+ Reply to Thread
Page 2 of 4 FirstFirst 1234 LastLast
Results 11 to 20 of 33
  1. #11
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่4 ทางเลือก

    บทที่4 ทางเลือก



    พวกเขาวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ถึงหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด โดยหวังว่าจะมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่ ในที่สุดพวกเขาก็วิ่งมาถึงหมู่บ้าน หมู่บ้านถูกเผา ไฟลามไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
    "ทุกคนเข้าสำรวจ และคุ้มกันบริเวณโดยรอบเพื่อพวกมันย้อนกลับอีก!" สก๊อตตออกคำสั่งกับทหารทั้งหมด ทหารทั้งหมดรีบทำตามคำสั่ง ทุกคนรวบถีงพิวริสกับสก๊อตต์เข้าไปภายในหมู่บ้าน พวกเขาเข้าถึงบริเวณลานกว้าง ศาลากลางหมู่บ้านเกิดไฟไหม้หนักกว่าที่อื่น พวกทหารพยายามเอาน้ำมาราดดับไฟ ที่ลานกว้างมีศพถูกตัดหัวอยู่มากมาย บางศพถูกเสียบด้วยไม้แหลมและหัวของพวกที่ถูกตัดก็ถูกเสียบไว้ด้วยไม้แหลมเช่นกัน



    "พวกมันโหดเหี้ยม ข้าสาบานว่าจะล้างแค้นให้ดาร์คไชร์" สก๊อตพูดขึ้นด้วยความโกรธแค้น ขณะที่มองรอบๆลานกว้างที่เต็มไปด้วยศพทหารและชาวบ้าน
    "พวกมันเป็นใครกันแน่" พิวริสพูดขึ้น

    ทหารคนหนึ่งวิ่งมารายงานพิวริสว่า "ท่านหัวหน้า เราไม่พบใครเลย นอกศพในลานกว้างแล้ว ไม่พบใครเลยครับท่าน"
    "แปลกจริงๆ สก๊อตต์ที่นี้มีหลุมหลบภัยหรือเปล่า?" พิวริสหันไปพูดกับสก๊อตต์
    สก๊อตต์ทำท่ากำลังคิด แล้วเขาก็ก็ตอบมาว่า "มี มันเป็นถ้ำนะ นายกเอลโลน่าจะพาชาวบ้านที่หนีทันไปหลบที่นั้น เดี๋ยวข้าพาไป"

    สก๊อตต์สั่งให้ทหารทุกนายช่วยกันดับไฟและเขาก็พาพิวริสไปตามเส้นทางทางขวา ซึ่งเป็นเส้นเดียวกับที่ไปซากหอคอย เมื่อเดินถึงกลางทาง สก๊อตต์พาพิวริสลงไปตามถนนดินซึ่งอยู่ด้านล่างลึกเข้าไปในป่า พวกเขาทั้งสองเดินมาจนถึงบริเวณเชิงเขามีทุ่งหญ้าและเนินสูงลูกหนึ่งซึ่งดูแล้ว มนุษย์น่าจะปีนขึ้นไปได้ สก๊อตต์พาพิวริสปีนขึ้นไป พวกเขาทั้งสองปีนขึ้นจนบนสุดของเนิน บนเนิเป็นที่กว้างพอสมควรมีหญ้าและวัชพืชขึ้นมกามาย มีต้นสนต้นใหญขึ้นอยู่หนึ่งต้นและพิวริสก็พบถ้ำอย่างที่สก๊อตต์ ทั้งสองเดินมายังปากถ้ำและมองเข้าไปในถ้ำ พวกเห็นแสงที่ดูเหมือนจะมาจากคบเพลิง สก๊อตต์จึงตะโกนเรียกไปว่า "เฮ้! ทุกคน ปลอดภัยใช่ไหม?"
    มีเสียงตอบกลับมา มันเป็นเสียงของนายกเทศมนตรีเอลโล "สก๊อตต์เหรอ? พระเจ้าทรงโปรดพวกเธอยังไม่ตาย เอาเร็ซทุกคน ดูเหมือนจะปลอดภัยแล้ว" เมื่อการตอบกลับจบลง ผู้คนซึ่งเป็นชาวบ้านของดาร์คไชร์และทหารห้านายออกมาจากถ้ำ ชาวบ้านทั้งหมดเดินมาลงบริเวณหน้าปากถ้ำ มีเพียงทหารห้านายกับนายกเอลโลเท่านั้นที่ไม่นั่ง นายกเอลโลเดินมาหาพวกเขาทั้งสอง และพูดด้วยสีหน้าตกใจ "พวกซอมบี้ มันมาจากไหนไม่รู้ แต่พวกมันล้อมหมู่บ้านบ้านเอาไว้หมดเลย พวกทหารคุ้มกันพวกข้าและชาวบ้านไว้ได้เพียงเท่านี้ บางคนถูกพวกมันฆ่าตายไปแล้ว น่ากลัวจริงๆ"
    "แล้วท่านเห็นเจ้าตำทัพซอมบี้มาหรือเปล่าละ?" พิวริสเอ่ยถาม
    นายกทำหน้าตาตื่นกลัวแล้วพูดเสียงตะกุกคะกัก "เห....เห็นซิ มาทางเส้นทางด้านล่างของหมู่บ้าน มันเป็นตัวอะไรไม่รู้ ใหญ่มากๆ น่าตาน่าเกลียด ตัวของมันราวกับเอาศพไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าศพ มาเย็บติดกัน หน้าตาอัปลักษณ์ ตัวอ้วนและนี่หน้าท้องมันเหมือนปริแตกออกมา เครื่องไหนของมันกองอยู่ข้างหน้า จะหล่นก็ไม่หล่น ห้อยอยู่แบบนั้น และยังมีกระดูกซี่โครงของมันแทงทะลุออกมาจากหน้าท้อง มันมีแขนสามแขน ไม่เท่ากัน แขนแต่ละแขนถืออาวุธหนักๆทั้งนั้น"
    พิวริสคิดว่าสิ่งที่นายกบอกน่าจะเป็น "พัดจ์" อย่างที่เีสียงลึกลับนั้นพูดไว้แน่
    "ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว พวกมันไปแล้ว พวกทหารกำลังดับไฟ ท่านพาชาวบ้านไปช่วยดับไฟก่อนแล้วกันนะ ท่านนายก" พิวริสพูดกับนายดเอลโล
    นายกเอลโลเรียกชาวบ้านและทหารอีกห้านาย นำพวกเขาไปสู่หมู่บ้าน
    "สก๊อตต์ เจ้าก็ไปด้วยซิ" พิวริสหันไปพูดกับสก๊อตต์
    "แล้วเจ้าละ?" สก๊อตต์ถามกลับ
    "ข้าขออยู่คนเดียวซักพักหน่อยแล้วกัน เจ้าไปช่วยพวกชาวบ้านก่อน ได้ไหม?" พิวริสพูดขึ้น
    "ได้ แต่เร็วหน่อยนะ" สก๊อตต์ตอบกลับ และเขาก็ลงจากเนินนี้ไปอย่างรวดเร็ว

    หลังจากสก๊อตต์ลงจากเนินไปแล้ว พิวริสนั่งลงที่พื้นหญ้าหน้าปากถ้ำ
    "ข้าช่วยใครไม่ได้เลยจริงๆ พวกนั้นก็ไม่น่าจะมาฝากหวังไว้กับข้าเลย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่
    "แค่นี้เจ้าก็ท้อถอยแล้วงั้นเหรอ พิวริส" มีเสียงพูดขึ้นมา พิวริสได้ยินเช่นนั้นก็จำได้ ถึงแม้ไม่เห็ฯเจ้าของเสียงก็ตาม
    "ท่านรูบิค! ท่านอยู่ตรงไหน?" พิวริสตะโกนถาม และพยายามกวาดสายตาไปรอบๆ
    "ไม่สำคัญหรอกนะ ว่าข้าอยู่ตรงไหน แต่เจ้า จะมัวมาโทษตัวเองอยู่แบบไม่ได้หรอกนะพิวริส" เสียงรูบิคดังตอบมา
    "แล้วท่านให้ข้าทำเช่นไรกัน ข้าช่วยชาวบ้านไม่ได้ ข้าไร้ความสามารถ และข้าอาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านอยากให้ข้าเป็น" พิวิรสพูดตอบกลับไป
    เสียงรูบิคหัวเราะขึ้น และตอบกลับมาว่า "เจ้าหนุ่มน้อยเอ้ย ชีวิตเจ้ายังอีกยาวไกล ชะตาของเจ้าถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรซะ มันจะจบเช่นที่มันกำหนด เจ้าจะต้องเรียนรู้ และเข้าใจมัน"
    "เรียนรู้และเข้าใจ ท่านต้องการอะไรกันแน่?" พิวริสถาม
    "ความจริงขิงชีวิตไงละ พาลาดินเอ้ย" รูบิคตอบ
    "ข้าควรทำเช่นไร ท่านโปรดชี้แนะด้วย" พิวริสถามกลับไป
    "ตอนนี้เจ้าต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียก่อน" รูบิคตอบกับมาและพูดอีกครั้ง "ส่วนในอนาคต เจ้าจะต้องต่อสู้กับตนเอง อีกไม่นานความชั่วร้ายของราชันปีศาจจะกัดกินเจ้า และในที่สุดมันจะพรากวิญญาณของเจ้าไป เหมือนกับชายที่เจ้าเห็นในนิมิตนั้นละ"
    พิวริสนึกเรื่องภาพที่เห็นขึ้นทันทีที่รูบิคพูดถึงมัน และถามเขากลับไปว่า "เขาเป็นใครกัน ชายคนนั้น?"
    "เวลาจะบอกเจ้าเอง แต่เจ้ารู้จักเขาดีที่สุด ข้าบอกเท่านี่้" รูบิคตอบกลับมา
    "แล้วข้าควรทำเช่นไร ข้าไม่อาจสู้กับพวกมันได้ พลังของข้ายังไม่พอ ฝีมือข้าก็ยังไม่แกร่งพอ?" พิวริสถามกลับไป
    "เจ้ามีทางเลือกเสมอพิวริส แต่เจ้าจะทำหรือไม่นั้น มันก็อีกเรื่อง" รูบิคตอบกลับมา
    "ทางเลือก ท่านว่ามาเลย?" พิวริสตอบ
    "เจ้าจงเดินทางไปที่ที่ราบสูงอาร์ติ(Arathi Highland) จงไปร่วมกับกองทัพผู้พิทักษ์(Sentinel)ซะ พวกจะชี้นำเจ้าไปสู่ความแข็งแกร่ง
    "แล้วข้าจะลงคิดดู" พิวริสตอบกลับไป อารมณ์โทษตัวเองของเขาหมดไปแล้ว มันก็จริงอย่างที่รูบิคบอก ข้าจะต้องมุ่งต่อไป
    "ขอบใจท่านมากนะ รูบิค" พิวริสกล่าวขอบคุณรูบิค
    "ดีใจที่เจ้าเข้าใจซักที ก่อนเจ้าจะไปจากที่นี้ เจ้าจงไปยังหอคอยเบ๊กเกอร์ฮันต์อีกครั้ง จงค้นหาสุสานของของขอทานผู้หลอกหลอนซะ มันจะนำเจ้าเอาของสิ่งหนิ่งซึ่งซ่อนอยู่ในดัสค์วุ๊ด มันจะช่วยเจ้ายามฉุกเฉิน เจ้าไปได้แล้วพิวริส" รูบิคบอกกลับมา

    พิวริสพยายามมองหารูบิครอบๆ แต่เขาก็ไม่พบเช่นเดิม เขาไต่ลงจากเนินและเดินกลับไปหมู่บ้าน พิวริสเดินมาถึงหมู่บ้าน พบว่าไฟที่ไหม้นั้นดับหมดแล้ว ตัวบ้านยังไม่เสียหายมาก เพราะพวกซอมบี้ที่บุกมา มันไม่ค่อยจะสนใจกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตนัก การที่เกิดไฟไหม้ก็เป็นเรื่องแปลก จะว่าซอมบี้หยิบคบไฟไปเผาบ้านก็ไม่น่าจะใช่
    พิวริสเดินมายังหน้าศาลากลาง เขากวาดตามองดูรอบว่าส่วนไหนของศาลากลางเสียหายมากน้อยเพียงใด
    "พิวริส" เสียงสก๊อตต์ดังมาจากข้างหลังเขา ซึ่งเขากำลังเดินมา
    "ว่าไงสก๊อตต์ ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ" พิวริสหันไปถามสก๊อตต์
    "อืม เราช่วยกันดับไฟเสร็จแล้ว ส่วนพวกเอลเทียร์ก็เดินทางกลับมแล้ว แย่จริง มันล่อเราให้ติดกับซะจนมุมเลย พวกเราคงต้องซ่อมแซมหมู่บ้าน และปลุกขวัญกำลังใจชาวบ้าน" สก๊อตต์พูด
    "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะอยู๋ช่วยที่นี้อีกสองสามวันแล้วกัน ข้าอยู๋นานไม่ได้ เจ้าคงข้าใจนะ สก๊อตต์?" พิวริสพูด
    "อืม ข้าเข้าใจดี ทางสตอร์มวินด์คงไม่ปล่อยให้เจ้าหนีราชการมาแบบนี้นานๆหรอก" สก๊อตต์พูด
    "งั้นข้าขอตัวละ ขอเจ้าจงโชคดี สก็อตต์" พิวริสพูด จากนั้นเขาก็เดินไปหาแดเนลล์ นางกำลังเก็บกวาดบ้านของนางอยู่ ตอนนี้สภาพนางอยู่ในชุดมอมแมมและผมยุ่งเหยิง อาจเป็นเพราะการหนีอย่างฉุกเฉิน ใบหน้าที่สดใสของนางกลับมัวหมองไปด้วยความตื่นกลัวและเศร้าสลด พิวริสเดินเข้าไปข้างหลัง และเอามือซ้ายแตะที่ไหล่นาง
    "อย่าเศร้าไปเลย แดเนลล์" พิวริสพูดเบา
    นางหันมา ใบหน้าของนางยังคงตื่นกลัวและเหมือนจะร้องไห้ นางเข้ากอดพิวริส
    "ข้ากลัว ข้ากลัวมาก ข้านึกว่าจะตายซะแล้ว..." นางพูดด้วยเสียงปนสะอื้น
    "เจ้าไม่ต้องกลัวแล้ว ข้าอยู่นี้แล้ว" พิวริสพูดปลอดใจนาง
    นางปล่อยพิวริสจากอ้อมกอด นางพูดขึ้นด้ววยสีหน้าตื่นกลัวเช่นเดิม "พวกมันกันมากมาย พวกศพเดินได้ และเจ้ายักษ์น่าเกลียด ข้ากลัวจริงๆ พิวริส ข้ากลัว"
    "ทุกอย่างจะดีเอง ข้าอยู่ช่วยซ่อมแซมหมู่บ้าน พอข้ากลับไปสตอร์มวินด์ ข้าจะยื่นเรื่องนี้ต่อพระราชาเอง" พิวริสพูดปลอดใจนาง
    พิวริสพานางเข้าไปข้างใน ในนางสงบสติอารมณ์ไปก่อน ภายในบ้านไม่มีไหม้อะไรมาก ยกเว้นแต่ผนังไม้ด้านห้องรับแขกที่ดำเพราะเปลวเพลิง จากนั้นเขาก็ขึ้นไปยังชั้นบนและเข้าไปในห้องของเขา ห้องของเขาไม่ได้รับผลจากไฟไหม้เลย เพราะบ้านแดเนลล์ไหม้เพียงด้านล่าง ยังไม่ลามขึ้นข้างบน เขานั่งลงที่เตียง และถอดชุดเกราะออกทั้งหมด เหลือเพียงข้างในที่เป็นเสื้อและกางเกงขาวยาวสีขาว เขาทิ้งตัวลงนอน พิวริสยกมือขวาขึ้นก่ายหน้าผาก และซักพักเขาก็หลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่เจอในวันนี้

    รุ่งเช้าของวันใหม่ พิวริสตื่นแต่เช้า เพื่อมาช่วยทำการซ่อมแซมและปรับปรุงหมู่บ้าน ตลอดเวลาสองสามวันหลังจากวันที่เขารบกับพวกวอร์เก็น เขาช่วยชาวบ้านดาร์คไชร์ซ่อมแซมหมู่บ้านตลอดในตอนกวางวัน พอตกกลางคืน เขาไปร่วมสังสรรค์กับชาวบ้านที่โรงเหล้ากาสีแดง(Scarlet Raven Tavern) เป็นโรงเหล้าที่ขึ้นชื่อของดาร์คไชร์ตั้งอยู่ใกล้ ทางด้านซ้ายของศาลากลาง โชคดีที่ที่เบียร์เย็นกับไวน์องุ่นยังไม่ถูกไฟไหม้ พวกเขาสนุกสนานกับการแข่งดื่มเบียร์และการคุยโวเรื่องต่างๆ ทุกคนเหมือนจะลืมเรื่องที่หมู่บ้านถูกบุกไปซะสนิท แต่แบบนี้ละมันดีแล้ว ทุกคนให้หมู๋บ้านช่วยกันนำศพมาเชิงตะกอนหน้าเนินถ้ำสำหรับหลบภัย พิวิรสจึงได้สังเกตเห็ฯความเศร้าจากชาวอีกครั้ง

    ผ่านไปสามวันตามที่พิวริสรับปากจะอยู่ พิวริสเตรียมของเพื่อจะกลับไปสตอร์มวินด์แต่เช้า เขาอยู่ในชุดเกราะทหารและเขาออกไปกล่าวอำลาทุกคนในหมู่บ้าน ยกเว้นนายกเอลโล สก๊อตต์และเอลเทียร์
    "กลับมาอีกนะ พิวริส" แดเนลล์พูดพิวริส ขณะที่นางถือกระเป๋าเดินทางของพิวริสออกมาจากบ้าน พิวริสซึ่งยืนอยู่หน้าบ้านนาง หันไปมองนางและส่งยิ้มมาให้
    "ถ้าข้าว่าง ข้าจะกลับมา ลาก่อนแดเนลล์" พิวริสพูดกับนาง และ้วเขากือกระเป๋าของเขาพร้อมของของคู่กายเขทั้งนั้นคือคัมภีร์เล่มใหญ่ และค้อนหินของเขา เขาเดินไปยังศาลากลาง เข้าไปด้านใน เขาพบสก๊อตต์นั่งอยู๋ที่เก้าอี้รับแขกด้านล่าง ตอนนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อสีฟ้าคอปกและการหนังสีดำกับรองเท้าคู่เดิม ซึ่งกำลังจิบกาแฟอยู่
    "เจ้าจะกลับแล้วเหรอ?" สก๊อตต์หันไปถามพิวริสที่กำลังเดินเขามา
    พิวริสเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ แล้วพูดขึ้นว่า "ใช่ ข้าจะกลับแล้ว แต่ข้ามีธุระที่นี้นิดหน่อยที่จะต้องไปทำ ข้าฝากสัมภาระข้าไว้หน่อยได้ไหม?"
    "ได้เสมอเพื่อนยาก แล้วเจ้าจะไปไหน?" สก๊อตต์ถาม
    "ข้าจะไปสุสานขอทานผู้หลอกหลอนนะ เจ้ารู้จักไหม?" พิวริสถามกัลบไป
    "เจ้าจะไปที่นั้นทำไม!" เขาถามออกมาด้วเสียงตกใจ
    "ข้ามีธุระที่นั้นนะ มันมีอะไรงั้นเหรอที่นั้น?" พิวริสถามไป
    "มันเป็นที่ที่ชาวบ้านเล่าว่าจะมีวิญญาณคอยหลอกผู้คนที่ไปที่นั้น มันเป็นตำนานของที่นั้นนะ" สก๊อตต์ตอบกลับไป
    "แต่ยังข้าก็ต้องไป ฝากดูแลของข้าด้วย ออ! ฝากลาเอลเทียร์กับพ่่อของนางด้วยแล้วกัน" พิวริสบอกกับสก๊อตหันหลังให้เขา จากนั้นก็เดินออกมาจากศาลากลาง มุ่งไปทิศตะวันตกทางขวาของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางไปหอคอยเบ๊กเกอร์ฮันต์ พิวริสเดินมาถึงหน้าหอคอย เขาเห็นเถ้ากระดูกของพวกศพและผีกูลที่โจมตีเมื่อคราวที่มาที่นี้ เขาเดินสำรวจรอบๆ หอคอย เขาไม่พบอะไรนอกจากต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบและหนูที่วิง่ไปมาบริเวณนั้น
    "มันอยู๋ไหนกัน รู็งี้ข้าน่าจะถ้าสก๊อตต์ซะก่อน ไม่ได้เรื่องเลยเรา" พิวริสพูดอยูกับตัวเอง
    เขามองไปรอบๆ เผือว่าจะเห็นอะไรนอกจากต้นไม้ แล้วจู๋ก็เกิดลมพัดขึ้น เป็นลมที่แรงพอดู พิวริสเงยหน้ามองฟ้าที่มัวหมองตลอดเวลาของดัสค์วู้ด
    "ก็ไม่มีเมฆฝน ทำไมลมพัดแรงอย่างนี้" พิวริสพูดขึ้น
    จู๋ๆ เขาก็ได้ยินอะไรบ้างอย่าง "มาทางนี้สิ" เป็นเสียงของผู้ชายที่แหบแห้ง ฟังดูน่าขนลุก เสียงนั้นดังมาจากต้องพุ่มไม้หนทึบด้านหลังหอคอย พิวริสเดินตามเสียงไป จนถึงหน้าพุ่มไม้หนาทึบ
    "เอาค้อนของเจ้าทุบเพื่อเปิดทางซะ" เสียงนั้นดังก้องที่หูของเขา ของทำตามที่เสียงนั้นบอก เขากระหน่ำค้อนทุกลงไปที่พุ่มไม้ เขาทุบคนมันพอจะเปิดทางตามที่เสียงนั้นบอก แลัมันก็มีอยู่จริงๆ ด้านหลังพุ่มไม้หนามีทางโล่งกว้างพอสมควร มีหญ้าและต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด พิวริสเดินไปตามทางนั้น เขาพบว่ามันเป็ฯเส้นทางตรงยาว เข้าไปในป่าทึบอีกด้านหนึ่ง พิวริสเดินมาเรื่อยจนใกล้จะถึงป่าอีกด้านเขาสังเกตรูปปั้นขนาดใหญ่สองตัว ตั้งอยู่ด้านหน้าเป็นรูปปั้นของคนใหญ่เสื้อคลุมปิดหน้าและถือดาบปักลงพื้น ราวกับทหารยามที่ตั้งไว้เพื่อคุ้มกันอะไรบ้างอย่าง ด้านหลังของรูปปั้นทั้งสอง มีรั่วเหล็กและซุ้มประตูหินเก่าๆ และหลังรั่วนั้นคือป้ายหลุมศพที่ทำด้วยหินขนาดใหญ่ ใช่เลย! มันต้องเป็นสุสานของขอทานผู้หลอกหลอนอย่าที่รูบิคบอกแน่ แต่มันจะมอะไรพิเศษที่รูบิคบอกให้มาเอาที่นี้ กัน เขาเดินเขาไปที่สุสาน เดินมายังป้ายหลุมศพ ที่ป้ายหลุมศพ มีข้ความเขียนไว้ว่า

    สุสานของขอทาน มาธอน วิลสัน ผู้ซื่อตรงต่อหน้าที่ และยอมตายเพื่อปกป้องความลับของอัศวินแห่งแกรนด์แฮมเล็ต
    "ขอทานผู้ซื่อตรงงั้นเหรอ? งั้นเจ้าก็สมควรได้รับการยกย่อง" พิวิรสพูดขึ้น
    "มายกย่องตอนข้าตาย มันไม่มีประโยชน์หรอก ฮ่าๆๆๆ" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ใช่ข้างหู แต่เสียงมันดังมาจากข้างหลังเขา พิวริสหันกลับไปดู เขาแถบตกใจ แต่กุมสติไว้ได้ สิ่งที่เข้าเห็นคือ ผี รูปร่า่งของมันโปร่งใส่คล้ายควันสีดำ มีโครงกระดูกส่วนบนของมนุษย์ แต่ส่วนล่างไม่มีและลอยเหนือพื้น ใบหน้าอันเป็นกระโหลกสีดำและแววตตาของสิ่งที่ตายไปแ้ล้วพูดขึ้น "ข้ารอท่านอยู่นานแล้ว ท่านสมควรได้มันไป และข้าจะได้หมดหน้าที่นีเซักที"
    พิวริสงงกับคำพูดของผีตนนี้แล้วถามกลับไปว่า "มันคืออะไรละ?"
    "มันเรียกว่าหินแห่งพลัง เป็นขอที่ข้าทำหน้าที่เฝ้ามันมาสี่ร้อยปี เพพื่อปกป้องมันจากการนำไปใช้ในทางที่ผิด จนข้าตายอย่างท่านเห็นนั้นละ ข้าพาไปเอามา และข้าก็แน่ใจเช่นกันว่าท่านจะเป็นคนที่เหมาะสม" ผีตนนั้นพูด และลอยไปยังด้านข้างขวาของสุสาน มันพูดด้วยภาษาแปลกๆ "อาร์-ดิน-ดา-รู-เมนิส!" ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีฟ้าขึ้นกลางอากาศ แสงนั้นแยกตัวกลายเป็นวงกลมขนาดใหญ่พอๆที่จะเอาบ้านลอดผ่านเข้าไปได้ กลางวงกลมมีแสงสีม่วงรวมตัวอยู่ และรอบๆวงกลงนี้ก็มีสิ่งที่คล้ายกับอัญมณีสีฟ้าอัมเขียวลอยอยู่ละมุมของวงกลม



    พิวริสตะลึงอยู่กับเวทมนตร์พิศดารนี้ เจ้าผีขอทานนั้นก็พูดขึ้นว่า "อย่ามั่วไปสนใจมันเลยท่าน เดินเข้าไปได้แล้ว"
    "อะไรนะ?" พิวริสพูดด้วยอาการงง
    "มันเป็นประตู มันจะพาท่านไปยังโพรงอัสวิน ซึ่งเป็นที่เก็บหินแห่งชีวิต" ผีขอทานบอก
    เขาเดินเข้าไปใกล้ประตูเวทมนตร์นี้ แล้วหันไปหาเจ้าผีขอทาน
    "เจ้าไม่เข้าไปกับข้าเหรอ?" พิวริสถาม
    เจ้าผีขอทาน หัวเราะ และตอบมาว่า "ที่นั้นผีไ่มสามารถเข้าไปได้ ข้าเพียงอต่เปิดทางให้ท่านเท่าั้นั้น"
    เมื่อรู็เช่นนี้แล้ว เขากลั้นใจแล้วเดินเข้าไปในบานประตูเวทมนตร์นี้ โดยหวังว่า คงเป็นจริงอย่างที่เจ้าผีมันพูด ทันที่เขาเดินผ่านบานประตูเวทมนตร์นี้ เขารู้สึกว่าเขากำลังถูกบางอย่างดูดเข้าไป มันดูดเข้าหนักขึ้นเมื่อเขาพยายามจะออกแรงดึงตัวเองออกห่าง แล้วในที่สุด เข้าถูกแรงมหาศาลกระชากแล้วหายเข้าไปในประตูเวทมนตร์

    พิวริสรู้สึกว่าแรงที่ดึงเขาเข้ามาหายไปแล้ว ประตูเวทมนตร์ยังอยู่ข้างหลังเขา และเขาได้มายืน ณ สถานที่ที่หนึ่ง ลักษณะเหมือนหุบเขาขนาดเล็ก ในหุบเขามีน้ำตกขนาดใหญ่และแอ่งน้ำไม่กว้างนักอยูตรงน้ำตก รอบหุบเขามีพันไม้เลื้อย ต้นไม้ และพืชมีหนามขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นนักรบที่เหมือนกับที่สุสานรายล้อมอยู่สี่ตัว ทุกตัวหันหน้ามายังแอ่งน้ำ กลางแอ่งน้ำนั้นมีแสงประหลาดสีเขียวสว่างมาจากตรงกลาง พิวริสรับรู้ถึงอำนาจเวทมนตร์ที่มีอยู่ตรงนั้น
    "โอ้ว! พลังเวทมนตร์มหาศาล แสงเหล่านี้ มันคืออะไรกันแน่" เขาพูดกับตัวเอง และมองไปยังตรงกลางแอ่งน้ำซึ่งเป็นที่มาของแสงเหล่านั้น เขาเดินเข้าไปใกล้ เดินเข้าไปเรื่อยๆ และเขาก็เดินถึงพอที่จะสังเกตเห็นต้นตอของแสงสว่างนั้น สิงที่เขาเห็นกลางแอ่งน้ำนั้คือ หินที่เป็นผลึกแก้วสีม่วงอมดำ มันลอยอยู่กลางแอ่ง มันปลดปล่อยพลังเวทย์ออกมาในรูปแบบของแสงที่เขาเห็นอยู่



    ยิ่งพิวริสเข้าไปใกล้มันมากเท่าไร เขายิ่งรับถึงพลังเวทย์ที่ไหลออกมาจากผลึกก้อนนั้นมากขึ้น และในที่สุดเขาเข้าถึงกลางแอ่งน้ำ พลังเวทย์ยิ่งจากก้อนผลึกยิ่งพุพล่านมากขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่า มันกำลังเรียกหาเขา เขายื่นมือซ้ายที่ว่างอยู่ฝ่าแสงสีเขียวเข้าไปเพื่อจะหยิบมัน
    "สิง่นี้สินะ คือหินแห่งพลัง" พิวริสพูด เขาใกล้จะเอื้อมหยิบได้แล้ว แต่แล้วมีพลังบางอย่างผลักมือเขาออกมา พิวริสจึงเลิกล้มที่จะหยิบมันจากการแอ่ง เพราะเข้ารู้แล้วว่ มีพลังบางอย่างป้องกันมันไว้ เขาจึงหลับตรลง ตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า "หากข้าสามารถเป็นเจ้าของหินแห่งพลัง ขอให้มันมาหาข้าเองด้วยเทอญ"

    ทันทีที่เขาตั้งจิตอธิษฐานดังนั้น แสงสีเขียวทั่วทั้งหุบเขาถูกดูดกลือนกลับมายังต้นกำเนิดของมัน เมื่อแสงถูกดูดกลับมารวมกันทั้งหมด ผลึกเกิดระเบิดขึ้น พิวริิสที่ยืนอยู่ใกล้ กระเด็นออกไปนอนกองติดอยู่รูปปั้นด้านล่าง
    การระเบิดยุติลง พิวริสยังคงนอนหมอบอยู่กับพื้นเขาพยายามที่เงยหน้าไปมองว่ามันเกิดอะไรขึ้นอีก ตอนนี้สายตาขิงเขาพร่ามัว เพราะฝุ่นดิน แต่เขาเห็นอะไรบางอย่าำลังลอยมา ลอยมาทางเขา มันไม่ใช่สิ่งอื่นใด มันก็คือหินแห่งพลัง



    มันลอยเข้ามาใกล้ๆกับเขา ลอยวนเวียนเขาอยู่เช่นนั้น เขาพพยุงตัวเองขึ้นโดยใช้รูปปั้นนักรบเป็นเสาจับผยุงตัวขึ้น ด้วยสภาพที่มอมแมมไปด้วยฝุ่นดินจากการระเบิด
    "เจ้านี้มันแสบจริงๆ เอาซะข้าสะบักสะบอมเลย" พิวริสพูดในขณะเขามองดูหินแห่งพลังลอยวนเวียนอยู่รอบๆเขา เขายื่นมือขวาซึ่งตอนนี้ไม่ได้ถือค้อนคู่กาย เพราะมันหลุดออกจากมือไปอยู่อีกด้านหนึ่งข้างแอ่งน้ำ และในที่สุด เขาก็จับมันได้ ทันทีที่เขาสัมผัสกับมัน พลังเวทย์จากหินนี้มันไหล่เข้าสู่ร่างของเรา ทำให้อาการเจ็บปวดจากแรงระเบิดหายเป็นปลิดทิ้งแถมยังเมื่อเรี่ยวแรงเพิ่มขึ่นมากกว่าเดิม
    พิวริสทึ่งในหินแห่งพลังและอุทานออกมาว่า "สุดยอด!" "คุ้มข้ากับการมาเสียจริง" เข้าพูดและมองดูหินผลึกในมือ
    พิวริสรีบเดินไปเก็บค้อนเพื่อจะออกจากหุบเขานี้ เขาเดินเขาประตูเวทมนตร์ที่เปิดอยู๋และมาปรากฎตัวอีกครั้งที่สุสานขอทานผูหลอกหลอน ซึ่งเจ้าผีขอทานยังคงรอเขขาอยู่ เมื่อเขาปรากฎตัวขึ้น เจ้าผีก็เขาไปภามเขาว่า "เป็นยังไงงท่าน ได้มาไหม?"
    "ได้ซิ นี่ไง" พิวริสตอบแล้วยื่นกินที่อยู๋ในมือให้เจ้าผีขอทานนั้นดู
    ผีขอทานเห็ฯดเช่นนั้น ก็แสดงสีหน้าที่พิวริสพอจะดูรู้ว่ามันกำลังดีใจ แแล้วมันก็พูดออกมาว่า "โอ้ว ภาระข้าหมดแล้ว ข้าจะได้ไปเกิดและจิตวิญญาณแห่งความเมตตาท่านโปรดข้าด้วย ท่านทำให้ข้าเป็ฯอิสระแล้ว"
    "ยินดีด้วย เจ้าได้ไปแล้ว มาเดียวข้าจะส่งเจ้าเอง" พิวิริสพูดกับเจ้าผีขอทาน
    "โอ้ว ท่านนี่ทีน้ำใจจริง แม้กับคนตาย ช่างดีเหลือเกิน" เจ้าผีพูดชื่นชมพิวริส และพูดขึ้นอีกครั้งว่า "สิง่ที่ท่านถืออยู่มีอำนาจมาก อย่าให้คนชั่วได้ไปเชียวนะ ไม่งั้นความวุ่นวายจะเกิดขึ้นอีกแน่ ขอให้ท่านเก็บมันไว้ให้ดี"
    "ข้ารู้แล้ว เอาละเจ้าก็เตรียมตัวได้แล้ว เจ้าไปอยู่ข้างหลุมเจ้าซะ" พิวริสบอกเจ้าผีขอทาน เจ้าผีขอทานก็ปฏิบัติทันที พิวริสเปิดคัมภีร์ออกมา ชูค้อนขึ้นแล้วกล่าวขึ้นว่า "ในนามของแสงอห่งธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ขอจงชี้นำวิญญาณดวงนี้ไปสู่ดินแดนแห่งความสุขอันเป็นนิรันดร์"
    ทันที่ที่กล่าวจับเกิดแสงที่คัมภีร์กับค้อน เขาชี้ค้อนไปยังเจ้าผีขอทาน แสงจากคัมภีร์และค้อนไหลไปยังเจ้าผีขอทาน แสงสว่างได้นำมันขึ้นไปกลางอากาศแล้วเปล่งประกายอย่างรุนแรง จากนั้นก็หายไปพร้อมกับผีขอทาน
    "ลาก่อน มาธอน วิลสัน" พิวริสพูดขึ้นในขณะที่เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า

    เขาเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน เขาเข้าไปเอาสัมภาระจากสก๊อตต์ พอดีเอลเทียร์กับนายาดเอลลโลอยู๋ด้านล่างพอดี
    "พิวริส ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัยนะ" นายกเอลโลกล่าวอวยพร
    "เจ้าอยาพึงตายละ ถ้าคราวหน้ามาที่นี้อีกข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง" เอลเทียร์พูดกับพิวริส ในตอนนี้นางอยู๋ในชุดเสื้อสีขาวการหนังสีน้ำตายอละรองเท้าบูตสีดำ ทำให้นางพอดูเป็นผู้หญิงได้บ้าง
    "ข้าต้องไปก่อนนะทุกคน ลาก่อน" พิวิริสกล่าวอำลาทั้งสามคนที่ศาลากลางหมู่บ้าน เขาเดินออกมาหน้าลานกว้าง มองไปที่นาฬิกาซึ่งตอนนี้มันชี้ไปที่เวลาสี่โมงเช้า

    พิวริสเดินทางขึ้นเหนือ ออกจากหมู่บ้านทางเส้นทางด้านบน ในที่สุดเขาก็จะได้กลับไปสตอร์มวินด์ เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ กลับไปเพื่อศึกษาวิชาพาลาดินให้จบ นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายเพิ่มจากที่หวังไว้นั้นคือ ทำตามที่รูบิคบอก เข้าร่วมกับผู้พิทักษ์ซึ่งอย่างรูบิคได้บอกไว้ว่าพวกเขาร่วมตัวอยูที่ที่ราบสูงอาร์ติ ซึ่งเขาตัดสิ้นใจแล้วว่าจะเข้าร่วม แต่ต้องหลังจากทำธุระที่สตอร์มเสร็จเสียก่อน

    เขาเดินทางด้วยโดยไม่มีม้าขี่ ใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เส้นทางนี้ปลอดภัยที่สุด เพราะอย่างนี้เขาจริงเดินทางอย่างสบายใจไปเรื่อยๆ
    เวลาผ่านไปจนพระอาทิตย์ตกและฟ้าก็มืดลงแล้ว พิวริสเดินพ้นเขตของดัสต์วู๊ดแล้ว เขามาถึงสะพานข้ามฝั่งไปยังป่าเอลเวน(Elwynn Forest)
    "ถึงซักที ข้าจะได้กลับฝึกฝนต่อซักที" เขาพูดกับตัวเองด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ชื่นใจ เขาเริ่มเดินทางต่อ เขาได้ข้ามสะพานไปแล้ว และเดินทางต่อไป



    เขาเดินทางมาเนินนานแล้ว ยิ่งมืดลงอย่างมาก ถึงแม้ป่าเอลเวน จะอยู่ภาพใต้การปกครองของอาณาจักรสตอร์มวินด์ แต่มันก็มีพวกนอกกฎหมายมากมายอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ส่วนใหญ่พวกมันคือกลุ่มโจรทั่วๆไป ที่คอยดักซุ่มตามทางปล้นของของชาวบ้านแถวนี้ในยามวิกาลเช่นนี้ นอกจากจะมีโจรผู้ร้ายแล้ว สิิ่งที่ต้องระวังก็สัตว์ป่าและชนเผ่าพื้นเมืองของที่นี้ สัตว์ป่าแถวนี้หลายชนิด ส่วนใหญ่ที่ดูจะอันตรายก็คือหมาป่า พวกมันมีอยู่กระจายทั่วทั้งป่า ส่วนชนเผ่าพื้นเมืองที่นี้อันตรายยิ่งกว่าอีก พวกมันไม่ใช่มนุษย์ มีนิสัยดุร้ายและโปรดปรานเนื้อมนุษย์เป็นอย่างมากและมีอยู่เพียงสองเผ่าที่ป่าเอลเวนนั้นคือ ชนเผ่านัล(Gnoll) รูปร่างคล้ายมนุษย์ผสมกับหมาใน หรือเรียกกันง่ายว่า "มนุษย์หมาใน" เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีมานานมาก พวกมันไม่เหมือนวอร์เก็นตรงที่ มีความฉลาดใกล้เคียงมนุษย์ รู้จักใส่เสื้อผ้า รู้จักใช้อาวุธและสร้างบ้านเรือน เจ้าพวกนี้มักจะแอบขโมยอาวุธของทหารจากหอคอยสังเกตการอยู่บ่อยๆ เหล่าทหารของสตอร์มวินด์เคยเข้าบุกโจมตีพวกมันหลายครั้ง ก็ไ่มสามารถเอาชนะพวกมันได้ เนื่องจากนอกจากฉลาดเรื่องที่กล่าวมาแล้ว พวกมันัยงเชี่ยวชาญการรบในป่า ซึ่งเป็นถิ่นของพวกมัน การบุกเข้าไปถึงหกครั้ง ฝ่ายมนุษย์พ่ายแพ้กลับมาทุกครั้ง แต่เนื่องจากทางเมืองหลวง ไม่สนใจที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง ผลที่ได้ก็เป็นอย่างเห็นตลอดมา ส่วนอีกเผ่าหนึ่ง ชนเผ่าเมอร์ล๊อค(Murloc) เผ่าพันธุ์ที่อพยพมาจากทะเล ว่ากันว่าพวกมันเคยเป็นปลามาก่อน แต่ด้วยเหตุใดนั้นเราไม่รู้ถึงความแน่ชัดของวิวัฒนาการของมันที่ขึ้นมาอยู่บนบกได้ รูปร่างพวกมันเหมือนปลาตีวใญ่ แต่มีแขนมีขางอกออกมาเท่านั้น พวกนี้ไม่มีความชาญฉลาดเท่ากับเผ่านัล และโง่กว่าด้วยซ้ำ นิสัยมันดุร้ายเหมือนสัตว์ป่า ส่วนใหญ่มักจะพบพวกมันแถบลุ่มแม่ของป่าเอลเวน
    พิวริสเดินทางมาถึงค่ายอีสเวลล็อกกิ้ง(Eastvale Logging Camp) เขากะจะมาขอพักนี้ซักคืนหนึ่งแล้วจึงจะเดินทางต่อ ค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของป่าเอลเวนและอยู่ไกลเมืองสตอร์มวินด์ มีชื่อเสียงในด้านการจับม้าตามป่ามาฝึกเป็นม้าเชื่อง และเป็นที่ที่อัสวินของสตอร์มวินด์ทุกคนจะได้ม้าตัวแรกของพวกเขาที่นี นอกจากที่นี้จะมีชื่อเสียงเรื่องฝึกม้าแล้ว ที่ยังเป็นโรงงานแปรรูปไม้ของสตอร์มวินด์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งด้วย ถ้าต้องการไม้คุณภาพดี สำหรับที่นี้ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง
    พิวริสเดินเข้ามถึงทางเข้าของค่าย เขาเดินมาจนถึงรั่วไม้ที่มีคบไฟจุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างในยามค่ำมืดนี้ ทหารยามคนหนึ่งวิ่งมาหาเขา ดูเหมือนจะเป็นทหารของเมืองหลวง เพราะดูจากเครื่องชุดเกราะของทหารเป็ฯสีน้ำเงิน แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า "สวัสดีนักเดินทาง เจ้ามาที่นี้เพื่อสิ่งใด?"
    "ข้ามาขอพักที่นี้ซักคืน เจ้าพอจะช่วยข้าได้ไหม?" พิวริสพูด



    "งั้นตามข้ามา" ทหารยามพูดขึ้น และพาพิวริสเดินไปยังบ้านหลังหนึ่งหลังคาสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ด้านในทางทิศตะวันตกของค่าย ทหารยามคนนั้นเขาไปเคาะประตูบ้านที่ทำด้วยไม้ ซักพักมีชายคนหนึ่งเปิดประตูออกมา ชายคนนั้น เป็นชายอายุมาก หัวล้าน หนวดเคราขาวโผลนและมีผ้าปิดตาข้างซ้าย เขาสวมเสื้อผ้าชุดนอนสีแดงลายขาว
    "มีอะไรงั้นเหรอ?" ชายคนนั้นถาม
    "ท่านมาร์เชล นักเดินทางคนนี้มาขออาศัยค่ายเราพักค้างคืน ท่านจะอนุญาตหรือไหมครับ" ทหารยามพูด
    ชายคนนั้นมองดูพิวริส แล้วซักพักพูดขึ้นว่า "ได้ พาเข้าไปพักที่คอกม้าแล้วกันกับเจ้าคนแคระที่มาขอพัก" แล้วเขามองไปที่พิวริสอีกครั้ง และพูดขึ้นว่า "เจ้านอนได้นะ"
    "ได้ ท่านเมตตามาก" พิวริสพูด
    จากนั้น ทหารยามก็พาพิวริสมุ่งไปยังคอกม้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านบนของค่าย ทหารยามพาเขาเข้าไปทางด้า้นหลังซึ่งเป็นห้องเก็บของของคอกม้า ภายในห้องเก็บของมีสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้มากมาย ปูพื้นด้วยไม้ ห้องนี้กว้างพอสมควร ในด้านในสุดของห้องพิวริสเห็นคนคนหนึ่งนอนหลับอยู๋ในผ้าหุ่มสีเขียวสดของเขา พิวริสเลือกนอนตรงอีกด้านของห้อง แล้วทหารยามที่พาเขามาส่งก็เดินจากไป
    พิวริสทอดกายลงนอน โดยใช้กระเป๋าเดินทางของเขาเป็นหมอนและวางค้อนคู๋ใจไว้ใกล้ๆตัว ในตอนนี้เขายังไม่ง่วงเท่าไรนัก แต่เขาก็ข่มตาหลับเพื่อจะได้มีแรงในวันพรุ่งนี้
    "้เจ้ายังไม่ง่วงสินะ?" เสียงคนที่นอนอยู่อีกด้านใต้ผ้าห่มสีเขียว เสียงนั้นเป็นเสียงแข็งของผู้ชาย
    "ใช่ เจ้ารู้ได้ยังไงกัน?" พิวริสถามกลับ
    ชายคนนั้นเอาผ้าห่มที่ห่มอยู่ออกเหลือครึ่งท่อนที่ยังห่มอยู่ สิ่งที่พิวริสเห็ฯคือ ชายผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ รูปร่างของเขาเตี้ยตัน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายาวรุงรังและผมที่ยาวและถักเป็นเเปียที่ปลายผมสีขาว เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงินและใส่เสื้อหนังสีน้ำตาล และสวมเกราะไหล่ที่ทำจากโลหะ
    "เจ้าเป็นคนแคระ(Dwarven)" พิวริสพูด
    "ใช่ เจ้าแปลกใจหรือไง ในสตอร์มวินด์มีคนแคระอาศัยอยู่มากมาย หรือว่าเจ้ามากจากชนบทบ้านป่าหรือไงเจ้าหนุ่มน้อย" คนแคระผู้นั้นพูด
    "เปล่าหรอก ข้าก็อยู่ที่สตอร์มวินด์ ข้าก็เคยเห็นหลากหลายเผ่าพันธุ์ และคนที่ทำอาวุธให้ข้าก็เป็นคนแคระด้วย" พิวริสพูด
    ชายคนแคระมองไปยังค้อนของพิวริสและมองกลับมามองเขา และพูดว่า "ค้อนหินภูเขาน้ำแข็ง เป็นอาวุธที่ทนทาน หินชนิดนี้มีเพียงที่อาณาจักรคาซโ,ดาน(Khaz Modan) เท่านั้น ข้าเชื่อว่าเจ้าพูดจริง เจ้าชื่ออะไรละ เจ้าหนุ่มน้อย"
    "พิวริส.. พิวริส ธันเดอร์วาร์ส แล้วเจ้าละ" พิวริสตอบและถามกลับ
    "ข้าคือ คาเดล..คาเดล แชร์ปพาย(Kardel Sharpeye) แห่งลอสโมดาน(Loch Modan)" คนแคระตอบและพูดขึ้นอีกว่า "เจ้าหนุ่มพิวริส ถ้ายังไม่ง่วง มาคุยแก้ดซ้งกันหน่อยไหมละ ข้าก็ไม่ง่วงเช่นกัน"
    "เอาซิ เป็นความคิดที่ดี" พิวริสพูด
    "เจ้าเป็นทหารของสตอร์มวินด์งั้นเหรอ?" คาเดลถาม
    "ข้าเป็นพาลาดินฝึกหัดนะ แล้วเจ้าละคาเดล" พิวริสตอบและถามกลับ
    "ข้าเป็นนักล่า นักผจญภัย ข้าคือผู้ค้นหาความตื่นเต้น เจ้าอาจจะฟังมันดูบ้านะ" คาเดลตอบด้วยเสียงดูอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม
    "ไม่หรอก ทุกคนมีความฝัน ข้าก็มี" พิวริสพูด
    "ความฝันของเจ้าคืออะไรละ พิวริส?" คาเดลถาม
    พิวริสนิ่งไปซักครู่ และมองไปยังข้างนอกแล้วหันมาตอบว่า "ข้าอยากตามหาพี่ชายที่สาบสูญนะ อยากจะรู้ว่าเขาจะเป็นหรือตาย"
    "น่าเศร้าจริงๆ เป็นความฝันที่น่าเศร้า ข้าเองก็มีเรื่งเศร้าอยู่เยอะ มินอริตเมียข้า ตายเพราะพวกโทรลน้ำแข็งรุมฉีกกระชากนางต่อหน้าต่อตาข้า คิดขึ้นทีไรมันเศร้าและทำให้ข้าเกลียดโทรลทุกตัวที่ผ่านหน้าข้า" คาเดลพูด
    "แล้วเจ้ามาทำอะไรแถวนี้?" พิวริสถาม
    "ข้าจะไปสตอร์มวินด์ มาหาเพื่อนข้า เขาเป็นช่างตีอาวุธที่เขตชุมชนคนแคระ(Dwarven District)" คาเดลบอก
    "งั้นเหรอ ขอให้ท่านเจอเพื่อนของท่านแล้วกัน" พิวริสพูดและเขาถามคาเดลขึ้นว่า "เจ้ารู้จักกองกำลังผู้พิทักษ์ไหม?"
    "ผู้พิทักษ์? ออ ข้ารู้จัก พวกนั้นมันรวมนักรบจากทุกกองทัพมารวมเพื่อสู้กับพวกศพเน่าสเคิร์จ เจ้ามีอะไรกับพวกนั้นงั้นเหรอ?" คาเดลพูด
    "อีกไม่นาน ข้าจะไปร่วมกองทัพกับพวกนั้นนะ" พิวริสบอก
    "ฮะ! เจ้าจะไปร่วมกับพวกนั้น ทำไมกัน? เจ้ามีความแค้นกับพวกสเคิร์จงั้นเหรอ?" คาเดลถามอย่างตกใจ
    "มีคนชี้นำข้า บอกว่าถ้าข้าไปร่วมกับพวกเขา ข้าจะแข็งแกรง่ขึ้น" พิวริสตอบ
    "งั้นเรอะ เหตุผลของเจ้าเพื่อแข็งแกร่งขึ้นสินะ เอาละเจ้าง่วงหรือยังพิวริส?" คาเดลพูด
    "ก็เริ่มง่วงแล้วละคาเดล ขอบใจสำหรับการเป็นเพื่อนคุยนะ" พิวริสพูด
    "ไม่เป็นไร เอาละนอนซะ เพื่อพรุ่งนี้" คาเดลพูด เมื่อพูดเสร็จเขาก็เขาผ้าห่มคลุมตัวนอนตามเดิม
    พิวริสก็หันหน้ากลับมามองเพดานห้องแล้วหลับตาลงด้วยความง่วง และรอคอยรุ่งอรุณในวันพรุ่งนี้

    จบ บทที่4 ทางเลือก

    วิจารณ์การทำงานได้นะครับ เพื่อแก้ไขและปรับปรุง
    Last edited by Exsodiaman; 16-01-2012 at 07:28 PM.


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  2. #12
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    120
    ฮูเร่ !! - -

  3. #13
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่5 นิมิตแห่งการชี้นำ

    บทที่5 นิมิตแห่งการชี้นำ



    เช้าของวันใหม่เริ่มขึ้น พิวริสนอนอย่างสบายใจในห้องเก็บของท้ายคอกม้า และเขารู็สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาเขย่าเขา เขารู้สึกตัวตื่นขึ้น
    "เฮ้ เจ้าหนุ่มตื่นได้แล้ว นี้มันสายไก่โฮ้แล้ว จะนอนไปถึงไหนกัน" เสียงพูดนั้นคือเสียงของคนแคระคาเดล ซึ่งกำลังถือแก้วน้ำที่มีชาร้อนๆอยู่พิวริสลืมตามองไปรอบๆแล้วหันไปหาคาเดลอีกครั้งและพูดว่า "อรุณสวัสดิ์คาเดล นี้มันกี่โมงแล้วละเนี่ย?"
    "ลุกขึ้นมาได้แล้ว เจ้ายังหนุ่มยังแน่น หัดขี้เกียจ มา มาดื่มชากัน แก้ง่วง" คาเดลพูดพิวริสลุกขึ้นและนั่งลง แล้วรับชาจากคาเดลไปดื่ม
    "เจ้าจะไปเลยหรือเปล่า?" พิวริสถามคาเดล
    "ข้าก็ว่าจะไปลามาร์เชลเจ้าของค่ายซะหน่อยแล้วก็จะไป แต่ข้าไม่รีบอะไรนักหรอก แล้วเจ้าละพิวริส?" คาเดลตอบและถามกลับ
    "ข้าว่าข้าจะไปลาเจ้าของค่ายก่อนแล้วค่อยไปเหมือนกัน เจ้าไปพร้อมข้าไหมละ ไปสองคนจะได้มีเพื่อนคุยระหว่งทางจะได้ไม่เบื่อ" พิวริสพูด
    "เข้าท่าดีแหะ งั้นเจ้าไปพร้อมข้าเลย ข้าอาจมีเรื่องการผจญภัยของข้าเล่าให้เจ้าฟังมากมาย" คาเดลพูดอย่างร่าเริง
    จากนั้นทั้งคู่ก็เก็บของของตัวเองจาหห้องเก็บของ พิวริสพึงสังเกตเห็นว่าคาเดลมีปืนด้วย ซึ่งเป็นปืนยาวปากกว้าง ที่สามารถยิงกระสุนออกไปได้ทีละมากๆ
    "ปืนเจ้าสวยดีนี่" พิวริสพูดในขณะมองไปที่ปืนที่อยู่ในมือคาเดล
    "โอ้ เจ้านี้ตาถึง นี้คือปืนรุ่น "เดอะไซเลนเซอร์"(The Slincer) เป็นปืนรุ่นที่ดีรุ่นหนึ่งของไอรอนฟอร์ก(Ironforge) ตัวลำกล้องทำจากเหล็กกล้าชั้นดี ด้ามจับทำจากไม้สนแห่งป่าน้ำแข็งและมีกลไกการจุดระเบิดรุนแรง สามารถยิงได้เงียบกริบและใส่ลูกกระสุนระเบิดชนิดรุนแรงได้ แต่ไม่เงียบนะสำหรับลูกกระสุนระเบิด ฮ่าๆๆๆ" คาเดลพูอย่างร่าเริง
    ทั้งคู่เก็บของเสร็จแล้ว และกำลังเดินไปยังบ้านของมาร์เชลเจ้าของค่าย แต่เขาเห็นมาร์เชลในชุดเสื้อสีน้ำเงินมีสายรัด สวมกางเกงขี่ม้าสีดำและรองเท้าหนังสีน้ำตาล เขาอยู่ตรงหน้าคอกม้า กำลังคุยกับคนงานอยู่ ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปหาเขา
    "คุณมาร์เชล!" คาเดลตะโกนเรียกมาร์เชลหันมาพบกับพวกเขาทั้งสอง
    มาร์เชลมองพวดเขาและถามขึ้นว่า "จะไปกันแล้วเหรอเจ้าทั้งสอง?"
    "ครับ ขอบคุณคุณมากที่ให้เราพักแรมคืนหนึ่ง" คาเดลพูด"
    พวกเจ้าจะไปไหนกันละ?" มาร์เชลถาม
    "พวกเราจะไปสตอร์มวินด์นะครับ" พิวริสพูด
    "สตอร์มวินด์งั้นเหรอ งั้นพวกเจ้าก็เกวียนขนไม้ไปซิ พวกนี้จะเข้าไปส่งไม้ในสตอร์มวินด์ เกวียนขนไม้จอดรอรับไม้อยู่หน้าโรงเลื้อย เดี๋ยวข้าจะพาไป พวกเจ้าตามข้ามาแล้วกัน" มาร์เชลพูด
    และทันทีที่พูดจบ เขาก็เดินไปยังโรงเลื้อยไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านซ้ายมือของค่าย ด้านหน้าของโรงเลื้อยไม้มีเกวียนที่เทียบด้วยม้าสีน้ำตาลสี่ตัว มีคนบังคับม้านั่งอยู่บนด้านหน้าเกวียน เขาเป็นผู้ชายหน้าตามอมแมม สวมหมวกฟางแบบชาวนา ใส่เสี้อผ้าสีขาวหมอง กางเกงยีนสีน้ำเงินและรองเท้าแตะ
    มาร์เชลเดินมาที่ชายคนนี้แล้วพูดขึ้นว่า "ว่าไงวินน์ ของครบหรือยัง?"
    ชายผู้นั้นหันไปพูดตอบว่า "ครบแล้วคุณมาร์เชล ผมกำลังจะไป ทางสตอร์มวินด์ต้องการไม้อย่างมาก ว่ากันว่าเรือรบหลวงของสัมพันธมิตรที่สังกัดสตอร์มวินด์ เสียหายจากการปะทะกับเรือรบพวกฮอร์ดเมื่อหกวันก่อน พวดเขาเร่งรีบให้ส่งไม้นะ ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้วผมจะไปก่อนนะครับคุณมาร์เชล"
    "เดี๋ยววินน์ ฉันขอเอาคนติดเกวียนนายไปส่งถึงสตอร์มวินด์ได้ไหม?" มาร์เชลถาม
    "ได้สิครับคุณมาร์เชล กี่คนละครับ?" วินน์พูด
    "สองคนนะ นั่นไงเขากำัลังเดินมาแล้ว" มาร์เชลพูดและชี้ไปที่พิวริสกับคาเดล ซึ่งกำลังเดินมา
    "ได้เลยครับ" วินน์พูดพิวริสและคาเดลมาถึงหน้าเกวียนแล้ว
    มาร์เชลพูดกับทีั้งสองคนว่า "เจ้าไปนั่งข้างหลังเกวียน วินน์จะพาเจ้าไป"
    "ขอบใจเจ้ามาก วินน์" พิวริสพูดไปที่วินน์ วินน์ยิ้มรับ จากนั้นทั้งสองก็ขึ้นไปนั่งเกวียนขอนไม้ที่บรรจุไม้แผ่นไว้เต็มเกวียน วินน์ออกเกวียนและเกวียนก็มีจุดหมายสู่มหานครแห่งเผ่าพันธุ์มนุาย์อาณาจักรสตอร์มวินด์(Stormwind)



    ทั้งสองเผลอหลับอยู่บนเกวียน ตอนนี้เกวียนได้มาถึงเมืองสตอร์มวินด์แล้ว เกวียนได้มาจอดและหยุดที่เขตชุมชนเมืองเก่า(Old Town)สตอร์มวินด์(Stormwind City) อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของป่าเอลเวน เดิมเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ในกองทัพสัมพันธมิตรรุ่นแรก(Frist Alliance) ในสมัยก่อนสงครามครั้งที่1 และมันได้เคยถูกทำลายโดยกองทัพฮอร์ดรุ่นแรก(Frist Horde) ซึ่งประกอบด้วยพวกออร์คเผ่าต่างๆ และถูกบูรณะขึ้นใหม่และสถาปนาเป็นเมืองหลวงขึ้นหลังจากอาณาจักรลอร์แดรอนหล่มสลายลง อาณาจักรสตอร์มวินด์ปกครองดินแดนทางใต้ทั้งหมดของทวีปราชอาณาจักรตะวันออก(Eastern Kingdom) ภายในเมืองหลวงนี้หลากหลายเผ่าพันธุ์ในกองทัพสัมพธมิตรอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ได้แก่ มนุษย์(Human) คนแคระ(Dwarven) โนม(Gnome) เอลฟ์รัตติกาล(Night Elf) และแดร์นาย(Draenei) ภายใต้การปกครองโดยราชาผู้ยิ่งใหญ่นามว่าเวเรี่ยน เวร์น(King Varian Wrynn)
    คาเดลตื่นขึ้นหลังจากเกวียนหยุดลง เขาเข้าไปสะกิดพิวริสที่หลับอยู่เพื่อปลุกให้ตื่น พิวริสตื่นขึ้นและมองไปมารอบๆ ซึ่งมีบ้านเมืองรอบๆ เป็นรูปแบบบ้านเก่า หลังคาส่วนใหญ่เป็ฯสีแดง แล้วเขาพูดขึ้นว่า “โอ้ว! ถึงซักที นี้มันชุมชนเมือเงเก่านี้(Old Town)"



    “งั้นเหรอ ข้าก็ว่าอย่างนั้น ดูรอบๆ บ้านเรือนเก่าพึลึก เราไปกันเถอะพิวริส” คาเดลพูดทั้งสองลงจากเกวียน แล้วไปขอบคุณวินน์ที่มาส่ง แล้วพวกเขาเดินออกไปที่ทางซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
    “เจ้าจะไปไหนละพิวริส?” คาเดลหันไปถามพิวริส
    “ข้าจะไปที่จัตุรัสมหาวิหาร(Cathedral Square) นะ” พิวริสตอบ
    “งั้นเราคงต้องจากกันแล้วซินะ” คาเดลพูด
    “ข้ายังเดินไปกับเจ้าได้อยู่ ทางที่เจ้าจะไป มันเป็นทางผ่านพอดี” พิวริสพูด
    “งั้นเราก็ไปกันเลย” คาเดลพูดทั้งสองเดินทางออกจากชุมชนเมืองเก่า โดยเป้าหมายของแต่ละคนนั้นอยู๋ในเมืองสตอร์มวินด์นี้ ทั้งสองเดินข้ามสะพานเข้ามาสู่เขตชุมชนคนแคระแล้ว เขาทั้งสองมาถึงซุ้มประตูทางเข้า
    “เอาละ คงต้องลาจริงๆละนะพิวริส ลาก่อน” คาเดลพูด
    “เช่นกันคาเดล” พิวริสพูด
    ทั้งสองโบกมือลา คาเดลเดินเข้าซุ้มประตูไป พิวริสเดิมอ้อมไปทางซ้ายมือ เพื่อไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง เขาเดินไปเรื่อยๆ จนข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งนั้นคือเป้าหมายของพิวริสนั้นก็คือ จัตุรัสมหาวิหารจัตุรัสมหาวิหารคือจุดศูนย์กลางของเมือง รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนมากมาย มีหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงนี้ นั้นคือ มหาวิหารแห่งแสง(Cathaedral of Light) ที่ก่อสร้างด้วยหินสีขาวทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางจัตุรัสและเป็นที่มาของชื่อเขตนี้ ด้านหน้ามหาวิหาร มีอนุเสารีย์ของวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ พาลาดินมนุษย์คนแรกท่านลอร์ดอูเธvร์ (Lord Uther) ตั้งสง่าอยู่ด้านหน้าวิหาร



    พิวริสเดินเขามายังจัตุรัสแล้ว เขามุงหน้ามายังมหาวิหาร ด้านหน้ามหาวิหารมีชายคนหนึ่งอายุราวๆ สี่สิบปีขึ้น ผมสั้นและหนวดเคราสีดำ มีผ้าปิดตาที่ตาขวา สวมชุดเกราะและผ้าคลุมเหมือนพาลาดินระดับสูง เขามีค้อนขนาดใหญ่เอาหัวทิ่มลงลงพื้นแล้วเอามือซ้ายจับประคองไว้ไม่ให้มันลง เขามองไปมา และมองมาเห็นพิวริส เขาพูดขึ้นว่า “เฮ้ พิวริสมานี้”
    พิวริสเห็นชายคนนั้นเรียกก็วิ่งไปหาอย่างรวดเร็ว
    เขามาถึงแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์เกร์สัน (Grayson)”
    “กลับมาซักที ท่านเบเนดิคทัส(Benedictus) บอกว่าเจ้าจะกลับมาวันนี้ ข้าเลยมายืนรอเจ้า” เกร์สันพูด
    “ท่านเบเนยังคงแม่นยำเสมอเรื่องการพยากรณ์” พิวริสพูดด้วยยิ้มด้วย
    “แล้วหมู่บ้านเจ้าละ เป็นอย่างไรบ้าง?” เกร์สันถาม
    พิวริสทำหน้าตาตึงเครียดทันที แล้วเขามองไปที่หน้าอาจารย์ของเขาแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าว่า เขาไปคุยด้านในดีกว่าท่านอาจารย์”
    ทั้งสองพากันเดินเขาไปในมหาวิหาร ภายในมหาวิหารกว้างขวาง มีห้องมากมาย มีบานกระจกสีขนาดใหญ่ประดับไปทั่วโบสถ์ มีนักบวชมากมาย ด้านใน มีห้องโถงกว้างมากปูพื้นด้วนหินสีขาวและปูพรมสีแดงทับ ด้านในสุดของวิหารมีแท่นบูชา และยังมี่ห้องเล็กห้องน้อยมากมายด้วยด้านซ้ายและขวาของห้องโถง พิวริสและเกร์สันเดินไปยังห้องเล็กด้านขวาล่างของห้องโถง ภายในห้องเป็นห้องสมุด มีชั้นหนังสือมากมายล้อมรอบและไม่มีใครอยู่ พิวริสและเกร์สันเดินเข้าไปตรงที่โล่งในห้องสมุด



    “ว่ามาเลย พิวริส เรื่งหมู่บ้านขอเจ้า” เกร์สันพูด
    “หมู๋บ้านของข้าถูกพวกซอมบี้และวอร์เก็นเข้าโจมตี” พิวริสพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
    “โอ้ว พระเจ้า ทำไมถึงเรื่องแบบนั้นขึ้นละ ?” เกร์สันพูด
    “ข้า ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันมีเรื่องแปลกที่ทำให้ข้าคิดว่า พวกสเคิร์จอยู๋เบื้องหลัง” พิวริสพูด และเขาก็เล่าเรื่องเสียงลึกลับจากการต่อสู้กับพวกวอร์เก็นเมื่อครั้งนั้น
    “มันก็ประเด็นที่เข้าเค้าอยู่ พวกซอมบี้มันจะเคลื่อนเองโดยไม่มีคนบงการมัน ก็เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นแต่ว่า เจ้าเดินไปแหย่พวกมันเล่น” เกร์สันพูด แล้วเขาก็พูดต่ออีกว่า "แต่พวกสเคิร์จมันไม่บุกมาถึงที่นี้เลยนะ เท่าที่ข้ารู้มาพวกมันปวนเปี้ยนอยู่แถวซากอาณาจักรเควลธาลาส(Quel'thalas) และดินแดนรกร้างไทริสฟอล(Tirisfal Glades) แต่ข้าก็เดาไม่ออกว่าพวกมันจะเป็นใคร จะเป็นเดเฟียสก็ไม่น่าจะใช่ พวกมันไม่รู้จักการใช้เวทมนตร์ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพวกแบล็คร๊อคก็เข้า้เค้า แต่พวกมันก็ไม่กล้าจะเข้าใกล้ที่นั้น ซึ่งเราก็ไม่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น"
    "แต่อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้ ข้าจะเข้าเฝ้าพระราชา ขอให้ท่านพระราชทานกองกำลังไปช่วยหมู่บ้านดาร์คไชร์ ข้าสัญญากับพวกนั้นไว้แล้ว" พิวริสพูด
    "งั้นเจ้าไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน" เกร์สันพูด
    "ครับ ท่านอาจารย์" พิวริสพูด เมื่อพูดเสร็จ ก็เดินออกไปหน้าวิหาร ไปหยีบของที่วางไว้และเดินเข้าที่วิหารอีกครั้ง เขาเดินไปทางด้านซ้านบนของห้องโถง ตรงนั้นมีทางเข้าไปสู่ห้องห้องหนึ่ง พิวริสเข้าไปสู๋ห้องห้องนั้น ภายในห้องนั้น มีบันไดสูงขึ้นสู่ชั้นบน พิวริสเดินขึ้นบันไดเพื่อไปสู่ห้องชั้นบน พิวริสเดินมาถึงชั้นบน ชั้นบนนี้เป็นห้องใต้หลังคาของมหาวิหาร และบนชั้นมีประตูไม้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องอยู่ทางด้านขวา พิวริสเดินไปเปิดประตูนั้น และเดินเข้าไปพร้อมกับสัมภาระของเขา ภายในห้องนี้มีเตียงไม้ปูด้วยเบาะผ้าฝ้ายอยู่ทางด้านมุมขวาสุดของห้อง และมีโต๊ะไม้กับเก้าอี้อยู่ด้านมุมซ้ายสุดของห้อง พิวริสเอาสัมภาระของเขาทั้งหมดวางไว้ในห้อง ตัวเขานั่งลงที่เตียง เขาถอดชุดเกราะออกไปวางไว้ข้างๆโต๊ะ เหลือเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่ใส่ไว้ข้างใน พิวริสนอนลงที่เตียงไม้ เขานอนมองเพดานอย่างจิตใจเหม่อลอย ตอนนี้เขาไม่คิดอะไรแล้ว เขาพร้อมจะพักผ่อนเต็มที่แล้ว ตอนนี้เวลาเที่ยง พิวริสหลับตาลงและเผลอหลับไปในที่สุดพิวริสตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในเวลายามค่ำ พิวริสลุกจากเตียง และออกจากห้องเพื่อชั้นล่าง เขาเดินลงจากบันไดลงสู่ห้องโถง
    พิวริสพบอาจารย์ของเขานั่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชาในชุดเสื้อผ้าสีขาว และสวดมนตร์อยู่ พิวริสจึงนั่งรออาจารย์ของเขาอยู่เก้าอี้ข้างกำแพง สักพักเกร์สันก็ลุกจากการคุกเข่า มองมาเห็นเขาพอดี
    "ไง พิวริส หลับสบายดีไหม?" เกร์สันถาม
    "สบายดีครับ ท่านอาจารย์" พิวริสตอบ
    "มากับข้า ศิษย์ข้า ไปกันมื้อค่ำกัน" เกร์สันพูด
    แล้วเดินออกจากวิหาร พิวริสเดินตามอาจารย์ของเขาไป เกร์สันเดินไปตามถนนเส้นทางด้านซ้ายของจตุรัสมหาวิหาร เขาเดินมายังร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู๋ติดกับซุ้มประตูด้านจัตุรัส พิวริสตามมาถึง
    เกร์สันหันหน้ามาแลเวพูดขึ้นว่า "มาพิวริส ข้าเลี้ยงเจ้าเอง"
    แล้วเขาก็เขาไปในร้าน พิวริสก็ตามไปติดๆ เกร์สันเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารที่ว่างในร้าน พิวริสก็นั่งลง
    "เจ้าจะกินอะไรละพิวริส" เกร์สันถามพิวริส
    "ข้าขอซุปหัวหอมแล้วกัน" พิวริสบอก
    "งั้นตามนี้ แล้วกัน" เกร์สันบอก แล้วเรียกคนรับเมนูอาหารมาแล้วสั่งอาหารตามนั้นซักพักอาหารที่สั่งก็ถูกยกมา ซุปหัวหอมและเนื้อแกะย่างถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
    "เอาเลย กินตามสบาย" เกร์สันพูด
    ทั้งสองกินอาหารอยู่ และในที่สุดก็กินกันเสร็จทั้งสองคนออกจากร้าน แล้วเดินไปกลับไปที่มหาวิหาร พวกเขาเดินมาถึงหน้าวิหารแล้ว
    พิวริสพูดขึ้นว่า "ท่านอาจารย์ ข้าต้องการฝึกอย่างหนักเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ข้าอยากรู้ท่านพอจะช่วยข้าได้ไหม?"
    เกร์สันหันไปมองหน้าเขา แล้วยิ้มขึ้น จากนั้นก็พูดขึ้นว่า "ใจเย็นพาลาดินหนุ่ม ข้าสอนเจ้าแน่ แต่เจ้าอย่าไปหักโหมมัน มันจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า ข้าเข้าใจเจ้า กับเรื่องที่เจ้าพบเจอมา ข้าจะช่วยเจ้าเอง"
    "ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ" พิวริสพูด
    "เออ แล้วเจ้าร่ายมนตร์ได้กี่บทแล้วละ ข้าจำไม่ได้ว่าข้าสอนเจ้าถึงไหนในบทเรียนพาลาดินขั้นที่สาม" เกร์สันเอ่ยถาม
    "ข้าใช้เวทมนตร์รักษา,เพิ่มกำลัง และแสงสว่าง ครับ" พิวริสตอบไป
    "งั้นพรุ่งนี้หลังจากที่เจ้าเข้าเฝ้าพะราชา ข้าจะสอนเวทย์เกราะให้กับเจ้า" เกร์สันพูด
    "ครับ ท่านอาจารย์ ราตรีสวัสดิ์" พิวริสพูดและเดินเข้าไปในวิหารเพียงผู้เดียวพิวริสเดินตรงไปสู่ห้องทางเข้าสู่ชั้นบนของเขา แต่พอเขาเดินเขามาสู่ห้องโถงใหญ่ ห้องสว่างไปด้วยแสงเทียนรอบๆด้านทั่วห้อง เขาพอกับชายผู้หนึ่ง แต่งตัวเหมือนนักบวช ถือไม้เท้าสีทอง สวมชุดคลุมสีขาวมีลวดลายสีทอง และหมวกสีขาวลวดลายสีทองประดับด้วยทัมทิมสีแดงดังเลือดกลางหมวก ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นนักบวชชั้นสูง ตอนนี้ชายผู้นั้นกำลังยืนสวดมนตร์อยู่หน้าแท่นบูชา พิวริสเดินอย่างเบาๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนนักบวชผู้นั้น เขาเดินใกล้ถึงทางขึ้นไปห้องนอนเขาแล้ว แต่แล้ว
    "นี้เจ้าจะไม่ทักทายข้าหน่อย พิวริส?" เสียงนักบวชผู้นั้นดังขึ้น เสียงของเขาแหบแห้ง พิวริสหยุดเดินแล้วหันไปทางนักบวชผู้นั้น ซึ่งตอนนี้เขาหันมามองพิวริสอยู่
    "ขออภัยท่านเบเนดิคทัส ข้าเกรงว่าจะรบกวนท่านตอนกับลงสวดมนตร์ ข้าเลยจะไปนอนก่อน" พิวริสตอบไป
    "ข้าสวดมนตร์เสร็จแล้ว นี้เจ้าคงเจอศึกหนักมามากซินะ ข้าพูดถูกไหม?" เบเนดิคทัสพูด
    "ใช่ครับท่าน ข้าเจอมามาก ท่านคงรู็แล้วซินะครับ" พิวริสตอบ
    "ใช่ข้ารู้แล้ว และมันก็เป็นอย่างที่เจ้าคิด พวกสเคิร์จอยู่เบ้องหลัง ข้าเห็นพวกมันในนิมิต ราชันปีศาจกำลังวางแผนครอบครองอาซีรอท ทุกเผ่าพันธุ์จะตกอยู๋ควรสะพรึ่งกล้ว ยิ่งมีความตาย พวกมันยิ่งแข็งแกร่ง ช่างหน้ากลัวเหรอเกิน" เบเนดิคทัสพูดด้วยน้ำเสียงเสียงสั่นและหวาดกลัว
    พิวริสได้ฟังเช่นนั้นก็รู็สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าหากมันเป็นอย่างนั้นจริง ดาร์คไชร์คงจะพินาศแน่ คนทั้เขารักและรู้จัก ทุกคนต้องตาย และกลายเป็นสเคิร์จ
    "แล้วข้าควรจะทำเช่นใด?" พิวริสถามเบเนดิคทัส
    "ข้าตอบไม่ได้ ข้าไม่อาจเห็ฯหนทางนี้ได้ พลังข้ายังไม่มากพอ" เบเนดิคทัสตอบมาและถอนหายใจด้วยใบหน้าเศร้าหมอง และพูดขึ้นอีกว่า "ข้าเพียงขอพรให้พระผู็้เป็นเจ้าคุ้มครองพวกเราและอาณาจักรนี้ให้รอดพ้นเท่านั้น"
    "ข้าก็หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ท่านเบเนคิดทัส ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะครับ" พิวริสพูดตอบไปและเดินเข้าไปสู่ทางขึ้นห้องนอนของเขา

    พิวริสเดินเข้ามาในห้องนอนของเขา เขาทิ้งตัวนอนลงบนเตียงไม้ และเอาแขนขวามาก่ายหน้าผาก เขามองไปที่แหวนสิงโตทองคำที่รูบิคให้ และเขาก็พูดขึ้นว่า "เจ้าจะบอกอะไรข้าอีกได้ไหม ข้าสับสนไปหมดแล้ว"
    เขายังคงจ้องมองแหวนอยู่เช่นนั้น แต่ก็มีอะไรเกิดขึ้นกับแหวน และในที่เขาก็ถอดใจ ที่จะมองแหวนอยู่เช่นนั้น เขาจึงหลับตาลงเพื่อพักผ่อนรอคอยแสงสว่างในวันพรุ่งนี้พิวริสหลับไปแล้ว หลับนานพอสมควร ตอนนี้เวลาก็เที่ยงคืนแล้ว แหวนในมือขวาของเขาเริ่มส่องแสง และตอนนี้พิวริสต้องอยู่ในภวังจากโลกแห่งความฝัน

    ณ ที่แห่งหนึ่งพิวริสพบว่าตนเองยืนอยู่ ณ แผ่นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโผน อันกว้างใหญ่ เขายืนอยู่บนหน้าผา ด้านล่างของหน้าผาเป็นลากว้าง เต็มไปด้วยศพต่างๆ และ โครงกระดูก ซึ่งพวกมันยืนนิ่งอยู่จำนวนมาก มีมากเกินกว่าที่จะนับได้ พิวริสมองไปยังกองทัพซากศพเหล่านั้น ซักพักเกิดลมพายุหิมะอย่างรุนแรง พิวริสเอามือปัดป้องหิมะที่ปลิวเข้ามาหาเขา พายุนั้นกลบกองทัพซากศพจำนวนมหาศาลในพริบตา พายุพัดอยู่ไม่นาน ในที่สุดพายุก็สงบลง พิวริสมองไปยังลานกว้างอีกครั้ง คร่าวนี้เขาพบทหารชุดสีเงินจำนวนมากอาวุธครบมือ มีทั้งผู้ใช้เวทมนตร์ นักรบ พาลาดิน พวกเขาเข้าต่อสู้กับกองทัพซากศพ สู้อย่างดุเดือด เสียงอาวุธปะทะกันดังก้องกังวาลไปทั่วลานกว้าง ซักพักเขารู้สึกว่ามีใครกำลังเดินมาจากด้านหลังของหน้าผา เขาเดินมาใกล้ พิวริสหันไปมอง ปรากฎว่าเขาเห็นชาย ผมยาวและขาวโผน ใบหน้าอิดโรยดูเต็มไปด้วยหนวดเคราอายุราวๆ แปดสิบปี ชายผู็นั้นส่วมชุดเกราะสีเงิน เกราะไหล่ทั้งสองส่องแสงเป็นประกาย ที่มือของชายผู้นั้นถือดาบเล่มหนึ่ง ดูแปลกตามาก ดาบเล่มนั่น เป็นดาบยาวขนาดใหญ่ มีคมด้านเดียว ที่ปลายดาบทำเป็นช่องครึ่งวงกลม และบนช่องนั้นมีเหรียญทองขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางช่อง ที่เหรียญมีรูปมือขนาดใหญ่ และเหรียญนั้นส่องแสงสว่างมาก พิวริสรู็สึกได้ถึงพลังมหาศาลจากเหรียญทองนั้น ชายผู้นั้นเดินไปยังปลายหน้าผา แล้วมองลงมา จากนั้นเขาก็ยกดาบประหลาดเล่มนั้นขึ้น ทันทีที่เขายกดาบเล่มนั้นขึ้น กองทัพซากศพทั้งหลายลุกไหม้ไปทั้งตัว และสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลี จากนั้นหน้าผาที่พิวริสยืนอยู่ รวมทั้งลานกว้างกำลังเปลี่ยนไปกลายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและมีบัลลังขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า บนบัลลังนั้น มีบางสิ่งนั่งอยู่ เขามองเห็นสิ่งในนั้นในลักษณะเป็นร่างมนุษย์ที่มีไฟสีฟ้าลุกโชน พิวริสสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นและความน่าสะพรึงที่แผ่ออกมาจากสิ่งนั้น แต่แล้วเขาก็สัมผัสถึงความอบอุ่นและน่าเกรงข้ามอยู่ด้านหลังของเขา เขาหันไปมองดู ปรากฎว่าคือชายแก่ที่เขาเห็นที่หน้าผา แต่คราวนี้ชุดเกราะของเขาเปลี่ยนไป เขาสวมหมวกเกราะสีน้ำเงินและส่วมชุดเกราะของเขาสีน้ำเงินลายทองคำ มีแสงออกมาจากเกราะไหล่ทั้งสอง ในตอนนี้ร่างของชายแก่ผู้นั้น กำลังส่องสว่างไปด้วยแสงสีทอง ชายผู็นั้นเดินเขาไป เพื่อจะเขาไปหาสิ่งที่นั่งบนบัลลัง สิ่งที่นั่งอยู๋บัลลังได้ลุกขึ้นมาจากบัลลังและพุ่งทะยานมาหาชายแก่ผู้นั้น ชายแก่ผู็นั้นตั้งท่าเตรียมรับการโจมตี และในที่สุดทั้งสองเขาปะทะกัน ทันทีที่เกิดการปะทะกัน พื้นรอบที่พิวริสยืนอยู่ก็แตกกระจายเผยให้เห็ฯความมืดเบื้องล่าง พิวริสล่วงลงสู่ความมืดเบื้องล่าง เขาตกลงไป และไม่มีท่าทีที่จะถึงก้นบึงแห่งความมืดนี้ ระหว่างที่เขาร่วงหล่น เขาเกิดภาพปรากฎขึ้นมา ภาพที่เขาเห็นคือ ผืนป่าขนาดหญ่ซึ่งมีต้นไม้ขนาดยักษ์ตั้งตระง่า ซักพักภาพป่าหายไป ปรากฎภาพนักรบขี่ม้ากระดูกที่เขาเคยเห็น นักรบคนนั้นหันมามองพิวริสแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวขึ้นว่า "มากับข้า น้องชายข้า" สิ้นคำพูดนั้น พิวริสตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นทันที "นี้มันอะไรกัน?"



    พิวริสพูดกับตัวเอง ตอนนี้เวลาเช้าแล้ว เวลาประมาณตีห้า พิวริสจึงลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรต่างๆ ของเขา เพื่อเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าพระราชาพิวริสใส่ชุดเกราะของเขาตามเดิมพกพาของคู๋ใจที่ใช้ประจำ เขาเดินออกจากมหาวิหาร และเดินออกจากจัตุรัสนี้โดยออกทางซุ้มประตูขวามือของจตุรัส เขาเดินเลียบทางรอบนอกไป โดยไม่เดินเข้าชุนชนคนแคระ

    เขาเดินมาเรื่อยจนถึงป้อมปราการสตอร์มวินด์(Stormwind Keep) เขาเดินมาถึงหน้าทางเข้า ซึ่งมีทหารยามสองนายยืนเฝ้าอยู่ พิวริสเดินเขาไปหาทหารยามทั้งสอง ทหารยามทั้งคนที่อยู่ด้านซ้ายพูดขึ้นว่า "หยุดก่อน เจ้ามาที่นี้เพื่ออะไร?"
    พิวริสตอบกลับไปว่า "ข้ามาเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา"
    ทหารยามที่อยู่ด้านขวาพูด "ตอนนี้พระองค์ยังทรงไม่เวลาว่างในตอนนี้ ตอนนี้พระองค์ทรงประชุมกับเหล่าขุนนางอยู่ เวลานี้ห้ามใครเข้าเฝ้าทั้งนั้น"
    พิวริสจึงพูดขึ้นว่า "แล้วเจ้าทั้งสองฝากข้อความของข้าถึงพระราชาได้หรือไหม?"
    ทหารยามทั้งสองนิ่งคิดอยู่ซักครู่ และในที่สุดทหารคนซ้ายจึงพูดขึ้นว่า "ได้ แต่ข้าไม่แน่ใจเรื่องเวลาหรอกนะ พระองค์ยังทรงยุ่งอยู่กับเรื่องสงคราม หากพระองค์ว่าง ข้าจะนำข้อความของเจ้าไปให้พระองค์ทราบถึงข้อความของเจ้า"
    "ขอบใจเจ้ามาก" พิวริสตอบขอบคุณด้วยใบหน้าเศร้า

    เมื่อไม่ได้ดังที่หวังแล้ว พิวริสจึงเดินกลับไปยังจตุรัสมหาวิหารอีกครั้ง ตอนนี้เขาเดินมาถึงหน้าวิหารแล้ว ซึ่งเกร์สัน อาจารย์ของเขายืนรอเขาอยู่
    "ไงพิวริส ได้เรื่ิองไหม?" เกร์สันกล่าวทักทายและถามพิวริส
    "ไม่เลยครับ ท่านอาจารย์ ทหารยามบอกว่าพระองค์ประชุมอยู่ แต่ข้าฝากให้ทหารยามไปทูลบอกแล้ว ไม่รู้จะได้เรื่องหรือเปล่า ผู้คนที่ดาร์คไชร์ต่างฝากความหวังไว้กับข้า" พิวริสตอบไปด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสลด
    "อย่าคิดมาก พรุ่งนี้เจ้าก็ไปอีกก็ได้ พระองค์คงไม่ประชุมบ่อยครั้งนักหรอก ช่วงนี้พวกฮอร์ดเริ่มเคลื่อนกองทัพ ตีด่านต่างๆ ของกองทัพสัมพันธมิตร การประชุมอาจมีขึ้นเรื่อยๆ" เกร์สันพูด
    "ข้าเข้าใจอยู่ในเรื่องนั้น แต่ท่านละ มีเรื่องใดเล่าถึงมารอข้าที่นี้" พิวริสถาม
    "นี้เจ้าลืมแล้วเหรอ ข้าสัญญาตอนพาเจ้าไปกินมื้อค่ำไง วันนี้เจ้าต้องไปฝึกวิชากับข้า" เกร์สันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    พิวริสทำหน้าตาตกใจ และในที่สุดก็นึกขึ้นได้ จึงพูดออกมาว่า"ออใช่! ข้าลืมไป งั้นเราก็ไปกันเลยซิครับ ตอนนี้มันก็สายมากแล้ว"
    "อย่าพึงรีบร้อน เราต้องไปฝึกนอกเมือง เจ้าไปเตรียมของกินเสียก่อน ดีไม่ดีิาจจะต้องข้างคืน" เกร์สันบอก
    "ครับท่านอาจารย์ ผมจะไปเดี๋ญวนี้ละครับ" พิวริสพูด และเมื่อพูดจบ เขาก็วิ่งเข้าไปในวิหาร เข้าไปในห้องขวาด้านในสุด ซึงเป็นห้องครัว พิวริสหยิบเอาขนมปังก้อนใหญ่สามก้อนและขวดน้ำที่ทำด้วหนังวัวบรรจุน้ำเต็มขวด ยัดใส่กระเป๋าของเขา พอเสร็จแล้ว พิวริสก็ออกมาด้านหน้าวิหาร ซึ่งตอนนี้ เกร์สันอาจารย์ของเขานั่งรออยู่ที่บันไดหน้าวิหาร

    "เสร็จแล้วครับอาจารย์ เราไปกันเลยครับ" พิวริสเดินมาด้านหลังเกร์สันแล้วพูด
    เกร์สันหันหน้ากลับไปดู จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วพูดึ้นว่า "เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ดี ไปกันเลยศิษย์ข้า"
    พอพูดจบ ศิษย์อาจารย์คู่นี้ก็เดินทางออกจากจตุรัสมหาวิหาร โดยออกทางซุ้มประตูทิศใต้ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองเดินเข้าสู่ย่านการค้า(Trade District) ของเมือง ซึ่งเป็นที่ที่มีผู้คนแออัดมากมาย บริเวณแถวนี้เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ อีกทั้งยังมีธนาคารและอื่นๆ เขาทั้งสองเดินเบียดแทรกตัวผ่านผ้คนมากมายจนมาถึงด้านหน้าเมืองซึ่งมีสะพานที่ทำจากหินสีขาว รอบๆ สะพานมีรูปปั้นขนาดใหญ่รายล้อมทั้ซ้ายขวาอยู่ฝั่งละสองตัว และที่หัวสะพานอีกหนึ่งตัว สถานที่ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่แสดงเกียรติยศของเหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่ในอาซีรอท สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกขานกันว่า "หุบเขาแห่งวีรบุรุษ"(Valley of Heroes)



    ทั้งสองคนเดินมาถึงหัวสะพาน ยืนอยู่ใต้ปั้นนักรบผู้ชายที่มือซ้ายของรูปปั้นถือดาบหักแนบกับอก และมือขวาถือคัมภีร์แนบลำตัว ใต้รูปปั้นมีแผ่นหินสีขาวสลักข้อความไว้ว่า

    ผู้บัญชาการ ทูราลยอน (General Turalyon)
    พลโทผู้ติดตามลอ์ด แอนดูอิน โลทาร์(Lord Anduin Lothar), อัสวินแห่งซิลเวอร์แฮน ผูบัญชาการสูงสุดของคณะสำรวจสัมพันธมิตร(Alliance Expedition) ที่เดินทางเข้าสู่บ้านเกิดของชาวออร์ค แดร์นอร์ สัญนิฐานว่าเสียชีวิตแล้ว
    "อีเซรัส ทาร์ โน ดาราดอร์ - โดยเลือดและเกียรติยศที่เรารับใช้"
    "เจ้าคือมือขวาของความยุติธรรมและคุณธรรม, เพื่อนเก่า ชื่อของเจ้าจะได้รับเกียรติอยู๋ในห้องโถงของของเราตลอดกาล"
    -- ลอร์ด อูเธอร์ เดอะ ไลท์บริงเกอร์ - อัสวินแห่งซิลเวอร์แฮน
    เกร์สันและพิวริสหันไปมองที่รูปปั้นและอ่านข้อความในแผ่น จากนั้นเกรสันก็พูดขึ้นว่า "ดูซิพิวริส พาลาดินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยอมเสียสละเพื่อความสงบสุขของอาซ๊รอท เขาคู่คววรแล้วกับคำว่าวีรบุรุษ ข้าหวังว่าเจ้า จะได้เป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่เช่นท่านทูราลยอนผู้นี้
    "ข้าจะพยายามครับ ท่านอาจารย์" พิวริสตอบ

    จากนั้นทั้งคู่เดินทางออกจากเมืองหลวงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ "สตอร์มวินด์" ไปสู่การฝึกฝนความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่กำลังคุกคามทุกชีวิตในโลกแห่งอาซีรอท

    จบบที่ 5 นิมิตแห่งการชี้นำ

    ขออภัยในความล่าช้า วิจารณ์เต็มที่ครับ
    Last edited by Exsodiaman; 03-03-2012 at 08:12 PM.


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  4. #14
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    อย่าลืมกันนะครับ ยังดำเนินเรื่องอยู่


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  5. #15
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Location
    บินไปเลย~!
    Posts
    403
    ไม่ค่อยมีเวลาว่างมานั่งอ่านแหะ

    มาลงทีนึงยาวมากเลย 0.0

  6. #16
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by [M]agician View Post
    ไม่ค่อยมีเวลาว่างมานั่งอ่านแหะ

    มาลงทีนึงยาวมากเลย 0.0
    ตามสบายครับ


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  7. #17
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    271
    ไม่มาต่อแล้วหรอครับ -..-

  8. #18
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by 9918 View Post
    ไม่มาต่อแล้วหรอครับ -..-
    ขออภัย ผมติดเรียนครับ สมองตันแล้วตอนนี้ เดี๋วจบเรื่องแล้วจะมาต่อครับ ขออภัยด้วยครับ


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  9. #19
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    Thumbs up บทที่6 ฮอคเกอร์ จ้าวแห่งนัล

    บทที่6 ฮอคเกอร์ จ้าวแห่งนัล



    ศิษย์อาจารย์คู่นี้เดินทางออกมาจากเมืองสตอร์มวินด์แล้ว พวกเขาเดินทางออกมาไกลเมืองแล้วตอนนี้ พวกเขายังคงเดินอยู่บนถนน
    "เราจะไปที่ไหนกันครับ ท่านอาจารย์" พิวริสหันไปถามเกร์สันที่เดินอยู่ข้างๆ
    "เราจะไปที่โบสถ์นอร์ธไชร์(North Shire Abbey) ที่นั้นเหมาะแก่การฝึก การฝึกพาลาดินขั้นที่สี่ ต้องใช้สถานที่ที่กว้างขวางพอสมควร จะฝึกในมหาวิหารเหมือนแตก่อนไม่ได้" เกร์สันตอบ


    จากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางต่อ เวลาก็ผ่านมาเที่ยงวันแล้ว พวกเขาทั้งสองเดินทางมาถึงหมู่บ้านโกลด์ไชร์(Gold Shire) หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับเมืองสตอร์มวินด์ที่สุด หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วอาซีรอทในเรื่องที่มีโรงแรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอาซีรอท คือโรงแรมไลอ้อนไพรด์(Lion's Pride Inn) และหมู่บ้านนี้ก็เป็นที่ที่มีการค้าแลกเเปลี่ยนสินค้าต่างๆ อยู่เสมอ


    ทั้งคู่เดินมาถึงสี่แยกของหมู่บ้าน และกำลังจะเดินไปสู่เส้นทางทิศเหนือเพื่อมุ่งสู่โบสถ์นอร์ธไชร์ จู่ๆ กองทหารม้าศึกจำนวนไม่ต่ำกว่าสามสิบนายควบม้ามาอย่างรวดเร็ว ดูท่าทางเร่งรีบ กองทหารม้าหยุดม้าในทันที เมื่อเห็นเกร์สันและพิวริส ทหารม้าคนหน้าสุด ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้นำของกองทหาร จากการแต่งตัวของเขาซึ่งสวมชุดเกราะทหารระดับยศพลตรี เขาเป็นชายมีอายุราวๆ สี่สิบกว่าปี ใส่หมวกเกราะ ทหารคนนั้นลงจากหลังม้า และเดินเขามาหาเกร์สันกับพิวริส และกล่าวขึ้นว่า "โอ้ว ท่านเกร์สันและลูกศิษย์ พระเจ้าเข้าข้างเราจริงๆ ท่านมาได้จังหวะพอดี"




    "มันเรื่องอะไรกันละ ท่านนายพลมาร์เชล ถึงได้ยกกองทหารม้าป้องกันชายแดนมาเช่นนี้" เกร์สันถามอย่างสงสัย
    "ก็ทางกองทหารที่ป้อมเวสบรูคแกร์ริสัน(Westbrook Garrison) ส่งข่าวขอความช่วยเหลือมานะซิท่าน ทางนั้นโดนพวกนัล(Gnoll) เข้าโจมตีอย่างหนัก เรากำลังจะไปช่วย แต่พบท่านพอดี ข้าขอให้ท่านไปช่วยพวกเราได้ไหม ท่านเกร์สัน เพราะเราได้ข่าวมาว่าเจ้าฮอคเกอร์(Hogger) มันบุกมาเอง พวกเราไม่มั่นใจนักว่าจะชนะหรือเปล่า" นายพลมาร์เชลตอบมา
    เกร์สันทำหน้าตกใจแล้วพูดขึ้นว่า "คราวนี้มันมาเองเลยงั้นเหรอ บ้าน่า! ข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มันออกมาเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว มันสู้จนบาดเจ็บสาหัสแต่มันหนีเข้าไปในป่า ข้านึกว่ามันตายไปแล้ว"
    พิวริสที่ยืนฟังอยู่ก็เอยปากถามอาจารย์ของเขาว่า "ท่านอาจารย์ ฮอคเกอร์คือใคร?"
    "ฮอคเกอร์ มันคือหัวหน้าเผ่านัลที่อาศัยอยู่แล้วนี้ เมื่อสองปีก่อนมันยกกองทัพนัลบุกเข้าโจมตีป้อมเวสบรูคแกร์ริสัน แต่ข้ากับกองทหารสตอร์มวินด์เข้าต่อสู้กับพวกมันเราเกือบจะฆ่ามันได้ แต่มันหนีรอดไป" เกร์สันตอบพิวริส และหันมาทางนายพลมาร์เชล แล้วพูดขึ้นว่า "ไม่ต้องห่วงมาร์เชล ข้ากับศิษย์จะช่วยเจ้าเอง พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าจะตามไป"
    เมื่อนายพลมาร์เชลได้ยินเช่นนั้นก็ทำความเคารพและเดินขึ้นม้า จากนั้นก็สั่งกองทหารม้าเดินหน้าไปสู่ถนนที่นำไปสู่ป้อมเวสบรูคอย่างเร็วไว ไม่นานกองทหารม้าก็ไกลห่างจนในที่สุด ก็มองไม่เห็น
    เกร์สันหันมาทางพิวริสแล้วพูดขึ้นว่า "พิวริส ข้าต้องไปช่วยพวกเขา เจ้าจะไปกับข้าไหม ข้าไม่บังคับเจ้าหรอก หากเจ้าไม่อยากจะไปเสี่ยงอันตราย"
    "ข้ายินดีที่จะช่วยท่านอาจารย์ ข้าจะถือว่าเป็นการฝึกไปในตัวด้วย" พิวริสตอบมาด้วยใบหน้าที่เชื่อมั่น
    "เมื่อเจ้าตอบเช่นนี้ ข้าก็วางใจ เดี๋ยวข้าไปยืมม้าชาวบ้านแถวนี้ก่อนแล้วกัน เจ้ารออยู่นี้แล้วกัน" เกร์สันพูด
    หลังจากพูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในโรงหลอมเหล็กของหมู่บ้านซึ่งอยู่ด้านขวามือของของพิวริส เกร์สันหายเข้าไปซักพัก จากนั้นเกร์สันก็ขี่ม้าสีน้ำตาลและจูงม้าสีขาวมาอีกตัวหนึ่ง เขาขี่ม้าออกมาจากด้านหลังของโรงหลอมเหล็กและเดินมายังคตรงหน้าพิวริส
    "เราต้องไปยังป้อมเวสบรูคแกร์ริสัน ของที่เราเตรียมมาคงต้องฝากไว้ที่นี้ก่อน เจ้านำไปไว้ในโรงหลอมเหล็กเดี๋ยวนี้เลย แล้วมาขึ้นม้าซะ" เกร์สันบอกและสั่งพิวริส
    พิวริสทำตามที่อาจารย์เขาบอกอย่างรวดเร็ว เขาขนของทุกอย่างไปไว้ในโรงหลอม จากนั้นเขาก็เดินมาขึ้นม้า
    หลังจากที่เสร็จสิ้นทุกภาระแล้วทั้งสองควบม้าอย่างรวดเร็วไปตามถนนทางทิศะวันตกซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ป้อมเวสบรูค ทั้งสองควบม้าอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดจาอะไรกันทั้งสิ้น จนกระทั่งเมื่อทั้งสองเดินทางมาได้เกือบครึ่งทาง พวกเขาได้ยินเสียงการต่อสู้เกิดขึ้น พวกเขาเร่งควบม้าอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พวกเขาได้พบคือกองทหารม้าส่วนหนึ่งกำลังปะทะอยู่กับอะไรบ้างอย่าง รูปร่างคล้ายมนุษย์ ถือมีดบ้าง ดาบบ้าง และขวานเป็นอาวุธ ใส่ชุดหนังสัตว์ บางตัวใส่ชุดเกราะของทหารสตอร์มวินด์ แต่แปลกที่มีขนสีน้ำตาลทั่วร่างกายและลายจุดสีดำบางแห่งบนร่างกาย มือและเท้าเหมือนพวกหมาป่า ลำคอยาวและโค้งเหมือนคอของสัตว์จำพวกสุนัข หัวของมันเป็นหัวของหมาใน พวกมันคือ "นัล" จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบห้าตัว
    "พวกมันซุ่มโจมตี นี้มันบ้าบออะไรกัน!" เกร์สันพูดขึ้นด้วยตกใจ
    "เราต้องช่วยเขาแล้วนะครับ ท่านอาจารย์" พิวริสพูดเตือนสติอาจารย์ของเขา ซึ่งกำลังงุนงงและตกใจในความสามารถของพวกนัล
    ทันทีที่เกร์สันได้สติ ทั้งสองคนดึงค้อนใหญ่ที่เก็บไว้ด้านหลังออกมาและควบม้าเข้าช่วยทหารม้า และตะโกนออกมาดังว่า "เพื่อสตอร์มวินด์!"
    กองทหารม้าที่เสียเปรียบจากการซุ่มโจมตีของพวกนัล เริ่มอ่อนล้า นายทหารบ้างนายถูกพวกนัลลากลงมาจากหลังม้าแล้วขย้ำด้วยเขี้ยวเล็บของพวกมัน จำนวนทหารเริ่มน้อยลงกว่าที่ทั้งคู่เห็นครั้งแรก แต่แปลกที่จำนวนศพกลับไม่เท่ากับที่เสียไป ทั้งสองควบม้าเข้ามา พิวริสง้างค้อนกระหน่ำฟาดใส่พวกนัลที่กำลังพยายามดึงทหารม้าคนหนึ่งลงจากม้า เจ้านัลตัวนั้นกระเด็นไปด้วยความรุนแรงของแรงพาดของค้อน และตกลงพื้นตายคาที่
    "ทำได้ดีนี้ ศิษย์ข้า" เกร์สันกล่าวชม

    การฟาดของพิวริสทำให้พวกนัลที่เหลือ ยุติความสนใจจากทหารม้าทั้งหลาย เดินเข้ามารายล้อมทั้งเขาและอาจารย์ของเขา แต่ละตัวใบหน้าแยกเขี้ยวเหมือนพวกหมาในที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ เกร์สันมองไปรอบแล้วพูดขึ้นว่า "ดูเหมือนเจ้าจะทำให้เราเป็นคนดังในหมู่พวกมันนะ" พอพูดจบ นัลตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาที่เกร์สัน ง้างขวานเล่มใหญ่ใส่เขา แต่เขาไวกว่า เขาตีโต้ด้วยค้อนศึกคู่ใจ เจ้านัลตัวนั้นร้องเสียงหลงเหมือนกับสุนัขและตีลังกากลางอากาศตกลงไปในกลุ่มพวกมัน จากนั้นนัลที่ล้อมอยู่ทั้งหมดก็ดาหน้าวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พิวริสและเกร์สันเหวี่ยงค้อนอย่างหนักหน่วงหมายจะพิชิตนัลทั้งหมด แต่พวกมันก็ไวพอสมควรจึงยากที่จพกำจัดหมด พวกนั้นกรู่เข้ามาล้อมหน้าหลัง เข้าโจมตีพร้อมกันอย่างว่องไว พิวริสเริ่มเหนื่อยล้าจากการโจมตีของพวกมัน แต่เกร์สันกลับแตกต่าง เขายังสู้อย่างห้าวหาญและดุดัน


    การต่อสู้กินเวลามาก เหล่าทหารที่ไม่ได้รับบาดเจ็บมากก็เขามาช่วยพวกเขา แต่ก็ไม่ประโยชน์อะไรมากนัก นอกจากยื้อการเข้าโจมตีของพวกมันไปอีกซักระยะ


    "พวกมันเร็วมาก สงสัยข้าคงต้องใช้มันซะแล้ว พิวริสคุ้มกันข้าด้วย" เกร์สันบอกและสั่งพิวริส
    พิวริสควบม้ามาอยู่ข้างๆอาจารย์ เพื่อค้มกันเขา ซึ่งตอนนี้เขากำลังหลับตารวบรวมสมาธิไว้ที่อาวุธ มีนัลกระโจนเข้ามา พิวริสใช้ค้อนเส้ยคางพวกมันกระเด็นตกสลบไปตัวหนึ่ง และอีกสามสี่ตัวกำลังจะกระโจนเข้ามา
    ค้อนศึกของเกร์สันเปล่งแสงสีทองอร่าม และเกร์สันก็ลืมตาขึ้นจากการรวบรวมสมาธิแล้ว เขาชูค้อนขึ่นเหนือหัว ทันใดนั้น เกิดลมกระโชกแรงทั่วบริเวณสู้รบ พวกนัลตื่นกลัวอย่างมาก พวกมันหอนดังไปทั่วบริเวณ ไม่นานก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น เมื่อกระแสลมเริ่มรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุขนาดเล็ก เกิดแสงสว่างสีทองในลมพายุนั้น ในสายลมมีค้อนแสงสว่างอยู่จำนวนมาก ค้อนแสงเหล่านั้นลอยวนรอบๆ และพุ่งเข้าชนพวกนัลอย่างรวดเร็วและรุนแรง พวกนัลลอยกระเด็นอยู่ในพายุสีทองนี้ทั้งหมด พวกมันร้องครวญด้วยความเจ็บปวด ส่วนพวกทหารและพิวริสเองนั้น เมื่อสัมผัสกับกระแสลมสีทอง แผลของพวกเขาก็สมานอย่างรวดเร็ว กำลังที่หายไปกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว พายุสีทองนี้พัดอยู่ไม่ถึงนาทีก็หยุดลง พวกนัลที่ลอยอยู่ในพายุก็ตกลงมากระแทกพื้นตายกันทั้งหมด


    เกร์สันที่ใช้พลังสร้างพายุ เริ่มเหนื่อยอ่อนลง พิวริสเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าประคองไว้กันอาจารย์ของเขาตกม้า
    "อาจารย์! ท่านเป็นะไรมากไหม?" พิวริสถามด้วยความเป็นห่วง
    เกร์สันหันมามองหน้าพิวริสแล้วยิ้มและพูดขึ้นว่า "แค่เหนื่อยนิดหน่อยนะ ข้าไม่ได้ใช้มันนานแล้ว พอมาใช้อีกที ก็เลยเป็นแบบนี้"
    "มันคือเวทมนตร์อะไรกะนครับ ท่านอาจารย์?" พิวริสถามด้วยความสงสัย
    "พายุศักดิ์สิทธิ์(Divine Storm) เวทมนตร์ระดับสูงของพาลาดินขั้นที่เจ็ด มันจะทำลายศัตรูและสิ่งที่เรารับรู้ นอกจากนั้นยังรักษาพรรคพวกหรือสิ่งที่ไม่ใช่ศัตรูได้อีกด้วย มันใช้พลังเวทย์เยอะเอาเรื่องเลยทีเดียวละ" เกร์สันตอบ จากนั้น เขาให้พิวริสเรื่องทหารมาคนหนึ่งเพื่อสอบถาม
    "นายทหารมันเกิดอะไรขึ้นทำไมพวกเจ้าถูกโจมตีละ?" พิวริสถาม
    "พวกเราถูกพวกนัลซุ่มโจมตี พวกเราครึ่งซึ่งนำโดยนายพลมาเชลตีฝ่าวงล้อมออกไปสู่ป้อมเวสบรูค ส่วนพวกเราที่นี้มีหน้าที่กันพวกมันไม่ให้ไปไล่ล่าพวกเขา" นายทหารคนนั้นตอบ
    "เจ้าไปบอกพวกเขา ให้พวกเจ้าไปเตียมตัว ตรวจดูของจำเป็นในการรบ ใครที่ยังพอไปไหว เดี๋ยวข้ากับลูกศิษย์ข้าไปป้อมเวสบรูค ส่วนที่ไม่ไหวก็พักอยู่ที่นี้และระวังพวกนัลด้วยเพื่อพวกมันจะส่งกำลังมาอีก ข้าจะรีบไปช่วยพวกนั้น" เกร์สันบอกนายทหารให้นำความไปแจ้งแก่ทหารที่เหลือ หลังจากนั้น เมื่อเกร์สันหายเหนื่อย เขากับพิวริสก็ควบม้าไปอย่างรวดเร็วสู่ป้อมเวสบรูค


    พวกเขาเริ่มเข้าใกล้ป้อมแล้ว โดยฟังจากเสียงปะทะอาวุธและเสียงปืยใหญ่ยิ่งกระหน่ำหลายนัด จนในที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่ป้อมเวสบรูค ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นสนามรบของสองเผ่าพันธุ์ ทหารม้าของนายพลมาเชล วิ่งพล่านวาดลายหอกไปทั่ว ส่วนทหารของป้อมก็สู้อย่างเอาเป็นเอาตาย


    ป้อมเวสบรูคแกร์ริสัน เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงสงครามครั้งที่สอง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของป่าเอลเวน เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับป้องกันการุกรานของพวกออร์คในสมัยสงครามครั้งที่สองและพวกนัล มีเนื้อที่ไม่มากนัก มีถนนตัดผ่านเส้นทางระหว่างป่าเอลเวนและดินแดนแห้งแล้งเวสฟอล(Westfall) ด้านหน้าป้อมของถนนอีกฝั่งมีหอคอยสูงที่มีทหารคอยสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของพวกนั้น และเมื่อเกิดเหตุการบุกของพวกนั้น หอคอยนี้จะกลายเป็นป้อมธนูและปืนใหญ่ขนาดเล็ก เพื่อต่อสู้กับการรุกราน


    ครั้งหนึ่งหลังจากจบสงครามครั้งที่สองไม่นาน ชนเผ่านัลที่อาศัยอยู่แถบนั้น ได้เข้าโจมตีป้อมหมายจะยึดครองและเพิ่มอาวุธกับเสบียง โดยการนำของหัวหน้าเผ่านัลในแถบนั้น นามว่า "ฮอคเกอร์"(Hogger) พวกมันเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ในครั้งนั้นป้อมยังไม่การรักษาความปลอดภัยสูงนัก จึงเกือบจะแตกเสียแล้ว แต่กองทหารหลวงของสตอร์มวินด์ ซึ่งนำโดยพาลาดินเกร์สัน ชาโดวซอง(Grayson Shadowsong) เข้าช่วยเหลือไว้ทัน และฮอคเกอร์เกือบถูกสังหารด้วยมือของเกร์สัน แต่ด้วยครั้งนั้นโชคช่วยมัน เกิดการระเบิดของดินปืนใหญ่ของป้อม เกร์สันซึ่งง้างค้อนกำลังจะทุบเจ้าฮอคเกอร์นั้น ถูกแรงอัดมหาศาลกระแทกเข้าอยากรุนแรง ทำให้เขาเสียหลักพุ่งชนกับต้นไม้และสะเก็ดระเบิดกระเด็นเข้าตาของเขาทำให้เขาเสียดวงตาไปข้างหนึ่งในศึกครั้งนั้น


    และครั้งนี้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง สงครามของสองเผ่าพันธุ์ได้อุบัติขึ้น ตอนนี้ทั้งพิวริสและเกร์สันได้เข้าไปร่วมสงครามแล้ว เสียงอาวุธปะทะดังก้องกังวาล เสียงระเบิดจากกระบอกปืนใหญ่ทั้งกระบอกเล็กจากหอคอย และกระบอกใหญ่จากป้อมดังอึกทึกไปทั่ว พิวริสควบม้าไปทางทางหอคอย เข้าโจมตีพวกนัลที่พยายามพังประตูหอคอย เขาฟาดค้อนใส่พวกมันทีเดียว พวกนัลกระเด็นไปสี่ถึงห้าตัว และง้างค้อนกระหน่ำพวกที่กำลังดาหน้าเข้ามาอีกสิบกว่าตัว การต่อสู้ครั้งนี้ ดูท่าจะสูสีกันมากในด้านการรบเพราะ ทางฝั่งมนุษย์ก็พร้อมไปด้วยอาวุธยุโธปกรณ์ ส่วนพวกนัลก็สู้ได้ดีในป่า ดูราวว่าศึกนี้ยากจะยุติ



    เกร์สันร่ายเวทย์อย่างรวดเร็ว ในทันทีค้อนสีทองก็ตกลงมาจากท้องฟ้าพุ่งลงมาสู่กองทัพนัลจำนวนมาก พวกนัลต่างล้มกลิ้งมึน และบางตัวก็ตายคาทีไปเลยก็มี พิวริสก็ใช้เวทมนตร์ที่ตนเองถนัดในการสนับสนุนทหารและโจมตีพวกนัล แม้จะไม่รวดเร็วเหมือนกับอาจารย์ของเขากตาม สองพาลาดินสู้อย่างไม่ย้อถ้อ อาวุธก็ฟาดฟัน เวทมนตร์ก็ร่ายตลอดจนกว่าจะเหนื่อยล้า ศึกนี้ดำเนินมาตั้งแต่บ่ายแก่จนถึงหัวค่ำ ทหารของมนุษย์เริ่มเหนื่อยล้า แต่พวกนัลกลับฮึกเฮิมขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อท้องฟ้ามืดลงจนพระจันทร์ทอแสงสว่างตา ในเงามืดของป่าที่พวกนัลออกมา มีเสียงตัวอะไรบางอย่างวิ่งอย่างรวดเร็วและเสียงดัง เป็นเสียงการเคลื่อนไหวเหมือนพวกนัลแต่มีเสียงเหมือนเหล็กกระทบกันดังอย่างไม่ขาดสาย เจ้าของเสียงนั้นเริ่มปรากฎให้เห็นตัว มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว วิ่งผ่านฝูงนัลที่สู้กับทหารตรงบริเวณหอคอย มันวิ่งขึ้นไปบริเวณเชิงผาเตี้ย แล้วกระโดดลงมาสู่พื้นด้านล่างซึ่งตรงนั้น เกร์สันกำลังต่อสู้อยู่กับพวกนัลห้าหกตัว มันกระโดดสูงอยู่เหนือหัวเกร์สัน แล้วทิ้งลงมาใส่เกร์สันอย่างรววเร็ว


    เกร์สันไม่ทันระวังตัว โดนเจ้านั้นกระแทกตกม้า เจ้าพวกนัลที่รุมเขาอยู่ ทำท่าทางดีใจที่เขาตกลงมา และกำลังง้างอาวุธที่มีในมือทุบใส่เขาซึ่งนอนกองอยู่กับพื้นด้วยความมึนงง แต่แล้วเจ้าตัวที่กระแทกเขาซึ่งตอนนี้อยู่บนหลังม้าส่งเสียงเหมือนกับพูดคุยสั่งห้ามด้วยภาษาของพวกมัน พวกนัลที่กำลังจะทุบเขา หยุดทันที เจ้าตัวนั้นลงมาจากหลังม้า มันหมายจะเผชิญหน้ากับเกร์สัน ซึ่งตอนนี้เกร์สันได้ลุกขึ้นเอาค้อนค้ำตัวขึ้นมาให้ยืนตรง เขามองมาที่เจ้าตัวที่กระแทกเขาซึ่งตอนนี้มันยืนอยู่ด้านหน้เขา โดยมีพวกนัลหกตัวอาวุธครบมือล้อมเขาอยู่
    "ฮอคเกอร์!" เกร์สันพูดขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเขาเห็นเจ้าตัวที่กระแทกเขา มันคือนัลที่ตัวใหญ่มาก มีแผงคอที่ยาว หน้าตาเต็มไปด้วยรอยแผล มันควรชุดเกราะหนาและใหญ่กว่านัลทุกตัว มือทั้งสองของมันถือขวานใหญ่ มันจ้องหน้าเขาราวกับเครียดแค้นกันมานานแสนนาน



    "สิบเอ็ดปี นับจากครั้งนั้น ข้ายังจำได้ เจ้าเกือบฆ่าข้าได้ วันนี้คือวันทวงแค้นของข้า" เจ้าฮอคเกอร์มันพูดออกมาเป็นภาษามนนุษย์ เมื่อพูดจบ มันก็กระโจนใส่เกร์สัน เกร์สันหลบทัน และเอาค้อนเหวี่ยงใส่มันในขณะที่มันยังลอยอยู่ แต่มันหันขวับกลางอากาศเอาขวานคู่ของมันตีโต้กลับไป ทำให้เกร์สันเสียหลักล้มลง เจ้าพวกนัลรอบๆ ส่งเสียงเชียร์เจ้านายของมันดังสนั่น ฮอคเกอร์มันกระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว เกร์สันจับทางไม่ทัน มันพุ่งใส่เขาอย่างแรง เขากระเด็นไปติดเชิงผาเตี้ย จากนั้น มันวิ่งรี่ชาร์จตัวเข้าเต็มที่ โดยเอาขวานคู่ของมันถือไว้กลางอกไขว้กันเป็กากบาทเตรียมพุ่งสังหารเขา
    "อาจารย์! ไม่" พิวริสหันมาเห็นพอดี เขาควบม้าอย่างรวดเร็ว เหวี่ยงค้อนปัดพวกนัลที่เกะกะกระเด็นไปทั่ว เขาควบม้าอย่างเร็วที่สุด ก่อนที่ฮอคเกอร์มันจะฆ่าเกร์สัน ในนาทีนั้นเองเขาได้เข้าใกล้เชิงผาแล้ว ซึ่งตอนนี้ฮอคเกอร์ มันวิ่งชาร์จมาอย่างรวดเร็ว ใกล้เกร์สันแล้ว พิวริสเปิดคัมภีร์ ร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น เจ้าฮอคเกอร์ที่วิ่งชาร์จใกล้เกร์สันแล้ว ก็ชะงักทันทีด้วยอำนาจแสงสีทองที่สว่างที่ระเบิดออกมาจากร่างของมัน มันล้มลงทันที พวกนัลที่ล้อมอยู่เห็นเช่นนั้นจึงหันมองหาสาเหตุ และพวกมันก็เห็นเขา พวกมัลวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กองทหารที่อยู่ใกล้ได้เข้าสกัดพวกนัล ทหารคนหนึ่งตะโกนบอกพิวริสว่า "เร็วท่าน ไปช่วยท่านเกร์สัน!"


    พิวริสควบม้าไปหาอาจารย์เขา ซึ่งตอนนี้เกร์สันนั่งลงใต้เชิงผาด้วยเหนื่อยล้าและเจ็บปวดจากการถูกโจมตี เขาลงจากหลังม้า วิง่ไปหาอาจารย์ของเขา
    "ท่านเป็นอะไรมากไหมท่านอาจารย์" พิวริสพูดกับเกร์สันในขณะที่เขาพยุงตัวอาจารย์ขึ้น
    เกร์สันหันไปมองพิวริส แล้วพูดอย่างเหนื่อยๆ ว่า "ไม่เป็นมากหรอก ข้าแค่ช้ำในนิดหน่อย เจ้าทำได้ดีมากศิษย์ข้า"
    "ข้าจะพาท่านเข้าไปในป้อม ท่านต้องพักผ่อนก่อน" พิวริสพูดอย่างเป็นห่วง
    "พิวริส แม้ข้าจะเจ็บเจียนตาย แต่นี้คือสงคราม การพักในสงคราม มีอย่างเดียวคือความตาย เจ้าต้องเรียนรู้อีกเยอะศิษย์ข้า ข้าต้องสู้ต่อ" เกร์สันพูดอย่างเหนื่อยหล้า


    ในระหว่างที่พิวริสพยุงอาจารย์และพาไปขึ้นหลังม้า เจ้าฮอคเกอร์ที่สลบอยู่ตื่นขึ้นมาพอดี แล้วมันมองและพุ่งมาใส่เขา ซึ่งเขาไม่ทันจะระวัง มันกระแทกเขาและอาจารย์กระเด็นไปคนละทาง ม้าของพิวริสตื่นวิ่งหนีไปครละทิศคนละทาง พิวริสพยายามยืนขึ้น แต่ด้วยแรงกระแทกมหาศาล เขาเจ็บปวดมาก
    "แก! เจ้ามนุษย์ผมทอง ข้าจะข้าเจ้าซะ" ฮอคเกอร์พูดด้วยความโกรธแค้น จากนั้น มันง้างขวานคู่ขึ้น และกระโดดเข้าใส่พิวริส พิวริสคิดว่าคราวนี้เขาตายแน่ แต่แล้ว
    "อย่าหวังจะทำอะไรศิษย์ข้า ฮอคเกอร์!" ตะโกนออกมา และร่ายเวทย์ ทันใดนั้นค้อนแสงสีทองขนาดใหญ่หล่นจากฟ้า ร่วงลงใส่หัวเจ้าฮอคเกอร์พอดี เจ้าฮอคเกอร์ชะงักกลางอากาศ ตกลงพื้นและล้มกลิ้งไปสามสี่ตลบ เกร์สันที่ร่ายเวทย์นอบราบกับพื้นอย่างหมดสภาพ ส่วนพิวริสก็พยุงตัวขึ้นอีกครั้งและเดินไปหาอาจารย์ของเขา
    "ท่านไม่น่าฝืนร่างกายเลยท่านอาจารย์ ท่านอาจตายได้" พิวริสพูดกับอาจารย์ของเขา จกานั้นเขาก็พยุงอาจารย์ขึ้น พยายามเดินฝ่าการต่อสู้ และใช้แรงที่เหลือน้อยนิด เหวี่ยงค้อนฟาดเจ้าพวกนัลที่ดาหน้าเข้ามาใส่เขา เขาเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าป้อมปราการ มีทหารที่ป้องกันอยู่สองนายเดินเข้ามารับเขาและอาจารย์ที่เดินโซเซ
    "ฝากอาจารย์ข้าด้วย" พิวริสบอกทหารสองนายนั้น ทหารทั้งสองนายทำความเคารพและพาเกร์สันเข้าไปในป้อม จากนั้นพิวริสก็เดินออกจากป้อมถืออาวุธไปช่วยเหล่าทหารรบกับพวกนัล


    การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป ฝ่ายมนุษย์เหนื่อยล้าและสูญเสียมากขึ้น พิวริสสู้อย่างไม่หยุด พวกมันมามากเกินไป แต่เมื่อผู้นำอย่างฮอคเกอร์ตายอล้ว ทำไหมพวกมันยังไม่หยุด! มันเป็นเรื่องน่าสงสัยอยู่ แต่ในระหว่างที่เขาสงสัยอยู่นั้น เจ้าฮอคเกอร์ก็โผล่ออกมาจากกลางฝูงชนที่รบกันอยู่ มันวิ่งมาด้วยความเคียดแค้น มันยังไม่ตาย ทั้งๆที่ โดนเวทมนตร์เล่นงานไปถึงสองครั้ง มันเข้าประชิดตัวจามขวานใส่เขา พิวริสกันไว้ทันและปัดมันออกไป มันตีกลับอย่างรวดเร็ว พิวริสกลายเป็นฝ่ายป้องกันฝ่ายเดียว มันเร็วขึ้นจนเขาไม่อาจจะเป็นฝ่ายรุกคืนได้เลย มันเร็วขึ้นจนในที่สุดด้ามค้อนศึกของเขาหักสะบั้น มันยิ้มอย่างอำมหิต และง้างขวานข้างขวามือขึ้นเตรียมจะฟัน เขาคิดในใจ ว่าคราวนี้เขาไม่รอดมือเจ้าฮอคเกอร์แน่ ในขณะที่คมขวานพุ่งมาใกล้กับร่างของเขา พิวริสรู้สึกถึงความร้อน ร้อนขึ้นอยู่ที่มือข้างขวาของเขา แล้วเกิดม่านพลังแสงสีฟ้าอ่อนห่อห้มเขา ทันทีที่ขวานกระทบม่านพลังนั้น เจ้าฮอคเกอร์กระเด็นลอยขึ้นฟ้า ราวกับว่ามียักษ์จับมันขว้างขึ้นฟ้า มันร้องด้วยความเจ็บปวด มันลอยขึ้นไปไกลถึงชายป่าซึ่งเป็นที่อยู่ของมันแล้วตกลงในเงามืดของต้นไม้ยามราตรี


    พิวริสตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แต่เขารู้ว่า สิ่งที่ปกป้องเขาคือแหวนของรูบิค เขาพยุงตัวขึ้นในตรงและถอดถุงมือเกราะข้างขวาของเขาออกเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในมือขวา เมื่อเขาถอดออกมาก็พบว่าแหวนยังคงปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    "เจ้าช่วยข้าไว้อีกแล้ว" เขามองและพูดกับแหวน สถานการณ์รอบเริ่มเปลี่ยน เมื่อเจ้าฮอคเกอร์ถูกซัดกระเด็นเข้าป่า เจ้าพวกนัลทั้งหลายเริ่มล่าถอย กองทหารของฝ่ายมนุษย์ที่มีแรงสู้ไหว ก็ไล่ต้อนพวกมันหมายจะฆ่าล้างให้หมด ปืนใหญ่ทุกกระบอกบนหอคอยระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง โดยเป้าหมายคือพวกนัลที่วิ่งเข้าป่า เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว พวกนัลล่าถอยอย่างรวดเร็ซเมื่อขาดผู้นำ ทหารจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยกว่านาย วิ่งไล่พวกมันอย่างรวดเร็วเช่นกัน พิวริสยืนมองดูอยู่ที่ป้อม เขาไม่ได้ไปร่วมด้วย เนื่องเขาเหนื่อยมากแล้ว หน้าที่พวกนั้น เหล่าทหารน่าจะจัดการกันเองได้


    ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เหล่าทหารที่เข้าไปไล่พวกนัลหายไปในเงาได้ซักสิบนาทีแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะออกมา แล้วในที่สุด มีบางอย่างลักษณะคล้ายทรงกลมมีแสงสีม่วงมองดูแล้วน่าหดหู่และสยดยองในความรู้สึกของพิวริส มันมีจำนวนมากสว่างวาบอยู่ในป่าที่เต็มไปดูความมืด ในที่สุดก็ระเบิดหายไป จากนั้นซักพักก็มีเสียงของเหล่าทหารดังออกมา เสียงพวกเขาเป็นเสียงร้องโหยหวนทรมาน ราวกับพวกเขาถูกมีดนับร้อยกรีดแทงอย่างรุนแรง พิวิรสเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารแล้ว จากร้อยกว่า เหลือกลับมาเพียงสิบห้านาย และพวกเขายังบาดเจ็บหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด จากการมองระยะไกล ทหารจากป้อมเวสบรูคออกไปรับพวกเขาเตรียมปฐมพยาบาลทันที ใบหน้าทุกคนเหมือนสติเลื่อนลอย บางคนเพ้อพูดอะไรออกมา และหนึ่งในนั้นก็มีนายพลมาร์เชลด้วยคนหนึ่ง พิวริสรีบวิ่งไปดูเขาซึ่งตอนนี้แพทย์สนามพาพวกเขามาถึงป้อมแล้ว เขาเข้าไปหานายพลซึ่งร่างกายบาดเจ็บหนักมากตอนนี้ แพทย์สนามกำลังเร่งช่วยรักษาอยู่บนเตียงผ้า
    "ท่านายพลเกิดอะไรขึ้น" พิวริสถาม
    นายพลมาร์เชลไม่ตอบสนองอะไรราวกับถูกสาปให้ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่มีทหารที่นอนอยู่ข้างๆ เพ้อขึ้นมาว่า "นัลล............. นัลสีม่วงงงงงงงงง............. เงาโจมตี แสงสีม่วง............."
    "แสงสีม่วง เงา และนัลสีม่วง" เขาพูดทวนในสิ่งที่นายทหารที่บาดเจ็บพูด


    เวลาผ่านไปซักพัก นี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว พิวริสกำลังจะหลับพักผ่อนที่ห้องที่เกร์สันนอนพักอยู่ ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจะเสร็จสิ้นลงแล้ว ไม่นานนัก การจัดเวรยามถึงแม้จะขาดทหารไปมาก แก็ยังผลัดเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งดูแลรักษาป้อม และคุมปืนใหญ่บนหอคอย ภายใต้ความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงเห่าหอนของพวกนัลก็ดังขึ้น ทุกคนในป้อมปราการยกเว้นคนเจ็บหนักสะดุ้งตื่นกันหมดราว และทุกคนเตรียมหยิบอาวุธขึ้นด้วยสัญชาติญาณที่เกิดขึ้นเอง พิวริสเองก็ไปเอาค้อนศึกในป้อมมาใช้แทนค้อนที่หักไป
    "ยังไม่จบอีกหรือเนี่ย?" พิวริสพูดขึ้น เขาเดินออกจากห้องพักของอาจารย์ของเขา มาอยู่รวมกับทหารที่อยู่หน้าทางเข้า สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ กองทัพนัล คราวนี้มันมากกว่าครั้งที่สู้กันครั้งแรกเสียอีกหลายเท่าตัว และเจ้าตัวข้างหน้าที่นำกองทัพนัลคือเจ้าฮอคเกอร์ และยังมีนัลอีกตัวหนึ่ง แม้จะเห็นมันไม่ชัด แต่ก็รู้ได้ว่ามันเป็นนัล แต่เป็นนัลที่ตัวเล็กกว่าเจ้าฮอคเกอร์ แต่ก็ยังดูตัวใหญ่กว่านัลอื่นๆ ตัวมีสีออกจะกลมกลืนอยู่ในเงามืดของป่า มันถืออาวุธคือลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่ มันยืนอยู่ข้างๆ เจ้าฮอคเกอร์
    "มันตายยากจริงๆ ข้าต้องฆ่าเจ้ากี่รอบกันนี้" พิวริสพูดด้วยน้ำเสียงโมโห ราวกับเขาถูกเจ้านัลยักษ์ปั่นหัวเล่นตลอดสงคราม


    กองทันัลเดินเข้าย่างช้า แบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้น ทหารบนหอคอยได้ใช้ปืนใหญ่ทุกประบอกยิงพวกมัน เสียงปืนดังสนั่น ขณะที่ลูกปืนใหญ่ลอยกำลังจะตกลงมา เจ้านัลที่อยู่ข้างๆ ฮอคเกอร์ทำท่าทางอะไรบ้างอย่างแล้ว จู่ๆ ลูกปืนใหญ่ก็หายไป พวกนัลร้องโฮ่ดีใจ จากนัลฮอคเกอร์มันตะโกนเป็นภาษานัล ยกขวานข้างซ้ายขึ้นชูเหนือหัว พวกนัลทั้งหลาย ทำท่าเตรียมพร้อมรบ เจ้าฮอคเกอร์มองไปรอบแล้ว จากนั้นมันเอาขวานสับลง เป็ฯเครื่องหมายบอกว่าสั่งลุย
    ทันทีที่สั่งบุก พวลนัลวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง ทหารทุกนายในหอคอยและป้อมเตรียมพร้อมป้องกัน มันมาเหมือนฝูงตั๊กแตน มันแบ่งกำลังออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าโจมตีหอคอย ส่วนอีกฝ่ายเข้าโจมตีป้อม


    พิวริสและทหารที่อยู่หน้าป้อม เตรียมพร้อมรบ พิวริสสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้ พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามา และในที่สุด สงครามก็เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ฝูงนัลวิ่งเข้ามาหน้าป้อม พิวริสและทหารวิ่งเข้าไปปะทะ เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น พิวริสและหทารเข้าประจันหน้า ป้องกันพวกมันเข้าไปในป้อม พวกมันเข้ามาเรื่อยๆ จนยากจะรับมือ พิวริสฟาดฟันกับพวกมันอยบ่างไม่ลดละ เขาสู้อย่างอย่างเหนื่อยล้า เขาเหวี่ยงค้อนสู้ไปเรื่อยๆ แม้เรี่ยวแรงจะถดถอยไปเรื่อยๆก็ตาม


    หอคอยหน้าป้อมถูกพวกนัลตีแตกเสียแล้ว พวกมันบุกเข้าฆ่าทหารอย่างโหดเหี้ยม แม้พิวริสจะสู้อยู่ที่ป้อม ก็ยังได้ยินเสียงร้องของทหารที่ถูกฆ่า พิวริสแถบจะไม่มีแรงแล้ว แต่เขาก็ยังสู้ต่อไป จนในที่สุด นัลตัวหนึ่งปัดป้องอาวุธของเขาจนหลุดมือ ในระหว่างที่เจ้านัลกำลังจะเสียบเขาด้วยดาบ เขานึกถึงหินแห่งพลังที่ได้มาจากดาร์คไชร์ เขาขวั้กมันออกมาจากกระเป๋าเล็กข้างตัว เขากำมันไว้ในมือและหวังว่ามันจะช่วยอะไรเขาได้ ในขณะที่ดาบใกล้จะเสียบอกเขา เขารู้สึกถึงพละกำลังของเขากลับมา มันกลับแถมมากกว่าเดีมด้วยซ้ำ เพียงเสี้ยววินาที เขาป้องกันดาบด้วยแขนขวาที่สวมเกราะอยูเขา เขาปัดอย่างรวดเร็ว และด้วยพละกำลังที่มีมากกว่าเดิม ดาบที่เขาปัดไป ได้กลับเสียบเจ้านัลนั้นเสียเอง


    เมื่อพลังกลับมา เขาหยิบค้อนขึ้น เข้าลุยกับพวกนัลที่เข้ามาอย่างเกรงกลัว เขาฟาดมัน ทุบมัน อย่างสะใจ ด้วยกำลังมหาศาจ เขาสู้กับพวกมันนับสิบตัวในทีเดียวได้ และดูเหมือนว่าพวกนัลที่ถล่มหอคอยมันกำลังเคลื่อนทัพมาที่ป้อม โดยผู้นำของพวกมันฮอคเกอร์และนัลอีกตัวหนึ่ง พวกมันบุกมา เจ้าผู้นำสองตัวยืนอยู่ด้านหน้าป้อม ปล่อยในพวกนัลที่เหลือลุย ทหารที่ป้อมแถบไม่มีแรง พวกเขา วิ่งหนีเขเาป้อม แต่พิวริสยังยืนหยัดไม่ให้พวกนัลเข้าไปสู่ด้านในป้อมได้ พวกมันมาจำนวนมาก แต่พิวริสไม่หวั่น เข้าวิ่งเข้าไปสู้กับพวกมัน


    พวกนัลมากมายดาหน้าเขาไปสู้กับพิวริสต่างต้องพบกับความตายด้วยค้อนศึกที่เขาถือ จนพวกนัลที่เหลือเริ่มกลัวและวิ่งหนีออกมา เจ้าสองผู้นำที่ยืนมองอยู่ ทำหน้าตางงที่พิวริสสามารถสู้กำกองทัพนัลได้ด้วยตัวคนเดียว พวกนัลที่เหลือคอยล้อมเขาอยู่ห่างๆ เจ้าฮอคเกอร์มันเดินเข้ามากลางวงคราวนี้ด้วยสีหน้าแบบหมาแยกเขี้ยว
    "มนุษย์ไม่น่าจะรับมือกองทัพข้าได้ขนาดนี้ เจ้าเป็นตัวอะไร?" มันแยกเขี้ยวพูดภาษามนุษย์
    "ข้าก็เป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมให้เจ้ามาคุกคามยังไงละ เจ้าพวกนัล" พิวริสพูดออกไปด้วยเสียงแข็ง เมื่อมันได้ยินเช่นนั้น มันกระโดดขึ้นพุ่งใส่เข้า ง้างขวานคู่ของมันหมายจะจามหัวเขา แต่พิวริสเร็ซกว่า เข้าหลบได้ มันพุ่งใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง รัวขวานใส่เขา แต่เมื่อพละกำลังเหนือกว่า เขาตีโต้ด้วยค้อนศึก มันล้มกลิ้งไปชนรั่วไม้ มันลุกขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว วิ่งใส่เขา คราวนี้ มันไม่ทันระวัง พิวริสฟาดค้อนถูกหัวมันอย่างจัง มาลอยขึ้นด้วยแรงกระแทก แล่วตกลงพื้น มันนิ่งไปและอาปากลิ้นห้อยลงพื้น พวลนัลรอบเริ่มโหยหวนราวกับว่าพวกมันกำลังร้องไห้ ยกเว้นเจ้าตัวที่ผู้นำอีกตัว พิวริสเห็นมันใกล้ๆแล้ว ตัวขนของมันมีสีม่วงและมีลายแปลกๆ ในขนของพวกมัน มันก้าวออกมาเผชิญหน้ากับพิวริส และดูเหมือนจะไม่สนใจพวกนัลรอบข้า มันมองหน้าเขาด้วยดวงตาคมกริส ดวงตาสีขาวเขียวทั้งดวงและมีแสงเปล่งประกายเหมือนไฟลุกโชน



    "โอ้! มนุษย์ แข้งแกร่งดี เจ้าคงจะฉลาดกว่าพวกนัลพวกนี้ซินะ" มันพูดด้วยเสียงก้องฟังดูแล้วทำให้รู้สึกถึงความกลัว
    "เจ้าไม่ใช่พวกมันงั้นเหรอ รึว่า เจ้าอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้" พิวริสถาม
    "ฉลาดดีนี้ ข้าก็แค่ช่วยพวกมัน โดยแลกกับการสวามิภักดิ์เท่านั้น" เจ้านัลตัวนั้ลพูดขึ้น
    "สวามิภักดิ์? นี้มันเรื่องอะไรกัน" พิวริสถาม
    "ฮึๆๆ.. ราชันปีศาจต้องการปกครองอาซีรอท ข้าก็แค่หากำลังให้เพิ่มตามคำสั่งเท่านั้น ผู้ที่ขวางทางอย่างสัมพันธมิตรและฮอร์ด ต้องถูกกำจัดให้พ้นทาง" มันพูด
    "ราชันปีศาจ! เจ้าเป็นสเคิร์จงั้นเหรอ งั้นข้าคงจะปล่อยให้เจ้าทำอะไรไปมากกว่านี้ได้แล้ว" พิวริสพูด เมื่อพูดจบเข้าก็กระโจนใช่เจ้านัลตัวนั้น และง้างค้อนขึ้นหมายจะทุบมัน แต่...
    "โอ้ นักรบตัวน้อย ช่างกล้าหาญ แต่ไร้ประโยชน์" มันพูด ในขณะที่พิวริสกระโจนใส่ มันแบมือขวาแล้วปรากฎแสงสีม่วงบนฝ่ามือมัน แสงรวมเป็นก้อนกลมๆ จากนั้นมันก็พุ่งขึ้นไปพิวริสที่กำลังกระโจนใส่เจ้านัลสีม่วงนี้ พิวริสหลบไม่ทัน เขาโดนพลังแสงเข้าไปเต็มๆ แต่ตอนนี้เขาไม่สนอะไรทั้งนั้นตอนนี้ ค้อนของเขาใกล้ตัวมันแล้ว มันเอาตุ้มเหล็กขนาดใหญ่ของมันตีโต้ไป แรงมหาศาลของนัลสีม่วงที่เหวี่ยงตุ้มปะทะค้อนของเขา ทำให้พิวริสกระเด็นออกไปกลางอากาศ แต่เขาก็ทรงตัวได้ทัน
    "ฝีมือดีนี้ นักรบน้อย" มันพูดชม
    "แก ทำอะไรกันข้าเมื่อกี้นี้?" พิวริสถาม
    "ออ สงสัยสินะ งั้นเจ้าก็จะได้รู้เดี๋ยวนี้ละ" มันตอบ และมันก็ดีดนิ้วมือขวา ในทันทีที่เสียงดีดนิ้วดังขึ้น แสงสีม่วงก็ระเบิดออกมาจากร่างกายของพิวริส ความเจ็บปวดที่แสนทรมานราวกับอยู่ในฝันร้ายกำลังแล่นเข้าสู่ร่างกายของเขา เขาร้องออกมาจากเจ็บปวดและล้มลงด้วยความทรมาน
    "นี้คือสิ่งที่เจ้าสงสัย ดูซิว่าเจ้าจะทนได้นานซักเท่าไร ฮ่าๆ ๆ...." มันพูดด้วยความเหยียดหยามและสะใจ มันมองดูเขาที่กำลังทรมานอย่างทุรนทุรายอย่างสนุกสนาน มันหัวเราะอย่างสนุกสนาน ที่เห็นเขาทรมาน


    พิวริสทรมานอย่างสุดเกินความบรรยาย นี้มันอะไรกัน นี้นะเหรอพลังของสเคิร์จ แบบนี้จะสู้มันได้เหรอ ไม่มีอะไรจะช่วยเราได้แล้ว
    "เจ้าจงมองดูพระจันทร์ในวันใหม่เป็ฯครั้งสุดท้ายของชีวิตเจ้าเทอญมนุษย์ มีเจ้าคนแรกนี้ละที่ทนพิษนี้ได้และสติไม่หลุดลอย ข้าขอชมจากใจ แต่ยังไงซะเจ้าก็ต้องตายที่นี้ จงเป็นเครื่องสังเวยแก่ความยิ่งของสเคิร์จเทอญ" มันพูด พอพูดจบมันยกตุ้มเหล็กขึ้นพร้อมจะทุบลงพิวริส แต่แล้ว
    "ไปตายซะ ไอ้พวกเดนนรก แสงแห่งธรรมเป็นพลังให้ข้า" เสียงคนผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากป้อมปราการ เกร์สันนั้นเอง เขาสวมแค่ชุดเกราะท่อนล่าง ส่วนท่อนบนั้นถูกพันด้วยผ้าพันแผล เขาถือค้อนออกมาแล้วร่ายเวทย์ใส่ค้อนขว้างไปใส่เจ้านัลสีม่วงตัวนั้น ค้อนนั้นโดนมันเจ้าเต็มๆ เกิดแสงสีทองระเบิดใส่หน้าของมัน มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและกระเด็นล้มลงไป และเกร์สันก็หมดสติล้มลงไปกองกับพื้นไม้ภายในป้อมเช่นกัน
    ความเจ็บปวดของพิวริสหายไป เขาพยายามยืนขึ้นแล้วเข้าไปหาอาจารย์ของเขา เขาเข้าไๆปอุ้มอาจารย์ที่หมดสติไปวางไว้ที่เก้าอี้ยาวในป้อม
    "ท่านไม่น่าจะฝืนร่างกายเลย ท่านอาจารย์" พิวริสพูด เขาวางอาจารย์ของเขาลง ทันทีที่เขาหันหลังกลับมา เจ้านัลสีม่วงก็ยืนอยู่ข้างหลังเขาแล้ว มันฟาดตุ้มเหล็กใส่เขา พิวริสโดนเต็ม กระเด็มไปติดผนังหินของป้อมปราการ
    "เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมากเลยนะเจ้ามนุษย์ แต่เจ้าต้องตายที่นี้พร้อมกับพวกของเจ้าที่ป้อมแห่งนี้ ตาย......." มันพูดจบ มันก็เหวี่ยงตุ้มเหล็กทุบลงใส่ที่พิวริส พิวริสฟื้นตัวทัน เขาหลบตุ้มเหล็กได้ เขาลุกขึ้นแล้วกระโดทีบเจ้านัลสีม่วงตัวนั้น มันล้มลงและพยายามจะตะเกียดตะกายลุกขึ้น พิวรริสใช้จังหวะนี้หยิบค้อนศึกที่ตกอยู่ข้างนอก แต่แล้วเขาก็พบว่าเจ้านัลสีม่วงมันยืนดักทางเขาอยูข้างหน้า มันยิ้มเห็นเขี้นวขาวๆ ของมันแล้วพูด "จะไปไหนเหรอเจ้ามนุษย์น้อย"
    จากนั้นมันก็ใช้มือขวาบีบคอของพิวริสแล้วยกขึ้น มันมองหน้าแล้วพูดขึ้นว่า "มนุษย์ช่างอ่อนแอ และว่าง่าย ข้าคิดไม่ออกเลยว่าเจ้าจะต่อต้านกองทัพสเคิร์จได้ยังไง อย่างมาก พวกเจ้าก็ทำได้แค่ท่วงเวลาเท่านั้น ลาก่อนนักรบผู้กล้าหาญ ก่อนตายจงจำไว้ว่า" มันบีบคอเขาอย่างรุนแรง เขาหายใจจะไม่ออก ภาพต่างๆ กำลังหายไป เขากำลังจะตาย
    แต่แล้ว แสงสีฟ้าสว่างวาบออกมาจากตัวเขา มันเผามือเจ้านัลสีม่วง มันปล่อยคอเขา เขาล่วงลงมานอนกองกับพื้น สติเข้าเริ่มกับมา เข้าไอจากที่ถูกบีบคอ เจ้านัลนั้นร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง มือของมันยังลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้า มันพยายามดับ แต่ไม่อาจดับได้
    "เจ้ามนุษย์ เจ้าต้องตาย!" มันตะโกนออกมาด้วยความแค้น มันร่ายเวทยแสงสีม่วงใส่เขา แสงพุ่งทะยายมาใกล้เขา แต่มันกลับถูกสะท้อนกับไปคืนสู่เจ้าของของมัน มันคำรามออกมาด้วยความเจ็ฐปวดที่ได้รับ มันจึงหอนขึ้นเหมือนคำสั่ง พวกนัลที่อยู๋ด้านนอกที่เห่าหอนอยู่ในั้นก็กรู่เข้ามาในป้อม แล้วมันก็หนีออกไปด้านนอก
    "บ้าเอ๊ย อะไรกันเนี่ย" พิวริสพูด เขาหยิบค้อนที่หล่นข้างๆ ตัวเขาขึ้นมา เข้าต่อสู้กับพวกนัลที่บุกเข้ามา


    พิวริสสู้อยู่เพียงลำพัง อยู่นานจนเวลาประมาณตีสามได้แล้ว พวกนัลมันยังมาเรื่อยๆ เหมือนพวกมด ดูท่าวามันยังมีอีกในป่า มันเริ่มล้อมเขาและเข้าโจมตีพร้อมกัน พิวริสไม่สามารถที่จะรับมือได้ทุกตัว ในที่สุดดาบของพวกนัลตัวหนึ่งก็ฟันเข้าที่สีข้างของเขา
    "อ๊าก.. " เขาร้อง
    เขาทำท่าจะเสียเปรียบ แต่แล้ว ทหารจำนวนยี่สิบสองนายที่อยู่ด้านในป้อมก็ออกมาช่วยเขาในทันที มีทหารสองนายในนั้น อุ้มเกร์สันที่อนนอยู่บนเก้าอี้ยาวเข้าไปในห้อง
    "ขออภัย ท่านพิวริส ที่ทำให้ลำบากนะครับ พวกเรากำลังเตรียมปืนใหญ่ข้างใน ขออภัยอย่างสูง" นายทหารคนหนึ่งตะโกนบอก
    แพทย์มนามสองคนฝ่าวงล้อมพวกนัลไปช่วยพิวริส และพาเขาไปในห้องห้องเดี๋ญวที่เกร์สันนอนอยู่เพื่อทำการรักษา แล้วพวกทหารจากด้านในอีกสี่คนกำลังเข็นปืนใหญ่ออกมา ตอนนี้เข็นถึงทางที่พวกบุกมาแล้ว
    "ออกไปให้หมด พวกเราเร็ว" ทหารคนหนึ่งที่เข็นปืนใหญ่ตะโกนบอก ทหารทุกคนรีบวิ่ง คนที่สู้อยู่ก็สลัดพวกมันออก แล้วรีบวิ่งให้พ้นรัศมีปืนใหญ่ พวกนัลก็วิ่งไล่ทหารพวกนั้นมา
    "กลับบ้านเก่าซะ ไอ้ลูกหมา!" ทหารที่อยู่ตรงปืนใหญ่คนหนึ่งตะโกน และจุดฉนวน พวกนัลวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง มันไม่สนใจอะไร และฉนวนหมดเสียงระเบิดจนหูจะแตกดังขึ้นพร้อมกับลูกเหล็กขนาดพุ่งทะยานสู่ฝูงนัล และทันใดนั้นพวกนัลแตกกระเจิง ด้านหน้าป้อมปราการพังพินาศหมด พิวริสและเหล่าทหารกระเด็นด้วยแรงระเบิดเข้าไปด้านของป้อม


    ดูเหมือนจะจบแล้ว จบสิ้นไปพร้อมกับการยิงปืนใหญ่ พวกนัลนอนกองตายเต็มไปหมด ส่วนพวกที่รอดก็วิ่งหนีเข้าป่า พวกมันคงไม่กล้าไปอีกนาน เหล่าทหารที่เหลือรอดโฮ่ร้องดีใจ ทุกคนรอดแล้ว พวกเขาไม่ต้องหวาดหวั่นกับพวกนัลอีกต่อไป ไมามีการจัดเวรยาม พวกเขาเหนื่อยล้าพอแล้ว ทุกคนพักผ่อน รอคอยรุ่งอรุณวันใหม่ พิวริสก็รู้สึกโล่งใจ ที่ศึกจบลง แม้จะเสียสละมากเกินไปสำหรับสงครามครั้งนี้


    พิวริสเดินออกไปนอกห้อง ดูความเสียหายของป้อมปราการที่ถูกทำลายโดยลูกปืนใหญ่เสียส่วนมาก เขาออกไปข้างนอกมองพวกนัลที่นอนตายเกลื่อนกลาดและมองไปยังเงาป่าด้านหน้า ซึ่งในตอนแรกเต็ฒไปด้วยกองทัพนัลมากมาย แต่ตอนนี้เหลือเพียงป่าโล่ง ที่เต็มไปด้วยรอยระเบิดของลูกปืนใหญ่ ซากนัลมากมาย และมีแสงจันทร์ส่องสว่างลบเงามืดของป่าให้ดูสว่างตาขึ้น เขาเดินมานั่งที่รั่วไม้ที่กั้นทางเดินเข้าสู่ป้อม มองไปรอบๆ อย่างสบายใจ แต่แล้ว เจ้านัลสีม่วงก็ปรากฎตัวต่อหน้าเขาอย่างกระทะนหันอย่างไม่มีการตั้งตัว มันมองเขาอย่างมุ่งร้าย แยกเขี้ยวออกมาเดินเข้าไปบีบคอเขาด้วยมือขวาอย่างรวดเร็ว
    "เจ้าทำข้าแสบมากมนุษย์ เจ้ามันอันตรายเกินไปแล้ว ข้าจะฆ่าเจ้าซะ" มันพูด มันบีบคอเขาด้วยแรงมหาศาลด้วยมือเดียว เขาขัดขืนไม่ได้ มันบีบแรงขึ้นจนเขาจะขาดใจตายอยู่แล้ว เขาอยากจะร้องให้คนช่วย แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครได้ยินหรือรับรู้การมาของมันเลย เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว ตอนนี้สติของเขากำลังจะหลุดลอยหายไป เขาพยายามขัดขืนแต่ไร้ประโยชน์ เขาจึงเหวี้ยงหมัดขวาด้วยแรงที่เหลืออยู อาจเป็นแรงเฮือกสุดท้ายของเขาใส่หน้าของมันเต็มๆ


    ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่กำปั้นขวาของกระทบหน้ามัน มันเหมือนถูกแรงมหาศาลกระแทกเข้าเต็มๆ มันล้มลงและพิวริสก็หลุดจาการบีบคอ มันลุกขึ้นมาร่ายเวทย์พลังแสงอีกกครั้งหมายจะสังหารเขา พิวริสคิดในใจว่า ถ้าหมัดขวาของเขาต่อยมันได้แบบนี้ แสดงว่าคราวนี้เขาอาจจะฆ่ามันได้ เขาใช้โอกาสชั่วเวลาก่อนที่มันจะปล่อยเวทย์ออกมา ขว้าดาบที่วางอยู่บนพื้นวิ่งเข้าไปเสียบกลางออกของเจ้านัลสีม่วง


    ดาบเสียบกลางอก เวทย์ของมันหายไป มันร้องคำรามด้วยเจ็บปวดและโกรธแค้น มันทุรนทุราย เดินเซไปเซมา
    "ข้าจะกลับมา มนุษย์ เจ้าต้องชดใช้ เจ้าต้องชดใช้!" มันคำราสาปแช่งจากนั้น ร่างของมันก็ระเบิดออกเป็นแสงสีม่วงสว่างวาบเป็oนวงกว้างไป พิวริสเอามือกันแสงเข้าตา ไม่นานแสงสว่างดับลง แต่ก่อนที่แสงสว่างจะดับลง เข้าเห็นร่างอะไรบางอย่างลอยขึ้นจากแสง เขามองไม่ชัดด้วยแสงจ้า แต่มันเหมือนนักเวทย์ผิวสีม่วงร่างใหญ่ พิวริสหมดแรงและนอนสลบไป



    เสร็จแล้วครับตอนนี้ วิจารณ์ได้นะครับ อ่านไม่รู้เรื่องก็บอกด้วยนะครับ
    Last edited by Exsodiaman; 21-03-2012 at 11:39 PM.


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  10. #20
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    271
    เจิมๆ *0* [ ให้รู้ว่าเรายังรอเสพอยู่นะ อิอิ ]

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •