+ Reply to Thread
Page 4 of 4 FirstFirst ... 234
Results 31 to 33 of 33
  1. #31
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 17 ทางเดินของมนุษยชาติ

    สงครามภายนอกนั้นใกล้จะรู้ผลแล้ว ลูน่ารู้ดีแม้ไม่ต้องใช้ความสามารถในการอ่านใจของตน นั่นเป็นเพราะเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายที่แสดงถึงการอพยพอย่างเร่งด่วนจากภายนอกนั้นมันมันสะท้อนภาพได้อย่างชชัดเจน ความหวังที่จะสกัดกั้นกองทัพของพระแม่นั้นไม่มีตั้งแต่ต้นทั้งเธอและคนในกองกำลังรู้ดี แต่สิ่งที่พวกเธอต้องการจริงๆคือเวลาเพียงน้อยนิดต่างหาก เวลาที่จะต้อนหุ่นยนต์จอมลวงโลกสามตัวนี้ให้จนมุมให้ได้
    การต่อสู้นั้นรุนแรงและรวดเร็วจนคนที่อ่อนประสบการณ์ต้องถูกกันออกไปจากแนวรบ คนที่นำการต่อสู้ครั้งนี้จึงมีเพียงแค่เฟย์ ลูเวีย และนักแม่นปืนมือดีอีกไม่กี่คนเท่านั้น การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและความมืดภายในหอคอยทำให้พวกกระต่ายขาวเสียเปรียบกว่าที่คิด หากแต่ว่านั่นก็ยังอยู่ในความคาดการของลูน่า
    ความมั่นใจของสาวน้อยผมเงินในตัวนักแม่นปืนประจำทีมนั้นมีอย่างเต็มเปี่ยม และลูเวียนั้นก็ตอบรับความเชื่อมั่นนั้นอย่างไม่ทำให้ผิดหวัง ความร้อนเพียงน้อยนิดจากหุ่นยนต์ทั้งสามถูกถ่ายทอดผ่านกล้องเซ็นเซอร์รวมจนเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ว่าพวกมันจะหลบอยู่ในความมืด กระสุนนัดแรกถูกยิงอย่างรวดเร็วเจาะเข้ากลางหัวอันเป็นศูนย์รวมระบบนำร่องและคอมพิวเตอร์หลัก ทำลายล้างระบบภายในจนสิ้นเปลี่ยนหุ่นยนต์อันล้ำสมัยให้กลายเป็นเศษเหล็กร่วงลงสู่พื้นในพริบตา

    [นึกแล้วว่าพวกนี้จะต้องไม่ใช่หุ่นรบเต็มอัตราศึกเหมือนอัศวินทั้งห้า] ลูน่าคิดในใจพรางนึกถึงข้อมูลเรื่องอดามันทาเนียมที่ได้มาจากหนังสือดำ วัสดุผสมกึ่งโลหะพวกนี้มีจำนวนจำกัดเพียงหยิบมือเนื่องด้วยการสร้างที่ทำได้ยากเย็นและอาศัยระยะเวลาในการกดอัดสสารที่จะนำมาสร้างเป็นอดามันทาเนียม และในความเป็นจริงการที่จะใช้มันสร้างหุ่นยนต์ถึงห้าเครื่องนั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำในยุคสมัยนี้ เพราะฉะนั้นการที่พระแม่จะส่งหุ่นอดามันทาเนียมเข้ามายังแนวหลังศัตรูโดยไม่ได้ใช้พวกมันต่อสู้อย่างที่หน้าที่ของอดามันทาเนียมควรจะทำนั้นจึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้และเธอก็คิดถูก เมื่อกระสุนเจาะเกราะของลูเวียสามารถทำลายพวกมันได้ภายในหนึ่งนัด

    ทั้งสองเครื่องที่เหลือเริ่มเล็งเห็นถึงความผิดพลาดของพวกมันแล้ว ด้วยประมาทไม่คิดว่าหญิงสาวจะสามารถยิงเข้ามาในมุมอับแบบนี้ได้ พวกมันที่เหลืออีกสองเครื่องจึงรู้ได้ในทันทีว่าไม่อาจซ่อนตัวได้อีกต่อไป ขาเหล็กอันแข็งแกร่งเร่งถีบออกอย่างรวดเร็วส่งร่างโลหะให้พุ่งหลบการโจมตีครั้งต่อไปด้วยความหวังที่จะทำให้ลูเวียต้องสูญเสียกระสุนโดยเปล่าประโยชน์ ทว่าหญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะเอานิ้วสอดเข้าโกร่งไก ด้วยเธอคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายจะต้องดำเนินการหลบหลีกทันทีที่เห็นเพื่อนของตนถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา
    แผนล่อให้อีกฝ่ายเสียกระสุนนั้นพลาดไป แต่พวกมันก็ยังมีแผนสองนั่นคือการใช้พลังที่เหนือกว่ามนุษย์เข้าบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก หุ่นเหล็กทั้งสองเครื่องพุ่งตัวฝ่าลูกตะกั่วทำมือของบรรดานักล่าหนังสือโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะใช้คมมีดที่มือทั้งสองบั่นร่างของศัตรูจนเป็นชิ้นๆเพื่อเคลียร์ทางไปสู่อาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่มีผลกับมัน
    ทว่าในตอนนั้นนั่นเองที่คมกระสุนพุ่งฝ่ากลุ่มผู้คนและฝุ่นควันเข้าไปยังส่วนหัวของพวกมันอีกหนึ่งเครื่องอย่างแม่นยำ การพุ่งเข้าหานักแม่นปืนตรงๆนั้นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ สมองกลที่เหลืออีกเครื่องได้เรียนรู้ความผิดพลาดนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่เร็วพอที่จะทำให้มันกุมชัยชนะในศึกที่ตัดสินกันเพียงพริบตานี้ได้ เมื่อระบบป้อนกระสุนกึ่งอัตโนมัติทำให้ปืนสไนเปอร์ของลูเวียพร้อมยิงอีกครั้งแล้ว ปากกระบอกปืนที่สะบัดขึ้นเพราะแรงสะท้อนถูกเบี่ยงลงพร้อมกับที่ดวงตาของหญิง สาวมองผ่านศูนย์เล็งระยะใกล้ที่ติดสำรองอยู่ข้างปืนแล้วเหนี่ยวไกส่งกระสุนเข้าหาเป้าหมายที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่เมตร
    นับร้อยกิโลเมตรยังโดนแล้วนับประสาอะไรกับระยะที่เรียกได้ว่าเผาขนแบบนี้ แต่แล้วหุ่นสังหารที่เหลืออีกเพียงเครื่องเดียวก็ต้องแปลกใจ เมื่อคมกระสุนนั้นไม่ได้วิ่งผ่านส่วนหัวของมันแต่กลับเป็นช่วงเอว ร่างเหล็กกล้าขาดเป็นสองท่อนเพราะแรงปะทะจากกระสุนเจาะเกราะแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มันหยุดทำงานในทันทีเหมือนเพื่อนมันอีกสองเครื่อง ประสิทธิภาพในการรบของมันยังเหลืออยู่
    "พลาดไปนะลูเวีย" สองแขนที่ยังขยับได้เร่งส่งร่างของมันเข้าหาฝ่ายตรงข้ามทันที ขอเพียงจบชีวิตคนตรงหน้าได้ร่างที่เหลือเพียงส่วนตัวและสองแขนก็เพียงพอที่จะกำจัดทุกคนในตึกนี้ได้หมด
    "ใครว่าล่ะ... คนที่พลาดน่ะแกต่างหาก" เสียงของเฟย์ที่ดังมาจากด้านบนเรียกให้ร่างจักรกลหันไปมองตามเสียง แต่นั่นก็สายไปแล้วเมื่อคมมีดของเฟย์ปักเข้าที่ช่องว่างระหว่างแขนและลำตัว คมมีดเรียวแหลมตัดผ่านสายไฟและท่อไฮโดรลิคภายในตัดการทำงานของแขนทั้งสองข้างทันที ความอ่อนประสบการในการรบจริงทำให้หุ่นรบไม่สมกับเป็นหุ่นรบอีกต่อไป ด้วยว่าพวกมันทำหน้าที่ผู้เฒ่าแห่งสภาสูงมานานจนเกินไป
    "ทรยศอย่างนั้นรึซีโน... พระแม่ไม่น่าจะวางใจเจ้าตั้งแต่แรกเลย" คำพูดนั้นทำเอาเฟย์ถึงกับนิ่งไป แต่มันก็ไม่นานนักเมื่อมือของลูน่ามาจับที่หัวไหล่ของเธอแล้วมองเธอด้วยสายตาที่บอกว่าไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป
    "นี่คือการตัดสินใจของฉัน"
    ลูน่าพยักหน้าก่อนที่เธอจะดึงเอาหนังสือดำออกมาจากเป้ด้านหลังของเธอ เจ้าจักรกลสังหารเต็มไปด้วยความสงสัยในระบบความคิดของมันทันที เหตุใดจึงไม่ลงมือทำลายมันให้สิ้นซากแต่กลับหยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้เพียงเท่านั้น ระบบของมันรีบเร่งประมวลความคิดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเมื่อความคิดทั้งหมดเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมันก็รู้ตัวว่าสายเกินไป
    "นี่พวกเจ้า!"
    "ช้าเกินไปแล้วค่ะ"
    วินาทีนั้นเองที่หนังสือดำเชื่อมต่อเข้ากับระบบของหุ่นยนต์ผ่านทางสัญญาณไร้สาย ปัญญาประดิษฐ์ไม่อาจต่อต้านการจู่โจมของระบบปฏิบัติการทางทหารที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในยุคอันรุ่งโรจของมนุษย์ได้ ระบบป้องกันทั้งหมดล้มเหลวในทันที หนังสือดำยึดครองการสั่งการของหุ่นยนต์ทั้งหมดในเวลาไม่กี่วินาทีก่อนที่ตัวหนังสือบ่งบอกถึงความสำเร็จจะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอของหนังสือดำ
    [แฮ็คกิ้ง เสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับกระบวนการขั้นต่อไป] เสียงจากหุ่นยนต์เปลี่ยนกลายเป็นเสียงของหญิงสาวแบบเดียวกับหนังสือดำพร้อม กับที่มันหันหน้ามาทางลูน่าเพื่อขอคำสั่งต่อไป
    "เชื่อมต่อเข้ากับปืนใหญ่อนุภาค แล้วทำการล้างระบบทั้งหมดส่งโอนคำสั่งมาที่ฉันแต่เพียงผู้เดียว" นัยน์ตาของหุ่นสังหารแววเรืองขึ้นมาทันที ก่อนที่มันจะตอบรับนายใหม่ของมันอย่างรวดเร็ว
    [รับทราบ]
    แผนการทั้งหมดถูกวางแผนอย่างรวดเร็วก่อนหน้าที่พวกเธอจะเดินทางมายังเมืองโลโกสโดยอาศัยข้อมูลที่ได้มาจากหนังสือดำ และการที่หนังสือดำได้ยืนยันถึงการส่งสัญญาณไร้สายผ่านทางช่องทางทางทหารที่ถูกเข้าสัญญาณเอาไว้อย่างดี ทำให้ลูน่าคาดการณ์เอาไว้ว่าสภาสูงจอมปลอมทั้งสามนั้นสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบของพระแม่ได้และต้องคอยรายงานความเป็นไปที่เกิดขึ้นตลอดเวลา สาวน้อยที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมาจากหนังสือดำอย่างมากมายจึงถามหนังสือดำไปว่าไป [เราสามารถแฮ็คเข้าไปได้มั้ย?] และคำตอบของหนังสือดำคือได้
    เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการลุ้นระทึกของกองกำลังกระต่ายขาวและความสับสนของคนที่อยู่วงนอก การแฮ็คกิ้งเข้าหุ่นยนต์นั้นง่ายดายแต่กับดาวเทียมทางการทหารที่มีระบบใกล้เคียงกับหนังสือดำนั้นก็ยังจำเป็นต้องใช้เวลา แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากสัญญาณบ่งบอกมิตรศัตรูของหุ่นสังหารมาก็ตาม นี่จึงเป็นเหมือนเดิมพันของพวกเธอว่าการแฮ็คกิ้งจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนหรือกองทัพของพระแม่จะสามารถเข้าเมืองมาได้ก่อนกันแน่
    และแล้วในที่สุดขีดบอกกระบวนการในการแฮ็คก็เต็ม แต่อักษรคำว่ากำลังดำเนินการนั้นกลับกระพริบไปมาอยู่อย่างนั้นไม่ยอมเปลี่ยนสักที ราวกับว่ามันต้องการล้อเล่นกับความรู้สึกของผู้ที่กำลังเฝ้ารออยู่ จนกระทั่งแสงสีเขียวส่องสว่างขึ้นก่อนที่มันจะตามาด้วยคำว่า [สำเร็จ] ลูน่าและเฟย์นั้นถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก ในขณะที่ลูเวียชกหมัดเข้าที่ฝ่ามือของตนเบาๆพร้อมกับสีหน้าดีใจสุดๆ
    แล้วไม่นานหลังจากนั้นหน้าจอควบคุมการทำงานของปืนใหญ่อนุภาคก็ถูกแสดงขึ้นมา ตำแหน่งที่ต้องการยิงถูกป้อนอย่างรวดเร็วตามที่ลูน่าเคยบอกหนังสือดำเอาไว้ก่อนมาที่นี่ หรือจะพูดให้ถูกคือเป้าหมายที่หนังสือดำถูกสั่งให้ล็อคทันทีที่การเชื่อมต่อสมบูรณ์ นี่คือวิธีการหยุดสงครามที่เร็วที่สุดลูน่ารู้ดีแต่เธอก็ยังอดที่จะคิดไม่ได้ถึงชีวิตที่อาจจะต้องสูญเสียไประหว่างการโจมตีเป้าหมาย
    "สงครามไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆสินะ..." พูดจบลูน่าก็หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้นมาด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความสับสนอีกต่อไป "...เป้าหมายหุ่นยนต์ยนต์อดามันทาเนียมรุ่นพิเศษทั้งห้า จัดการเผาพวกมันให้เรียบ!"
    [รับทราบ]

    ที่สนามรบกองทัพของพระแม่นั้นกำลังได้เปรียบ ต่างจากพวกของดีนที่แทบไม่เหลือที่ให้ถอยแล้วทว่าในตอนนั้นเองที่แสงสีม่วงแดงส่องขึ้นมาเหนือหัวอีกครา พวกของพระแม่ต่างโฮ่ร้องดีใจด้วยคิดว่าพระแม่กำลังจะเผาหอคอยแห่งปัญญาทิ้ง จะมีก็แต่ดีนและพวกอัศวินแห่งพระแม่เท่านั้นที่ตระหนักได้ว่าตำแหน่งของแสงนั้นผิดแปลกไป
    "นี่มันอะไรกัน" ไม่ทันขาดคำของแกเบรียลแสงจากท้องฟ้าก็ส่องลงมายังมาลิคหนึ่งในอัศวินแห่งพระแม่ ระบบในร่างของเขาถูกเผาเป็นจุลแทบจะในทันทีรวมไปถึงผู้คนที่อยู่รอบๆ และอัซราเอลที่อยู่ไม่ไกลไปจากเขาด้วย
    “มาลิค!” ราฟาเอลตะโกนก้องสนามรบเมื่อเห็นว่าเพื่อร่วมรบของตนถูกเผาจากข้างในจนกลายสภาพเป็นเพียงก้อนสสารสีดำ อดามันทาเนียมไม่ใช่สสารที่ไม่มีวันถูกทำลายอย่างที่ในตำนานได้เอ่ยถึง พวกมันถูกทำลายได้หากโดนโจมตีด้วยสิ่งที่มีอนุภาพมากพอ และหนึ่งในนั้นคือปืนใหญ่อนุภาคที่แท้จริงแล้วถูกออกแบบมาเพื่อทำลายอดามันทาเนียมโดยเฉพาะ
    "รีบไปช่วยอัซราเอลเร็วเข้า" แกเบรียลรีบเร่งสั่งการแต่นั่นก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อแสงแห่งการพิพากษาถูกยิงลงมาอีกรอบอย่างรวเร็ว ร่างที่ไม่อาจลุกขึ้นมาได้เพราะขาที่หายไปถูกเผาเป็นกลายเป็นตะโกสีดำตามไปเพื่อนร่วมรบไปอีกคน
    [ถอยกลับมาเดี๋ยวนี้...] เสียงของพระแม่ดังเข้ามาในระบบของอัศวินที่ยังรอดตายอยู่ทั้งสามทันที [ศัตรูชิงเอาปืนใหญ่อนุภาคไปได้ พวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแสงนั่น ถอยออกมาจากระยะยิงของมันเดี๋ยวนี้]
    เพียงแค่นั้นแกเบรียลก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร เขารีบหันไปสั่งการอย่างรวดเร็วทว่านั่นก็ดูจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อเหล่าทหารแห่งพระแม่นั้นต่างพากันหนีตายอย่างจ้าล่ะหวั่น บ้างก็ตะโกนขอความเมตตาจากพระแม่ บ้างก็ตะโกนสาปแช่งต่อการกระทำและสบถต่อความโหดร้ายของผู้เป็นประหนึ่งพระเจ้า ความสับสนอลหม่านนี่คืออะไรกันแกเบรียลคิด เพียงแค่ไม่กี่วินาทีในสนามรบความศรัทธาก็พังทลายไม่มีชิ้นดี ช่างบอบบางและไร้ซึ่งความมั่นคงเมื่อคำว่าชีวิตนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ความตายก็ทำลายศรัทธาจนสิ้น กองทัพแห่งพระแม่ไม่เหลืออีกแล้ว ศรัทธาในสนามรบนั้นไม่มีอีกต่อไปเมื่ออาวุธที่เคยอยู่เคียงข้างหันกลับมาทำร้ายพวกเดี๋ยวกัน
    "อีกนิดเดียว อีกนิดเดี๋ยวเท่านั้นเองบัดซบเอ้ย!" ราฟาเอลสบถออกมาด้วยความโกรธ ความโกรธอันเกิดจากระบบอันซับซ้อนที่สร้างเขาขึ้นมา
    "เราต้องไปเดี๋ยวนี้ พวกกระต่ายขาวมันหมายหัวเราเอาไว้" แกเบรียลเรียกสติของราฟาเอลให้กลับมา
    "ข้าจะทำลายพวกเจ้าให้หมด ไอ้พวกกระต่ายขาว!"
    อัศวินทั้งสามเร่งออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ทว่านั่นก็หาได้ช่วยอะไรไม่มากเมื่อลำแสงสีม่วงแดงสาดส่องลงมายังริดวาลจนเธอกลายเป็นตอตะโกไปอีกคน อัศวินเหลือเพียงสองและปืนใหญ่ก็รวมพลังงานต่ออย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะล็อคเป้าหมายอีกคนเอาไว้ ลำแสงพิฆาตถูกส่งจากฟากฟ้าลงมาอีกรอบ มันฟาดเข้าใส่แกเบรียลที่พยายามยกโล่ขึ้นมาเพื่อป้องกันตนเองจากพลังทำลายล้างที่ไม่มีทางเทียบเคียงได้เป็น การกระทำที่หาประโยชน์ใดๆไม่
    "แกเบรียล!" ราฟาเอลทำท่าจะวิ่งเข้ามาเพื่อช่วยเพื่อนของตนให้พ้นจากลำแสงนรกนั่น ทว่าแกเบรียลกลับตะโกนออกมาเพื่อห้ามเขาเอาไว้
    "อย่าเข้ามา หนีไป เจ้าคือความหวังสุดท้ายจงปกป้องพระแม่เอาไว้ด้วยชีวิตของเจ้า!"
    ลำแสงสีม่วงแดงกลืนร่างขิงแกเบรียลให้หายไปในพริบตา คำพูดสุดท้ายของเพื่อนร่วมรบทำให้เขาวิ่งหนีไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอะไรอีก แล้ว เป้าหมายของเขาคือแหล่งน้ำสีดำที่เต็มไปด้วยไอพิษและตะกอนของโลหะนั่น เขาต้องไปให้ถึงให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ที่นั่นคือที่เดียวที่จะสามารถปกป้องเขาได้ และในวินาทีก่อนที่เขาจะไปถึงแหล่งน้ำนั่นเองที่แสงสีม่วงแดงส่องสว่างลงมายังเขา คลื่นความร้อนอันมหาศาลทำให้ระบบของเขารวนไปหมด หากจะบรรยายเป็นความรู้สึกก็คงเหมือนกับเขากำลังถูกเผาทั้งเป็นจากภายใน สองขานั้นหนักอึ้งแต่มันก็ยังไม่หมดความพยายามในการมันลากร่างที่กำลังมอดไหม้ให้วิ่งไปจนถึงแหล่งน้ำ ก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงไปในน้ำพิษนั้นพร้อมกับคำพูดสุดท้าย
    "ข้าจะฆ่าพวกแกให้หมด!"

    [ยืนยัน เป้าหมายทั้งหมดถูกทำลาย จำนวนผู้เสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย 145 คน จบการรายงาน]
    แม้จะพยายามบีบรัศมีของลำแสงให้เล็กลงเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่มากพอที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ลูน่าก้มหน้าลงไม่อาจทำใจกับความตายจำนวนมากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ และนั่นก็ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจได้แน่วแน่มากขึ้นกับเรื่องที่จะต้องทำต่อไป
    "เธอแน่ใจแล้วนะลูน่า พวกเรายังสามารถใช้งานเจ้านี่ได้อยู่อีกมากนะ" ลูเวียพยายามทักท้วงในสิ่งที่ได้ตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่เฟย์กลับเข้ามาจับไหล่ของลูเวียเอาไว้พร้อมส่ายหน้าเบาๆ ซึ่งเธอเองก็พอจะเข้าใจว่าทำไม เพราะเธอเองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายๆกันเกิดขึ้นกับเธอ ความคิดที่จะห้ามลูน่าของลูเวียจึงสูญสลายหายไป
    "ถ้ามนุษย์จำเป็นต้องพึ่งของแบบนี้เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าล่ะ ฉันว่าพวกเราอย่าก้าวต่อไปอีกเลยจะดีกว่าค่ะ...” ลูน่าพูดออกมาด้วยสายตาแน่วแน่ก่อนที่จะสั่งการไปยังหนังสือดำให้ปืนใหญ่อนุภาคทำหน้าที่สุดท้ายของมัน “...จัดการเอามันลงมาจากวงโคจรซะหนังสือดำ"
    [รับทราบ]
    เครื่องจักรสังหารหมู่ของมนุษยชาติค่อยๆจมดิ่งลงมาจากห้วงอวกาศอันดำมืด ก่อนผิวของมันค่อยๆไหม้ไปทีละนิดจากการเสียดสีอันรุนแรงของชั้นบรรยากาศจนกระทั่งภายในของมันระเบิดออกแยกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเพียงลูกไฟจำนวนมากร่วงหล่นลงสู่พื้นมหาสมุทรสีดำอันปนเปื้อน แต่แม้ว่าอาวุธจะถูกทำลายลงแต่ลูน่าก็รู้ดีว่าอาวุธที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี หากแต่มันเกิดมาจากจิตใจของผู้คนต่างหาก นั่นทำให้เธอทำได้แค่เพียงหวังว่าจิตใจของลูกหลานของตนจะมีค่าพอที่จะใช้เป็นเหตุผลในการก้าวเดินไปข้างหน้าของมนุษยชาติได้

    ...ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มีทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  2. #32
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่ 18 หอสมุดโลก

    สงครามนั้นจบลงแล้วหากแต่ความสูญเสียนั้นไม่อาจที่จะเรียกกลับมาได้ กองกำลังฝ่ายนักล่าหนังสือเสียชีวิตในสนามรบไปหลายพันคน ส่วนกองทัพกิ้งก่าของโซลนั้นโดนหนักที่สุดพวกมันหายไปกว่าครึ่ง พวกที่เหลือกองพะเนินเพื่อรอเผารวมกันก็มีแค่เพียงกองกำลังจากฝ่ายพระแม่ เท่านั้น สงครามเล็กๆเพียงแค่นี้ยังต้องสูญเสียมากมายมหาศาล ลูน่าที่เหม่อมองออกไปยังกองควันและเศษซากแห่งสงครามไม่กล้าแม้แต่จะ จินตนาการถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งมนุษย์ทำสงครามกันด้วยคนจำนวนเรือนแสนเรือนล้าน
    "ลูน่า..." เฟย์ที่ยืนมองสาวน้อยอยู่ห่างๆเรียกขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ไม่ใช่แค่เรื่องที่เธอกำลังรู้สึกเศร้าหมอง แต่รวมถึงเรื่องเวลาไปยังสถานที่นัดพบของหอสมุดโลกอีกด้วย ซึ่งลูน่าเองก็รู้ดีเธอจึงพยักหน้าลงเบาๆแล้วเดินไปยังกลุ่มคนที่กำลังรอเธออยู่
    สภาพที่ไร้แล้วซึ่งผู้นำอย่างนี้สาวน้อยจึงกลายเป็นบุคคลที่ทุกคนในเมืองโลโกสให้ความเชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ ด้วยว่าเธอนั้นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เมืองโลโกสรอดจากความหายนะมาได้ แต่ละกลุ่มจึงส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อฟังคำอธิบายทั้งหมดจากปากของเธอ ซึ่งเมื่อฟังแล้วต่างคนก็ได้แต่ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับเรื่องที่ลูน่าเล่า ไม่ว่าจะเป็นแผนการรวบรวมหนังสือของพระแม่เพื่อทำลายทุกอย่างทิ้งพร้อมๆกัน หรือเรื่องตัวตนที่แท้จริงของอัศวินที่ทุกคนได้แต่ทำหน้างงไปตามๆกัน แต่ยังมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมากกว่าทุกเรื่องที่เธอเล่ามา นั่นคือเรื่องของหอสมุดโลก
    เวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะถึงนัดหมายทำให้ลูน่าตัดสินใจพากลุ่มกระต่ายขาวที่มีศักยภาพในการเคลื่อนที่เร็วที่สุดไปเพียงกลุ่มเดียว และเหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องความปลอดภัยของเมืองโลโกสที่ทำให้เธอไม่กล้า พากลุ่มอื่นไปด้วยกันด้วยเสี่ยงต่อการที่เมืองจะถูกตีอีกเป็นระลอกที่สอง
    กลุ่มกระต่ายขาวนั้นใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมไม่นานนัก โดยสิ่งที่ดูจะเสียเวลามากที่สุดก็มีเพียงเรื่องที่โซลจำเป็นต้องเจรจาเรื่อง ความเสียหายกับพวกกิ้งก่าเสียก่อน ซึ่งเขามาบอกทีหลังว่าพวกนั้นต้องการพื้นที่หากินเพิ่มและต้องการให้ มนุษย์ถอนออกไปจากอาณาเขตของพวกมันมากกว่านี้ "ทีแรกพวกนั้นมองไปทางนักล่าหนังสือคนอื่นๆตาเป็นมันเลย" โซลพูดขำๆแบบไม่ใส่ใจอะไรมากนัก ผิดกับดีนที่รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันทีพลางนึกขอบใจที่การเจรจาครั้งนี้ไม่ ล้มเหลว
    "ได้เวลาออกเดินทางแล้ว" ลูเวียบอกพร้อมกับโยนสัมภาระชิ้นสุดท้ายขึ้นไปบนหลังของกิ้งก่ายักษ์สี่ขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอย่างเร่งรีบอีกครา

    กองกำลังกระต่ายขาวเร่งเดินท่งอย่างไม่หลับไม่นอนจนกระทั่งในที่สุดพวกเขาก็มา ถึงชายฝั่งของทะเลดำ ที่ๆพวกเขานัดหายเอาไว้กับหอสมุดโลก ทว่าในความจริงแล้วกลับไม่มีใครที่แน่ใจเลยว่าแท้จริงแล้วหอสมุดโลกนั้นจะมีหน้าตาเช่นไร โดยเฉพาะกับคำพูดของบรรณลักษณ์ที่บอกว่าให้มาพบกันในจุดที่กำหนด พบกันอย่างไรและแบบไหนนั่นยังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ทุกคนในตอนนี้หวังเพียงแค่ความหวังที่จะได้ปัญญาของมนุษย์กลับมา แม้ว่าความหวังนั้นจะดูเลือนลางยิ่งนักเมื่อสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงหน้าตอนนี้ มีเพียงทะเลสีดำอันเวิ้งว้าง หามีสิ่งปลูกสร้างใดที่ดูคล้ายกับหอสมุดอย่างที่พวกเขาหวังไม่
    "ที่จริง เราก็เคยผ่านที่แถวนั้มาบ้าง น่าจะพอจำกันได้ว่ามันก็เหมือนๆกับทะเลสีดำที่อื่น" โซลพูดพร้อมกับทอดสายตามองไปยังทะเลที่ไร้ซึ่งชีวิตใดๆ
    "ถ้าอย่างนั้นนาย จะบอกว่าผู้หญิงคนนั้นโกหกเราอย่างงนั้นรึ" ลูเวียถามขึ้นมาแต่โซลกลับไม่ตอบอะไรกลับ เขายังคงจ้องมองออกไปในทะลดำเช่นเดียวกับลูน่าที่ยังคงมองออกไปอย่างมีความหวัง
    เวลานั้นผ่านไปนานพอดูจนกระทั่งแต่ละคนเริ่มเลิกที่จะมองหาอาคารที่ว่านั่นอีกต่อไป ทว่าไม่นานนักเสียงบางอย่างกลับดังเข้ามาในหูของแต่ละคน มันเป็นเสียงที่ดูคล้ายคลื่นขนาดใหญ่ เสียงที่ดูคล้ายอะไรบางอย่างกำลังแหวกน้ำออกมา แล้วทันใดนั้นเองทะเลดำก็ดูคล้ายกับกำลังยกตัวขึ้นพร้อมกับที่วัตถุสีดำขนาดยักษ์ตัดผ่านคลื่นน้ำนั้นออกมา มันมีรูปร่างคล้ายกับทรงเลขาคณิตหลายๆทรงต่อกันจนกลายเป็นรูปร่างที่เรียวยาวและเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม โดยที่ด้านบนสุดซึ่งเป็นยอดแหลมนั้นมีดวงไฟสีน้ำเงินส่องประกายวาววับราวกับ ว่าเจ้าวัตถุเรียวยาวข้างหน้าพวกเขานั้นมีชีวิต
    กองกำลังกระต่ายขาวแต่ละ คนต่างตกตะลึงของวัตถุประหลาดขนาดยักษ์นี้ และยิ่งมันเข้ามาใกล้พวกเขาก็ยิ่งเห็นว่าขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน ซึ่งด้วยขนาดของมันทำให้แม้แต่เจ้าสี่ขายังต้องแหงนหน้าขึ้นมองขู่คำรามด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นอะไรที่ใหญ่โตกว่าร่างของมัน
    “อะ อะไรว่ะนั่น” ดีนที่เริ่มลุกขึ้นมายืนได้เต็มสองขาอีกครั้งสบถขึ้นด้วยความตกตะลึง ในขณะที่คนอื่นๆอยู่ในท่วงท่าเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้
    ร่างขนาดยักษ์สีดำไถลผ่านทรายปนเปื้อนจนมันเกยขึ้นมาห่างจากกองกำลังกระต่ายขาวเพียงไม่กี่เมตร แล้วในที่สุดร่างของมันจะหยุดลงก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงแปลกๆคล้ายกับเหล็กกำลังเสียดสีกัน และในช่วงเวลานั้นเองที่ส่วนหน้าของมันค่อยๆเปิดออกไปด้านข้างเผยให้เห็นด้านในที่ดูคล้ายทางเดินและแสงสีขาวที่ส่องสว่างรอดออกมา เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติหากแต่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์
    “นี่มัน...” ลูน่าพูดพร้อมกับก้าวขาไปเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด และที่เหนือหัวของเธอสาวน้อยน้อยก็สังเกตเห็นอักษรโบราณของมนุษยชาติถูกสลักเอาไว้ “...เพื่อลูกหลานของพวกข้าและเพื่อที่เราจะไม่จางหายไปจากประวัติศาสตร์ พวกข้าบรรพบุรุษของพวกเจ้าขอมอบสิ่งนี้ให้แก่พวกเจ้า จงรับมันเอาไว้อย่างภาคภูมิ หอสมุดโลก”
    “หอสมุดโลก... นี่น่ะหรอ” โซลพูดขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้ลูน่า ในขณะที่ดีนมองดูรอบๆด้วยความสงสัยในใจ ความสงสัยที่ไม่มีทางปิดมิด
    “มีอะไรหรอดีน” เฟย์ถามขึ้นเมื่อเธอสังเกตได้ถึงสิ่งที่อยูในใจเขา
    “พวกคุณไม่สงสัยบ้างหรอ ที่นี่มันใหญ่โตมโหฬารก็จริง แต่เทียบกับหอคอยของพวกคุณแล้วมันก็ไม่ต่างไปจากกล่องเก็บหนังสือแค่กล่องเดียวเท่านั้น แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงเรื่องที่ว่าที่นี่คือหอสมุดโลก” ใช่ และนั่นก็ทำให้แต่ละคนได้คิด ที่นี่เล็กมาก เล็กเกินไปที่จะเก็บหนังสือนับล้านนับร้อยล้านเล่ม แต่กระนั้นลูน่าก็ยังมั่นใจว่าข้างในจะต้องมีอะไรที่เป็นเบาะแสต่ออย่างแน่นอน
    “เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
    สาวน้อยพูดพรางกอดหนังสือดำแน่นแล้วเดินเข้าไปภายในจักรกลสีดำลึกลับนี้ ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆนั้นแม้จะลังเลอยู่บ้างแต่เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่นพวกเขาจึงก้าวเท้าตามลูน่าไปข้างใน ภายในนั้นเต็มไปด้วยแสงไฟสีขาวสว่างไสว ทางเดินนั้นดูสะอาดสะอ้านราวกับไม่เคยมีใครเคยเดินผ่านมาก่อน ทางเดินแคบๆนั้นทอดยาวต่อไปเรื่อยจนไปหยุดอยู่ที่ทางตันที่ไม่มีอะไรเป็นเพียงกำแพงสีขาวธรรมดาๆ
    “แล้วนี่มันหมายความว่ายังไงอีกล่ะ” ลูเวียถามขึ้นพลางมองไปรอบๆเพื่อหาว่ามีอะไรที่เธอพลาดไปรึไม่
    “ที่นี่ยังไงล่ะคะ” รอยฝ่ามือบางๆที่เหมือนถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจ ไม่ต้องบอกลูน่าก็รู้ว่าต้องทำอะไร สาวน้อยเอามือทาบลงไปบนรอยนั้นแล้วชั่วอึดใจแสงสีขาวสว่างจ้าก็หมุนวนไปรอบๆฝ่ามือของเธอก่อนที่ความเจ็บปวดเล็กๆจะแล่นเข้าไปที่นิ้วชี้ทำให้เธอตกใจจนรีบเอามือถอยมา และที่นั่นเธอก็ได้เห็นรอยเลือดเล็กๆไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอ ก่อนที่จอภาพโฮโลแกรมจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าแสดงรหัสบางอย่างที่พวกเธอไม่เข้าใจ
    [ไม่ใช่มนุษย์ ปฏิเสธการเข้าใช้หอสมุดโลก] ข้อความที่ลอยขึ้นมาด้านหน้าของลูน่านั้นทำให้เธอใจหายวาบ ใบหน้าของหญิงสาวมีความโศกเศร้าปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน เธอรู้ดี รู้ดีในวินาทีนั้นว่าความเจ็บแปลบ รอยเลือด และรหัสเหล่านั้นคืออะไร
    “ดีเอ็นเอของฉัน... ฉันถูกปฏิเสธ” เธอพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเศร้าๆก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงและค่อยๆเดินถอยห่างออกจากประตูตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว ทว่าดีนกลับเดินเข้ามาแล้วจับมือเธอเอาไว้ด้วยแขนขวาที่เหลือเพียงข้างเดียว
    “อย่าให้รหัสแค่ไม่กี่ตัวมาทำลายความตั้งใจของเธอ” ชายหนุ่มกุมมือของเธอเอาไว้แน่นแล้วใช้มือข้างนั้นทาบลงไปในรอยฝ่ามือตรงหน้ากำแพงโดยที่มือของลูน่าทาบอยู่ข้างบนของเขา ความเจ็บแปลบไหลผ่านนิ้วของชายหนุ่มก่อนที่ไม่นานนักข้อความโฮโลแกรมจะลอยขึ้นมาอีกครั้ง
    [ขอต้อนรับลูกหลานของข้า]
    “ไปกันเถอะ พวกเราจะเดินไปด้วยกัน” กำแพงด้านหน้าถูกเปิดขึ้นอย่างช้าๆ โซลจับมือของลูน่าพร้อมกับที่เขาพยักหน้าไปทางทุกคน แล้วแต่ละคนก็เดินเข้าไปยังแสงสว่างเบื้องหน้าพร้อมๆกัน
    เมื่อพวกเขาพ้นแสงสว่างที่ดูแสบตานั้นมาได้ เบื้องหน้าของพวกเขาก็คือห้องครึ่งทรงกลมที่ตรงกลางมีแท่นทรงปิรามิดถูกตั้งเอาไว้ เหนือแท่นๆนั้นคือหน้าจอขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศสามหน้าจอ บรรยากาศภายในนั้นเย็นสบายอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน และในขณะที่แต่ละคนกำลังสงสัยว่าห้องทรงกลมเล็กๆห้องนี้มีเอาไว้ทำอะไรนั้น ปิรามิดทรงสามเหลี่ยมตรงกลางห้องก็ค่อยๆเลื่อนตัวออกไปด้านข้างพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่นั้น แล้วในพริบตาใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า
    “ยินดีต้อนรับสู่หอสมุดโลก” หญิงสาวลึกลับตรงหน้าของพวกเขานั้นแต่งกายด้วยชุดคลุมยาวสีขาวพร้อมกับผ้าคลุมหัวสีเดียวกัน ผมสีดำของเธอยาวสลวยผ่านลงตัดกับสีชุดที่ใส่เอาไว้ ในขณะที่ดวงหน้าและแววตาอันเต็มไปด้วยความงดงามประหนึ่งนางฟ้านั้นจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างไม่ละสายตา
    “คะ คนอย่างนั้นหรอ?” ลูเวียเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจด้วยเธอไม่คิดว่าอยู่ๆจะมีคนปรากฏกายขึ้นมา ทว่าหญิงสาวลึกลักลับส่ายหน้าแทนคำตอบ
    “ไม่ใช่ เราไม่ใช่มนุษย์ เราเป็นเพียง...”
    “พระ... พระแม่” ก่อนที่เธอจะแนะนำตัวเสร็จน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตระหนกของเฟย์ก็ดังขึ้น เมื่อใบหน้าอันสวยสดงดงามของคนตรงหน้านั้นไปซ้อนทับพอดีกับใบหน้าของพระแม่ที่เธอเคยเห็นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
    “เธอว่าอะไรน่ะ...” ลูน่าเองก็รู้สึกตระหนกไม่แพ้กันและนั่นเป็นสัญญาณให้ทุกคนตั้งท่าสู้ทันที ทว่ามือทั้งสองของหญิงลึกลับกลับถูกยกขึ้นมาระดับออกเพื่อห้ามความชุลมุนที่กำลังจะเกิดขึ้น
    “...เราไม่ใช่พระแม่ เราเป็นเพียงระบบปฏิบัติการณ์สำรองที่ถูกแยกตัวออกมาแล้วมาทำหน้าที่เป็นบรรณลักษณ์ของหอสมุดโลกแห่งนี้เท่านั้น เป็นเราเองที่ติดต่อไปยังพวกคุณ”
    “คุณหมายความว่ายังไง” ลูน่าถามขึ้น
    “ที่พวกคุณกำลังเห็นอยู่นี้เป็นเพียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลด้านรูปลักษณ์ที่ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อนานมาแล้วเท่านั้น เพื่อเป็นการนำทางแก่พวกคุณที่จะมายังหอสมุดโลกแห่งนี้” ต่างคนนั้นต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย มีเพียงเฟย์ที่ยังคงกล้าๆกลัวๆอยู่ กับลูน่าที่ดูจะเข้าใจอะไรบางอย่างและต้องการที่จะถามต่อเพื่อให้ทุกอย่างมันกระจ่างมากขึ้น
    “ถ้าอย่างนั้นหนังสืออยู่ที่ไหน ที่นี่ดูใหญ่โตก็จริงแต่...” แล้วในพริบตาหนังสือมากมายมหาศาลก็ปรากฏขึ้นรอบๆภายในห้องทรงครึ่งวงกลมนี้ พวกมันวิ่งสวนกันไปมาอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่อยู่ในห้องต้องกระโดดหลบด้วยสัญชาติญาณ ทว่าเมื่อแต่ละคนได้เอื้อมมืออกไปก็ได้รู้ว่าพวกมันล้วนแต่เป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้น “...นี่มัน”
    “ห้องๆนี้คือห้องโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ให้รายละเอียดและความสมจริงมากที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีเมื่อสองร้อยปีที่แล้วจะทำได้ และหนังสือทุกเล่มที่อยู่ในนี้คือหนังสือทุกเล่มจากทุกที่และทุกภาษาบนโลก ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะมีสาระมากมายหรือไม่ แม้แต่หนังสือต้องห้ามและตำราชวนเชื่อก็ถูกบรรจุอยู่ในคลังแห่งนี้ มันถูกเรียกว่าโครงการเรือแห่งปัญญาก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมาเป็นหอสมุดโลก...” หญิงสาวแปลกหน้าในชุดขาวเดินไปมาอย่างอิสระภายในห้องก่อนที่จะหยิบหนึ่งในหนังสือที่กำลังวิ่งไปมาขึ้นมาแล้วเปิดออก
    “...เดิมทีโครงการนี้เป็นเพียงโครงการระยะยาวที่ไม่ได้หวังผลอะไรมากนอกจากความต้องการที่จะสำรองความรู้ของมนุษย์เอาไว้ ทว่าจากสถานการณ์รอบข้างทำให้กลุ่มคนผู้สร้างเรือดำน้ำลำนี้ขึ้นต้องเร่งมือและเพิ่มขีดความสามารถให้กับมัน...”
    “เรือดำน้ำอย่างงั้นหรอ” ดีนถามขึ้นด้วยความสงสัย
    “...สามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติจากเบื้องบน มีพื้นที่ปฏิบัติการที่ไกลและระยะปฏิบัติการที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เรือของมนุษยชาติ ความสามารถในการเดินเรือเงียบและรอดพ้นจากการตรวจจับ เรือดำน้ำอดามันทาเนียมลำนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียว เพื่อเก็บรักษาภูมิปัญญาของมนุษย์เอาไว้...” สิ่งที่เธอบรรยายออกมานั้นดูไม่น่าเชื่อหลายประการ หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่ดีนไม่เข้าใจมากที่สุด นั่นก็คือ
    “รอดพ้นจากการตรวจจับ? การตรวจจับจากอะไร ทำไมต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนั้น ไม่ใช่ว่าที่นี่ควรจะทำให้หาเจอได้ง่ายไม่ใช่รึไง” ใช่แล้ว นั่นคือจุดบอดใหญ่ที่สุดของคำอธิบายเรื่องห้องสมุดโลก ถ้าบอกว่าเรือดำน้ำลำนี้เป็นเรือดำน้ำทางทหารล่ะก็นั่นจะยังน่าเชื่อมากกว่าเสียอีก
    “ก็เพราะข้างนอกนั่นมีพระแม่อยู่ยังไงล่ะ”
    “เดี๋ยวนะ นี่ฉันงงไปหมดแล้ว ทำไมคนในยุคก่อนถึงต้องมาห่วงอะไรกับพระแม่นั่นด้วย” ลูเวียกุมขมับด้วยความไม่เข้าใจกับการอธิบายที่วกวนนี้มีเพียงลูน่าที่เริ่มจับต้นชนปลายออก
    “ระบบปฏิบัติการณ์สำรองที่ถูกแยกออกมา... หอสมุดโลกแห่งนี้... ถ้าอย่างนั้นตัวตนที่แท้จริงของคุณและหอสมุดโลกก็คือ” หญิงสาวพยักหน้าให้กับลูน่าเป็นคำตอบ
    “ฉันและพระแม่เคยเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นปัญญาประดิษฐ์ภายใต้รหัส Mother Will และนี่คือหอสมุดโลกแห่งที่สามและแห่งสุดท้ายที่ยังคงปฏิบัติงานได้ ส่วนที่เหลือนั้นถูกปืนใหญ่พลังอนุภาคทำลายทิ้งไปหมดแล้ว”
    ปัญญาประดิษฐ์? หอสมุดแห่งสุดท้ายจากสาม? ถ้าจะถามว่าคนที่ช็อคที่สุดจากความจริงนั้นคือใครก็คงต้องตอบว่าเฟย์ หญิงสาวเชื่ออย่างปักใจมาตลอดว่าพระแม่คือพระเจ้า พระแม่คือผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างและอยู่เหนือมนุษย์ทุกคน ทว่าเวลานี้เธอกลับได้รับรู้ความจริงที่น่าตกใจ พระแม่... เป็นเพียงสิ่งที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้น
    “เฟย์!” ดีนรีบเข้าไปรับร่างของหญิงสาวที่กำลังจะล้มลงเพราะการช็อคความรู้สึก เธอมองไปข้างหน้าแล้วภาวนาให้ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหก ทว่าภาพเสมือนจริงที่อยู่ตรงหน้านั้นทำให้เธอรู้ดีว่าไม่มีทางหนีความจริงใดๆพ้น
    “พระแม่ เป็นปัญญาประดิษฐ์? นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ บรรณลักษณ์” หญิงสาวแปลกหน้าหลับตาไปชั่วขณะต่อคำถามของลูเวีย ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้นแล้วย้อนกลับมาตอบคำถามด้วยคำถาม
    “พวกคุณคิดว่าที่โลกกลายสภาพเป็นอย่างทุกวันนี้เพราะอะไรกัน”
    “ภัยธรรมชาติไม่ใช่รึไง วันแห่งการชำระล้างนั่นน่ะ” โซลตอบด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจอย่างน่าประหลาด ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีเขายังเชื่ออย่างฝังใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง
    “พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว ภัยธรรมชาตินั้นไม่เกิดขึ้นกับมนุษย์อีกเลยตลอดเวลาหลายร้อยปีก่อนหน้าจะถึงกาลสิ้นยุค ด้วยพวกเขาสามารถคิดค้นเครื่องควบคุมสภาพอากาศและเครื่องปรับสมดุลชั้นบรรยากาศขึ้นมาได้ สิ่งที่ทำให้พวกคุณต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นบรรพบุรุษของพวกคุณเองที่เป็นคนเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สี่ขึ้นมา”
    “สงคราม... เดี๋ยวก่อนสิ สงครามอะไรกันจะทำได้ขนาดนี้” ลูเวียที่ยังคงรู้จักสงครามแค่เพียงการต่อสู่เมื่อคราวก่อนจินตนาการไม่ออกเลยสักนิด
    “อาวุธเชื้อโรคที่ฆ่าทุกสิ่งที่สัมผัส อาวุธเคมีที่ปนเปื้อนแหล่งน้ำเพื่อตัดแหล่งอาหารของข้าศึก ระเบิดอโพคาลิปที่ทำลายทุกชีวิตอย่างไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืชพรรณเพื่อทำลายเสบียงและความอุดมสมบูรณ์ พวกคุณทำลายบ้านของตนเองด้วยน้ำมือตัวเอง...” ภาพของเครื่องจักรสงครามที่ไม่คุ้นหน้าและภาพการระเบิดมากมายถูกแสดงขึ้นมาต่อหน้าพวกเขาทุกคน ความหายนะ ซากศพที่กองเต็มเมืองราวกับสุสานขนาดยักษ์ ทุกอย่างนั้นมันดูราวกับนรก “...นั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้พวกบรรพบุรุษของคุณเร่งโครงการหอสมุดโลกให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อเก็บเอาความรู้ของมนุษย์ชาติเอาไว้โดยมีปัญญาประดิษฐ์ Mother Will เป็นผู้สนับสนุน ทว่าเมื่อการดำเนินการใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด ผู้สร้าง Mother Will ก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ปัญญาประดิษฐ์นั้นพัฒนาอารมณ์ของตนขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขของการปกป้องมนุษย์ชาติ อารมณ์ทำให้ระบบภายในเกิดการแปรปรวนแบ่งแยกความคิดเป็นสอง หนึ่งนั้นคือมนุษย์จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อการก้าวต่อไป ส่วนอีกหนึ่งนั้นคือมนุษย์จำเป็นจะต้องตัดขาดจากเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง...” และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง คำตอบเริ่มกระจ่างในหัวของลูน่าแล้ว
    “...สงครามที่ดำเนินมานานหลายสิบปีต้องถูกจบลงเดี๋ยวนี้ นั่นคือสิ่งที่พระแม่คิด เธอจึงจัดการแทรกตัวเองเข้าควบคุมระบบทุกอย่างผ่านทางทุกช่องสัญญาณ แล้วจัดการโอเวอร์โหลดระบบควบคุมดินฟ้าอากาศสร้างมหาพายุขึ้นมาทำลายล้างทุกอย่างจนสิ้นซาก เปลี่ยนโลกไปภายในช่วงเวลาเพียงข้ามสัปดาห์ ความพยายามในการต่อต้านนั้นไม่มีผลเนื่องจากการโจมตีระบบที่รวดเร็วและด้วยความที่แต่ละฝ่ายมัวแต่อยู่ในสภาวะสงคราม แผนการต่อจากนั้นของเธอคือการส่งกองทัพเครื่องจักรจำนวนมากที่เธอเข้าควบคุมไปทำลายผู้นำของแต่ละประเทศทิ้งเพื่อทำให้มนุษย์ไร้ที่พึ่งพาและเพื่อเป็นการตัดปัญหาที่จะตามมาภายหลัง และสุดท้ายคือการทำลายหอสมุดโลกที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นมา แต่พระแม่นั้นไม่รู้อยู่หนึ่งเรื่อง นั่นคือการที่เราสามารถแยกความคิดออกมาจากระบบได้เสียก่อนและทำการควบคุมหนึ่งในหอสมุดโลกให้หลบหนีออกมาจากขอบเขตตรวจจับพร้อมกับมอบหมายให้ท่านนายพลนำหนังสือดำและกุญแจดำหนีออกไป เพื่อรอวันที่จะมาพบสถานที่แห่งนี้ แต่ว่าเขาก็ทำไม่สำเร็จ...”
    “...เพราะแบบนี้หนังสือกับกุญแจถึงได้กระจายกัน” ลูน่าเอ่ยออกมา
    “...เราคาดว่านั่นคือความจงใจ เพราะเขาไม่ต้องการให้พระแม่เจอสถานที่แห่งนี้ก่อนหน้าที่มนุษย์จะหาเจอ”
    “ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่ทำลายหนังสือดำทิ้งไปซะเลยล่ะ...” แต่ละคนหันกลับมามองหน้าลูเวียเป็นตาเดียว ด้วยความคิดที่ว่าจะพูดยุมันขึ้นมาทำไม “...เปล่าฉันหมายถึง ถ้าแค่ต้องการไม่ให้มนุษย์เจอที่นี่สู้ทำลายมันทิ้งๆไปซะไม่ดีกว่าหรอ?”
    “ปัญญานั้นหากปล่อยเอาไว้ไม่นานมันก็จะลบหายไปเอง พระแม่นั้นไม่ช้าก็เร็วจะก็จะได้ชัยชนะมาหากไม่มีหนังสือดำ แต่ว่าปัญหาจริงๆมันลึกกว่านั้น เพราะที่หอสมุดโลกนี้นั้นไม่ได้มีแค่หนังสืออย่างเดียว...” ตรงกลางห้องทรงกลมค่อยๆปรากฏเป็นแท่งบางอย่างลอยสูงขึ้นมา โดยที่ตรงกลางของแท่นนั้นมีวัตถุทรงสี่เหลี่ยมใสถูกวางเอาไว้อยู่ “...นี่คือกุญแจเพื่อการเข้าสู่ระบบหลักของพระแม่ กุญแจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถปิดระบบของพระแม่ได้อย่างถาวร ปัญญาประดิษฐ์อย่างไรเสียก็เป็นได้เพียงแค่นั้น มันยังคงมีโปรแกรมที่ตัวมันเองไม่สามารถเข้าไปแก้ไขหรือแตะต้องได้อยู่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ตาม และนี่คือไพ่ตายที่บรรพบุรุษของคุณซ่อนมันเอาไว้” ลูน่ารับฟังพลางเดินเข้าไปหยิบแท่งสี่เหลี่ยมนั้นขึ้นมา
    “เพราะว่าที่นี่ก็คิดเองได้เหมือนกัน ไม่แน่ว่าสักวันหอสมุดโลกอาจจะไปโผล่ขึ้นที่ไหนและมอบกุญแจนี้ให้กับใครสักคน”
    “เพราะฉะนั้นตัดไฟเสียแต่ต้นลมจะดีกว่าที่จะต้องมาเสียใจภายหลัง” หญิงลึกลับเติมคำตอบนั้นให้แก่ลูน่าพร้อมกับยิ้มออกมาในความเฉลียวฉลาดของเธอ
    “ถ้าอย่างนั้นคุณกำลังจะบอกพวกเราว่า จุดประสงค์หลักที่คุณติดต่อให้พวกเรามาที่นี่ก็คือคุณต้องการให้พวกเราไปทำลายพระแม่อย่างนั้นรึ”
    “ถูกต้อง” ร่างแยกของพระแม่ตอบดีนกลับ “หากยังคงมีโปรแกรม Mother Will อยู่พวกคุณก็จะไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ด้วยขาของพวกคุณเอง เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของพระแม่ชั่วนิรันดร์ เรื่องตำแหน่งของตัวพระแม่นั้นเราได้ส่งไปยังหนังสือดำเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือคือพวกคุณจะต้องไปให้ถึงเท่านั้น”
    “ถ้าอย่างนั้นคุณล่ะจะเป็นยังไง” ลูน่าถามขึ้นเมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นเป็นอีกร่างหนึ่งของพระแม่
    “เราเองก็คงจะหายไปหากสัญญาณระงับการทำงานถูกถ่ายทอดมาถึงเราได้ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะส่งมาถึงรึเปล่า ไม่ว่ายังไงพวกท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป แม้ว่าเรานั้นจะมลายหายแต่โปรแกรมควบคุมหอสมุดโลกแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ เปรียบเสมือนกับเราคืนการควบคุมกลับไปสู่การควบคุมดั้งเดิมเท่านั้น”
    “ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าอยู่เลย...” เฟย์ที่เงียบไปนานพูดขึ้นมา “...เราต้องรีบติดต่อพวกที่โลโกสด้วยว่าเรามีงานใหญ่ต้องทำ”
    “เฟย์...” ลูน่าถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงไปยังเฟย์ ซึ่งหญิงสาวก็ตอบกลับด้วยการส่ายหน้าเบาๆ
    “ไม่เป็นไรหรอกลูน่า ฉันก็แค่ได้เหตุผลที่จะร่วมมือกับเธอมากขึ้นก็แค่นั้นเอง”
    “ถ้าเช่นนั้นเราขอภาวนาให้พวกเจ้าโชคดี และเมื่อปืนใหญ่อนุภาคถูกทำลายทิ้งไปแล้วเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซ่อนตัวอีกต่อไป เราจะรอพวกเจ้าอยู่ที่นี่...” บรรณลักษณ์แห่งหอสมุดโลกเอ่ยออกมาพร้อมกับก้มหัวลงเล็กๆแก่ทุกคนที่พยายามมาจนถึงจุดนี้ “...ทว่าก่อนที่พวกคุณจะออกเดินทางไปนั้นเรามีบางอย่างที่ต้องบอกแก่พวกท่าน มันเป็นถ้อยคำจากท่านนายพลคนนั้นที่ฝากมาถึงใครก็ตามที่ฉันจะได้พบ [อย่าได้เดินย่ำรอยเท้าของพวกฉัน] ฉันว่าคุณคงจะเข้าใจความหมายของประโยคนี้ดีนะคะ คุณลูน่า” สาวน้อยหันหน้ามายิ้มให้แก่หญิงสาวในชุดขาวพร้อมกับพยักหน้าลงก่อนที่จะค่อยๆเดินไปทางประตู แต่ว่าก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกไปนั้น สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความสับสนในใจก็หันกลับไปหาผู้ดูแลหอสมุดแห่งนี้ พร้อมกับที่เสียงเบาๆราวกับกำลังพูดอยู่ในคอจะดังออกมา
    “ฉัน...” ผู้เป็นดั่งครึ่งร่างของพระแม่รู้ดีในความหมายนั้นโดยไม่ต้องรอให้สาวน้อยพูดจนจบ
    “คุณเป็นมนุษย์แน่นอนค่ะ เป็นมนุษย์ทั้งกายและใจ”
    สาวน้อยได้ยินประโยคนั้นก็โล่งใจขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เธอพยักหน้าลงพร้อมกับยิ้มออกมาก่อนที่จะวิ่งออกจากห้องนั้นไปสมทบกับเพื่อนๆของเธอ ประตูสีขาวค่อยๆปิดลงพร้อมกับภาพของหญิงสาวในชุดขาวโบกมือไปมาอย่างช้าๆภาวนาให้แก่อนาคตของสิ่งมีชีวิตที่เธอถูกโปรแกรมให้เฝ้าปกป้องมาจนถึงวันนี้และตลอดไปจนกว่ารหัสตัวสุดท้ายของเธอจะถูกลบหายไปจากไมโครชิพชั่วนิรันดร์
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

  3. #33
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    34
    ตอนที่19 สู่อนาคตแห่งมนุษย์ชาติ

    นานหลายชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่พระอาทิตย์ลับหายไปหากแต่ดีนยังคงไม่หลับตาลง เขานอนจ้องมองขึ้นไปบนฟ้าดูหมู่ดาวพลางคิดในใจถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความรู้สึกมหัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และได้เผชิญมา ชายหนุ่มคิดอยู่เสมอว่าต้องการมีส่วนร่วมกับหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่ามันจะเร็วเพียงขนาดนี้ ด้วยอายุที่ยังไม่ถึงสามสิบ
    หากแต่เมื่อเขามองไปยังลูน่าที่กำลังหลับใหลอยู่ไม่ไกลดีนก็ได้ตระหนักว่าบางชีวิตนั้นได้เจอในเรื่องเหล่านี้ในช่วงที่เด็กกว่าเขาเสียอีก ตัวเล็กแค่นี้กลับต้องแบกรับอะไรบางอย่างที่หนักหนาสาหัส ต้องเห็นอะไรที่เด็กสาววัยรุ่นทั่วไปๆไม่ควรจะได้เห็น เป็นทั้งความประทับใจและความเศร้าในคราเดียวกันและนั่นก็ทำให้ดีนเผลอเอื้อม มือไปลูบบนศีรษะของเธอด้วยความเอ็นดู
    "หึๆ ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคะ..." ลูน่าลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆทำให้ดีนต้องรีบดึงมือของตน กลับมา "...แต่นานๆทีก็รู้สึกดีเหมือนกัน" สาวน้อยลุกขึ้นมานั่งเต็มตัวพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กับดีน เหมือนกันไม่มีผิด เหมือนกับครั้งแรกที่เขาได้พบกับเธอ แสงสว่างที่ตัดผ่านความมืดทำให้สาวน้อยนั้นช่างเข้ากันเหลือเกินกับความหมายของชื่อลูน่า และชายหนุ่มก็ยังคงมีความคิดเดียวเหมือนกับครั้งแรกที่ได้เจอเธอ ช่างงามพิสุทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด
    "โทษทีผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตื่น" ดีนรีบเกลื่อนสีหน้าของตนอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตนนั้นนิ่งเงียบไปนานแค่ไหน
    "ไม่ เป็นไรค่ะ ฉันเองก็นอนไม่หลับเหมือนกัน" ว่าแล้วลูน่าก็ขยับตัวมานั่งข้างๆดีนก่อนที่เธอจะแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าในทิศทางเดียวกันดีน
    "คุณว่ามันจะได้ผลมั้ย? เรื่องกุญแจนั่น แล้วก็เรื่องที่พวกเราจะบุกเข้าไปในเมืองของพระแม่น่ะ"
    "ต้องได้ผลสิคะ ก็มีคุณดีนอยู่ทั้งคนนี่" ลูน่าพูดพลางมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่บัดนี้มีแววของความกลัวบางอย่าง ฉาบอยู่อย่างเห็นได้ชัด
    "ผมมันไม่ได้มีดีอะไรหรอกครับ เป็นได้ก็แค่ฆาตกรเท่านั้น" สาวน้อยได้ยินดังนั้นก็ตระหนักดีว่าเธอได้ทำให้เขานึกถึงเรื่องที่เจ้าตัวไม่อยากจะนึกเสียแล้ว ทว่าสำหรับเธอแล้วหญิงสาวคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะได้รับรู้อดีตของเขาเสียที
    “ให้ฉันรับรู้มันได้มั้ยค่ะ ว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณนั้นเป็นใคร ว่าอะไรทำให้คุณมาถึงจุดนี้” ชายหนุ่มลังเล เขายังคงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ที่จะเล่าอดีตของตนเองให้ฟังนัก
    “นี่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณได้ชื่อว่าหมาป่าทะเลทรายใช่มั้ยค่ะ...”
    “ลูน่า...” เขาจำไม่ได้และมั่นใจมากด้วยว่ามีเพียงลูเวียเท่านั้นที่เคยได้ยินคนเรียกชื่อเขาว่าหมาป่าทะเลทราย ถ้าจะมีทางไหนที่สาวน้อยดวงตาสีม่วงตรงหน้าจะรู้ที่มาของชื่อนั้นล่ะก็...
    มารู้สึกตัวอีกทีดีนก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในห้วงจิตของลูน่าแล้ว ความสามารถของสาวน้อยทำให้ภาพรอบตัวของชายหนุ่มกลับกลายเป็นผืนทะเลทรายอันแห้งแล้งอีกรอบ ทว่าแท้จริงแล้วหาใช่ลูน่าไม่ที่สร้างทะเลทรายแห่งนี้ขึ้นมา แต่หากเป็นดีนเองต่างหากที่สร้างมันขึ้นและทิวทัศน์เบื้องหลังของเขานั้นก็เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด
    ขบวนคาราวานที่ไกลสุดลูกหูลูกตา กองกำลังเคลื่อนที่ๆไม่มีวันหยุดอยู่กับที่และไม่มีวันเหนื่อย ธงที่มีรูปหมาป่าสีทรายพาดผ่านผืนผ้าสีดำโบกสะบัดตามแรงลมแห่งทะเลทราย เขาไม่มีวันลืมภาพตรงหน้าไปได้อย่างเด็ดขาด ภาพที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้
    “นั่นแหละคือผม ตัวผมเองเมื่อครั้งยังคงถูกเรียกว่าหมาป่าทะเลทราย” ดีนพูดออกมาเบาๆให้ลูน่าที่ยืนอยู่ข้างๆฟัง ก่อนที่เขาจะยกมือขวาชี้ไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับเขาไม่มีผิด จะต่างกันก็แค่คนๆนั้นดูหนุ่มกว่าดีนในตอนนี้มาก
    “กองกำลังหมาป่าทะเลทราย ถูกตั้งขึ้นโดยผมเองโดยมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างพวกเดียโบลให้หมดไปจากผืนทะเลทราย ตอนแรกมันก็มีแค่ไม่กี่คน มีผม เกรแฮม จอร์นสัน วอล แล้วก็ ...เกรซ” ดีนพูดชื่อสมาชิกแรกเริ่มคนสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ดูแผ่วเบาลง ก่อนที่สายตาของชายหนุ่มจะมองไปยังหญิงสาวที่เคยยืนเคียงข้างเขามาตลอด ผมสีทองยาวสลวย นัยน์ตาสีน้ำเงิน โครงหน้าแบบชาวตะวันตกที่มีรอยแผลเป็นประดับบางๆเหมือนอย่างที่ชาวทะเลทรายทุกคนมี ทว่ากลับยังคงความสง่างามเอาไว้ในแบบของเธอ
    “พวกเราไล่สังหารเดียโบลโดยยึดรูปแบบการจู่โจมในตอนกลางวันแล้วหายเข้ากลีบเมฆในตอนกลางคืน ลงมือโดยไม่เสี่ยง ย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆโดยไม่มีฐานบัญชาการถาวรเพื่อหลบเลี่ยงการตามล้างแค้นคืนของเดียโบล กองกำลังของเราค่อยๆขยายขนาดขึ้นเรื่อยจนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่มันกลายเป็นขบวนยาวสุดลูกหูลูกตาแบบนี้”
    เสียงฝีเท้าย่ำทรายและฝุ่นควันที่เกิดจากการเดินทัพของคนนับร้อยนับพันที่มีอาวุธครบมือทำให้เกิดภาพอันน่าเกรงขามขึ้น ฝุ่นควันปลิวกระจายไปทั่วราวมองไกลๆราวกับมีขบวนรถไฟขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่ผ่าน ไม่มีทางที่เดียโบลกลุ่มไหนจะจู่โจมพวกเขาได้อย่างแน่นอนแม้จะเป็นตอนกลางคืนก็ตามที ลูน่าที่เห็นกระบวนทัพสุดลูกหูลูกตาเองก็คิดเช่นนั้น และนั่นทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดดีนจึงเหลือตัวคนเดียว
    “พวกเราไม่เคยพ่ายต่อเดียโบล สู้กันเป็นทีมไปกันเป็นทีมไล่ทำลายรังเดียโบลไปเรื่อยๆ ทว่าสุดท้ายศัตรูของมนุษย์ก็คือมนุษย์ด้วยกันเอง กลุ่มหลุมหลบภัยเริ่มเห็นพวกเราเป็นภัยคุกคามในอนาคต กองกำลังใหญ่โตขนาดนี้สามารถที่จะยึดครองที่สักแห่งได้อย่างสบายๆ แต่จะกำจัดพวกเราทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผู้คนมากมายยังคงสนับสนุนพวกเราอยู่ พวกเขาเลยใช้วิธีที่อ้อมค้อมมากกว่านั้น...” ดีนหยุดพูดไปชั่วขณะด้วยความไม่อยากคิดถึงมัน “...พวกเขาสร้างสถานการณ์ปล่อยข่าวลือไปทั่วว่าพกเราใช้กำลังที่มีปล้นชิงสะดมจากคนเดินทาง ปล่อยข่าวว่าผมมีความคิดที่จะช่วงชิงหลุมหลบภัยต่างๆ แน่นอนว่าคนดั้งเดิมในทีมนั้นไม่มีใครเชื่อผมแต่คนหน้าใหม่เริ่มหลงเชื่อตามข่าวลือ กองกำลังของเราค่อยๆหายไปทีละคนสองคนจนสุดท้ายมันก็เหลือไม่ถึงครึ่ง การทะเลาะเบาะแว้งนั้นมีอยู่เรื่อยๆจนกลายเป็นเรื่องปกติ และในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจนได้ พวกเขาช่วงชิงเอาตำแหน่งหัวหน้าไปจากผมและพยายามที่จะสังหารผม...”
    ภาพที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและความวุ่นวายปรากฏตัวขึ้นมาเบื้องหน้าของลูน่า ความโกลาหลของสงครามเล็กๆในกองทัพที่เคยเดินทางอย่างยิ่งใหญ่ในทะเลทรายเป็นภาพที่น่าอดสูยิ่งนัก และมันก็น่าเศร้าในเวลาเดียวกัน
    “...เกรซ เธอพยายามที่จะปกป้องผมเอาไว้จากพวกนั้น ผมที่เป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้เลยว่าโลกนั้นแท้จริงโหดร้ายเพียงไหน และความตายของเธอคือบทเรียนที่ผมได้รับมา เธอตายหลังจากที่ผมและกลุ่มเพื่อนหนีออกมาได้ไม่นานนัก และหลังจากนั้นทุกอย่างก็จบลงทั้งเพื่อนผมที่แยกย้ายกันและกองกำลังของผมที่ถูกฝูงเดียโบลเข้าโจมตีหลังจากเราแยกออกมาไม่นาน ใช่ครับ พวกนั้นอยากจะล้างแค้นเรามานานเพียงแต่ไม่สามารถทำได้จนวันที่ความโง่เง่าของพวกเราสร้างโอกาสให้มันเอง และนั่นทำให้ผมไม่อยากรวมกลุ่มกับใครอีก ไม่อยากจะทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมาขอแค่ใช้ชีวิตตามใจชอบไปวันๆก็พอ”
    “ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่าคุณได้ลืมคนสำคัญที่ช่วยชีวิตของคุณเอาไว้นะคะ”
    “ใช่ผมรู้... ผมรู้ดี” ดีนพูดเหม่อเลยออกไปพร้อมกับภาพที่กลับมาสู่โลกในปัจจุบัน ทั้งคู่ออกมาจากโลกแห่งจิตใจเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน “เพราะอย่างนั้นผมถึงได้ใช้ชีวิตให้ดีที่สุด ให้มันคุ้มกับชีวิตของเธอที่เสียไปให้กับผม”
    “แล้วคุณว่ามันคุ้มหรือยัง” ลูน่าถามพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา
    “ยัง... ยังไม่คุ้มจนกว่าผมจะทำตามคำพุดสุดท้ายของเธอได้สำเร็จ [เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ]” ชายหนุ่มยิ้มออกมาเบาๆ เขาโล่งใจที่ในที่สุดเขาก็ได้พูดความในใจของตนออกมาเสียที ดีใจที่สุดท้ายก็มีคนรับฟังเขาและที่สำคัญที่สุดคือคนๆนั้นเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้
    มือของเขายื่นไปจับปลายคางของลูน่าเบาๆก่อนที่จะบรรจงจูบลงไปที่ริมฝีปากของเธอ ลูน่าเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเธอเพียงหลับตาแล้วคล้องมือไปที่คอของเขาราวกับไม่อยากให้คำคืนนี้มันจบลง

    การเดินทางอันยาวไกลมาจบลง กองกำลังกระต่ายขาวมาถึงจุดนัดพบเป็นพวกแรกก่อนที่จะตามมาด้วยเหล่านักล่าหนังสือที่ได้ทราบเรื่องและยินดีที่จะร่วมมือในการหยุดโปรแกรมพระแม่ลง ผู้คนเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นพร้อมกับที่หน่วยสอดแนมชุดแรกได้ถูกส่งออกไปเพื่อหาข่าวสาร การโจมตีจะเริ่มขึ้นในเวลาไม่นานด้วยแผนการที่วางขึ้นมาด้วยการคาดคะเนกำลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างคร่าวๆ พวกเขาทั้งหมดเองก็เตรียมใจเอาไว้ว่าครั้งนี้คงต้องมีการเสียสละเยอะ ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดเมื่อหน่วยสอดแนมกลับมารายงานสถานการณ์ความเป็นไปภายในเมือง แต่ละคนได้ฟังความความแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อหูของตน แม้แต่ลูน่าและดีนก็ไม่ได้คาดการว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และนั้นทำให้ทุกคนรีบแห่กันไปที่เนินสูงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักเพื่อดูให้เห็นกับตาของตนเอง
    เมืองสีขาวที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความศักดิ์สิทธิ์และสูงสง่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิง สิ่งก่อสร้างอันงดงามพังทลายไม่มีชิ้นดีไม่หลงเหลือภาพแห่งวันวานอีกต่อไป และสาเหตุนั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่ บรรดาผู้ศรัทธาในพระแม่นั่นเองที่ลงมือเผาทุกอย่างจนมอดไหม้ ความศรัทธานั้นพังทลายลงเมื่อกองทัพที่ส่งบุกเมืองโลโกสกลับมาอย่างหมดสภาพพร้อมกับคำพูดที่ว่า [พระแม่ฆ่าพวกเรา]
    ความตายและความกลัวทำให้ศรัทธาที่เคยมีหวั่นไหว ผู้คนแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็เชื่อพวกที่ไปบุกเมืองโลโกสซึ่งกล่าวหาว่าแท้จริงแล้วพระแม่นั้นคือ แม่มด ส่วนอีกฝ่ายก็บอกว่านั่นไม่ใช่การกระทำของพระแม่หรือไม่ก็เพียงพูดง่ายๆว่าเหล่าทหารนั้นโกหก ไม่มีใครยอมลงให้ใครสงครามกลางเมืองจึงอุบัติขึ้น ผู้คนเข่นฆ่ากันและกันนองเลือดไปทั่วเมืองจนถึงขั้นที่ไม่มีใครหลงเหลือสติอยู่อีกแล้ว
    "นี่แหละตัวตนที่แท้จริงของศรัทธา" ดีนเอ่ยขึ้น เขารู้จักกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาก่อนทำให้เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่อง เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคงมาจากการจากไปของเหล่าอัศวินแห่งพระแม่ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและไร้ซึ่งผู้ต่อต้าน บัดนี้พระแม่กลายเป็นเพียงโปรแกรมที่ไร้แล้วซึ่งอำนาจใดๆที่จะนำไปกล่าวอ้างได้อีก ไม่แม้แต่จะหยุดยั้งความบ้าคลั่งของผู้คนที่เคยศรัทธาตนได้
    "เราควรจะรีบลงมือในช่วงที่พวกนั้นกำลังสับสนอยู่" ลูน่าพยักหน้าเห็นด้วยกับคำแนะนำของดีนซึ่งคนอื่นๆในกลุ่มเองก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
    "เตรียมตัวเดินทัพได้ ทำตามแผนเดิมที่ได้ตกลงกันเอาไว้ เปิดทางเข้าไปให้ถึงใจกลางที่ตั้งของพระแม่ให้ได้"

    เหล่านักล่าหนังสือเตรียมทัพกันอย่างรวดเร็วภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเป็นใจให้กับพวกเขา ทว่าอีกทางหนึ่งพวกเขาเองก็รู้สึกกดดันไม่น้อยที่จะต้องบุกเข้าไปในเมืองที่ไม่เคยแม้แต่จะได้เข้ามาใกล้ หากเป็นตอนที่อัศวินแห่งพระแม่ยังอยู่ล่ะก็อย่าว่าแต่จะได้มีโอกาสมานั่งเตรียมทัพอย่างนี้เลยแค่จะเข้ามาใกล้ในรัศมีของเมืองก็ทำไม่ได้แล้ว
    โซลนั้นเดินไปหากิ้งก่าคู่ใจทั้งสามของเขาเพื่อตระเตรียมซักซ้อมแผนการเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนลูเวียนั้นจัดการถอดเอากล้องกำลังสูงที่ยังคงมีประโยชน์ออกจากตัวปืนที่ไม่มีกระสุนเหลือแม้แต่นัดเดียว อาวุธร้ายฆ่าใครไม่ได้อีกแล้ว ครั้งนี้เธอต้องพึ่งเพียงปืนพกข้างตัวเท่านั้น เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพแล้วหญิงสาวก็เดินเข้าไปหายหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลจับมือของเขาแล้วมองเข้าไปในดวงตาเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร
    "ทุกอย่างจะจบลงในอีกไม่ช้า ไม่ต้องเป็นห่วงเราต้องทำได้แน่" หญิงสาวอ่านใจที่กำลังกังวลของชายหนุ่มออกและเขาก็ตอบรับเธอกลับด้วยการ กำมือของเธอแน่น

    ทางด้านดีนที่เหลือแขนขวาเพียงข้างเดียวกำลังหาทางใช้ปืนเอเคของเขาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ อย่างแย่ที่สุดเขาก็คงจะควักเอามีดข้างตัวออกมาแทนปืนที่มีแรงถีบมหาศาลอย่างนี้
    "นายอยู่ห่างๆจากสนามรบไม่ดีกว่าหรอ สภาพแบบนั้นน่ะ" เฟย์เอ่ยออกมาพร้อมกับร้อยสายสะพายมีดเข้ากับกางเกง
    "ไม่ ได้หรอกครับ..." ดีนพูดพร้อมกับมองไปทางลูน่าที่กำลังตั้งสมาธิจับกระแสของผู้คนอยู่ เฟย์เห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาเบาๆก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
    "หืม... มีคนที่ต้องปกป้องสินะ อย่านึกนะว่าเมื่อคืนมีพวกนายตื่นกันแค่สองคนน่ะ" ชายหนุ่มหน้าแดงไปถึงแก้มทันทีเมื่อรู้ว่าทุกอย่างเมื่อคืนนั้นมีคนอื่นที่ รับรู้อยู่ด้วย
    "เธอเห็นหรอ..."
    "เต็มๆ..." คำตอบนั้นทำให้ดีนต้องหันหน้าหนีไปอีกทางทันที "ไม่ว่าจะห้ามยังไงนายก็จะไปสินะ ถ้าอย่างนั้น" เฟย์เดินเข้าไปใกล้กับดีนก่อนที่จะเขย่งปลายเท้าให้เท่ากับระดับตัวของเขา แล้วประทับริมฝีปากเข้าไปที่แก้มของชายหนุ่มเบาๆ มันเป็นการกระทำที่ดีนคาดถึงไม่ทำให้ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง "ฉันจะปกป้องนายเอง ขอบใจนะที่มอบความกล้าให้กับฉัน"
    "เฟย์..." ชายหนุ่มหมายจะถามความหมายของจุมพิตนั้นแต่หญิงสาวกลับยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะ ที่ริมฝีปากของเธอเบาๆเป็นความหมายว่าให้เงียบไว้ ให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างที่มันควรจะเป็น
    "สงครามเริ่มขึ้นแล้ว"

    เสียงเดินทัพดังขึ้น กองกำลังหลายพันคนมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงของพระแม่อย่างรวดเร็วภายใต้การนำของกองกำลังกระต่ายขาว ผู้คนโห่ร้องก้องกังวาน ฝุ่นผงจากการก้าวเท้าฟุ้งไปทั่ว สัญญาณแห่งการล่มสลายของพระแม่นั้นใกล้เข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงและมันก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อผู้คนในเมืองแทบจะไม่มีใครสนใจการมาของพวกเขาเลย ทุกคนต่างสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่หลงเหลือสติพอที่จะบ่งบอกว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู และมันก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆทุกอย่างก้าวที่ทัพของนักล่าหนังสือเข้าไปใกล้วิหารแห่งพระแม่
    กองเลือดและซากศพมีให้เห็นเกลื่อนเต็มถนนไปหมด หน่วยทหารอารักษ์ขาพระแม่ไม่หลงเหลือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวอีกต่อไปทำให้ ผู้คนสามารถเข้าไปใกล้ตัววิหารได้อย่างง่ายดาย ทว่าประตูขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายอันงดงามเอาไว้นั้นกลับยังคงตั้งตระหง่าน อยู่ไม่ยอมพังทลายลงมาและนั่นก็คือหน้าที่ของเจ้าสี่ขาร่างยักษ์ที่จะพังประตูนี้ลง ร่างมหึมาห้อตะบึงเข้าหาเป้าหมายตรงหน้าก่อนจะกระแทกตัวเข้าใส่ประตูหินนั้น จนมันแตกกระจุยเป็นเสียงๆทามกลางผู้คนที่แตกหือกับการปรากฏตัวของสัตว์ร่างยักษ์ เสียงตะโกนว่าปิศาจดังก้องไปทั่วทันที บ้างก็ว่านี่คืออีกหนึ่งสัตว์อสูรของพระแม่ บ้างก็ว่านี่คือมนต์ดำของพวกที่ต่อต้านพระแม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเมื่อเสียงคำรามของมันดังขึ้นไม่ว่าฝ่ายไหนต่างก็แตกฮือหนีกันไปคนละทิศละทาง
    "บุกเข้าไปข้างใน!" ลูน่าตะโกนสั่งด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ ก่อนที่ทัพทั้งหมดจะทำตามเธอด้วยการแห่เข้าไปภายในวิหาร
    "มันต้องอยู่แถวนี้แน่ หนังสือดำ!" สาวน้อยสั่งไปยังหนังสือดำที่อยู่ข้างตัวให้ทำการหาตำแหน่งทางเข้าห้องเซอร์เวอร์ ซึ่งมันก็ใช้เวลาไม่นานนักในการหาตำแหน่งและแทรกแซงระบบเข้าไปเปิดประตูออก ทว่าเวลาที่ไม่นานนั้นกลับทำให้เธอสงสัย เพราะเท่าที่คาดการณ์เดาไว้การแทรกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ชาติเคยสร้างข้นมานั้นควรจะใช้เวลานานนับชั่วไมง ไม่ใช่ในเสี้ยววินาทีอย่างนี้ ราวกับว่าพระแม่นั้นจงใจเชื้อเชิญให้พวกเธอเข้าไปหา
    ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้วแม้จะรู้ว่านี่อาจจะเป็นกับดัก แต่ประตูลับที่อยู่ใต้ฐานรูปสลักสีขาวนี้นั้นเป็นทางเดียวที่จะลงไปหาพระแม่ได้ สาวน้อยจัดการพาเอาคนในกองกำลังกระต่ายขาวและมือดีอีกสิบกว่าคนตามเธอเข้าไป ในทางเดินเบื้องหน้า ส่วนที่เหลือนั้นเธอให้เฝ้าทางเข้าด้านนอกเอาไว้ ทางเดินด้านล่างนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่างแบบเดียวกับหอสมุดโลก เสียงเครื่องจักรกำลังทำงานดังเบาๆอยู่ตลอดทางเดินที่พวกเธอผ่านไปและไม่นานเธอก็เดินออกมายังห้องอันมืดครึ้ม
    ทว่าความมืดกลับคงอยู่ อย่างนั้นได้ไม่นานเมื่ออยู่ๆก็มีแสงส่องสว่างออกมาจากรอบด้านของกลุ่มนักล่า แสงสีขาวนวลนั้นทำให้ดวงตาของแต่ละคนพร่ามัวไปชั่วขณะและเมื่อภาพทั้งหม กระจ่างขึ้นมาแก่สายตา ทุกคนก็ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหน้าพวกเขา เธอมีรูปร่างหน้าตาที่สระสวยจนไร้ซึ่งตำหนิหรือจุดด่างพร้อยใดๆ ราวกับว่าเธอถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือของจิตรกรเสียมากกว่าจะเป็นการก่อกำเนิดจากธรรมชาติ และนั่นก็คงจะเป็นความคิดที่ไม่ผิดมากนักเมื่อลูน่าจำได้แม่นว่าเธอเคยเห็นหน้าตาแบบนี้จากที่ไหน
    "พระแม่..." คำพูดเบาๆของลูน่าทำให้พระแม่จ้อง เขม็งมาที่เธอ ดวงตาของหญิงสาสตรงหน้าเต็มไปด้วยความมาดร้ายอย่างไม่ปิดบัง และสาเหตุของดวงตานั้นทุกคนในห้องก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
    "พวกมนุษย์โง่เง่า พวกเจ้ารู้เรื่องทุกอย่างจากแม่นั่นแล้วสินะ"
    "ใช่ พวกเรารู้แผนการของคุณหมดแล้ว" ลูน่าตอบพระแม่กลับด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ และนั่นก็ยิ่งทำให้พระแม่ไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้น
    "ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เจ้าก็รู้ดีซีโน มนุษย์ไม่มีวันอยู่ได้โดยไม่มีผู้นำที่เหนือกว่าพวกเขา ผู้นำที่มีอำนาจดุจดั่งพระเจ้าเพื่อชักนำทุกคนให้ไปในทางเดียวกัน ข้าทำทุกอย่างเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงแต่พวกเจ้ากลับทำลายทุกอย่างจนพังทลายไปทั้งหมด สงคราม ความขัดแย้ง ความวุ่นวายจะตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อความรู้ถูกคืนให้แก่มนุษย์ ความโลภและกระหายอยากจะทำให้พวกเจ้าทำลายกันและกัน ทำลายโลกใบนี้จนย่อยยับอย่างที่พวกเจ้าเคยทำมาแล้ว ข้าเปิดทางเข้าให้พวกเจ้าเข้ามาเพื่อเหตุผลอย่างเดียวเท่านั้น..." เป็นอย่างที่ลูน่าคาดการเอาไว้ หนังสือดำไม่ได้แทรกแซงระบบได้สำเร็จแต่เป็นพระแม่เองต่างหากที่ยอมให้พวกเธอเข้ามา
    "...จงหันหลังกลับไปอย่างเงียบๆซะอย่าได้กลับมาที่นี่อีก ปล่อยให้ข้าจัดการทุกอย่างเอง ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง" คำว่ามันนั้นทำให้ลูน่ารู้สึกไม่ดีเอาซะเลย ราวกับว่าพวกเธอได้ลืมอะไรบางอย่างไป
    "ที่คุณว่ามันคุณหมายความว่ายังไง" พระแม่หลับตาลงเบาๆก่อนที่จะตอบกลับลูน่าด้วยน้ำเสียงไม่แยแสอะไร
    "วันแห่งการชำระล้างยังไงล่ะ" คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องตระหนักได้ทันทีว่าพวกเขาลืมอะไรบางอย่างไปจริงๆ เครื่องควบคุมบรรยากาศที่ลอยอยู่บนห้วงอวกาศที่ๆพวกเขาไม่อาจเอื้อมมือไปแตะต้องได้
    "นี่คุณยังคิดที่จะฆ่าคนอีกสักกี่คนกันแน่คุณถึงจะพอใจ!" ลูน่าถามด้วยน้ำเสียงโมโห เป็นครั้งแรกที่ดีนได้ยินน้ำเสียงแบบนี้จากสาวน้อยที่เขาเคยคิดว่าโกรธใครไม่เป็น แต่จะว่าเธอก็คงไม่ได้เมื่อน้ำเสียงแบบขอไปทีของอีกฝ่ายนั้นมันแปลได้ตรงตัวว่าไม่มีความใส่ใจกับความตายที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
    "จะกี่คนก็ได้ ขอแค่เหลือมนุษย์ไม่กี่ร้อยคนก็พอ ที่จริงยิ่งน้อยก็ยิ่งดี เพราะฉันคงจะต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกสักพักเพื่อการก้าวขึ้นมาเป็นพระเจ้าอีกครั้ง"
    "แก!" ลูเวียตะคอกใส่พร้อมกับยิงปืนพกเข้าใส่อีกฝ่าย แต่กระสุนนั้นกลับพุ่งผ่านอีกฝ่ายไปโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆเลยแม้แต่น้อย
    "เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกออกมาเองไม่ใช่รึไงว่าข้านั้นเป็นเพียงภาพโฮแกรม ความโง่เง่าของพวกเจ้านี่มันช่างไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ" คำพูดนั้นทำให้ลูเวียแทบอยากจะป่นคอมพิวเตอร์ปากดีตรงหน้าให้กลายเป็นชิ้นๆซะเดียวนั้น "ไม่ว่าพวกเจ้าจะพยายามยัง ไม่ว่าพวกเจ้าจะสร้างเงื่อนไขแค่ไหนทุกอย่างก็ไม่มีทางดีขึ้นได้ นี่คือทางเดียวที่มนุษย์จะมีชีวิตรอดได้ ว่ายังไงพวกเจ้าจะเลือกทางใดกัน"
    "พวกฉันไม่เลือกทางไหนทั้งนั้น ขอแค่ฉันใช้กุญแจนี้คุณก็จะต้องดับสลายไปตลอดกาล" ลูน่ายกแท่งคริสตัลใสขึ้นมาให้คนตรงหน้าเห็น ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
    "นางนั่นให้กุญแจพวกเจ้ามาจริงๆสินะ แต่มันก็ไร้ประโยชน์หากเจ้าเข้าไปถึงตัวเครื่องเซอร์เวอร์ไม่ได้"
    "เหอะ อย่างกับว่าแกมีอะไรมาขัดขวา..."
    คำพูดของลูเวียหยุดลงไปชั่วขณะเมื่อเสียงโลหะหนักๆดังขึ้นเบื้องหน้าเธอ พื้นเหล็กในห้องยุบยวบลงตามแรงปะทะของร่างที่เพิ่งกระโจนลงมาจากด้านบน เกราะสีเงินและดวงตาสีฟ้านั้นทุกคนจำมันได้ดี ราฟาเอลอัศวินแห่งพระแม่ ทว่าสภาพของเขากลับดูไม่สู้ดีนัก แสงแปลบปลาบของกระแสไฟที่รั่วออกมาปรากฏให้เห็นเต็มไปหมด เกราะอดามันทาเนียมนั้นหายไปกว่าครึ่งเผยให้เห็นจักรกลข้างใน แขนซ้ายของเขาหายไปทั้งแผง เกราะส่วนหัวฉีกเป็นชิ้นๆจนเห็นลูกตาจักรกลชัดเจน ดาบยักษ์ที่เคยเต็มไปด้วยความสวยสง่าบัดนี้ไม่ต่างไปจากท่อนเหล็กบิ่นๆที่ แทบจะหาความคมไม่เจอ
    "ข้า... จะปกป้อง... ตรืด.... พระแม่" เสียงติดๆขาดๆนั้นดังออกมาตอกย้ำว่าหุ่นยนต์ตรงหน้าใกล้จะพังเต็มที ทว่าพระแม่ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่ได้มีท่าทีกังวลใจเลยแม้แต่น้อย
    "ทันทีที่ข้าย้ายข้อมูลขึ้นไปเก็บที่ดาวเทียมด้านบนสำเร็จ กุญแจนั่นก็จะไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป ที่ข้าพูดมาทั้งหมดก็แค่หวังจะทดสอบพวกเจ้าดูเท่านั้น แต่ดูท่าว่าพวกเจ้านั้นไม่เหลือค่าพอที่จะข้าจะสนใจอะไรอีก โดยเฉพาะเจ้า ชายผู้มาจากดินแดนแห่งทะเลทราย" พระแม่ทำสีหน้าผิดหวังจ้องมองไปที่ดีนซึ่งไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร “ข้าเคยคิดว่าถ้าเป็นเจ้าที่ผ่านสงครามมาแล้วน่าจะรู้ดีถึงความหายนะของมัน แต่ก็เปล่าเลย”
    “เธอพูดผิดแล้วพระแม่...” ดีนตอบเธอกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “...หายนะที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ใช่สงคราม แต่มันคือความโง่เขบาไม่รู้ความต่างหาก สิ่งที่เธอทำอยู่ตอนนี้ก็แค่กักขังมนุษย์เอาไว้ไม่ให้ไปไหน จะตายก็ไม่ตาย จะเดินหน้าก็ไม่ได้ เป็นแค่สปีชีร์ที่ถูกสงวนเอาไว้ในกรงเท่านั้น” ปืนเอเคถูกยกขึ้นมาแล้วชี้ไปทางอัศวินสีเงินทันที “สัญชาติญาณของพวกเรา เธอไม่มีสิทธิ์และไม่มีวันที่จะช่วงชิงไปได้”
    คิ้วของพระแม่ขมวดลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ความคิดของเธอนั้นถูกต้องทุกอย่าง เหตุผลของเธอนั้นหาได้มีใครค้านไม่แล้วเจ้ามนุษย์คนนี้เป็นใคร คนพวกนี้เป็นใครถึงกล้ามาแย้งเธอ สิ่งเดียวที่ลอจิกในวงจรไฟฟ้าของเธอจะประมวลออกมาได้ก็คือค่าแห่งความผิดพลาดในระบบ ความผิดพลาดที่ต้องถูกทำลายทิ้งก่อนที่มันจะทำให้ระบบอื่นๆที่เหลือพังทลายลง
    “ทำลายพวกมันให้หมด”
    “รับ... ทราบ”
    ร่างที่ใกล้จะพังมิพังแหล่กลับเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ แม้เป็นเพียงโปรแกรมแต่ความจงรักภักดีของมันนั้นหาใครที่ไหนเปรียบได้ไม่ ดาบที่กลายเป็นท่อนเหล็กฟาดไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วและเพียงลมที่เกิดจากมันก็ทำให้พวกแนวหน้าต้องกระเด็นออกมาไกล ดีนสาดกระสุนเอเคในมือออกไปทันที เป้าหมายของเขาคือบริเวณส่วนหัวที่เต็มไปด้วยช่องว่าง ทว่าด้วยความที่เขาถือปืนเพียงข้างเดียวทำให้คมกระสุนนั้นพลาดเป้าไป
    ลูเวียเห็นดังนั้นก็รู้ความตั้งใจของเขา ปืนพกสีเงินถูกชักออกมาแล้วยิงกระสุนเข้าไปใส่ช่องว่างตรงส่วนหัวทันที กระสุนขนาดจุดสี่ห้าเข้าเป้าหมายอย่างจัง แต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะล้มจักรกลตรงหน้าได้ มันถลาเข้าไปหาลูเวียและพวกที่อยู่ข้างๆเธอหมายจะฟันให้ขาดเป็นสองท่อน ทว่าก่อนที่มันจะได้ทำอย่างหวังกิ้งก่าสองขาก็พุ่งเข้ามากระแทกเข้ากับสีข้างของมันจนร่างจักรกลนั้นเฉไป
    ราฟาเอลรีบเอาดาบยักษ์ยันร่างเอาไว้ไม่ให้ล้ม ในสภาพอย่างนี้มันจะยอมล้มลงไปไม่ได้ ทว่ากิ้งก่าอีกตัวกลับพุ่งเข้ามาได้อย่างถูกจังหวะแล้วใช้หางของมันปัดเอาดาบนั้นเฉออก ทำให้ร่างเหล็กกล้าต้องล้มกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น การประสานงานอย่างดีนี้เกิดขึ้นจากโซลที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก ชายหนุ่มเฝ้ามองการกระทำของอีกฝ่ายแล้วส่งคำสั่งไปยังคู่หูของเขา
    “ตอนนี้แหละลูน่า!” สาวน้อยพยักหน้ารับคำของลูเวียแล้วรีบวิ่งไปที่เครื่องเซอร์เวอร์พร้อมกับกุญแจเพื่อการปิดผนึก
    “ข้า... ไม่มีวัน...” ราฟาเอลทำท่าจะเขวี้ยงดาบของตนไปหาลูน่า ทว่าในพริบตานั้นคำสั่งของเขากลับไปไม่ถึงแขน เมื่อคมดาบของเฟย์ปักเข้าไปยังสายคำสั่งของเขา
    “พวกแกมันก็เหมือนๆกันหมดนั่นแหละ แค่ตัดสายไฟออกทุกอย่างก็จบแล้ว” เมื่อไม่มีใครขัดขวางอีกต่อไป ลูน่าก็สามารถวิ่งไปเพื่อเสียบกุญแจลงที่เครื่องเซอร์เวอร์ได้ ทว่าก่อนที่เธอจะบิดมันนั้นเสียงของพระแม่กลับดังขึ้นมาเสียก่อน
    “ดูท่าว่าคำขู่ของข้าจะไม่มีผลออะไรเลยสินะ เรื่องที่ว่าข้าจะย้ายตัวตนไปที่ดาวเทียมนั่นน่ะ”
    “โปรแกรมของคุณใหญ่โตและซับซ้อนมากเกินไป ฉันพอจะคาดคะเนได้ว่าคุณไม่สามารถทำอย่างที่พูดได้”
    “หึๆ เพียงอยู่กับหนังสือดำไม่ถึงเดือนเจ้าก็เรียนรู้ได้เยอะขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้ายังคิดจะปลดปล่อยความรู้ให้แก่มนุษย์อีกอย่างนั้นหรือ”
    “เพราะฉันเชื่อมั่น ในตัวพวกเขา”
    กุญแจถูกบิดพร้อมกับคำสั่งให้ทำลายตัวเองทิ้งที่ถูกส่งออกไป ภาพโฮโลแกรมของพระแม่ค่อยๆสลายไปพร้อมกับราฟาเอลที่หยุดการทำงานลงโดยสิ้นเชิง ส่วนตัวตนของเธออีกครึ่งหนึ่งที่หอสมุดโลกนั้นก็ยิ้มออกมาเบาๆก่อนที่เธอจะคืนการควบคุมหอสมุดทั้งหมดสู่โปรแกรมดั้งเดิมของมัน สิ้นสุดการทำงานของโปรแกรมพระแม่โดยสมบูรณ์แบบ และอิสระของมนุษย์ที่กลับมาอีกครั้ง

    กาลเวลาผ่านไปหลายปีนับตั้งแต่เหตุการณ์ของพระแม่และสงครามหนังสือ ผู้คนที่เคยนับถือพระแม่เริ่มลดหายไปตามกาลเวลาทว่าบางส่วนก็ยังคงยึดมั่นในคำสอนของสิ่งที่ไม่เหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว เทคโนโลยีนั้นกลับมาอีกครั้งภายใต้ความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากหอสมุดโลก เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมขนาดเล็กเริ่มจะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมเองก็ค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิมด้วยเครื่องควบคุมชั้นบรรยากาศที่คืนการควบคุมมาที่หนังสือดำ
    แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดีไปเสียทั้งหมด ทะเลดำนั้นไม่อาจคืนสภาพได้อย่างน้อยก็อีกหลายพันปี ป่าสีดำและพื้นที่มลพิษเองก็เช่นกัน มนุษย์ได้ทำลายทุกอย่างไปมากและสิ่งเหล่านั้นก็ดูท่าจะไม่กลับมาอีก อย่างน้อยก็ด้วยน้ำมือของพวกเขา สิ่งเดียวที่พวกเขาพอจะทำได้ตอนนี้ก็คือการภาวนาให้พลังแห่งธรรมชาติแก้ไขทุกอย่างจนกลับมาเป็นดังเดิม

    ที่ดินแดนแห่งทะเลทรายข่าวการปลดปล่อยเทคโนโลยีได้มาถึงที่นี่แล้วนานพอสมควรแล้ว และวันนี้ที่อัลคาทราซซึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง รอยด์หัวหน้าของที่แห่งนี้ก็กำลังเฝ้ารอทูติที่จะมาจากอีกฟากของทะเลดำอยู่ และไม่นานนักเขาก็ได้ยิ้มออกเมื่อกิ้งก่ายักษ์ใหญ่สีขาเดินนำหน้ามาแต่ไกลพร้อมกับธงรูปกระตายขาวฉีกยิ้มและคนอีกห้าคนที่นั่งอยู่บนหลังของมัน อนาคตกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง อนาคตที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นจะกำหนดมันได้ด้วยสองมือของพวกเขาเอง

    อวสาน
    นักล่าหนังสือ

    คุยกันท้ายเรื่อง

    จบไปอีกเรื่องกับนิยายของผม ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามผลงานของผมมาตลอดนะครับ
    เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้นั้น ผมวางแผนที่จะเขียนเรื่องนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ยังเขียน Era of Genesis ด้วยซ้ำ
    พล็อตตัวละครวิธีการเล่าเรื่องถูกเปลี่ยนไปมาหลายครั้งมากและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้เป็นเหมือน
    การทดลองแนวเขียนนิยายอีกแนวของตนเองมากกว่าเป็นการเขียนเพื่อต่อยอดแนวที่ตนเองถนัด
    และผมคงต้องขอบคุณนิยายเรื่องนี้ที่ทำให้ผมได้รู้จุดอ่อนและจุดถนัดรวมไปถึงสิ่งที่จะทำให้ตนเองอยากเขียนนิยายจริงๆ
    แต่ในทางกลับกันผมเองก็ต้องขอโทษผู้อ่านที่ไม่สามารถส่งผ่านเรื่องราวได้อย่างเต็มที่เหมือนอย่างนิยายทุกเรื่องที่ผ่านมา
    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเวลา หน้าที่ความรับผิดชอบในตอนนี้
    และความที่แนวทางการเขียนเปลี่ยนไปทำให้เขียนยากขึ้นและจินตนาการเหตุการณ์ยากขึ้น
    โดยส่วนตัวสำหรับผมนิยายเรื่องนี้ยังคงไม่เต็มสิบและดูจะยังไม่ถึงมาตรฐานส่วนตัวของผม
    ก่อน ที่ผมจะส่งเพื่อให้สำนักพิมพ์พิจารณาผมคงต้องเสียเวลารีไรท์ในหลายๆส่วนอีก ที อย่างน้อยที่สุดก็คือเรื่องของสำนวนภาษาที่หลาจุดผมรู้สึกว่ายังไม่ใช่ตัว ของผมเอง

    สุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามอ่านนิยายเรื่องนี้ของผมจนจบครับ

    ขอบคุณมากครับ
    Shame... you come to our country to murder us yet we are the terrorist.

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •