในหน้าผาสูงสุดลูกหูลุกตาด้วยความคิดที่ว่าในที่สุดเธอก็หลุดพ้นเสียที...
    ทว่าเมื่อสองตานั้นลืมตื่นขึ้น ลูเวียกลับพบว่าเธอไม่ได้ตาย หญิงสาวตัวเปียกปอนไปหมดและนั่นบอกกับเธอว่าเบื้องล่างของหน้าผานั้นแท้จริงแล้วเป็นแม่น้ำที่ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ ไม่ตายนั้นก็น่ายินดีอยู่แต่ที่เธอสงสัยคือสถานที่แห่งนี้มากกว่า มันเป็นเหมือนถ้ำที่ถูกพรางเอาไว้ด้วยโขดหินตามธรรมชาติ และภายในนั้นก็มีกล่องแปลกๆอยู่เต็มไปหมด กล่องที่เต็มไปด้วยภาษาที่เธอไม่เข้าใจ
    รอบๆด้านที่ดูไม่เหมือนโขดหินนั้นคือสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นแผ่นเหล็ก พวกมันมีสีเงินแวววาวขัดกับโขดหินที่มันฝังตัวซ่อนอยู่ สาวน้อยตัดสินใจยืนขึ้นและสำรวจดูรอบๆจนกระทั้งเธอได้ยินเสียงของใครบางคน ทีแรกเธอคิดว่านั่นคือกลุ่มคนที่ตามเธอมาแต่เมื่อเธอมองดูดีๆสิ่งนั้นกลับเป็นเพียงแผ่นสี่เหลี่ยมบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนสีสันของตัวมันเองได้อย่างน่าประหลาดใจ มันกำลังแสดงรูปของวัตถุบางอย่างที่อยู่ข้างใต้มันเอาไว้
    สิ่งนั้นมีลักษณะเป็นแท่งยาวมีสีดำสลับเงิน ที่ปลายข้างหนึ่งมีรูขนาดใหญ่ส่วนอีกด้านนั้นเป็นคล้ายกับที่จับหรืออะไรสักอย่าง น้ำหนักของมันนั้นมากเอาเรื่องอยู่จนเธอเกือบจะถอดใจที่จะยกมันขึ้นมา ทว่ามันก็ใช้เวลาไม่นานเลยที่ทำให้เธอได้เข้าว่าเจ้าสิ่งนี้มีเอาไว้เพื่ออะไร เมื่อภาพของใครคนหนึ่งกระจุยเป็นชิ้นๆทันทีที่เจ้าแท่งเหล็กนี้ปลดปล่อยเสียงดังดุจฟ้าผ่าออกมา และมันก็ใช้เวลาอีกเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นในการแทนที่ภาพนั้นด้วยภาพของคนในหมู่บ้าน

    กว่าหกเดือนผ่านไปที่คนในหมู่บ้านคิดว่าหญิงสาวได้ตายจากไปแล้ว พวกเขากำลังเลือกสรรหญิงสาวคนใหม่เพื่อมาแทนที่คนเก่าตามประเพณี และการดำเนินการก็ถูกเร่งให้เร็วขึ้นเมื่อหลังๆพวกเขาได้ยินเสียงฟ้าผ่าแปลกๆบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งตามความคิดของพวกเขามันคือความพิโรธจากพระเจ้าที่ถูกเด็กน้อยคนก่อนทรยศหักหลัง
    ค่ำคืนมาถึงหญิงสาวคนใหม่ก็ได้รับการคัดเลือก เธอถูกจับแต่งกายด้วยชุดสีขาวนำตรงไปยังเหล่าพ่อมดที่กำลังรออยู่ด้วยความกระหายอยากในรสแห่งกาม รายใหม่คนนี้นั้นแม้จะไม่สวยสดและมีหุ่นดีเท่าคนก่อนแต่พวกเขาก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าก่อนที่ค่ำคืนที่พวกเขารอคอยจะได้เริ่มต้นขึ้นเสียงดังของฟ้าผ่าก็ดังขึ้นแล้วในเวลาคล้อยหลังเพียงเสี้ยววินาที หัวของหญิงสาวที่ถูกนำมาสังเวยก็ระเบิดเป็นชิ้นๆพร้อมๆกับกำแพงไม้ที่ใช้กั้นขวาง

    “ตายไปซะอีเวร ตายไปพร้อมกับสายตาสุดระยำของแก” ลูเวียที่มองผ่านกล้องมองกลางคืนแบบรวมเซ็นเซอร์พูดขึ้นมาเบาๆ หญิงสาวอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำห่างออกไปในระยะเกือบเจ็ดร้อยเมตรพร้อมกับปืนซุ่มยิงขนาดใหญ่ติดตั้งขาตั้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำ สายตาของเธอไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความสงสารเมื่อเธอได้กำจัดหนึ่งในคนที่เคยมองเธอราวกับเธอเป็นอีตัว แม้ว่าการปล่อยให้แม่นั่นรับรู้รสชาติแบบเดียวกันก่อนจะน่าสนุกกว่าก็ตาม แต่ในเมื่อเธอกำหนดเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องเป็นวันตายของทุกคนมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น
    ศูนย์ปืนที่สามารถปรับกำลังขยายได้ถึงสามสิบสองเท่าพร้อมกับระบบตรวจจับความร้อนและคลื่นแม่เหล็กเฉพาะของสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงเซ็นเซอร์ที่แทบจะแก้ไขทิศทางลมและแรงโน้มถ่วงให้อย่างอัตโนมัติ ทำให้ลูเวียในตอนนี้ไม่ต่างไปจากพระเจ้าแห่งหมู่บ้าน เธอเห็นทุกอย่าง เธอกุมทุกชีวิต และเธอพรากมันด้วยเพียงการลั่นไกปืน
    การฝึกเป็นระยะเวลาหกเดือนทำให้เธอสามารถใช้ปืนกระบอกนี้ได้อย่างคล่องแคล่วและทำให้เธอเลือกฆ่าได้ดั่งใจ ทุกครั้งที่มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งร่างหรือสองจะต้องหลุดเป็นชิ้นๆ และทุกครั้งที่เสียงกรีดร้องดังออกมาจากหมู่บ้านรอยยิ้มของเธอก็จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากการแก้แค้นกลายเป็นความสนุก กลายเป็นความเพลิดเพลินของการล่าที่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กระสุนซองแล้วซองเล่าถูกเปลี่ยนเพื่อให้ทันกับจำนวนคนที่เธอต้องการฆ่า ใครคิดหนีเธอจะเอามันก่อน ใครซ่อนเธอจะเล่นด้วย ด้วยการค่อยๆยิงไล่ให้คนๆนั้นกลัวก่อนจะเด็ดแขนขาทิ้งทีละชิ้น
    จากการฆ่ากลายเป็นการทรมาน เหมือนอย่างที่เธอเคยถูกกระทำ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเหลือคนเพียงไม่ถึงสิบในยามเช้าและใครก็ตามที่คิดจะหนีจะต้องถูกยิงทันทีที่ประตูบ้านถูกเปิดออก หญิงสาวทรมานพวกเขาอยู่อย่างนั้นถึงสามวันสามคืนจนกระทั่งคนสุดท้ายค่อยๆถูกยิงเด็ดแขนขาทิ้งไปทีละข้างอย่างช้าๆก่อนที่เธอจะเด็ดหัวของคนๆนั้นทิ้ง
    เมื่อทุกอย่างจบลงหญิงสาวก็หันกลับไปมองข้างตัว ปลอกกระสุนกว่าสองร้อยนัดที่เตรียมมากองเกลื่อนเต็มไปหมด เธอใช้กระสุนมากกว่าที่ควรจะเป็นไปเกือบครึ่งเพราะความต้องการทรมานคนเหล่านั้นของเธอ แต่นั่นก็ทำให้เธอพอใจเป็นอย่างยิ่งจนหญิงสาวแทบจะรอไม่ไหวที่จะลงไปดูให้เห็นกับตาถึงสภาพของคนในนั้น ไม่ใช่ผ่านจากกล้องที่ทำให้เห็นทุกอย่างเป็นแค่สีเขียวกับสีเทา

    “แต่พอฉันรู้ตัวอีกที ฉันก็อ้วกเอาทุกสิ่งทุกอย่างในท้องออกมาเรียบร้อยแล้ว...” ลูเวียพูดขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมา “...ที่นั่นมันมีแต่เลือดและเลือด เนื้อสดๆกระจุยกระจายไปทั่ว มองไปทางไหนก็มีแต่สีแดงและกลิ่นชวนอ้วกนั่น ไม่ใช่แค่พวกผู้ใหญ่ที่เคยทำฉันเท่านั้นนะโซล ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่แต่ฉันฆ่าดะไปหมด ทั้งเด็ก ทั้งผู้หญิง ทั้งคนที่เคยเอาน้ำเอาท่ามาให้ฉัน คนที่เคยแอบมารักษาบาดแผลให้ฉันแล้วบอกให้ฉันสู้ต่อ ฉันฆ่าพวกเขาทุกคนเลยนายรู้มั้ย” เธอจับไหล่ของอีกฝ่ายเขย่าให้หมายจะให้เขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ ตัวตนที่ไม่ใช่พี่สาวใจดี ไม่ใช่พี่สาวที่มีแต่ความร่าเริงอย่างที่เขาคิด ไม่ใช่คนที่มีค่าพอที่เขาจะพูดคำๆนั้นด้วย
    “ฉันมันแปดเปื้อนโซล ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนฉันคือฆาตกรเลือดเย็นที่ฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกอะไร เพราะฉะนั้น...” และตอนนั้นเองที่โซลดึงเธอเข้ามากอดอย่างแผ่วเบาพร้อมกับสองมือที่ลูบไปบนศีรษะของเธอราวกับจะบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว
    “ทำไมคุณจะไม่รู้สึก คุณก็กำลังร้องไห้อยู่นี่ไง... ผมรักคุณลูเวีย ผมรักคุณ ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว ต่อไปนี้ผมจะอยู่ข้างๆคุณเอง ไม่ต้องกลัว...” แล้วหญิงสาวก็ปล่อยโฮออกมา มันคือน้ำตาที่แม้แต่ตอนอยู่ในฝันร้ายเธอก็ไม่เคยที่จะหลั่งออกมา เพราะเธอไม่ต้องการให้เผื่อความเศร้าโศกให้กับความเชื่อบ้าๆของคนบ้าๆ แต่ในตอนนี้เมื่อมีคนที่พร้อมจะให้อภัยกับเธอหญิงสาวจึงไม่อาจกลั้นมันเอาไว้ได้อีกต่อไป มันไม่เหมือนกับเมื่อครั้งอัลคาทราซที่เธอร้องไห้เพราะความเจ็บใจที่ไม่อาจยั้งมือของตนเอาไว้ได้ เพราะในครั้งนี้มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจที่ในที่สุดก็มีคนที่พร้อมจะเข้าใจและโอบกอดเธอเสียที
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  8. #28
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 15 เผชิญหน้ากับความจริง

    เปลวไฟอ่อนๆจากตะเกียงฉายแสงไฟตกกระทบไปไปยังใบหน้าของลูน่าและเฟย์ เธอทั้งสองยังคงนั่งอยู่ในเต็นท์ในขณะที่โซลและลูเวียเดินออกไปนานแล้ว ไม่ต้องบอกกันและกันต่างฝ่ายก็รู้ความในใจของกันและกันว่าที่พวกเธอมาอยู่ตรงนี้นั้นไม่ใช่แค่เพราะพวกเธอห่วงดีน แต่เป็นเพราะคำถามมากมายที่ค้างคาใจของทั้งสอง
    “แน่ใจหรอว่าจะไม่ตามลูเวียไป แม่นั่นคิดจะไปจริงๆนะ” เฟย์พูดขึ้นเสียงเรียบๆ เพียงแค่หญิงสาวเห็นมือที่สั่นเทาและน้ำเสียงตะกุกตะกักของอีกฝ่ายเธอก็มองความคิดออกทันที
    “ข้างนอกมีโซลอยู่ ไม่เป็นไรหรอกคะ...” ลูน่าตอบกลับ เธอมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยดีโดยที่ไม่ต้องเข้าไปอ่านใจของชายหญิงสองคนที่เดินออกไปด้านนอกด้วยซ้ำ “...ที่น่าเป็นห่วงคือทางนี้มากกว่า”
    “หมอนี่ยังหายใจอยู่นับว่าปาฏิหาริย์”
    “ฉันไม่เรียกมันว่าปาฏิหาริย์หรอกค่ะเฟย์ ฉันเรียกมันว่าเทคโนโลยี...” สาวน้อยตอบพร้อมกับหยิบเอาหลอดสีเงินที่ถูกบีบของเหลวภายในออกมาจนหมดขึ้นมา เธอยื่นมันไปข้างหน้าอย่างช้าๆคล้ายกับจะตอกย้ำอีกฝ่ายให้เห็นถึงความจริง “...สารประกอบเร่งอัตราการซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายและสารที่ทำให้ร่างกายตัดขาดจากความตายอันเนื่องจากความเจ็บปวดพร้อมกับกดให้ผู้ป่วยจมอยู่ในสภาพหลับลึก หรือพูดง่ายๆ ยาที่ทำให้มนุษย์เป็นอมตะชั่วขณะ มีใช้งานในทางทหารและการแพทย์เร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตคนที่บาดเจ็บสาหัสแบบฉับพลัน หนังสือดำจำมันได้ทันทีที่ฉันเอาให้มันดู”
    “ตั้งแต่เมื่อไหร่”
    “ตั้งแต่ที่ฉันได้หนังสือดำมาและพยายามเรียนรู้ว่าไอ้พวกข้าวของแปลกๆที่เราเก็บมาได้ในระหว่างการล่าหนังสือมันคืออะไรกันแน่ยังไงล่ะคะ เพียงแค่ฉันไม่ได้บอกเฟย์ทุกอย่างเท่านั้นเอง...” นักฆ่าสาวปรายตาขึ้นมามองใบหน้าไร้เดียงสาที่ตนเคยคิดว่าเป็นแบบนั้นจริงๆมาตลอดด้วยความคิดใหม่ ว่าตัวเธอเองหรืออีกฝ่ายกันแน่ที่กำลังถูกหลอก “...จะมีที่ผิดไปก็แค่ยาของเฟย์มันอยู่ในสภาพใหม่ซะจนฉันไม่คิดว่าจะเป็นการขุดมันมาจากที่ไหน”
    “พูดได้ขนาดนี้แสดงว่าเธอสรุปเรื่องทั้งหมดได้ด้วยตัวเองแล้วสิ”
    “อย่างน้อยๆฉันก็ได้รู้ได้แน่ชัดเรื่องหนึ่งแล้ว ปาฏิหาริย์ของพระแม่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์จริงๆ แต่มันคือการใช้วิทยาการที่หลงเหลืออยู่ของมนุษย์ ปืนใหญ่อนุภาค หุ่นกลสงคราม ระบบสื่อสารและการสอดแนมผ่านดาวเทียม หากไม่มีสิ่งที่ว่ามาปาฏิหาริย์ที่เกินจริงของพระแม่จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด รู้ทั้งรู้แบบนี้คุณยังจะเชื่อมั่นในตัวของพระแม่ต่ออีกหรอคะ เฟย์” ดวงตาของเฟย์วาวโรจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินถ้อยคำสุดท้ายของลูน่า
    “ท่านมีเจตนาดีไม่ใช่เจตนาร้ายแบบพวกแกที่เพียงแค่ต้องการจะขุดเอายุคแห่งการฆ่าฟันนั่นขึ้นมาอีก เธอเองก็ยังจำได้ดีไม่ใช่หรอ ไอ้เทปบันทึกเสียงที่คนชมกันว่า “ฆ่าได้ดี” นั่นน่ะ” ลูน่าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อความจริงนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะหนีพ้นไปได้ ทุกอย่างบนโลกมีดีก็ต้องมีร้ายเหมือนที่คนเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีเพื่อการเข่นฆ่ากัน
    “จะว่าไปฉันว่าเธอเองก็คงจะเคยได้ยินคำนี้ไม่ใช่รึไงลูน่า ที่เขาว่ากันว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีเทคโนโลยีก้าวกระโดดได้คือสงคราม สงครามเป็นต้นกำเนิดของทุกอย่าง ดูอย่างยาที่กำลังช่วยชีวิตของดีนนี่สิ นี่ก็มาจากการที่พวกกองทัพไม่อยากจะต้องเสียเวลาฝึกทหารใหม่ ขอแค่มียานี่จะแขนขาดขาขาดก็รอดชีวิตกลับมาต่อแขนขาเทียมสำหรับการศึกแล้วส่งออกไปรบใหม่ได้ รู้อย่างนี้แล้วเธอยังจะอยากขุดเอาเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วโยนมันให้กับมนุษย์ผู้สร้างสงครามอีกมั้ย มันจะไม่เป็นการดีกว่าหรอหากจะมีเพียงพระแม่คนเดียวที่กุมความลับทั้งหมดเอาไว้แล้วเอาให้เราใช้เพียงแค่จำเป็นเท่านั้น ไม่ต้องพึ่งสงครามเพื่อสร้างเทคโนโลยีต่อไป ไม่ต้องแข่งขันกันอย่างบ้าอำนาจอีก ขอแค่มีผู้ที่ยิ่งใหญ่ลำธำรงเอาไว้ซึ่งจริยธรรมมาคอยนำทางเราแค่นั้นก็พอแล้ว” เฟย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา หากแต่ลูน่าไม่คิดเช่นนั้น
    “จริยธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย เหมือนอย่างที่จริยธรรมของพระแม่คือการทำลายผู้ที่ผิดแปลกไปจากมนุษย์และทำลายผู้ที่มีความคิดจะตีตนออกห่าง นั่นหรือคือจริยธรรมที่เฟย์ยอมรับ เหมือนอย่างที่พระแม่สังหารหมู่ผู้คนไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา”
    “นั่นคือความจำเป็น เพราะพวกเขาแปดเปื้อนไปแล้ว มันเป็นดั่งการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่ที่จำเป็นจะต้องมีการดุและตีกันบ้าง”
    “เพียงแต่ว่าลูกๆเหล่านั้นคงไม่มีโอกาสได้เติบใหญ่อีกแล้ว...” ลูน่าพูดตัดบทขึ้นพร้อมกับที่เธอจ้องเข้าไปในตาของเฟย์ “...สำหรับฉันนั่นไม่เรียกว่าการสั่งสอนหรือการอบรม ฉันเรียกการกระทำนั้นว่าการจองจำ เหมือนหมูหมาที่อยู่ในเล้าคอยแต่รับคำสั่งและอยู่ไปวันๆแม้ไม่มีอันตรายแต่ก็ไร้ซึ่งความอิสระ แนวคิดแบบนั้นสักวันหนึ่งก็จะต้องมีคนพยายามที่จะทำลายมันลงเพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตแบบนั้น หัวใจของมนุษย์ไม่มีวันหยุดเดินไปข้างหน้าแม้ว่านั่นจะหมายถึงสงครามก็ตาม”
    เฟย์รู้ดี เธอรู้ดีอยู่ในใจว่าไม่มีวันที่จะเกิดสังคมในอุดมคติแบบนั้นได้ การฝืนธรรมชาติในความเป็นเผ่าพันธุ์รังแต่จะทำให้เกิดการสะสมของการอัดอั้นตันใจและระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง ประวัติศาสตร์ของมนุษย์มันมีแต่กลิ่นคาวเลือดมาตลอดตั้งแต่ครั้งที่เรายังใช้ไม้ไล่ตีหินไล่ขว้างกัน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก่อนจะถึงวันแห่งการล่มสลายของอารยธรรมนั้นมีแค่เพียงการเปลี่ยนจากก้อนหินไปเป็นขีปนาวุธเท่านั้น
    “เทคโนโลยีของมนุษย์จะทำลายมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะเราอยู่ได้เพียงในที่แคบๆที่ชื่อว่าโลกแห่งนี้ ต่อให้ไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ มนุษย์ก็จะสร้างอาวุธที่รุนแรงเกินกว่าขึ้นมาอยู่ดี” เฟย์พูดเสียงเบา ใจก็นึกกลัวว่าวันหนึ่งเวลานั้นอาจจะมาถึงจริงๆและคนผิดก็อาจจะเป็นเธอที่ลังเลใจไม่อาจฆ่ากระต่ายขาวผู้จะนำมาซึ่งหายนะได้
    “ถึงตอนนั้นนั่นก็คือสิ่งที่ลูกหลานของเราจะต้องร่วมกันฝ่าไป การที่เราไม่ให้โอกาสเขาตั้งแต่แรกต่างหากที่หมายความว่าพวกเราไม่เหลือแม้แต่ความเชื่อใจที่จะมีให้ซึ่งกันและกันอีกต่อไป และมนุษย์คงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หากไม่มีความเชื่อใจกัน”
    เฟย์ได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้ถึงความสามารถของลูน่า ความสามารถที่ทำให้สื่อกันได้ระหว่างจิตใจของกันและกัน บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติต้องการให้มนุษย์นั้นก้าวเดินไป โลกที่มนุษย์สามารถเชื่อใจกันได้จนถึงขั้นเปิดหัวใจออกมาให้กันและกัน หากแต่สำหรับเธอแล้ววันที่ว่านั้นดูจะยาวนานและคงต้องผ่านการทดสอบมากมายนับไม่ถ้วน หลักฐานก็คือเธอผู้ที่สามารถปิดกั้นหัวใจของตนเองได้ เป็นดั่งศัตรูตามธรรมชาติที่โลกเลือกสรรให้มาห้ำหั่นกับผู้ที่มีความสามารถเชื่อมต่อจิตใจ เป็นบททดสอบที่เรียบง่ายและได้ผลมากที่สุดด้วยการคัดเลือกจากธรรมชาติ หนทางนั้นช่างยาวไกลนัก...
    “พูดอะไรกันเข้าใจยากจริงนะพวกคุณสองคนเนี่ย...” เสียงแหบๆที่ดูอ่อนล้าจนแทบจะไม่ได้ยินดังขึ้นท่ามกลางวงสนทนาของทั้งสอง แต่เพียงแค่นั้นมันก็มากพอที่จะทำให้พวกเธอร้องตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
    “ดีน!”
    “อืม... ดูเหมือนว่าผมจะหลบไม่พ้นจริงๆสินะ” ชายหนุ่มพูดทีจริงทีเล่นพร้อมกับมองไปที่แขนซ้ายของตนซึ่งบัดนี้เหลือแค่หัวไหล่
    “ทำไมนายต้องเข้ามาช่วยฉัน...” เฟย์พูดเสียงอ่อนด้วยใบหน้าที่เหมือนจะมีน้ำตาไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา “...ก็เราเป็นพวกพ้องกันไม่ใช่หรอ ผมจะไม่ยอมให้พรรคพวกต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตาอีกแล้ว” เฟย์พยักหน้าลงเบาๆพร้อมกับหยาดน้ำที่ค่อยๆไหลออกมา ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าแขนข้างซ้ายของเขานั้นช่างคุ้มเหลือเกินที่แลกมันไป
    “พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ ตอนนี้ยามันทำให้คุณไม่เจ็บแต่หลังจากนี้ไปอีกไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงคุณได้เจ็บปางตายแน่”
    “แต่ผมว่าพวกเราคงไม่มีเวลาได้พักสินะ...” ดีนพูดออกมาด้วยกำลังที่ยังหลงเหลือ นัยตาที่ดูอิดโรยของเขามองไปที่ลูน่าด้วยหวังให้เธอเชื่อมต่อจิตใจของเขาเพราะนั่นดูจะเป็นการง่ายกว่าเยอะ ทว่าเธอกลับปฏิเสธด้วยการส่ายหัว
    “ให้ฉันพูดคนเดียวก็พอค่ะ ฉันรู้ว่าคุณดีนต้องการจะสื่ออะไร คุณคงเข้าใจแล้วสินะคะจากบทสนทนาครั้งก่อนของเรา ว่าพระแม่ต้องการทำอะไรกันแน่” ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆรับรู้ในสิ่งที่เธอคิด และเฟย์เองก็ไม่ได้มีสีหน้าปฏิเสธว่าตนไม่รับรู้ความจริงข้อนั้น
    “กองทัพจะไปถึงที่เมืองโลโกสในสามวัน พร้อมกับเหล่าอัศวินแห่งพระแม่ทั้งห้า” เฟย์ยอมจำนนด้วยรู้ว่าอย่างไรเสียลูน่าก็จะต้องรับรู้เรื่องทั้งหมดอยู่ดี
    “แต่นั่นจะเป็นเพียงแค่เหยื่อล่อ สิ่งที่พระแม่ต้องการจริงๆไม่ใช่ชีวิตของผู้คนแต่เป็นการฝังความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ให้เหล่านักล่าหนังสือซึ่งไม่รู้เรื่องให้เห็นกับตาต่างหาก และถ้านั่นเป็นจริงสิ่งที่ฉันเคยนึกสงสัยมาตลอดก็จะได้คำตอบ ว่าเพราะอะไรหอคอยทั้งสามซึ่งมีเอาไว้เพื่อเก็บหนังสือจึงถูกสร้างให้หยั่งลึกลงไปใต้ดินอย่างไม่น่าจำเป็น คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะพระแม่ต้องการที่จะเผาพวกมันทั้งหมดทิ้งในคราเดียวด้วยปืนใหญ่อนุภาค...” คำตอบที่ทำให้ลูน่าหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อวิเคราะห์ได้ถึงความจริงข้อนี้

    “แล้วทีนี้พวกนักล่าหนังสือที่ไม่รู้เรื่องก็จะคิดว่านั่นคือการลงโทษจากพระแม่ผู้ยิ่งใหญ่สินะ...” โซลที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดในตอนรุ่งเช้าพูดขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของลูน่า “...จะไม่มีใครกล้าหือกับพระแม่อีกด้วยเห็นว่าพลังของพระแม่นั้นไร้ทางที่จะต่อต้าน ได้ทำลายความรู้ของมนุษย์ชาติพร้อมกับความตั้งใจไปพร้อมๆกัน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
    “แต่การจะขัดขวางก็จำเป็นจะต้องเก็บไผ่เด็ดของศัตรูให้ได้ ปัญหาคือจะทำยังไงถ้าสิ่งที่ว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อมซะขนาดนั้น” ลูเวียพูดขึ้นพร้อมกับชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
    “ไม่ยากหรอกค่ะ ฉันคิดแผนเอาไว้แล้ว แค่ต้องพึ่งเจ้านี่และจังหวะเวลานิดหน่อย” ลูน่ายกหนังสือสีดำของตนขึ้นมาแล้วยิ้มออกมาเล็กๆแต่แฝงเอาไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ในดวงตา
    “ฉันคิดว่างานนี้แค่นักล่าหนังสืออาจกลายเป็นของขบเคี้ยวให้กับไอ้พวกหุ่นยนต์นรกนั่นง่ายๆก่อนที่แผนของพี่ลูน่าจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นฉันเลยจัดการส่งเจ้าสองขาที่ยังวิ่งได้อยู่ให้ออกไปแจ้งข่าวเพื่อนๆมันแล้ว แต่งานนี้คงต้องมีของแลกเปลี่ยนสักหน่อย”
    “ของที่ว่านั่นคืออะไร...” ดีนที่นอนอยู่บนเปลไม่วายถามออกมาด้วยความสงสัย แต่โซลกลับยิ้มออกมาด้วยคล้ายกับจะสื่อว่าอย่ารู้เลยจะดีกว่า และนั่นก็ทำให้ดีนพอจะเดาผลของการสู้รบได้ว่าครั้งนี้คงมีพวกที่หายไปในการต่อสู้หลายคน
    “ว่าแต่เราจะไว้ใจแม่นี่ได้อยู่หรอ” ลูเวียจิกตามองไปยังเฟย์ด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับตอบกลับมาเพียงเบาๆโดยไม่ใส่ใจที่จะหันกลับไปมองตอบ
    “ก็ยังดีกว่าคนที่ยิงโดนเพื่อนตัวเองก็แล้วกัน”
    กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะสมานให้หายเมื่อทั้งคู่ต่างก็มีเหตุผลที่จะเขม่นใส่กันและกัน โดยเฉพาะเฟย์ที่ยังคงหงุดหงิดกับคำขอโทษของลูเวียต่อดีนที่เธอทำให้มันดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และดีนที่รับคำขอโทษนั้นง่ายๆเหมือนกับว่าเขาไม่ได้สนใจแขนซ้ายที่หายไปของตนเองสักเท่าไหร่ ส่วนลูเวียนั้นแน่นอนว่ายังไม่อาจจะไว้ใจหญิงสาวที่เปิดเผยเส้นผมสีเงินและนัยน์ตาสีม่วงของตนออกมาได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
    “เรื่องมันแล้วไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะค่ะ ตอนนี้เรามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ กำลังรบของเราจะให้หายไปมากกว่านี้ไม่ได้ รีบออกเดินทางกันเถอะ”
    อย่างน้อยที่ลูน่าพูดก็เป็นเรื่องจริง ลูเวียเองก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปากว่าความปลอดภัยของกลุ่มจะยังมีอยู่หากว่าเฟย์ไม่อยู่ด้วยแล้ว กิ้งก่าสี่ขากับสองขานั้นยังคงบาดเจ็บหนักอยู่ โซลและลูน่าเองก็ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ระดับที่จะไปอวดอ้างอะไรได้ ดีนเองก็ล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนเธอก็เหลือกระสุนปืนแค่สามนัด ถ้าขาดเฟย์ไปสักคนแล้วกลุ่มคงจะต้องย่ำแย่อย่างแน่นอน เธอเลยจำใจไม่เถียงกลับแล้วปล่อยให้ลูน่าเป็นคนตัดสินใจเรื่องทุกอย่างเอง

    ในห้วงเวลาที่ไม่ต่างกันมากนักนั้น บริเวณชายแดนที่เป็นเหมือนรอยต่อระหว่างเขตุปกครองของพระแม่และเหล่าสภาแห่งปัญญา เสียงฝีเท้าที่กระแทกลงบนพื้นก็ดังก้องกังวานไปทั่วพื้นที่อันรกร้างว่างเปล่า กองกำลังในชุดเกราะสีเงินและเสื้อคลุมสีขาวหลายหมื่นคนเดินทัพอย่างสง่างามภายใต้การนำของเหล่าอัศวินแห่งพระแม่ทั้งห้า กองทัพอันสร้างขึ้นมาจากเหล่าผู้ศรัทธาและพร้อมที่จะสู้ถวายหัวแก่พระแม่ โดยที่เบื้องหลังหรือจะพูดให้ถูกคือใต้กองทัพของพวกเขานั้นคือซากศพของหน่วยรบที่คอยเฝ้าชายแดนเอาไว้
    เหล่านักล่าหนังสือและทหารรับจ้างตายอย่างไม่มีทางสู้แม้พวกเขาจะมีปืนเป็นอาวุธประจำกาย ไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้ส่งข่าวไปบอกคนในเมืองโลโกสถึงการเคลื่อนทัพใหญ่ในครั้งนี้ ในดวงตาของผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้วมีเพียงคำถามเต็มไปหมด คำถามที่ว่าเหตุใดการโจมตีจึงเพิ่งมาเริ่มขึ้นตอนนี้ หากว่าพลังนั้นต่างกันมากมายตั้งแต่แรกการที่จะเก็บพวกเขาไปเลยนั้นไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเหล่าผู้ล่วงลับก็ไม่อาจหาคำตอบให้กับตนเองได้เลย
    “อย่าได้ประมาทศัตรูอีกล่ะ ราฟาเอล” อัศวินในร่างผอมเพรียมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงของสตรีเพศ อัศวินหญิงเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาอัศวินทั้งห้า เธอเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ถืออาวุธหนักใดๆนอกจากดาบเรียวยาวเล่มนึงเท่านั้น
    “เจ้าไม่จำเป็นต้องเตือนข้าอีกหรอก ริดวาน ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาอีก”
    “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแม้ตัวเจ้าจะต้องระเบิดเป็นเสี่ยงๆก็อย่าให้เหล่าผู้ศรัทธาต้องไขว้เขว” อัศวินสีเงินผู้ถือเคียวขนาดใหญ่เป็นอาวุธพูดขึ้นพร้อมกับมองมายังราฟาเอลด้วยสายตาที่จะบอกว่าเขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ
    “ข้าเข้าใจดีมาลิค ข้าเข้าใจดี”
    “พวกเราใกล้จะถึงแนวรับที่สองแล้วพอขึ้นไปบนเขานั่นเราก็จะเห็นเมืองโลโกส”
    แกเบรียลพูดหยุดการสนทนาของทั้งสามเอาไว้แล้วชี้ไปเบื้องหน้าที่ๆพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น และเมื่อทั้งห้าเดินเนินสูงมาแล้วพวกเขาก็ได้เห็นพระอาทิตย์ที่ฉายแสงออกมาสะท้อนให้เห็นภาพของกำแพงสูงใหญ่และแนวป้องกันมากมายก่อนที่จะเข้าไปถึงสถานที่ๆพวกเขาต้องการ หอคอยสูงใหญ่สามต้นที่ตั้งตระหง่านเด่นอยู่ห่างออกไปสุดลูกหูลูกตานั่นเอง และเมื่อเหล่าอัศวินดึงเอาภาพของหอคอยเข้ามาใกล้ความสูงใหญ่ของมันก็ยิ่งฝังลงไปในระบบความจำของพวกเขามากยิ่งขึ้น
    เบื้องล่างลงไปแนวป้องกันของพวกนักล่าหนังสือนั้นรู้ตัวแล้ว และการเปิดฉากยิงก็เริ่มขึ้นโดยที่เหล่าอัศวินทั้งห้านั้นไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับเม็ดตะกั่วเล็กๆที่กำลังถูกยิงเข้าใส่ร่างของตนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเมื่อเหล่าอัศวินผู้ศรัทธาคนอื่นค่อยๆดาหน้าออกมาตามเนินดินพร้อมกับโล่ห์เหล็กของตน กำลังใจของนักล่าหนังสือก็ดูจะหมดไปในทันทีเมื่อได้เห็นกองทัพเหล็กกล้านับหมื่นมาอยู่ต่อหน้าอย่างนี้
    เหล่ามนุษย์ผู้ทุ่นเททั้งหัวใจให้แก่พระแม่ กุมโล่และดาบของตนแน่นด้วยความมั่นใจว่าพลังแห่งพนระแม่จะปกป้องพวกตนจากอาวุธร้ายของศัตรู และมันก็เป็นจริงเมื่อเกราะเหล็กที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเกราะเงินของอัศวินทั้งห้ามากนักสะท้อนกระสุนที่ถูกยิงเข้ามาไปจนหมด ความฮึกเหิมลุกโหมรุนแรงขึ้นมาทันทีพร้อมกับเสียงกู่ร้องลั่นกลองศึกของเหล่าผู้ศรัทธาในพระแม่
    “เหล่าอัศวินทั้งหลายจงมองไปข้างหน้า!” แกเบรียลพูดขึ้นพร้อมกับชี้ดาบไปข้างหน้า “พวกเจ้าเห็นอย่างข้าหรือไม่ พวกเจ้าเห็นต้นตอแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงรึเปล่า พระแม่ของพวกเราต้องการที่จะเผาหอคอยปิสาจพวกนั้นให้สิ้นซากหากแต่ดินแดนแห่งนี้นั้นแปดเปื้อนมากเกินไป ท่านจำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือของพวกเจ้าด้วยการนำพากองทัพแห่งศรัทธาเข้าไปใกล้หอคอยนั่น เพื่อที่พระแม่จะได้เอื้อมมือของท่านไปจนถึงแล้วจัดการทำลายต้นตอแห่งปิศาจทั้งมวลนั่นทิ้งซะ พวกเราจะมุ่งไปข้างหน้าตามพระประสงค์ของพระแม่ และเพื่อวันพรุ่งนี้ของมนุษยชาติ พระแม่จงเจริญ!”
    “พระแม่จงเจริญ!”
    กองทำนับหมื่นหลั่งไหลลงสู่สนามรบเบื้องหน้าอย่างไม่กลัวตาย ด้วยกำลังใจและความเชื่อมั่นที่เต็มเปี่ยม กระสุนอันร้อนแรงนั้นไม่อาจเจาะเข้าไปยังชุดเกราะอันศักดิ์สิทธิ์ คมดาบแห่งศรัทธาฟาดฟันทุกอย่างจนกระจุยเป็นชิ้นๆ ด้วยเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว ทำลายล้างความรู้ปิศาจเหล่านั้นให้สิ้นไป
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  9. #29
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Location
    บินไปเลย~!
    Posts
    403
    อ่า

    มาอ่านอีกรอบ ตอนแรกๆก็ไม่เหมือนเดิมละเลยจำไม่ได้อ่านถึงตอนไหน


    อ่านมันใหม่ซะให้หมด

    ปล. แต่ละตอนยาวเหมือนกันแหะ
    Last edited by [M]agician; 10-06-2012 at 07:05 PM.

  10. #30
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 16 สงคราม

    เพลิงแห่งสงครามลุกขึ้นอีกครา แม้จะมีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่หมื่นและช่างดูกระจ้อยร้อยหากเทียบกับสงครามที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งมนุษย์ยังคงรุ่งเรือง หากแต่กับพวกเขาที่ไม่เคยเห็นสนามรบของจริงนี่ถือเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขาเหล่านักล่าหนังสือ และมันคงจะเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดเมื่อกระสุนปืนของพวกเขาไม่อาจจะทำอะไรกับโล่เหล็กพวกนั้นได้เลย จะมีก็เพียงระเบิดมือทำเองเท่านั้นที่พอจะหยุดหน่วยอัศวินสีเงินได้ หากแต่นั่นก็ดูจะไม่เพียงพอเมื่ออัศวินของพระแม่ทั้งห้าเป็นผู้นำทัพเข้าประหัตประหารเหล่านักล่าหนังสือด้วยตัวเอง
    ลูน่าที่เพิ่งมาถึงชานเมืองโลโกสได้ไม่นานมองออกไปยังกลุ่มควันและเสียงโวยวายที่ดังมาไกลจนถึงที่นี่ก็ประเมินสถานการณ์ทั้งหมดได้คร่าวๆในใจ อีกไม่เกินสามชั่วโมงโลโกสแตกแน่เพราะเหล่านักล่าหนังสือและยามป้องกันเมืองแตกกระจายกันมากเกินไป ทั้งขวัญกำลังใจก็ยังถดถอยเพราะการโจมตีแบบสายฟ้าแลบของพวกพระแม่ แต่นั่นก็ยังไม่เหนือไปกว่าความคาดหมายของเธอ
    “โซล นายไปจัดการกับทางนั้น ไม่จำเป็นต้องปิดบังเจ้าตัวใหญ่อีกแล้ว ส่วนฉันกับเฟย์แล้วก็ลูเวียจะไปหาพวกสภาสูงเอง”
    “ผมเองก็จะไปด้วย...” ดีนทำท่าจะลุกขึ้นมาจากเตียงหยาบๆบนหลังของเจ้าตัวใหญ่แต่ลูน่ากลับเอามือมายันเขาให้กลับไปนอนเหมือนเดิม
    “พูดอะไรออกมาน่ะคะ แค่จะสู้แรงของฉันตอนนี้คุณยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
    “ผมเองก็ต้องการที่จะเห็นความจริงเหมือนกัน”
    “ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ...” ลูน่าพูดด้วยรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าต้องการอะไร “...ไว้ฉันกลับมาแล้วฉันจะเล่าให้ฟังทุกอย่างเอง” ด้วยคำพูดนั้นชายหนุ่มก็สิ้นสติลงเพราะฤทธิ์ยาของเฟย์ที่เธอแอบผสมลงไปในอาหารของเขา ด้วยหญิงสาวพอจะเดาได้ว่าเขาจะต้องพูดอย่างนี้เธอจึงเตรียมการหุบปากของเขาเอาไว้แต่เนิ่นๆ
    “จะดีหรอ ไปกันแค่สามคน”
    “ที่นั่นยังไงก็เป็นห้องสมุดของพวกเรานะ จะให้พ่อยักษ์ใหญ่นี่ไปอาละวานพังหอคอยเล่นหรอโซล” ชายหนุ่มเกาแก้มของตนเองเบาๆแก้เก้อเมื่อสิ่งที่ลูน่าพูดเป็นจริง เอาเขาไปจะกลายเป็นเรื่องซะเปล่าๆ ยิ่งตอนนี้เขารู้สึกด้วยว่าเจ้าสี่ขาร่างยักษ์ยังมีความแค้นอยู่กับอะไรก็ตามที่เป็นเครื่องจักร
    “ถ้าอย่างนั้นก็เร่งมือเข้าก็แล้วกันครับ ต่อให้พวกจากป่าดำมาสมทบผมก็ไม่แน่ใจว่าจะต่อต้านไปได้นานสักแค่ไหน”
    “เข้าใจแล้ว พี่จะจัดการเร่งมือให้เร็วที่สุด” หญิงสาวทั้งสามหันไปทางหอคอยแล้วเริ่มเร่งฝีเท้าของตนทันทีทว่าในตอนนั้นโซลกลับตะโกนเรียกหยุดลูเวียเอาไว้ก่อน
    “ลูเวีย!” หญิงสาวหันกลับมาหาโซลด้วยสีหน้าสงสัยว่าเขาต้องการอะไร “ระวังตัวนะ แล้วก็ฝากพี่ลูน่าด้วย” หญิงสาวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มในขณะที่ลูน่าเองก็สังเกตุได้ว่าโซลในตอนนี้นั้นเรียกหญิงสาวโดยไม่มีคำนำหน้าอีกต่อไปแล้ว

    ภายในเมืองโลโกสยามนี้นั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย พ่อค้าแม่ค้าและประชากรที่อยู่ในเมืองต่างพากันวิ่งหนีกันอย่างโกลาหล ด้วยพวกเขาไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปว่าทหารของพวกเขาจะสามารถต้านทานการโจมตีในครั้งนี้ได้หรือไม่ จะมีก็เพียงพวกของลูน่าและเหล่านักล่าหนังสือที่ยังคงเป็นกังวลกับหนังสือมากมายมหาศาลเท่านั้นที่วิ่งสวนทางกับบรรดาชาวเมืองเพื่อไปยังหอคอยทั้งสาม
    สามสาวฝ่าหมู่ผู้คนและความโกลาหลมาจนถึงทางเข้าของหอคอยในเวลาไม่นานและสภาพการมันก็เป็นอย่างที่ลูน่าคิดเอาไว้ไม่มีผิด หอคอยถูกปิดผนึกเอาไว้จากภายในห้ามไม่ให้คนเข้าออก คำสั่งโดยตรงจากผู้เฒ่าทั้งสามด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันหนังสือสูญหายในภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ทว่าลูน่านั้นรู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงของคำสั่งนั้นคืออะไร
    “คุณลูน่า” นักล่าหนังสือหลายคนเริ่มหันมามองที่หัวหน้าของกองกำลังกระต่ายขาวเป็นตาเดียว ด้วยพวกเขารู้ดีว่าถ้าจะมีใครสักคนที่สามารถต่อรองกับพวกผู้เฒ่าได้ก็เห็นจะมีเพียงเธอเท่านั้น
    “ติดต่อกับพวกที่อยู่ข้างในได้มั้ย” นั่นคือสิ่งแรกที่เธอต้องการรับรู้ และหากว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆล่ะก็...
    “ไม่ได้เลยครับ ตั้งแต่ประตูถูกปิดลงพวกบรรณลักษณ์หรือข้ารับใช้ข้างในก็ไม่มีใครติดต่อออกมาเลย พวกผู้เฒ่าเองหลังจากออกคำสั่งมาแล้วก็หายตัวเข้าไปในหอคอย พวกเราจะเข้าไปก็ไม่กล้า” ได้ยินเช่นนั้นลูน่าก็พยักหน้าไปทางเฟย์เป็นสัญญาณให้เธอลงมือตามแผน หญิงสาวใช้พลังของซีโนกระโดดขึ้นไปสูงอย่างไม่น่าเชื่อก่อนจะใช้มีดตัดสลักหน้าต่างด้านบนแล้วหย่อนตัวลงไปข้างใน และเพียงไม่นานเสียงไขกลอนก็ดังขึ้นก่อนที่เฟย์จะค่อยเปิดมันออกอย่างช้าๆ
    “ทำใจก่อนจะเข้ามาด้วย ข้างในมันไม่น่าดูเท่าไหร่”
    “เดี๋ยวก่อนสิครับทำแบบนี้มันจะดีหรอครับ” หนึ่งในนักล่าหนังสือยังคงเป็นกังวลกับการรุกรานสถานที่โดยไม่ขออนุญาตในครั้งนี้ แต่ลูน่าก็หาได้สนใจไม่
    “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนเรื่องนั้นแล้วนะคะ พวกเราต้องเร่งมือก่อนที่แผนการของพระแม่จะสมบูรณ์ ความจริงอยู่ข้างหน้าพวกคุณแล้วขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณอยากจะรับรู้มันหรือไม่”

    ลูน่า เฟย์ และลูเวียค่อยๆเดินหายเข้าไปในความมืดหลังประตู ก่อนที่นักล่าหนังสือที่ยืนลังเลอยู่จะค่อยๆเดินผ่านเข้ามาทีละคนสองคน ทว่าในทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าผ่านเข้ามานั้นกลิ่นเลือดก็ปะทะเข้ากับจมูกทันที และเมื่อไฟจากตะเกียงถูกจุดขึ้นภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งหมดรู้ได้ในทันทีว่าเหตุใดจึงไม่มีการตอบรับจากภายใน เหล่าบรรณลักษณ์ นักคัดลอกเอกสาร ข้ารับใช้ ทุกคนล้วนแต่จมกองเลือดเกลื่อนทางเดินไปหมด ไม่ใช่แค่ที่ประตูด้านหน้าหากแต่ลึกเข้าไปข้างในด้วย ไม่ต่างไปจากสุสานเลยสักนิด
    “ไม่ ไม่ ไม่ ไม่จริงใช่มั้ย นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ทำไมพวกเขา...” พวกนักล่าหนังสือต่างโผเข้าหาเหล่าทรัพยากรบุคคลอันมีค่า ด้วยว่าพวกเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนแกนกลางของการล่าหนังสือที่ทำให้ความพยายามของนักล่าหนังสือแต่ละคนผลิดอกออกผลมา
    “ถ้าให้ฉันเดาวันสองวันก่อนหน้าพวกเขาถูกเรียกให้มารวมกันในหอคอยแห่งนี้ ทั้งหมดทุกคนที่รู้จักทุกซอกหลืบของหอคอย เพื่อที่จะได้กำจัดทิ้งในคราวเดียว” ลูน่าพูดในขณะที่เธอเดินเข้าไปปิดตาของผู้ล่วงลับ
    “ใคร? ใครกันที่จะทำแบบนี้ได้ คำสั่งนั่นเพิ่งมาเมื่อคืนวันก่อน แถมคนออกคำสั่งนั่นก็เป็น...” เสียงของนักล่าหนังสือนั้นเงียบไปในทันทีเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปะติดปะต่ออะไรบางอย่างขึ้นมาได้
    “พวกเขายังไงล่ะ...” ลูน่าพูดพร้อมกับชี้ขึ้นไปให้ทุกคนเห็นดวงตาสีแดงสามคู่ที่กำลังจ้องมอลงมาจากความมืดด้านบน ร่างลึกลับทั้งสามค่อยๆขยับตัวลงมาจากบันไดวนขนาดใหญ่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ดูเหนือมนุษย์ จนดูคล้ายกับว่าทั้งสามเป็นแมงมุมขนาดยักษ์ที่สามารถเคลื่อนไหวแนวกำแพงที่สูงชันเหล่านั้นได้ และนั่นทำให้เหล่านักล่าหนังสือดึงอาวุธของตนออกมาตามสัญชาติญาณ
    เสียงฝีเท้าหนักๆกระแทกลงบนพื้นหินดังขึ้นพร้อมกับร่างทั้งสามที่ค่อยๆเดินออกมาจากเงามืดเผยให้เห็นหน้ากากและเสื้อคลุมที่คุ้นตา ใช่แล้ว พวกเขาดูไม่ผิดอย่างแน่นอน ทั้งสามคือผู้เฒ่าของสภาแห่งปัญญาและเป็นผู้ที่ก่อตั้งเมืองโลโกสและรวบรวมเหล่านักล่าหนังสือ คนที่พวกเขาควรจะเรียกว่าเป็นดั่งวีรบุรุษผู้ริเริ่มการบุกเบิกสู่ภูมิปัญญาของมนุษย์ที่สูญหายไป ถ้าไม่ติดที่ว่าเสื้อคลุมของทั้งสามในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดมากมาย
    “ตำแหน่งเหมาะสมกับการซุ่มโจมตี สมแล้วที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการทหารที่ล้ำหน้าที่สุดของมนุษย์”
    “ขอบคุณสำหรับคำชมกระต่ายขาว หากแต่เจ้าคงเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่ง ผู้ที่สร้างเราขึ้นมานั้นคือท่านผู้นั้นต่างหาก” บทสนทนานั้นทำเอานักล่าหนังสือคนอื่นงงไปตามๆกันว่าพวกเขาหมายถึงอะไร
    “ยังไงพวกคุณก็คิดจะจบเรื่องทุกอย่างกันในตอนนี้อยู่แล้ว ทำไมไม่เปิดเผยตัวจริงออกมาซะเลยเล่า ให้ทุกคนที่นี่ได้รับรู้” เสียงถอนหายใจดังออกมาจากภายในหน้ากากเหล็กนั้น ก่อนที่น้ำเสียงอันเหนื่อยหน่ายจะดังออกมา
    “เฮ้อ มนุษย์นี่ก็แปลก จะพยายามขวนขวาญหาความจริงไปปทำไมกัน หากไหนๆก็จะต้องถึงคราวสิ้นชีวีอยู่แล้ว สู้จากไปอย่างเป็นสุขไม่ดีกว่าหรือ แต่เอาเถอะหากพวกเจ้าอยากจะรับรู้มากนักพวกข้าก็จะแสดงตัวตนให้กับพวกเจ้า”
    มือของทั้งสามเลื่อนไปที่หน้ากากด้วยอากัปกิริยาเดียวกัน ก่อนที่หน้ากากเหล็กจะถูกถอดออกมาเผยให้เห็นกายาโลหะภายใน ส่วนหัวที่ไม่มีส่วนไหนเหมือนมนุษย์แม้แต่น้อย ดูราวกับเป็นเพียงก้อนทรงรีสีเงินที่เต็มไปด้วยกล้องและสายไฟมากมายโยงกันไปทั่ว และนี่คือตัวตนของสภาแห่งปัญญาที่ทำให้นักล่าหนังสือทุกคนพูดไม่ออก
    “นี่มันอะไรกันวะ...”
    “พวกเราทุกคนถูกหลอก...” ลูน่าพูดขึ้นก่อนที่เธอจะเดินมาประจันหน้ากับหุ่นยนต์ทั้งสามตัวพร้อมกับอธิบายเรื่องที่เธอเป็นคนสรุปเองทั้งหมด “...แผนการของพระแม่ที่ต้องการกำจัดเทคโนโลยีทั้งหมดของมนุษย์ทิ้งไม่อาจจะสำเร็จได้หากว่านางต้องการพึ่งเพียงแค่คนที่จงรักษ์ภักดีในตัวนาง นักล่าหนังสือจำนวนมากที่เร่รอนอยู่ภายนอกสักวันจะจับมือร่วมกันเป็นหนึ่งเพื่อต่อต้านนางและหากเป็นเช่นนั้นแผนการที่จะทำลายความรู้ของมนุษย์ทิ้งก็จะทำได้ยากขึ้นไปอีก เพราะอย่างนั้นนางถึงได้ชิงตั้งสภาหลอกๆนี่ขึ้นมาก่อนโดยไม่ให้ใครรู้ว่ามีนางอยู่เบื้องหลัง” หนึ่งในหุ่นยนต์ทั้งสามหัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่เขาจะเปิดเผยแผนการของตนเอง
    “ถูกต้อง หลังจากนั้นที่พวกข้าต้องทำก็คือใช้ให้พวกเจ้ารวบรวมหนังสือและผู้มีความรู้ทั้งมวลมารวมกัน มันเป็นแผนการที่ต้องอาศัยเวลาและน้ำอดน้ำทนในการรักษาสมดุลทางอำนาจของทั้งสองฝ่ายไม่ให้สั่นคลอน เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่าตนเองได้เปรียบอย่างมหาศาลหรือเสียเปรียบอย่างมหาศาล และในที่สุดเมื่อถึงวันที่ผลไม้นั้นสุกงอม...”
    “พวกคุณก็จะทำลายทุกอย่างทิ้ง...” ลูน่ามองเข้าไปยังกล้องมากมายที่ติดอยู่บนส่วนหัวของสิ่งไร้ชีวิตตรงหน้า ก่อนที่เธอจะพูดออกมาเบาๆ “...ด้วยการเรียกผู้เกี่ยวข้องกับการสังคายนาความรู้มาสังหารหมู่ และเผาหนังสือทุกเล่มทิ้งด้วยปืนใหญ่อนุภาคของพวกคุณ”
    “เธอว่ายังไงนะ!” พวกนักล่าหนังสือที่เหลือได้ฟังก็ไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง โดยเฉพาะคำว่าเผาหนังสือทุกเล่มนั้นมันแปลความหมายได้อีกอย่างคือการทำลายความพยายามที่ผ่านมาของพวกเขา
    “จริงอย่างที่กระต่ายขาวเป็นคนพูด ไม่ว่าจะดิ้นรนเช่นไรหนังสือที่มีมากมายมหาศาลหลายแสนหลายล้านเล่มนี้ก็ไม่สามารถขนออกไปได้ทันอย่างแน่นอน ด้วยหอคอยนั้นสูงชันและมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว คำนวณเวลาพวกเจ้าจะสามารถขนออกไปได้สูงุดเพียงหลักพันเล่มหากพวกเจ้าขนไม่เลือก และหลักร้อยเล่มหากพวกเจ้าคิดจะวิ่งลงไปชั้นล่างสุดเพื่อเอาหนังสือเล่มที่สำคัญที่สุดจากชั้นใต้ดินขึ้นมา แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะคิดเรื่องขนหนังสือนั้น พวกเจ้าคงต้องคิดเรื่องเอาตัวรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนกระมั้ง” ดาบเหล็กเล่มยาวค่อยๆโผล่ออกมาจากแขนแต่ละข้างของเครื่องจักรสังหาร เสียงหวีดหวิวของอะไรบางอย่างที่หมุนไปมาอยู่ในตัวของพวกมันทำให้ทุกคนในทางเดินแคบๆนี้ต้องตั้งท่าสู้ในทันที
    [การระบุเป้าหมายเสร็จสิ้น เริ่มการทำลายเป้าหมายในทันที]

    อีกด้านหนึ่งกองกำลังอัศวินก็กำลังบุกทะลวงเข้าใส่ฝ่ายนักล่าหนังสืออย่างหนักหน่วงและในอีกไม่นานก่อนที่อะไรๆจะแย่ไปมากกว่านี้เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้น ดวงตาสีแดงฉานปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับร่างขนาดยักษ์ของมันขาทั้งสี่ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวอันแหลมคมบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามจนย่อยยับ ปีกขวาของศัตรูระส่ำระส่ายทันทีแต่นั่นก็ดำเนินไปได้ไม่นานเมื่อเหล่าอัศวินแห่งพระแม่นั้นได้คาดการการโจมตีครั้งนี้เอาไว้แล้ว
    ราฟาเอลและแกเบรียลเป็นผู้ขันอาสารับศึกในครั้งนี้ด้วยว่าพวกเขาเคยมีประการณ์งัดข้อกับเจ้าสี่ขามาแล้ว ในขณะที่อัศวินทั้งสี่ที่เหลือรับหน้าที่ควบคุมกองทัพต่อ ทว่ามันกลับไม่ง่ายดังที่อัศวินทั้งสองคิดเมื่อเจ้าสัตว์ร้ายนั้นไม่มีท่าทีที่จะต่อสู้กับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่มันทำมีเพียงการถอยห่างไปข้างหลังแล้วคอยปัดเอาเศษหินเศษไม้มาใส่พวกเขา เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้มันก็ถอยห่างเมื่อพวกเขาทำท่าจะกลับเข้ากระบวนทัพมันก็ขยับเข้ามาใกล้ และด้วยขนาดที่ต่างกันมากทำให้แม้แต่อัศวินแห่งพระแม่ก็ไม่อาจไล่ทันการรุกรับนี้ได้
    ไม่... มันไม่ใช่แค่นั้นแกเบรียลที่มีข้อมูลการศึกสงครามบรรจุอยู่ในหน่วยความจำมากที่สุดรู้ดีถึงการเคลื่อนไหวแบบนี้ มันเป็นจังหวะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นอย่างดี ทิศทางการเข้าตีที่เอาพระอาทิตย์ไว้ด้านหลังของตนเพื่อเพิ่มความได้เปรียบและการพยายามอยู่บนที่ๆสูงกว่าพวกเขาตลอดเวลา ...นี่ไม่ใช่ความคิดของกิ้งก่าตัวนี้อย่างแน่นอน
    “เจ้านี่มัน...” ราฟาเอลสบถออกมาเบาๆในขณะที่แกเบรียลยังคงเยือกเย็นกับแผนของศัตรู
    “เจ้าซีโนคนนั้นมันคิดแผนนี้ขึ้นมารึ ไม่น่าใช่ ต่อให้มันฉลาดแค่ไหนแต่กลยุทธที่ต้องอาศัยความใจเย็นและจังหวะแบบนี้ไม่ใช่การกระทำของมือใหม่แน่” ตัดคนออกไปจนหมดแกเบรียลก็เหลือเพียงคนเดียวในหัวเป็นตัวเลือกสุดท้าย ชายหนุ่มผู้มาจากดินแดนแห่งทะเลทราย...

    “นั่นแหละทำแบบนั้นไปเรื่อยถ่วงเวลาเอาไว้...” ดีนที่ฝืนตื่นขึ้นมาจากฤทธิ์ยาพยายามรวบรวมสติให้มั่นเพื่อประเมินสภาพของสนามรบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้บนหอคอยไม้แห่งนี้ ก่อนที่เขาจะถ่ายทอดคำสั่งไปยังโซลเพื่อนำไปบอกแก่เจ้าสี่ขาอีกทอดหนึ่ง “...สภาพแบบนี้เราจะฝืนสู้ไม่ได้แต่อีกฝ่ายก็คงไม่กล้าส่งอัศวินทั้งหมด เข้ามาเหมือนกันนั่นเป็นเพราะเจ้าพวกนี้ยึดมั่นในเรื่องขวัญกำลังใจและการ สร้างภาพว่าพวกเขาคือผู้ไร้เทียมทาน”
    น้ำเสียงแหบๆที่กำลังบอกแผนการรบและความคิดของฝ่ายตรงข้ามออกมานั้นทำให้โซลรู้สึกทึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความอึดของคนที่ฝืนฤทธิ์ยานอนหลับสุดโหดของเฟย์ขึ้นมาได้หากแต่รวมไปถึงเรื่องที่เขาสามารถอ่านฝ่ายตรงข้ามได้ออกราวกับอ่านใจ ทุกอย่างที่เขาพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่างทั้งเรื่องที่อีกฝ่ายจะไม่ยอมส่งอัศวินมาเกินครึ่งหนึ่ง ทั้งเรื่องที่อัศวินสองคนนั้นจะไม่กล้าตามออกมามาก ไหนจะการเลือกทำเลเข้าตีนั่นอีกทำได้อย่างหมดจดไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย
    “คุณไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน” โซลถามด้วยคิ้วที่ขมวดลงเล็กน้อย
    “กำลังเสริม... จะมาถึงรึยัง...” ทว่าอีกฝ่ายกลับบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามของเขา และแม้ว่าในใจของชายหนุ่มอยากจะรู้เรื่องมากแค่ไหนก็ตามเขาก็ไม่อาจเมินเฉยต่อสภาพที่ยังเสียเปรียบแบบนี้ได้
    “อีกไม่เกินห้านาที”
    “ตอนนี้สื่อสารกับพวกเขาได้มั้ย”
    “ได้ ต้องการให้ผมบอกพวกเขาว่าอย่างไร”
    “ชะลอการเคลื่อนทัพลง ให้เข้าตีจากปีกตรงข้ามตอนนาทีที่สิบ ผมจะเป็นคนให้สัญญาณเอง”
    ได้ฟังดังนั้นจะไม่ถามก็เห็นจะไม่ได้อีกต่อไปเมื่อตอนนี้ทัพทางปีกซ้ายและขวาเริ่มรวนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว กระสุนปืนร่อยหรอ ระเบิดทำมือเริ่มหมดลงและคนที่เป็นแนวหน้าคอยยันทัพเองก็เริ่มล้มหายตายจากแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปแนวป้องกันทั้งหมดก็จะแตกลงและพวกของพระแม่ก็จะสามารถเข้าไปถึงเมืองโลโกสได้สำเร็จ
    “เราไม่เหลือเวลาแล้วนะคุณดีน!”
    “รอก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา”
    “แต่ว่า...”
    คำพูดของโซลหยุดลงเมื่อได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยสมาธิและความมั่นใจที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน นั่นไม่ใช่แววตาของคนที่จะยอมแพ้หรือกำลังตัดสินใจโง่ๆอย่างแน่นอน เขาจึงยอมที่จะถ่ายทอดคำสั่งไปยังหน่วยรบกิ้งก่าที่กำลังจะเดินทางมาถึงให้ชะลอการเคลื่อนทัพลง เวลานั้นผ่านไปเชื่องช้าราวกับว่ามันกำลังจะหยุดลง มันเป็นความทรมานของการรอคอยอย่างถึงที่สุดเมื่อต้องทนดูสหายร่วมอุดมการณ์ ค่อยๆล้มหายตายจากโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้มาก
    ทว่าไม่นานโซลก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในกองทัพของพระแม่ เมื่อเหล่าทหารมนุษย์ในเกราะเหล็กเริ่มขยับเข้ามารวมกันในทางปีกซ้าย ในขณะที่อัศวินสีเงินที่เหลือเริ่มไปรวมกันทางปีกขวา และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มนึกขึ้นมาได้ พวกนี้กำลังกังวลกับการโจมตีทางปีกขวาของเจ้าสี่ขา ยิ่งเมื่อเห็นว่าอัศวินเงินทั้งสองคนไม่อาจไล่ให้ศัตรูหนีไปได้ขวัญกำลังใจก็ยิ่งเลวร้ายลง ภาพของกิ้งก่าร่างยักษ์เริ่มฝังลงไปในใจของกองทัพแห่งพระแม่ แววตาของพวกเขาหลายคนแทบจะไม่มองไปเบื้องหน้าสนามรบอีกแล้ว หากแต่มองไปยังปีกขวาที่ๆกิ้งก่ายักษ์สี่ขากำลังอาละวาดอยู่ และถ้าเขาคาดไม่ผิดล่ะก็สัญญาณจากดีนจะต้อง...
    “เอามัน อัดให้แรงให้เร็วที่สุด!”
    พริบตาที่คำสั่งมาถึงกองกำลังอมนุษย์อันประกอบไปด้วยกิ้งก่าสองขาขนาดเล็กจำนวน มากและกิ้งก่าสี่ขาที่มีขนาดไม่ต่างไปจากตัวที่กองกำลังกระต่ายขาวใช้งานอยู่ก็ตะบึงเข้ามาจากทางปีกซ้าย ที่ๆมีแต่มนุษย์ติดเกราะเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ ลำพังถูกจู่โจมในพริบตาก็แย่พออยู่แล้ว แถมยังเป็นตอนที่ขวัญกำลังใจถดถอยอีกต่างหาก และนั่นคือการตอกตะปูปิดฝาโลงของพวกที่อยู่ในปีกซ้ายทันที เกราะเหล็กที่พวกเขาเชื่อมั่นไม่อาจต้านทานแรงบดขยี้จากร่างหนักหลายตันได้ และคมดาบก็ไม่อาจทำอะไรได้มากเมื่อเจอกับศัตรูที่ว่องไวกว่าเช่นนี้
    ทุกอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวได้ทัน เลือดสีแดงสดและเศษเนื้อกระจัดกระจายไปทั่วสนามรบจนมันดูราวกับนรกภูมิ และนี่เองก็คือค่าตอบแทนการทำสงครามของสัตว์ร้ายพวกนี้ที่แม้แต่ดีนเองก็ยังอดพรั่นพรึงไม่ได้ แนวรบของพระแม่ด้านซ้ายเริ่มแตกลงด้วยพลังที่เหนือกว่าและนั่นคือสัญญาณเรียกให้อัศวินทั้งห้ารีบหันกลับไป แต่นั่นก็กลายเป็นการเปิดโอกาสให้กิ้งก่าของกระต่ายขาววิ่งเข้ามาฟาดหางใส่ราฟาเอลและแกเบรียลที่อยู่ใกล้ที่สุดจนพวกเขากระเด็นไปคนละทิศละทาง สองอัศวินรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทว่าภาพที่พวกเขาล้มลงไปกองกับพื้นก็ได้ฉายเข้าไปยังจิตสำนึกของทหารแต่ละคนแล้ว ศรัทธาที่เคยมีพลันจางหายไปสิ้นความกลัวตายสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของทุกชีวิตเริ่มเข้ามามีบทบาทแทน

    แตกพ่ายในพริบตา

    นั่นคือสิ่งเดียวที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวของโซล ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความสงสัยในรูปแบบการคิดของดีน ชายหนุ่มที่เขาเคยเห็นเป็นเพียงคนเดินทางที่ค่อนมีไหวพริบหากแต่เขากลับต้องหันมามองคนๆนี้ใหม่ เมื่อใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขุมรอบคอบนั้นยังคงจ้องมองการสู้รบจากหอคอยสูงอยู่อย่างไม่วางตา
    ทว่าในความชื่นชมนั้นกลับแฝงเอาไว้ด้วยความไม่ไว้ใจและความหวาดหวั่น นั่นเป็นเพราะไม่ได้มีแต่ศัตรูเท่านั้นที่เสียหายย่อยยับ หากแต่ในสิบนาทีแห่งการยื้อทัพความเสียหายของฝ่ายนักล่าหนังสือเองก็มีไม่น้อยเช่นกัน และนั่นคือชีวิตที่ไม่อาจทวงคืนมาได้ ความเย็นชาหรือจะเรียกว่าความเฉยชาในความตายของดีนในครั้งนี้นั้นมันน่ากลัวจนเกินไป ราวกับว่าแผนการเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจอะไรทั้งสิ้น
    “คุณเป็นใครกันแน่” ดีนเงียบไปพักหนึ่งต่อคำถามของโซลก่อนที่เขาจะยิ้มเศร้าๆพร้อมกับคำตอบที่แผ่วเบา
    “ก็แค่... คนโง่คนหนึ่งเท่านั้นแหละครับ...” คำตอบนั้นทำเอาโซลรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง และมันทำให้เขาอดที่จะคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นลูน่าที่มาอยู่ตรงนี้แทน เขา “...อย่าไปใส่ใจกับเรื่องหยุมหยิมเลยครับ เท่านี้พวกเราก็...”
    ในตอนนั้นเองก่อนที่คำว่า [ชนะ] จะออกมาจากปากของดีน เสียงกรีดร้องของทั้งคนและสัตว์ก็ดังขึ้นพร้อมๆกับอุณภูมิที่สูงจนไกลออกมาก็ยังสัมผัสได้ และตรงหน้านั้นเองที่มีเสาแสงสีแดงอมม่วงขนาดยักษ์กำลังเผาทำลายกองทัพของเหล่ากิ้งก่าและนักล่าหนังสืออยู่ แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าครั้งก่อนหากแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้สถานการณ์พลิกกลับมาได้
    เสียงตะโกนโห่ร้องสรรเสริญพระแม่ดังขึ้นในบัดดลพร้อมกับที่กองทัพแห่งอัศวินเริ่มรุกคืบเข้ามาอีกครั้ง โซลนั้นทุบกำปั้นไปกับระเบียงหอคอยจนเกิดเสียงดังลั่น ส่วนดีนได้แต่ถอนหายใจเมื่อเขาได้ตระหนักว่าไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่อาจต่อสู้กับอาวุธที่อยู่บนฟากฟ้าได้ และนั่นทำให้เขาจัดแจงบอกแผนสำหรับการถอยร่นพร้อมกับรำพันออกมาเบาๆ ...คำรำพันที่ไม่ต่างไปจากคำภาวนามากนัก
    “เธอเป็นความหวังสุดท้ายแล้วนะ ...ลูน่า”
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •