+ Reply to Thread
Page 3 of 4 FirstFirst 1234 LastLast
Results 21 to 30 of 33
  1. #21
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by 9918 View Post
    เจิมๆ *0* [ ให้รู้ว่าเรายังรอเสพอยู่นะ อิอิ ]
    ผมกะจะเอาให้เสร็จแล้วลงทีเดียว
    Last edited by Exsodiaman; 18-03-2012 at 09:56 AM.

  2. #22
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่7 สู่การเดินทาง

    บทที่7 สู่การเดินทาง

    "พิวริส ตื่นได้แล้ว ทุกคนรอเจ้าอยู่ เร็วเถอะ...." เสียงหนึ่งดังขึ้นภายในหัวของเขา เป็นเสียงที่เขาเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว พิวริสตื่นจากการหลับใหล เขาพบว่าตนเองอยู่ในห้องพักคนป่วยภายในป้อม ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่เกร์สันอาจารย์ของเขานอนพักอยู๋ในเมื่อคืน แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ในห้องแล้ว ร่างกายเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลมากมาย ยกเว้นท่อนล่างซึ่งสวมกางเกงขายาวอยู่ ชุดเกราะ อาวุธ และคัมภีร์ถูกวางไว้ข้างๆ เตียงด้านซ้ายมือ เวลานี้เป็นรุ่งอรุณของวันใหม่แล้ว เรื่องร้ายๆ ได้จบสิ้นหมดแล้ว ราวกับว่ามันเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นยาวนาน พิวริสเดินออกจากห้อง เขาเดินออกมาหน้าทางเข้าป้อม ซึ่งตอนนี้มันอยูในสภาพเสียหายอย่างหนักจากศึกเมื่อวาน พิวริสมองออกไปด้านนอกพบทหารและคนงานจำนวนมากกำลังซ่อมแซ่มสิ่งต่างๆ ที่เสียหายภายในอาณาเขตของป้อมปราการ เกร์สันในสภาพท่อนบนมีผ้าพันแผลที่หน้าอกส่วนท่อนล่างยังสวมเกราะอยู่ ยืนสั่งงานอยู่ข้างนอก พิวริสเดินไปหาเขา เกร์สันหันมาเห็นพอดีจึงทักว่า "เป็นไงบ้างศิษย์ข้า เจ้าดูแย่กว่าข้าเยอะเลยนะ"
    "ข้าไม่เป็นไรมากแล้วละ ท่านอาจารย์ ท่านละ" พิวริสตอบ และถามกลับ
    "ข้าดีขึ้นเช่นกันศิษย์ข้า ข้าไม่คิดว่า การพาเจ้ามาฝึกจะนำเจ้าสู่สงครามโดยไม่รู้ตัว อย่างที่เห็น ฮ่า ฮ่าๆๆ..." เกร์สันตอบแล้วหัวเราะชอบใจ
    "แล้วการฝึกละ ท่านยังจะสอนข้าอยู่ไหม?" พิวริสถาม
    เกร์สันทำท่าทางกำลังคิด ซักพักเขาก็หันมาพูดว่า "แน่นอน แต่เราต้องช่วยกันฟื้นฟูป้อมปราการเสียก่อน มันเสียหายหนักมาก ทางสตอร์มวินด์กำลังส่งคนมาช่วยอีก คาดการไว้ว่าน่าจะไม่เกินสองถึงสามวันกว่าจะฟื้นฟูที่นี้เสร็จ เจ้าคงเข้าใจนะ นี้เป็นคำสั่งจากพระราชา ข้าต้องทำตาม"
    "ข้าเข้าใจแล้วครับ ท่านอาจารย์ ข้าก็ช่วยอีกแรงแล้วกัน" พิวริสพูด หลังจากจบการสนทนา เกร์สันเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าข้างเอลที่ผูกติดด้วยเข็ฒขัดของเขาออกมา เขาล้วงออกมา สิ่งที่พิวริสเห็นคือ หินแห่งชีวิตของเขานั้นเอง!
    "นี้ของเจ้าซินะ ข้าเห็นมันตกอยู่ใต้ต้นไม้หน้าประตูทางเข้า เจ้ามีของดีกลับไม่บอกข้าเลยนะ" เกร์สันพูดในขณะที่เขาเอาหินแห่งชีวิตนี้ส่งคืนใหพิวริส
    "เออ คือข้าคิดว่ามันไม่สำคัญเท่าไรนัก ข้าได้มาจากป่าดัสวู้ดนะ" พิวริสตอบ
    "สิ่งที่เจ้ามีอยู๋มันอำนาจมาก ข้าไม่เคยเห็นอะไรที่มีพลังอำนาจมากเท่านี้มาก่อน เจ้ารักษามันไว้ดีๆละ หากตกอยู่ในมือคนชั่วละก็ มีหวังวุ่นวายแน่" เกร์สันบอก
    "ครับ ข้าจะจำไว้" พิวริสตอบ
    การสนทนาจบลโดยสมบูรณ์ในตอนเช้า ทุกคนก็เริ่มภารกิจฟื้นฟูป้อมเวสบรูค แกร์ริสัน ในทันที


    สามวันต่อมา.....
    ป้อมปราการเวสบรูค แกร์ริสัน ได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จเรียบร้อย และจัดการพื้นที่ที่มีแต่ซากพวกนัลตายเกลื่อน แต่มีแปลกประหลาดมากในการจัดการพื้นที่ครั้งนั้นคือ ทหารจัดการพื้นที่ ไม่พบซากศพของเจ้าฮอคเกอร์ และนัลสีม่วงตัวนั้น มันคงยังไม่ตายอีกแน่ๆ เพราะจากสู้รบครั้งนั้น เจ้าฮอคเกอร์มันโดนเข้าปหลายครั้งแต่มันยังไม่ตาย และเจ้านัลสีม่วงมันคงจะไม่ใช่แค่นัลธรรมดาแน่ จากที่เขาเคยสู้กับมันครั้งนั้น
    พิวริสและเกร์สันเดินทางออกจากป้อมไปสู่โบสถ์นอร์ธไชร์ตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่แรก เพื่อการฝึกฝนเป็นพาลาดินระดับที่สี่ และในที่สุดพวกเขาก็เดินทางถึงสถานที่ที่ใช้ฝึกกันซักที หุบเขานอร์ธไชร์(Northshire Valley)


    หุบเขานอร์ธไชร์ เป็นที่ตั้งของค่ายฝึกทหารแห่งหนึ่งของสตอร์มวินด์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกัน และเผ้าดูการกระทำของพวกโคโบล์ด(Kobold) เผ่าพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนหนูยักษ์แต่คล้ายมนุษย์ และคอยเฝ้าระวังการเพิ่มจำนวนขึ้นของฝูงหมาป่าในป่าเอลเวน นอกจากนั้นยังคอยเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของกลุ่มพวกนอกกฎหมายที่เรียกตัวเองว่า "ภราดรภาพผู้ก่อการร้าย เดเฟียส" (Defias Brotherhood thugs) ซึ่งอาจจะก่อเหตุในราชอาณาจักรสตอร์มวินด์
    ภายในหุบเขาประกอบทหารนับห้าร้อยนาย มีสิ่งก่อสร้างอาทิ คอกม้า โกดังเก็บของ และโบสถ์ใหญ่แห่งนอร์ธไชร์ มีลานกว้างเหมาะแก่การฝึกฝนการรบ ทหารทุกนายล้วนแต่ฝึกฝนที่นี้ทั้งหมด


    เกร์สันและพิวริสเดินทางมาถึง พวกเขาเดินมาถึงโบสถ์ใหญ่ เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าโบสถ์ หญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาเธอสะสวย ผมเธอสีทองยาว แต่รวบเก็บด้านหลัง ผูกเป็นหางม้า ผมด้านหน้ายาวเป๋ไปทางด้านขวา ดูเธออายุประมาณสามสิบปี เธอสวมเสื้อแขนยาวและกระโปรงยาวสีน้ำตาลเหลืองลวดลายสีทอง และสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ เธอถือไม้เท้ายาว ซึ่งยืนคอยพวกของอยู่ออกมากล่าวต้อนรับ
    "ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง" เธฮกล่าวต้อรับด้วยน้ำเสียงหวาน
    "เจ้ายังสบายดีไหม อเนตต้า" เกร์สันกล่าวทักทาย
    "สบายดีคะ ท่านเกร์สัน เชิญท่านทั้งสองเชิญด้านในเลยคะ" อเนตต้าพูด พอพูดจบ เกร์สันและพิวริสก็ยกสัมภาระที่เตรียมมาเข้าไปเก็บในโบสถ์


    นับจากวันที่พวกเขามาถึงหุบเขานอร์ธไชร์ เกร์สันได้ฝึกฝนพิวริส ทั้งร่างกายและจิตใจให้มากและหนักขึ้น จากบทเรียนที่พวกเขาได้รับจากสงครามที่ป้อมเวสบรูค การที่จะรับมือศัตรูที่มีจำนวนมากและแข็งแกร่งนั้น สำหรับพิวริสนั้นยากเกินไป เกร์สันได้ฝึกฝนในพิวริสเกินหลักสูตรของพาลาดินระดับสี่ เขาได้เวทมนตร์ของพาลาดินระดับสี่และสอนเวทมนตร์ที่ป้องกันอำนาจเวทมนตร์และเวทมนตร์ทำให้การเคลื่อนไหวของศัตรูรอบๆช้าลง ซึ่งเป็นเวทมนตร์ที่ฝึกฝนยากพอสมควร และไม่มีอยู่ในการฝึกฝนพื้นฐานของพาลาดินฝึกหัด พวกเขาฝึกไปอย่างหนักเพื่อพบกับศึกหนักที่คอยพวกเขาอยู่


    หลังจากวันที่สงครามที่ป้อมเวสบรูคจบลงหนึ่งวัน อีกด้านหนึ่งของดินแดนอันแห้งแล้งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรสตอร์มวินด์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยดินแห้งแล้งปลูกพืชยาก ต้นไม้ที่ใแห้งสีออกเหลือง บางต้นแถบไม่มีใบ และหญ้าที่แห้งแล้งสีออกเหลืองเต็มไปหมด ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นหมู่บ้านร้าง ไร้ซึ่งผู้คน ในขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ แดดร้อนแรงแผดเผาทุกอย่าง กลางลานกว้างของหมู่บ้านร้างเกิดแสงสีม่วงขึ้นมาอย่างไร้ที่มา มันเป็นแสงเล็กๆ กลมๆ กำลังค่อยๆ ขยายตัวขึ้น มันใหญ่ขึ้นเรื่อย และในที่สุดมันก็ระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ทันทีที่แสงสีม่วงดับลง ปรากฎนัลสองตน ตัวหนึ่งเป็นนัลสีน้ำตาลตัวใหญ่ใส่เกราะหนาใหญ่ ส่วนอีกตัวคือนัลสีมวงมีลวดลายแปลกประหลาด พวกมันทั้งสองยืนอยู่กลางลานกว้าง
    "เอเรดาร์(Eradar) ที่นี้มันเวสฟอล(Westfall) เจ้าพาข้ามาที่นี้ทำไม?" นัลสีน้ำตาลถามนัลสีม่วง
    "เจ้าโง่ ข้าพาเจ้าหนีมาไงเล่า ฮอคเกอร์" เอเรดาร์ตอบ
    ระหว่างการสนทนาของนัลทั้งสอง จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนจำนวนมาก ทุกคนโผกผ้าปิดปากไว้และมีอาวุธเป็นดาบบ้าง มีดบาง พวกมันมีจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนล้อมนัลทั้งสองอยู่
    "นัล! พวกคือต้นเหตุของเสียงระเบิดงั้นเหรอ?" คนในกลุ่มนั้นที่เป็นผู้ชายถามขึ้นมา
    "ข้ามาพบเอ็ดวิน พวกเจ้าพาข้าไปหาเขาหน่อยซิ" เอเรดาร์พูดด้วยเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของมัน เสียงของมันทำให้คนพวกนั้น เริ่มทำหน้าตาวิตก
    "ตลกน่า นัลสองตัวจะขอพบเอ็ดวิน ข้าไม่รู้หรอกนะเจ้ามีจุดประสงค์อะไร แต่หากเจ้าอยากพบละก็ คงต้องมีค่าเข้าพบซักหน่อย ส่งของมีค่ามา" เจ้าคนเก่าที่พูด พูดออกมา
    เอเรดาร์หัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า "โอ้ว...... อยากได้ของมีค่างั้นเหรอ.... งั้นเอานี้ไป" ทันที่ที่พูด กระดิกชี้มือขวาของมัน ทันใดนั้น บอลแสงสีม่วงจำนวนมากก็ปรากฎและพุ่งไปหาพวกคนเหล่านั้น พวกคนเหล่านั้นตกใจ วิ่งหนีแตกกระเจิง บอลเหล่านั้นพุ่งเข้าร่างพวกนั้น แล้วระเบิดขึ้น เสียงเจ็บปวดทรมานของพวกเขาดังขึ้นและพวดเขาก็ล้มตัวนอนสลบคาพื้น



    เจ้าฮอคเกอร์หัวเราะชอบใจ ส่วนเจ้าเอเรดาร์ก็เดินไปหาคนที่นอนล้มอยู๋ใกล้มันมากที่สุด ซึ่งยังมีสติอยู่บ้าง มันจับคอเสื้อเขาขึ้นมา แล้วพูดว่า "ตกลงจะพาข้าไปหาเอ็ดวินได้หรือยังงงงงงง................."


    เวลาผ่านไปสี่สัปดาห์ การฝึกฝนของพิวริสก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เขาร่ายเวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องพูดขึ้นเหมือนแต่ก่อน สามารถพูดในใจได้โดยไม่เสียเวลาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา การฝึกฝนเสร็จสมบูรณ์แล้ว สองศิษย์อาจารย์จึงเดินทางกลับสตอร์มวินด์เพื่อทำพิธีประดับยศแก่พิวริสที่ฝึกฝนสำเร็จ ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงสตอร์ฒวินด์ พิวริสก็ได้รับข่าวดีที่เขาพอใจอย่างมาก นั้นคือ ราชาเวเรี่ยน ได้รับรู้เรื่องที่ดาร์คไชร์แล้ว พระองค์ทรงสั่งการให้ทหารสามกองร้อยไปประจำการณ์ที่ดาร์คไชร์เพื่อปกป้องชาวบ้าน การกลับมาของสองศิษย์อาจารย์คู่นี้ ชาวสตอร์มวินด์ต่างชื่นชมพวกเขาในฐานะวีรบุรุษ สำหรับเกร์สันนั้น เขาชินเสียแล้ว แต่พิวริสกลับดีใจเพราะนี้คือครั้งแรกที่เขาได้รับเกียรติในฐานะ "วีรบุรุษ"


    หลังจากที่พวกเขากลับมาได้สามวัน พิธีการประดับยศได้เริ่มขึ้น ณ จตุรัสมหาวิหาร ต่อหน้าอนุสาวรีย์ของลอร์ดอูเธอร์ ณ เวลาช่วงบ่าย ในงานพิธีมีพาลาดินระดับสามทั้งหนึ่งร้อยนายเข้ารับการประดับยศในครั้งนี้ ชาวสตอร์มวินด์มากมายหลายเผ่าพันธุ์ต่างมายืนดู ในวันนี้พิวริสสวมชุดพาลาดินได้รับเกียรติให้เป็นคนแรกที่จะได้รับการประดับยศ หัวหน้านักบวชแห่งวิหารแห่งแสง เบเนดิคทัส ได้มายืนต่อหน้าอนุสาวรีย์ของลอร์ดอูเธอร์ เขามองมายังพาลาดินทั้งหนึ่งร้อยนาย เขายกไม้เท้าคู่กายของเขาขึ้น ไม้เท้าของเขานั้นรูปร่างแปลกตา ที่ยอดไม้เท้าประดับด้วยเม็ดไพลินเม็ดใหญ่ โดยมีกรอบทองคำล้อมรอบไว้


    "เอาละนักรบของพระเจ้าทั้งหลาย เรามาวันนี้เรามาเพื่ออะไร" เบเนดิคทัสถามขึ้นด้วนเสียงดังต่อหน้าพาลาดินทั้งหลาย
    พาลาดินทั้งหมดพร้อมใจกันตอบว่า "เพื่อนำเกียรติยศของพระผู้เป็นเจ้ามาแสดงแก่ประชาชน"
    "แล้วพวกเจ้าพร้อมแบกรับเกียรติของพระผู้เจ้าหรือไม่?" เบเนดิคทัสถามด้วยเสียงดัง
    "ข้าพร้อมแล้ว" พาลาดินทั้งหมดตอบ
    "ดี ในวันนี้ พวกเจ้าทั้งหมดจะได้รับการประดับยศ ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติยศของเจ้าที่รับใช้พระเจ้าและแผ่นดินนี้มาเนินนาน นี้คือรางวัลของพวกเจ้า เกียรติยศนี้จะทำให้พวกเจ้าถูกจดจำไปชั่วกาลนาน สู่ลูกหลานชาวสตอร์มวินด์สืบไป"
    เมื่อกล่าวจบ มีเสียงควบม้าจำนวนมาก ดังมาจากซุ้มประตูด้านตะวันออก เจ้าของเสียงปรากฎขึ้นคือ ชายคนหนึ่งและอัสวินรักษาพระองค์สิบน้ายควบม้ามายังงานพิธี ทันทีพวกเขาหยุดม้าและชายคนหนึ่งผู้ซึ่งนำกลุ่มทหารได้ลงจากม้า ทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นนักบวช ต่างคลุกเขาลงเพื่อแสดงความเคารพ


    ชายคนดังกล่าว เขามีใบหน้าดูหาวหาญ ดวงตาคมราวกับสิงโต ที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นยาวระหว่างบริเวณแก้วข้างขวาถึงข้างซ้ายและรอยแผลเป็นขีดยาวใต้ตาข้างซ้าย เขามีทรงผมปล่อยยาวไว้ด้านหน้าและด้วยหลังมัดรวบไว้เป็นทรงหางม้า เขาแต่งกายด้วยเกราะสีฟ้าอ่อนอมดำ ลวดลายสีทองดูแปลกตาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน เกราะไหล่ทั้งสองข้างดูแตกต่างกัน ข้างช้ายเป็นหัวสิงโต ส่วนอีกข้างเป็นหัวนกอินทรีย์ หัวเข็มขัดทำเป็นทรงสี่เหลียมรูปว่าวมีสีเช่นเดียวกับเกราะ มีรูปหน้าสิงโตประดับ มีขอบสัทอง สายเข็มขัดทำด้วยหนังสัตว์อย่างดีสีน้ำตาล ปลอกแขนทำด้วยโหละสีเดียวกันกับเกราะ ถุงมือของเขาทำจากอุ้งเท้าของสัตว์จำพวกสิงโต สังเกตจากที่ยังเห็นเท้าสิงโตโผล่ออกมาให้เห็น เขาสวมกางเกงหนังสีแดงเลือดนก ใส่รองเกราะที่มีสีเดียวกับเกราะของเขา


    ชายผู้นั้นเห็นการกระทำดังกล่าวจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงแข็ง ฟังดูมีอำนาจ "เอาละ ยืนขึ้นเถิด"
    ทุกคนยืนขึ้นเมื่อชายผู้นั้นบอก ชายคนั้นเดินเข้ามาหาเบเนดิคทัส แล้วพูดขึ้นว่า "ทุกอย่างเรียบร้อยใช่ไหมท่านนักบวช"
    "ใช่แล้วฝ่าบาท ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล" เบเนดิคทัสตอบ
    จากนั้นชายคนผู้นี้ก็หันไปมองกองทหารพาลาดินและมองมาที่พิวริส แล้วกล่าวขึ้นว่า "เจ้าซินะ พิวริส ธันเดอร์วาร์ส เจ้าเก่งสมกับที่เป็นศิษย์ของเกร์สัน ผ่านสมรภูมิของจริงมาแล้วรู้สึกยังไง?"


    "รู้สึกว่า ข้าไม่เก่งพอที่ปกป้องประชาชน ข้าต้องฝึกฝนอีกเยอะ ขอรับ องค์ราชา" พิวริสตอบ
    "เจ้าถ่อมตัวเกินไป นักรบหนุ่ม ชาวสตอร์มวินด์จะะต้องภูมิใจที่มีนักรบอย่างเจ้า แม้แต่อาซีรอทก็ยังต้องภูมิใจในตัวเจ้า" พระราชาเวเรี่ยนยิ้มแล้วกล่าว



    จากนั้นพระองค์ในนักบวชเบเนดิคทัส ทำพิธีต่อ โดนพระองค์จะเป็นผู้ติดเหรียญยศระดับต่างๆ แก่พาลาดินทั้งหมดในงานวันนี้ ในที่สุดงานพิธีก็เสร็จสิ้นในช่วงเย็น พิวริสกลับมายังในวิหารถอดชุดพาลาดินเปลี่ยนเป็นเสื้อแขนสั้นสีขาวและการเกงขายาวสีน้ำเงิน เขาออกมาจากวิหารแล้วมานั่งลงด้านหลังน้าพุอนุสาวรีย์ลอร์ดอูเธอร์ เขานั่งมองไปรอบอย่างสบายใจ ไม่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา แล้วจู่ๆ


    "เฮ้! เจ้าหนุ่ม!" เสียงตะโกนข้างหูดังขึ้น เขาตกใจเสียการทรงตัวเกือบตกลงในบ่อน้ำพุ แต่มือคล้ำขอบบ่อไว้ทันพอดี
    เสียงนั้นเป็นเสียงที่เขาคุ้นหู เคยได้ยินมาไม่นาน เขาหันไปข้างหลัง เขาพบกับคนแคระเคราขาวดก หน้าผากกว้างผมยาวขาว ใส่เสื้อสีน้ำตาลแขนยาวและกางเกงหนังสีดำกับรองเท้าบูตสีน้ำตาล ยิ้มกว้างให้กับเขา คนแคระนั้นคือ คาร์เดล แชร์ปพาย คนแคระที่เป็นเพื่อนเดินทางมากับเขา
    "คาร์เดล! เจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย" พิวริสพูดด้วยเสียงดัง หน้าตาไม่สบอารมณ์ กัยบการทักทายของคนแคระ
    "โทษทีพ่อหนุ่ม ข้าแค่ทักนะ แบบคนแคระทำกัน" คาร์เดลพูดด้วยหน้าตาอารมณ์ดี
    "เจ้ามาทำอะไรแถวนี้ละ" พิวริสถาม
    คาร์เดลนั่งลงข้างๆ เขา
    "ก็มาหาเจ้าไง พ่อหนุ่ม เดี๋ยวนี้เจ้าดังใหญ่เลยนะ ในชุมชนคนแคระพูดถึงเจ้าไปทั่ว มันคงจะมันสะใจน่าดูใช่ไหม สงครามทุบพวกนัลนะ" คาร์เดลพูด
    พิวริสมองคาร์เดลด้วยสีหน้านิ่ง แล้วพูดด้วยน้าเสียงเคร็งเครียดว่า "ถ้าเจ้าเจอแบบที่ข้าเจอ เจ้ารู้ว่ามันไม่สนุกเหมือนการยิงกระรอกหรอกนะสหาย"
    "ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า มันคงคล้ายๆ กับการที่ข้าถูกพวกโทรค(Trogg) นับร้อยไล่ปาหินใส่อย่างตั้งตัวไม่ติดหรือแย่กว่านั้นละ" คาร์เดลถาม
    "ข้าว่า มันแย่กว่านั้นเยอะ" พิวริสตอบ
    "งั้นเหรอ อืม คงจะไม่สนุก แล้วช่วงนี้เจ้าไม่มีอะไรทำงั้นเหรอ" คาร์เดลถาม
    พิวริสทำท่าทางคิดอยู่ซักพักหนึ่ง แล้วตอบไปว่า "อืม เท่าที่ข้าจำได้นะ พระราชาให้ข้าพักผ่อนยาว ข้าก็เบื่อเหมือนกันนั้นละคาร์เดล แต่มันช่วยไม่ได้"
    "แล้วเจ้าได้ยินข่าวแปลกที่เวสฟอลบ้างหรือยัง?" คาร์เดลถามขึ้น
    "ข่าว! อะไรกัน?" พิวริสถามกลับ
    "นี้เจ้าไม่รู้เรื่องเลยงั้นเหรอ ข่าวออกจะดัง เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว" คาร์เดลพูด
    "ไม่เลย ข้าไปฝึกที่หุบเขานอร์ธไชร์ ข้าไม่รู้เรื่องภายนอกเลยในช่วงการฝึกเลย ข่าวที่ว่ามันแปลกยังไง?" พิวริสพูดและถามกลับ
    คาร์เดลทำท่านึก เมื่อนึกออกจึงพูดขึ้น "มีข่าวลือว่า พวกนัลเผ่ารีเวอร์พาว(Riverpaw) ได้รวมตัวกันที่หมู่บ้านมูนบรูค(Moonbrook) ว่ากันว่าพวกเดเฟียส เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"
    "นัลงั้นเหรอ!" พิวริสถามด้วยความตกใจ
    "ใช่ๆ เป็นเผ่าเดียวกับที่เจ้าสู้ที่ป้อมเวสบรูคนั้นละ" คาร์เดลตอบ
    พิวริสนิ่งไปซักพัก เขาสังหรณ์ใจว่า มันต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแน่ๆ เมื่อจบสงครามที่ป้อมเวสบรูค ศพของเจ้าฮอคเกอร์กับนัลสีม่วงตัวนั้นก็หาไม่เจอ พวกมันยังไม่ตาย ที่นัลรวมตัวกัน ต้องเป็นเพราะมันสองตัวแน่ๆ แต่เดเฟียสมาเกี่ยวอะไรด้วย
    "คาร์เดล ข่าวนี้มีนานเท่าไรแล้ว?" พิวริสถาม
    "สองอาทิตย์ที่แล้วนะ ทำไมเหรอ" คาร์เดลตอบและถามกลับ
    "ข้าสังหรณ์ว่า ในไม่ช้ามันจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นนะซิ" พิวริสตอบ
    คาเดลหันไปมองพิวริสแล้วถามว่า "เรื่องไม่ดีเหรอ! ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้นละพ่อหนุ่ม?"
    พิวริสจึงเล่าเรื่องการสู้รบทั้ป้อมเวสบรูค แกร์ริสันในคาร์เดลฟัง แต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องของวิเศษที่ใช้ในครั้งนั้นให้ฟัง คาร์เดลถึงกับตะลึงกับเรื่องราว มันยิงกว่าการผจญภัยของเขาทั้งชีวิตเลย
    "มันยากจะเชื่อนะ แต่เจ้าบอกว่าเจ้านัลหัวหน้าสองตัวที่หนีไปมันเกี่ยวของกับเรื่องที่เวสฟอลงั้นเหรอ" คาร์เดลถาม
    "มันน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะเจ้าสองตัวนั้นเป็นหัวหน้าเผ่า การที่มันจะรวมพลนัลอีกครั้ง ก็ไม่ใช่ปัญหาของพวกมัน" พิวริสตอบไป
    พิวริสมองดูท้องฟ้า นี้เริ่มค่ำแล้ว พิวริสจึงกล่าวลาดาร์เดลแล้วกลับไปสู่วิหารตามปกติ
    ในค่ำวันนั้น พิวริสกำลังหลับอย่างสบายใจบนเตียงไม้ของเขา ภายใต้ผ้าห่มผืนหน้าสีน้ำตาล ในเวลาประมาณเที่ยงคืน แหวนสิงโตทองที่พิวริสสวมไว้ได้เปล่งแสงที่ดวงตาทั้งสองขึ้น จิตของพิวริสถูกดึงเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง


    ณ ที่แห่งหนึ่ง ดินแดนที่แห้งแล้ง แผ่นดินเต็มไปด้วยหญ้าที่แห้งเหลืองและต้นไม้ที่ใบแห้งเหลืองไปหมด พิวริสในชุดนักรบของเขา ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันร้อนแรง มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เป็นมนุษย์แต่งกายแบบพวกโจรได้ล้อมเขาไว้ พวกมันมีมากเกินไป พวกมันค่อยๆ เดินเข้ามา จนวงที่อยู่ของพิวริสแคบลง และในที่สุดพวกมันทุกคนดึงอาวุธออกมา ไม่ว่าจะขวาน มีด และดาบ พร้อมใจกันซัดอาวุธใส่พิวริส แต่มีม่านพลังสีฟ้าอ่อนๆ ป้องกันเขาไว้ กลุ่มคนที่ล้อมพิวริส ล้มกระเด็นกระจายไปทั่วบริเวณ ดูเหมือนพวกนั้นจะล่าถอยไป แต่มีเงาขนาดใหญ่ ไม่ใช่เงามนุษย์ เป็นเงาของอะไรบางอย่าง อยู่ด้านหลังเขา พอเขาหันไป พบว่านั้นคือนัลสีม่วงตัวนั้น ซึ่งในมือทั้งสองของมันร่ายเวทย์บอลแสงสีม่วงไว้พร้อม มันแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วขว้างเวทย์ใส่เขา ทันที่ที่เวทมนตร์นั้นกระทบตัวเขา มันระเบิดขึ้น เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก แล้วภาพฝันก็หายไปอย่างรวดเร็ว แล้วเขาพบว่าเขามาโผล่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เกิดการสู้รบระหว่างมนุย์กับเผ่านัล ไฟไหม้ลามไปทั้งหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องของชาวบ้านดังไปทั่ว แล้วทุกอย่างรอบๆ ก็เกิดการหมุนอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดกลายเป็นความมืด ในความมืดนั้น พิวริสเห็นชายผู้หนึ่ง ร่างกายสูงใหญ่ สูงกว่าพิวริสไม่มากนัก กำลังเดินเข้ามา แต่งตัวคล้ายโจร แต่ดูน่าเกรงขามกว่าจากชุดที่เป็นเกราะมีลวดลาย ชายคนนั้นผมยาวดำ มีผ้าโผกปิดปากไว้ ถือมีดสั้นข้างละเล่ม เดินเข้ามาอย่างช้า พิวริสได้แต่จ้องมองเขา แต่ไม่อาจจะพูดหรือขยับร่างกายได้ ชายผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้พิวริสและเขากำลังง้างมีดในมือทั้งสองข้างแทงไปที่ขมับของพิวริส เมือชายคนนั้นมาถึงพิวริส มีดของชายผู้นั้นก็พุ่งเสียบที่ขมับของพิวริส พิวริสสะดุ้งตื่นทันที!..................


    และในคืนนั้น อีกด้านหนึ่งของดินแดนทางตะวันตกของสตอร์มวินด์ ดินแดนที่แห้งแล้งเต็มไปด้วพืชพันธุ์แห้ง ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในดินแดนนั้น ที่หอคอยประจำหมู่บ้าน ทหารยามสังเกตการณ์สองคนกำลังคุยกันอยู่บนหอคอย คนหนึ่งมองดูรอบ สาวนอีกคนกำลังใช้กล้องส่องทางไกล
    "ช่วงนี้ ข้าว่ามันไม่ชอบมาพากลนะ นายคิดว่าไง" ทหารถามเพื่อนทหารที่กำลังส่องกล้อง
    "เงียบซิ ดูเหมือนข้าจะเจออะไรดีแล้ว" ทหารตอบโดยที่ไม่หันไปหาเพื่อน แต่กำลังใช้กล้องมองดูบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ด้านล่าง ที่ไม่ไกลมากนัก
    "เจ้าเห็นอะไร?" ทหารถามเพื่อน
    "ดูเหมือนเป็นคนสามคน ข้ามองไม่ถนัดพวกนั้นแต่งตัวยังไง ลากอะไรมาก็ไม่รู้ พวกนั้นเอาผ้าคลุมมันไว้ พวกนั้นกำลังมุ่งมาทางหมู่บ้าน" ทหารตอบไป
    ทหารคนที่ถามจึงลองมองไปที่เพื่อนทหารของเขามองอยู่ ใช่แล้วเป็นอย่างที่บอกมีคนกำลังเดินลากบางอย่างมา และขณะที่สองทหารมองดูอยู่ กลุ่มคนเหล่าก็เดินทางมาหยุดด้านหน้าป้อม พวกเขาเอาผ้าคลุมที่คลุมของที่ลากมาออกมา ทหารทั้งสองตกตะลึงทันทีที่เห็นสิ่งที่พวกนั้นลากมา มันคือปืนใหญ่!
    พวกคนที่ลากปืนหใญ่มา กำลังยัดลูกปืนใหญ่ ชนวน และดินปืน ทันทีที่เสร็จ กลุ่มคนพวกนั้นจุดชนวนยิงปืนใหญ่ใส่หอคอยทันที



    เช้าวันใหม่ หลังจากที่พิวริสฝันประหลาด เขาตื่นขึ้นพร้อมกับความกังวลใจ เขาแน่ใจที่สุดว่า ที่เวสฟอลต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแน่ พวกนัลรวมตีวกันอีกครั้ง คราวนี้มีพวกเดเฟียสอีก มันชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว
    เขาแต่งตัวใส่ชุดประจำตัวนั้นคือชุดเกราะของเขาและคัมภีร์ประจำกาย เขาเดินออกจากวิหาร มุ่งไปยังที่ป้อมปราการสตอร์มวินด์ เพื่อไปหาอาจารย์ของเขาที่นั้น ระหว่างที่เขาเดินทางอยู่นั้น เขามาถึงย่านการค้า มีกลุ่มคนมากมาย กำลังคุยกัน และเรื่องเขาคุยกันนั้น ก็เรื่องพิวริสวิตกมาตลอดก็เกิดขึ้น


    "เดเฟียสโจมตี หอคอยที่เซนทิเนลฮิล(Sentinel Hill) เจ้ารู้หรือยัง?" มีชายคนหนึ่งสวมชุดสีน้ำเงิน มีผมสั้นสีดำ กำลังสนทนากับชายอีกคนที่ใช่ชุดสีดำ ผมยาวถึงไหล่สีดำ ใบหน้ามีหนวดเครา เขาทั้งสองพูดคุยกันสทนาอยู่ตรงบริเวณน้ำพุหน้าธนาคารของเมือง
    "ออ เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว พ่อค้าจากเวสฟอลที่มาเมื่อเช้าบอกข้าแล้ว พวกมันกล้าถึงขนาดนี้เลยรึเนี่ยที่ผ่านมาไม่เคยเห็นพวกทำอะไรแบบนี้มาก่อน" ชายชุดดำพูด
    "ได้ข่าวว่าพวกมันร่วมมือพวกนัลนะ กองกำลังของพวกมันเพิ่มเป็นหลายเท่าเลย" ชายชุดน้ำเงินพูด


    พิวริสได้ยินเข้าเช่นนี้ ซึ่งมันตรงกับรางสังหรณ์จากความฝันของเขาเป็นแน่แท้ เรื่องร้ายกำลังจะเกิดที่นั้น เขาต้องไปทูลบอกเรื่องนี้แก่พระราชา จากนั้นพิวริสก็มุ่งหน้าต่อไปที่ป้อมปราการ


    ระหว่างที่เขาเดินทางถึงชุมชนเมืองเก่า ทหารม้าจำนวนมากไม่ต่ำกว่าสองกองร้อยวิ่งควบม้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปที่ประตูเมือง จากนั้นพิวริสก็เดินทางมาถึงป้อมปราการ เขาเห็นเกร์สัน อาจารย์ของเขา ยืนอยู่ด้านหน้า ป้อมปราการกับนายทหารชึ้นสูงอีกสองคน ดูกับกำลังพูดคุยกัน คนหนึ่งผมสั้นสีแดง ใบหน้ามีหน้าเครา ส่วนอีกคนผมสั้นสีน้ำตาล มีหนวดเคราเช่นกัน



    "มาร์คัส(Marcus) จากที่เซนทิเนลฮิลส่งขาวมา พวกมันมีจำนวนเท่าไรกัน?" เกร์สันถามคนผมสีแดง
    "พวกมันจำนวนมาก และไม่ใช่แค่พวกเดเฟียส มีพวกนัลเผ่ารีเวอร์พาวมาร่วมด้วย ตอนนี้พวกมันเข้าทำลายและยึดเซนติเนลฮิลแล้ว และจับชาวบ้านเป็นตัวประกัน" มาร์คัสบอก
    "เป็นเรื่องน่าแปลกที่พวกมันร่วมมือกับนัล แต่ก่อนไม่เห็นจะญาติดีด้วยเลยซักครั้ง เจ้าเอ็ดวินมันฉลาดจริงๆ" ชายคนที่ผมสีน้ำตาลพูด
    "นี้ไม่ใช่เวลามาชื่นชมนะ ไม่รู้ว่ากองทหารแค่นั้นจะหยุดมันได้หรือเปล่า?" เกร์สันพูด
    และพิวริสก็เดินมาหาอาจารย์เขา ทั้งสามเห็นพิวริส มาร์คัสพูดทักทายไปว่า "สวัสดีพิวริส มาถึงที่นี้มีธุระอะไรกันเหรอ?"
    "ข้ามาหาอาจารย์ข้า ท่านมาร์คัส เมื่อกี้กองทหารม้ารีบไปไหนกัน ท่านทราบหรือไม่?"พิวริสตอบและถาม
    "ทหารม้าพวกนั้น ถูกส่งไปที่เวสฟอลนะ พวกเดเฟียสก่อเรื่องอีกแล้วไง เจ้าก็รู้ใช่ไหม พวกเดเฟียสมันเป็นยัง" มาร์คัสตอบ
    "แล้ว มีพวกนัลมาเกี่ยวข้องหรือเปล่าท่านมาร์คัส" พิวริสถาม พวกเขาทั้งสามมองหน้ากันและมองกลับไปที่พิวริสแล้วชายผมสีน้ำตาลก็ถามพิวริสขึ้นว่า "เจ้ารู้มาจากไหนกันละพิวริส?"
    "ในย่านการค้า มีคนพูดถึงเรื่องนี้เต็มไปหมดครับ ท่านเมเจอร์(Major)" พิวริสตอบ
    เมื่อได้ยินเช่นนั้น เกร์สันจะตอบพิวริสไปว่า "ก็เป็นอย่างที่เจ้าได้ยินนั้นละพิวริส เป็นเรื่องแปลกมากนับตั้งแต่ที่ข้ากับเจ้ารบที่ป้อมเวสบรูค พวกนัลที่ไม่เคยญาติดีกับเผ่าอื่นๆเลย กลับร่วมมือพวกเดเฟียส มันแปลกมาก"
    "แต่ข้าคิดว่าต้องมีใครบ่งการพวกนั้นแน่ ไม่งั้นคงไม่เกิดเรื่องแบบนั้นแน่" พิวริสพูด เมื่อทั้งสามได้ยินคำพูดแบบนั้นจากนักรบหนุ่ม ก็จ้องมองเขาด้วยใบหน้าสงสัย มาร์คัสจึงถามขึ้นว่า "อะไรทำให้เจ้าคิดเช่นนั้นละพ่อหนุ่ม หรือเจ้ารู้อะไรมา"
    "ข้าแค่สังหรณ์ไม่ดีนะครับท่าน " พิวริสตอบ
    เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น พวกเขาทั้งสามก็ไม่ซักไซร้อะไรกับพิวริสอีก จากนั้นเกร์สันก็หันไปคุยกับมาร์คัสว่า "เราจะประมาทไม่ได้นะมาร์คัส ทำศึกกับพวกฮอร์ดก็หนักพอแล้ว แล้วยังต้องมาปราบพวกเดเฟียสอีก เราต้องคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา ข้าคาดว่าทหารม้าสองกองร้อยนั้น เอาพวกมันๆม่อยู่แน่ ส่งพวกเขาไปตายๆ เปล่า"
    "มันก็จริง แต่ท่านเกร์สันอย่าพึงคาดการณ์เกินจริงไป ทหารม้าของเรามากด้วยฝีมือ ผ่านการรบมามากมาย บางทีอาจไม่เป็นอย่างที่ท่านคาดการณ์หรอกนะ จริงไหมเมเจอร์?" มาร์คัสตอบและหันไปถามเมเจอร์
    "ครับท่าน ทหารของเราทุกนายล้วนผ่านสมรภูมิมาแล้วทั้งสิ้น ท่านไม่ต้องห่วงหรอก แค่พวกนอกกฎหมายกับพวกชนเผ่าป่าเถื่อนด้อยฝีมือ มันไม่น่ากลัวเท่าไรหรอก ถ้าเทียบกับพวกออร์คจากออร์กริมมาร์(Orgrimmar) ข้าว่าพวกนั้นมันแค่พวกกระจอก" เมเจอร์ตอบ
    "รู้ไหมเมเจอร์ ครั้งสุดท้ายที่ข้าดูถูกศัตรู โดยเฉพาะพวกนัล ข้าเจออะไร! ข้าถูกทุบสลบเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดีนะที่ศิษย์ข้าช่วยไว้ ไม่งั้นข้าคงไม่ได้มาคุยกับท่านหรอกจากศึกที่เวสบรูค เราเสียทหารไปหลายนายจากการสู้รบกับพวกเจ้าเรียกว่ากระจอกนั้นไง เจ้าประมาทเกินไปทหารกล้า ความผยองและความทนงตัวของเจ้า อาจนำมาซึ่งความพ่ายแพ้" เกร์สันพูดด้วยเสียงแข็ง
    "ท่านพูดเกินไป ท่านลอร์ดเกร์สัน แต่ข้ายังไม่ได้ถามท่านเรื่องป้อมเวสบรูค ข้ายังตกใจที่ท่านบาดเจ็บหนักจากสู้กับพวกนัลพวกนั้น ท่านวิตกขนาดนั้น ไหนลองบอกมาซิว่าพวกมันแข็งแกร่งมากขนาดไหน ถึงทำให้ท่านลอร์ดเกร์สัน ชาร์โดว์เบรคเกอร์(Grayson Shadowbreaker) วิตกได้ถึงเพียงนี้" มาร์คัสตอบและถามกลับ
    "มันแกรงผิดกับที่เคยสู้มา อย่างศิษย์ข้าเคยบอก พวกมันพวกสเคิร์จหนุนหลังอยู่" เกร์สันพูดด้วยเสียงแข็ง


    เมื่อสองนายทหารได้ยินเช่นนั้น พวกเขากลับหัวเราะตลก มาร์คัสพูดขึ้นว่า "มันเป็นไปไม่ได้หรอกท่าน พวกนัลมันก็แค่ชนกลุ่มน้อยด้วยฝีมือ ราชันปีศาจจะต้องการพวกหมาโง่ๆ พวกนี้ไปทำไม?"
    "เจ้าประมาทไปมาร์คัส เจ้าจำไม่ได้หรือไงที่แหลมแบล็คร็อค( Blackrock Spire) เจ้าเกือบตายเพราะความประมาท ถ้าท่านทูราลยอนไม่ช่วยเจ้าไว้ เจ้าคงไม่มีชีวิตถึงตอนนี้หรอก" เกร์สันพูด
    เมื่อได้ยินเช่นนั้นมาร์คัสทำหน้าเสียและเงียบไม่โต้ตอบเลย เมเจอร์เห็นผู้บัญชาการเป็นแบบนั้นก็เลยเงียบเช่นกัน เกร์สันจึงพูดขึ้นอีกครั้งว่า "เจ้าเป็นผู้บัญชาการนะมาร์คัส เราทั้งคู่ล้วนผ่านสงครามครั้งใหญ่มาแล้วทั้งนั้น บทเรียนเราพบเจอ มันน่าจะเตือนใจเจ้าได้นะสหาย ไม่เช่นนั้น การเสียสละของวีรบุรุษทั้งหลายที่ผ่านมาต้องจบสิ้นลง โดยเฉพาะท่านทูราลยอน ท่านเสียสละเพื่อพวกเรา เพื่อเผ่าพันธุ์เรา เพื่อสันติภาพแก่เราทั้งหมด"
    มาร์คัสได้ยินเช่นนั้น ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนเปลี่ยเศร้าสำนึกผิด แล้วเขากล่าวขึ้นว่า "ท่านพูดถูกท่านลอร์ด ข้าจำได้ ไม่เคยลืมที่แดร์นอร์(Draenor) ขอบใจที่ท่านเตือนสติข้า ท่านลอร์ดข้าจะไม่ประมาทแน่ แต่ทำไมพิวริสจึงบอกกับท่านเช่นนั้นละ?"
    เมื่อถูกถามขึ้น เกร์สันให้พิวริสเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นแบบที่เขาเคยเล่าให้อาจารย์เขาฟังแก่สองทหารกล้า พวกเขาทั้งสองได้ฟังก็ตกใจเหมือนที่เกร์สันเคยตกใจเช่นกัน
    "แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้ไง ว่าเจ้าไม่ฝันไป เจ้าบาดเจ็บขนาดนั้น อาจเกิดภาพหลอนก็ได้" เมเจอร์ถาม
    "ข้าสาบานได้เลย ข้ายังมีสติอยู่" พิวริสตอบ
    "ถ้ามันเป็นความจริง ก็เรื่องใหญ่เลยนะ ราชันปีศาจแผ่ขยายอิทธิพลมาถึงที่นี้เลยงั้นเหรอเนี้ย" มาร์คัสพูด
    "ข้าถึงบอกไง ว่าอย่าประมาท" เกร์สันพูด และมองไปที่พิวริสแล้วพูดขึ้น "พิวริส ศึกนี้ เจ้ากับข้าอาจได้ร่วมรบกันอีก จงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ"
    "ครับ ท่านอาจารย์" พิวริสตอบ
    "เอาละ เราก็แยกย้ายกันไปทำงาน รอฟังข่าวจากเวสฟอล และเตรียมการณ์ให้พร้อม" เกร์สันพูด จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกัน การพูดคุยสนทนาจบลง พิวริสเดินตามเกร์สันไป ซึ่งเกร์สันมุ่งหน้าเข้าไปในป้อมปราการสตอร์มวินด์



    ป้อมปราการสตอร์มวินด์ คือป้อมปราการสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรสตอร์มวินด์ มีอาวุธพร้อมรบทุกอย่างและบรรจุคนได้เป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเมืองสตอร์มวินด์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร เป็นที่ประทับของราชาเวเรี่ยน เวรนน์(Varian Wrynn) ผู้ปกครองสตอร์มวินด์ เผ่าพันธุ์มนุษย์ และยังเป้นผู้นำกองทัพสัมพันธมิตรอีกด้วย
    ภายในป้อมปราการทำด้วยหินสีขาวที่แข็งแกร่งมาก และตกแต่งรอบด้วยดอกไม้ อาวุธแขวน รูปปั้น และผ้าใบหลากสีสวยงาม ภายในเป็นทางเดินยาว เกร์สันและพิวริสเดินเขามา พวกเข้าเดินมาเรื่อยจนถึงทางแยกขวา ซึ่งมีห้องอยู่ เป็นห้องใหญ่ ภายในห้องประดับประดาไปด้วยผ้าม่านสีน้ำเงินลายสีเหลือง แลัมีเชิงเทียนแบบยาววางไว้รอบทิศทั้งสี่ของหัอง มีโตีะและเก้าอี้ล้อมสี่ตัว บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้สีฟ้าที่ดอกไม้สี่เหลืองปักไว้


    เกร์สันพาพิวริสมาที่โตีะและนั่งลงที่เก้าอี้ เกร์สันมองมายังพิวริสด้วยท่าทางสงสัยแล้วถามพิวริสไปว่า "เจ้ารู้อะไรมาพิวริส"
    พิวริสทำท่าทางงุนงงกับคำพูดของอาจารย์ของเขา แล้วพูดขึ้นว่า "อะไรครับท่านอาจารย์"
    "เจ้ารู้อะไรมาใช่ไหมพิวริส? บอกข้ามาให้หมด" เกร์สันถามกลับ
    พิวริสทำท่าคิดว่าจะบอกอาจารย์เขาหรือเปล่าเกี่ยวกับความฝันอันประหลาดของเขา และที่สุดเขาก็เล่าความฝันของเขาให้เกร์สันฟัง
    "ความฝันของเจ้า เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ทางเมืองหลวงได้รับข่าวจากเซนทิเนลฮิล เรื่องการถูกลอบโจมตี ชั่งมันเรื่องที่บังเอิญเสียจริง มันเป็นรางบอกเหตุที่ตรงกับเรื่องที่เกิดขึ้นพอดี เาคิดยังไงกับเรื่องนี้ละ?" เกร์สันพูดและถามกลับ
    "ข้าคิดว่าพวกฮอคเกอร์ที่ทางการหาตัวไม่เจอน่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ครับ" พิวริสตอบ
    "อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน อย่างที่ข้าพูดกับมาร์คัส สองกองร้อยไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้ ยิ่งพวกมันมีพวกนัลร่วมด้วย ยิ่งยากต่อการปราบปราม" เกร์สันพูด หลังจากพูดจบเขาทำหน้าท่าทางวิตกกังวล แล้วซักพักก็หันมาพูดกับพิวริสว่า "พิวริส อีกไม่นาน เจ้ากับข้าอาจได้ร่วมรบกันอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เจ้าจงเตรียมพร้อมให้ตลอกเถอะ"
    "ครับ ท่านอาจารย์"พิวริสตอบ


    หลังจากการสนทนาจบลงในวันนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาไปฝึกซ้อมที่ป้อมปราการกับทหารเกณฑ์ พวกเขาเตรียมพร้อมกับการรบทุกเมื่อ พิวริสลืมเรื่องผู้พิทักษ์ที่ผู้ใช้เวทย์ลึกลับชื่อรูบิคบอกเขาไว้ เขาสนใจเพียงแต่ศึกที่จะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า


    ในเช้าวันใหม่ ทหารนำสารได้แจ้งข่าวว่า ทหารม้าสองกองร้อยที่ส่งไป ไม่สามารถปราบพวกเดเฟียสลงได้อย่างเกร์สันได้คาดการณ์เอา เสียชีวิตไปเกือบครึ่ง ถึงจับไปเป็นจำนวนมาก มีบางส่วนหนีรอดกลับมาคอยอยู่ที่ป้อมเวสบรูค ข่าวนี้ทำให้ผู้บัญชาการทหาร มาร์คัส โจนาธาน (General Marcus Jonathan) หน้าเสีย ถูกราชาเวเรี่ยนตำหนิเรื่องการส่งกองทหารอย่างไม่รัดกุม ทำให้เสียทหารไปอย่างเปล่าประโยชน์ ราชาเวเรี่ยนมีคำสั่งให้ทหารราบสามกองร้อย, ทหารม้าอีกสามกองร้อย และพาลาดินอีกหนึ่งกองร้ออย เข้าประจำการเตรียมบุกไปเซนทิเนลฮิลในตอนเที่ยงของวันนี้ ณ หน้าประตูเมือง เกร์สันได้เป็นแม่ทัพในการนำทหาร และเมื่อกองทหารพร้อม การเดินทัพก็ได้เริ่มขึ้น พิวริสเฝ้าดูจากจากไปของกองทัพ จนพวกเขาหายลับไป


    เวลาผ่านไปสองวัน ข่าวจากเวสฟอลครั้งล่าสุด กลายเป็นข่าวร้ายที่สุด พวกเดเฟียสสามารถต้านทัพหลวงได้ พวกมันรวมตัวกับพวกนัลรุกคืบกองทัพหลวง จนทัพหลวงต้องถ่อยร่นไปตั้งหลักที่ฟาร์มเซลดีน(Saldean's Farm ) รายงานความเสียหายจากการรบ พบว่าทหารเสียไปครึ่งกองร้อย ทหารม้าเสียไปจำนวนไม่มาก บาดเจ็บอีกมาก ราชาเวเรี่ยนได้เพิ่มกองทัพทหารราบไปอีกหนึ่งกองร้อย ทำให้ดูเหมือนว่า ศึกครั้งนี้ยืดเยื้อเกินกว่าที่ทุกคนคาดไว้เสียอีก


    พิวริสใช้เวลานับตั้งแต่อาจารย์ของเขาจากไป ฝึกฝนทั้งการต่อสู้และเวทมนตร์ การฝึกก็ทำให้เขาคล่องแคล่วในการต่อสู้และใช้เวทมนตร์มากขึ้น เวลาก็ผ่านไปวันที่สามนับจากส่งทัพหลวงไป ไม่มีทหารนำสารกลับมาแจ้งข่าว พิวริสเริ่มรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นพวกที่นั้นจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ ผู้บัญชาการมาร์คัสจึงส่งทหารลาดตระเวนออกไปดูแล้วให้กลับมาแจ้งข่าวของทัพหลวงที่ส่งไป ในเวลาเที่ยงของวันนั้น หลังจากนั้นรุ่งเช้าของวันที่สี่ ท่านนำข่าวมาแจ้งว่า ไม่พบทัพหลวงที่ส่งไป รวมทั้งลอร์ดเกร์สัน ไม่พบเช่นกัน ราวกับทุกคนหายตัวไปกันหมด สอบถามทหารที่เวสบรูคได้ความว่า ทัพหลวงของลอร์ดเกร์สัน ได้เข้ารบกับพวกเดเฟียสเมื่อสองวันที่แล้ว แล้ววันที่สามของการรบมีทหารรอดกลับมาในสภาพบาดเจ็บหนัก ข้อความสุดท้ายที่เขาบอกแก่นายทหารที่ช่วยเขาว่า "ความมืด ทุกคนหายไป เสียงกรีดร้อง ความทรมาน นัลสีม่วง" จากนั้นก็สลบไป นี้คือข่าวสารทั้งหมดจากทหารลาดตระเวน


    พิวริสรู้สึกไม่ดีอย่างมาก แต่เขายังไม่ทราบข่าวจากทหารลาดตระเวน ในรุ่งเช้าของวันที่สี่นั้น เขาออกจากวิหาร และเดินทางไปชุมชนเมืองเก่า เขามาที่นี้เพื่อมายังอาคารหินสีขาว นั้นคือศูนย์บัญชาการ(Command Center) เขาเข้าไปข้างไหน มีทหารยามยืนเฝ้าอยู่หนึ่งคน ทหารยามมองมาที่เขาแล้วกล่าวถามขึ้น
    "ท่านมาที่เพื่ออะไร?"
    "ข้ามาพบผู้บัญชาการมาร์คัส" พิวริสตอบ
    "ขออภัย แต่ตอนนี้ท่านผู้บัญชาการไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว" ทหารยามบอก
    "เขาอยู่ที่ไหน?" พิวริสถาม
    "ท่านผู้บัญชาการถูกราชาเวเรี่ยนเรียกเข้าเฝ้า" ทหารยามบอก เมื่อรู้เช่นนั้นพิวริสจึงเดินทางกลับ เขาเดินกลับมายังวิหาร และในขณะที่เดินมาถึงสะพานข้ามไปยังจตุรัสมหาวิหารนั้น แหวนสิงโตทองของเขาตาเปล่งแสง พิวริสรู้สึกถึงบางอย่างกำลังกดดันที่หัวของเขาอยู่ เขารู้สึกมึนแล้วพูดขึ้นว่า "นี้มันอะไรกัน!"
    ตาของเขาเริ่มเบลอ ภาพต่างๆรอบตัวมืดลง เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าและเขาก็เห็นบางอย่างในความมืด!
    รอบๆตัวเขา กลายเป็นสถานที่บางอย่าง ค่อนข้างสลัว แสงน้อย ลักษณะ เหมือนที่เก็บของที่ทำด้วยหิน และน่าจะอยู่ใต้ดิน รอบๆ เต็มไปด้วยห้องขัง ลักษณะเหมือนที่คุมขัง เขาเห็นทหารสตอร์มวินด์จำนวนหนึ่งสู้กับพวกคนที่แต่งตัวคล้ายโจร ไฟไหม้ไปทั่ว พวกนักโทษถูกปลดปล่อย ก็โฮร้องดีใจ เมื่อเป็นอิสระ ทุกคนเข้าเล่นงานทหารสตอร์มวินด์ จากนั้นภาพทั้งหมดก็หายไป ความมืดเข้าครอบคลุมเขาอีกครั้ง และภายใต้ความมืดมิด เขาเห็นแสงสว่างสีม่วง สว่างจร้าแสบตา เขาเเอามือบังแสงพอที่จะมองเห็น และสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือการทัพหลวงสตอร์มวินด์ ที่นำทัพโดยอาจารย์ของเขา พวกเขาทั้งหมดตาแดงกล้ำดังเลือด ทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่พิวริส นอกจากทัพหลวงของสตอร์มวินด์ พิวริสเห็นบางสิ่งบางอย่างใหญ่มาก มันมองมาที่เขา แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็มืดลง พิวริสได้สติคืน เขารู้สึกตัวขึ้นว่าตนเองยืนอยู่กลางสะพาน
    "คุกสตอร์มวินด์(Stormwind Stockade) แย่แล้ว" เขาพูดกับตัวเอง แล้ววิ่งอย่างรวดเร็วไปยังที่ที่หนึ่ง เขาวิ่งผ่านทางจัตุรัสมหาวิหาร พอดีคาร์เดลนั่งอยู่แถวนั้น เขาสวมชุดเดิมที่เขาเคยเห็นในครั้งแรกที่ค่ายอีสเวล
    "สวัสดีพิวริส มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมเจ้าถึงวิ่งหน้าตื่นแบบนั้น" คาร์เดลทักทายและถาม
    พิวริสกำลังวิ่งอย่างไม่มองสิ่งใด แต่เขาได้ยินเสียงของคาร์เคล เขาจึงตะโกนตอบกลับไปว่า "ข้าสังหรณืไม่ดี ข้าต้องรีบไปที่คุก"
    คาร์เดลไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าไรนัก แต่ก็วิงตามพิวริสไป


    พิวริสวิ่งออกจากจัตุรัสมหาวิหารทางซุ้มประตูทิศตะวันตกเฉียงใต้ เขาวิ่งอ้อมตามเส้นทางรอบนอกของสวนสาธารณะ(The Park) เขาวิ่งจนถึงสะพานและวิ่งซ้ายมือของเขา ด้านหน้าของเขามีอาคารหลังหนึ่ง มีหอนาฬิกาอยู่ด้านบน เขาวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงที่นั้นก่อนมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่มันก็สายไปแล้ว


    เกิดบางสิ่งบางอย่างในอาคารนั้น เสียงระเบิดดังออกมา ควันดำโพยพุงออกมาจากในนั้น ชาวบ้านแตกตื่นกันไปหมด พิวริสหยุดชะงัก นี้เขามาช้าไปเหรอเนี่ย
    คาร์เดลที่วิ่งเขามา มาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา แล้วถามเขาว่า "พิวริสมันเกิดอะไรขึ้นในนั้น?"
    พิวริสหันไปมองคาร์เดลที่กำลังเหนื่อยหอบที่วิ่งตามเขามา แล้วพูดกับคคาร์เดลว่า "คาร์เดลช่วยข้าอย่างหนึ่งได้ไหม?" แล้วเขาหันไปมองอาคารที่เกิดเหตุ
    คาร์เดลก็มองอยู่เช่นกัน เขาเข้าใจสิ่งพิวริสขอ เขาตอบตกลง เขาหยิบปืนยาวคู่ใจขิงเขาออกมาจากข้างหลังในผ้าคลุม ทั้งคู่วิ่งเข้าไปในอาคารหลังนั้น


    ในอาคารนั้นพิวริสและคาร์เดลมองไม่เห็นอะไรมากนัก เพราะด้วยควันดำฟุ้งไปทั่ว
    "พิวริส ที่นี้มันที่ไหนกัน?" คาร์เดลถาม
    "คุกของเมืองนี้ พวกนักโทษกำลังแหกคุก ทหารที่เฝ้าที่นี้คงตายหมดแล้ว" พิวริสบอก
    "ทำไมเจ้าถึงรู้ละ แค่กๆ" คาร์เดลถามแล้วสำลักควัน



    พิวริสไม่ตอบอะไร เขาเดินคลำทางในกลุ่มควัน ภายในเป็นที่กว้างไม่มาก และในที่สุดพวกเขาก็เจอทางลงไปด้านล่าง ทั้งคู่ลงไป ควันเริ่มมากขึ้น และในที่สุดพวกเขาก็ลงมาถึงด้านล่าง ข้างล่างเป็นพื้นที่โล่งไม่กว้างนัก มีเส้นทางด้านทิศเหนือเดินต่อไปอีก มีศพทหารเกลื่อนกราดไม่ต่ำกว่า ห้านาย และพบต้นเหตุของการระเบิดนั้นคือถังไม้ใส่น้ำมันจำนวนมาก พิวริสและคาร์เดลเดินเข้าไปด้านในอย่างระแวดระวังตัว พวกเขาเดินเข้าไป เดินจนถึงห้องขัง ซึ่งมีอยู่ข้างทาง ด้านซ้ายมีสองห้อง และด้านขวามีสองห้อง ภายในห้องมีแต่ศพทหารสตอร์มวินด์และนักโทษ กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นน้ำมันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ คาร์เดลยังงงกับเรื่องนี้อยู่ ก็ถามพิวริสในระหว่างที่เดินกันว่า "เจ้ารู้ได้ยังไงว่าที่นี้จะเกิดเรื่อง หรือทางการบอกเจ้าให้มานี้?"
    "เรื่องมันยาวนะคาร์เดล ถ้ามีเวลาข้าจะเล่าให้ฟัง" พิวริสพูดเบาๆ อย่างระวังตัว


    ในขณะที่พวกเขา เดินเข้าใกล้ทางแยก มีเสียงคุยกัน เป็นภาษาที่ไม่ภาษาของมนุษย์ พวกเขาค่อยๆย่องไป ให้ถึงขอบทาง เสียงเริ่มดังเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มการพูดภาษามนุษย์คุยกัน
    "แผนสำเร็จไปด้วยดี เราต้องรีบแล้ว อีกไม่นานพวกทหารจะแห่กันมาที่นี้ เพราะการเล่นบ้าๆ ของเจ้าแฮมฮ๊อค(Hamhock)" เสียงพูดดูเมือนจะเป็นเสียงของผู้ชายวัยกลางคนพูด
    "คิงพิน ได้ตัวช่วยดี ข้าชอบเจ้านั้น มันพูดจาเข้าท่า" เสียงดูใหญ่ เป็นเสียงผู้ชายเช่นกัน
    "อย่ามัวพูดมากอยู่เลย แคม(Kam) เจ้าไปเรียกพวกที่เหลือมา ถึงเวลาต้องไปแล้ว" เสียงผู้ชายคนแรกที่พิวริสได้ยินพูดอีกครั้ง
    "ตกลง เดี๋ยวข้าจะรีบไปบอกพวกมันเดี๋ยวนี้" เสียงใหญ่แตก เสียงของผู้ชายเล่นกันพูด


    พิวริสชะเง้อหน้าเล็กน้อยออกมาดู คาร์เดลก็เช่นกัน สิ่งที่เขาได้เห็นคือ กลุ่มของพวกนอกกฎหมาย อาชญากรที่ถูกคุ้มขังอยู่ที่นี้ มีทั้งมนุษย์ คนแคระ คนแคระดำจากเผ่าดาร์คไอรอน(Dark Iron) นอกจากนั้นยังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ ซึ่งมีอยู่สองตน ตนหนึ่งรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ร่างใหญ่กว่า ผิวดำ หลังโก่งนิดหน่อย หน้าตาดุร้าย คล้ายมนุาย์แต่มีเขี้ยวล่างยาวออกมาให้เห็นเด่นชัด นั้นคือ"ออร์ค"(Orc) เผ่าพันธุ์ที่เป็นศัตรูตลอดกาลกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ด้วยผิวสีดำ พิวริสรู้ทันทีเลยว่าเจ้านี้มาจากเผ่าแบล็คร๊อค(Blackrock) และเขาก็รู้จักเจ้านั้นดี มันคือออร์คที่เขาจับได้จากที่ภูเขาเรดเหรด(Redridge Mountian) ชื่อของมันคือ ทาร์กอรร์ แห่งความหวาดกลัว(Targorr the Dread) และอีกตนหนึ่งใหญ่ยักษ์กว่าตัวอื่น มีหัวสองหัว หน้าตาพวกมันคล้ายออร์คแต่ดูดุร้ายกว่า หัวหนึ่งมีเขางอกบนหัว อีกหัวหนึ่งเขาที่งอกหัก ผิวสีเหลือง มีลายสีน้ำเงินตามตัว นุ่งผ้าเตี่ยวสีนำเงิน พวกมันคือ "ออร์ก้า"(Orge) ยักสองหัวที่น่าเกรงขาม


    คนแคระดำเดินลงไปทางขวามือ ตะโกนเรียกใครบ้างคน ซักพัก พิวริสก็เห็นคนจำนวนมาก พวกนั้นคือพวกเดเฟียสที่ถูกทางการจับขังทั้งนั้น


    ทั้งคู่คอยดูอยู่เงียบๆ จนกระทั่ง หนึ่งในกลุ่มผู้นำนักโทษก่อจราจล ชายผู้นี้ผมยาวสีดำ แต่งกายด้วยผ้าโผกปากสีแดง ชุดเกราะ กาง และรองเท้าหนังสีดำ พูดขึ้น พิวริสจำเสียงนี้ได้ว่าเป็นเสียงชายคนแรกที่เขาได้ยิน และเขาก็รู้จักชายคนนี้ดี ชื่อของมันคือ บาซิล เทรดด์(Bazil Thredd) มันถูกพิวริสจำได้ตอนเข้าปล้นหมู่บ้านเซนทิเนลฮิล บาซิลพูดขึ้นกับพวกของเขาว่า "พี่น้องเดเฟียส บัดนี้เราเป็นอิสระแล้ว และพวกจะได้กลับบ้านกัน"
    พวกที่ฟังโฮ่ร้องดีใจ จากนั้นบาซิลก็พูดอีกว่า "บัดนี้ คิงพินของพวกเรา ได้กำลังรบเพิ่มขึ้น จากพวกนัลที่ร่วมรบกับเรา สัญญาที่นายขอิงเราบอกไว้ กำลังจะเป็นจริงแล้ว ราชาเวเรี่ยนผู้ไร้ซึ่งความยุติธรรม เอาเปรียบคนจนจะต้องถูกกำจัดโดยคิงพินของเรา" พวกที่ฟังโฮ่ร้องดีใจอีกครั้ง แล้วบาซิลมันหยิบบางอย่างขึ้นมาจากด้านหลังของมัน ดูเหมือนจะม้วนกระดาษเก่า มันชูขึ้น เพื่อให้พวกของมันเห็นว่า มันถืออะไรอยู่
    "สิ่งนี้ทำให้พวกเจ้าเป็นอิสระ ทุกคนจำมือกันไว้" บาร์ซิลสั่งพวกนั้น พวกนั้นทำตามที่บาซิลบอก จากนั้นเจ้าบาซิลก็คลี่ม้วนกระดาษออก มันอ่านบ้างอย่างในนั้น เหมือนกำลังร่ายเวทย์มนตร์ มันอ่านอยู่ซักพัก เกิดแสงขึ้นรอบๆ พวกเดเฟียส เป็นแสงสีฟ้า และเกิดวงเวทมนตร์ใต้พื้นที่พวกนั้นเหยียบอยู่ บาซิลยังอ่านอยู่ต่อไป แสงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันสว่งไปทั่วจนพิวริสและคาร์เดลมองไม่เห็นพวกมัน เขารู้ว่าพวกมันกำลังใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายเพื่อหนีออกจากที่นี้ เขาจึงร่ายเวทมนตร์ใส่ค้อน แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็นผู้ร่ายเวทย์ พิวริสหันไปพูดกับคาร์เดลที่อยู่ใกล้ๆกับเขาว่า "คาร์เดล เจ้าช่วยยิงใส่พวกนั้นได้ไหม?"
    "ข้ามองไม่เห็นพวกมันเลย แสงมันสว่างเกินไป ข้าอาจยิงพลาดเป้า" คาร์เดลบอก
    "แค่ยิงให้พวกมันตกใจ เวทมนตร์ของพวกมันจพได้หยุดทำงาน" พิวริสบอกให้คาร์เดลเข้าใจ
    "ตกลง" คาร์เดลตอบ จากนั้นเขาก็หยิบปืนยาวคู่ใจของเขาออกมา บรรจุกระสุน ตั้งศูนย์ปืน เมื่อเสร็จเขาก็ลั่นไกออกไปในทันที
    ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น เสียงตกใจของเดเฟียสก็ดังตาม แสงของเวทมนตร์เริ่มอ่อนลงเพราะผู้ร่ายเสียสมาธิ พวกมันเริ่มมองไปรอบๆ เพื่อหาต้นเหตุของเสียง พิวริสเห็นเป้าหมายชัดเจนแล้ว เขาก็ขว้างเวทมนตร์ที่ร่ายใส่ค้อน สู่บาซิลที่ร่ายเวทย์อยู่


    ทันทีที่บาซิลถูกเวทมนตร์แสงของพิวริสเข้า กระเด็นกลางอากาศ พวกเดเฟียสทั้งหมดยกเว้นบาซิลและยักออร์ก้า ก็หายไปพร้อมกับแสงสว่างนั้น
    พิวริสและคาร์เดลปรากฎตัวจากที่ซ่อน เจ้ายักษ์ออร์ก้าเห็นก็เหวี่ยงหมัดซ้ายของมันใส่พวกเขาทั้งคู่ พิวริสเอาค้อนตีโต้กับหมัดของมัน คาร์เดลก็ลั่นไกใส่เจ้ายักษ์ออร์ก้า



    กระสุนถูกแขนซ้ายมันอย่างจัง มันล้มลงและร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เมื่อจัดการเจ้าออร์ก้าได้แล้ว พิวริสวิ่งเข้าไปหาบาซิลที่นอนสลบอยู่ เขาร่ายเวทย์ใส่ค้อน แล้วชี้ไปทางบาซิลที่สลบอยู่ แสงสีเขียวจากค้อนทำให้บาซิลตื่นขึ้น มันกำลังจะชักดาบออกมา แต่คาร์เดลเอาปืนจ่อขมับมันอยู่ มันจึงนั่งลง
    "เจ้าจะทำอะไรข้า เจ้าพาลาดิน?" บาซิลพูดเสียงท้าทาย
    "เจ้าส่งพวกมันไปที่ไหนบาซิล?" พิวริสถามกลับ
    "ไปหาคิงพินไงละ ศึกนี้เจ้าแพ้แล้ว เวสฟอลถูกยึดครองเรียบร้อย ต่อให้พวกเจ้าส่งกองทัพไปอีก ก็ไม่มีทางชนะหรอก ฮ่าๆ " บาซิลตอบด้วยเสียงท้าทาย
    พิวริสเข้าไปกระชากคดเสื้อของมัน ยกมันขึ้น แล้วพูดน้ำเสียงโมโหกับมันว่า "ถ้าอาจารย์ข้าเป็นอะไรไป เจ้าตายแน่"
    "ยังไงข้าก็ตายอยู่แล้ว พันธมิตรใหม่ของคิงพิน เป็นสิ่งพวกเจ้าไม่สามารถรับมือได้หรอก ยอมจำนนซะเถอะ ฮ่าๆๆๆ" บาซิลตอบและหัวเราะ
    พิวริสหัวเสียขึ้นทันที เขาเอาเจ้าบาซิลฟาดเข้ากับกำแพงอย่างแรง แล้วจับหัวมันโคลกกับกำแพงสองสามที คาร์เดลก็พูดขึ้นว่า "พอเถอะพ่อหนุ่ม ข้าได้ยินเสียงทหารมาแล้ว ให้พวกนั้นจัดการต่อเถอะ"


    พิวริสปล่อยเจ้าบาซิลลงในสภาพหัวโชกเลือด มันนั่งหมดแรงพิงกำแพงอยู่ พิวริสจึงหยิบม้วนกระดาษที่มีเวทมนตร์เคลื่อนย้ายที่หล่นอยู่แถวนั้นมา เขาคลี่กระดาษออกมาดู พบว่าบนแผ่นกระดาษเขียนด้วยภาาารูน(Rune) เป็นภาษาที่ใช้สำหรับการลงอาคมและใช้เขียนเวทมนตร์ลงในสิ่งต่างๆ พิวริสพอที่จะอ่านออกอยู่บ้าง เขากำลังจะอ่านมันเพื่อเคลื่อนย้ายเขาไปยังที่ที่พวกนั้นหนีไป แต่เขาก็มองไปคาร์เดล ซึ่งกำลังมองดูรอบๆ คุก เขาพูดขึ้นว่า "คาร์เดล เจ้าคอยดูพวกนี้ไว้จนกว่าทหารจะมา"
    คาร์เดลหันกลับไปหาพิวริสแล้วถามว่า "เจ้าจะไปไหนรึ พ่อหนุ่ม?"
    "ข้าจะไปจัดการธุระของข้านิดหน่อยนะ เจ้าอยู่ที่นี้แล้วกัน" พิวริสตอบ
    "อย่าพูดอย่างนั้นสิ ข้าจะไปกับเจ้า ข้ารู้สึกว่าอยู่กับเจ้าแล้วมันจะพบกับเรื่องตื่นเต้นมากมาย ที่ข้าไม่เคยนึกฝันว่าจะได้พบเจอมัน" คาร์เดลตอบ
    "มันอันตรายเกิน ข้าขอเสี่ยงดนเดียว อีกอย่างมันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องมาวุ่นวายด้วย เจ้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขอบคุรที่ช่วยเหลือกัน" พิวริสตอบ เมื่อตอบเสร็จเขาก็เริ่มอ่านคาถาแต่คาร์เดลเขามาจับแขนขวาของเขา มองมาที่เข้าแล้วพูดว่า "โทษทีนะพิวริส ข้าชอบความท้าทาย และสัญญาณด้วยเกียรติของไวด์แฮมเมอร์ว่าจะไม่เป็นภาระให้เจ้า ให้ข้าไปด้วยเถอะ สองคนดีกว่าคนเดียวเสมอ ศึกนี้มันอาจจะยากกว่าที่เจ้าจะรับมือคนเดียว"


    พิวริสหันมามองที่คาร์เดล แล้วพูดว่า "เมื่อเจ้าต้องการแบบนั้น ข้าก็เจ้าไม่ได้ มาเถอะ จับแน่นๆ แล้วกัน"
    พิวริสอ่านคาถา เมื่ออ่านได้ซักพัก แสงสีฟ้าอ่อนๆ สว่างขึ้นรอบๆตัวพวกเขา และมีวงเวทอยู่ใต้พื้นที่เข้าเหยียบอยู่ พิวริสอ่านต่อไป แสงยิ่งสว่างมากขึ้น
    ในขณะนั้นทหารสตอร์มวินด์จำนวนสิบห้านาย ก็ลงมาพบพวกเขา และพิวริสอ่านคาถาจบ แสงก็สว่างมากที่สุดแล้ว พวกเขาก็หายไปจากคุกสตอร์มวินด์

    จบตอนที่ 7 อย่างมึนๆ
    Last edited by Exsodiaman; 21-05-2012 at 09:26 PM.


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  3. #23
    Senior Member -pOd's Avatar
    Join Date
    Jul 2011
    Location
    ThaiCyberGames
    Posts
    704
    สุดยอดเลยครับผม
    CGnw Name : -pOd/[Ob]Pod | Nickname : โป๊ด/เป็ด



  4. #24
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by -pOd View Post
    สุดยอดเลยครับผม
    ค่อยมีกำลังใจหน่อย มีคนชม.............

  5. #25
    Junior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    8
    DotA + WoW สินะ

    เด๋วไปหา Rubick ใน Duskwood ดีกว่า 55

  6. #26
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by mOkOnAmOdOkI View Post
    DotA + WoW สินะ

    เด๋วไปหา Rubick ใน Duskwood ดีกว่า 55
    Rubick อยู่ Karazhan ครับ ขออภัยนะครับที่ยังไม่ได้ลงเพิ่ม ตอนนี้เขีียนยังได้ไม่มากเท่าที่ควร เสร็จเมื่อไรผมจะลงให้ครับ ทั้งภาพและเรื่อง


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  7. #27
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    271
    เจิมครับ มาต่อแล้วเฮฮ

  8. #28
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    จบตอนที่ 7 แล้วครับ ผมลองเอาภาพ world of warcraft มาประกอบ เพื่อจะได้ดูดีขึ้น ยังไงก็วิจารณ์ด้วยครับ หายไปนาน


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  9. #29
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    271
    รู้สึกเงียบแปลกๆ ไม่มาต่อแล้วหรอตรับ *-*

  10. #30
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28
    Quote Originally Posted by 9918 View Post
    รู้สึกเงียบแปลกๆ ไม่มาต่อแล้วหรอตรับ *-*
    ขอโทษครับ พอดีผมเรียนหนักครับ เวลาพักน้อยมาก ตอนนี้มีแต่งานครับ ผมว่างเมื่อไรเดี๋ยวมาต่อให้ครับ


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •