+ Reply to Thread
Page 4 of 4 FirstFirst ... 234
Results 31 to 33 of 33
  1. #31
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    28

    บทที่ 8 กับดักของปีศาจเงา

    บทที่ 8 กับดักของปีศาจเงา



    พวกเขาอยู่ภายในที่ที่หนึ่ง เต็มไปด้วยแสงสว่าง ที่รายล้อมไปด้วย อักษรรูนหลายชนิด ตอนนี้พวกเขารู้สึกเย็นเยือกและร่างกายขยับไม่ได้ราวกับถูกแช่แข็ง ตอนนี้ร่างกายของพวกเขา เริ่มมีแสงขึ้นแล้วค่อยๆ หายไปเลือนหายไป เขาทั้งสองรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังมืดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุด...

    ณ ดินแดนแห่งหนึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ต้นไม้ใบหญ้ารอบใบแห้งเหลือง แผ่นแห้งกราน บางที่แตกระแหง ราวกับที่นี้้ไม่เคยมีฝนตกมาเนินนานแสนนาน เ็ป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แดดแผดเผาทุกสิ่งให้ร้อนระอุ ตรงบริเวณแห่งหนึ่งในดินแดนแห้งแล้งนี้ ที่ที่ซึ่งเป็นเหมืองร้างทางตอนบนของดินแดนนี้ แสงสว่างจากเวทมนตร์เคลื่อนย้ายข้ามมิติได้ปรากฎขึ้น ทั้งพิวริสและคาร์เดลปรากฎตัวขึ้นหน้าเหมืองร้างแห่งนั้น พวกเขายังรูปสึกเย็นและตัวแข็งอยู่ ด้วยแสงแดดอันร้อนแรงของดินแดนนี้ พวกเขาเริ่มขยับร่างกายได้ไปมา จนในที่สุดก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นและขยับร่างกายได้สะดวกเหมือนเดิม



    พิวริมองรอบๆ บริเวณ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆที่ยังรู้สึกหนาวๆ เล็กน้อย ขึ้นว่า "ที่นี้มัน เวสฟอล!"
    คาเดลก็มองไปรอบเช่นกัน เขาทำท่ากำลังนึกบ้างอย่าง แล้วพูดว่า "เจ้าพวกนั้นคิดจะมารวมกับทัพหลักของคิงพินอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆด้วย"

    พิวริสและคาเดลคล้ายจากอาการหนาวแล้ว พวกเขาลองเดินสำรวจรอบๆ บริเวณพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ พวกเขาพบว่ามันคือเหมืองร้างแห่งหนึ่งของเวสฟอล เหมือนนี้มีชื่อว่าเหมืองแจนโกลอด(๋Jangolode Mine) ซึ่งเดิมเป็นแหล่งแร่ทองแดงและเหล็กที่สำคัญของอาณาจักรสตอร์มวินด์แหล่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่ถูกยึดครองโดยพวกเดเฟียส แต่ในปัจจุบันเหมือนนี้ถูกยึดครองโดยพวกโคโบล์ด(Kobold) ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ครึ่งมนุษย์ครึ่งหนู เผ่าพันธุ์นี้ มักจะอาศัยอยู่ตามเทือกเขา หุบเขา และป่าที่ลึก เผ่าพันธุ์นี้มีพฤติกรรมคล้ายๆ มนุษย์ คือชอบอาศัยอยู่เป็นกลุ่มมีภาษา รู้จักเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีการสร้างระบบสังคมความเป็นอยู่ของพวกมัน พวกมันรู้จักสวมเสื้อผ้า ใส่ชุดทำงานเหมือนมนุษย์ พวกมันส่วนใหญ่ถูกรุกรานด้วยเผ่าพันธุ์อื่นมาก จึงอพยพลงไปอยู่ในถ้ำหรือใต้ดิน พวกมันมักชอบบุกเข้าไปในเหมืองต่่างๆ เพื่อยึดครอง ว่ากันว่าพวกมันจะชอบหาเทียนไขมาจุด เพื่อสร้างกำลังใจในการทำงานในการทำงานแต่ละครั้ง

    พวกเขาทั้งสอง เริ่มเดินออกจากบริเวณเหมือง พิวริสและคาเดลเดินลงทางใต้ พวกเขาเดินมาเรื่อยจนถึงทุ่งข้าวสาลีแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทุ่งร้างผู้คน มีป้ายไม้เก่าๆ เขียนข้อความไว้ว่า "ฟาร์มมอลเซน"(Molsen Farm) ภายในฟาร์มประกอบด้วยทุ่งข้าว ยุ้งฉางและกระท่อมร้าง ฟาร์มร้างแห่งนี้ นอกจากฟางข้าวแห้งและเศษซากของใช้ที่กระจายไปทั่วแล้ว ดูท่าจะไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต พวกเขาทั้งสองกำลังเดินไปยังกระท่อมร้าง เพื่อหลบแดดที่ร้อนแรงของดินแดนแห่งนี้ พิวริสสังเกตเห็นรอบๆของทุ่ง ดูเหมือนจะมีร่องรอยการเก็บเกี่ยวข้าวไปไม่นาน แต่แปลกที่ฟาร์มแห่งนี้ดูรกร้างเกินไป

    พวกเขาทั้งสองมาถึงกระท่อมร้างนี้แล้ว ภายในกระท่อมมีซากโต๊ะ เก้าอ้ และตู้ที่ถูกทุบทำลาย และยังมีโครงกระดูกของมนุษย์อยู่สองกอง ดูเหมือนจะตายมานานไม่ต่ำกว่าห้าปีได้ พิวริสไปนั่งลงกับพื้นด้านขวา ส่วนคาเดลขึ้นไปนั่งบนซากโต๊ะด้านซ้าย

    "พิวริส ที่นี้มันร้อนไปหน่อย แห้งแล้งชะมัด ข้าอย่าได้น้ำซักแก้วจริงๆ" คาร์เดลพูด
    พิวริสมองไปดูใบหน้าของคาร์เดลที่ทำท่าทางเซ็งเพราะอากาศร้อนแล้วพูด "ก็ที่นี้ มันร้อนและแห้งแล้งที่สุดในอาณาจักรสตอร์มวินด์ จากที่เจ้าเห็นรอบๆ ที่นี้ ดินแดนแห่งนี้มีฝนตกไม่มากนัก ดินไม่อุดมสมบรณ์ พืชพันธูืต่างๆ ก็ปลูกได้ไม่มากสำหรับที่นี้ ตอนข้ามาฝึกที่เซนทิเนลฮิล ในการฝึกภาคสนามเมื่อสี่ปีก่อน ดินแดนนี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่แตกต่างจากที่ข้าเคยมาเลย"
    "ขนาดนั้นเลยเหรอ! มันชั่งเป็นดินแดนที่อยู่คงจริงๆ ตั้งแต่ข้าเดินทาง ข้าพึงมาดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ในอาณาจักรสตอร์มวินด์ ข้าเผนผานอยู่แค่ป่าเอลเวนและภูเขาเรดเร้จเท่านั้น บางทีก็แวะไปที่หนองน้ำแห่งความโศกเศร้า(Swamp of Sorrows) บ้าง ในบางที ที่นั้น สัตว์มันทนลูกปืนของข้ามาก เกือบเอาตัวไม่รอดที่นั้นมาหลายครั้งเลย พอนึกถึงเรื่องตอนนั้นแล้วข้าทุเรศตัวเองจริง นั่งดื่มเหล้าอย่างสบายอยู่ข้างหนองน้ำ เมาหลับแอ๊ รู้ตัวอีกทีไปอยู่ในปากเจ้าคร๊อคโคลิสค์(Crocolisk) ได้ไงก็ไม่รู้ กว่าจะออกมาได้ ฮ่าๆๆๆๆ" คาร์เดลพูดและทำท่าทาง สุดท้ายก็หัวเราะออกมา

    "งั้นเหรอ? ดูเหมือนเจ้าจะผจญภัยมาเยอะนะ เจ้าเริ่มเดินทางออกจากลอชโมดานตั้งแต่เมื่อไรกันคาร์เดล?" พิวริสถาม
    คาร์เดลนั่งนึกอยู่ซักพัก และก็พูดขึ้นว่า "ก็ตั้งแต่ข้าเสียมินอริตไป ชีวิตในลอชโมดานของข้า ก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ข้าโศกเศร้าเสียใจมาก อาชีพข้าก็แค่ล่าสัตว์ไปวันๆในหมู่บ้าน เมื่อข้าไม่มีนาง ชีวิตก็ไม่รู้สึกถึงความสุขเลย วันๆ ข้าได้แต่นั่งเมาอยู่ร้านเหล้าทุกๆวัน งานการก็เริ่มขี้เกียจไม่ยากทำ จนสุดท้าย.... ชีวิตข้า ก็ไม่อะไรดีเลยในหมู่บ้าน
    ข้าเป็นได้แค่ไอ้ขี้เมาคนหนึ่ง เพื่อนๆ ข้า พยายามจะช่วยเหลือข้า แต่ก็เปล่าประโยชน์ ข้ามันเกินเยียวยาแล้วในตอนนั้น"
    "แล้วเจ้ากลับมาในสภาพเดิมได้ยังไงละ?" พิวริสถาม
    "ในตอนนั้นเองข้า เดินเมาไปริมทะเลสาป จู่ๆ ข้าก็คิดถึงเมียข้าขึ้นมา ราวกลับว่าปีศาจร้ายดลใจข้า ข้าก็เลยจะฆ่าตัวตาย" คาเดลตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ซักพักเขาก็พูดต่อว่า "ข้าโดดลงแม่น้ำไป รู้ตัวอีกทีก็สายเสียแล้ว แต่ดีนะ ที่มีคนช่วยข้าไว้"
    "งั้นเหรอ แล้วท่านก็เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาเป็นเหมือนทุกวันนี้ซินะ?" พิวริสถามอย่างสนใจ
    "มันก็ใช่ ต้องขอบคุณคยที่ช่วยข้าไว้ เขาแนะนำข้าหลายเรื่อง จนข้าเข้าใจชีวิตว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่มกมุ่นกับขวดเหล้าไปวันๆ ข้าก็เลยขายทุกอย่างที่ข้ามีในหมู่บ้าน เพิ่อเดินทางผจญภัยตามที่ข้าเคยใฝ่ฝัน" คาร์เดลพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
    "ข้าแปลกใจมากที่เจ้ามากับข้า ทั้งๆที่เรารู้จักกันไม่นาน ? ข้ารู้สึกว่าข้าผิดที่ลากเจ้าเข้ามาในเรื่องที่อันตรายแบบนี้" พิวริสพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
    "ไม่หรอก พ่อหนุ่ม ข้า คาเดล แชปพาย เห็นเจ้าครั้งแรกก็ถูกชะตาแล้ว ราวกับว่าพระเจ้าดลใจในข้าและเจ้าได้รวมการผจญภัยที่ข้าโหยหา อย่าคิดมากเลย ถ้าจะมีใครผิด ข้าคนนี้ต่างหากที่ผิด เพราะเลือกจะมากับเจ้าเอง พ่อหนุ่ม" คาเดลพูดปลอดใจ
    ทั้งสองจบการสนทนาลง ด้วยความอ่อนล้าที่สู้รบกับพวกนักโทษแหกคุกที่สตอร์มวินด์ เขาทั้งสอก็เผลอหลับไป....


    เป็นเวลาหัวค่ำ พิวริสตื่นขึ้น เขามองออกไปนอกกระท่อมร้าง ทิวทัศน์ของทุ่งที่เคยร้อนแรงด้วยแสงแดดเผา บัดนี้มืดสลัวลงและเยือกเย็นขึ้นกว่าในช่วงกลางวัน แต่ก็ยังดูซึ่งไร้วี้แววของสิ่งมีชีวิต เขาหันกลับไปมองคาร์เดล ซึ่งกำลังกรนเสียงดังอยู่ เขาไม่ปลุกสหายคนแคระของเขา เขาจึงเดินออกมาจากกระท่อม ถือค้อนและคัมภีร์เตรียมพร้อมรับมือกับภัยทุกเมื่อ


    พิวริสมองออกไปรอบๆ ทุ่ง ไม่พบสิ่งใด นอกจากความมืดของเวลากลางคืน โโยมีแสงจันทร์ส่องสว่างบนฟากฟ้าให้เห็นทางอยู่บ้าง พิวริสตัดสินใจเดินสำรวจพื้นที่ เขามุ่งไปทางตะวันออกของมอลเซนฟาร์ม
    พิวริสเดินสำรวจมาเรื่อย เขาพบเพียงทุ่งร้าง ที่เต็มไปด้วยพืชที่แห้งแล้ง แต่พระเจ้ายังไม่ทอดทิ้งดินแดนนี้ เขาพบฝูงหมูป่าที่ขนสีส้มเหลืองและริ้วลายสีน้ำตาล หากินอยู่แถวนั้นฝูงหนึ่ง แต่เขาก็ไม่สนใจอะไรมากกับพวกมัน จนกระทั่งเขาเดินถึงเขตฟาร์มอีกแห่งหนึ่ง ดูเหมือนยังมีคนอาศัยอยู่ มีป้ายไม้ปักไว้ตามทางมีข้อความเขียนว่า "ฟาร์มแซลเดียน"(Saldean's Farm)
    ฟาร์มแซลเดียน เป็นฟาร์มใหญ่กว่าฟาร์มมอลเซนมาก ตรงกลางของฟาร์มเป็นไร่ฝืนใหญ่ รอบๆ ฟาร์ม มีกองฟางขนาดใหญ่กองอยู่เต็มไปหมด ในด้านทิศตะวันตกของฟาร์ม มีคอกเลี้ยงสัตว์ เสากังหันขนาดใหญ่อยู่สองต้น และโกดังเก็บของขนาดเล็กอยู่ ด้านทิศตะวันออกมีบ้านพักหลังใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นบ้านของเจ้าของฟาร์ม
    พิวริสเห็นแสงไฟจากบ้านหลังใหญ่ในฟาร์มมาแต่ไกล เขามองไปแล้วพูดว่า "พระเจ้าโปรด ยังมีคนอาศัยอยู่" พอพูดจบ พิวริสก็เดินเข้าไปในเขตฟาร์ม เขาเดินไปจนถึงคอกเลี้ยงสัตว์ เขาเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่กลางไร่ มีจำนวนมาก เขาเห็นสิ่งลักษณ์คล้ายคนตัวใหญ่ ซึ่งดูเหมือนจะสูงกว่าเขาอยู่มาก พอเข้าไปดูใกล้ เริ่มเห็นเจ้าสิ่งนั้นมันสวมเสื้อผ้าขาดๆ สีน้ำเงินเก่าๆเหมือนผ้าขี้ริ้ว มันสวมหมวกปีกใบใหญ่สีน้ำตาลอมเขียว สวมหน้ากากสีเขียวอ่อนซีดปิดบังใบหน้ายาวถึงหน้าอก มือขนาดใหญ่สองข้าง มีนิ้วมือลักษณะเป็นใบมีดเหมือนกรงเล็กขนาดใหญ่ แขนแต่ละข้างถูกพันด้วยผ้าหนามาก มีบางอย่างคล้ายแผ่นไม้ขนาดกลางๆ ยื่นออกมาจากด้านหลังของสิ่งนั้น สี่แท่งถูกตรึงด้วยหมุดทองเหลืองขนาดใหญ่และมีเชือกผูกเชื่อมไม้ทั้งสี่ให้เรียงกันออกแบบแฉก นอกจากนั้นที่หัวไหลของสิ่งนั้นก็มีแผ่นไม้เล็กๆ อยู่ข้างละสามอันเรียงกันเป็นครึ่งวงกลมหุ้มหัวไล่ของมันไว้ โดยมีเชือกที่ต่อกับแผ่นไม้แผ่นที่อยู่ด้านหลังของสิ่งนั้น พิวริสเดินเข้าไปใกล้ตัวที่อยู่ใกล้เขาที่สุด พวกมันยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่มีปฏิกิริยาเลยว่ามันมีชีวิตอยู่เลย
    พิวริสยื่นมองอย่างพินิจ แล้วพูดขึ้นกับตนเองว่า "นี้มันตัวอะไรกัน?" จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ ทุ่ง ซึ่งมีเจ้าตัวแบบนี้เต็มไปหมด ไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัว
    เขาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาพบว่าผืนไร่นี้พึงถูกเก็บเกี่ยวไป สังเกตจากเศษฟางที่กองอยู่ตามพื้นยังดูใหม่อยู่
    "ที่นี้ก็เหมือนกันงั้นเหรอ? พื้นที่ดูรกร้าง แต่ยังมีร่องรอยการเก็บเกี่ยว แล้วยังเจ้าตัวประหลาดนี้อีก มันหมายความว่ายังไงกันแน่?" พิวริสพูดขึ้น ด้วยท่าทางสงสัยและงุนงงในสิ่งที่เขาเห็น


    ในขณะที่เขากำลังเดินสำรวจเจ้าพวกตัวประหลาดพวกนี้อยู่ จู่ ก้มีเสียงปืนดังขึ้น ปัง!!!!!
    "คาร์เดล!" พิวริสตกใจหันกลับหลังตะโกนขึ้น จากนั้นเขาก็วิ่งอย่างเร็วที่สุดกลับไปยังฟาร์มมอลเซน ในขณะที่เขาวิ่งกลับมาที่ฟาร์มมอลเซน เขาเห็นฝูงหมูป่าแตกตื่น วิ่งหนีตาย พิวริสวิ่งกลับอย่างรวดเร็วจนมาถึงฟาร์มมอลเซน เขาได้ยินเสียงคนกำลังต่อสู้กันจากในกระท่อม พิวริสรีบวิ่งเขาไป เขาหวังว่าคาร์เดลจะไม่เป็นอะไร
    เสียงดั่งขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เงียบไป พิวริสวิ่งมาถึงบ้านพอดี
    "คาร์เดล!" พวริสตะโกนกับสิ่งที่เขาเห็นคือคาร์เดลนอนหงายอยู่กับปืนคู่ใจ บิดไปบิดมา และทำหน้าตาอู้อี้
    "พ่อหนุ่ม มาช่วยข้าหน่อย ไอ้ปืนรุ่นนี้ นอนยิงแล้วแรงอัดเยอะฉะมัด โอ๊ย! หลังข้า" คาร์เดลขอความช่วยเหลือและร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวด พิวริสเข้าประคองคาร์เดลให้ลุกขึ้นได้
    "เกิดอะไรขึ้นคาร์เดล?" พิวริสถามอย่างเป็นห่วง
    คาร์เคลกำลังสับสนอยู่ เขาพยายามนึกและตอบกลับมาว่า "ก็ข้าตื่นมาไม่เจอเจ้า ข้าก็เลยจะออกไปดูข้างนอก แล้วข้าก็คนกำลังเดินมา?"
    "คนงั้นเหรอ ไหนละพวกเขาอยู่ไหน?" พิวริสถามอย่างตื่นตระหนก
    คาร์เดลยิ้มแล้วกพูดว่า "มากันสองคนนะพ่อหนุ่ม เจ้าก้มไปมองรอบๆ ดูซิ ตอนนี้พวกนั้นมันไปสบายแล้ว ฮะฮะฮ่าๆ"
    พิวริสทำหน้าตางง แล้วจึงทำตามที่เพื่อนคนแคระของเขาบอก เขาเห็นชายสองคน แต่ตัวแบบโจร พวกมันคือพวกเดเฟียส พวกนั้นโดนกระสุนของคาร์เดลเข้าอย่างจังกลางหน้าผากตายคาที่ อาวุธของพวกมันนั้นคือดาบสั้น กับมีดคู่หนึ่ง กระจายตกอยู่ที่พื้น
    "แล้วยังไงต่อ?" พิวริสหันกลับไปถามคาร์เดลอีกครั้ง
    "ก็เจ้าสองคนนี้กำลังเดินมาที่นี้ พอมันเห็นข้าเท่านั้นละ มันยืนดูซักพัก คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ข้าโบกก็มือทักทายอย่างดี แต่เจ้าพวกนี้ชักอาวุธวิ่งมาใส่ข้า ข้าก็ไม่รอช้า ลั่นไกทันที แต่มันเขามาใกล้เกินไป เจ้าคนที่ถูกข้ายิงคนแรกก็เลยล้มมาทับข้า ข้าเสียหลักกระเด็นเข้าไปในกระท่อม ส่วนอีกคนหนึ่งมันยืนอึ้งอยู่ซักพัก ก็ถือมีดวิ่งมาใส่ข้า ข้าก็ลั่นไกอีกนัด เอาซะข้าปวดระบมไปหมด แล้วเจ้าก็โผล่มานี้ละ เจ้าหายไปไหนมา?" คาร์เดลบอกและถามกลับ
    พิวริสจึงเล่าทุกอย่างที่เขาพบเห็นระหว่างเดินสำรวจและที่ฟาร์มแซลเดียน
    "มีอาหารกินแล้ว เจ้าหมูป่าพันธุ์เขี้ยวเลือด(Goretusk) เนื้อของมันไม่มากเท่าหมูป่าพันธุ์อื่นนัก แถมเหนียวมากด้วย แต่ก็รสชาติเยี่ยม" คาร์เดลพูดอย่างดีใจ
    "เจ้าว่าเราควรไปที่ฟาร์มแซลเดียนตอนนี้เลยไหม?" พิวริสถาม
    คาร์เดลทำท่าใช้ความคิดแล้วก็พูดขึ้นว่า "ข้าว่าอย่พึงดีกว่าพ่อหนุ่ม ไปตอนนี้อาจเจอพวกเดเฟียสก็ได้ ข้าว่าเสียงปืนข้าเรียกพวกมันมาแน่ คราวนี้คงไม่ใช่แค่สองแน่"
    มันก็จริงอย่างที่สหายคนแคระเขาบอก หากไปตอนนี้ พวกเดเฟียสอาจซุ้มโจมตีก็เป็นได้ เพราะเสียงปืนของคาร์เดลเรียกพวกมันมา ฉะนั้น พิวริสจงไม่ไปไหนจนกว่าจะเช้า พวกเขาช่วยกันขนศพสองโจรเดเฟียสไปทิ้งไว้ห่างจากฟาร์มเล็กน้อย คาร์เดลขอตัวไปล่าหมูป่าใกล้ เพื่อมาทำอาหาร ซักพักไม่ไกลจากฟาร์มมอลเซน เสียงปืนคาร์เดลยิงหมูป่าก็ดังขึ้นสองสามนัด ไม่ช้าในยามราตรีประมาณเที่ยงคืน สังเกตจากพระจันทร์ขึ้นกลางท้องฟ้า คาร์เดลเดินมาพร้อมหิ้วหมูป่ามาสองตัว ตัวใหญ่ๆ พอสมควร
    ทางพิวริสก็ก่อกองไฟรอไว้อยู่แล้ว คาเดลกลับมถึงก็ยิ้มหน้าระรื่น แล้วพูดขึ้นว่า "ไม่ได้ยิ่งอะไรมาหลายวัน สนุกจริงๆ เอาละเดี๋ยวจะทำหมูย่างแสนอร่อยให้กินกัน" จากนั้นคาร์เดลกับพิวริสก็ช่วยกันใช้มีดถลกหนังหมูป่า และคาร์เดลก็เอเครื่องปรุงของเขาออกมาจากกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่ผกประจำ ทั้งคู่กินอาหารเสร็จ ก็เตรียมตัวไปนอน คราวนี้คาร์เดลไม่ประมาท เอาหยิบกับดักออกมาวางรอบๆ กระท่อม เพื่อป้องกันการลอบโจมตี จากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็เข้าไปพักผ่อนในกระท่อมร้างแห่งนี้


    เวลาผ่านไปจนเช้า พระอาทิตย์สาดแสงในทิศตะวันออก พวกเขาทั้งสองก็ตื่นขึ้น ทำการกลบร่องรอยต่างๆ ที่ทำไว้และเริ่มเดินทางไปยังฟาร์มแซลเดียนทันที


    ระหว่างเดินทาง ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยอะไรเลย พวกเขาเดินทางมาถึงเขตของฟาร์มแซลเดียน พิวริสต้องพบกับเรื่องน่าประหลาดอีกครั้ง


    "บ้าน่า พวกมันหายไปไหนหมด?" พิวริสอพูดขึ้นด้วยการตกใจเล็กน้อย
    แล้วพวกเขาก็เข้าไปในไร่ของฟาร์ม นอกจากเศษฟางข้าวแล้ว พวกเขาพบร่องรอยของพื้นดินที่ยุบตัวเล็กน้อยเป็นย่อมๆ น่าซึ่งเกิดจากการกดทับของบางอย่าง อยู่รอบๆ ไร่ของฟาร์มและมีรอยเท้าของบางอย่างเดินออกไปจากไร่


    "เจ้าว่า ไอ้ตัวประหลาดนี้ มันมีชีวิตไหม?" คาเดลหันไปถามพิวริส
    "ข้าว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต พวกมันเหมือนพวกหุ่นไล่กามากกว่า" พิวริสตอบ
    คาร์เดลฟังจากที่พิวริสพูดแล้วก็ทำท่าคิด จนในที่สุด เขามองไปที่บ้านหลังใหญ่ด้านหน้า แล้วพูดขึ้นว่า "ข้าว่าเราไปสำรวจบ้านหลังนั้นดีกว่านะ"
    พิวริสพยักหน้ารับ จากนั้นทั้งคู่ก็มุ่งไปยังบ้านหลังใหญ่ในฟาร์มแซลเดียน พวกเขาเขาไปถึงหน้าบ้าน ประตูถูกเปิดเอาไว้ พวกเขาทั้งสองเดินเขาไป
    เอาแค่นี้ก่อน เกรินไว้ ให้รู้ว่ายังไม่หายไปไหน
    Last edited by Exsodiaman; 25-10-2012 at 05:36 PM.


    ตำนานแห่งวีรบุรุษ พาลาดินชาวมนุษย์นามว่า พิวริส ธันเดอร์วาร์ส (Purist Thunderwrath) ชายคนเดียวของสายเลือดมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออำนาจที่พระเจ้ามอบไว้ให้ เขาต้องแบกรับเอาภาระอันยิ่งใหญ่ ในฐานะวีรบุรุษแห่งอาซีรอท ติดตามเรื่องราวของเขาและพ้องเพื่อนเพื่อนปกป้องอาซีรอทจากการคุกคามของกองทัพผีดิบสเคิร์จ ได้ที่นี้



  2. #32
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2011
    Posts
    271
    นึกว่าจะหายไปแล้วไปลับนะนี่ กลับมารอเสพต่อ

  3. #33
    ผมอ่านเริ่มมึนครับ มันดูเหมือนแปลไทยเป็นไทยไงไม่รุ

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •