+ Reply to Thread
Page 1 of 2 12 LastLast
Results 1 to 10 of 20
  1. #1
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73

    [นิยาย] ชีวิตละคร

    ชีวิตละคร
    (อาจเปลี่ยนชื่อในภายหลัง)

    "มันจะไม่ใช่การผจญภัย หากไม่มีภัยให้ผจญ"

    ---


    นิยาย เรื่องนี้จะประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การผจญภัย ความสยองขวัญ การย้อนเวลา ความโรแมนติก โศกนาฏกรรม ขบขัน และอีกหลากอารมณ์ที่จะตามมาจากการแถของผู้เขียน

    ---

    "หนูไม่อยากกลับไปจากที่นี่"
    "แกรู้ตัวไหมว่าแกทำอะไรลงไป?"

    ---
    Last edited by iGao; 14-06-2012 at 09:22 PM.


  2. #2
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่หนึ่ง - เด็กเสื้อส้มพอแมนนิดหน่อย

    ณ แดนเนรมิต



    ดินแดนที่ทุกอย่างเป็นจริง
    เพราะว่าทุกอย่างมันอยู่ในโลกความจริง

    เด็ก ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นวิ่งไล่จับกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน เท้าน้อยๆกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหัวใจดวงน้อยๆกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน กับเพื่อนๆ ที่สนุกสนาน และความสนุกสนาน

    สนุกสนานพอรึยัง โอเค ข้ามไปอย่างสนุกสนาน

    ดวงตาเธอแจ่มใสดั่งเด็ก
    เพราะเธอเป็นเด็ก

    แล้ว เธอก็วิ่งไปแปะเพื่อนคนหนึ่งอย่างสนุกสนาน เพราะแม้ว่ามันจะเป็นการละเล่นที่เรียกว่าวิ่งไล่จับ แต่เด็กๆยังไม่เจริญเติบโตพอที่จะมีอะไรให้จับ แต่ก็ยังไม่เจริญเติบโตพอที่จะเขินอายกับการแตะเนื้อต้องตัวกัน

    เพื่อน คนนั้นสามารถไล่จับเพื่อนอีกคนได้ทัน เพื่อนคนแรกที่โดนแปะไปไม่ใช่ตัวละครสำคัญ ผู้เขียนจึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้อ่านทำความรู้จักกับมัน
    เอาเป็นว่าคิดถึงเด็กแถวบ้านแล้วกัน
    ใสซื่อๆ ฟันหลอๆก็ได้ ไม่หล่อมาก เป็นเด็กผู้ชาย
    ผิวดำๆ หน่อย
    ใส่เสื้อสีอะไรดีวะ โอเค เสื้อสีส้มแล้วกัน ขืนเป็นสีโทนอื่นเดี๋ยวมีคนไปตีความว่าผู้เขียนชอบเสื้อสีนั้นสีนี้
    โอเค ไอ้เด็กเสื้อส้มวิ่งไปแปะตัวละครอีกตัว ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง

    "แปะ แกเป็นแล้ว"

    เด็ก คนที่ถูกแปะล่าสุดคือหน่อย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเพราะนั่นเป็นอากัปกิริยาที่ตัวละครเด็กๆพึงกระทำ หน่อยเป็นเด็กตาตี่ ตี่ชนิดที่ว่าถ้านิยายเรื่องนี้ถูกเอาไปทำเป็นการ์ตูน ผู้วาดมันคงจะวาดด้วยเส้นตรงสองเส้นแล้ว

    ผมของหน่อยไม่ได้รับการผูกมัดจากสิ่งใด ผมเธอจึงปลิวไสวไปตามสายลมระหว่างที่เธอกำลังเล่นวิ่งไล่จับ

    เธอ เป็นเพื่อนของนิด ผู้ซึ่งแปะไอ้เด็กเสื้อส้มไปก่อนหน้านี้ ผมของนิดถูกมัดเป็นเปียเรียบร้อย เนื่องจากเป็นวิธีการอีกหนึ่งวิธีการที่ผู้เขียนสามารถใช้แสดงถึงอุปนิสัย ของเธออย่างง่ายดาย เธอเรียบร้อยเหมือนผม
    ผมของเธอ
    ไม่ใช่ผมผู้เขียน
    และไม่ใช่ผู้เขียนเช่นเดียวกัน ข้ามไป ข้ามไป

    นิดกำลังวิ่งหนีจากหน่อยอย่างสนุกสนาน กระโปรงเธอปลิวไสวไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวหลบหนี

    เด็กอะไรใส่กระโปรงวิ่งไล่จับวะ

    "แปะ!" หน่อยเอื้อมมือไปสัมผัสนิดอย่างว่องไว ไร้ความรุนแรง ไร้เจตนาที่จะทำให้เกิดความรุนแรง

    แปะ ที่ขายกาแฟอยู่แถวๆนั้นเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเฝ้าร้านเล็กๆของตัวเองต่อไป หลังจากที่หน้าตานอนเป็นเวลานาน ก็อย่างว่า แปะคนนี้แกแก่แล้ว เพราะถ้าแปะแกยังไม่แก่ก็คงไม่เรียกว่าแปะกัน คงจะเรียกว่าปะ ติด หรือเชื่อม อะไรก็ว่าไป แปะแกขายน้ำเชื่อมด้วยนะ สนใจซื้อรึเปล่า
    เอาค่าโฆษณามาให้ผมด้วยนะแปะ โฆษณาให้แล้ว

    โอเค แปะ เอาเป็นกาแฟถุงเดียวก็ได้ ดูจากสภาพนิยายแล้วคนอ่านน่าจะต่ำกว่าห้าคน

    เด็ก หลายคนกำลังวิ่งกันต่อไป แปะนั่นแปะนี่ในสนามเด็กเล่น เพราะถ้าผู้ใหญ่เล่นก็คงจะเรียกว่าผู้ใหญ่ไม่มีงานทำ ไร้สาระ หรือกระทั่งติงต๊องก็เป็นได้

    ในที่สุดนิดก็กลายเป็นคนเป็นอีกครั้ง เพราะนิดยังไม่ตาย
    "แปะ!"
    นิดวิ่งไปจับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักเรียน แปะสะดุ้งอีกครั้ง

    เด็กคนนี้ชื่อแมน เพราะว่าเป็นเด็กผู้ชาย และเราก็นึกชื่ออะไรไม่ออกแล้ว
    แมน เป็นเด็กผู้ชายวัยอนุบาลที่มีผมอยู่เต็มหัว เป็นบุญของแมนยิ่งนักที่นิยายเรื่องนี้้เริ่มต้นขึ้นขณะที่แมนอยู่อนุบาล ไม่เช่นนั้นหากแมนอยู่ ม. ต้น แมนอาจต้องเปิดเผยทรงผมเกรียนๆของตนให้สาธารณะชนได้เห็น

    แมนตาโต เพราะว่าหน่อยมันตาตี่ไปแล้ว เราจะมีตัวละครที่มีลักษณะคล้ายกันไม่ได้หากมันไม่ใช่พี่น้องกัน

    แมนวิ่งไปเอื้อมมือแปะเด็กเสื้อส้มอีกครั้ง
    แมน นิด หน่อย ต่างวิ่งหนีเด็กเสื้อส้มอย่างไม่คิดชีวิต เด็กเสื้อส้มจึงวิ่งไปด้วยความเร็วเตี้ย สัมผัสเด็กผู้ชายอีกคนที่เตี้ยพอๆกันได้สำเร็จ

    "แปะ"

    เด็ก ผู้ชายคนนี้ใส่แว่น เพราะว่าการจะบรรยายเรื่องทรงผมเด็กผู้ชายวัยอนุบาลมันเป็นเรื่องที่ลำบาก มาก ลำบากสำหรับผู้เขียน ก็เลยให้มันใส่แว่นแล้วกัน จะได้เห็นว่าตัวละครผู้ชายสองตัวนี้มันต่างกัน ง่ายดีเนอะ

    ไอ้หมอนี่ชื่อพอ มันใส่แว่นเพราะมันสายตาสั้น ไม่ใช่เพราะอ่านหนังสือหรอก แม่งเล่นเกมแต่เด็ก เด็กอะไรวะ โคตรเกรียน
    กรุณาอย่ามองมาทางผู้เขียน

    ทีนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มันก็แปะไปแปะมา จะให้เรามานั่งบรรยายถึงสภาพของการวิ่งไล่จับจนจบบทมันก็เหนื่อย ใช่ไหมล่ะ

    ในขณะที่ แมน นิด หน่อย พอ และเด็กเสื้อส้มต่างเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน แดดก็เกิดส่องลงมา

    มันเป็นวันเสาร์ที่เด็กไม่มีอะไรจะทำกัน และตอนนี้ก็เป็นตอนเที่ยง

    นิดกับหน่อยเลยเข้าไปหลบร่ม

    ทิ้งให้ แมน พอ กับเด็กเสื้อส้มวิ่งไล่จับกันไปสามคน

    "พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์" นิดกล่าวราวกับว่าเรานับวันเจ็ดวันไม่เป็น
    แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเรานับกันเป็นมันจะมีเพลง Friday ออกมาได้อย่างไร

    "เราไปบ้านผีสิงกันดิไหม" นิดกล่าวต่อ เพราะว่านิดกล่าวผึ้งไม่ได้
    สถานที่นิดกำลังกล่าวถึงเป็นบ้านร้างแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากสนามเด็กเล่นไปประมาณ 100 เมตร

    "ก็ ดีนะ ชวน พอ แมน กับเด็กเสื้อส้มนั่นไปด้วย" หน่อยกล่าวด้วยความแจ่มใส ทั้งสองเริ่มรู้สึกคลายเหนื่อยหลังจากนั่งพักไปได้หกเจ็ดบรรทัด

    บทสนทนามีมากกว่านี้ แต่ครั้นจะบรรยายมากกว่านี้ก็จะเป็นการเสียเวลาเกินไปสักหน่อย เราจึงขอตัดไปโฆษณา

    ---

    แปะกาแฟ แปะกาแฟ อร่อยอย่างนี้ต้องเป็นแปะกาแฟเท่านั้น
    ซื้อกาแฟวันนี้แถมฟรีน้ำเชื่อมหนึ่งถุง*

    *ถุงยาง

    ---

    "พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์" นิดกล่าวราวกับว่าเรานับวันเจ็ดวันไม่เป็น
    แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเรานับกันเป็นมันจะมีเพลง Friday ออกมาได้อย่างไร

    "เราไปบ้านผีสิงกันดิไหม" นิดกล่าวต่อ เพราะว่านิดกล่าวผึ้งไม่ได้
    สถานที่นิดกำลังกล่าวถึงเป็นบ้านร้างแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากสนามเด็กเล่นไปประมาณ 100 เมตร

    "ก็ ดีนะ ชวน พอ แมน กับเด็กเสื้อส้มนั่นไปด้วย" หน่อยกล่าวด้วยความแจ่มใส ทั้งสองเริ่มรู้สึกคลายเหนื่อยหลังจากนั่งพักไปได้หกเจ็ดบรรทัด

    ท่านไม่ได้อ่านซ้ำนะ มันเป็นธรรมเนียมตามแบบละครที่จะต้องมีการย้อนหลังจากโฆษณา ท่านไม่ได้อ่านซ้ำจริงๆ

    ถ้าอ่านซ้ำมันต้องแบบนี้

    ซ้ำ

    เห็นไหมล่ะ ท่านไม่ได้อ่านซ้ำ

    กว่า พอ แมน กับเด็กเสื้อส้มจะวิ่งจนเหนื่อย มันก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายๆ

    "ก่อนบ่ายคลายเครียด!"
    เสียงโทรทัศน์ดังลั่นมาจากบ้านของชายชราผู้หนึ่ง ทำให้แปะเกิดความรำคาญเป็นอย่างมากจนต้องตะโกนด่า

    "ไอ้[ตัวเงินตัวทอง]! พ่อ[คุณ]เปิดโรงงานผลิตโทรทัศน์หรือไงวะไอ้[สัตว์]!?"

    "พ่อ[ผม]ผลิตโทรศัพท์โว้ย ไม่ใช่โทรทัศน์ ไอ้ควาย!" อิทธิฤทธิ์ของเสียงอาแปะทำให้มีคนบริเวณใกล้ๆ ตะโกนด่ากลับอย่างไม่เกรงใจวัยวุฒิ

    "พรุ่งนี้ไปบ้านผีสิงไหมๆ อยู่ห่างจากที่นี่ไปนิดเดียว" นิดกับหน่อยคะยั้นคะยอเพื่อนทั้งสามนิดหน่อย
    "ไปสิๆ" เด็กเสื้อส้ม แมน พอ ตอบอย่างไม่เกรงใจ
    "พรุ่งนี้หกโมงเย็นมาเจอกันที่นี่นะ" หน่อยพูดอย่างตื่นเต้น เพราะถ้าพูดอย่างนอนเต้นคงจะน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย
    "ได้ เลย" พอตอบอย่างยินดี เพราะพรุ่งนี้เซิฟเวอร์เกมปิดตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงเที่ยงคืน จะเอาเวลาไปเล่นเกมกระโดดเก็บเห็ดคงเป็นอะไรที่น่าเบื่อไม่น้อย ในเมื่อเขาเล่นจบไปนานแล้ว

    และแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามบ้านของตัวเอง

    เราจึงขอตัดเข้าโฆษณาอีกครั้ง

    ----

    ช้าง ช้าง ช้าง
    น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า
    ช้างมันตัวโตไม่เบา
    จมูกยาวๆ เรียกว่างวง
    มีเีขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา
    มีหูมีตา หางยาว

    เห็นไหม กาแฟแปะทำให้ช้าง*พ่นน้ำได้นะ

    รีบซื้อสิ!

    *ไอ้นั่น

    ----

    และแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามบ้านของตัวเอง

    ดวง อาทิตย์ตีลังกาพลิกตัวร่วงลงไปสู่พื้นดิน ดวงจันทร์หมุนติ้วขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ก่อนจะคว่ำหน้าลงไปสู่พื้นดิน และดวงอาทิตย์ก็ตีลังกาพลิกตัวไปสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง และดวงอาทิตย์ก็ตีลังกาพลิกตัวร่วงไปเกือบถึงพื้นดิน

    หกโมงเย็น

    แมน นิด หน่อย พอ และเด็กเสื้อส้มมาเจอกันพอดี เพราะพวกเขาเป็นเ็ด็ก ยังรู้จักรักษาเวลา
    ถ้้าโตไปอยู่วัยมัธยมนะ นัดหกโมงมันจะมากันทุ่มนึง

    พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักในการเดินเข้าไปยังบ้านผีสิง เป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่

    หน่อยเดินไปเปิดประตู
    "เอี๊ยด"
    ประตูส่งเสียงครางอย่างประตู

    มีเพียงความมืดมิดที่อยู่ภายใน
    นิดกดสวิทช์ไฟ

    แต่ไม่มีไฟดวงไหนเปิด เพราะว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่ และไม่มีใครจ่ายค่าไฟมาเป็นเวลานานแล้ว
    ไม่มีใครเข้าไปอาศัยอยู่ด้วย เพราะขึ้นชื่อกันว่าผีเฮี้ยน

    เด็กๆห้าคนเดินเข้าไปด้วยความกลัว สู่ความมืดมิดภายใน

    "เอี๊ยด"
    ประตูปิดลง
    ไม่มีใครเอื้อมมือไปปิด

    ท้องฟ้าภายนอกมืดสงัด พื้นไม้อัดโดนปลวกอัดจนผุไปหมด ฝุ่นปกคลุมทั่วทุกบริเวณ เว้นแต่เพียงบางจุดที่ฝุ่นนั้นดูสะอาดเป็นปกติ

    เพราะไม่ได้มีเพียงเด็กๆกลุ่มนี้เท่านั้นที่เคยเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
    แต่มีเด็กคนหนึ่งที่เข้ามา
    โดยไม่ได้กลับออกมาอีก

    นิดก้าวเท้าออกไปอย่างช้าๆ บัดนี้สายตาของพวกเขาคุ้นชินกับความมืดสงัด
    ฝุ่นคลุ้งออกมาจากบริเวณที่นิดก้าวเดิน เบื้องหน้าของนิดมีฝุ่นที่ปกคลุมบางสิ่งบางอย่างอยู่

    นิดจึงเอามือปัดฝุ่นให้ออกไปจากบางสิ่งบางอย่างนั้น
    มือของเธอถูกกำแน่น

    เธอหันไป
    มีเพียงความว่างเปล่า
    ที่ำกำลังกุมมือเธอ

    เธอมองลงไปยังกองกระดูกสีขาวหม่นที่ไม่ถูกฝุ่นปกคลุมอีกต่อไป
    กระโหลกศีรษะมีรอยร้าวเล็กน้อย กระดูกแขนขายังอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น

    เธอเงยหน้าขึ้นออกไป
    ใบหน้าจับจ้องเธออยู่ห่างออกไป
    พลางตะโกนออกไป
    ว่าออกไป

    แต่ประตูยังปิดสนิทออกไป
    นิดก้าวเท้าเดินออกไปสุดชีวิต แต่ไปได้เพียงก้าวเดียวก็พบกับความเยือกแข็ง

    ฝุ่นคลุ้งกระจายทั่วห้อง ก่อนจะมีของเหลวหยดลงมาจากเพดาน
    ของเหลวสีแดงข้น

    เลือดปกคลุมออกไป พอ นิด หน่อย แมน กับเด็กเสื้อส้ม
    ทุกคนตะโกนออกไปแต่ไม่มีเสียงออกไปจากลำคอของพวกเขาแม้แต่น้อย

    พื้นไม้ที่ผุพังก็สั่นสะเทือนออกไป
    เลือดพุ่งออกไปจากพื้นไม้ราวกับฝักบัว

    กระทั่งแว่นของพอก็ชุ่มเลือดจนเขาไม่อาจมองเห็นอะไร

    "ปึ้ง"
    ประตูเปิดออกไป

    พวกเขาทั้งห้ากระเด็นออกไปจากบ้านหลังนั้น พวกเขากอดกันด้วยความกลัว

    เป็นเวลาพักหนึ่งกว่าที่พวกเขาจะสามารถกลับไปที่บ้านของแต่ละคนได้

    นับแต่วันนั้นมา นิดไม่กล้าชวนเพื่อนไปไหนมาไหนอีกเลย

    เราจึงขอคั่นโฆษณา

    ---

    "อา... อยากกินกาแฟจังเลยวันนี้"
    "อาแปะ
    กาแฟถ้วยนึง"
    "อ่ะ เดี๋ยวทำให้ รอแปบนึงนะ"
    "ปัง"

    เขม่าปืนลอยออกมาจากปืนพกกระบอกนั้น ผู้ชายคนนั้นล้มลง อาแปะเป่าเขม่าออกจากปืนอย่างมีลีลา
    "[ผม]ไม่ทำกาแฟถ้วยว้อยไอ้หอก!"
    โปรดระวังของลอกเลียนแบบ กาแฟอาแปะของแท้ ต้องเป็นถุงเท่านั้น!

    ---

    นับ ตั้งแต่วันนั้นมา นิดไม่กล้าออกไปไหนมาไหนคนเดียวอีก นิดชอบหาเพื่อนอยู่เสมอๆ เธอมีเพื่อนมากหน้าหลายตามาก พอเธอเรียนจบอนุบาล เธอก็มีเพื่อนอนุบาลเยอะแยะ พอเธอเรียนจบประถม เธอก็มีเพื่อนประถมเยอะแยะ

    แต่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลังจากนั้น หน่อย แมน พอ และเด็กเสื้อส้ม จะพยายามชวนเธอไป'ผจญภัย'อีกครั้งก็ตาม แต่เธอไม่ออกไปไหนอีก เธอมุ่งมั่นแต่กับการคบหาเพื่อนฝูงใหม่ๆ ไม่ซ้ำหน้า เธอรู้สึกพอใจกับความไม่คุ้นเคย

    และแล้วเธอก็เข้าโรงเรียนมัธยม
    ไม่มีการผจญภัยอีกต่อไป

    เธอไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนสี่คนนั้นแม้แต่น้อย ทั้งสี่จึงหายไปจากชีวิตของเธอ

    เธอรู้สึกมั่นคงเวลาได้อยู่กับผู้ชาย เธอจึงคบเพื่อนผู้ชายจำนวนมาก

    สี่ปีผ่านไป

    ---

    นิดเรียนชั้น ม.5 เป็นคนที่สวยมาก และ มีมนุษยสัมพันธ์ดี จึงมีเพื่อนชายมาชอบหลายคน

    นิดมักไม่กล้าปฏิเสธเพื่อนชายที่มาชวนเที่ยวกลางคืน จึงไปเที่ยวกันแทบทุกคืน

    สุดท้ายพลาดท่าท้อง เพื่อนชายเลยแนะนำให้ไปทำแท้ง สุดท้ายตกเลือดเสียชีวิต

    ข้อใดเป็นเหตุให้นิดมีเพื่อนมาชอบหลายคน
    ก. นิดเป็นคนสวย
    ข. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
    ค. ชอบเที่ยวกลางคืน
    ง. ไม่ปฏิเสธเพื่อนชายที่มาเที่ยวกลางคืน

    ข้อใดควรทำเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
    ก. รักนวลสงวนตัว
    ข. ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
    ค. ตั้งใจเรียน
    ง. ไม่ชิงสุกก่อนห่าม

    "พ่อ[คุณ]ตาย ใครจะไปทำข้อสอบแบบนี้ได้วะ?!"
    ปากกากับกระดาษคำตอบถูกเขวี้ยงไปอย่างรวดเร็ว

    ทุกอย่างเกิดขึ้นในสมองของเธอ

    สอบเสร็จเธอจะไปตั้งกระทู้ในเด็กดีและพันทิป


  3. #3
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สอง การผจญภัยสนุกตาย[ต๊อด]

    บัดนี้ฉากเป็นสีซีเปีย บ่งบอกให้เรารู้ว่าเป็นสมัยก่อนนั่นเอง


    ณ ซอยเปลี่ยว ยามเย็น

    ผู้ชายคนหนึ่ง กับเด็กสามคน ต่างปรากฎตัวจากอากาศอันว่างเปล่า เด็กทั้งสามจับมือล้อมรอบผู้ชาย

    ผู้ชายคนนั้นมีกล่องประหลาดสอดอยู่ในมือสองมือ มือเขากำลังชูขึ้นสูง
    เด็กผู้หญิงคนหนึ่งปล่อยผมสลวย อยู่ในวัยอนุบาล
    เด็กผู้ชายคนหนึ่งใส่แว่น
    เด็กผู้ชายอีกคนมีผมอยู่เต็มหัว

    เด็กทั้งสามคนอยู่ในชุดนักเรียน

    เด็กผู้หญิงคนนั้นมีความสุขมากกับที่แห่งนี้ พวกเขาทั้งหมดต่างตื่นตาตื่นใจกับที่ๆ แปลกใหม่
    ผู้ชายคนนั้นให้เด็กผู้หญิงถือกล่องใบนั้น พวกเขาดูยินดีกับฉากสีซีเปียเป็นอย่างมาก

    พวกเขาเดินทางเข้าไปยังบ้านหลังหนึ่ง
    เป็นบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่อาศัย

    พวกเขาต่างตื่นตาตื่นใจกับความโบราณในสมัยก่อน ทั้งสวิทช์ไฟที่มีลักษณะต่างจากที่พวกเขาคุ้นชิน ทั้งพื้นที่เป็นไม้

    ผู้ชายคนนั้นยิ้มอย่างยินดีปรีดา

    หลังจากเวลาผ่านไปสักชั่วโมงสองชั่วโมง

    "ได้เวลากลับกันแล้วนะเด็กๆ" เขาพูดให้เด็กๆ รู้

    "ไม่ หนูไม่อยากกลับ!" เด็กผู้หญิงกล่าวขึ้นด้วยความไร้เดียงสา

    "กลับกันเถอะน่า ไว้ว่างๆ เราจะมาใหม่" เขาพูดย้ำอีกครั้งด้วยความใจเย็น

    แต่เด็กผู้หญิงไม่มีความใจเย็นอีกต่อไป
    เธอเขวี้ยงกล่องลงกับพื้น

    เพล้ง

    กล่องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีประกายไฟปะทุออกมาเล็กน้อยในชิ้นส่วน เผยให้เห็นถึงสายไฟเปลือยที่หมดประสิทธิภาพ

    "หนูไม่อยากกลับไปจากที่นี่" เธอพูดด้วยความเอาแต่ใจ
    "แกรู้ตัวไหมว่าแกทำอะไรลงไป?" ผู้ชายกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด

    "แกรู้ไหมว่าเราจะกลับไปไม่ได้เพราะแก?!" ระคนความสิ้นหวัง

    ผู้ชายต่อยเด็กหญิงด้วยโทสะ
    ซ้ำแล้ว
    ซ้ำเล่า

    จนเลือดของเธอไหลออกมาจากจมูกและปาก
    ฟันบางซี่บิดเข้าจากแรงกระแทก

    แม้ว่าเด็กผู้ชายทั้งสองคนจะพยายามห้ามเท่าใด ก็ไม่สามารถหยุดยั้งโทสะของผู้ชายนายนี้ได้

    และแล้วเด็กผู้หญิงก็ลงไปกองกับพื้น
    อาบเลือด อาบรอยช้ำ

    กำปั้นของเขาอาบเลือด

    เืมื่ออารมณ์เขาซาลง เขาพยายามเขย่าร่างกายของเด็กผู้หญิง หวังว่าเธอจะฟื้นขึ้น

    แต่เธอก็ไม่ฟื้น

    เขานั่งร้องให้ด้วยความสำนึกผิด เด็กผู้ชายทั้งสองยืนนิ่ง

    พวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไร

    ผู้ชายเก็บเศษชิ้นส่วนของกล่องใบนั้นไว้
    หวังว่าสักวันเขาจะซ่อมมันสำเร็จ และกลับไปจากที่แห่งนี้ได้

    แต่คงจะเป็นไปไม่ได้

    ผู้ชายให้เด็กผู้ชายทั้งสองเดินออกจากบ้านไปก่อน เขากำลังจะเดินตามไป

    ปัง

    ประตูปิดลง

    ทิ้งให้ผู้ชายอยู่ภายใน

    เวลาผ่านไปสักพัก พวกเขายืนรอด้วยความตื่นตระหนก เสียงกรีดร้องของผู้ชายดังจากภายใน

    ผู้ชายคนนั้นเดินออกจากบ้าน

    "เราจะกลับบ้านกันนะ" เขากล่าวด้วยเสียงอันสั่นไหว

    ก่อนจะพาเด็กๆ ขึ้นไปบนสะพานลอย

    เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
    และจับเด็กแว่นเหวี่ยงลงไปจากสะพาน

    เด็กผู้ชายรีบวิ่งหนีไปอย่างไม่ิคิดชีวิต

    ผู้ชายตะโกนกรีดร้อง
    ก่อนจะกระโดดลงจากสะพานด้วยตัวเอง

    ร่างสองร่างที่บิดเบี้ยวถูกเจ้าหน้าที่เก็บไป ในขณะที่เด็กผู้ชายคนนั้นหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

    เขาวิ่งไปหาตำรวจใกล้เีคียง
    น้ำตาเขาไหลนอง

    ---

    เวลาหลายปีผ่านพ้นไป ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการฆาตกรรมเด็กหญิงที่เกิดขึ้นในบ้านร้าง

    ทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพัง

    แม้แต่นรกหรือสวรรค์ก็ยังไม่อาจรับเธอได้ในกาลนี้ เป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสให้เธอได้แก้ตัว

    วิญญาณเด็กผู้หญิงนึกขึ้นในใจ

    การผจญภัยครั้งนั้นต้องไม่เกิดขึ้น

    ---

    ณ ปัจจุบัน
    ฉากเป็นสีปกติ

    "วันนี้หนูไปบ้านผีสิงกับเพื่อนๆ มา" สตรีนางหนึ่งกำลังรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
    "แล้วอยู่ๆน้ำแดงๆก็หยดลงมาทั่วตัว" อย่างน้อยๆ ก็ตั้งอกตั้งใจเท่าที่สตรีนางหนึ่งที่กำลังรีดผ้าอยู่จะสามารถสดับรับฟังได้
    "หนูเดินไม่ได้" สตรีนางนี้ยังสาว เพราะว่าสตรีนางนี้ไม่ใช่หนุ่ม
    "อยู่ๆประตูก็เปิดออกมา" เธอกำลังรีดชุดนักเรียนให้หน่อยใส่ไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้
    "หนูกระเด็นมาตั้งไกลแน่ะ" เธอกำลังหยิบไม้แขวนเสื้อสอดเข้าไปในชุดนักเรียน
    "แหม จินตนาการกว้างไกลอีกแล้วนะเรา" เธอแขวนชุดนักเรียนพลางแขวนคำพูดของหน่อยไปไกลจากความจริงจัง
    "แม่ไม่เชื่อหนูเหรอ" หน่อยถามกลับด้วยความไร้เดียงสา
    "เชื่อสิ" เธอตอบด้วยความรู้เดียงสา
    แต่หน่อยก็ยังไม่เชื่อว่าแม่เธอเชื่อ แม้ว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอจะหมดคราบความตื่นกลัว ผันเปลี่ยนไปเป็นอารมณ์ตื่นเต้นก็ตาม

    สักวันหน่อยจะพิสูจน์ให้ได้ว่าผีมีจริง

    แสงสว่างรอบตัวเธอเริ่มมืดลงกระทันหัน
    ก่อนจะมีแสงส่องมาบนตัวเธอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของหน่อย

    และหน่อยจะต้องหาหลักฐานมาให้ได้

    ---

    "ฮือ"
    เสียงร้องให้ดังขึ้นจากบ้านผีสิงหลังนั้น

    โครงกระดูกยังคงอยู่ที่นั่น แม้ว่าฝุ่นควันจะจางหายไปแล้ว

    น้ำตาสีเลือดไหลออกมาที่ริมแก้มของกระโหลก

    เพราะโครงกระดูกยังอยู่ที่นั่น

    ---

    วันรุ่งขึ้น

    หน่อยเดินไปโรงเรียนด้วยตัวเอง
    แม่บอกว่าหน่อยโตแล้ว สามารถดูแลตัวเองได้

    ผมของหน่อยพัดเพียงเล็กน้อยกับทุกก้าวที่ก้าวเดิน
    ชุดนักเรียนสีขาว กับกระโปรงสีน้ำเงิน

    ระหว่างทางที่เธอเดิน เธอพบกับเพื่อนๆ

    แมน พอ นิด หน่อย จึงเดินไปโรงเรียนด้วยกัน และไปเรียนตามปกติ

    ---

    ณ ชั้นเรียน

    ครูคนหนึ่งกำลังสอนคณิตศาสตร์อย่างขะมักเขม้น

    เธอจับชอล์กอย่างจริงจัง ถ้าหากเธอผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจเป็นความผิดพลาดฝังใจไปตลอดชีวิต มือของเธอสั่นเทา
    หน้าของเธอยังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและรอยย่น

    แว่นตาสีดำหนาปกปิด
    ผมเป็นผู้ชาย
    ..เฮ้ย
    ผมเป็นทรงมัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากผู้เขียนไม่มีความสามารถในการอธิบายทรงผมพอ

    มืออันสั่นเทาของเธอค่อยๆขูดขีดอย่างบรรจง อนาคตของมวลมนุษยชาติขึ้นอยู่กับอนาคตของเด็กๆเหล่านี้ที่เธอสอน

    ในที่สุด เครื่องหมายสัญลักษณ์ที่เป็นอนุสรณ์แห่งมวลมนุษยชาติก็สำเร็จ!

    "นักเรียน" ครูคณิตศาสตร์พูดพลางขยับแว่นเล็กน้อย แว่นของเธอสะท้อนแสงไฟสีขาว ส่งผลให้เธอเองรู้สึกแสบตาอยู่เล็กน้อย แต่ไม่แสบยาย
    "พูด ตามพร้อมๆกันนะคะ" เสียงเธอถูกเปล่งออกมาอย่างทรงพลัง กล้องค่อยๆ ซูมเข้าไปที่ใบหน้าของเธอ เหงื่อเธอไหลหยดออกมาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยยาก

    "หนึ่ง" ครูพูดนำอย่างตั้งอกตั้งใจ พลางชี้ไปที่ตัวเลขบนกระดาน
    "หนึ่ง" นักเรียนพูดตามอย่างเหนื่อยหน่าย

    "ไม่ได้ยินเลยค่ะ ไม่พร้อมกันด้วย เอาใหม่นะคะ"
    "หนึ่ง"
    "หนึ่ง!" นักเรียนพูดพร้อมกันอย่างเสนาะเสียง ส่งผลให้เกิดความพออกพอใจในตัวคุณครูเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนได้ใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์ลงไปหนึ่งเครื่องหมายด้วยกัน

    "บวก" ครูชี้ไปที่เครื่องหมายบนกระดานพลางกล่าวนำ
    "บวก!" นักเรียนพูดตามอย่างตั้งอกตั้งใจและพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากข้าพเจ้าขี้เกียจจะพิมพ์คำว่า'บวก'ซ้ำ

    "หนึ่ง" อีกครั้งที่เธอชี้ไปที่ตัวเลข
    "หนึ่ง!" อีกครั้งที่นักเรียนพูดตามอย่างแข็งขัน

    "เท่ากับ" คราวนี้เธอชี้ไปที่สัญลักษณ์
    "เท่ากับ!" และคราวนี้นักเรียนต้องพูดสองพยางค์ด้วยกัน การเป็นนักเรียนมันช่างเหนื่อยยิ่งนัก

    "สอง" แล้วก็จบลงที่ตัวเลข
    "สอง!"

    เธอพูดพลางค่อยๆ ชี้ไปตามเครื่องหมายสัญลักษณ์และตัวเลขบนกระดาน

    1 "หนึ่ง" "หนึ่-!" นักเรียนพูดตามตามสัญชาติญาณก่อนจะถูกขัดด้วย
    + "บวก" เป็นสัญญาณที่ทำให้เด็กๆรู้ว่ายังไม่ต้องพูดตามตอนนี้ มึงจะรีบไปไหน
    1 "หนึ่ง" ห้องเรียนเงียบ เว้นแต่เสียงของครูที่ยังดังอยู่
    = "เท่ากับ"
    2 "สอง"

    1+1 = 2
    "หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง"
    เธอพูดซ้ำิีอีกครั้ง กวาดมือไปตามตัวเลขแต่ละตัวอย่างรวดเร็ว

    "คราวนี้ลองพูดพร้อมๆ กันนะคะ"

    "หนึ่ง บวกหนึ่งเท่ากับสอง!" การพูดพร้อมกันของนักเรียนช่วยให้ข้าพเจ้าประหยัดเครื่องหมายอัศเจรีย์เป็น อย่างมาก ขอขอบพระคุณนักเรียนเหล่านั้นมา ณ ที่นี้

    "ดีมาก" เธอลบเครื่องหมายและตัวเลขบนกระดานไปด้วยความรวดเร็ว กระดานดำที่มีสีเขียวจึงกลายเป็นกระดานดำที่มีสีเขียวอ่อนแทน

    เธอเปิดพลิกหนังสือหนึ่งหน้าไปด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
    บัดนี้หนังสืออยู่ที่หน้าสาม เธอจ้องที่เครื่องหมายกับตัวเลข ก่อนจะปิดลงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่แพ้กัน

    เธอคว่ำหนังสือไว้ที่เดิม ที่ๆ เธอวางไม้เรียวเอาไว้
    ไม้กับหน้าสามจึงอยู่ใกล้กัน
    ไม้หน้าสาม

    สมการต่อไปมันช่างน่าลำบากยิ่งนัก

    อีกครั้งที่มือของเธอเขียนด้วยความสั่นเทา
    เพราะมันสั่นดำหรือสั่นขาวไม่ได้

    "นักเรียนพูดตามนะคะ" เธอเอ่ยระหว่างยืนอยู่หน้ากระดาน
    มีนักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้น
    "ครูคะ"
    "มีอะไรหรือคะนักเรียน" ครูตอบด้วยความกระตือรือร้น
    "อย่าบังค่ะ" เด็กตอบด้วยความไร้เดียงสา

    ขณะที่ครูกำลังจะยืนหลบสมการบนกระดาน ก็มีเสียงของแขกคนหนึ่งดังขึ้น
    "แกว่าใครอย่าบังวะไอ้[ต๊อด]" เสียงฝีเท้าดังจากภายนอกโรงเรียน เข้ามาภายในห้องเรียนที่กำลังเรียนเลขกันอย่างเบื่อหน่าย

    "คุณ คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง" ครูเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ
    "ผมอยากให้นักเรียนคนนี้" แขกคนนั้นชี้ไปที่เด็กที่รีบตวัดมือลง
    "คุณมีอำนาจอะไรมาสั่งในนี้ อย่าลืมนะว่าคุณเป็น..." ครูถอดแว่นด้วยความรวดเร็ว

    ก่อนจะสวมแว่นดำเข้าไปแทนอย่างช้าๆ
    เพื่อความเท่และการเสริมอำนาจของคำพูดวลีต่อไปที่เธอกำลังจะพูด

    "...แขกที่ไม่ได้รับเชิญ"

    YEAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAH!

    ตัดเข้าโฆษณา

    ---

    "แปะ กาแฟถุงนึง"
    "ทำไมหน้าแปะไม่รับแขกแบบนี้อ่ะ วันหลังผมไม่มาซื้อกับแปะแล้ว"
    "[ต๊อด]ก็ หน้าแบบนี้อยู่ทุกวัน [ต๊อด]จะทำไมวะ อยากได้แขกใ่ช่ไหม [ต๊อด]เอาแขกไป!" ด้วยแรงมหาศาล อาแปะจับร่างแขกนายหนึ่งเขวี้ยงใส่ลูกค้าอย่างไม่เกรงใจ

    กาแฟอาแปะ
    เหมาะกับการรับแขก*

    *ไม่รวมการลงแขกในทุกกรณี

    ---

    และแล้วแขกที่ไม่เป็นแขกรับเชิญนายนั้นก็เดินออกไปจากห้องเรียนด้วยความรวดเร็วพอกับที่เขาเข้ามา

    ครูถอนหายใจ เธอไม่เคยคิดว่าการสอนเด็กอนุบาลจะเหนื่อยขนาดนี้

    "พูดพร้อมกันนะคะ"

    "สอง"
    "สอง!"

    "บวก"
    "บวก!"

    "สอง"
    "สอง!"

    "เท่ากับ"
    "เท่ากับ!"

    "สี่"
    "สี่!"

    ภารกิจของครูสอนคณิตศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไป คาบเรียนนั้นจบลงด้วยเลขแปด

    ไม่รู้ทำไมเวลามีฉากห้องเรียนถึงต้องสอนการบวกเลขกัน
    สงสัยว่าละครไทยอยากให้คนคิดบวก

    พอนักเรียนเหล่านี้โตขึ้นไปจึงชอบบวกกันกับนักเรียนต่างสถาบัน


    "งั้นเราพักกันแค่นี้นะคะ ไว้คาบต่อไปครูจะมาสอนวิธีการบวกเลขเพิ่มเติม" แล้วครูก็ออกจากห้องเรียนไปหน้าโรงเรียน

    เธอเดินไปแถวๆ สนามเด็กเล่น

    "แปะ กาแฟถุงนึง ไม่เอาน้ำเชื่อมนะ" เธอกล่าวอย่างเป็นกันเอง
    อาแปะยื่นกาแฟให้เธอดื่มอย่างเอร็ดอร่อย เธอเดินกลับไปยังโรงเรียน

    เธอเข้าไปพ่นน้ำในสุขา แม้ว่าเธอจะไม่มีช้างก็ตาม

    ---

    หลัง จากเรียนคาบนั้นเสร็จ แมน นิด หน่อย พอ เดินออกมาจากห้องเรียนด้วยความเบื่อหน่ายและความยินดี ยินดีที่จะได้แยกย้ายกันกลับบ้าน และเบื่อหน่ายกับเนื้อหาวิชาเรียนอันน่าเบื่อ

    มันเป็นคาบสุด ท้ัายของวัน แต่ถ้าพวกเขาไม่ถูกคำพูดของผู้ปกครองกำชับเรื่องการศึกษาเอาไว้ ผนวกกับมาตรการการป้องกันนักเรียนออกจากโรงเรียนก่อนเวลา พวกเขาเองก็คงจะออกจากโรงเรียนก่อนเข้าไปเรียนคาบแรกด้วยซ้ำ

    นักเรียนทั้งสี่เดินออกมาด้วยความเหนื่อยหน่า่ย จนถึงหัวมุมถนน

    "เฮ้!" เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
    "สนใจไปผจญภัยกับฉันไหม" เขากล่าวเชิญชวนเด็กๆ เหล่านั้นอย่างมีอัธยาศัย
    "ไปไหนล่ะ!" หน่อยตอบด้วยความตื่นเต้น"เดี๋ยวฉันจะบอกอีกที เป็นดินแดนที่ห่างไกลและไม่มีใครเคยไปมาก่อน" เขาตอบอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
    "ฉันไม่ไปนะ ยังจำเมื่อวานไม่ได้รึ" นิดตอบกลับด้วยความเป็นห่วง แต่ความคิดเธอแฝงไปด้วยความกลัวตาย
    "โธ่ ไปสิ ไปสิ" หน่อยตอบนิดด้วยอารมณ์คะยั้นคะยอนิดหน่อย
    "ไม่ละ เข็ด" นิดตอบกลับด้วยความกลัวตาย
    "แล้วแมนกับพอล่ะ ไปไหม" หน่อยเอ่ยชวนทั้งสอง
    ทั้งสองพยักหน้าหงึกๆ พวกเขาหวังว่าการผจญภัยครั้งใหม่จะช่วยให้พวกเขาลืมความสยองขวัญที่พวกเขาพบเจอได้

    "งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ" นิดบอกกับพวกเขา ก่อนจะเดินไปสู่บ้านของตัวเอง ขวัญเธอผวามามากพอแล้ว

    "หนูๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ" เขาถามเด็กสามคนที่เหลือ
    "หนูชื่อหน่อยค่ะ" หน่อยตอบกลับ
    "ผมชื่อพอครับ" พอตอบกลับ
    "แมนฮะ" แมนตอบกลับ

    "โอเค พี่ชื่อต๊อดนะ เดี๋ยวเราไปเข้าซอยนั้น" เขาชี้ไปยังซอยเปลี่ยว "แล้วเราจะผจญภัยไปด้วยกัน"
    หน่อยยอมเดินตามไปโดยดี เพราะไม่ว่าอย่างไรก็มีพอกับแมนคอยปกป้องเธอได้หากเขาคิดมิดีมิร้ายกับเธอ

    ---

    และแล้วพวกเขาก็เดินไปยังซอยเปลี่ยว

    "น้องๆ จับมือกันแบบนี้นะ" ต๊อดจับมือเด็กๆ ให้พวกเขาอยู่รวมกันเป็นวงกลมล้อมรอบตัวเขา มือซ้ายของหน่อยจับมือขวาของพอ มือขวาของหน่อยจับมือซ้ายของแมน

    "เราจะผจญภัยย้อนเวลาไปด้วยกัน น้องๆ พร้อมหรือยัง" ต๊อดพูดขึ้นอย่างร่าเริง

    ต๊อดชูมือขึ้นบนฟ้า มือของเขาทั้งสองข้างสอดอยู่กับกล่องประหลาด
    กล่องที่เป็นเครื่องมือใช้ย้อนเวลาได้

    เขาชูกล่องขึ้นสูง จินตนาการเขาถูกแทรกซ้อนด้วยเลขสี่หลัก
    เป็นเลขสี่หลักที่บ่งบอกให้รู้ถึงปีในปัจจุบัน

    เขานึกให้เลขหลักที่สองลดลงมาห้าครั้ง

    "จับมือกันให้แน่นนะ!" เขาตะโกน

    ก่อนที่ทุกอย่างจะสลายหายไป

    ไปสู่ฉากสีซีเปีย

    ---

    ดวงไฟดวงหนึ่งปรากฎขึ้นในบ้านร้างหลังนั้น
    เป็นดวงไฟที่วิญญาณหลายวิญญาณต่างเกรงกลัว

    แต่ไม่ใช่เธอ
    เธอรอมานานพอแล้ว

    เธอจะได้ไปนรกเสียที

    หลังจากห้าสิบปี

    "รอนานไหม"
    ในที่สุดเธอจะได้ไปพ้นจากบ้านร้างหลังนี้เสียที

    แม้ว่าจะมีอยู่ห้าสิบปี แต่เธอก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

    "ไม่ใช่เพราะเหตุนั้นหรอก พวกข้ามิได้ให้โอกาสเจ้าในการเปลี่ยนแปลงอนาคต"

    มันไม่ใช่โอกาสที่เธอจะได้แก้ตัวหรอกหรือ

    "ที่ ข้าเพิ่งจะมารับเจ้ากลับไปนรกเอาตอนนี้ ก็เพราะว่าข้าต้องรอให้วิญญาณของเจ้าไปจากปัจจุบันเสียก่อน เมื่อหลายปีก่อนนั้นวิญญาณของเจ้ากำลังเสพสุขอยู่ในสวรรค์"

    "เราจำต้องรอให้วิญญาณดวงนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วรอให้วิญญาณหายไปจากกาลนี้"

    นรกเองก็ตกอยู่ในอำนาจของเวลา?

    "เวลา ห้าสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่เจ้าเรียกว่าโอกาส มันกลับทำให้เจ้าต้องทำชั่วมากขึ้นไปอีก เพื่อนเจ้ากับชายคนนั้นก็ตายไปแล้วไม่พอ เจ้ายังได้หลอกหลอนผู้คนจำนวนมากให้เสียขวัญ และทำให้เพื่อนเจ้าคนหนึ่งตายเร็วขึ้นในอนาคต มันกลับทำให้เจ้าต้องไปลงนรกแทน"

    ไม่เป็นไร

    ไม่ว่าอย่างไรเธอก็พยายามแล้ว

    เธอไม่มีอะไรจะเสียดายอีก

    และแล้ววิญญาณดวงนั้นก็ถูกกลืนด้วยเปลวไฟ

    ทิ้งไว้เพียงโครงกระดูกกับกระโหลกสีขาวหม่น

    ---

    เมื่อเธอไปถึงแล้ว

    สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยินดี
    คือการที่เธอได้พบกับชายผู้นั้น

    ในนรก


  4. #4
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สาม อีเพ้อ

    ณ แดนเนรมิต


    ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เธอมักจะนึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง
    มีเจ้าชายหล่อๆ มารับเธอไปอยู่ปราสาทด้วยกัน

    และเธอจะต้องได้ตามที่เธอต้องการ
    ก็เธอเป็นนางเอกของเรื่องนี้
    และเธอไม่มีเวลาให้กับตัวประกอบ

    โฮะ โฮะ โฮะ มีอะไรไหม
    อิจฉาละสิ สวยไม่ได้เท่าเธอ

    เธอผู้ซึ่งมีรูปลักษณ์อันเลอโฉม
    หน้าตาสวยจนใครๆ ก็อิจฉา

    ฮุ ฮุ ฮุ

    นางสาวงุงิเดินไปบนสะพานลอยอย่างสนุกสนาน

    ---

    นางสาวงุงิเป็นคนที่มีฐานะดี ไม่เคยต้องลำบาก
    หมู่บ้านที่เธออยู่ ครอบครัวเธอก็อุปถัมภ์อย่างดี ไม่มีใครเดือดร้อน มีแต่คนชื่นชมครอบครัวเธอ

    แต่ทำไมเธอถึงถูกคนซุบซิบนินทาก็ไม่รู้

    ช่างมัน ไม่มีจำเป็นต้องแคร์
    ฮิ ฮิ ฮิ

    วันหนึ่ง เธอพบรักกับผู้ชายคนหนึ่ง นามว่าสตู

    สตูหน้าตาดีม้ากกกกก ดีกว่าผู้เขียนเสียอีก หุ่นดี ล่ำบึ้ก
    กล้ามเป็นมัดๆ

    สตูเป็นลูกครึ่งฝรั่ง เพราะว่าสตูไม่ได้มีแม่เป็นมังคุด
    เป็นยังไงล่ะ เห็นฉันเพ้อๆแบบนี้ฉันก็เล่นมุกแป้กเป็นนะเว้ย!

    ทั้งสองไปเดทกัน ต่างคนต่างเป็นรักแรกพบของกันละกัน

    จนกระทั่งวันหนึ่งสตูก็เปิดเผยตัวว่าเขาเป็นเจ้าชายที่ต้องการตามหารักแท้

    และแล้วทั้งสองก็แต่งงานกัน นางสาวงุงิจึงกลายเป็นเจ้าหญิงงุงิ แล้วไปแต่งงานกับเจ้าชายสตู

    ทั้งสองอยู่กินกันอย่างมีความสุข

    ---

    ผู้หญิงนางหนึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับการเขียนนิยายเล่มนี้ เธอใส่แว่นหนาเตอะ ฟันเหยิน แต่หน้าตาก็พอดูได้อยู่

    "อีเพ้อ!" ผู้เขียนตะโกนดังลั่น
    เธอสะดุ้งเฮือก

    "นึกยังไงมาเขียนนิยายกู แม่ง บทที่สามกูเสียหมด
    กูไปเข้าห้องน้ำแปบเดียว มึงเขียนซะเละ" เขาพูดพลางเปิดอ่านส่วนที่อีเพ้อเขียน

    "นิยายมึงเสียไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วแหละ"

    "โห อีเหี้ย แล้วอีเจ้าหญิงงุงิมึงดีมากเลยเนอะ ชื่อโคตรปัญญาอ่อน
    แต่กูรู้ชื่อเต็มๆของเจ้าชายมึงละ"

    "ไหนๆ ชื่ออะไรๆ" อีเพ้อพูดพลางหันกลับไปยังคอมพิวเตอร์ ไม่ให้ความสนใจกับผู้เขียนเท่าใดนัก
    เพราะบนหน้าจอนั้นเป็นฟิคจินตนาการการได้กันระหว่างดาราเกาหลีผู้ชายสองคน

    "สตูปิด" ผู้เขียนพูดตบกบาลอีเพ้ออย่างนุ่มนวลด้วยนิยายเล่มนั้น
    ก่อนจะเปิดนิยายมาเขียนต่อ

    ---

    จะฉีกหน้านั้นทิ้งก็ลำบาก มันติดกับบทที่สองด้วย เฮ่อ
    ทำยังไงดีวะ แม่งเขียนปากกาลงไปแล้วด้วย

    ใช้ลิควิดก็เปื้อนชิบหายพอดี

    เขียนต่อเลยแล้วกัน

    ทั้งสองอยู่กันอย่างมีความสุข

    อย่างน้อยมันก็คงจะมีความสุข
    ถ้านิยายมันจบลงตรงนี้

    สตู ผู้ซึ่งเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างเจ้าชาย ก็สามารถรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆที่เขาได้รับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่งุงิกลับต้องปรับตัวเข้ากับสภาพความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากการเป็นเจ้า หญิง และต้องไปอยู่กับเขาที่แห่งอื่น นอกแดนเนรมิต

    ตำแหน่งอันสูงศักดิ์มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันสูงส่ง
    ทำผิดพลาดนิดเดียว เธอก็จะออกนอกลู่นอกทาง และสร้างความเสียหายให้แก่วงศ์ตระกูล

    เธอถูกกดดันอย่างมากจากราชินีคนก่อน ผู้ซึ่งต้องการให้เธอเป็นผู้สืบทอดอันสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ เพอร์เฟค

    แต่ความเพอร์เฟคมันก็มากับความเฟคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    "เป็นเจ้าหญิงแล้ว เดินให้มีสง่าราศีหน่อย หลังตรง หน้าต้องเชิด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากสามัญชน"
    "เป็น เจ้าหญิงแล้ว ต้องแต่งตัวให้สมกับเป็นเจ้าหญิง แม้ว่าจะมีคนรับใช้ช่วยแต่งกายให้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องแต่งตัวด้วยชุดนี้ด้วยตัวเองให้เป็น"
    ชุดที่ว่าเป็นชุดกระโปรงยาวสามเมตรสีขาวบริสุทธิ์ นึกภาพชุดแต่งงานเอานะ อลังการแบบนั้นแหละ

    จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักที่เจ้าหญิงงุงิจะใช้เวลาแต่งตัวเป็นเวลาสองชั่วโมง
    และเธอจะต้องแต่งตัวชุดนั้นให้เสร็จได้ภายในสิบนาที

    กระทั่งแต่งตัวก็ใช้พลังงานไปเยอะมากแล้ว แต่เป็นเจ้าหญิงต้องอดทน ต้องไม่แสดงสีหน้าให้เห็นซึ่งความเหน็ดเหนื่อย

    “จะเสียเวลาแต่งตัวอีกนานไหม ประชาชนกำลังรอเราอยู่นะ” ราชินีบ่นอย่างเสียอารมณ์
    เจ้าหญิงงุงิเริ่มไม่พอใจกับการเร่งเร้าของราชินี แม้ว่าจะเป็นแม่ของเจ้าชายสตูก็ตาม

    เธอไม่จำเป็นต้องอดทน
    เธอเป็นนางเอก

    เธอไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับคำบอกเล่าของราชินี
    แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกรำคาญใจเสียมิได้

    "เธอจะต้องเปลี่ยนชื่อ เพื่อให้สมกับเกียรติศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลเรา จะมาชื่องุงิไม่ได้แล้ว" เธอเริ่มรู้สึกเดือดดาล
    "เธอจะต้องใช้ชื่อว่าอิเดีย" เธอเริ่มหมดความอดทน

    "ค่ะ" เจ้าหญิงอิเดียตอบกลับเพื่อหยุดคำพูดนั้น
    "เธอควรจะใช้คำว่า'ขอบพระคุณค่ะ'ในกรณีนี้นะ" ราชินียังพูดต่อ
    "ขอบพระคุณ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ขัดกับอารมณ์ภายใน
    ก่อนจะกระแทกเสียงใส่ เจตนาเจือปนไปกับน้ำเสียง "ค่ะ"

    ราชินี้เริ่มหมดความอดทนกับเจ้าหญิงอิเดียเช่นเดียวกัน

    ความเป็นเจ้าหญิงกลับทำให้เจ้าหญิงอิเดียเอาแต่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ
    เมื่อพระเอกอยู่ร่วมกับนางเอกแล้ว เธอจะต้องฝ่าฟันลำบากเพื่อให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

    ---

    ฮุ ฮุ ฮุ
    ฮ่า ฮ่า ฮ่า
    โฮะ โฮะ โฮะ

    ในที่สุด
    การอดทนอันยาวนานของเธอก็สิ้นลง หลังจากพระราชากับพระราชินีสิ้นพระชนม์ไปเมื่อวาน

    เธอกลายเป็นราชินี
    มีลูกกับราชาสตูสองคน

    บ้านเมืองต่างเป็นสุขด้วยความเหนื่อยยากของราชาและราชินีทั้งสอง
    จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอพบข่าวร้ายอันน่าสะพรึงกลัวหลังจากเธอแต่งตัวเสร็จภายในห้านาที

    ลูกของเธอไปรับเอาสามัญชนมาเป็นภรรยา แทนที่จะเอาคู่ครองที่เธอเลือกให้

    พวกจริตนอกคอกเช่นนั้นมันไม่เหมาะสมกับตระกูลของเรา
    เธอเป็นนางเอก และเธอจะต้องต่อสู้เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของสายเลือด

    ชื่ออะไรก็ไม่รู้
    'อุฮิ'

    มันช่างไม่มีความเหมาะสมเสียเลย นึกดูสิ เจ้าชายรีทาร์กับเจ้าหญิงอุฮิ มันไม่ได้เรื่อง!

    เธอจะทำทุกอย่างเพื่อบีบให้มันออกไปจากปราสาทหลังนี้

    หลังจากการอคอยมาเนิ่นนาน
    ในที่สุดเจ้าหญิงอุฮิก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ

    "เป็นเจ้าหญิงแล้ว เธอต้องแต่งตัวให้ไวกว่านี้นะ ดูอย่างฉัน ฉันแต่งตัวในชุดนี้ภายในห้านาที" เธออวดความคล่องแคล่วของเธอ
    "ค่ะ" ดู ดูมันยอกย้อน
    "เป็นเจ้าหญิง เธอจะต้องมีความอดทนสูง ความคล่องแคล่วว่องไว"
    "ค่ะ" มันยังคงไม่หยุดยอกย้อน
    "ควรจะพูดว่าขอบพระคุณค่ะด้วย" เธอแนะนำด้วยความใจเย็น แต่แฝงจริตกดดัน
    "ขอบพระคุณ" ดีมาก อย่างน้อยเราก็อาจจะไปกันได้ดี
    "ค่ะ" มันเน้นเสียง อีนี่ มึงกับกูจะได้เห็นดีกัน
    "อีกเรื่องหนึ่งนะเธอ เป็นเจ้าหญิงแล้ว เธอจะใช้ชื่อว่าอุฮิไม่ได้" ได้ผล มันหน้าเหวอไปขณะหนึ่ง
    "มันไม่สมกับวงศ์ตระกูล ต่อไปนี้เธอจะต้องใช้ชื่อว่าดิมวิ" เจ้าหญิงดิมวิยืนนิ่งไปขณะหนึ่ง

    ---

    เธอยังทำไม่สำเร็จ และตอนนี้เธอนอนซมอยู่บนเตียงอันใหญ่โต
    ลูกชายกับลูกสาวนั่ล้อมเตียง พระราชาได้สิ้นลมไปนานแล้ว

    เธอมองเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเจ้าหญิงดิมวิ

    และแล้วเจ้าหญิงดิมวิก็กลายเป็นราชินี

    ---

    ราชารีทาร์กับราชินีดิมวิครองราชย์ได้ไม่นาน
    อยู่ๆ คนรับใช้ใกล้ตัวก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น

    "พระราชินี เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!" คนรับใช้พูดขึ้นด้วยความตกใจ
    "เกิดอะไรขึ้นหรือ โปรดใจเย็นๆ ก่อนแล้วพูดจากันดีๆ ฉันเป็นราชินี และแกเป็นเพียงข้ารับใช้" ราชินีดิมวิกล่าวอย่างใจเย็น

    "พวก" แม้ว่าภายนอกจะมีเสียงฝนตกดังกระหน่ำสักเท่าใด
    "สา" แต่มันก็ไม่อาจกลบเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้น
    "มัญ" เสียงกัดกินดังขึ้นจากภายนอก หลุดพ้นจากการได้ยินของคนทั้งสอง
    "ชน" แต่พวกเขาก็รู้สึกไม่สบายอกไม่สบายใจ
    "กำลัง" เสียงปืนดังขึ้นจากระยะไกล
    "บุก" เสียงตะโกนดังลั่น ทำให้ทุกคนสั่นไหว
    "เข้า" ราชินีรีทาร์กำลังถอดเปลี่ยนชุดของราชินีเป็นชุดสามัญชน
    "มา" เพื่อความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว

    เธอถอดชุดไปได้ครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงความเจ็บปวดที่ดังระงมมาแต่ไกล
    ประตูพังลงมา

    พวกสามัญชนเข้ามาด้วยสัญชาตญาณ
    เธอทำอะไรผิดไปในฐานพระราชินี?

    เธอพยายามพูดเจรจาด้วยเสียงสั่นเครือ แต่คำพูดของเธอไม่มีอำนาจใดๆ
    สามัญชนเหล่านั้นไม่สามารถเจรจาต่อรองได้

    แม้ว่าเธอจะตะโกนก็แล้ว พวกสามัญชนก็ยังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ

    พวกสามัญชนต่างเีปี่ยมไปด้วยรอยกัดกิน เลือดไหลหยดตามรอยแผลที่พวกเขาเจ็บ
    สามัญชนบางคนไม่มีแขน บ้างก็ไม่มีขา แต่พวกนั้นก็ยังเข้ามาอย่างช้าๆ

    เธอพยายามวิ่งออกไปนอกหน้าต่าง
    และกระโดด

    แต่ชุดกระโปรงเธอติดหน้าต่าง

    เท้าของเธอถูกกลืนกินทีละนิด
    ก่อนจะไล่ไปถึงต้นขา
    ลำตัว
    อวัยวะภายใน
    หน้าอก
    แขน
    และศีรษะ

    ถูกแบ่งปันไปทั่วทุกชาวประชาสามัญชนซอมบี้อย่างเท่าเทียมกัน

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    ไม่ว่ามึงจะงุงิ สตูปิด สตูเปิด อิิเดียต อุฮิ ดิมวิท หรือรีทาร์ดขนาดไหนก็ตาม
    มึงก็ตายได้เหมือนกัน

    ความสุขของคนสองคนมันไม่มีค่า หากคนหลายคนยังคงล้มตายกันอยู่ในโลกใบนี้วันต่อวัน

    มึงเลิกเพ้อได้ละอีเพ้อ

    ตายแล้ว ลืมตัดเข้าโฆษณา มัวแต่เขียนจนเพลิน

    ---

    อาแปะกำลังดื่มกาแฟอย่างใจเย็น
    เมื่อจู่ๆก็มีซอมบี้เดินเข้ามา

    "กราก กวากกก แกรกกกกกกกก"

    อาแปะหยิบถุงกาแฟให้ ซอมบี้รับไปโดยดี

    ซอมบี้เริ่มดื่มกาแฟของอาแปะ แต่มันก็ไหลออกทะลุรูกระสุนบนลำคอ

    "[ท่าน]กำลังผลาญกาแฟ[ข้าพเจ้า]ใช่ไหม" อาแปะตะโกนด้วยความเดือดดาล ก่อนจะหยิบปืนไรเฟิลยิงผ่านสมองของซอมบี้จนขาดกระจุย

    ก่อนซอมบี้จะทิ้งถุงกาแฟลงด้วยแรงกระสุน อาแปะรีบวิ่งไปหยิบถุงกาแฟ
    เขาดูดมันจนหมด

    แล้วทิ้งถุงลงไปในถังขยะ ก่อนจะยัดซอมบี้ลงไปในถังรีไซเคิล

    ---

    มีข่าวด่วนมาจากนครบรรลัย

    บอกว่าซอมบี้มีราคาถูกมากที่นั่น
    เพราะซอมบี้ระบาด

    เก็ตมุกรึยัง

    โอเคนะ จบบท


  5. #5
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สี่ ตะกวดร้องเพลง

    ผมได้พบกับโศกนาฏกรรมหลากชนิดจากภายใต้หว่างขาของผู้ชม



    ผมได้พบกับน้ำตา
    เสียงหัวเราะ
    ความยินดี
    เสียงตบมือ
    และเสียงเพลง

    ผมได้พบการกับการเสียดสี
    ถากถาง

    ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่มีควมน่าสงสารมากที่สุดก็รับเงินรางวัลไปครอง

    สักวันผมจะได้รับรางวัลเช่นนั้นบ้าง

    สวัสดีครับ

    ผมชื่อ .__.

    ผมเป็นตะกวดในสตูดิโอ

    ---

    ตอนที่ผมเข้ามาในแดนเนรมิตใหม่ๆ ผมได้ยินเสียงเพลงครั้งแรกในห้องทำครัว ขณะที่ผมกำลังหาเศษอาหาร
    เพลงของเธอไม่เพราะ แต่ว่ามันเป็นแนวที่ต่างไปจากที่ผมเคยได้ยิน

    "ว้าย!"
    แต่น่าเสียดายที่เธอหยุดเสียงเพลงนั้นเมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของผม

    "ไอ้เหี้ย!"
    ผมไ่ม่ใช่เหี้ย ผมเป็นตะกวด

    สติปัญญาของมนุษย์ในการจำแนวสัตว์นั้นแย่กว่าที่ผมคิดเสียอีก

    ---

    ผมมาจากเกาะ .).
    มันเป็นเกาะที่พวกผมอยู่อาศัย

    ผมอยากเป็นนักร้อง
    แต่พวกเขาบอกว่าผมธรรมดาเกินไป
    ผมจึงว่ายน้ำข้ามมาสู่แดนเนรมิตเพื่อตามหาเอกลักษณ์ของผม

    แต่ชีวิตควาสมเป็นอยู่ที่นี่มันลำบาก
    มันทำให้ผมต้องเร่ร่อน

    ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งผมจะต้องกลับไป

    แต่เมื่อไหร่กันเล่า ผมถึงจะหาเอกลักษณ์นั้นเจอ?

    ผมถามตัวเองเสมอๆ

    ---

    วันหนึ่ง ผมได้เข้าไปหาอาหารในสตูดิโอแห่งนี้

    ผมเห็นเศษอาหารเกลื่อนกลาด ผมจึงฟาดไม่ยั้ง

    แต่แล้วก็มีเสียงคนเข้ามา

    ผมไม่ได้กลัวสักเท่าไหร่นัก แต่ผมก็คลานไปใต้เก้าอี้ เพื่อจะหลบจากสายตาพวกเขาที่เข้ามา

    เสียงคนเข้ามาจำนวนมาก คนสองคนอยู่บนเวที สายไฟจำนวนมากไล่ไปตามพื้นเพื่อถ่ายทำเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    "ยินดีต้อนรับสู่รายการ.." พิธีกรกล่าวอย่างเป็นพิธี
    ผมอุดหูเพราะตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นกระทันหัน จึงพลาดชื่อรายการไม่กี่พยางค์นั้นไป

    พวกเขาเกริ่นนำเข้ารายการ

    "ก่อนอื่น ผมจะขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกรรมการทั้งสามท่านนี้ก่อน"

    "ท่านแรก เป็นนักสู้จากนครบรรลัย ค่ายหมัดนรก"
    พิธีกรทำมือไปทางผู้ชายคนหนึ่ง เปี่ยมกล้าม เขามองพิธีกรอย่างไม่มีอารมณ์ หน้าเขาเปี่ยมระอา
    "ทมา ธไป!" ผู้คนตบมือให้กับผู้ชายที่นั่งนิ่งอย่างไม่ไหวติง

    "ท่านที่สอง เป็นว้ากเกอร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยมาหาไร"
    พิธีกรทำมือไปยังผู้หญิงคนหนึ่ง มือเขาสั่นเทาเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาไม่สวยนัก หน้าเธอเต็มไปด้วยความเดือดดาล
    "พูดหา บิดาคุณ!" ผู้คนตบมือให้กับสตรีนางนั้นจนพวกเขารู้สึกเจ็บมือ

    "และท่านสุดท้าย จะขาดท่านนี้ไปไม่ได้ เพราะว่าท่านเป็นคนดังในแดนนี้"
    พิธีกรทำมือไปยังอาแปะ ที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่อย่างสบายอารมณ์
    "อาแปะ!" แปะแปะแปะแปะแปะแปะแปะแปะแปะแปะ

    เมื่อพิธีกรแนะนำกรรมการเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่นักร้องจะออกมาร้องเพลง
    ผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่ง เดินออกมาอย่างมั่นใจ เธอใส่ชุดนักศึกษาก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับผู้ชมและกรรมการ นางสาวพูดหามองเขม่น

    "สวัสดีค่ะ หนูชื่อ นกนภา ฟ้ากับเมฆ วันนี้หนูจะมาร้องเพลงของ Singalong ค่ะ"

    แล้วเธอก็เริ่มร้อง

    "This is a song." เสียงเธอนุ่มหวาน
    "This is a song." ผู้ชมต่างหลงไหล
    "Why the fuck are you listening?" ผู้ชมบางส่วนเริ่มเอะใจ
    "MOVE ALONG" ก่อนเธอจะตะโกนจนเสียงสั่น

    "WHY THE FUCK WHY THE FUCK WHY THE FUCK" เธอเริ่มโยกหัวไปร้องไป โดยเอนไมค์ลงต่ำเพื่อให้จับเสียงของเธอได้ง่ายขึ้น"WHAT THE SHIT WHAT THE SHIT WHAT THE SHIT" ผมสั้นๆ ของเธอเริ่มปลิวไสว

    "WHY THE FUCK WHY THE FUCK WHY THE FUCK" ผู้ชมเริ่มโยกหัวตาม
    "WHAT THE SHIT WHAT THE SHIT WHAT THE SHIT" กรรมการทั้งสามมองอย่างไม่พอใจ

    "HAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHA" เธอหัวเราะอย่างคลั่ง

    ก่อนจะโดนอาแปะปาถุงกาแฟใส่
    "ว้าย"

    เพลงหยุดลงทันที เป็นเวลาให้กรรมการวิจารณ์
    "มึงร้องแบบนี้ มึงไปช่วยกูขายกาแฟเหอะ อีเหี้ย" อาแปะตะโกนใส่ไมค์
    ผู้คนตบมือ

    ทมาจ้องนกนภาอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
    ผู้คนตบมือ

    นางสาวผละสายตาของตนไปจากทมา ก่อนจะบังเกิดอารมณ์อันเดือดดาล เป็นแรงบันดาลใจให้เธอตะโกนอย่างไม่เกรงใจใคร

    "น้อง คิดว่าน้องจะอยู่รอดในวงการเพลงเนรมิตได้ด้วยเพลงต่างประเทศหรือ น้องเคยมองเห็นความเป็นอยู่ของวงการเพลงเนรมิตไหม น้องไม่รักแดนเนรมิตแล้วใช่ไหม ถึงกล้าเอาเพลงต่างชาติมาร้องแบบนี้ พี่ก็รู้ว่าน้องมาจากมหาลัยเดียวกับพี่ พี่อยากจะดันน้องให้เจริญรุ่งเรือง แต่น้องดันร้องเพลงแบบนี้ น้องไม่รักสถาบันมาหาไรแล้วใช่ไหม น้องคิดว่าน้องทำแบบนี้ บรรพบุรุษที่ก่อตั้งมหาลัยของเราขึ้นมาจะภูมิใจไหมที่ผลิตนักศึกษาที่ไม่รู้ คุณสถาบัน?"
    ผู้คนตบมือ
    "ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปขึ้นมาเลยครับ"
    นกนภาเดินลงจากเวที เธอสะอื้นเล็กน้อย

    ผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบนเวที เขาใส่ชุดสูท ผูกเน็คไทเรียบร้อย
    เขาสะดุดจนขาเขาหลุดออกมา ผู้คนต่างตกใจ

    เป็นขาเทียม

    เขานั่งลงกับพื้นก่อนจะประกอบขากลับเข้าไป

    ยืนขึ้นพูดกับไมโครโฟน
    "สวัสดี ครับ ผมชื่อไผไผ ผมอพยพมาจากนครบรรลัย พ่อแม่ผมตายหมด ผมจึงต้องเป็นขอทานขอเขากินจนกระทั่งผมพบกับสตูดิโอแห่งนี้ จึงสมัครมาร้องเพลง ผมเริ่มร้องเพลงเลยนะครับ"

    เขาสูดหายใจเข้า
    "เพลงงงงงงงง" ก่อนจะปล่อยให้ลมไล่ขึ้นมาสู่กล่องเสียงให้เกิดเป็นเสียง
    "เผล่งงงงงงงง" กรรมการทั้งสามต่างส่ายหน้าพร้อมกัน
    "เพล้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง" อาแปะกุมขมับ
    "เพลงเพลงเพลงเพลงเพลงเพลง"
    "ปึ้ง!" นางสาวพูดหากระทืบเท้าอย่างดัง ทำให้ไผไผหยุดร้องเพลง

    น้ำตาเขาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัว นางสาวพูดหาเริ่มตะโกนอย่างไร้ความปราณี

    "นี่มันเพลงเหี้ยอะไร น้องคิดว่าน้องกำลังทำอะไรอยู่?"

    "ฮือ ฮือ"
    "น้อง คิดว่าน้องบีบน้ำตาแล้วมันช่วยอะไรขึ้นมา? มันช่วยให้เพลงน้องเพราะขึ้นไหม? หรือแค่จะเรียกคะแนนสงสาร? เพลงกากๆแบบนี้บ้านพี่ยังไม่กล้าเอามาร้องเล่นกันในบ้านเลย น้องคิดว่าน้องมีความสามารถมากขนาดไหนที่จะเอาเพลงกากๆมาร้องให้มันดีขึ้น ได้? ความสามารถมันคงจะมีแหละ แต่คงไม่ใช่ในตัวน้อง เชิญค่ะ" นางสาวพูดหาทำมือขับไล่ แต่ทมาขวางมือไว้เบาๆ

    ทมาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "ก่อนแกจะไป"

    "ขอ พูดให้ชัดเจนนะ ว่าแกมันกาก กากมาก ทำมาพูดว่าอพยพมาจากนครบรรลัย ทำเป็นแสดงความอ่อนแอให้เห็นเพื่อให้เกิดความสงสาร แต่กล่องเสียงแกมันไม่ได้พิการ แกมีความสามารถที่จะร้องเพลงได้เหมือนกับคนอื่นเขา ฉันเห็นแกวันที่แกเสียขาข้างนั้นไปนะ แกมันอ่อนแอเองที่แกเสือกเสียขาไป" เขาชี้ไปอย่างทางออกจากเวที

    ไผไผจ้องทมาด้วยความอาฆาตแค้น ก่อนจะเดินลงไปจากเวทีแต่โดยดี

    ผู้เข้าแข่งขันคนต่อๆ ไป ต่างขึ้นมาร้องเพลง
    และโดนวิจารณ์ลงจากเวทีไปทีละคน

    ---

    "บัด นี้ก็ได้เวลาแล้ว ที่ท่านผู้ชมจะตัดสินว่าใครจะได้เป็นผู้ชนะเลิศของรายการในวันนี้ ด้วยการส่งมาทางเบอร์ที่ปรากฎบนหน้าจอในตอนนี้ หากโหวตให้นกนภา ส่ง SMS มาว่า 1 หากโหวตให้ไผไผ ส่ง SMS มาว่า 2 หากโหวตให้..."

    ไม่ว่าคณะกรรมการจะตัดสินอย่างไร สุดท้ายผู้ตัดสินก็เป็นผู้ชม

    และแล้วผู้ชมก็ให้ไผไผเป็นผู้ชนะเลิศ ในฐานที่เขามีประวัติน่าสงสารและมีความพิการ

    น่าตลกจริง วัฒนธรรมมนุษย์ จ้างกรรมการมานั่งวิจารณ์ทั้งที่ไม่มีอำนาจตัดสิน
    มันเป็นความประหลาดที่เขาไม่เคยพบเห็นในวัฒนธรรมตะกวด

    และไม่ว่ารายการนี้จะถ่ายทำสักกี่ครั้ง จะประกวดสักกี่หน

    ผู้ที่เสียงดีก็ไม่เคยได้รับรางวัล
    มีแต่เพียงผู้ที่มีหน้าตาดีกับผู้ที่มีประวัติน่าสงสาร

    แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อรายการเริ่มถ่ายทำทุกสัปดาห์ เขาก็จะคอยเข้าไปหาอาหารและฝึกร้องเพลงอยู่เสมอ
    เมื่อใดที่วกเขาผลัดกันมาร้องเพลง เขาก็จะร้องคลอ
    เมื่อใดที่พวกเขาหายไปจากสตูดิโอ เขาก็จะร้องต่อ

    ---

    ผมชอบฟังเพลงแต่เด็ก
    รบเร้าให้พ่อพาไปคอนเสิร์ตทุกครั้ง

    พ่อผมเป็นนักร้องวง -/.| ส่วนเพื่อพ่อแต่ละตะกวดเป็นตะกวดเล่นดนตรี

    ".!" ตะกวดทั้งหลายชูมือขึ้นบนฟ้า
    ".!" อาหารชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกเขวี้ยงไปมาระหว่างตะกวด
    ".!" ตะกวดทั้งหลายโยกหัวซ้ายขวา ภาษามนุษย์คงเรียกว่า Headbang

    ".-|.-.|.-.||_|-" พวกเขาแต่ละตะกวดต่างชื่นชอบและรู้สึกคล้อยตามเสียงเพลง

    ผมอยากจะเป็นอย่างพ่อบ้าง

    ผมหมั่นฝึกฝน ร้องเพลงที่พ่อร้องบ้าง ร้องเพลงที่มนุษย์ร้องบ้าง

    เวลาผ่านไปเป็นปีๆ ผมมั่นใจพอว่าผมจะสามารถแข่งขันกับคนอื่นได้ มีเอกลักษณ์เพียงพอ
    ผมจึงว่ายน้ำข้ามไปเกาะ .).

    เพื่อคัดเลือกเข้าสังกัดนักร้องตะกวดสักค่ายหนึ่ง

    ---


    "ฉันอยากจะร้องให้คนรัก และให้ความรักอย่างนักร้อง" ผมร้องให้ได้อารมณ์เท่าที่เขาจะทำได้ มันเป็นเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาเอง

    กรรมการทั้งหลายต่างส่ายหน้า
    ทำเอาผมเสียหน้าพอๆกัน

    พวกเขาบอกว่าผมยังไม่มีเอกลักษณ์เพียงพอ
    พวกเขาบอกว่าผมไม่ควรเอาเพลงมนุษย์มาร้อง

    ผมคลานออกจากห้องไปอย่างผิดหวัง สวนกับตะกวดตัวหนึ่งที่พยายามลากขาเข้าห้องอย่างทุลักทะเล

    ตะกวดตัวนั้นไม่มีขาหลัง

    ---

    บัดนี้ นักร้องคนใหม่แห่งค่าย )+) ก็ได้เปิดตัวเรียบร้อยแล้ว
    เป็นตะกวดไม่มีขาหลัง

    ผมผิดหวัง

    จึงว่ายน้ำกลับมาแดนเนรมิต

    เข้าไปอาศัยในบ้านหลังนั้น
    บ้านที่ผมเจอผู้หญิง

    ผู้หญิงที่ร้องเพลงแรก

    ---

    ผู้เขียนเปิดอ่านนิยายของเขาจนจบ

    "อีเพ้อ มึงเขียนนิยายกูอีกแล้วเรอะ" ผู้เขียนหันไปถามอีเพ้อ

    "เปล่านะ กูนั่งพิมพ์นิยายเรื่องนี้อยู่ทั้งคืน" อีเพ้อกำลังพิมพ์ฟิควายอย่างไม่เกรงใจใคร

    "เอ้อ ลืมบอก เมื่อคืนกูได้ยินเสียงแกรกๆ อยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร" อีเพ้อพูดต่อ ผู้เขียนไม่ค่อยเชื่อนักว่าเธอไม่ได้เป็นคนเขียน

    แต่ลายมือนั้นมันต่างไปจากลายมือของอีเพ้อจริงๆ

    ---

    ผมอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มานานแล้ว นับจากวันนั้น
    พวกเขาไม่รู้ว่าผมอยู่ในนี้ เพราะผมพยายามซ่อนตัวให้พ้นจากสายตา

    ผมตัดสินใจแล้วว่า ผมอยากได้ยินเสียงเพลง
    และผมคงจะเหมาะกับการฟังมากกว่าการร้องเพลงเสียเอง

    ---

    "แกรกๆๆๆ" เสียงนั้นดังขึ้นมาระหว่างที่ผู้เขียนกำลังหลับ
    ผู้เขียนจึงลุกจากเตียง ก่อนจะเปิดไฟ

    "ไอ้เหี้ย!"
    สิ่งที่ผู้เขียนได้พบเห็นทำให้ผู้เขียนตกใจจนต้องอุทาน

    เมื่อมีตะกวดตัวหนึ่งกำลังจับปากกาเขียนลงไปในนิยายของผู้เขียน


  6. #6
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่ห้า นิยายบทนี้อิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในความฝัน

    นิยายบทนี้อิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในความฝัน

    โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

    ---

    ณ นครบรรลัย

    นายทมาเดินออกจากบ้านไปในชุดสูท เขารีบวิ่งไปซื้อกาแฟอาแปะ
    มันเป็นกาแฟชั้นดีที่นำเข้ามาจากแดนเนรมิต

    รสของมันกลมกล่อม มันจะทำให้เขารู้สึกตื่นตัว แต่เขาไม่มีเวลาจะดื่ม
    เขาจึงหิ้วถุงกาแฟแล้ววิ่งขึ้นไปบนรถเมล์

    ขณะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปบนรถ เขาเผลอเอาศอกชนอาโกคนหนึ่งจนร่วงลงไปจากรถเมล์

    ล้อหลังขยับขึ้น ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสะเทือนนิดหนึ่ง ก่อนจะขยับลงตามปกติ

    ทมายังคงงัยเงียกับฤทธิ์ขี้ตาจนไม่รู้ว่าอาโกโดนล้อหลังของรถเมล์คันนั้นบี้ไม่ต่างจากเครื่องคั้นน้ำผลไม้
    เลือดของอาโกพุ่งพล่าน เขาคลานไปอยู่บนฟุตบาทได้สำเร็จก่อนจะตายลงที่นั่น

    ---

    ทมานั่งจิบกาแฟบนรถ เขาได้ยินเสียงแว่ว แต่เขาง่วงเกินกว่าจะหันไปปฏิสัมพันธ์
    เขาจะต้องไปขายเฟอร์นิเจอร์ให้กับราชินีดิมวิ เธอต้องการเลือกสรรด้วยตัวเอง

    โดยเขาจะเป็นคนไปสาธยายคุณสมบัติต่างๆ ให้กับราชินีดิมวิ ผู้ซึ่งครองราชย์ได้ไม่นานนัก จึงยังมีความเห็นแก่ตัวของเจ้าหญิงอยู่บ้าง
    เขาจะต้องรีบๆ ฟันกำไรก่อนที่เธอจะหมดความสนใจ

    หลังจากที่รถเมล์วิ่งมาจนสุดสาย เขาก็เดินต่อไปอีกเป็นเวลาสามชั่วโมง
    พระราชาและพระราชินีไม่โปรดให้มีความน่ารำคาญของการจราจรมารังควานชีวิตของพวกเขา

    ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึงปราสาท

    "ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
    เขาใช้ท่อน้ำเคาะประตูหน้าประสาท
    "ท่านรา ชินีดิมวิ กระหม่อมมีเฟอร์นิเจอร์มานำเสนอ" เขาได้ยินเสียงฝีเท้ามาแต่ไกล เป็นเสียงฝีเท้าของราชินีดิมวิที่วิ่งระยะเวลาครึ่งกิโลเมตรเพื่อเปิดประตู เธอยังไม่มีความเป็นราชินีพอที่เธอจะรู้ว่าเธอสามารถสั่งให้ข้ารับใช้ของเธอ เปิดประตูได้

    เหงื่อเพียงหยดเดียวไหลลงมาจากหน้าผากของราชินีดิมวิ กล้ามขาอันแข็งแกร่งของเธอเกร็งตึงภายใต้ชุดกระโปรงที่ใหญ่อลังการนั้น

    เขาหยิบกระดาษใบหนึ่งออกมา เผยให้เห็นถึงคุณสมบัติต่างๆ ของเฟอร์นิเจอร์ที่เขาจะขาย เขาชูให้เธอเห็นก่อนจะพรรณนา

    "นี่เป็นพรมที่จะตีกลองที่ซ่อนอยู่ใต้พรมทุกๆ ครั้งที่ท่านวางฝ่าพระบาทลงไป สามารถนำไปสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวประชาได้"
    เขาเลื่อนมือไปที่สิ่งของอีกชิ้น

    "ส่วนนี่ก็เป็นโซฟาที่จะทำให้ท่านรู้สึกห่างไกลความกังวล เมื่อท่านนั่งแล้ว มันจะค่อยๆนวดท่านก่อนจะเปิดเพลงคลอ"

    "ส่วนนี่.." ราชินีทำมือขัดจังหวะทมา
    "หยุดเถิด แทนที่ท่านจะมานั่งอ่านให้ข้าพเจ้าฟัง จงหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาให้ข้าอ่านเสียยังจะดีกว่า ข้าอ่านหนังสือออก"

    เขารู้สึกโล่งใจ และผู้เขียนก็รู้สึกโล่งใจเช่นกัน ที่ไม่ต้องมานั่งบรรยายให้ผู้อ่านมองเห็น
    เธอกวาดตาเพียงปราดเดียวก็พูดคำห้าพยางค์ที่ทำให้เขารู้สึกปลื้มปิติ มานะ มานี และชูใจ
    "ฉันเอาทั้งหมดนี่"

    ก่อนจะยื่นกระดาษให้กับเขา

    "กระหม่อมรับทราบและจะจัดส่งเฟอร์นิเจอร์ให้ภายในหนึ่งสัปดาห์นี้"

    เขาถอยหลังเป็นมารยาท น้อมตัว
    ก่อนจะเดินกลับไปอีกสามชั่วโมง และนั่งรถเมล์กลับ

    ตอนนั้นอยู่ในยามเย็น
    เพราะยามเช้ายังไม่เข้ากะ

    ---

    "อย่า ทิ้งขยะลงพื้นนะเว้ย" กระเป๋ารถเมล์บอกเตือนผู้โดยสาร "มึงจะทิ้งมึงก็ทิ้งออกนอกหน้าต่างไป ไม่ก็กระโดดออกนอกหน้าต่างไป กูได้ค่าโดยสารจากมึงแล้ว ไม่ต้องง้อ"

    ตึก ตึก ตึก ตึก
    รถเมล์เคลื่อนผ่านอาคารไปสี่อาคาร

    "ตึก ตึก ตึก ตึก"
    คราวนี้เป็นเสียงฝีเท้าที่วิ่งตามอย่างไม่ลดละ

    ฝีเท้านั้นเต็มไปด้วยรอยเลือด
    เป็นอาโกที่ถูกรถทับไปเมื่อเช้านั่นเอง

    เขาวิ่งสวนกับทิศทางรถ ก่อนจะกระโดดขึ้นรถ
    เลือดเขาทะลักออกมาจากปาก

    "ไอ้แก่นี่ มึงจะขึ้นรถมาทำไม รถเปื้อนหมด" กระเป๋ารถเมล์กล่าวอย่างอารมณ์เสีย เพราะหน้าที่ของเขามีอาชีพรองเป็นคนทำความสะอาดรถ

    อาโกเดินไปหากระเป๋ารถเมล์อย่างช้าๆ
    "FUS

    RO DAH!" เสียงตะโกนของอาโกทำให้กระเป๋ารถเมล์กระเด็นไปชนกับกระจกรถ ก่อนจะลงมาสลบอยู่กับพื้น

    ไม่มีใครกล้าทำอะไรอาโก
    ทุกคนต่างดีใจที่กระเป๋ารถเมล์สามารถหุบปากลงได้

    อาโกเดินไปหาทมาอย่างช้าๆ

    ใบหน้าและร่างกายยังมีเลือดไหลไม่หยุด
    "ฉันเจอแกแล้ว" เขาพูดก่อนจะกระอักเลือดตาย

    วิญญาณเขาออกจากร่าง ร่างเขาล้มลงอย่างไร้ชีวิต เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเคยเจออาโกที่ไหน
    และแล้วเขาก็รู้สึกผิด

    วิญญาณสิงกลับเข้าไปในร่างอีกครั้ง อาโกฟื้นขึ้นมาจากความตาย

    "ฉัน ไม่มีเวลาอีกแล้ว แกทำให้ฉันพลาดพิธีที่สำคัญนี้ ฉันต้องใช้แกแทนไอ้ไผไผ" อาโกจับไหล่ทั้งสองข้างของทมา ทมาพยายามจะปัดแต่ก็ไม่สำเร็จ

    "แล้วฉันจะอธิบายเพิ่มเติม" เขาจ้องตาทมาอย่างจริงจัง

    อาโกล้มลงอย่างไร้วิญญาณ วิญญาณเขาทะลุออกจากหัวเข้าไปสู่สมองของทมา

    "ฉันจะต้องทำให้สำเร็จ"
    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหัวของทมา เป็นเสียงของอาโกคนนั้น

    "แกจะต้องวิ่งไปที่ค่ายหมัดนรก เพื่อเริ่มต้นการฝึกฝนครั้งแรก เพื่อให้ชนะพวกค่ายเตะอเวจี"

    "อีกแค่หนึ่งพันกิโลเมตรเอง"
    เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ มีแต่ความปรารถนาที่จะวิ่งไปยังที่แห่งนั้น

    ตัวเขาไปเร็วเยี่ยงสายลม

    ---

    ขาเขาเหนื่อยล้า ตัวเขาหมดแรง แต่ในที่สุดเขาก็มาถึง

    ในที่สุดเขาก็มาถึงค่ายหมัดนรก อากาศร้อนระอุราวกับเปลวไฟ เหงื่อเขาไหลพรากเป็นน้ำตก

    เขาพบกับหลานสาวของอาโก เธอชื่อ พูดมาก ชกแม่งเลย
    เธอ เป็นน้องสาวของ พูดน้อย ต่อยหนัก ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้สืบทอดวิถีแห่งกำปั้น แต่กลับติดใจกับการเป็นพี่ว้ากมากกว่า ปัจจุบันนี้ผู้คนจะรู้จักพี่สาวของเธอในชื่อว่า พูดหา บิดาคุณ

    "มึงเป็นใครวะ" นางสาวพูดมากพูดเบาๆ อย่างสุภาพที่สุดเท่าที่เธอจะสุภาพได้

    ปาก เขากำลังจะขยับ เมื่อมันถูกบังคับให้ขยับเอง "นี่ปู่เองนะ" เสียงเขาโพล่งดังกังวาน "ฝึกไอ้หมอนี้ไปชกในการประลองอาทิตย์หน้าที เดี๋ยวปู่จะกลับมาในวันนั้น" สิ้นเสียงแล้วเขาก็ล้มฟุบลงไปกับพื้น

    ดวงไฟปรากฎขึ้นกลางอากาศ เขาคงจะตกใจหากเขามีแรงจะแสดงออก

    "ปู่ขอไปชกยมทูตนี่ก่อน" วิญญาณอาโกออกจากร่าง เสียงดั่งลั่นดังขึ้นอย่างเงียบเชียบ

    ดวงไฟพุ่งกระเด็นไปด้วยหมัดเดียวของอาโก

    ---

    "ใน ฐานะที่มึงเป็นนักสู้ค่ายหมัดนรกแล้ว" นางสาวพูดมากชี้ไปยังกระทะทองแดงที่กำลังต้มน้ำเดือดอันร้อนระอุ "มึงจะต้องรู้จักกำหมัดให้แน่น" เมื่อพูดเสร็จเธอก็จับมือของทมาลงไปจุ่มกับกระทะทองแดง ใบหน้าเธอนิ่งอย่างไม่รู้สึกอะไร
    "อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"

    ข้ามฉาก เป็นอันรู้กันว่าเปลี่ยนการฝึกซ้อม

    "มึงจะต้องต่อยกระสุนให้ทัน"
    "ปัง"
    เขาพยายามจะต่อยกระสุน แต่กระสุนเจาะทะลุผ่านกำปั้นขวาของเขาได้อย่างไม่ยากเย็น

    "กำปั้นแกยังไม่แข็งแกร่งพอ คราวนี้ลองข้างซ้าย"
    "ปัง"

    คราวนี้กำปั้นของเขาเป็นรูอย่างเท่าเทียมกันทั้งสองข้าง
    ข้ามฉาก

    "มึงจะต้องชกกระสอบทรายให้ได้" เธอพูดด้วยเสียงเรียบๆ
    "แต่ห้ามให้หมัดโดนกระสอบทรายนะ"
    เขาทำหน้างงอยู่ขณะหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสาธิตด้วยการขยับหมัดไปหากระสอบทราย
    ยังไม่ทันที่หมัดจะเข้าปะทะกับกระสอบทราย แรงลมที่ส่งซัดออกมาเป็นพลังก็ทำให้กระสอบทรายระเบิด
    "ถ้าทำแบบนี้ได้ จะทำให้ศัตรูโดนต่อยสองครั้งขึ้นไปในหมัดเดียว ต้องใช้แรงให้คุ้มค่าที่สุด กูจะลองสาธิตอีกทีนะ"
    "สาธิตกับอะไ?" สายลมกระแทกเข้าใบหน้าของเขาอย่างแรง เขากระเด็นก่อนจะโดนกำปั้นซ้ำเข้าไป ตัวเขากระเด็นไปยังกำแพง

    ข้ามฉาก

    เขาจุ่มกำปั้นลงไปในกระทะทองแดงอย่างไร้อารมณ์ เหงื่อของหยดลงเล็กน้อย

    ข้ามฉาก

    "ปัง" กระสุนพุ่งไปที่เขาอย่างช้าๆ เขามองเห็นกระสุนเพียงแว้บเดียวก่อนจะต่อยทะลุกระสุนนัดนั้นด้วยหมัดข้างขวา
    "ปัง" เขาต่อยหมัดซ้ายทะลุกระสุนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

    "ดีมาก" นางสาวพูดมากพูดอย่างพอใจ แต่ก็ไม่ค่อยประทับใจนัก
    เธอเดินหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับปืนกลหมุนที่ยิงได้ 100 นัดต่อวินาที และมันบรรจุกระสุนได้ 10,000 นัด

    ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง

    ถ้าเป็นฉากอื่น ทมาคงจะตายไปแล้ว
    แต่นี่เป็นฉากการฝึกซ้อม ดังนั้นทมาจึงไม่ตาย แค่นอนอาบเลือดเพียงเล็กน้อย

    ข้ามฉาก

    เขายืนห่างจากกระสอบเพียงสองเมตร ก่อนจะชก
    "ปุ"
    กระสอบทรายทะลุโดยไม่สัมผัสมือเขา ราวกับว่าโดนกระสุนยิงจากระยะไกล

    ข้ามฉาก

    เขานอนกลิ้งในกระทะทองแดงที่กำลังเดือดพล่าน

    ข้ามฉาก

    ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง
    ในที่สุดเขาก็ชกกระสุนหนึ่งหมื่นนัดนั้นสำเร็จ

    "ยังไวไม่พอ ลองชกด้านข้างของกระสุนดูนะ" เธอวางกระป๋องไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินห่างไปหนึ่งร้อยเมตร และเหนี่ยวไก
    เขาต่อยกระสุนได้ทัน ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้อ่าน

    ข้ามฉาก

    เขายืนอยู่ห่างจากกระสอบทรายไปหนึ่งพันเมตร เขาเพียงกำหมัดไม่แน่นนัก ก่อนจะยิงลมผ่านช่องระหว่างนิ้วมือ

    บู้ม
    กลายเป็นโกโก้ครั้นช์

    ข้ามฉาก

    "เหลือเพียงการทดสอบสุดท้ายแล้ว" นางสาวพูดมากพาเขาเดินไปยังบ้านหลังหนึ่งกลางแจ้งในยามค่ำคืน

    นางสาวทมากดรีโมต
    บ้านหลังนั้นระเบิดเป็นเสี่ยงๆ โดยทันที

    เขามองเห็นชิ้นส่วนของบ้านค่อยๆ พุ่งมาหาเขาอย่างช้าๆ
    เขาต่อย ต่อย ต่อยและต่อย แต่เขาก็ไม่สามารถต่อยได้ทัน แม้ว่าเขาจะส่งลมตามแต่ละหมัดไปก็ตาม

    เขาจึงเริ่มใช้ศอกเข้าประกอบท่วงท่า
    ลมจากศอกนั้นโค้งไปสกัดชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ แม้จะไม่แรงเท่าหมัดเหล่านั้นก็ตาม

    ทุกชิ้นส่วนถูกขยี้สิ้นด้วยฤทธิ์หมัดและศอก

    เขาก็สำเร็จการฝึกฝน
    นางสาวพูดมากพาเขาไปพักผ่อน

    ---

    เขา ตื่นมาในห้องโถงอันยิ่งใหญ่ มองไปทางซ้ายเขาเห็นผู้ชายผู้หญิงที่ยืนนิ่ง สวมชุดสีแดง ในขณะที่มองไปทางขวา เขาเห็นผู้ชายผู้หญิงที่ตั้งท่าพร้อมจะต่อย สวมชุดสีน้ำตาล

    เขาเองก็สวมชุดสีน้ำตาลเช่นเดียวกัน

    ด้านหลังเขามีชายชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งรถเข็น เขาสวมชุดสีแดงฉาน ตาเขาจ้องอย่างไร้อารมณ์

    เขาเดินไปด้วยการควบคุมของอาโก บัดนี้สงครามความแค้นที่ดำเนินมาอย่างยาวนานจะเริ่มขึ้น

    เพราะว่าอาจารย์ทั้งสองสำนักไม่มีปัญญาที่จะสะสางความแค้นของตัวเอง จึงต้องสะสางผ่านลูกศิษย์

    นางสาวพูดมากยืนอยู่อย่างสั่นเทา ปกติการประลองจะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เธอรู้สึกหนาวเล็กน้อย
    "ฮัดชิ่ว" เธอจาม
    การอำนวยความสะดวกให้กับการต่อสู้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดสำหรับเธอ สมัยที่เธอต่อสู้นั้นยังไม่มีกระทั่งพัดลมเสียด้วยซ้ำ

    "เริ่มการประลองได้!"
    นางสาวพูดมากกับผู้หญิงอีกคน ที่เป็นหลานสาวของเจ้าของค่ายเตะอเวจี ต่างตะโกนพร้อมกัน

    สตรีที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขากระโดดเข้ามาเตะเขาเพียงเสี้ยววินาทีหลังจากสิ้นพยางค์สุดท้าย

    พักโฆษณา

    ---

    อยากบำรุงร่างกายใช่ไหม
    ดื่มกาแฟอาแปะสิ

    จากการวิจัยของไอ้หมอนั่น เราค้นพบว่า 11% ของผู้ดื่มนั้นเลิกเข้าโรงพยาบาล*

    *เพราะคน 10% ที่ดื่มกาแฟนั้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

    ---

    เขาเอี้ยวตัวหลบฝ่าเท้าของสตรีนางนั้น ก่อนจะต่อยขากับส่งลมจนขาเธอสั่นระริก
    ขาของเธอรับการกระแทกถึงสี่สิบครั้งก่อนที่หมัดของเขาจะเข้าปะทะกับขา

    เขาไม่มีเวลาจะใส่ใจกับสิ่งรอบตัว แม้ว่าเลือดกับเหงื่อจะไหลกระเด็นไปตามอากาศรอบตัวเขา

    เขาก้มตัวลงไปจับขาของเธอ แล้วเดินเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ
    เธอไม่สามารถทำอะไรได้เพราะวิธีของค่ายเตะอเวจีนั้นจะเน้นเท้ากับขาเป็นหลัก

    "ผลั่ก!" หมัดเขากระแทกเข้ากับใบหน้าของเธอ
    "และผลไม้!" อันนี้ไม่เกี่ยว ผู้เขียนต้องการแทรกมุกแป้กลงไป

    เธอล้มลงกับพื้น
    หมดสติ

    เมื่อคู่ต่อสู้ของเขาล้มลง เขาก็รอจนกว่าจะมีคู่ต่อสู้ให้เขาเอาชนะ

    เขาถูกจับให้สู้กับหนุ่มเสื้อแดงคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่ง จนกระทั่งไม่มีใครให้เขาสู้แล้ว

    และแล้วชัยชนะก็ตกอยู่กับค่ายหมัดนรก แต่เหลือปัญหาอีกอย่างเดียว
    คือใครจะเป็นหัวหน้าค่ายหมัดนรกคนต่อไป

    และก็เหลือเพียงมนุษย์คนเดียวที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขา
    เขาคือไผไผ

    ผู้ซึ่งสวมชุดสีน้ำตาล

    ไผไผกลั้นหายใจ ก่อนจะต่อยกับยิงลมเป็นหมื่นครั้งในหนึ่งกำปั้น ทมาก้มตัวหลบ
    ก่อนจะต่อยเข้าไปที่ขาซ้ายของไผไผอย่างรุนแรง ขาเขากระเด็นหลุดพร้อมกับเลือดที่ทะลัก

    ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก ในเมื่อค่ายหมัดนรกไม่ได้รับการฝึกฝนความแข็งแกร่งในช่วงขา

    ในที่สุดเขาก็ชนะ

    ไผไผล้มลงกับพื้นด้วยความตกใจ ท่ามกลางนักสู้จำนวนมากที่นอนสลบอยู่บนพื้น

    อยู่ๆ ผู้ที่สลบลงกับพื้นนายหนึ่งก็วิ่งเข้าไปกัดกินแขนนางสาวพูดมาก
    "อ๊ากกกกกกกกก" เลือดของเธอกระจาย แล้วเธอก็วิ่งเข้าไปกัดหลานสาวของเจ้าของค่ายเตะอเวจี

    ชายชราเสื้อแดงที่อยู่บนรถเข็นพยายามขยับตัวเองหนีไปด้วยเท้า เขานั่งรถเข็นเพราะเขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
    เขาเป็นปรมาจารย์ค่ายเตะอเวจี
    ที่กำลังตกลงจากบันไดด้วยความเกรงกลัว และแล้วเขาก็คอหักตาย

    ดวงไฟปรากฎตัวขึ้น ก่อนจะกระเด็นด้วยแรงถีบของวิญญาณ

    นักสู้ของแต่ละค่ายต่างลุกขึ้นมาด้วยความกระหายเนื้อมนุษย์ ลมหมัดและคมถีบต่างพัดผ่านอย่างไร้ปราณี

    "เราต้องหนีกันแล้ว" เขาพูดพลางแบกไผไผออกไปจากสถานที่แห่งนั้น
    เขากับไผไผต่อยซอมบี้ออกไป ก่อนจะพากันหนีออกไปจากห้องโถงอันใหญ่ยักษ์

    ---

    เขาได้กลิ่นกาแฟที่ออกมาจากลมหายใจของไผไผ ผู้ซึ่งกำลังทรมานกับการสูญเสียขา

    เลือดยังไหลไม่หยุด
    พวกเขาจะหยุดวิ่งไม่ได้ เพราะพวกนักสู้เหล่านั้นยังคงวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ

    ขาเขาเริ่มอ่อนแรง
    ในที่สุดเขาก็วางไผไผลงกับพื้น

    ก่อนจะวิ่งหนีไปเอง

    ไผไผพยายามคลานตาม แต่ก็ไม่สามารถตามทันทมาได้ เนื่องจากไผไผมีขาน้อยกว่ากว่าทมาอยู่ข้างหนึ่ง

    ไผไผหันไปทางทมา "การประลองของเรายังไม่จบสิ้น!" เขาตะโกน
    "แกมันอ่อนแอ!" ทมาตะโกนกลับก่อนจะวิ่งหนีไปด้วยความกล้าหาญ

    อ่อนแอรึ
    ไผไผครุ่นคิด

    สิ่งที่ทำให้ฉันอ่อนแอคือจุดอ่อน
    ไผไผส่งลมชกนักสู้เหล่านั้นพลางนึก

    และจุดอ่อนอย่างหนึ่งที่ฉันเคยมีก็ได้หมดไปแล้ว
    ไผไผมองไปทางซ้ายของเอว

    ก่อนจะมองเห็นจุดอ่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

    เขากัดฟัน
    ก่อนจะส่งลมกระแทกเข้ากับขาขวาของเขาเป็นหมื่นครั้ง

    และตามด้วยหมัดขวา
    น้ำตาเขาไหลออกเมื่อขาขวาของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ

    เป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า เพราะไม่มีใครจะสามารถใช้จุดอ่อนมาเอาชนะเขาได้อีกแล้ว

    บัดนี้นักสู้ทั้งหลายกำลังวิ่งตามมา
    เขาส่งลมต่อยอย่างไม่หยุดยั้ง

    จนกระทั่งลมเหล่านั้นทำให้เขากระเด็นผ่านหน้าต่างโรงพยาบาลในแดนเนรมิต
    เขาสลบไป ก่อนนางพยาบาลจะเข้ามาทำการดูแลรักษา

    ส่วนทมาที่ทราบถึงความอันตรายของสถานการณ์ ก็ได้อพยพด้วยการไปแดนเนรมิต

    นักสู้เหล่านั้นได้กลายเป็นซอมบี้ไปเรียบร้อยแล้ว
    ไม่ มีใครสามารถหนีพวกนั้นได้ทัน เนื่องจากกำปั้นของซอมบี้หมัดนรกได้ต่อยทะลุทุกสถานที่ที่มนุษย์จะเข้าไปหลบ ซ่อน และฝีเท้าของซอมบี้เตะอเวจีก็ไล่ตามทุกมนุษย์ที่พยายามวิ่งหนีพวกเขา

    และ แล้วซอมบี้เหล่านั้นก็หันไปกัดกินทุกชีวิตในปราสาท รวมทั้งราชินีดิมวิ ส่งผลให้ราชารีทาร์เกิดความเศร้าสลดเป็นอย่างมาก เขาสาบานว่าเขาจะสร้างนครให้กลับไปรุ่งเรืองดังก่อนให้ได้

    เมื่อเกิดเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดขึ้น ก็มีการป้องกันอย่างแน่นหนาในพื้นที่ระหว่างแดนเนรมิตกับนครบรรลัย

    ทมา โทรไปแจ้งผู้สื่อข่าว ก่อนจะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกว่าเขาทิ้งไผไผไว้ในเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้

    ทมากลายเป็นคนดังข้ามคืน ในฐานที่เขาเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวจากนครบรรลัย

    และแล้ว หลังจากที่ภัยซอมบี้ระบาดนั้นหมดไป
    ก็มีบริษัทเกมบริษัทหนึ่งติดต่อให้เขาไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับซอมบี้เหล่านั้น ให้คนทำเกมทั้งหลายไปดัดแปลงให้สนุกสนาน
    พวกซอมบี้หมัดนรกนั้นดูไม่สมจริง จึงถูกตัดออกไป
    เหลือเพียงพวกซอมบี้เตะอเวจีที่ยังอยู่ในเกมนั้น

    บัดนี้ เกมนั้นได้ถูกวางขายให้เยาวชนได้รื้อฟื้นประสบการณ์การฆ่าซอมบี้เรียบร้อยแล้ว

    Left 4 Dead

    จำหน่ายแล้วตามร้านขายเกมทั่วไป


  7. #7
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่หก เวลาจะช่วยอะไร

    ฉากสีขาวดำ ในนครบรรลัย
    เมื่อร้อยแปดสิบปีก่อนฉากสีซีเปีย


    ชายหัวล้านอายุหกสิบปีเดินทางกับหญิงชายจำนวนมากในเสื้อกราวน์ปรากฎตัวจากกลางอากาศ


    "สำเร็จ! การทดลองครั้งนี้สำเร็จ แต่พวกเราจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เราจะต้องรีบเอาตัวอย่างเลือดไปทำยาแก้ให้ได้"


    พวกเขาเดินทางมาสู่แดนเนรมิต


    การวิจัยจะต้องดำเนินต่อไป


    ---


    ฉากสีขาวดำ ในแดนเนรมิต
    เมื่อร้อยห้าสิบปีก่อนฉากสีซีเปีย


    ชายชราหัวล้านอายุ 90 ปี นอนสั่งเสียกับทีมนักวิจัยที่ยืนอยู่รอบเตียง


    "การวิจัยจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อนครบรรลัยจะกลับมารุ่งเรืองดังเก่า


    พวกท่านได้อุทิศกายและใจให้กับบ้านเมืองมาเนิ่นนาน


    น่าเสียดายที่ผลงานของพวกท่านจะไม่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
    ถ้ามันถูกจารึกเอาไว้ อนาคตอาจเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้


    ข้าพเจ้าหวังว่าพวกท่านทั้งหลายจะดำเนินงานต่อไป เพื่อประโยชน์สุขของนครเรา


    เหตุการณ์นั้นจะต้องไม่เกิดขึ้น"


    แล้วคอของชายชราก็พลิกไปทางขวา
    วิญญาณเขาหลุดจากร่าง


    แต่ยังไม่ไปสู่ปรโลกจนกระทั่งอีกสองร้อยปีต่อมา


    ---


    ฉากสีซีเปีย ในแดนเนรมิต


    0.00 น.


    เขาเฝ้าดูการวิจัยมาโดยตลอด มันกำลังเป็นไปด้วยดี


    ในที่สุดก็มาถึงวันนี้ วันที่เขาสั่งให้ต๊อดย้อนเวลามา


    16.00 น.


    วิญญาณยังรู้สึกตื่นตระหนก
    เขาอยากจะรู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในช่วงเวลาที่เขาสั่งให้ต๊อดย้อนมา


    แต่เขาก็ยังไม่สามารถหาจุดที่ต๊อดใช้ย้อนเวลาได้


    17.50 น.


    ในที่สุดเขาก็สามารถหาตำแหน่งของต๊อดเจอ ต๊อดเดินออกมาจากบ้านร้างหลังหนึ่งพร้อมกับเด็กผู้ชายสองคน
    คนหนึ่งใส่แว่น คนหนึ่งไม่ใส่


    "เรากลับบ้านกันนะ" ต๊อดกล่าวด้วยเสียงอันสั่นไหว


    18.00 น.


    ทั้งสามเดินขึ้นไปบนสะพานลอย ต๊อดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
    ก่อนจะจับเด็กแว่นเหวี่ยงลงไปสู่สะพานลอย


    เด็กผู้ชายวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต


    ต๊อดตะโกนกรีดร้องอย่างทรมานก่อนจะกระโดดลงจากสะพานลอย


    เขาพบเห็นผลของการกระทำของเขา
    และนิ่งเงียบไปด้วยความตกใจ


    เขาทำให้คนสองคนตายเพื่อนครเขาจะอยู่รอด
    มันคุ้มค่ากับการสูญเสียไหม


    มันเป็นการสูญเสียที่ไม่น่าเกิดขึ้น เขาน่าจะทดลองด้วยตัวของเขาเองเหมือนกับตอนที่เขาย้อนเวลาครั้งแรก


    เขาติดตามเด็กผู้ชายที่กำลังวิ่งหนี พบกับบุรุษมีอายุผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อกราวน์
    เป็นหนึ่งในนักวิจัยของเขา
    เขาพุ่งเข้าไปในหัวของนักวิจัยผู้นั้น ส่งความคิดเขาเข้าไปภายในเสี้ยววินาที


    "ฉันคือรีทาร์ เป็นผู้ที่ริเริ่มโครงการป้องกันซอมบี้ระบาดในนครบรรลัย
    เด็กคนนี้เป็นผู้ที่รับผลกระทบจากการย้อนเวลาของพวกเรา


    ช่วยเขาซะ เขาอาจมีประโยชน์กับพวกเราในอนาคต"


    บุรุษผู้นั้นตะโกนเรียกเด็กผู้ชายที่กำลังวิ่งหนี
    ก่อนจะรับเขามาดูแล


    ---


    40 ปีถัดมา ในนครบรรลัย


    ชายหัวล้านวัยห้าสิบปีปรากฎตัวขึ้นจากความว่างเปล่า
    เขาสะพายกระเป๋าไว้ข้างหลัง มือเขาสอดอยู่ภายในกล่องประหลาด


    "ข้าทำสำเร็จแล้ว" เขากล่าวอย่างดีใจ เวลากับทรัพย์สินที่เขาสูญเสียไป ไม่ได้เสียไปอย่างสูญเปล่า


    ภาย ในกระเป๋าใบนั้นมีความหวังของนครบรรลัยบรรจุอยู่ มันมีทั้งทรัพย์สิน แบบร่างของเครื่องย้อนเวลารุ่นแรก รวมทั้งทฤษฎีต่างๆที่อยู่ในกระเป๋าเพื่อใช้พิสูจน์ความสามารถของเครื่องนี้ กับตัวอย่างเลือดซอมบี้ทั้งสี่หมู่ที่อยู่ในขวดพลาสติก


    เขาไปเข้าเฝ้าราชารีทาร์เพื่อขออนุญาตรวบรวมนักวิจัยในวัยหนุ่มสาวจำนวนมากจากนครบรรลัยเพื่อทำโครงการลับโครงการหนึ่งภายในนครบรรลัย


    ราชารีทาร์มองเห็นประกายอย่างหนึ่งในตาของเขา ขณะนั้นราชารีทาร์ยังมีพระชนมพรรษาเพียง 30 พรรษา
    พระเกศาของพระราชามัดเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ภายใต้มงกุฎนั้น ทำให้เขานึกถึงอดีตเมื่อนครบรรลัยยังรุ่งเรือง


    ราชารีทาร์ไม่เคยรู้ว่านักวิจัยจำนวนนั้นหายไปไหน และเขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน


    ---


    ฉากเป็นปกติ บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นปัจจุบัน
    8.00 น.


    ณ ศูนย์วิจัยแห่งหนึ่ง ในนครบรรลัย


    "ภารกิจนี้สำคัญมาก พยายามกลับมาให้ได้ รีบเดินทางไปแดนเนรมิตโดยไว"


    ชายหัวล้านอายุหกสิบปีผู้สวมใส่ชุดสีขาว กล่าวกับชายหนุ่มคนหนึ่งนามว่าต๊อด


    "แกอย่าลืมพาคนไปกับแกด้วยนะ จะได้พิสูจน์ว่าสามารถกระทำการทดลองนี้ได้หลายคน
    เอาเด็กอนุบาลไปก็ได้ เด็กมันหัวอ่อน ว่าง่าย" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย ต๊อดพยักหน้าอย่างว่าง่าย


    ชายหัวล้านผู้นี้มีนามว่ารีทาร์ บัดนี้เขายืนด้วยความสั่นเทา
    เขารู้สึกโชคดีที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดครั้งนั้น แต่มันได้ทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง


    บัดนี้ความยากลำบากของการเป็นพระราชานั้นหมดไปแล้ว หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาฟื้นฟูนครบรรลัยมาเป็นเวลาห้าปี


    "เรา มีเวลาไม่มากแล้ว อีกไม่กี่วันจะเกิดภัยซอมบี้ระบาดในนครบรรลัย เราคิดว่าสิบปีนั้นจะเพียงพอที่จะคิดค้นวัคซีน ถ้าต๊อดไม่กลับมาจากการทดลอง เราทุกคนจะต้องเสี่ยงทำการทดลองนี้อีกครั้ง ขอให้พวกท่านรีบสร้างเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาใหม่จากแบบร่าง ให้เหมือนกับเครื่องย้อนเวลารุ่นที่สองที่เราให้กับต๊อดไป เผื่อไว้ว่าเราจำเป็น ต๊อด แกรีบไปให้เร็ว"


    คุณสมบัติของเครื่องย้อนเวลารุ่นที่สองมีดังนี้


    1. เวลาที่ย้อนกลับไปนั้นจะต้องเป็นปีๆ เพราะในแต่ละปีนั้น โลกจะอยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด แต่ถ้าหากย้อนเวลาไปครึ่งปี โลกอาจโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปได้ครึ่งรอบ ส่งผลให้ปรากฎตัวในอวกาศ
    2. ผู้ที่ใช้งานเครื่องย้อนเวลาจะต้องรู้จักระบบตัวเลข
    3. ต้นแบบเครื่องย้อนเวลานั้นสามารถย้อนเวลาไปได้หลายคน ต่างจากรุ่นแรกที่ย้อนไปได้เพียงคนเดียว โดยเครื่องย้อนเวลาจะย้อนทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ โดยอิงเอื้อมแขนของแต่ละคนเป็นขอบรัศมี ทุกสิ่งที่อยู่ภายในรัศมี รวมทั้งผู้ที่ทำแขนอยู่รอบๆ รัศมี จะถูกย้อนเวลากลับไปทั้งสิ้น
    4. เครื่องย้อนเวลามีความเปราะบางเป็นอย่างมาก (แม้ว่าภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ด้วยกลไกต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ภายในจำนวนมาก ที่จะแปลงผู้ใช้งานให้กลายเป็นแสง ก่อนจะบดขยี้แสงนั้นให้กลายเป็นสสารอากาศ และแปลงเป็นสสารซึ่งสามารถทนต่อการเคลื่อนไหวเหนือความเร็วแสงได้ ตัวเครื่องจักรจะคำนวนว่าสสารนั้นจะต้องใช้เวลามากเท่าใดในการย้อนเวลา ก่อนจะส่งสสารไปนอกโลกและไปสู่อวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง และส่งกลับไปยังโลกเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ประกอบสสารจากการบดขยี้แสง ก่อนจะใช้ข้อมูลที่เครื่องย้อนเวลาบันทึึกเอาไว้เป็นแม่แบบ แปลงแสงกลับเป็นผู้ที่ใช้งาน โดยสสารที่ผ่านการย้อนเวลาจะอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ)
    5. เครื่องย้อนเวลาสามารถย้อนเวลากลับไปสู่อนาคตได้


    ---


    สองวันต่อมา


    "ต๊อดยังไม่กลับมา บัดนี้ได้เวลาของพวกเราแล้วที่จะเสี่ยงกับความตาย เพื่อความเจริญผาสุขของนครบรรลัยในอนาคต"


    แต่ในใจของรีทาร์ การเสี่ยงนั้นเริ่มขึ้นเพราะเขาไม่อยากพบกับโศกนาฏกรรมครั้งนั้นอีก


    บัด นี้นักวิจัยทั้งหลายต่างจับมือกันเป็นวงกลมรอบรีทาร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายมหาศาล รีทาร์สอดมือเข้าไปในกล่องประหลาด มือเขาสั่นเทาด้วยความชรา


    บังเกิดตัวเลขขึ้นในสมอง
    เลขหลักที่สามขยับลงไปสองตัวเลข
    เลขหลักที่สองขยับลงไปสี่ตัวเลข


    พวกเขาจะเดินทางไปสองร้อยสามสิบปีก่อน
    ภัยซอมบี้จะต้องไม่เกิดขึ้น


    และแล้วพวกเขาก็หายไป
    สู่ฉากขาวดำเมื่อสองร้อยสามสิบปีก่อน


    ---


    "เมื่อไหร่ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันจะส่งเฟอร์นิเจอร์มาให้ฉันสักที ฉันเบื่อจะรอแล้วนะ" เธอกล่าวอย่างหมดอารมณ์
    ความอดทนของพระราชินีดิมวิลดลงไปเรื่อยๆ


    พระราชารีทาร์รู้สึกน้อยใจที่พระราชินีดิมวิไม่เป็นเหมือนก่อน
    เธอเริ่มเปลี่ยนไป ไม่เหมือนตอนที่เธอยังเป็นนางสาวอุฮิ


    ทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้นะ


    วันนั้น เขาเดินทางกลับไปสู่แดนเนรมิตเพื่อระลึกถึงความหลัง


    การเป็นสามัญชนนั้นไม่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง
    ไม่ต้องทนกับสภาพการกดดันในปราสาท
    แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเขาพร้อม เขาจะเดินทางกลับไปดูแลประชาชนในเมืองให้เป็นสุข


    ---


    สองวันต่อมา


    ราชาริทาร์พบข่าวอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อนครบรรลัยถูกทำลายล้างด้วยฝูงซอมบี้จำนวนมาก


    ราชินีดิมวิอันเป็นที่รักของเขาก็ได้สวรรคตไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น


    เขาสาบานกับตัวเองว่าจะอุทิศตัวเองเพื่อนครบรรลัย
    สร้างมันให้กลับไปรุ่งเรืองเหมือนเก่า


    ผู้คนต่างบริจาคทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อช่วยนครบรรลัยให้กลับมาเจริญดังเดิม
    รวมทั้งอาแปะ ผู้ที่ได้บริจาคเงินเป็นจำนวนมหาศาล


    "ขอให้นครของพระองค์จงเจริญ" อาแปะกล่าว
    นอกจากนี้อาแปะยังได้ถวายลูกสาวอายุยี่สิบปีของตนเพื่อเป็นข้ารับใช้ของราชารีทาร์


    ---


    ห้าปีผ่านไป


    ในที่สุดบ้านเมืองก็กลับไปเจริญดังเก่า


    รา ชาดิมวิรู้สึกว่าพระองค์ได้ทำมามากพอแล้วในฐานที่เขาเป็นพระราชา บัดนี้พระองค์ได้สละราชสมบัติให้กับข้ารับใช้ที่สนิทที่สุดของเขา คือลูกสาวของอาแปะ


    เธอทำให้เขานึกถึงราชินีดิมวิ


    บัดนี้เขาอายุสี่สิบห้าปีแล้ว ถ้าเขาย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะรักษาผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิต
    เพราะไม่ว่าจะมีเงินจำนวนมากเท่าใด เขาก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปรักษาชีวิตของผู้ที่เป็นที่รักได้
    ไม่สามารถทำให้ผู้ตายทั้งหลายฟื้นคืนขึ้นมา


    ถ้าเขาย้อนเวลากลับไปได้


    ไหนๆ บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ขอลองสักครั้งเพื่อไม่ให้นครเขาล้มสลาย
    และรักษาชีวิตของประชาชนไม่ให้ล้มตายในห้าปีที่แล้ว


    เขาเกณฑ์นักวิจัยจำนวนมากเพื่อทำโครงการย้อนเวลากลับไปรักษาอดีต


    เขายังนำตัวอย่างเลือดซอมบี้บางส่วนมาจากนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาวิธีแก้การเป็นซอมบี้ได้


    ---


    พวกนักวิจัยใช้เวลาเพียงสองปีก็สร้างตัวต้นแบบเครื่องย้อนเวลาได้ เป็นกล่องประหลาดชนิดหนึ่ง


    ต้นแบบของเครื่องย้อนเวลาจะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ
    1. เวลาที่ย้อนกลับไปนั้นจะต้องเป็นปีๆ เพราะในแต่ละปีนั้น โลกจะอยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด แต่ถ้าหากย้อนเวลาไปครึ่งปี โลกอาจโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปได้ครึ่งรอบ ส่งผลให้ปรากฎตัวในอวกาศ
    2. ผู้ที่ใช้งานเครื่องย้อนเวลาจะต้องรู้จักระบบตัวเลข
    3. ต้นแบบเครื่องย้อนเวลานั้นสามารถย้อนเวลาไปได้เพียงคนเดียว แต่ในอนาีคตหากมีการพัฒนาแล้ว อาจสามารถย้อนเวลาได้เป็นกลุ่มได้
    4. เครื่องย้อนเวลามีความเปราะบางเป็นอย่างมาก (แม้ว่าภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ด้วยกลไกต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ภายในจำนวนมาก ที่จะแปลงผู้ใช้งานให้กลายเป็นแสง ก่อนจะบดขยี้แสงนั้นให้กลายเป็นสสารอากาศ และแปลงเป็นสสารซึ่งสามารถทนต่อการเคลื่อนไหวเหนือความเร็วแสงได้ ตัวเครื่องจักรจะคำนวนว่าสสารนั้นจะต้องใช้เวลามากเท่าใดในการย้อนเวลา ก่อนจะส่งสสารไปนอกโลกและไปสู่อวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง และส่งกลับไปยังโลกเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ประกอบสสารจากการบดขยี้แสง ก่อนจะใช้ข้อมูลที่เครื่องย้อนเวลาบันทึึกเอาไว้เป็นแม่แบบ แปลงแสงกลับเป็นผู้ที่ใช้งาน โดยสสารที่ผ่านการย้อนเวลาจะอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ)
    5. ต้นแบบเครื่องย้อนเวลาเป็นต้นแบบ ดังนั้นย่อมมีความเป็นไปได้เสมอๆ ที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้น
    6. เครื่องย้อนเวลายังไม่สามารถย้อนเวลากลับไปสู่อนาคต


    เขาอาสาที่จะทดลองด้วยตัวเอง เขาไม่ต้องการให้ใครตายไปโดยไม่จำเป็น


    เมื่อถึงวันที่ทดลอง นักวิจัยทั้งหลายได้ยืนร่วมกับรีทาร์
    เขา แบกกระเป๋าสะพายที่บรรจุทรัพย์สินของนครบรรลัยเอาไว้ รวมทั้งร่างของต้นแบบเครื่องย้อนเวลา กับทฤษฎีต่างๆ ที่รีทาร์จะสามารถใช้จูงใจนักวิจัยคนอื่นๆ ในอดีตให้เข้าร่วมกับเขาได้ รวมทั้งตัวอย่างเลือดซอมบี้สี่ชนิด ทั้ง A B AB และ O ที่บรรจุไว้ในขวดพลาสติก เพื่อนำไปใช้หายารักษาในอนาคต


    "ถ้าหากเราไม่กลับมา ขอให้ท่านอุทิศชีวิตเพื่อชาวประชาต่อไป เราขอบคุณท่านเป็นอย่างมากที่ทำให้มันเป็นไปได้"


    เขาสอดมือทั้งสองข้าง ก่อนจะชูมือขึ้น
    เขาจินตนาการหาตัวเลข


    เส้นผมของเขาปิดบังคลื่นข้อมูล เครื่องย้อนเวลาจึงส่งคลื่นข้อมูลแรงขึ้น เข้มข้นขึ้น ไปสู่เส้นผมของเขา


    จนกระทั่งเส้นผมของเขาปะทุขึ้นเป็นเปลวเพลิง


    เขาปล่อยมือจากกล่องประหลาดด้วยความเจ็บปวด นักวิจัยทั้งหลายรีบเอาน้ำมาดับ


    บัดนี้เขาหัวล้าน
    แต่เส้นผมก็เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เขาสูญเสีย
    เพื่อบ้านเมืองและสตรีที่เขารัก เขาทำได้


    ---


    ในที่สุด หลังจากสามปีผ่านไป พวกเขาก็ได้สร้างเครื่องย้อนเวลาขึ้นมาใหม่ เป็นเครื่องย้อนเวลารุ่นแรก


    1. เวลาที่ย้อนกลับไปนั้นจะต้องเป็นปีๆ เพราะในแต่ละปีนั้น โลกจะอยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด แต่ถ้าหากย้อนเวลาไปครึ่งปี โลกอาจโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปได้ครึ่งรอบ ส่งผลให้ปรากฎตัวในอวกาศ
    2. ผู้ที่ใช้งานเครื่องย้อนเวลาจะต้องรู้จักระบบตัวเลข
    3. ต้นแบบเครื่องย้อนเวลานั้นสามารถย้อนเวลาไปได้เพียงคนเดียว แต่ในอนาีคตหากมีการพัฒนาแล้ว อาจสามารถย้อนเวลาได้เป็นกลุ่มได้
    4. เครื่องย้อนเวลามีความเปราะบางเป็นอย่างมาก (แม้ว่าภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ด้วยกลไกต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่ภายในจำนวนมาก ที่จะแปลงผู้ใช้งานให้กลายเป็นแสง ก่อนจะบดขยี้แสงนั้นให้กลายเป็นสสารอากาศ และแปลงเป็นสสารซึ่งสามารถทนต่อการเคลื่อนไหวเหนือความเร็วแสงได้ ตัวเครื่องจักรจะคำนวนว่าสสารนั้นจะต้องใช้เวลามากเท่าใดในการย้อนเวลา ก่อนจะส่งสสารไปนอกโลกและไปสู่อวกาศด้วยความเร็วเหนือแสง และส่งกลับไปยังโลกเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ประกอบสสารจากการบดขยี้แสง ก่อนจะใช้ข้อมูลที่เครื่องย้อนเวลาบันทึึกเอาไว้เป็นแม่แบบ แปลงแสงกลับเป็นผู้ที่ใช้งาน โดยสสารที่ผ่านการย้อนเวลาจะอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ)
    5. เครื่องย้อนเวลาสามารถย้อนเวลากลับไปสู่อนาคตได้


    อีกครั้งที่เขาอาสาทดลองด้วยตัวเอง แม้ว่าคราวนี้สมองเขาจะมอดไหม้เท่าใด เขาก็ยอม


    กระเป๋าเขามีทรัพย์สินของนครบรรลัย ร่างของเครื่องย้อนเวลารุ่นแรก ทฤษฎีย้อนเวลา ตัวอย่างเลือดซอมบี้ทั้งสี่หมู่


    บัดนี้รีทาร์มีอายุห้าสิบปี แขนเขาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยจากความชรา


    เขาชูมือขึ้นสูง มือเขาสอดอยู่ในเครื่องย้อนเวลา


    บังเกิดตัวเลขสี่หลักขึ้นในสมองของเขา


    รีทาร์นึกลดตัวเลขหลักที่สองไปสองตัว


    และแล้วเขาก็หายไป
    สู่นครบรรลัยในยี่สิบปีก่อน
    Last edited by iGao; 15-06-2012 at 01:42 AM.


  8. #8
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    246
    อิเก้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!
    CG / Weboard Name : KillerSpree | Nickname : Wan'
    Role : Support / Semi-Nuker / Nuker
    Ryuhana's Dragon
    ฝากเข้าไปอ่านและวิจารณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้เพิ่งจะหัดเขียนแบบจริงๆจังๆ

  9. #9
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    เป็นไงล่ะนายยยยยยยยยยย


  10. #10
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่เจ็ด สัจธรรมของสัตว์จะทำ (บทนี้ไม่มีซอมบี้)

    สมัยก่อนนั้น มีการตามหาสัตว์ในพงหญ้า ก่อนจะจะจับมันไปต่อสู้กับสัตว์อื่นๆ ที่ตามจับได้

    หลังจากที่มีการประลองกันจนเป็นอาชีพ และเกิดความวุ่นวายต่างๆนานามากมาย

    สัตว์เลี้ยงพวกนี้คือโปเกมอน

    ---

    ณ Pallet Town

    เจ้ามือพนันบอลเดินเข้าไปเคาะประตูบ้านของศาสตราจารย์โอ๊ค

    ศาสตราจารย์โอ๊ค ผู้ซึ่งแก่หงำเหงือก เปิดประตูบ้าน

    "ไอ้สัดโอ๊ค มึงเบี้ยวค่าบอลกู มึงต้องโดนตีน!" เจ้ามือพนันบอลตะโกนด้วย
    "พนันบอลพ่อมึงสิ! กูไม่ได้เล่นพนันไอ้เหี้ย" ศาสตราจารย์โอ๊คตะโกนกลับด้วยโทสะ
    "ก็แค่เรื่องกระโหลกกะลาแค่นี้ ไอ้หลาน!" ศาสตราจารย์โอ๊คกระซิบ ก่อนจะตะโกนเรียกหลานของเขา ซึ่งเขาก็จำชื่อไม่ได้สักทีว่าชื่ออะไร

    "มีอะไรเรอะปู่" หลานขอศาสตราจารย์โอ๊คตอบด้วยเสียงงัวเงีย
    "มึงเอาเงินกูไปเล่นพนันบอลอีกแล้วใ่ช่ไหม" ศาสตราจารย์โอ๊คถามด้วยอัธยาศัยวัยชรา
    "ใช่ ทำไมเรอะ" คำพูดของเขาถูกขัดด้วยเสียงระเบิด "บึ้ม!"

    ทั้งหลาน เจ้ามือพนันบอล กับศาสตราจารย์โอ๊คต่างถูกทำลายไปจนสิ้น

    ---

    ขณะนั้นซาโตชิกำลังจัดเรียงโปเกมอนจำนวน 150 ตัวที่เขาจับมาได้สำเร็จในห้องของเขา
    เขา ไม่ได้บรรจุพวกมันไว้ในคอมพิวเตอร์ เพราะเกิดเหตุการณ์อันตรายขึ้นมาแล้ว เมื่อโปเกมอนของผู้ฝึกบางคนสูญสลายไปเมื่อคอมพิวเตอร์มีปัญหา หรือพัง เกิดเป็นการสูญเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น

    โปเกบอล (ลูกบอลที่ใช้บรรจุโปเกมอน) ต่างถูกบรรจุไว้ในกล่องแก้วสี่เหลี่ยมอย่างเป็นระเบียบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ แต่ละกล่องมีชื่อของโปเกมอนแต่ละตัวบ่งบอกไว้อย่างชัดเจน

    แต่เขาก็ถูกขัด

    "บึ้ม" เสียงระเบิดดังขึ้นจากบริเวณใกล้เคียง
    ซาโตชิกับแม่รีบวิ่งออกไปจากบ้านโดยไว ปิกะจูวิ่งเตลิดไปด้วยความตื่นตกใจ

    "ปิกะจู! กลับมา!" ซาโตชิตะโกนเรียกสัตว์เลี้ยงสุดรักของเขา แต่มันก็วิ่งหนีหายไปในพงหญ้า

    "ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!" เสียงของสมาชิกแก๊งร็อกเก็ตหัวเราะด้วยความสะใจดังขึ้นมาจากอากาศ
    พวกเขาไม่จำเป็นต้องทนกับความล้มเหลวของไอ้สามคนนั้นอีกแล้ว
    ไม่สิ สองคนกับโปเกมอนตัวเดียว

    หลังจากที่หัวหน้าของพวกเขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับซาโตชิ เขาก็ถูกจับ
    แต่ก่อนเขาถูกจับ เขาได้ให้คำสั่งกับลูกสมุนทั้งหลาย ให้จัดการกับพวกซาโตชิให้หมด ในช่วงเวลาที่พวกมันจะไม่ตั้งตัว

    บัดนี้ลูกสมุนจำนวนมากยืนอยู่บนยอดไม้เหนือ Pallet Town
    พวกเขาแต่ละคนถือปืนขนาดใหญ่ที่สามารถยิงโปเกมอนได้ โปเกมอนที่มีรูปร่างเป็นลูกบอล ครึ่งบนสีขาว ครึ่งล่างสีแดง

    ซึ่งโปเกมอนเหล่านี้ถูกจับมาจากโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ถูกทิ้งร้างนั่นเอง

    พอมันถูกยิ่งไป จะเกิดความเร็ว ทำให้มันเปราะ และพวกมันจะระเบิดตัวเองตามสัญชาตญาณ

    "แม่มันน่าจะตายไปแล้วนี่ ทำไมมันยังอยู่แถวนี้ หรือกระทั่งการฆ่าผู้หญิงอ่อนแอคนนึงไอ้สามคนนั้นมันก็ยังทำไม่ได้?!
    เก็บพวกมันซะ" สมาชิกแก๊งร็อกเก็ตคนหนึ่งพูดพลางชี้ไปยังร่างที่พวกเขาถูกจ้างมาให้สังหาร
    "ไปเถอะ แกต้องอยู่รอด แกเป็นอนาคตของพวกโปเกมอนนะ อย่าลืม!" แม่ของซาโตชิพูดขึ้น
    "ไม่นะแม่!" ซาโตชิพูดขึ้นด้วยความตกใจ แม่ของเขาวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน เขาทำตามแต่โดยดี

    แม่ของซาโตชิกลับออกมาพร้อมกับ
    AK-47

    เธอรู้ว่าสักวันจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้

    กระบอกปืนที่บรรจุโปเกมอน (โปเกกัน) ต่างเล็งมาที่เธอ ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือ
    เป็นโอกาสให้ซาโตชิหนีไปไกลสายตา

    ปุ้งปุ้งปุ้งปุ้งปุ้ง
    บึมบึมบึมบึมบึม

    สมาชิกแก๊งร็อกเก็ตแต่ละคนยิงกราดเพื่อป้องกันการหลบหนี

    Pallet Town กลายเป็นเถ้าถ่าน

    แต่แม่ของซาโตชิยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
    หนังและเนื้อละลายออกจากร่างกาย

    เผยให้เห็นเหล็กอยู่ภายใน

    รูสองรูที่อยู่ในตาของเธอเริ่มส่องสว่างด้วยสีแดง ความลับที่เธอปกปิดไว้เป็นเวลาหลายปี บัดนี้ก็ได้เผยออกมาเสียที

    ได้เวลาที่เธอจะทำตามโปรแกรมที่เธอถูกออกแบบมา ที่จริงแล้วซาโตชิไม่รู้เลยว่าแม่ของเขาได้ตายไปเป็นปีๆ แล้ว
    ตายไปไม่นานหลังจากที่เขาได้เป็นแชมป์เปียนของโปเกมอนลีค

    เธอถูกสร้างให้มีบุคลิกภาพของแม่ของเขาเพื่อให้แฝงตัวได้โดยไม่ให้ หุ่นยนต์แบบเธอนั้นถูกสร้างเพื่อคุ้มกันแชมป์เปียนโปเกมอนลีคทุกราย

    ทุกๆ วัน เธอสวมชุดที่ปกคลุมด้วยเมตามอน ซึ่งเป็นโปเกมอนที่สามารถปลอมตัวให้เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง

    และได้เวลาแล้วที่เธอจะสังหารพวกมันให้หมด

    สายตาเธอกวาดรอบตัว
    ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง
    ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง
    ปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปังปัง

    ควันพวยพุ่งออกมาจากปืนกระบอกนั้น

    สมาชิกแก๊งร็อกเก็ตตายจนหมดสิ้น

    และผู้รอดชีวิตจากทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงซาโตชิกับเธอเท่านั้น

    และปิกะจู ผู้ซึ่งวิ่งกลับมาหาซาโตชิที่หนีอย่างไม่ติดชีวิต

    เธอจะต้องปกป้องซาโตชิต่อไป

    ---

    เหตุการณ์การระเบิด Pallet Town ทำให้เกิดการพิจารณาโปเกมอนขึ้นมาใหม่

    แต่เกิดเป็นปัญหาขึ้นเมื่อเอาโปเกมอนไปพิจารณาร่วมกับคดีต่างๆ ที่ผู้อื่นกระทำด้วยโปเกมอนของตน

    การ จะแยกว่าโปเกมอนเป็นสิ่งของ ก็ไม่ผิด เนื่องจากโปเกมอนจะทำตามคำสั่งของเจ้าของโดยไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี และพวกมันมักจะถูกจับมาโดยไม่จำยอม
    แต่จะแยกว่าโปเกมอนนั้นเป็นสิ่งมี ชีวิตที่สมรู้ร่วมคิด ก็ไม่ผิด เนื่องจากมันสามารถวิ่งหนีเจ้าของได้ทุกเมื่อ มีความคิดที่สามารถทำคำสั่งได้ แต่อาจทำไปเพราะถูกบังคับ

    ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โปเกมอนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังมหาศาล และอันตราย
    จึงมีการลงโทษผู้ที่นำโปเกมอนมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง

    ชะตา ชีวิตของเหล่าโปเกมอนยังถูกซ้ำเติม เมื่อเกิดการประท้วงจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโปเกมอนทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เริ่มรวมตัวกันเพื่อกำจัดโปเกมอนทั้งหมด

    ไม่ต้องพูดถึงการประลองโปเกมอน

    เมื่อผู้ที่ครอบครองโปเกมอนเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงส่วนตัว ยังถูกจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธอันตรายในครอบครอง

    เพราะการที่บุคคลคนใดคนหนึ่งมีอาวุธร้ายแรงในครอบครอง ก็ถือว่าเป็นบุคคลอันตรายแล้ว

    และไม่มีใครอยากเห็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก

    โปเกมอนยังถูกตามล่าอย่างไม่ลดละ และพงหญ้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของโปเกมอนก็ถูกทำลายสิ้นไปด้วยเครื่องตัดหญ้า

    ---

    ณ แดนเนรมิต
    ยี่สิบปีก่อน

    หลังจากที่เขาหนีมาจาก Pallet Town เขาก็กลายเป็นคนเร่ร่อน
    และเขากับปิกะจูจะต้องตายด้วยกันแน่ถ้าพวกเขายังเดินทางด้วยกันอยู่

    เขาจึงต้องยอมทิ้งปิกะจู เพื่อให้มันปลอดภัย

    "ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจะดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณให้ดีที่สุดค่ะ" ผู้หญิงคนหนึ่งรับปิกะจูไว้ในอ้อมกอดของเธอ
    "ปิ กะปิก้า!" ปิกะจู (ผู้ซึ่งมีตัวสีเหลือง หน้าเหมือนหนู ช็อตไฟฟ้าได้ ผู้ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรแล้วถ้าหากท่านไม่รู้จักปิกะจู) ตะโกนเรียกซาโตชิ ไอ้หนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีที่เคยเป็นเจ้าของมัน

    บัดนี้โปเกมอนทั้ง 150 ตัวที่เขาเคยจับมา ก็ถูกทำลายในการระเบิดไปหมดแล้ว

    ดีไม่ดีจะเหลือเพียงปิกะจูเท่านั้น ที่เหลือรอดจากการฆ่าล้างบางเหล่าโปเกมอน

    เขาหลบซ่อนอยู่ในเมืองด้วยความเศร้าสลด
    เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่

    และแล้วเขาก็ได้งาน
    ในฐานที่เขารู้จักสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดี เขาจึงเป็นคนสำคัญในคณะนักวิทยาศาสตร์ในแดนเนรมิต

    คนกลุ่มนี้ต้องการวิธีที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นสำหรับเหล่าสรรพสัตว์
    มีการทดลองมากมาย และเขาก็ดีใจที่เขาได้เป็นส่วนร่วม

    ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

    ---

    เวลาผ่านไปเพียงสองปี

    บัดนี้พิกาจูถูกส่งผ่านไปหลายมือ เพราะมันเป็นสัตว์เลี้ยงที่หายาก
    ในที่สุดมันก็ถูกส่งไปที่นครบรรลัย

    เพราะเจ้าชายรีทาร์ทรงต้องการสัตว์เลี้ยงแปลกประหลาด
    ซึ่งแม้แต่ซาโตชิก็ยินดีในการตัดสินใจของเจ้าชาย

    แต่แล้วพระองค์ก็ได้ตอบแทนให้กับประชาชนของพระองค์
    ด้วยการปล่อยให้ปิกาจูเป็นสัตว์สาธารณะ

    เพื่อที่แต่ละคนจะได้มีส่วนร่วมในการดูแลสัตว์เลี้ยงของเจ้าชาย

    แต่ของสาธารณะย่อมถูกดูแลแบบทิ้งขว้าง

    ---

    เด็กเล็กๆ สามคนกำลังชกต่อยพิกาจูอย่างสนุกสนาน มันร้องด้วยความเจ็บปวด
    พ่อของเด็กทั้งสามกำลังห้ามปรามลูกๆ ไม่ให้ทำความรุนแรง
    "นั่นเป็นสัตว์ของเจ้าชายที่ถวายมาให้กับพวกเรานะลูก อย่าไปต่อยมันแบบนั้น!" เขารีบดึงตัวลูกทั้งสามออกมาจากสัตว์เลี้ยง

    แต่เป็นโชคร้ายที่ความอดทนของมันสิ้นสุดลงแล้ว

    มันจะไม่มีวันเจอกับคนดีๆ แบบที่พวกมันเคยเจออีก

    "ปิก้า!" ปิกาจูยิงสายไฟฟ้า 75,000 โวลต์เข้าไปยังมนุษย์ทั้งสี่
    ร่างของพวกเขากระตุก เส้นผมของพวกเขาฟูขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า
    พวกเขาตายในทันที

    มันวิ่งหนีไปด้วยความกลัวตาย

    ---

    มีคนไปแจ้งเจ้าชายรีทาร์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    พระองค์ทรงเป็นห่วงชาวประชา

    ---

    ณ แดนเนรมิต
    สิบเจ็ดปีก่อน

    "เราได้รับตัวอย่างใหม่มาจากนครบรรลัยแล้วนะ" นักวิทยาศาสตร์นายหนึ่งกล่าว "ฝากแกไปตรวจสภาพร่างกายมันด้วย เราจะเริ่มการทดลองต่อไป"
    "ตัวอย่างอยู่ไหนล่ะ" ซาโตชิกล่าวอย่างไร้อารมณ์ เขากำลังนึกถึงปิกาจูที่จากเขาไปเมื่อสามปีก่อน

    จนกระทั่งเขาเห็นสัตว์เลี้ยงสีเหลืองถูกอุ้มมาหาเขา มันกำลังนอนคว่ำอยู่

    เขาวิ่งไปหามันด้วยความดีใจ

    "ปิกาจู!" เขากอดมัน
    "ปิก้า!"

    "เราเพิ่งจะทำความสะอาดมัน" นักวิทยาศาสตร์กล่าว
    "จับมันระวังๆ หน่อย" ก่อนจะพลิกตัวมัน แขนมันพลิกหงาย หางมันห้อยลงไปที่พื้น ตามันหลับ

    เสียงเมื่อกี๊มาจากหัวของเขาเอง

    "...สมองมันอาจทะลักออกมาได้"

    บนหน้าผากของมัน
    มีรูทะลุเข้าไปถึงกระโหลก


Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •