+ Reply to Thread
Page 1 of 4 123 ... LastLast
Results 1 to 10 of 33
  1. #1
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    DotA Mythology (Warcrat Story)





    ปฐมบท


    หลังจากที่เจ้าชายอาร์ทัสได้ปลดปล่อยนายของเขา "ราชันปีศาจ(Lich King)" จากบัลลังน้ำแข็ง(Frozen) แห่งธารน้ำแข็งยักษ์ไอร์คราวน์(Icecrown Glacier) ณ ทวีป นอร์ทเธน(Northend) ในโลกแห่งอาซีรอท(Azeroth) และยังได้หลอมรวมจิตวิญญาณของตนเองกับหมวกเกราะแห่งการครอบงำ(Helm of Domination) จนกลายเป็นราชันปีศาจตนใหม่ทันที กองทัพแห่งความตายหรือที่เรียกกันว่า "สเคิร์จ(Scourge)" เริ่มเข้มแข็งขึ้นกว่าเก่าและยังตัดขาดความสัมพันธ์กับกองทัพปีศาจแห่งจักรวรรดิ์เปลวเพลิง(Burning Legion) มาปกครองตนเอง ได้แผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลกแห่งอาซีรอท ทุกเผ่าพันธุ์ต้องเดือดร้อนไปทุกย่อมหญ้า สงครามมีไปทั่วทุกที่ ยิ่งมีการตายเพิ่มมากขึ้น กองทัพสเคิร์จยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยากที่จะหยุดยั่งได้ จึงทำเผ่าพันธุ์ที่เคยทำสงครามกันมาก่อน ต้องจับมือร่วมรบเพื่อต่อสู้กับเหล่าสเคิร์จ



    แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะพักรบกันชั่วคราว แต่ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน คิดว่าอีกฝ่ายต่างคอยจะหาโอกาสจะเข้าเล่นงาน ทำให้การต่อสู้กับสเคิร์จเป็นไปด้วยความลำบาก ฉะนั่น มาลฟูริออน สตอร์มริก(malfurion Stormrage) ผู้นำเหล่าเอลฟ์รัตติกาลจึงเข้ายุติปัญหาความขัดแย้ง โดยการชักชวนผู้ต้องการร่วมต่อสู้กับสเคิร์จอย่างแท้จริงจากทุกเผ่าพันธุ์ และได้สถาปนากลุ่มนี้ขึ้นว่า "ผู้พิทักษ์"(Sentinel)ขึ้นมา โดยเหล่าผู้ทักษ์จะเป็นกลางกับทุกฝ่าย ไม่รุกรานฝ่ายใดนอกจากสู้กับสเคิร์จและยกเว้นกรณีมีเหตุผลอันสมควร มาลฟูริออนได้มอบพลังจากต้นไม้แห่งโลก(World Tree) แก่เหล่าผู้พิทักษ์ที่อาสาสู้กับสเคิร์จเพื่อเพิ่มพลังแก่พวกเขาในการสู้รบกับสเคิร์จและความชั่วร้ายต่างๆ สงครามแห่งการปกป้องได้เริ่มขึ้นแล้ว

    บทที่ 1 ฝันร้าย


    10ปีก่อน หลังจากอาณาจักรลอร์แดรอน(Lordaeron) ล่มสลายด้วยน้ำมือของเจ้าชายอาร์ทัสและกองทัพสเคิร์จ กองกำลังอัสวินมนุษย์แห่งซิลเวอร์แฮน(Silver Hand) ซึ่งนำโดยพาลาดินผู้ยิ่งนามว่า "อูเธอร์"(Uther The Lightbringer) ได้สาบานว่าจะเอาชีวิตเจ้าอาร์ทัสมาสังเวยแก่ดวงวิญญาณชาวลอร์แดรอน และกวาดล้างสเคิร์จ แต่ความหวังที่จะทำเช่นนั้นก็หมดลงในทันที เมื่อผู้นำซิลเวอร์แฮน ถูกเจ้าชายอาร์ทัสสังหารในขณะที่ปกป้องสุสานของกษัตริย์เทเรนัส(King Terenus) แห่งลอร์แดรอน จากการบุกของสเคิร์จ


    กองทัพซิลเวอร์แฮนแตกพ่าย กระจัดกระจายไปทั่ว บางกลุ่มได้รวบรวมกองกำลังไปรวมตัวที่ทางเหนือของดินแดนรกร้างไทริสฟอลเกลด(Tirisfal Glades) ตั้งกองกำลังใหม่ ที่สาบานต่อพระเจ้าว่ากวาดล้างเหล่าสเคิร์จให้หมดจากโลกนี้ในชื่อ "สกาเล็ต ครูเสด"(Scalet Crusade) บางพวกก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ก็มีข่าวลือถึงผู้นำทัพที่ยิ่งใหญ่นามว่า "ลอร์ด อเล็กซันดรอส มอแกรน"(Highlord Alexandros Mograine) ผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์แอสบริงเกอร์(Ashbringer) ที่สามารถทำลายกองทัพสเคิร์จในพริบตาได้ พวกเขาได้รวบรวมกำลังเข้าทำลายกองทัพสเคิร์จ ที่เมืองสตาร์ทโฮล์ม(Startholm) และนี้คือเป็นเหตุของอัสวินกลุ่มหนึ่งต้องมาที่ดินแดนที่อันตรายเพื่อรวมกองทัพ



    ณ ดินแดนที่ถูกเรียกว่า "ดินแดนโรคระบาดแห่งตะวันตก"(Eastern Plaguelands) ที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลอร์แดรอนที่ยิ่งใหญ่มาก่อน เดิมมันงดงามไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ แต่บัดนี้มันกลายเป็นดินแดนที่มีแต่ความแห้งแล้ง เศร้าโศก โรคระบาด และความตาย ต้นไม้ที่เคยเขียว เดี๋ยวนี้กลับเหลือต้นใบแห้ง บ้างต้นติดโรค บางต้นก็ตาย บางพื้นที่ทีเห็ดขนาดยักษ์ขึ้นแทนต้นไม้ น้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นเป็นน้ำเสียมีพิษ ว่ากันว่าผู้ที่อื่มกินมันเข้าไป จะการเป็นผีดิบในทันที อัสวินมนุษย์สามคนกำลังควบม้าอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ากับว่ากำลังหนีอะไรมา

    "มันไล่ตามมาแล้ว อีริคเราหนีไม่ทันแน่" อัสวินที่ควบม้าทางด้านซ้ายกล่าวขึ้นในสีหน้าซีดเผือดหันไปพูดกับอัสวินที่ควบม้าอยู่ตรงกลางซึ่งมีผมยาวสีทอง ต่างกับสองคนที่มีผมสีดำสั้น

    อัสวินอีริคพูดขึ้นว่า"ใจเย็นไว้จอห์น มันก็แค่พวกศพเดินไว้เท่านั้นละ ด้วยแสงแห่งธรรม เราต้องรอด"
    อัสวินที่ควบม้าทางขวากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนๆว่า "พระเจ้าโปรดเมตตา ลูกยังไม่อยากตาย โดยเฉพาะที่นี้"
    "เจ้าอย่ากังวลไปเลยเฮนรี่ เราต้องไปยังโบสถ์ร้างให้ได้ ที่นั้นเราจะปลอดภัย"อีริคพูด



    ขณะที่อัสวินทั้สามกำลังควบม้าอยู่ ด้านหน้าของพวกเขาปรากฎกองทัพผีดิบและนักรบโครงกระดูกจำนวนมาก พวกเข้าหยุดควบม้ามาประจันหน้าศัตรู ในขณะเดียวกัน พวกผีดิบด้านหลังก็ได้ไล่ตามติดจนเข้าปิดล้อมทางหนีทีไล่

    จอร์นมองไปรอบแล้วพูดขึ้น "ข้าว่าเราคงไม่อาจไปร่วมทัพกับท่านอเล็กซันดรอสแน่ๆเลย ถ้าเรายังต้องติดแง๊กอยู่ที่นี้ ดีไม่ดีเราจะเป็นเป็นอย่างพวกมันด้วย"
    อีริคจึงพูดขึ้น "ข้าจะไม่มาตายตอนนี้หรอก ด้วยเกียรติของอัสวินซิลเวอร์แฮนและข้ายังมีน้องชายที่ต้องดูแลอีก ข้าตายไม่ได้"

    ศัตรูเริ่มรุกคืบเข้ามาตีล้อมเป็นวงแคบชนิดที่ไม่สามารถฝ่ามันออกไปได้ เฮนรี่พูดขึ้น "เอาละ ถ้าจะตาย ข้าขอตายกับพวกเจ้า เพื่อซิลเวอร์แฮน!"

    ทันที่ที่พูดจบ เฮนรีควบม้าเข้าไปยังกลุ่มผีดิบ ดาบและของเขาฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าคลั่ง "เจ้าบ้าเฮนรี่!" อีริคตะโกนขึ้นและควบม้าเข้าไปช่วยเฮนรี่ อีกด้านหนึ่งจอห์นได้ปะทะกับผีดิบที่ขว้างทางไปโบสถ์ร้าง

    การต่อสู้ยืดเยื่อไปหลายชั่วโมง หากพวกเขาเป็นนักรบกระจอก พวกตายไปนานแล้ว แต่นี้พวกเขาคืออัสวินที่ร่วมรบกับอูเธอร์มาก่อนทั้งนั้น พวกเขามีหลักการต่อสู้กับพวกสเคิร์จอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสามก็ไม่อาจต้านทานกองทัพที่เข้าเสริมเรื่อยๆของพวกสเคิร์จพวกเขาเริ่มอ่อนล้า แต่พวกสเคิร์จไม่มีทางเหนื่อย เพราะพวกมันไม่มีชีวิต พวกมันเข้ากรู่กันเข้ามามีเพียงเป้าหมายเดียวคือกระชากเอาร่างของพวกเขาไปให้นายของมัน เพื่อปลุกชีพพวกเขาขึ้นในฐานะสเคิร์จ

    "ด้วยแสงแห่งธรรม มอบพลังแก่ข้า ให้ข้าต่อสู้กับความชั่วร้ายด้วยเทอญ" อีริคตะโกนพร้อมร่ายเวทมนตร์ เกิดแสงสีทองรอบกายอัสวินทั้งสาม พวกเข้าทั้งสามเริ่้มมีกำลัง เข้าฟาดฟันกับพวกมันอีกครั้ง

    การต่อสู้ดำเนินต่อไป และพวกเขาก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ อีริคเริ่มเหนื่อยล้ากว่าใครเนื่องจากเขาร่ายเวทย์หลายครั้ง พวกเขายังยืนยัดสู้กับพวกมันอย่างไม่ยอมแพ้

    "ถ้าเจ้ารอด เจ้าจะยังไงต่อจอห์น" เฮนรี่พูดขึ้นในระหว่างที่กวาดดาบฟันร่างเหล่าผีดิบ
    "ข้าจะไปร่วมกับกองทัพท่านลอร์ดอเล็กซันดรอส และทำลายเพวกศพเน่าให้หมด เมื่อมันจบ ข้าจะกลับไปโกลด์ไชร์(Goldshire) ไปหาลูกและเมียข้า" จอร์นพูดตอบในขณะที่พุ่งหอกให้ผีดิบยักษ์
    อีริคพูดเสริมขึ้น "ถ้ารอดและเรื่องพวกนี้มันจบ ข้ากลับไปที่แกรนด์แฮมเล็ต(Grand Hamlet) ไปอยู่กับน้องชายข้า เขาคงเหงา ข้าปล่อยเขาให้อยู่กับแดเนลล์นานแล้ว นางคงลำบาก"

    ทั้งสามมองหน้ากันซักพักพวกเขาก็หัวเราะ ทั้งที่อยู่วงล้อมศัตรู พวกเขายังมีอารมณ์ขันและใบหน้าที่เคยซีดเผือดก็กลับกลายเป็นใบหน้ามั่นใจในยามนี้ พวกหันมองไปยังศัตรูที่อยูแต่มุม พวกเขาทั้งสามเตรียมพร้อมและตะโกนออกไป "เพื่อซิลเวอร์แฮน" จากนั้นพวกเขาก็เข้าสู้กับพวกสเคิร์จ โดยพวกเขาทั้งหมดได้เตรียมใจที่จะตายกันเรียบร้อยแล้ว

    การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขายังสู้อย่างกล้าหาญ จนในที่สุด อัสวินจอห์นถูกตะขอขนาดยักษ์เกี่ยวและถูกกระฉากหายไปพร้อมม้าทางด้านพวกสเคิร์จที่ปิดทางไปโบสถ์ร้าง เสียงของเขาร้องอย่างเจ็บปวดแล้วก็เงียบไป
    "ไม่มมมมม.......!" อีริคร้องตะโกนเสียงหลง
    "เราเสียเขาไปแล้วอีริค เราเสียเขาไปแล้ว" เฮนรี่พูดอย่างเสร้าสลดในขณะเหวียงดาบใส่พวกโครงกระดูก "พวกมันต้องชดใช้! แสงแห่งศักดิ์สิทธิ์ขอพลังสุดท้ายแก่ข้า ทำลายล้างพวกมันไปชั่วนิรันดร์" อีริคพูดขึ้นด้วยความโกรธแค้น เขาชูค้อนขึ้นแล้วร่ายเวทมนตร์ ทันทีที่ร่ายเวทย์เสร็จ บังเกิดลมพายุอย่างรุนแรงรอบรอบตัวเขา ภายในลมพายุมีแสงสีทอง ยิ่งพายุหมดแรงขึ้นแสงเหล่านั้นได้เปลี่ยนรูปร่างเป็นค้อนสีทองขนาดใหญ่หลากหลายอันหมุนวนรอบๆตัวของอีริค ค้อนเหล่าั้นั้นได้ฟาดฟันเหล่าเคิร์จทั้งหมดเป็นวงกว้าง ทันทีที่ผีดิบถูกค้อนแสงนั้น ร่างของพวกมันก็ถูกเผาไหม้ราวกับถูกไฟเผาผลาญ กองทัพสเคิร์จที่ปิดล้อมบริเวณนั้นมอดไหม้เหลือแต่เถ้า เฮนรี่ตะลึงถึงแม้ว่าเขาจะเหนื่อยแต่ดูเหมือนว่าอาการตกตะลึงเรียกแรงที่เสียไปกลับมา ส่วนอีริคนั้นนอนหมดแรงอยู่บนหลังม้า เฮนรี่ควบม้าไปหาอีริค ลงจากม้าและนำอีริคลงจากม้านอนลงกับพื้น เขาตบหน้าอีริคเบาๆเพื่อให้แน่ใจว่าอีริคยังไม่ตาย "เฮ้ เฮ้ อีริค อีริค ตื่นซิ.." เฮนรี่พูดขึ้น อีริคลืมขึ้นมองไปยังเฮนรี่ "มันจบแล้วใช่ไหม?" อีริคพูดเสียงอ่อนแถบจะหมดแรง "ใช่มันจบแล้ว เจ้าล้างแค้นให้จอห์นได้แล้ว เจ้าพักก่อน เจ้าใช้พลังมากเกินไปแล้ว ข้าดูแลเจ้าเอง" เฮนรี่พูด เขานั่งข้างอีริคเปิดกระเป๋าเอาน้ำออกมาให้อีริคดื่ม

    ในขณะที่ทุกอย่างเหมือนจะจบสิ้น แต่แล้ว

    "โอ้!.. น่าสนใจ เจ้าอัสวินแห่งซิลเวอร์แฮน จัดการกองทัพของข้าได้ในพริบตา น่าสนใจจริงๆ.." เสียงเยือกเย็นบาดหูดังก้องขึ้น มันเหมือนของเสียงภูติผีคร่ำครวญฟังแล้วน่าสะพรึงกลัว
    อัสวินทั้งสองได้ยิน "เสียงใคร?" เฮนรี่ตะโกนขึ้น
    "ฮี่ๆๆ.. ข้าเป็นใครงั้นเหรอ?" เสียงนั้นกลับตอบมา
    "เสียงแบบนี้มัน แก! ไอ้คนทรยศเผ่ามนุษย์ เคลธูซร์าด(Kel'Thuzard)" อีริคพยายามตะโกนขึ้นอย่างหมดแรง
    "ฮ่าๆๆ... ใช่ ข้าเอง เจ้ายังจำข้าได้ อีริค ธันเดอร์วาร์ส(Eric Thunderwrath)" เคลธูซาร์ดตอบกลับมา เคลธูซาดกล่าวขึ้นอีกว่า "อีริค เจ้ามีพลังมหาศาล เจ้ามีฝีมือการรบสูง มาร่วมกับข้าดีกว่า เจ้าไม่มีทางไปร่วมรบการอเล็กซันดรอสหรอก มาร่วมกับข้าดีกว่า"

    เฮนรี่โต้กลับอย่างทันควันไปว่า "พวกข้าไม่ขายวิญญาณให้ปีศาจเหมือนแกหรอก พวกเราและท่านลอร์ดมอแกรนจะกวาดล้างสิ่งแปดเปื่อนอย่างพวกแก่ให้หมด"

    เคลธูซาร์ดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง และพูดขึ้น "อเล็กซันดรอสและกองทัพของมัน ไม่รอดจากสตาร์ทโฮล์มหรอก ถึงแม้มันจะมีแอสบริงเกอร์ก็ตาม พวกเจ้าก็จะไม่รอดเช่นกัน ฮ่าๆ ฮ่าๆ..." ทันใดนั้นเกิดแสงสีม่วงสว่างจ้าต่อหน้าอัสวินทั้งสอง ทันทีที่แสงดับลงร่างปีศาจร้ายปรากฎขึ้น มันคือเคลธูซาดในตอนนี้ลิช(Lich) ปีศาจผีดิบที่มีพลังเวทมนตร์แก่กล้า หนึ่งในขุนพลของสเคิร์จ ร่างกายที่เหลือเพียงกระดูกในชุดของนักเวทย์ ร่างมันถูกพลังชั่วร้ายหล่อเลี้ยงมัน



    "ข้าให้โอกาสเจ้านะ อีริคมาร่วมกับข้าหรือจะตาย เลือกเอา" เสียงเยือกเย็นของเคลธูซาดพูดขึ้น

    "ข้าไม่มีทางร่วมกับเจ้า ไอ้ปีศาจ" อีริคพูดขึ้นอย่างอ่อนล้า

    เคลธูซาร์ดแสยะยิ้มอย่างน่าสะพรึ่งกลัวและพูดขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า "โอ้! กล้าขัดใจข้า งั้นจงตายไปให้หมด ร่างของเจ้าจะเป็นกำลังให้นายท่านของข้า เอาละตายซะ" พอพูดจบ แสงสีม่วงสว่างจ้าขึ้นที่ร่างอัสวินทั้งสอง ทั้งคู่ถูกอำนาจมืดเผาไหม้ พวกเขาทั้งสองร่ำร้องอย่างทรมาน และในที่สุดก็สิ้นเสียงพร้อมกับร่างที่ไร้ความรู้สึกตลอดกาล

    อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้านแกรนแฮมเล็ต เด็กหนุ่มผมทองอายุประมาณ 15ปีคนหนึ่งในหมู่บ้านซึ่งหลับอยู่อย่างสงบสุข กลับสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกในห้องของบ้านไม้ชั้นที่สอง
    "ท่านพี่!" เด็กหนุ่มคนนั้นพูดขึ้น เขาหายใจดังและเหงือออกจำนวนมาก เหมือนดังว่าเขาไปวิ่งรอบหมู่บ้านมา เขานั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนเตียง ซักประตูถูกใครเคาะเรียก
    มีเสียงผู้หญิงดังมาจากด้านหน้าประตูภายนอกขึ้น "พิวริสเป็นอะไรหรือเปล่า?"
    พิวริสตอบกลับไปว่า "แค่ฝันร้ายนะ แดเนลล์ ไม่มีอะไรหรอก"
    เสียงแดเนลล์จึงพูดขึ้น "งั้นเหรอ เจ้าสะดุ้งแรงไปหน่อยนะน้องชาย เอาซะข้าตื่นเลย เอาละหลับไปซะ เมื่อพี่เจ้าจะกลับมา ข้าขี้เกียจจะดูแลเจ้าจริงๆ ฮ้่าว.... ราตรีสวัสดิ์รอบสองพิวริส ธันเดอร์วาร์ส(Purist Thunderwrath)"
    พิวริสตอบกลับว่า "เช่นกันแดเนลล์ ซิพสติช" คืนนั้นพิวริสรู้สึกว่ามันเกิดต้องเกิดอะไรขึ้นที่ไม่ดีกับพี่ชายของเขาแน่ๆ

    จบ บทที่1 ฝันร้าย
    Last edited by Exsodiaman; 30-04-2012 at 09:23 PM.

  2. #2
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่2 ชายแก่ปริศนา

    บทที่2 ชายแก่ปริศนา



    ผ่านมา 10ปี หลังจากที่ราชันปีศาจตนใหม่เกิดขึ้น กองทัพสเคิร์จได้บุกทำลายทุกๆอาณาจักรของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ไปทั่วอาซีรอท โดยการนำทัพของอดีตพ่อมดชาวมนุษย์ที่ขายวิญญาณให้ราชันปีศาจ ชื่อของมันคือ "เคลธูซาร์ด"(Kel'Thuzard) ครั้งหนึ่งมันเคยตายไปแล้วด้วยน้ำมือของเจ้าชายอาร์ทัส แต่หลังจากที่เจ้าชายอาร์ทัสกลายเป็นขุนพลสเคิร์จ มันได้ถูกชุบชีวิตขึ้นจากบ่อน้ำเวทมนตร์ของชาวเอลฟ์ชั้นสูง(High Elf) ที่เรียกกันว่าบ่อน้ำแสงอาทิตย์(The Sunwell) มันคืนชีพอีกครั้งในฐานะปีศาจจอมเวทย์ที่เรียกกันว่าลิช(Lich) ร่างของมันไร้ซึ่งร่างเนื้อของมนุษย์ เหลือเพียงโครงกระดูกที่เป็นหลักฐานว่ามันเคยเป็นมนุษย์มาก่อน ใบหน้าอันเป็นกระโหลกของมันได้เปลี่ยนแปลงไปผิดจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง โดยกระโหลกของมันมีโหนกแหลมขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากโหนกแก้มทั้งสองของมันและม้วนเข้าคล้ายเขาแกะ ตัวของมันสวมชุดของนักเวทย์ระดับสูง และนับตั้งแต่คืนชีพมาขาของมันไม่เคยได้แตะพื้นดินอีกเลย ทั้งร่างของมันอยู่ได้ก็เพราะอำนาจมนตร์ดำที่ได้รับจากราชันปีศาจหล่อเลี้ยงมันอยู่ตลอดเวลา มันทำหน้าที่บุกทุกอาณาจักรทุกฝ่าย เพื่อสร้างขุมอำนาจใหม่เพิ่มขึ้นจากความตายที่มันกระทำสู่เผ่าพันธุ์ต่างๆ ทำกองทัพสเคิร์จไร้เทียมทานและไม่มีวันถูกทำลาย

    หลังจากเหตุการณ์ที่สามอดีตสามอัสวินแห่งซิลเวอร์แฮนถูกสังหาร ณ ดินแดนโรคระบาดแห่งตะวันออก กองกำลังของลอร์ดอเล็กซันดรอส มอแกรน ได้เข้าบุกโจมตีเมืองสตาร์ทโฮล์มที่ถูกยึดครองโดยสเคิร์จ พวกเขาสู็อย่างสุดกำลังแต่ถึงแม้ว่า จะมีอาวุธที่ทรงอานุภาพอย่างดาบแอสบริงเกอร์ก็ตาม แต่ด้วยความโง่เง่่าและความอิจฉาริษยาของลูกชายมอแกรนนามว่า "แดเรี่ยน มอแกรน"(Darion Mograine) ได้วางแผนล่อกองกำลังของลอร์ดมอแกรน เข้าไปจนมุมและเขาเองที่ใช้ดาบแอสบริงเกอร์สังหารพ่อของเขาเอง เหตุการณ์นี้ทำให้ความหวังที่นำความสงบสุขมาสู่อาซีรอทดับวูบลงเช่นกัน

    ณ ปัจจุบัน ณ หมู่บ้านดาร์คไชร์(Darkshire) หมู่บ้านที่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหมู่บ้านถูกสาป เดิมไม่ได้ชื่อว่าดาร์คไชร์ เมื่อก่อนผู้คนรู้กันดาร์คไชน์ในชื่อหมู่บ้านแกรนด์แฮมเล็ต ในอดีตหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่เขตป่าลึกที่อุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อสงครามครั้งแรก(The Frist War)เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้ได้ถูกทำลายจากการรุกรานของพวกออร์ค ภายหลังถูกฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง แต่ถว่า การมาของนักบวชหญิงชาวเอลฟ์รัตติกาลนามว่า "เวลเรนด์ สตาร์ซอง"(Velinde Starsong) ผู้ซึ่งนำสิ่งที่เลวร้ายมาซ้ำเติมหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้ง นั้นก็คือพวกวอร์เก็น(worgen) สิ่งมีชีวิตรูปร่างลักษณะคล้ายคนแต่มีอุ้งเท้า กรงเล็บ คมเขี้ยวและสรีระบางส่วนคล้ายคลึงหมาป่า พวกมันบ้าคลั่ง กระหายเลือด ราวกับสัตว์ป่า ในตัวพวกมันมีเชื้อร้ายที่หากกัดใครเข้า คนๆนั้นจะต้องกลายเป็นวอร์เก็น พวกมันแพร่กระจายไปทั่วแกรนแฮมเล็ต ชาวบ้านหวาดกลัวจึงต้องหลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของแกรนแฮมเล็ตอยู่อย่างหวาดกลัว ถึงแม้จะหนีพวกวอร์เก็นมาได้ แต่มีสิ่งเลวร้ายกว่านั้นอีกเข้ามาซ้ำเติม อำนาจมืดแห่งหอคอยคาราซาน(Karazhan Tower) ที่อยู่ด้านหลังของแกรนด์แฮมเล็ต ได้แผ่ขยายออกมาครอบคลุมแกรนด์แฮมเล็ต เปลี่ยนแกรนด์แฮมเล็ตที่งดงามให้กลายเป็นสถานที่แห่งฝันร้าย อำนาจมืดได้ปลุกคนตายขึ้นมาให้มีชีวิต คอยพรากชีวิตนักเดินทางที่หลงเข้ามา และเปลี่ยนพวกให้เป็นอย่างที่ึพวกมันเป็น แกรนแฮมเล็ตทั้งหมดกลายเป็นสถานที่อันตรายผู็คนเรียกป่าแกรนด์แฮมเล็ตในชื่อใหม่ว่า "ดัสค์วู้ด"(Duskwood) และชาวแกรนแฮมเล็ตได้ถอยล่นเข้าไปในถึงส่วนที่สุดของป่าดัสค์วู้ด ก่อสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ในชื่อที่เรียกกันในปัจจุบันว่า "ดาร์คไชร์" นับแต่นั้นมา



    ที่หมูบ้านดาร์คไชร์ ณ ศาลากลางของหมู่บ้าน ชายคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปด้านบนของศาลากลาง เขามีผมยาวสีทอง หน้าตาหล่อเหล่าเอาการ อายุราวๆ 25ปีพอดี เขาสวนชุดเกราะเหล็กกล้า เขาดูเหมือนจะเป็นนักรบ เขามีค้อนขนาดใหญ่เก็บไว้ด้านหลังและคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สายโซ่คล้องรูของสันคัมภีร์หิ้วพาดบาดบ่าเขามา เขามาที่นี้เพราะถูกเรียกตัวด้วยเรื่องด่วนมากจากนายกเทศมนตรีของหมู่บ้าน เขาเดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นบน ชั้นบนเป็นห้องขนาดใหญ่ ตกแต่งไปด้วยแจกันดอกไม้และรูปภาพตามผนังไม้ กลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่อยู๋กลางห้อง มีเก้าอี้วางล้อมโต๊ะอยู่ 7ตัว ภายในห้องมีคนนั่งคอยอยู่ 4คน เขามาถึงแล้วมานั่งลงที่โต๊ะตัวที่อยู่ท้ายโต๊ะฝั่งซ้าย หนึ่งในชายที่นั่งคอยอยู่ ซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ ชายผู็นี้ดูสูงวัย ผมดำสั้น หน้าตาของเขาดูเงียบครึมและเต็มไปด้วยหนวดเครา เขาส่วมแวนตาที่เพียงแว่นเดี๋ยวที่ตาขวา เขาสวมเสื้อกั๊กสีดำทับกับเสื้อยืดสีขาว สวมกางเกงขายาวและรองเท้าหนังสีดำ เขากล่าวทักทายชายผมทองขึ้นว่า "ยินดีต้อนรับกลับนะ พิวริส"
    พิวริสตอบกลับชายคนไปว่า "มีอะไรเร่งด่วน ถึงกับต้องให้คนส่งสาร ไปตามข้าจากสตอร์มวินด์ละ ท่านนายกเอลโล"
    นายกเอลโลกล่าวตอบ "ดาร์คไชน์เริ่มไม่ปลอดภัยแล้วละซิพิวริส หน่วยไนส์วอทช์(์Night Watch) ได้รายงานว่า พวกซอมบี้มันรวมตัวกันที่สุสานเรนเวนฮิล(Reaven Hill) อีกทั้งพวกวอร์เก็นได้รวมตัวกันที่เหมืองโลแลนด์ดูม(Loland's Doom) พวกมมันเหมือนจะเข้าโจมตีหมู่บ้านนี้ เราจึงเรียกเจ้ากลับมา"

    ชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านขวาของหัวโต๊ะ เขาเป็นชายสูงวัยหัวโล้น ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีแดง ดูเคร่งเครียดและอิดโรยไปตามวัย เขาสวมเสื้อสีส้มขอบเหลือง สวมกางหนังและรองเท้าสีน้ำตาล เขาหันหน้ามาพูดกับพิวริสว่า "เราทั้งหมดเห็นสมควรว่า เจ้าควรจะกลับมาช่วยพวกเรา เพราะไม่มีใครฝีมือเท่ากับเจ้าแล้วละพิวริส"
    พิวริสมองหน้าชายผู้นั้น แล้วหัวเราะเบา และกล่าวเขาไป "ท่านก็พูดเกินไปกาวิ้น ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกนะ ข้าก็พาลาดินขั้นที่3 ข้ายังไม่อาจทำพิธีระดับสูงได้เลย แล้วทำไมพวกท่านไม่ไปขอความช่วยจากสตอร์มวินด์ละ"

    ชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายของหัวโต๊ะ ดูเขาจะหนุ่มที่สุด เขามีผมยาวประบ่าและมีหนวดเคราไม่เข้มมากสีบรอน เขาส่วมเสื่อเกราะอ่อนของนักรบและกางหนังสีน้ำเงินและรองเท้าเกราะ เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า "ทางสตอร์มวินด์ ไม่เคยเห็นเราในสายตาอยู่แล้วพิวริส"
    พิวริสจึงหันพูดกับชายผู้นั้นว่า "ข้าไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะสก๊อตต์ ข้าว่าเจ้าเข้าไปหาไม่ถูกคนละมั่ง"
    สก๊อตต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า "ข้าเคยไปขอความช่วยถึงสามครั้ง เจ้าหน้าที่บอกกับข้าตลอดว่าจะรับเรื่องไว้ นี้มันก็หลายเดือนแล้ว พวกนั้นมันไม่สนใจพวกเราหรอกพิวริส พวกมันมั่วแต่ห่วงแต่เรื่องรบกับพวกฮอร์ด(Horde) มันไม่ใส่ใจพวกเราที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่มีประโยชน์กับกองทัพของพวกมัน"

    นายกเอลโลจึงพูดกับพิวริสต่อว่า "อย่างที่สก๊อตต์บอกนั้นละ เจ้าต้องช่วยเรานะพิวริส ความหวังที่ช่วยหมู่บ้านอยู่ที่เจ้าคนเดียว"
    พิวริสตอบกลับไป "ท่านมั่นใจแล้วเหรอ ที่ฝากหวังไว้กับข้า"

    กาวิ้นพูดขึ้นว่า "เรามั่นใจแล้ว จากข่าวคราวการรบของเจ้าที่เวสฟอล(Westfall) การต่อสู้ของเจ้ากับพวกเดเฟียส(Defias) และการปราบพวกออร์คเผ่าแบล็คร็อค(Orc Blackrock Clan)ที่เทือกเขาเรดเร๊จ(Redridge Mountains) พิสูจน์ได้ว่าเจ้ามีฝีมือพอที่จะช่วยหมู่บ้านเราได้ ได้โปรดเถอะพิวริส" พิวริสรู้สึกอึดอัดใจจากที่ฟังมา เขานั่งคิดอยู๋ซักครู่ แล้วหันหน้าไปทางสก๊อตต์ แล้วพูดขึ้นว่า "เจ้าแน่ใจแล้วเหรอสก๊อตต์ ว่าพวกมันรวมตัวกันจริงๆ"

    สก๊อตหันใบหน้าเคร่งเครียดไปทางพิวริสแล้วตอบกลับไปว่า "จริงแท้แน่นอน ข้ากับเอลเทียร์ได้นำกำลังไปสำรวจมาหลายครั้งแล้ว พวกมันร่วมกันจริงๆ เราประมาทไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้"

    พิวริสนั่งคิดอีกครั้ง และในที่สุดเขาก็ตอบกลับไปว่า "ได้ ข้าจะช่วยพวกท่านและหมู่บ้าน ยังไงซะที่นี้มันก็เป็นบ้านข้า ตกลงตามที่ท่านขอ แต่ท่านมีแผนรึยัง?"
    นายกเอลโลหยิบแผนที่จากตัวเขากางออกมา ชี้ไปตรงบรอเวณที่เขียนว่า"ทุ่งราบรอตติงออร์ชา์ร์ด(Rotting Orchard) แล้วหันมาพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ยินดีไปว่า "เรามีแผนว่า จะร่วมกำลังเข้าลอบโจมตีพวกวอร์เก็นก่อน พวกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อย เซรุ่มกันพิษน้ำลายของพวกมันเราก็เตรียมไว้แล้ว กองกำลังไนส์วอทช์หนึ่งร้อยนาย จะไปกับเจ้า เป็นไง มีอะไรต้องแก้ไขไหมพิวริส?" พิวริสฟังแผนจากนายกเอลโล เขามองดูที่แผนที่ แล้วมองไปที่สก๊อตต์กล่าวถามเขาว่า "แล้วทางหมู่บ้านละ มีกองกำลังป้องกันกี่นาย"
    สก๊อตต์ตอบไปว่า "ไม่ต้องห่วง ทางนี้ก็วางกำลังป้องกันไว้เช่นกัน เราจัดไว้หนึ่งร้อยห้าสิบนาย" พิวริสได้ยินเช่นนั้น ก็พูดด้วยสีเคร่งครึมไปว่า "เป็นแผนที่ดี แล้วเราจะเริ่มกันเมื่อไร?"
    นายกเอลโลพูดด้วยเสียงแจ่มชัดขึ้นว่า "อีกสองวัน เราจะเข้าโจมตี"

    หลังจากที่นายกเทศมนตรีเอลโลบอกแผนไปแล้ว ในระหว่างรอสองวันก่อนบุกลุยกับพวกวอร์เก็น พิวริสใช้เวลาเดินสำรวจป่ารอบๆหมู่บ้าน เพื่อจุดยุทธศาสตร์การรบและการป้องกัน ตอนนี้เขาพักอยู่บ้านหลังหนึ่งที่อยู๋ใกล้กับโรงตีเหล็กของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของพี่ชายเขาเอง เธอชื่อแดเนลล์ ซิพสติช เธอเป็นสาวอายุเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว เธอสวยและน่ารัก ผมของเธอสีบรอนจัดทรงม้วนไว้สองข้าง ต้องแต่พิวริสมาที่แกรนด์แฮมเล็ตเธอผู้นี้เป็นคนรับฝากเขาจากพี่ชายของเขา ก่อนที่พี่ชายของเขาจะจากไป และทุกครั้งที่กลับมาดาร์คไชร์ พิวริสจะมาพักที่บ้านนี้เสมอ
    พิวริสเสร็จจากเดินสำรวจในวันแรก เขากลับมายังบ้านของแดเนลล์ในตอนเย็น เขาเดินมาหน้าประตูแล้วเคาะ มีเสียงพูดขึ้นหลังประตู "ใครกันละคะ"
    พิวริสตอบเจ้าของเสียงกลับไปว่า "ข้าเองแดเนลล์"
    แดเนลล์จึงพูดขึ้น "เจ้าเองเหรอ! เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้" ประตูเปิดออก แดเนลล์ยืนอยู่เ้านหน้า นางอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว
    นางยิ้มให้พิวริสและพูดด้วยน้ำเสียงสดใส "ยินดีต่อนรับกลับมาจ๊ะ พิวริส"
    พิวริสยิ้มให้นางและพูดกับนางไปว่า "ขอบใจที่ยังต้อนรับข้านะ แดเนลล์"
    "เข้ามาเลย ข้ากำลังทำซุปอยู่" นางกล่าวเชิญพิวริส จากนั้นนางก็เดินเข้าไปในครัวไปยังหม้อที่เคี้ยวของนาง พิวริสเดินเขาไปในห้องรับแขก นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้เตาผิง เขาวางค้อนที่แบกไว้บนหลัง ถอดรองเท้าและถุงมือเกราะออกวางไว้บนพื้น
    พิวริสพูดขึ้นว่า "นี้เจ้ายังไม่มีใครมาขอแต่งงานเหรอ? แดเนลล์"
    แดเนลล์ที่อยู่ในครัวกล่าวขึ้นด้วน้ำเสียงสดใสว่า "มีคนมาจีบข้าเป็นร้อย ไม่ยักจะถูกใจข้าซักคน ทำไมละพิวริส เจ้าจะแนะนำนายกองที่สตอร์มวินด์ให้ข้าหรือยังไงกัน?"
    พิวริสได้ฟังเช่นนั้น ก็หัวเราะ และพูดกลับไปว่า "ถ้าเจ้าประสงค์เชนนั้น ข้าก็ยินดีจะทำให้ เป็นไงบ้าง สุขสบายดีไหม?"
    แดเนลล์เดินออกมาจากครัว นางถือแก้วใส่น้ำมาด้วย นางนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ข้างๆพิวริส แล้วยื่นแก้วน้ำให้พิวริส พิวริสรับไว้และดื่มอย่างกระหาย
    "เจ้ามาที่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงมาที่นี้ การฝึกยังไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ?" แดเนลล์ถามพิวริส
    พิวริสหันมามองหน้านางแล้วพูดขึ้นว่า"ก็เอลโล เรียกตัวข้ามา เขาจะให้ข้าช่วยปกป้องหมู่บ้าน"
    "แล้วเจ้าจะช่วยไหม?"แดเนลล์ถามพิวริส
    "ข้าก็ต้องช่วยอยู่แล้ว เล่นฝากความหวังไว้ที่ข้าหมดแบบนี้ ข้าไม่ช่วยมันจะดูใจดำไปหน่อยนะ" พิวริสพูด แดเนลล์ลุกจากเก้าอี้กลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง ซักพักนางก็ออกมาจากครัวพร้อมกับถ้วยซุป นางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วยื่นถ้วยซุปให้พิวริส และเอาแก้วจากพิวริสคืน "เจ้าลองชิมดูซิ ชุปหัวหอมของข้า ยังอร่อยอยู่หรือเปล่า?" พิวริสรับถ้วยซุปจากนาง ใช้ช้นที่อยู่ในถ้วยตักซุปชิมดู
    ซักพักพิวริสก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ยังฝีมือไม่ตกนะพี่สาว ถ้าข้าไม่อิ่มข้าจะขออีกถ้วยได้ไหม?"
    แดเนลล์พูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "ได้ ยังเหลืออยู่เยอะนะ แล้วนี้เจ้าจะค้างอยู่กี่วันละ"
    พิวริสสนใจกับการกินซุป และพูดในระหว่างที่กินว่า "ข้าไม่แน่ใจนัก งานจะเสร็จเมื่อไร แต่อาจจะนานอยู่นะ" แดเนลล์พูดขึ้นว่า "เจ้าอยู่ที่นี้นานเท่าไรก็ได้ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน" จากนั้นนางก็เดินกลับเข้าไปห้องครัวต่อ หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยอะไรอีกเลย พิวริสลุกจากเก้าอี้เดินขึ้นไปชั้นบน ไปยังห้องที่เขากลับจะนอนที่ห้องนี้เสมอ ห้องนี้ดูเล็กเหมาะสำหรับนอนคนเดียว มีเตียงไม้ปูด้วยเบาะติดกำแพงด้านซ้าย มีโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้อยู่ติดชิดผนังด้านขวา มีหน้าต่างเปิดไว้ที่ผนังด้านหลัง เขาวางค้อนของเขาลงข้างเตียง และนั่งลงที่เตียง เขามองไปรอบๆห้องอย่างเหม่อลอย
    "พี่ ท่านอยู่ไหนกัน" เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด จากนั้นเขาก็ล้มตัวนอนลงและเผลอหลับจนถึงรุ่งเช้า

    ในวันที่สองระหว่างการรอ พิวริสตื่นมาเขาอาบน้ำล้างหน้า เตรียมเดินสำรวจอีกครั้ง แดเนลล์ได้ทำขนมปังให้ไปกินก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน ในวันนี้เขาออกสำรวจไปทางด้านขวาของหมู่บ้าน ที่นั้นเป็นที่เดียวที่เขาไม่ได้เดินไปสำรวจเมื่อวาน เขาจึงเดินไปทางนั้น ในเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางที่คนไม่ค่อยจะใช้กันนัก มีเพียงพวกนักเดินทางและพ่อค้าเท่านั้นที่จะใช้กัน พิวริสเดินไปหยุดอยู่ดูที่ป้าย ที่ป้ายอันแสนเลือนลางเขียนไว้พอที่จะอ่านได้ว่าว่า "ป้อมเบ๊กเกอร์ฮันต์"(Beggar's Haunt) พิวริสเดินตามทางที่ป้ายบอก เขาเดินไปไม่ถึง 10นาที เขาได้พบกับซากหอคอยสังเกตการของกองทัพสัมพธมิตร(Alliance)
    "นี้คงที่สิ่งที่พวกออร์คเคยทำไว้ซินะ พังจนใช้ไำม่ได้เลย"พิวริสกล่าวขึ้นในขณะที่มองดูตัวหอคอย
    "ข้าน่าจะเข้าไปดูซักหน่อย เพื่อว่ามันจะมีเครื่องเก่าเหลืออยู่บ้าง" พิวริสพูดขึ้น และเขาก็เดินเขาใบในหอคอยนั้น ภายในหอคอยรกร้างเต็มไปด้วยใยแมงมุม มีกองหนังสือตกตามพื้นมากมาย ส่วนใหญ่เป็นตำราอาหารและหนังสือนิยาย แต่มันไม่เหลือสภาพที่น่าอ่านอยู่อีกแล้ว
    พิวริสเดินเขาไปลึกขึ้น เดินไปเรื่อยๆ แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงั่ก เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือศพของมนุษย์สองศพ "ศพ! ทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ พวกเขาเป็นใครกัน?" พิวริสพูดขึ้น จากนั้นเขาก็เดินไปยังศพ ศพทั้งสองตายคว่ำหน้า พิวริสพลิกศพทั้งสองดูก็รู็ทันทีว่าเป็นชาวบ้าน ใบหน้าและร่างกายของพวกเขามีแบดแผลขนาดใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นรอยกรงเล็บของสัตว์
    "พวกวอร์เก็นมันกล้าป่วนเปี้ยนแถวนี้แล้วเหรอนี้? น่าประหลาดใจจริงๆ" ดูจากสภาพศพ ศพทั้งสองตายมานานแล้ว เพราะกลิ้นศพนั้นไม่แรงและตัวศพก็แห้งไปมาก แต่กลับไม่เน่าเปื่อยเหมือนศพทั่วๆไป
    พิวริสมองไปที่ศพทั้งสอง หยิบคัมภีร์ทั้ห้อยติดตัวมาประจำ แล้วเปิดมันออก เขาพูดกับศพทั้งสอง ราวกับว่าเขาจะได้ยินว่า"เอาละท่านทั้งสอง ท่านคงถูกจองจำ ณ หอคอยรกร้างแห่งนี้มาเนินนานแล้ว ในนามของแสงแห่งธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ขอแสงสว่างนี้จงนำท่านสู่ดินแดนของพระเจ้า ด้วยอำนาจที่ข้าได้รับมอบหมาย ข้าขอปลดปล่อยวิญญาณของพวกท่าน"
    ทันทีที่พูดจบ เกิดแสงสว่างที่คัมภีร์ แสงสีทองสาดออกมา จากนั้นที่ศพทั้งสองก็เริ่มมีแสงสีทองเช่นกัน มันค่อยๆสว่างขึ้น
    พิวริสปิดคัมภีร์แล้วห้อยไว้ตามเดิม แล้วกล่าวต่อศพทั้งสองว่า "ทันทีแสงศักดิ์ลุกโชนบนกายของพวกทันจนถึงขีดสุด พวกจะไปสู่ดินแดนแห่งความสุข ข้าเสร็จพิธีแล้ว ขอใหฟ้โชคดี"
    เขาหันหลังกลับพร้อมที่จะเดินออกจากหอคอย พิวริสเดินไปได้สองสามก้าว ทันใดนั้น เกิดเสียงราวดังบริเวณที่เขาทำพิธีทั้งสอง มันเป็นเสียงดิ้นรนทรมาน เจ้าของเสียงนั้นดูเหมือนจะพยายามกลิ้งไปมา พิวริสหยุดแล้วหันหน้ากลับไปดู เขาต้องตกตะลึง! เมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือศพทั้งสองที่เขาทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณลุกขึ้นมา กางแขนวิ่้งมาเหมือนจะบีบคอเขา
    "อะไรกันนี้!"เขาอุทานขึ้น จากนั้นก็วิ่งอย่างรวดเร็วออกมาหอคอย แต่ขณะที่เขากำลังก้าวไปสู่ทางออก กลับมีมือขนาดใหญ่กรงเล็บแหลมคมโผล่ออกมาจากใต้ดิน มันจับขาเขาไว้
    "ปัดโธ่เว้ย ไอ้พวกผีดิบ" เขาพูดด้วยความโกรธ ในขณะที่ศพทั้งสองวิ่งไล่เขาใกล้จะทันแล้ว ส่วนเจ้ามือลึกลับก็ยังจับเขาไว้แน่นยากที่คลายมือออก
    พิวริสตั้งสติ หยิบคัมภีร์ขึ้นแล้วตะโกนออกมาว่า "ด้วยอำนาจแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ โปรดชำระล้างข้าจากความชั่วร้าย!"(Purification) ทันทีที่พูดจบเกิดแสงสีทองจากคัมภีร์ และตัวเขาเองก็เกิดแสงสีทองจ้าไปทั่วทั้งหอคอยและบริเวณใกล้เคียง มือที่จับขาเขาอยู่ปล่อยขาเขาทันที และมือมันก็ไหม้เกรียมไปด้วย ส่วนเจ้าศพทั้งสองก็ไฟลุกโชนขึ้นทั้งตัว พิวริสได้โอกาสหนีจึงรีบวิ่งออกมาข้างนอก
    เขาอุทานขึ้นอย่างเหนื่อยหอบว่า "บ้าเอ๊ย! เกือบไปแล้วไม่ละ อันตรายจริงๆ อาถรรพ์ยังไม่หมดอีกเหรอเนี่ย?" เขาเดินออกจากบริเวณหอคอย หันหน้าไปทางหมู่บ้าน
    แต่แล้วดูเหมือนว่าเรื่องมันจะยังไม่จบ เจ้าของมือขนาดใหญ่กำลังขุดตัวเองจากใต้ดินขึ้นมา แล้วก็ศพทั้งสองที่ติดไฟมาวิ่งออกมาจากหอคอย เจ้าตัวที่เป็นเจ้าของมือนั้นโผล่มา พร้อมกับศพทั้งสอง วิ่งเขาหาพิวริสอย่างบ้าคลั่งหมายจะฆ่าเป้าหมาย เขาไหวตัวทันและตีกลับด้วยค้อนคู๋ใจ ฟาดมันทั้งสามลงไปนอนกองกับพื้น "กูล!"(Ghoul) เขาพูดขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นเจ้าตัวมือยักษ์ตัวนั้น รูปร่างหน้าตาของมันมีลักษณะคล้ายๆมนุษย์ แต่ร่างของมันจะเห็นกระดูกมากเนื้อ หน้าตาคล้ายกระโหลกดูน่าขยะแขยง ฟันแหลมคมยาวเรียงหลายซี่ ถ้าถูกมันกัดอยูหวังว่าจะรอด ลำตัวโกงค่อม แขนขายาวและมือและเท้าของมันใหญ่และมีเล็บแหลมคม มันมองมาที่เขาด้วยใบน่ากระหายเลือด พิวริสง้างค้อนรอเพื่อรอการตอบโต้
    "เจ้าพวกผีดิบบ้า ดันโผล่มาตอนนี้แถบตั้งตัวไม่ทัน เข้ามาเลย ข้าจะส่งพวกเจ้าให้พ้นทุกเดี๋ยวนี้ละ" พิวริสพูดขึ้นเชิงท้าทายกับพวกผีดิบ จากเขาก็วิ่งเข้าไปสู็กับผีดิบทั้งสาม พวกผีดิบทั้งสามก็วิ่งมาใส่เขาเช่นกัน



    พิวริสฟาดค้อนใส่เจ้าผีกูลตัวนำ มันกระเด็นไปไม่ใกล้นัก ล้มลงแต่มันก็ทรงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนเจ้าศพทั้งสองก็วิ่งเขามาอย่างรวดเร็ว พิวริสเหวี่ยงค้อนไปมา โนพวกมันทั้งสองขาดครึ่งท่อน
    "พวกมันโจมตีเร็วเกินไป เราใช้เวทย์ไม่ทันเลย"พิวริสพูดขึ้น ตอนนี้เจ้าซากศพทั้งสองถูกกำจัดไปแล้ว เหลือก็แต่เจ้าผีกูล มันวิ่งมาอย่างรวดเร็ว มันง้างกรงเล็บตะปบเข้าที่เป้าหมาย แต่พิวริสใช้ด้ามค้อนเหล็กป้องกันไว้ทัน

    การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป พิวริสเสียเปรียบเนื่องด้วยความเร็วของมันกับเขาต่างกันมาก อีกทั้งความเหนื่อยเขาครอบงำเข้าเสียแล้ว แต่เจ้าผีกูลตัวร้ายนั้นยังมีเรี่ยวแรงมากมายที่เข้าโจมตีเขาได้ตลอด เขาได้แต่เพียงป้องกันเท่านั้น
    "บ้าเอ๊ย! ถ้าใช้เวทมนตร์ได้ละก็ แกเกรียมแน่เจ้าขยะ!" พิวริสพูดขึ้น เขาสู้ไปเรื่อย จนในที่สุดเจ้าผีกูล ก็บัดค้อนของอเขาหลุดมือ "ซวยแล้วซิ!" เข้าอุทานขึ้น เจ้าผีกูลกระโดดใส่เขอย่างรวดเร็ว มันพุ่งใส่เขารวดเร็ซจนเขาล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง
    "อ๊าก! นี้ข้าต้องมาตายแล้วหรือเนี่ย? แข็งแกร่งจริงๆ เนี่ยนะเหรอพวกผีดิบ"เขาพูดขึ้นในระหว่างถูกตัวผีกดทับเอาไว้ เจ้าผีร้ายง้างกรงเล็บของมันเตรียมจะบั่นหัวของเขา
    เขาหลับตาลงแล้วคิดในใจว่า "ลาก่อนทุกคน ข้าคงต้องมาตายที่นี้เสียแล้ว" เขาคิดเตรียมตัวตายไว้เรียบร้อย

    แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน ลูกไฟสีฟ้าอ่อนๆ พุ่งมาจากป่าอีกฝั่งหนึ่งของหอคอย มันพุ่งไปใส่ผีกูลที่นั่งกดทับร่างพิวริสไว้แล้วระเบิดขึ้น เจ้าผีร้ายกระเด็นออกมาจากการกดทับร่างของเขา ตัวของมันเกิดไฟสีฟ้าลุกโชนเผามัน มันนอนกลิ้งเกลื่อกไปมาอย่างทรมาน ไฟสีฟ้าเผามันจดมอดไหม้เหลือเพียงขี้เถ้า พิวริสได้แต่นอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยควาเมเหนื่อยและเจ็บปวดเล็กน้อยจากการปะทะ
    "ข้ายังไม่ตายเหรอเนี่ย?" เขาพูดขึ้นกับตัวเองอย่างงงๆ
    "เจ้ายังไม่ตายหรอกธันเดอร์วาร์ส"เสียงดังขึ้นในป่าอีกฝากของหอคอย เป็นเสียงของผู้ชายที่แหบแห้ง
    พิวริสได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวทักกลับไปว่า "เจ้าเป็นใคร?"
    เจ้าของเสียงได้เดินออกมาจากมุมมืดของป่า ยืนอยู่บนเนินสูงของอีกฝั่งมองมายังที่เขานอนอยู่ ชายผู้นั้นดูมีอายุมากทีเดียว เขามีใบหน้าเคร่งครึมและดูซูบผอม มีเคราสั้นๆสีเทาอ่อนๆ แววตาคมและน่ากลัวเหมือนดังดวงตางตาของปีศาจร้าย เขาสวมชุดที่เกราะอ่อนๆ มีผ้าคลุมทับด้านหน้าอีกทีหนึ่ง สวมกางเกงหนังขายาวสีเขา รองเท้าหนังสีดำ และส่วมหมวกคลุมและเสื้อคลุมที่แผงคอประดับตกแต่งไปด้วยขนนก และมีเม็ดทัมทิมสีแดงดั่งเลือดประดับไว้กลางชุด เขาถือไม้เท้าประหลาดที่ยอดไม้เท้าแกะสลักเป็นรูปนก รอบเข็มขัดของเขาเต็ฒไปด้วยขวดยาและเครื่องรางแปลก ดูเหมือนว่าเขาจะพวกจอมเวทย์ เขามองมาที่พิวริส ซึ่งกำลังมองกลับด้วยความงุนงงว่า "ไม่ต้องห่วงพาลาดินหนุ่ม ข้าช่วยเจ้าไว้เอง"
    พิวริสคลายยความสงสัยแล้วพูดกับชายผู็นั้นว่า "เป็นบุญคุณมากที่ท่านช่วยข้าไว้ ผู้อาวุโส"
    ชายผู้ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า "เจ้ายังต้องฝึกอีกเยอะ พาลาดินเอ้ย แค่ผีกูลทหารชั้นต่ำของราชันปีศาจ เจ้ายังล้มมันไม่ได้เลย"
    พิวริสยิ้มเยาะให้ตนเองกล่าวโต้กลับไปว่า "มันก็จริงของท่าน แต่ท่านเป็นใคร ทำไมจึงมาอยู่แถวนี้ มันอันตรายมากนะ ถึงแม้ท่านจะจอมเวทย์ก็ตามเถอะ"
    ชายผู้นั้นได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ แล้วพูดกับพิวริสไปว่า "ไม่มีสิ่งใดที่ข้ากลัวหรอก พาลาดินหนุ่ม ข้าหมดความกลัวไปเนินนานแล้ว นานจนข้าไม่อยากจะจำมัน"



    พิวริสพยายามจะจับพิรุธทางแววตาของชายผู็นั้น แต่ก็ไม่พบสิ่งนอกจากความสงบในแววตาที่น่ากลัวของเขา "ถ้าเจ้าคิดจะจับผิดข้าละก็ เจ้าเลิกคิดเถอะพาลาดินหนุ่มเอ้ย" ชายผู็นั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
    พิวริสตกตะลึงว่าชายผู้นี้รู้ความคิดของเขา "ท่านเป็นใครกันแน่?" พิวริสกล่าวถามชายผู้นั้น
    ชายผู้นั้นหยิบขวดยาขนาดเล็กที่มีน้ำสีฟ้าอ่อนๆออกมา แล้วโยนไปให้พิวริสที่นอนอยู่ และพูดกับเขาว่า "ดื่มมันซะ มันจะทำให้เจ้าเรี่ยวแรงขึ้น" พิวริสรับไว้แล้วเปิดฝาขวดยาแล้วดื่มมัน พิวริสตกตะลึงอีกครั้งเมื่อยาของชายแก่ปริศนาผู้นี้ออกฤทธิ์เห็นผลทันตา เขาเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้น จนสามารถลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบค้อนที่หล่นอยู่ใกล้กลับมา จากนั้นเขาก็เดินกลับตรงบริเวณที่เขาเคยนอนอยู่ก่อน แล้วหันไปมองชายผู้นั้น "ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย ท่านเป็นใครกันแน่" พิวริสเอยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและสีน่าเคร่งเครียด

    ชายผู้นั้นจึงกล่าวขึ้นว่า "ข้ามีหลายชื่อ แต่ขอให้เจ้ารู้จักข้าในชื่อ รูบิค(Rubick)"
    "แล้วท่านมาที่นี้เพราะเหตุใดกันละท่านรูบิค" พิวริสกล่าวถามผู้เฒ่ารูบิคอีกครั้ง
    รูบิคมองไปยังพิวริส แล้วกล่าวขึ้นว่า "ข้ามาเพื่อไถ่บาป บาปที่ข้าทำไว้กับโลกนี้" คำของผู้เฒ่ารูบิคทำให้พิวริสงงอีกครั้ง
    "บาป! อะไรกันบาปที่ท่านว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาซ๊รอท" พิวริสพูดรูบิค

    แววตาของรูบิคเปลี่ยนจากคลึงคังกลายเป็นโศกเศร้า เขาหันหลังให้กับพิวริสแล้วพูดขึ้นว่า "นานมาแล้ว ข้าเคยเตือนพวกมนุษย์ถึงภัยที่เกิดแก่อาณาจักรของพวกมัน แต่พวกมันกลับไม่ฟังข้า ผลที่ด้านก็อย่างที่เห็น ลอร์ดแดรอนที่เคยรุ่งเรือง ล่มสลายเพราะเจ้าชายอันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะข้าห้ามอาร์ทัสไม่ได้ เรื่องมันเลยเป็นแบบนี้ ความหวังของอาซีรอทก็ดับวูบไปอีก เมื่อแอสบริงเกอร์ปนเปื้อนปด้วยความชั่วร้าย ข้าคอยหาหนทางที่จะให้โลกนี้สงบสุข และข้าก็ได้เจอแล้ว"
    พิวริสยังอยู่ในท่าทางงุนงงแล้วเอยถามกับรูบิคไปว่า "ท่านพบอะไรที่นำความสงบมาให้"
    รูบิคหันหน้ากลับมามองที่เขาด้วยใบหน้าที่เคร่งครึมเหมือนเดิมแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดพร้อมกับชี้มาที่เขาว่า "ก็เจ้าไงละ!"
    คำพูดของรูบิคยิ่งทำให้ข้อสงสัยของเขามากขึ้นไปอีก "ข้างั้นเหรอ ทำไมละ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงงุนงง
    รูบิคพูดขึ้นอีกว่า "เจ้ารู้ต้นกำเนิดตระกูลเจ้าไหมละ พิวริส?"
    พิวริสจึงตอบอย่างุนงงไปว่า "ตระกูลข้าเป็นขุนนางชั้นสูงของลอร์แดรอน ข้ารู้เท่านั้นละ"
    "แล้วเจ้าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ไหมละ?" รูบิคเอยถาม
    "ข้ารู้ตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า มนุษย์เกิดมาจากเทพผู้ยิ่งใหญ่ไททันสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งประโลกแห่งนี้ไม่ให้เงียบเหงา ข้าเท่านี้ แต่ทำไมข้าต้องรู้ละ"

    รูบิคจึงพูดขึ้นว่า "ที่เจ้ารู้มันจริงส่วนเดียวเท่านั้น ฟังข้านะ ข้าจะบอกให้เดิมมนุษย์อย่างพวกเจ้า คือลูกหลานของพวกเวร์กัล(Vrykul) ยักษ์แห่งแผ่นดินนอร์ธเธน พวกเจ้าคือลูกหลานต่ำทรามที่เกิดขึ้นหลังจากเทพไททันทอดทิ้งพวกเขาไป เดิมมนุษย์อย่างพวกเจ้าสูญเสียคุณสมบัติของเวร์กัลทั้งสามประการคือ กำลังมหาศาล อำนาจอันยิ่งใหญ่และเวทมนตร์ไร้ที่สิ้นสุด ไปหมดแล้ว แต่มีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังมีคุณสมบัติของเวร์กัลอยู่ และหนึ่งในนั้นคือตระกูลของเจ้าพิวริส"
    พิวริสได้ฟังจากรูบิคยิ่งงุนงงมากกว่าเดิมหลายเท่า มันเกี่ยวอะไรกับข้าเรื่องพวกนั้น พิวริสจึงเอยถามรูบิคไปว่า "แล้วคุณสมบัติทั้งสามที่ท่านบอก ทำไมข้าถึงไม่เห็นรู้สึกมามีในตัวข้าละ?"
    รูบิคพูดตอบกลับไปว่า "มันต้องเวลาพิวริส ตระกูลของเจ้าพยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้ จนในที่สุดลูกหลานก็ลืมเลือนวิธีใช้มันและมันก็ถูกเก็บชั่วนิรันดร์ มันจะปรากฏขึ้นเมื่อเจ้าพร้อม"
    พิวริสพูดขึ้นว่า "แล้วเมื่อไรกันละ ข้าถึงจะพร้อม?"
    รูบิคหันหลังให้เขาอีกครั้งและหยิบแหวนวงหนึ่งสีทองที่หัวแหวนเป็นหัวสิงโต แล้วเขากล่าวขึ้นว่า "เมื่อเจ้าเข้าใจในพลังของตัวเอง ความสงบในใจเจ้าจะนำมันออกมาจากหีบที่ปิดไว้ชั่วนิรันดร์ ความสงบคือกุญแจจงจำไว้พิวริสเอ้ย ตอนนี้เจ้ายังไม่รู้ แต่ภายภาคหน้าเจ้าจะรู้ด้วยตัวเจ้าเองโดยทีเดียว จำคำข้าไว้" จากนั้นรูบิคก็หันกลับหาไปหาพิวริสแล้วโยนแหวนหัวสิงโตนั้นให้ "นี้เป็นของขวัญจากข้า รักษามันไว้ดีๆแล้วกัน หมดเวลาของข้าแล้ว ลาก่อนพิวริส พาลาดินหนุ่ม จงเข้มแข็งเข้าไว้ พรุ่งนี้เจ้าต้องเจอศึกหนัก จำคำไว้ให้ดีแล้วกัน" รูบิคพูดกับพิวริส จากนั้นเขาก็เดินเขาไปในป่า
    พิวริสรับแหวนไว้ ทันทีเงยหน้าขึ้นมา รูบิคก็เดินเข้าป่าไปเสียแล้ว พิวริสวิ่งตามแล้วตะโกนว่า "คอยเดี๋ยว ท่านรูบิค ข้ายังไม่เข้าใจที่ท่านบอก อย่าพึงไป!"



    แต่ไม่ทันเสียแล้ว เขาหายไปในความมืดของดัสค์วู้ด พิวริสมองไปในนป่า หวังว่าจะเจอรูบิค แต่ก็พบแต่ความมืดในป่า
    "ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี" เขาพูดขึ้นกับตัวเอง แล้วมองไปยังแหวนที่รูบิคมอบให้อยู่ในมือ แล้วเงยหน้ามองกับไปทางหมู่บ้าน ในตอนนี้เป็นเวลาพระอาทิตย์กำลังตกเสียแล้ว เขาพึงรู้ตัวว่าเขาอยู่ที่นี้นานขนาดนี้เชียวเหรอ....

    จบ บทที่2 ชายแก่ปริศนา

    วิจารณ์มั่งก็ได้ครับ
    Last edited by Exsodiaman; 20-04-2012 at 03:17 PM.

  3. #3
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่3 แผนลวง

    บทที่3 แผนลวง



    พิวริสนอนอยู่บนเตียงในห้องประจำของเขา ยังคงมองดูแหวนที่ชายแก่ปริศนานามว่ารูบิคมอบให้ และนึกถึงคำพูดของรูบิค ซึ่งเขาไม่เข้าใจเลยซักนิด พลังเอ้ย ต้นกำเนิดมนุษย์เอ้ย มันเกี่ยวอะไรกับเขากันแน่
    "พิวริสเป็นอะไรหรือเปล่าเห็นเงียบไปเชี่ยว" แดเนลล์กล่าวถามขึ้นมาเสียงของนางดังมาจากหน้าประตู
    "ไม่มีอะไรแดเนลล์ ข้ากำลังคิดอะไรเพลินๆนะ เจ้ามีอะไรเหรอ?" พิวริสกล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "อาหารเย็นเสร็จแล้ว เจ้าจะลงมากินด้วยกีนไหม?" แดเนลล์พูดดขึ้นมา
    "ขอบใจ แดเนลล์ แต่ขนมปังของเจ้าทำให้ข้าไม่หิวอะไรอีกแล้ว เจ้ากินคนเดียวแล้วกันนะ" พิวริสพูดตอบไป จากนั้นนางเดินลงไปจากชั้นบน พิวริสก็ถอดชุดออกศึกของเขาออกเปลี่ยนเป็นชุดสบายแล้วทอดกายลงนอน เพื่อพร้อมรับมือกับงานในวันพรุ่งนี้

    รุ่งเช้าของวันที่เตรียมงานกันเอาไว้ แต่ถึงจะเรียกว่ารุ่งเช้าที่นี้มันก็มืดอยู่ดีเพราะความหนาทึบของป่า กองกำลังทหารครบชุดพร้อมอาวุธหรือที่เรียกกันว่ากองกำลังไนส์วอทช์ถูกเรียกตัวกลับมาจำนวนมากและเข้าแถวรออยู่หน้าศาลากลางหมู่บ้าน เหลือเพียงส่วนหนึ่งที่ยังคงอยู่ประจำการตามจุดต่างๆ ของดัสค์วู้ด

    พิวริสเดนเข้าไปในศาลากลาง เพื่อทบทวนแผนอีกครั้ง ด้านบนศาลากลางมีนายกเทศมนตรีเอลโล สก๊อตต์ และผู้หญิงคนหญิงคนหนึ่งนางแต่ตัวเหมือนพวกไนส์วอร์ส ใบหน้าสะสวยแต่เคร่งมครึม ราวกับว่านางเคยผ่านสงครามมาก่อน ทั้งสามกำลังนั่งหาลือกัน
    "จากแผนที่วางไว้ เราจะเข้าโจมตีโดยอ้อมทุ่งราบลอตติงออร์ชาร์ด" สก๊อตตชี้ไปที่แผนที่ตรงบริเวณทุ่งราบลอตติงออร์ชาร์ด
    ผู้หญิงคนนั้นกล่าวทักทวงขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร่าวว่า "แล้วทำไม่เราจะไปบุกผ่านไปตรงๆเลยละสก๊อตต์ กำลังของเราน่าจะมากพอที่จะประจันหน้ากับพวกมัน มันเสียเวลามากรู้ไหมวิธีของเจ้า"

    ระหว่างการถกเถียงเรื่องแผนกัน พิวริสเดินมายังกลุ่มที่กำลังหาลือกันแล้วพูดขึ้นว่า "สก๊อตต์คิดถูกแล้วทำเช่นนั้น เอลเทียร์ เจ้ายังใจร้อนไม่เปลี่ยน"
    การสนทนาหยุดขึ้น ทั้งสามคนมองมาที่เขา
    "สวัสดีพิวริส ในที่สุดพ่อข้าก็ดึงเจ้ากลับมาตายรังที่นี้จนได้" หญิงสาวคนนั้นพูดกับพิวริส
    พิวริสกล่าวทักทายนางไปว่า "เช่นกันเอลเทียร์"
    "โอ้ว! มาแล้วเหรอพิวริสเรากำลังทบทวนกันอยู่เลย เจ้ามาซิ" นายกเอลโลกล่าวทักทาย
    พิวริสเดินเข้าไปนั่งใกล้กับทั้งสามคน ซึ่งนายกเอลโลและสก๊อตต์ยังคงที่้เดิมที่เขาพบครั้งแรกที่นี้ แต่คราวนี้สก๊อตสวมชุดเกราะสำหรับรบสีเงินและเขาถือหมวกเกราะไว้ในมือ ส่วนเอลเทียร์ก็นั่งตรงที่ที่กาวิ้นเคยนั่งมาก่อน พิวริสนั่งลงข้างๆเอลเทียร์
    เอลเทียร์พูดขึ้นว่า "ไหนเจ้าลองอธิบาที่มาซิ ว่าข้าคิดผิดตรงไหน พิวิรส?"
    พิวริสเอาค้อนของเขาพิงไว้ข้างเก้าอี้เขานั่งอยู่ แล้วมองไปที่เอลเียร์และยิ้มให้นางพร้อมกับพูดขึ้นว่า "ถ้าเจ้าเข้าไปลุยกับพวกมันตรงๆ พวกมันก็แตกตื่นกันหมด ถึงเราจะกองทหารมาก แต่อย่าไปดูถูกกำลังของพวกมันเชี่ยวนะเอลเทียร์"
    พิวริสชี้ไปที่แผนที่ในบริเวณที่วางแผนกันไว้คราวที่แล้วแล้วพูดขึ้นอีกว่า "การเข้าไปตรงๆ นอกจากเป็นการทำให้ศัตรูตื่นแล้ว ยังอาจทำให้กำลังทหารของฝ่ายเราบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะมีเซรุ่มรักษาพิษน้ำลายของพวกมัน แต่ข้าเกรงว่ามันจะไม่พอ หรืออาจจะช้าเกินที่เยียวยา ทำให้พวกเขากลายเป็นพวกมันไปอีก ทำให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่า หรือเจ้าจะโต้แย้งประการใดละ" เอลเทียร์นั่งนิ่งไม่พูดอะไร เหมือนว่าเธอถูกต้อนจนจนมุมเข้าแล้ว
    "สก๊อตต์ การสำรวจครั้งล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง?" พิวริสหันไปถามสก๊อตต์
    สก๊อตตจึงตอบไปว่า "ครั้งล่าสุด พวกมันมีจำนวนมาก ข้าไม่เคยพวกมันรวมตัวกันขนาดนี้ มีราวๆร้อยถึงสองร้อยตัวเลยทีเดียว"
    พิวริสนั่งคิดชั่วครู่มองไปที่แผนที่ แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า "งั้นเราจะแบ่งกำลังเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งอ้อมเข้าทางทุ่งราบด้านซ้าย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งอ้อมเข้าทุ่งราบทางด้านขวา ตกลงไหม หรือใครมีความคิดอื่นเสนอ?"
    สก๊อตต์จึงพูดขึ้น "แล้วใครนำกลุ่มแรกกับกลุ่มที่สองละ พิวริส?"
    "เจ้ากับเอลเทียร์ำนำกลุ่มแรก ส่วนข้าจะนำกลุ่มสอง" พิวริสตอบ
    เอลเทียร์นั่งเงียบฟังแผนอยู่ ก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า "แสดงว่ากลุ่มที่หนึ่งต้องไปก่อนซินะ"
    พิวริสพูดตอบไปว่า "ถูกต้องกลุ่มแรกต้องล่วงหน้าไปก่อน เนื่องจากมันไกลกว่าจุดที่กลุ่มที่ข้านำ และเมื่อเจ้านำกลุ่มไปแล้ว ซักพักข้าจะนำกลุ่มที่สองไปยังจุดหมาย และพวกเจ้าอย่าพึงสั่งการใดๆทั้งสิ้น คอยจนกว่ากลุ่มที่สองจะเข้าถึงที่หมายเสียก่อน"
    เอลเทียร์พูดขึ้นว่า "แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ากลุ่มของเจ้าเข้าสู่จุดที่วางเอาไว้แล้วละ?"
    "ข้ามีพุไฟส่งสัญญาณอยู่ ทันทีที่ข้าไปถึงข้าจะจุดพุยิงขึ้นไป ตกลงไหม?"

    ทุกคนที่ประชุมเห็นด้วยกับแผนนี้ และลงไปเตรียมการทันที เอลเทียร์และสก๊อตเริ่มจัดการแบ่งกำลังไปสองกลุ่ม ตอนนี้เอลเเทียร์สวมหมวกเกราะ ทำให้นางดูเหมือนทหารกล้าตาย มากกว่าผู้หญิงเสียอีก ในตอนนี้การจัดเกลุ่มเสร็จสิ้นลงแล้ว แบ่งกองทหารออกเป็นกลุ่มละหนึ่งร้อยนาย กลุ่มทหารเข้าแถวเป็นระเบียบหน้าศาลากลาง
    สก๊อตต์ซึ่งยืนคุมทหารอยู่ฝั่งทางซ้าย หันหน้ามาทางกองทหาร แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงดังและหนักแน่นว่า "พี่น้องแห่งดาร์คไชร์ อย่างที่รู็ๆกัน ตอนนี้ไอ้พวกหมาป่ามันซ่องซุมกำลังไว้โดยมีประสงค์ร้าย ไม่ว่ามันจะประสงค์ร้ายกับใคร ทำไม และเพื่ออะไรก็ตาม แต่พวกมันคือสิ่งที่ทำให้พื้นป่าและหมู่บ้านอันงดงามและอุดมสมบูรณ์เมื่อนานมาแล้ว ต้องแปดเปื้อนกลายเป็นสถานที่ที่ถูกสาปเช่นนี้ ท่านทั้งหลายเราจะยอมหรือไหม? ที่ไอ้พวกหน้าขน มายึดแผ่นของเรา!"
    ทหารทุกนายตะโกนพร้อมกันว่า "ไม่!" เมื่อสก๊อตต์พูดจบเอลเทียร์ก็พูดเช่นกันว่า "พี่น้องทุกคน ในนามของกองกำลังรักษาดาร์คไชร์ "ไนส์วอทช์" เราจะจัดการทุกอย่างที่เป็นภัยคุกข้ามท่านเราและชาวบ้านของพวกเรา ใช่ไหม?!"
    ทหารทุกนายตะโกนพร้อมกันว่า "ใช่!" พวกเขาทั้งสองปลุกใจทหารกล้า พิวริสยืนมองเหล่าทหารที่คึกคนองอยู่ทางด้านหน้าของกลุ่มทหารที่สอง
    สก๊อตต์หันไปทางพิวริสแล้วพูดกับเขาว่า "เจ้าไม่อวยพรพวกเขาหน่อยเรอะ พิวริส?"
    พิวริสหันไปมองที่สก๊อตต์แล้วยิ้ม จากนั้นเขาหันกลับมายังกลุ่มทหารทั้งสองกลุ่ม แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า "ชาวดาร์คไชร์ทั้งหลาย วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะจบฝันร้ายที่กำลังจะคุกคาม ที่นี้มันก็บ้านข้าหลังหนึ่งเช่นกัน พวกเราแข็งแกร่งเสมอ หากพวกท่านร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่สิ่งใดมาทำลายพวกท่านได้ แม้ในวันอาจมีคนต้องตาย แต่เขาเหล่าก็มีเกียรติที่ตายเพื่อปกป้องหมู่บ้านและชาวบ้านอันเป็นที่รักของเขา ในฐานะที่คือพาลาดิน นักรบศักดิ์สิทธิ์ผู้ปฏิญาณตนว่าจะรับใช้พระผู้เป็นเจ้าและกำจัดความชั่วร้ายให้หมดไป ข้าขออวยพรให้พวกท่านจงปลอดภัยและหลุดพ้นจากฝันร้ายนี้ภายใต้นามของแส่งแห่งธรรม!"
    จากนั้นเขาก็ชูค้อนขึ้นด้วยมือขวาแล้วตะโกนดังๆออกมาว่า "เพื่อดาร์คไชร์!" ทหารทุกคนรวมถึงสก๊อตต์กับเอลเทียร์ก็ชูดาบของพวกเขา แล้วตะโกนออกมาเช่นกันว่า "เพื่อดาร์คไชร์!"



    เมื่อปลุกกำลังใจเสร็จสิ้นแล้ว กองกำลังกลุ่มที่หนึ่งเคลื่อนพลไปตามจุดหมายที่วางไว้
    "สก๊อตคต์ เอลเทียร์ ขอเจ้าจงมีชัย" พิวริสกล่าวอวยพรพวกเขาเมื่อพวกเขาเดินจากไปไกล จนพ้นหมู่บ้านและหายไปในเงามืดของป่า พิวริสหันไปสั่งการกองกำลังกลุ่มที่สองที่เขานำทัพว่า "พวกท่านทั้งหลาย เราจะเคลื่อนพลในอีกหนึ่งชั่วโมง พวกท่านเชิญพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อม" เมื่อสั่งการเสร็จแล้ว พิวริสเดินมายังม้านั่งข้างบ้านแดเนลล์ นางเปิดประตูออกมาพอดี ในวันนี้นางอยู่ในชุดเสื้อสีขาว กระโปรงสีฟ้า และกล่าวทักทายเขาด้วยเพียงสดใสเช่นเคย "อ้าว! พิวริสนี้เจ้าไม่ได้ไปรบกับพวกนั้นเหรอ?"
    พิวริสตอบนางไปว่า "ข้าจะเคลื่อนหลังพวกเขาอีกหนึ่งชั่วโมงนะ มันเป็นแผนการ"
    นางทำท่าจะเข้าใจแล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของนาง และยื่นให้เขา มันคือแหวนของรูบิค "ข้าเห็ฯเจ้าลืมไว้บนโต๊ะ สงสัยเจ้าคงรีบ ข้าเลยเก็บไว้ให้ กะเอามาคืนตอนเจ้ากลับมา พิวริสรับแหวนคืนจากนางและกล่าวขอบใจนาง นางเดินกลับเข้าไปในบ้านแล้วพูดขึ้นอีกครั้งว่า "ข้าให้เจ้าทโชคดีนะ" พิวริสจึงพูดตอบนางไปว่า "เช่นแดเนลล์"
    พิวริสกลับมามองดูแหวนที่พึ่งรับมาอีกครั้ง แล้วพูดกัลบตนเองว่า "ข้ายังไม่เข้าใจ เรื่องที่ท่านพูดอยู่ดี รูบิค" เขาถอดถึงมือเกราะข้างขวาออก แล้วบรรจงใส่แหวนลงที่น้ิ้วชี้
    "มันน่าจะใส่ได้นะ" เขาพูดกับตัวเองในขณะที่กำลังใส่แหวน ตอนแรกดูเหมือนว่ามันจะใส่ไม่ได้ แต่เขาออกแรงดันมันเข้าไป มันกลับใส่ได้อย่างประหลาดใจและพอดีไม่อึดอัดนิ้วที่ใส่
    "ว้าว! ของของพ่อมดมันพิศวงจริงๆ" เข้าพูดกับตนเองอีกครั้ง แต่เข้าก็ต้องหยุดมองที่หัวสิงโต ตาของสิ่งโตซึ่งตอนไม่ได้ใส่มันก็เหมือนภายมันจะกรวง แต่เขาเห็นตาของสิงโตมีแสงสีฟ้าอ่อนๆ สว่างออกมา "อะไรกันเนี่ย!" เขาอุทานออกมา และจู่ๆ พิวริสสัมผัสถึงบางอย่างในร่างกายเขา มีแหล่นไปทั่วร่างกายเขา เขารู้สึกเย็นจนขนลุกซู่ แต่กลับเหงื่อแตกออกมา และเขาเหมือนจะตกอยู๋ในภวังบางอย่าง เขานิ่งไปในขณะที่นั่งบนม้าหลังคล้ายเหมือนจะหลับ เขาเห็นบางสิ่งเป็นภาพเรือนราง มันพุ่งมาอย่างรวดเร็ว ราวกับลมพายุ ภาพเหล่านั้นคือภาพชายผมสีขาวยาว ใส่ชุดคล้ายกับนักรบสีดำ เขานั่งอยู่บนพาหนะชนิดหนึ่งดูคล้ายกับม้าศึก แต่มันกลับไม่เนื้อหนัง มีเพียงโครงกระดูก ชายผมยาวผู้นั้นถือดาบเล่มหนึ่ง เป็ดาบสองคมยาวเรียว บนดาบเขียนภาษาที่เขาอ่านไม่ออก ที่ด้ามดาบมีหัวกระโหลกของสัตว์ชนิดหนึ่งประดับไว้อยู่ ชายผู้นั้นขี่ม้าโครงกระดูกเหยียบซากศพของมนุษย์มากมาย พิวริสมองดูชายผู็นั้นอย่างงุนงง แต่เขากลับเหมือนคุ้นเคยหรือรู้จักชายผู็นั้นมากก่อน ชายผู้ควบม้าหันมาทางเขา จ้องหน้าเขา ใบหน้าของชายผู็นั้นราวกับคนซูบผอม คิ้วขาว แววตาไม่เปล่งประกายเหมือนสิ่งมีชีวิต พิวริสตกตะลึงเมื่อเห็นหน้าชายผู้นั้น เขาตกใจจนตื่นจากภวัง เขาหายใจเหนื่อยหอบราวกับว่าไปวิ่งมาไกล
    "นี้มันอะไรกัน?" เขาพูดกับตัวเองเบาเบาด้วยเสียงเหนื่อยหอบ
    เขามองดูที่แหวนอีกครั้ง คราวนี้ตาของสิงโตไม่มีแสงอะไรทั้งสิ้น แต่เขาก็ได้ทันทีว่าแหหวนนี้มันต้องการบอกอะไรกับเขาซักอย่าง
    พิวริสพยายามลืมเรื่องแหวนไปก่อน ตอนนี้เขาต้องคนอยู่เรื่องเดียวคือการเข้าโจมตีพวกวอร์เก๊น ถึงแม้ว่ามันจะสำคัญเท่าใดก็ตาม แต่เขาคิดอยู่เสมอว่า หน้าที่ต้องมาก่อน เขามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ศาลากลาง นี้ก็ได้เวลาแล้ว พิวริสใส่ถุงมือตามเดิมและเดินไปเรียกรวมพลที่ลานกว้างหน้าศาลากลางและพูดไปยังทหารทุกคน "ขอทุกคนอย่าประมาท ระหว่างเดิน อย่าแตกขบวนเด็ดขาด เราต้องพยายามรักษาชีวิตของพวกท่านทุกคน ถ้าไม่จำเป็นเราไม่ต้องการเสียใครไปทั้งสิ้น ขอทุกท่านจงเข้าใจ"
    จากนั้นพิวริสก็นำทหารกลุ่มที่สองออกจากหมู่บ้าน โดยออกทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับกลุ่มที่หนึ่ง และในที่สุดก็เดินพ้นเขตหมู่บ้าน
    ในระหว่างที่เดิน เส้นทางมีเพียงป่าไม้ที่บดบังแสงอาทิตย์ ทำให้ป่านี้ดูครึ่มและมืดอยู่ตลอดเวลา มีเสียงนกร้องและหมาป่าเห่าหอนอยู่เป็นนิจ ขบวนทหารยังเดินต่อไปอย่างงมีระเบียบ ตามเส้นทางที่กำหนดบนถนนหินที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยที่ดาร์คไชร์ถูกเรียกว่าแกรนด์แฮมเล็ต พิวริสนำพวกเขาได้ครึ่งทางแล้ว เขาหยุดเดิน ทำกองทหารต้องหยุดชะงักตามลงไปด้วย พิวริสมองไปรอบๆ เขารู็สึกเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างติดตาม เขาพยายมมองไปรอบๆ อีกครั้งแต่ไม่พบอะไรนอกจากต้นไม้ทำโคดหิน เขาสั่งเดินต่อไป และไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พิวริสนำพวกมายังทุ่งนาร้างและนำกลุ่มทหารมายังบ้านร้างหลังหนึ่งในบริเวณนั้น
    "ทุกคนพักตรงนี้ได้ ข้าจะทำการส่งสัญญาณแล้ว ขอให้พวกท่านเตรียมพร้อมด้วย" พิวริสสั่งการ
    ทหารทุกนนั่งพักผ่อนอยู๋ที่บ้านร้างและบริเวณใกล้เคียง พิวริสเดินมาที่ทุ่งนาร้าง หยิบพุไฟจากกระเป๋าหนังเล็กๆที่ห้อยติดอยู่กับเข็มขัดของเขา เขายกและแบมือข้างซ้ายซึ่งไม่ได้ถือพุไฟ เขาหลับตาลงและพูดเหมือนคำภาวนาว่า "แสงแห่งธรรม ข้าท่านจงมอบเพลิงศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำแสงสว่างมาสู่โลกนี้เถิด"
    ทันใดนั้นมือซ้ายที่แบอยู่ก็เกิดไฟฟ้าทองสว่างขึ้น พิวริสนไปลายของพุไฟ ไปจเผาไฟ พุไฟเริ่มมีเสียงแตกดังขึ้นเล็กน้อย พิวริสเอาพุไฟออกจากไฟและชูมันขึ้น ความร้อนกินแกนดินปืนแล้ว พุไฟระเบิดออกเป็นลูกไฟพุ่งทะยานขึ้นท้องพ้า ระเบิดขึ้นกลางอากาศเป็นสัญญาณให้อีกกลุ่มรู้ถึงการมาของพวกเขา

    อีกด้านหนึ่งกลุ่มของสก๊อตตและเอลเทียร์ ซึ่งรอซุ่มอยู่ที่ทุ่งนาร้างด้านซ้ายของทุ่งราบอยู่ก่อนแล้ว เห็นการส่งสัญญาณของพิวริส จึงสั่งทหารทั้งหมดเตรียมพร้อม
    "เอาละ เตรียมตัวให้พร้อม เราจะล่าหมาป่ากัน ระวังอย่าให้มันกัด และจงสู้เพื่อดาร์คไชร์" สก๊อตพูดกับทหารเหล่านั้น
    "ทุกคนเตรียมพร้อม ทั้งอาวุธ กายและใจ เอาละไปลุยกันเลย" เอลเทียร์พูดกับเหล่าทหาร เมื่อพูดจบสก๊อตตและเอลเทียร์ก็เคลื่อนพลอ้อมทุ่งล็ตติงออร์ชาร์ดไปยังเหมืองโลแลนดูม พวกเขาเคลื่อนพลอย่างเงียบกริบและมีได้ถึงทางแล้ว แต่อย่างไรซะ ศัตรูของพวกเขาย่อมเหนือในด้านประสาทสัมผัส
    ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังนเดินนำ พวกเขาเข้าใกล้เชิงผาซึ่งเป็นปากทางเข้าสู่เหมืองโลแลนด์ดูม จู่ๆจากที่เงียบไม่มีสิ่งใดยกเว้นเสียงของพวกเขา ก็มีเสียงของบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีเสียงวิ่งไปมาอยู่บนเชิงผา ทั้งสองหยุดการนำขบวน
    "ทุกคนเตรียมพร้อมป้องกัน มันจู่โจมเราแล้ว" เอลเทียร์หันไปสั่งกลุ่มทหารที่เธอคุมอยู่ สก๊อตชักดาบสองเล่มออกมาจากฝัก ถือไว้พร้อมรับการโจมตี เอลเทียร์ชักดาบและถือโล่พร้อมเช่นกัน
    เสียงเคลื่อนไหวมันดังขึ้นเรื่อย มีเสียงเห่าหอนของหมาป่า มันดังมาจากบนผาและเชิงเขาด้านหน้า ในบริเวณเหมืองมีหมอกหนามาก เป็นจุดที่ง่ายต่อการถูกซุ่มโจมตีอย่างมาก
    "พวกเรา เคลื่อนขบวน เกะกลุ่มกันไว้ อย่าแยกออกจากกันเด็ดขาด" สก๊อตต์หันไปสั่งการเหล่าทหาร และนำกลุ่มทหารเคลื่อนไหวอีกครั้ง พอกลุ่มทหารเดินเข้าไปถึงซุ้มประตูทางเข้าเหมือง สิ่งที่พวกทั้งหมดเห็นคือ สิ่งมีชีวิตชนิด รูปร่างคล้ายมนุษย์ บางตัวสวมชุดเหมือนคน บางตัวก็ไม่สวม ทั้งร่างกายปกคลุมไปด้วยขนสีดำเป็นนิล พวกมันมีใบหน้ายาวคล้ายสัตว์ป่าประเภทสุนัข เขี้ยวแหลมยาวออกมาจากปาก มีมือและเท้าคล้ายพวกหมาป่า มีกรงเล็บยาว ไม่ใช่อื่นใด พวกมันคือวอร์เก็น(Worgen) หรือมนุษย์หมาป่า พวกมีจำนวนมาก มากเกินไป มากกว่าที่คาดเอาไว้เสียอีก พวกยืนมองกลุ่มของสก๊อตต์ บางตัวทำจมูกฟึดฟัด
    "นิ่งไว้ทุกคน อย่าขยับ อย่าพึงทำอะไรทั้งสิ้นจนกว่าจะสั่ง" สก๊อตพูดเบาๆและให้ทหารถ่ายทอดคำสั่งต่อๆกันไป
    แต่แล้ว มีเจ้าวอร์เก็นตัวหนึ่ง มันเดินเขามาดมใกล้ทหารคนหนึ่งในกลุ่ม ดมใกล้มาก ทหารคนนั้เริ่มสติแตก ตะโกนด้วยความกล้วแล้วง้างดาบขึ้นกระหน่ำฟันลงไปที่คอของเจ้ามนุษย์หมาป่า และในวินาทีนั้น วอร์เก็นที่อยู่ด้านหน้าไม่ต่ำกว่าห้าถึงหกสิบตัว วิง่กระโจนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
    "บุก! ไม่มันก็เรา ต้องตายไปข้างหนึ่งละวันนี้!" สก๊อตตะโกนสั่งการ ทหารทุกนายและเอลเทียร์วิ่งเข้าประจันหน้าทันที พวกวอร์เก็นเข้าโจมตีอย่างรุนแรง พวกบางตัวที่อยู่บนหน้าผากระโดดลงลงมาล้อมปิดทางออก ทำให้พวกของสก๊อตและเอลเทียร์โดนล้อม

    เสียงการต่อสู็เริ่มขึ้น ทางด้านพิวริสที่ค่อยฟังสัญญาณการบุก ก็เริ่มสั่งจัดกองทหารเตรียมบุกในทันที พิวริสนำทหารอ้อมเข้าทางเชิงผาอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไม่ถึงยี่สิบนาที พิวริสและกองทหารมองเห็นการตอสู้แล้ว พวกเขาเร่งฝีเท้าเพื่อเข้าไปช่วยพวกที่สู้อยู่ด้านใน ทันทีที่พิวริสและกลุ่มกองทหารของเขา เข้าถึงซุ้มประตูเหมืองด้านขวา พวกวอร์เก็นที่ดักซุ่มอยู่บนหน้าผาและที่อยู๋บนพื้นดินจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยกว่าตัว วิ่งเข้ามาหมายจะฆ่าพวกเข้าทั้งหมดให้อยู๋ตรงหน้า

    พิวริสและกลุ่มกองทหารของเขา เข้าต่อสู้กับพวกวอร์เก็นอย่างดุดัน พวกเขาเกาะกลุ่มไว้ได้ดีมาก ทหารพวกวอร์เก็นไม่สามารถเอาชีวิตของพวกเข้าได้ซักคน พิวริสรับมือกับวอร์เก็นหกตัว เขาฟาดค้อนกวาดอย่างรวดเร็ว เจ้าวอร์ทั้งหกล้มกระเด็นไปไกล แต่พวกมันก็ยังยืนยัดขึ้นมาสู็กับพวกเขาต่อ

    การต่อสู้เริ่มอย่างดุเดือด ฝ่ายมนุษย์ดูท่าจะเสียอย่างมากในด้านของกำลัง เพราะพวกมันมีมากกว่าที่คิด ถึงพวกเขาจะมีอาวุธครบมือก็ตาม กองทหารทั้งหมดสู้อย่างสุดกำลัง แต่ยังมีบ้างคนพลาดพลั่งถูกพวกมันลากไปขย่้ำ กองหทารมนุษย์เริ่มล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน สามแม่ทัพหันหลังชนกันพร้อมรับมือจากพวกวอร์เก็นที่รายล้อมพวกเขา
    "มันมีมากกว่าที่คิด ข้าคาดไม่ถึงเลย" สก๊อตพูดในขณะที่กระหน่ำดาบคู่ใส่วอร์เก็นสองตัว
    "เจ้ากลัวหรือไงสก๊อตตี้" เอลเทียร์พูดด้วยน้ำเสียงเชิงเยีอดยาม ในขณะที่เธอเอาโล่ตบวอร์เก็นอยู่
    "ข้าไม่ได้กลัว แต่มันต่างหาก นี่ละเกมส์!"สก๊อตตะโกนด้วยเสียงเชิงท้าทายขณะที่ดาบเสียบอกวอร์เก็นทั้งสองตัว
    "เลิกทะเลาะกันได้แล้ว นี้ไม่ใช่เวลานะ เสร็จงาน ค่อยไปทะเลาะกันที่ดา์คไชร์" พิวริสพูดห้ามขึ้นเมื่อทั้งสองกำลังถลึงตาใส่กัน และเขาก็ทุบหัววอร์เก็นเละด้วยค้อนหินคู่ใจ



    พวกวอร์เก็น พวกมันมาเพิ่มเรื่อยๆ ไม่รู้มาจากไหนกัน ฝ่ายมนุษย์เริ่มอ่อนล้าลงทุกที ความเสียเปรียบเพิ่มมากขึ้น ทหารสองร้อยนายที่นำมา ตอนนี้เหลือเพียงร้อยหกสิบกว่าหายเท่านั้น พิวริสสู้อย่างไม่ลดละ วอร์เก็นห้าหกตัว ดาหน้าเข้ามาให้เขาทุบเล่น พวกมันบ้าคลั่งและบ้าพลัง แต่เมื่อเทียบกลับความเร็วของผีกูลที่เขาเจอแล้ว เจ้าพวกนีั้้ช้ากว่าเยอะ
    สงครามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์หมาป่าดำเนินต่อไป พิวริสไม่มีโอกาสได้ร่ายเวทย์เลย เพราะพวกมากันเรื่อยๆ ทหารของพวกเขาเริ่มหมดกำลังใจสู็และกลายเป็นเยื่อของพวกมันไปหลายนายแล้ว
    "เราจะทำยังดีละเนื่ย พวกเขามาตายชัดๆเลย" เอลเทียร์พูดขึ้น ในขณะที่เธอดึงมีดสั้นที่เหน็บกับเข็มขัดข้างเอว ปาใส่หัววอร์เก็นที่กำลังกระโดดใส่เธอ
    "พิวริส เจ้าเก็บอะไรไว้ก็เอาออกมาใช้ได้แล้ว" สก๊อตพูดขึ้น
    พิวริสย่อตัวลงกวาดค้อนใส่พวกวอร์เก็นที่เข้ามาไม่รู้จักหมดเสียที ล้มไปหลายต่อหลายตัว ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น เขาสังเกตเห็นบางอย่าที่เชิงผา ตรงบริเวณนั้นมีบ้านร้างหลังซึ่ง แต่มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคล้ายๆกับพวกวอร์เก็น แต่ขนาดของมันใหญ่กว่าวอร์เก็ฯสองเท่า ขนของมันไม่ใช่สีดำแต่กลับเป็นสีม่วงอมแดง มันกวักแกว่งมือไปมาเหมือนดั่งกำลังร่ายเวทย์และมันขยับปากเหมือนมันท่องคาถา พิวริสคิดขึ้นมาว่า "นั่นนะเหรอ ตัวบ่งการ" และในทันทีนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า "สก๊อต เอลเทียร์คุ้มกันข้าด้วย ข้าจะร่ายเวทย์กำจัดตัวบ่งการพวกมัน" เอลเทียร์และสก๊อตต์ได้ยินเช่นนั้น จึงถอยร่นลงมาที่พิวริส
    "ตัวบ่งการ มันอยู่ตรงไหนกัน" สก๊อตหันไปถามเขา
    "อยู่ตรงหน้าผา แถวบ้านร้าง ข้าเห็นมันอยู๋พวกเจ้าทั้งสองคุ้มกันข้าด้วย" พิวริสตอบกลับไป
    พิวริสหยิบคัมภีร์ขึ้นมาและเปิดมันออกแบ่งเป็นครึ่งเล่ม เขาชูค้อนขึ้นด้วยมือขวา เตรียมจะร่ายเวทย์ วอร์เก็นสามตัววิ่งมาทางเขา เอลเทียร์เข้าสกัดทันแล้วใช้โล่ผลักพวกมันออกไป
    "ด้วยอำนาจแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ โปรดชำระล้างพวกจาความชั่วร้าย!" เขาท่องบทสวดในตำรา ทันทีที่เขาพูดจบ ร่างของเขาก็เกิดแสงสีทอง แสงที่ร่างเขาก็ไหลไปรวมที่ค้อนของเขา เขาชี้ค้อนไปตำแหน่งด้านบนหน้าผาตรงที่เจ้าตัวบ่งการมันยืนอยู่ ทันใดในนั้นแสงสีทองก็สว่างวาบบนหน้าผาใกล้ๆกับบ้านร้างข้างบน



    ทันที่ที่แสงสว่างขึ้น "อ๊าก!" เสียงเจ้าตัวบ่งการร้องดังขึ้น เป็นเสียงร้องของมนุษย์ปนกับเสียงคำรามอย่างโกรธแค้น และเป็นที่หน้าประหลาดใจ พวกวอร์เก็นหยุดโจมตีและเริ่มวิ่งหนีไป มันจบแล้ว

    เอลเทียร์กับสก๊อตต์วางอาวุธลงนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า ทหารที่เหลือรอด ก็นอนลงอย่างเหนื่อยล้า พวกคนร้องไห้ออกมา บางคนก็ตะโกนอย่างดีใจ
    "มันจบแล้ว เราไล่มันไปได้แล้ว ข้านึกว่าข้าจะอยู่ไม่ทันแต่งงานเสียแล้ว" เอลเทียร์พูดเบาๆ อย่างเหนื่อยหอบ
    "อย่างเจ้านะเหรอจะแต่งงาน ใครได้เป็นเจ้าสาวละก็ ซวยแน่ๆ ฮาฮาฮ่าๆ...." สก๊อตต์พูดแหย่เอลเทียร์
    เอลเทียร์หยิบก้อนหินตามพื้นปาใส่สก๊อตต์ ทั้งสองคนทะเลาะกันเหมือนกับเด็ก ราวกับว่าพวกเขาทั้งสองหมดห่วงในเรื่องนีีไปแล้ว แต่พิวริสยังไม่แน่ใจนัก ว่าเรื่องมันจะจบ

    "มันยังไม่จบหรอกนะพวกมนุษย์!" จู่ๆ มีเสียงดังขึ้นด้านบนผาเป็นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกขนลุก มันเหมือนกับเสียงของปีศาจร้ายที่มีความแค้นมาเนินนาน
    ทุกคนหันไปมองที่หน้าผากันหมด
    "เจ้าเป็นใคร!" พิวริสตะโกนถามไป
    "ข้าก็จะมาฆ่าพวกเจ้าให้หมดยังไงละ ฮ่าๆๆ.." มันพูดและหัวเราะอย่างน่ากลัว
    "ทำไมเจ้าต้องเอาพวกวอร์เก็นเข้าโจมตีพวกเราด้วย" สก๊อตเอยถาม
    มีเสียงหัวเราะะกลับมาจากหน้าผา และมันตอบกลับมาว่า "ตอนแรกก็จะฆ่าให้ตายให้หมดที่นี้ แต่ว่าเจ้าพาลาดินนั้นดันทำให้มันจบ แต่ว่าพวกที่หมู่บ้าน คงตายหมดแล้วละมั่ง"
    "เจ้าพูดอะไรของเจ้า?" เอลเทียร์ตะโกนถาม
    "เดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เองละ พวกซอมบี้มันคงเข้่าถล่มไปแล้ว แม้ข้าอิจฉาเจ้าพัดจ์(Pudge
    ) มันจริงๆ คงจะอร่อยอยู่กับเนื้อมนุษย์เลย อิจฉาเป็นบ้าเลย ฮ่าๆๆๆ" เสียงนั้นตอบและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ซักพักมันหยุดหัวเราะและมันพูดขึ้นอีกครั้งว่า "แต่แก! พาลาดิน ทำข้าแสบนัก คราวหลังข้ามาคิดบัญชีกับเจ้า แต่ตอนนี้ ข้าคงต้แงกลับไปรายงานผลของข้าก่อน ก่อนที่เจ้าพัดจ์มันจะตัดหน้าข้า ลาก่อนพวกมนุษย์ วันนี้เจ้ารอด" เมื่อมันพูดจบ เกิดแสงสีแดงวาบึ้นตรงบริเวณขอบผา และดับวูบไปพร้อมกับความเงียบสงัดที่เข้าครอบงำ

    "พิวริสเราต้องรีบกลับไปหมู่บ้าน ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดละก็ นี้มันคือแผนลวง มันรู้ตลอดเวลาว่าเราจะมา!" สก๊อตพูดกับพิวริสด้วยน้ำเสียงคล้ายกับคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
    "แล้วคนเจ็บละ จะเอายังไง?" เอลเทียร์ถามพิวริส
    "เอายังงี้ก็แล้วกัน พวกที่พอจะมีแรงเหลือมากับข้า ส่วนพวกที่บาดเจ็บก็แบ่งกำลังไว้ค่อยปฐมพยาบาลและรักษาพิษจากน้ำลายพวกวอร์เก็น พวกเจ้าเห็นด้วย" พิวริสพูดขึ้นมา
    "ข้าเห็นด้วย ข้าจะไปกับเจ้า พิวริส เอลเทียร์ เจ้ากับทหารอีกสิบนายอยู่ดูแลคนเจ็บที่นี้" สก๊อตพูด
    "ได้ พิวริส ถ้าพ่อข้ายังไม่ตาย ช่วยเขาให้ได้นะ" เอลเทียร์พูดด้วยสีหน้าวิตกกังวลและน้ำเสียงสั่น ราวกับคนอมทุกข์มานาน

    พิวริสเรียกรวมพลทหารที่มีแรงอยู่ เขารวบรวมได้ทั้งหมดร้อยสิบสองคนรวมของกับสก๊อตต์ด้วยเป็นร้อยสิบสี่คน พวกเขา้เร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบ ไม่นานนักพวกเขาก็เดินมาได้พอที่มองเห็นหมู่บ้านได้แล้ว และมันก็เป็นอย่างที่เจ้าเสียงลึกลับนั้นมันบอกจริงๆ หมู่บ้านถูกโจมตี! ควันไฟมากมายลอยปกคลุมเหนือหมู่บ้าน

    "ทุกคนจะเป็นอย่างไรกัน แดเนลล์อย่าตายนะ!" พิวริสคิดในใจ...

    จบ บทที่3 แผนลวง

    ช่วยวิจารณ์การเขียนเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงด้วยนะครับ
    Last edited by Exsodiaman; 30-12-2011 at 10:30 PM.

  4. #4
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Location
    สู่ 3,333
    Posts
    2,692
    เจ๋งคอด มีภาพปลากรอบด้วย


  5. #5
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    83
    เจ๋งดีครับ สนุกดีครับ อีกหน่อย ลองหันมาใช้ UDK สร้างไหมครับ http://udkthai.blogspot.com

  6. #6
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    เจ๋งดีครับ สนุกดีครับ อีกหน่อย ลองหันมาใช้ UDK สร้างไหมครับ http://udkthai.blogspot.com
    ใช้ยังไงครับ ใช้ไม่เป็น

  7. #7
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    สนุกดีครับผม มีภาพประกอบด้วย [อยากมีบ้าง นิยายตัวเองไม่มี >_<]

    แต่อยากให้เว้นบรรทัดบทสนทนาสักหน่อยอะครับ อ่านค่อนข้างลำบาก
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  8. #8
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by KillerSpree View Post
    สนุกดีครับผม มีภาพประกอบด้วย [อยากมีบ้าง นิยายตัวเองไม่มี >_<]

    แต่อยากให้เว้นบรรทัดบทสนทนาสักหน่อยอะครับ อ่านค่อนข้างลำบาก
    เดี๋ยวจัดให้ครับ ถ้ามีเวลา
    Last edited by Exsodiaman; 29-12-2011 at 07:09 PM.

  9. #9
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    120
    สนุกมากๆ ติดตามอยู่เรื่อยๆนะ - -


    ปล.อย่าดองล่ะ

  10. #10
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by Yong[th] View Post
    สนุกมากๆ ติดตามอยู่เรื่อยๆนะ - -


    ปล.อย่าดองล่ะ
    ถ้ามันไม่มีธุระ ผมก็ไปเรื่อยๆครับ แต่ผมแต่งมาก ก็มึนเหมือนกัน..


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •