+ Reply to Thread
Page 2 of 2 FirstFirst 12
Results 11 to 20 of 20
  1. #11
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่แปด เด็กเสื้อส้มเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง


    มึงจำที่กูพูดในบทแรกได้ไหม


    ที่กูบอกว่าเด็กเสื้อส้มไม่ใช่ตัวละครสำคัญในบทแรกน่ะ

    กูหลอกมึง

    แหม มึงนี่เชื่ออะไรง่ายจริงๆ ไม่ไหวๆ

    โอเคนะ เริ่มบท

    ---

    ฉากสีขาวดำ ณ แดนเนรมิต
    150 ปีก่อนฉากสีซีเปีย

    อันเชื้อไวรัสที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้นั้น มันจะแบ่งตัวไปเรื่อยๆ ภายในน้ำลายหรือเลือด

    หาก เข้าไปในตัวมนุษย์เมื่อไหร่ มันจะกระจายตัวไปเหมือนกับแบคทีเรีย (1 ตัวไปเป็นสองตัว) และมันจะเริ่มแบ่งตัวจากรอยแผลสู่เส้นประสาทที่เชื่อมไปถึงสมอง ก่อนจะไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ

    ซึ่งการแบ่งตัวนั้นเริ่มจากการดูดกลืนของเหลว ก่อนจะซึมซับให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน และแบ่งตัวต่อไป
    (ซึ่งของเหลวนี้รวมถึงไอน้ำที่อยู่ในลมหายใจด้วย)

    แต่ระยะเวลาการแบ่งตัวของไวรัสซอมบี้นี้ต่างจากแบคทีเรีย
    ระยะเวลาการแบ่งตัวของแบคทีเรียจะแบ่งตัวทุกๆ 20-40 นาที
    ในขณะที่ไวรัสซอมบี้นั้นจะแบ่งตัวทุกๆ วินาที เม็ดเลือดขาวจึงไม่สามารถกำจัดมันไปได้ทันเวลา

    ดัง นั้นการจัดการเชื้อไวรัสจึงต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากเชื้อไวรัสหนึ่งตัวเข้าไปในร่างกายแม้เพียงหนึ่งนาที ก็จะมีเชื้อไวรัสถึง 576,460,752,303,423,488 ตัวด้วยกัน

    เหตุ ที่ซอมบี้สามารถทำให้มนุษย์และสัตว์เคลื่อนไหวได้ ก็เพราะว่าเชื้อไวรัสแต่ละตัวสามารถส่งข้อมูลไปหากันได้ด้วยประจุไฟฟ้า (หัวและหางของไวรัสเป็นขั้วบวกและขั้วลบ ตามลำดับ) คล้ายกับการส่งผ่านข้อมูลของเซลล์สมอง ร่างกายของซอมบี้แต่ละตัวจึงสามารถขยับได้เหมือนกับมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ ดี เพราะว่าไวรัสได้ควบคุมสมองไว้เรียบร้อยแล้ว

    เชื้อไวรัส แต่ละตัวนั้นสามารถทำได้หลายหน้าที่ในตัวมันเอง ทั้งควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกาย เผาผลาญตัวเองเป็นพลังงาน (เราจึงเห็นซอมบี้อยู่ได้หลายสัปดาห์โดยไ่ม่ต้องรับประทานอะไร)
    ด้วย ความที่เชื้อไวรัสนี้ไม่สามารถแบ่งตัวได้อีกหลังจากที่พวกมันได้กระจายไป ทั่วร่างกายแล้ว มันจึงต้องออกล่าเพื่อขยายพันธุ์ หรือกระจายการทำงานของมันไปเืรื่อยๆ

    ด้วยเหตุนี้ ไวรัสซอมบี้จึงยังไม่เริ่มควบคุมร่างกายจนกว่ามันจะลามเข้าไปถึงปอด หัวใจ กับต่อมน้ำลายเรียบร้อยแล้ว เพราะการหายใจ การกัดกิน หรือการรับเลือดจากซอมบี้ ก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายและขยายพันธุ์ต่อไปได้

    ที นี้ ที่ซอมบี้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพราะว่าเมื่อเชื้อไวรัสลามไปถึงปอด มันจะถูกหายใจออกมา และการหายใจเข้า-ออกก็ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างซอมบี้แต่ละ ตัว ซอมบี้เหล่านี้จึงสามารถทำงานร่วมกันได้ทั้งๆ ที่ไม่ีสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้อีก

    จึงมีคำแนะนำให้กำจัดซอมบี้ด้วยการยิงหัวกระโหลก เพื่อหยุดการทำงานของสมอง ไม่ให้ไวรัสควบคุมร่างกายต่อไป

    การวิจัยเพื่อทำยารักษานั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อย
    แต่ก็พบกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ง่ายๆ

    คือ ซอมบี้ตัวไหนมันจะยอมกินยารักษา อย่าว่าแต่ฉีดยารักษาเข้าไป การจะให้ผู้คนเข้าไปเอายาให้กับซอมบี้ก็เปล่าประโยชน์ เพราะพวกเขาเองก็จะกลายเป็นซอมบี้ด้วย

    แผนการพัฒนายารักษาสภาพซอมบี้จึงถูกล้มเลิกไป

    ด้วยทรัพย์สินมหาศาลที่นักวิจัยทั้งหลายนั้นมี พวกเขาได้ค่อยๆ คิดคุณสมบัติของยาต้านซอมบี้ขึ้นมา
    ซึ่งหน้าที่ของยาต้านนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อซอมบี้แบ่งตัว ป้องกันการกลายสภาพเป็นซอมบี้นั่นเอง

    ซึ่งเชื้อซอมบี้ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด จะถูกกำจัดโดยเม็ดเลือดขาวในเวลาต่อมา

    แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
    คือยาต้านนี้ยังไม่มีตัวตน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้ทำการวิจัยอย่างลับๆต่อไปเพื่อหาทางออก
    เมื่อรุ่นหนึ่งสิ้น อีกรุ่นหนึ่งก็มาแทน เป็นเช่นนี้ไปตลอดร้อยห้าสิบปี

    ---

    ณ แดนเนรมิต
    ฉากสีซีเปีย

    ในที่สุดพวกเขาก็ได้สร้างยาต้านขึ้นมาสำเร็จ และมันก็สามารถต้านการเป็นซอมบี้ได้สำเร็จ (พวกเขาลองฉีดยาต้านเข้าไปในตัวหนู)

    เหลือเพียงปัญหาใหญ่ๆ

    คือการกระจายยาต้านไวรัสไปสู่หมู่ประชาชน

    ถ้าเกิดผิดพลาดแล้วผู้ทำไวรัสเหล่านี้รู้เรื่องเข้า ไวรัสเหล่านี้ก็อาจถูกพัฒนาให้ป้องกันได้ยากขึ้น

    นอกจากนี้ ต่อให้ไม่มีใครพัฒนาเชื้อซอมบี้ขึ้นมาอีก ใครจะยอมรับยาต้านไปดื่มหากไม่ได้รับการรับรองโดยแพทย์

    พวกเขาจะต้องกระทำกันอย่างลับๆ ไม่กระโตกกระตาก

    ตอนแรกๆ พวกเขาก็อ้างว่าเป็นวัคซีนแก้โรคโปลิโอ แต่ก็เกิดมีคนเป็นโรคโปลิโอขึ้นมาจริงๆ พวกเขาจึงถูกแฉ

    และแล้ววันนั้นก็มาถึง

    วันที่แมนหนีจากการพยายามฆ่าของต๊อด เขาพบกับนักวิจัยคนหนึ่ง
    "เฮ้ หนู!" นักวิจัยตะโกนหาแมน ทั้งๆที่แม่งไม่ีมีใครตะโกนแบบนั้นในชีวิตจริง แต่ผู้เขียนนึกอะไรไม่ออก จึงใส่ไปว่า เฮ้
    แมนวิ่งเข้าไปหานักวิจัยด้วยความตกใจ

    "เกิดขึ้นหรือ?" นักวิจัยถามแมน
    "พี่ ต๊อดเขาพาผมย้อนเวลามา ก่อนจะฆ่าหน่อยกับพอ เขาพยายามวิ่งไล่ผมแต่เขาตามไม่ทัน แล้วเขาก็กระโดดลงมาจากสะพานลอย" แมนพูดด้วยความตื่นตระหนก เพราะว่านอนตระหนกไม่ได้
    "ฉันเข้าใจแล้ว" แมนไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเข้าใจอะไรได้รวดเร็วขนาดนั้น เหตุที่นักวิจัยผู้นั้นเข้าใจ ก็เพราะเขาจำได้ว่าเป็นเวลานี้ที่เกิดการทดลองเครื่องย้อนเวลารุ่นที่สอง มีการบันทึกเหตุการณ์การทดลองไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นบทเรียนให้กับพวกเขาต่อไปในอนาคต

    พวกเขาพูดกันเล็กน้อย
    แมนลังเลที่จะเชื่อใจคนแปลกหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง

    เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้ด้วยตัวของเขาเองแน่ๆ โลกใบนี้ที่เขาไม่คุ้นเคย

    และแล้วนักวิจัยผู้นั้นก็รับเด็กไปเลี้ยงในศูนย์วิจัยในที่สุด

    เพราะผู้เขียนนึกบทสนทนาไม่ออก เนื้อเรื่องมันดำเนินไปแบบนั้นแหละ

    ---

    25 ปีก่อน
    แดนเนรมิต

    ใน ที่สุดแมนก็เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาเปิดเผยความลับให้กับแมนทั้งหมด รวมทั้งการทดลองที่ทำให้เพื่อนของแมนตายลง ฐานที่แมนเป็นคนของศูนย์วิจัยแห่งนี้แล้ว

    แต่ไม่ว่าอย่างไร แมนก็ติดหนี้บุญคุณของศูนย์วิจัยแห่งนี้

    แมนจึงเสนอให้เปิดบริษัทขึ้น แล้วจำหน่ายเครื่องดื่มที่ผสมยาต้านเข้าไป

    ซึ่งเป็นหน้าที่ของแมนที่จะทำให้เครื่องดื่มนี้ติดตลาด

    ด้วยเงินทุนจำนวนมากของศูนย์วิจัย เขาจึงเริ่มโฆษณา ก่อนจะเปิดร้านแห่งแรกที่แดนเนรมิต

    และแล้วโฆษณาชุดแรกก็เปิดตัวขึ้น

    เราจะเปิดให้ท่านเห็นโฆษณาชุดแรกของแมนในบรรทัดต่อๆ ไป

    ---

    "ลองดื่มดูสิครับ
    แล้วจะ'แมน'เหมือนกับผม"

    แมนเก๊กท่าอย่างเท่สุดตีน พร้อมกับตีลังกากระโดดลงไปท่ามกลางผู้หญิงจำนวนมาก

    ---

    20 ปีก่อน
    แดนเนรมิต

    เขาประสบความสำเร็จทุกอย่างในชีวิต
    กิจการเขาไปได้ดี
    มีลูกมีเมีย
    มีเงินทุนมหาศาล
    มีอนาคตรุ่งโรจน์

    จนกระทั่งแมนเริ่มแก่ตัวลง
    แมนลองจ้างพรีเซ็นเตอร์หนุ่มๆ วัยอื่นๆ มาโฆษณา แต่ว่ามันก็ไม่เป็นผล

    ยอดขายเริ่มตกต่ำลง

    ---

    10 ปีก่อน
    แดนเนรมิต

    "แปะ กาแฟถ้วยนึง" เด็กพูดขึ้นด้วยความมีอัธยาศัย
    "แปะพ่อมึงสิ กูชื่อแมน" แมนพูดด้วยความอารมณ์เสียกับวัยที่เริ่มแก่ชราลงทุกๆ วัน
    เด็กวิ่งหนีไปพลางร้องให้

    แต่เขาก็เริ่มแก่ตัวลงแล้วจริงๆ
    จะทำอย่างไรให้กาแฟของเราอยู่ในตลาดไปตลอดล่ะ เขาก็ยังเจาะไม่ถึงกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มเสียด้วย

    และแล้วเขาก็นึกออก
    ถ้าบุคลิกภาพของเขาไม่เป็นที่ถูกใจของผู้คน แล้วใครจะอยากมาซื้อกับเขา

    เขากลับมาทำโฆษณาใหม่อีกครั้ง

    และแล้วภาพลักษณ์ของแมน ผู้กำลังเหนื่อยกับความชราก็หมดไป
    กลายเป็นอาแปะ ผู้ซึ่งทำสิ่งต่างๆ ขัดกับวัยตัวเองเท่าที่เขาจะทำได้ในโฆษณา

    ไม่มีร้านกาแฟร้านไหนที่ขายกาแฟเป็นถุง เขาจึงขายกาแฟเป็นถุง ให้เป็นเอกลักษณ์ของ'กาแฟอาแปะ'

    และมันก็ได้ผล

    เขากลายเป็นคนดังข้ามคืน
    กาแฟอาแปะกลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในแดนเนรมิต

    ทุกๆ เช้า กาแฟที่มาจากบริษัทของแมน จะถูกส่งมายังร้านเล็กๆของอาแปะ

    เขาจึงขยายกิจการไปยังนครบรรลัย แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะเครื่องดื่มที่ราชารีทาร์ชื่นชอบนั้นเป็นชา

    ผู้คนจึงนิยมดื่มชากันเป็นจำนวนมากในเมืองนั้น เพื่อแสดงความรักต่อพระราชานั่นเอง

    ---

    นครบรรลัย
    ปัจจุบัน

    เมื่อเกิดเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดขึ้น

    ผู้ที่ดื่มกาแฟอาแปะแต่ละคน ต่างก็ไม่ติดเชื้อจากซอมบี้

    แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต เนื่องจากซอมบี้แต่ละตัวต่างเข้ามากัดกินมนุษย์ปกติเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่งจนถึงควาามตาย

    มีเพียงสองชีวิตที่รอดจากนครบรรลัย

    นั่นก็คือไผไผ กับทมา

    เขา ไม่สามารถทำอะไรได้อีก นอกจา่กให้เงินทุนช่วยเหลือในการจัดการซอมบี้ทั้งหมด รวมทั้งช่วยเหลือราชารีทาร์ในการกอบกู้บ้านเมืองของเขากลับคืนมาดังเดิม

    กับถวายลูกสาวของเขาให้เป็นคนรับใช้ของพระราชา เพื่อช่วยเหลือนครบรรลัยต่อไป



    ---

    ในห้าปีต่อมา นครบรรลัยถูกฟื้นฟูกลับไปดังเดิม ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างเข้าไปอยู่ในนครบรรลัยเมื่อได้เห็นความพยายามของราชารีทาร์

    เป้าหมายในชีวิตของเขาเสร็จสิ้น
    เหลือเพียงช่วยเหลือลูกสาวอาแปะให้ปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นธรรม

    เขาจึงย้ายไปอยู่ที่นครบรรลัยกับภรรยาเพื่อช่วยเหลือลูกสาวของเขา

    การย้ายเข้าไปในนครบรรลัยของอาแปะนั้นเป็นที่ยินดีต่อชาวประชาเป็นอย่างมาก เพราะเขาเป็นคนที่ประชาชนเห็นว่าได้ลงทุนลงแรงช่วยเหลือนครบรรลัยไปมากมาย


    ในที่สุดความพยายามที่เขากระทำมาตลอดห้าสิบห้าปีนี้ก็สำเร็จ

    ลูกสาวของอาแปะได้ยกเลิกคำราชาศัพท์ เพราะว่าเธอไม่อยากจะนั่งจดจำว่าคำไหนทำหน้าที่อะไร การเอาพจนานุกรมเข้าไปอ่านระหว่างที่ประชาชนมาเข้าเฝ้านั้นมันน่าอับอาย


    รวมทั้งผู้เขียนก็ขี้เกียจเปิด google หาคำราชาศัพท์ด้วย

    ---

    เอ๊ะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น

    ก็กูบอกแล้วไงว่าเด็กเสื้อส้มเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง

    แต่กูไม่เคยบอกว่าเด็กเสื้อส้มอยู่ในบทนี้


  2. #12
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่เก้า วี้

    สัตว์เริ่มถูกคุกคามเข้าไปทุกวัน

    และผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารก็คือมนุษย์


    ถ้าหากทำให้มนุษย์กินกันเองได้ กำลังมนุษย์ในการล่าสัตว์ก็จะลดลงไป
    และสัตว์ก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเองตามธรรมชาติของมัน


    และมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่ฝืนธรรมชาติที่สุด
    แต่จะเรียกได้หรือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติของมนุษย์ก็คือการพยายามเอาชนะธรรมชาติเช่นกัน


    ---


    นับร้อยปีที่พวกเขาค้นหาหนทางในการกำจัดมนุษย์เพื่อให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ให้น้อยที่สุด


    พวกเขาพบกับพี่น้องคู่หนึ่งที่ทะเลาะกันเรื่องมรดกของพ่อที่เสียไป
    พี่่น้องคู่นี้ทำทุกอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายเสียชีวิต ทั้งจ้างนักฆ่า จ้างนักแม่นปืน หรือกระทั่งเอาเฮลิคอปเตอร์ไปสอย


    เงินมรดกกับทรัพย์สินส่วนตัวก็ถูกสังเวยให้กับความแค้น
    และเมื่อทั้งสองฝ่ายแก่ลง พี่น้องคู่นี้จึงบอกลูกหลานให้สานต่อความแค้นนี้ต่อไป


    และ มันก็เป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะเข้าไปแทรกแซง พวกเขาให้ไอเดียที่ดีที่สุดในการแก้แค้น คือการกำจัดอีกฝ่ายโดยใช้เพียงร่างกายของตัวเองเท่านั้น


    พวกเขาตั้งสำนักวิชาต่อสู้ค่ายหมัดนรกกับค่ายเตะอเวจีให้กับญาติฝ่ายพี่และฝ่ายน้องตามลำดับ


    ค่ายหมัดนรกจะถูกใช้เพื่อทำลายสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ให้ทุกสิ่งกลับไปเป็นเหมือนธรรมชาติ
    ค่าย เตะอเวจีจะถูกใช้เพื่อไล่ตามพวกมนุษย์ ซึ่งจะไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถหนีจากพวกเขาได้ทัน และพวกมันก็จะถูกกำจัดเหมือนกับเนื้องอกของโลก เหมือนกับมะเร็งของธรรมชาติ


    เมื่อทั้งสองฝ่ายพบกันที่ไหน พวกเขาก็จะต่อสู้กันเพื่อเอาชนะ


    ที นี้การต่อสู้กันทุกๆ วันมันก็ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทางนครบรรลัยจึงมีคำสั่งให้จัดการประลองทุกๆสิบปี เพื่อจำกัดความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม รวมทั้งไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชีวิตของผู้คนในนครบรรลัย


    นักสู้แต่ละสำนักจึงใช้ช่วงเวลาระหว่างการประลองเพื่อพัฒนาศาสตร์ของพวกเขาขึ้นมา


    และเมื่อถึงเวลาการประลอง นักสู้ทั้งสองสำนักจะต้องเข้ามาประลองกัน เพื่อให้เกิดผู้ชนะ
    หากเหลือเพียงนักสู้จากสำนักเดียวกัน ก็ต้องต่อสู้กันจนกว่าจะเหลือผู้ชนะเพียงผู้เดียว


    พวกเขาต้องการเห็นว่าใครเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะสามารถเป็นหัวหน้าของสำนักตัวเองได้
    และทุกๆครั้งที่นักสู้ประลอง พวกเขาก็พบกับศักยภาพมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นไปทุกที


    แต่ไม่ว่าใครจะชนะ มนุษยชาติก็เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้


    ---


    ณ แดนเนรมิต
    ห้าปีก่อน


    ระหว่่างที่ซาโตชิกำลังเดินทางเข้าไปทำงานในสถานวิจัย
    ก็มีชายแปลกหน้าเดินเข้ามาจากข้างหลัง
    ภารกิจของเขาสถิตในสมอง
    ภารกิจสุดท้าย
    ก่อนที่เขาจะเกษียณไปเลี้ยงลูกที่กำลังจะคลอด


    ชีวิตสุดท้ายที่จะสูญเสียเพื่อคนจำนวนมาก
    ชีวิตสุดท้ายที่จะตายไปเพื่อประโยชน์สุขของทุกๆคน



    เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
    ในมือเขามีมีด


    เขาตวัดมีดเข้าไปกลางหลังซาโตชิ


    "ปัง"



    การเคลื่อนไหวของเขาก็ถูกหยุดลงด้วยกระสุนปืน ที่พุ่งลงมาจากมุมสุดสูงบนอาคารแห่งหนึ่ง



    เขาล้มลง
    ภารกิจเขาล้มเหลว
    เขาล้มตาย



    เมื่อซาโตชิหันหลัง เขาพบชายผู้หนึ่งที่ล้มลงข้างเขาพร้อมมีดในมือ


    เขาเดินเข้าไปที่ทำงานด้วยความสะพรึงกายเล็กน้อย


    "ซาโตชิ" นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งพูดกับเขาพลางเอาสารทดลองให้กับซาโตชิ
    สารที่บรรจุอยู่ในขวดสีน้ำตาล มีฝาแข็งอุดอยู่ มันเพิ่งจะออกมาจากแล็บทดลอง

    "เราต้องการให้แกลองฉีดสารทดลองให้กับสัตว์ตัวอย่าง" เขาหยิบเข็มฉีดยาให้อีก
    "ฉีดเข้าไปในสมองนะ หนึี่งร้อยมิลลิลิตร" นักวิทยาศาสตร์สั่งซาโตชิ


    ซาโตชิพยักหน้ารับ


    เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องทดลอง ในนั้นมีประตูบานเดียว ผนังปิดรอบ มีกล้องวงจรปิดเพื่อใช้สังเกตปฎิกิริยาของสัตว์ทดลอง
    แต่ สัตว์ทดลองตัวนี้ไม่อาจเคลื่อนไหว มันเป็นศพของสัตว์สีเหลืองที่วางอยู่บนโต๊ะ สัตว์สีเหลืองที่เขาเคยเลี้ยงและเคยผจญภัยไปไหนต่อไหนด้วยกัน


    สัตว์สีเหลืองที่เคยช็อตไฟฟ้าพวกศัตรูที่ขัดขวางการเป็นแชมป์เปียนของเขา


    วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
    ในห้องนั้นมีเพียงเขาที่หายใจ



    เขาหยิบเข็มฉีดยา กดไ่ล่อากาศ ก่อนจะเจาะผ่านฝาขวด ดูดเอาสสารสีแดงก่ำออกมา 100 มิลลิลิตร
    เขาไม่มีความรู้สึกให้กับอะไรอีกแล้ว


    เข็มฉีดยาเจาะเข้าไปในสมองของสัตว์สีเหลือง
    มันไม่ใช่ปิกาจู
    ไม่ใช่อีกต่อไป


    หนึ่งร้อยมิลลิลิตรถูกอัดเข้าไปในสมองของสัตว์สีเหลืองอย่างไร้ความปราณี


    สสารนั้นไม่ทำให้สัตว์สีเหลืองฟื้นขึ้นมา


    "คลิก"



    เพราะมันเป็นเพียงน้ำผสมสี



    ---


    "แกว่ายังไงนะ มันทำไม่สำเร็จรึ?"
    ภารกิจที่เขาให้ไว้กับชายผู้นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง



    ---


    ซาโตชิเดินไปจากโต๊ะ


    "ปิก้า" เขาได้ยินเสียงแว่วอยู่แต่ไกล


    มันมาจากสมองและความทรงจำ


    แต่ละฝีเท้าที่เขาก้าวนั้นดำเนินไปอย่างช้าๆ
    และไร้ความหมาย


    เป็นเพียงเครื่องมือของนักวิทยาศาสตร์ ผู้ซึ่งอ้างถึงความเจริญรุ่งเรืองของสัตว์ต่างๆ


    "ปิก้า" เสียงนั้นยังแว่วมาจากแก่นแห่งความทรงจำ
    ก่อนจะเงียบหายไป


    เขาสัมผัสลูกบิดประตู
    และพบกับไฟฟ้าแรงสูง


    ผมของเขาชี้ฟู ตาเขาเหลือก ตัวของเขากระตุกอยู่บนพื้น
    ก่อนจะสลบไป


    ---


    "...จัดการซะ"


    ---


    "คลิก"


    ประตูเปิดออก
    ชายสวมหน้ากากกันแก๊สเดินเข้ามาในห้อง ถุงมือปกคลุมมือของเขา



    เขานั่งลงก่อนจะช้อนตัวซาโตชิขึ้น


    พวกเขาจะไปจากที่นี่


    ในห้องแห่งนั้น มีเพียงผู้เดียวที่หายใจ


    "คลิก"



    ผู้นั้นไม่ใช่ซาโตชิ



    ---


    ร่างของซาโตชิถูกบรรจุลงไปในเครื่องอันใหญ่
    เครื่องนั้นเป็นเครื่องมหึมา มีใบมีดอยู่ด้านล่าง มันตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ ฐานที่มีปุ่มขนาดสองนิ้วให้กด ขอบของมันทำด้วยแก้ว



    เครื่องจักรนั้นเสียบอยู่กับปลั๊กขนาดมหึมา

    ในที่สุดมันก็พร้อม



    นักวิทยาศาสตร์ผู้สวมหน้ากากได้เทสสารไร้สีลงไปบนตัวซาโตชิ
    ก่อนจะปิดฝา


    A human and 100 milliliters of unknown substance.

    Will it blend?



    "วี้" นักวิทยาศาสตร์กดเครื่องนั้น ใบมีดหมุนปั่น
    ใบมีดตัดทะลุหน้าอก ผ่านหัวใจ ก่อนจะส่งชิ้นส่วนที่เหลือกระจัดกระจายกันไปภายในเครื่องจักรอันนั้น

    และสับร่างของซาโตชิถูกสับและบดขยี้จนกลายเป็นน้ำสีแดงก่ำ


    ในเครื่องปั่นขนาดยักษ์

    IT BLENDS


    ตัดเข้าโฆษณา


    ---


    "แปะ กาแฟปั่นถุงนึง"

    "[คุณ]ดูร้าน[ผม]รอบๆ นะ"
    "อะหะ"
    "[คุณ]เห็นเครื่องปั่นไหม?"
    "ไม่เห็น"
    "แล้ว[คุณ]จะมาสั่งกาแฟปั่นทำพ่อ[คุณ]เรอะ"


    จำไว้นะครับ
    แปะไม่ขายกาแฟปั่น


    ---


    พวกเขาเก็บของเหลวจากซาโตชิเรียบร้อยแล้ว มันถูกแบ่งเป็นหลอดเล็กๆ หลายหลอด เพื่อนำไปใช้พัฒนาศักยภาพต่อๆ ไป


    ---


    ปัจจุบัน


    ณ สถานประลอง
    นครบรรลัย


    ภารโรงผ้าเหลืองกำลังกวาดเศษฝุ่นในห้องโถง



    ทุกๆ สิบปีจะมีนักสู้สองสำนักมาประลองกันที่นี่
    ทุกๆ ครั้งที่พวกมันประลองกัน เขาต้องมานั่งกวาดถูคราบเลือดให้สะอาดเหมือนใหม่


    แต่เขาก็ไม่อยากจะบ่นอะไรมาก เงินมันดี
    ดีพอจะไปเที่ยวผู้หญิงทุกๆวันหลังเลิกงาน



    เมื่อสามปีที่แล้วมีคนเอาเครื่องปรับอากาศจำนวนมากมาติตตั้งในสถานประลอง


    พอถึงวันนี้ เจ้านายของเขาบอกให้เขาลองเปิดแอร์


    เขากดรีโมต


    ไม่มีเสียงแอร์เปิดเลยแม้แต่น้อย


    "งั้นแกไปติดต่อช่างมาซ่อมแอร์ให้เรียบร้อยนะ" เสียงของเจ้านายลอดผ่านโทรศัพท์
    "ครับ" เขาวางสาย เขากดเบอร์ก่อนจะโทรหาช่างขาประจำของเขา



    ---


    วันถัดมา


    "ดีเฮีย" ชายหนุ่มในชุดจั๊มสูทสีฟ้ากล่าวขึ้นกับภารโรงผ้าเหลือง "แอร์มันมีปัญหาอะไรเหรอครับ"
    "มันเปิดไม่ติดน่ะฮะ"
    "เดี๋ยวผมดูให้แล้วกันฮะ"


    หกชั่วโมงผ่านไป ผีสิงเข้าไปใน



    "ก็ไม่มีอะไรเสียนะฮะ คุณคิดไปเองหรือเปล่า" ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวขึ้น "เดี๋ยวผมติดต่อช่างอีกคนให้มาดูพรุ่งนี้แล้วกันฮะ"

    แล้วเขาก็จากไป


    หลังจากที่ภารโรงผ้าเหลืิองไปเที่ยวผู้หญิงในวันนั้น เขาก็ไปเข้าห้องน้ำสาธารณะ
    ระหว่างทาง เขาพบกับช่างเจ้าประจำของเขากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งสาธารณะ


    ชายผู้นั้นรูดซิบลงมาถึงอก ก่อนจะพูดทักทาย
    "ยาราไน- อ้าวเฮีย ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่"



    ภารโรงผ้าเหลืองเข้าไปปัสสาวะ ก่อนจะล้างมือแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ


    เขาพบกับผู้ชายผู้หนึ่งเดินสวนกับเขา
    ผู้ชายชื่อนั้นชื่อ มาซากิ มิจิชิตะ


    "ยาราไนก้า?" เขาได้ยินเสียงภารโรงเจ้าประจำกล่าวขึ้น


    เขารีบก้าวเท้าออกจากที่แห่งนั้นอย่างไม่คิดชีวิต และสาบานกับตัวเองว่าจะไม่โทรหาช่างคนนี้อีก



    ---


    วันถัดไป


    ชายหนุ่มผมยาวใส่เสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงสีเขียวซีดเดินมาจัดการซ่อมแอร์ เขาไหว้ภารโรงผ้าเหลืองก่อนจะถามอย่างมีอัธยาศัย



    "แอร์เป็นอะไรน่ะ" ชายหนุ่มผมยาวถามภารโรงผ้าเหลือง เขาคงไม่ทราบว่าแอร์เป็นเครื่องปรับอากาศ
    "แอร์มันไม่ทำงาน" ภารโรงผ้าเหลืองกล่าวตอบ เขาคงไม่รู้ว่าแอร์เป็นเครื่องจักร มันไม่มีงานให้ทำ
    "งั้นเดี๋ยวผมดูให้" ชายหนุ่มผมยาวถามภารโรงผ้าเหลือง เขาคงระลึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะซ่อมแอร์


    เก้าชั่วโมงผ่านไป


    "เฮ้อ มันไม่ดีขึ้นจริงๆ ยังไงไว้พรุ่งนี้ผมมาดูแล้วกัน" ชายหนุ่มผมยาวกล่าวอย่างมีอัธยาศัย

    "เฮ้ย ขอบใจน้องมากที่เสียเวลานานขนาดนี้ เดี๋ยวไปตีกะหรี่กัน เดี๋ยวพี่เลี้ยง" ภารโรงผ้าเหลืองกล่าวอย่างมีอัธยาศัย
    "ครับ" ชายหนุ่มผมยาวกล่าวอย่างมีอัธยาศัย
    ทั้งสองเดินไปตีกะหรี่ด้วยกันอย่างมีอัธยาศัย


    และชายหนุ่มผมยาวก็กล่าวกับโสเภณีอย่างมีอัธยาศัย


    "ผมไม่เล็กนะครับ"


    ---



    ระหว่าง ที่พวกเขากำลังเสพสุขกับสตรี ก็มีชายสวมหน้ากากกันแก๊สผู้หนึ่งแอบเข้าไปในสถานประลอง เขานำของเหลวสีแดงแต่ละหลอดเทเข้าไปในเครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่อง


    แผนของพวกเขาได้ผล ภารโรงโง่อย่างที่คิด



    ---


    วันถัดไปมา


    ช่างซ่อมแอร์เดินทางมาซ่อมแอร์อีกครั้ง ภารโรงหยิบรีโมตให้ช่างซ่อมแอร์



    "เดี๋ยวผมจะลองเปิดแอร์ดูนะครับ" ช่างซ่อมแอร์กดรีโมต ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
    "ไม่ติดแฮะ" ภารโรงผ้าเหลืองกล่าวด้วยความหน่าย


    ช่างซ่อมแอร์พลิกรีโมตไปด้านหลัง
    ก่อนจะแกะฝาออกมา



    "ก็พี่ไม่ได้ใส่ถ่านนี่ฮะ มันจะติดได้ยังไง"


    เขาล้วงไปในกระเป๋าของเขา ก่อนจะหยิบถ่าน AA ออกมา
    เขาใส่ถ่านAAเข้าไปในรีโมต


    "ติ๊ด" ดังที่คาด เครื่องปรับอากาศทั้งห้องส่งเสียงดัง บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขากำลังทำงาน ไม่เหมือนกับภารโรงนายนี้



    "ขอบคุณน้องมาก เปิดแอร์ทิ้งไว้ก็ได้ จะได้เย็นๆ เจ้านายพี่ไม่ว่าหรอก" เขาหยิบเงินสองพันให้กับช่างซ่อมแอร์


    แล้วทั้งสองก็ไปเที่ยวผู้หญิงต่อ



    ---


    ณ แดนเนรมิต



    "ในที่สุดแผนการของเราก็จะสำเร็จ!" นักวิทยาศาสตร์กล่าวขึ้นด้วยความดีใจ


    "โครม!"
    เครื่องปั่นขนาดยักษ์ถูกพังทำลาย


    หุ่นยนต์ตนหนึ่งยืนอยู่บนซากเครื่องปั่นอย่างสะใจ


    แม้ว่าภารกิจของเธอในการปกป้องซาโตชิจะล้มเหลว แต่ในที่สุดเธอก็แก้แค้นได้สำเร็จ
    มันใช้เวลาถึงห้าปี กว่าสติ(ระบบ)ของเธอจะกลับคืนมาดังเดิมหลังจากสูญเสียซาโตชิไป



    เครื่องจักรที่ได้บดซาโตชิ กับประตูบานที่คร่าชีวิตซาโตชิ บัดนี้ถูกทำลายเป็นเศษผงไปเรียบร้อย


    เหลือเพียงอย่างเดียวที่เธอต้องทำ


    เธอเอามือทั้งสองข้างจับหัวของเธอ
    ก่อนจะดึงมันออกมา


    "ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด" เธอจิ้มไปที่รูลูกตาเพื่อตั้งเวลาระเบิด ซึ่งเป็นโปรแกรมที่อยู่ในหัวของเธอหลังจากเธอหมดหน้าที่แล้ว



    ร่างของเธอรีบปีนหนีไปจากที่แห่งนั้น ก่อนจะกระโดดหนีลงแม่น้ำไป


    และแล้วสถานที่ที่พวกเขากระทำทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็ิพินาศสิ้น


    บู้ม
    กลายเป็นโกโก้ครั้นช์


    ---


    หนึ่งวันต่อมา


    ข่าวจำนวนมากขึ้นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์


    'ระเบิดขึ้นกลางดึก คนตายเป็นเบือ ยังไม่พบผู้รอดชีวิต' อ่านต่อหน้าสอง

    'คนล้มตายต่อเนื่อง ซอมบี้ระบาดทั่วนครบรรลัย' อ่านต่อหน้าสาม
    'พบร่างเหล็กลอยแม่น้ำ ชาวบ้านเชื่อเป็นนางไม้ จุดธูปขอหวย' อ่านต่อหน้าสี่


    ---


    "เฮ้"



    "นี่มึงเขียนเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย" อีเพ้อกล่าวพลางวางนิยายลงบนตัก
    "เดี๋ยวนะ แกไม่ได้ยินเสียงเหรอ" ผู้เขียนถามอีเพ้อด้วยความสงสัย เขาได้ยินเสียงเหมือนกับผู้ชายท่าทางลับๆ คุยกับเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง


    เสียงเด็กยังจ้อกแจ้กจอแจอยู่ห่างๆ "ได้ยิน ไม่น่ามีอะไรมั้ง ก็แค่เด็กคุยกัน" อีเพ้อพูดอย่างไม่คิดอะไร



    ผู้เขียนหันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นเด็กสามคนกำลังยืนเป็นวง จับมือกันรอบผู้ชายคนหนึ่ง


    ก่อนที่พวกเขาจะหายไปในหนึ่งกระพริบตา


    "บู้ม" เสียงระเบิดดังขึ้นจากห่างๆ



    "เหี้ย!"


    ผู้เขียนได้แต่อุทาน


    ---



    "ผมบอกแล้วครับผมไม่ใช่เหี้ย"
    "กูไม่ได้พูดถึงมึงโว้ย ไอ้ห่า"

    "ผมก็ไม่ได้เป็นห่า"
    "กูอุทานโว้ย ไอ้สัด!"
    "อืม ผมเป็นสัตว์อย่างที่คุณว่านั่นแหละ"
    "ควย!"


  3. #13
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบ ตัวประกอบ

    ตั้งแต่ส้มจำความได้ ส้มก็เห็นแต่แม่
    พ่อเขาไปไหน ไม่มีใครรู้

    ส้มเคยมีเพื่อนตอนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล
    เพื่อนของส้มชื่อ นิด หน่อย แมน และพอ

    ส้มพบกับหน่อย แมน และพอครั้งสุดท้าย ก็ในชั้นเรียนหลังจากวันที่พวกเขาไปบ้านผีสิง
    เหตุการณ์อันสยองขวัญครั้งนั้นที่ฝังความหวาดกลัวเข้าไปในสมองของส้ม

    ---

    ทุกๆ ครั้งที่ส้มหกล้มแล้วพบกับบาดแผล
    ส้มพบว่าตัวเขาสั่น
    ขยับเขยื้อนร่างกายได้ แต่ไม่มีสติ

    เมื่อสิ่งที่ส้มกลัวนั้นอยู่ในตัวของเขาเอง

    เป็นของเหลวสีแดงที่บีบออกมาจากหัวใจ

    และเหตุการณ์สยองขวัญในวันนั้น

    ---

    ส้มลืมเหตุการณ์ไปหมดแล้ว
    รู้เพียงแต่ว่ามันทำให้เขากลัวสีแดง

    นับแต่นั้นมาส้มไม่กล้าออกไปไหนมาไหนคนเดียวอีก
    ต่างกับนิดที่อาศัยมิตรภาพในการขจัดความกลัว ด้วยการใช้มนุษยสัมพันธ์ของเธอในการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ
    เธอกลัวความคุ้นเคย

    เธอจึงรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอๆ เพราะเธอทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ความโดดเดี่ยวเข้าใกล้
    และเขารู้สึกโดดเดี่ยวตลอดเวลา เพราะเขากลัวจะสูญเสียมากขึ้นไปเพื่อแลกกับมิตรภาพชั่วคราว

    โดดเดี่ยวจนกระทั่งมิตรภาพก็ทำให้เขาเกิดความกลัว

    ---

    ส้มกำลังแบกกระเป๋าสะพาย เดินก้มหน้าก้มตาเพื่อไปเรียนคาบต่อไป
    ระหว่างทางเขาไม่พบกับผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักศึกษา แต่ผู้ชายผู้นั้นพบเขา

    "ทำไมมึงไม่ไหว้กูวะ กูเป็นพี่มึงนะ"

    "ทำเป็นหยิ่งอีก ทักแล้วก็ไม่ตอบ"

    "รับน้องก็ไม่ไปรับ มึงคิดว่ามึงแน่มากใช่ไหม"

    "เดี๋ยวมึงโดนแน่"

    เสียงของคำพูดเหล่านั้นผ่านหูไปอย่างชินชา มันเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่ใส่ใจกับใคร และไม่ต้องการให้ใครใส่ใจกับเขา
    ถ้าพวกนั้นจะฆ่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ยอมเข้าร่วมสังคม ก็ปล่อยให้พวกเขาทำไป

    แต่สิ่งที่เป็นเรื่องไม่ปกติคือหมัดที่ตามมาหลังจากเสียงตะโกน
    ร่างของเขากระเด็นลงไปกับพื้น

    มีเพียงความเงียบงันที่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบจากชายผู้ไร้สังคม

    เขาไม่ได้เข้ามามหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อมาศึกษาหาความรู้
    เขาไม่ได้เข้ามามหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อมารับน้อง
    เขาไม่ได้เข้ามามหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อสร้างมิตรภาพ

    เขาเข้ามาเพียงเพื่อจะเอากระดาษแผ่นนั้นไปสมัครงาน
    เพื่อที่ชีวิตเขาจะได้ดำเนินต่อไป

    เขาลุกขึ้นด้วยกลจักร
    ไม่มีความรีบร้อนที่จะหนีจากอันตรายเยี่ยงมนุษย์ทั่วไป
    ไม่ได้มีความแค้นเคืองที่จะทำร้ายผู้กระทำ

    แต่มีความเจ็บปวดที่มาจากหมัดกระแทกเข้าไปในช่องท้อง

    "เฮ้ย มึงจะหนีไปไหน?"

    เขาไม่พบกับสิ่งมีชีวิตในชุดนักศึกษาที่พยายามขวางทางเขาไม่ให้เดินต่อ

    เขาก้าวเท้าต่อไปดั่งเครื่องจักรกล
    มีเพียงความเจ็บปวดเล็กน้อยเท่าันั้นที่ต่างไปจากการก้าวเดินในสภาพปกติ
    ไม่แสดงออกมาทางกิริยา แต่ความเจ็บปวดนั้นซ่อนลึกอยู่ในร่างกาย

    ไม่มีอารมณ์ที่ต้องการระเบิดออกมา
    สิ่งที่มีส่วนร่วมกับโลกใบนี้ มีเพียงร่างกายของเขาเท่านั้น
    มิใช่วิญญาณ

    การทุ่มเทอารมณ์ให้กับสิ่งใดๆ
    แล้วพบว่าอารมณ์นั้นจะจางหายไปในที่สุด
    สำหรับเขาแล้วมันก็เป็นการหลอกตัวเองที่แยบยลที่สุด

    เขาจึงไม่หลอกตัวเอง

    ชีวิตของเขาก็เป็นเพียงสิ่งประกอบฉาก
    ก็เหมือนกับผู้คนส่วนมากในสถานแห่งนี้

    ผู้ซึ่งไม่แม้แต่จะพูดแทรกหรือขัดแย้งเวลาตัวละครหลักสนทนากัน
    เป็นผู้ที่หยุดเดินเมื่อไม่มีคนมอง

    ผู้ซึ่งไร้สีสันในชีวิต
    และไม่มีโอกาสกระทั่งจะเอ่ยชื่อออกมา

    เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่ใช้เพื่อเสริมบรรยากาศของฉากให้เสมือนจริง

    และการถูกทำร้ายของเขาในครั้งนี้ มันก็เป็นเพื่อให้เนื้อเรื่องนั้นดำเนินต่อไปสำหรับชายคนนั้น

    ไม่เป็นไร
    เขาไม่ถือสากับการกระทำของตัวละคร

    เพราะสุดท้าย
    ยังไงละครก็เป็นเพียงละคร

    เสียงสนทนาแว่วผ่านหูเขาไปอย่างไร้การสนใจ
    คำพูดที่มีเจตนาปฏิสัมพันธ์ใดๆ ก็ถูกตอบโต้ด้วยการเมินเฉย

    หลังจากเรียนเสร็จแล้ว เมื่อเขาเดินออกจากห้องเรียน เขาก็ไม่พบกับนิ้วชี้ที่ชี้มาหาเขาแต่ไกล

    "มึง ไอ้นี่แหละ ไม่ยอมไหว้กู"
    "เอามันเลยไหม"
    "กูชกแม่งไปทีนึงละ"
    "แล้วมันไม่กลัวมึง?"
    "มันเดินหนีไป"
    "กระทืบแม่งเลย"

    คราวนี้รองเท้าได้พบรักกับเสื้อของเขา
    เป็นรักแรกพบที่ชอกช้ำ
    มันได้ฝากรอยจูบแฝงไว้กับความเจ็บปวด

    เขาไม่ได้ขัดขืนหรือสะดุ้งสะเทือน
    แม้ว่าร่างกายเขาจะตะโกนให้สมองหันมาสนใจก็ตาม

    มารยาทกับสัมมาคารวะ ถูกกระแทกซ้ำเข้าไปในรูปของเท้าของทั้งสอง
    เป็นกิจกรรมอนารยะเพื่อให้ทุกสิ่งเป็นไปตามอารยะ

    มันช่างน่าตลกเสียจริง
    เสียงหัวเราะของเขาถูกคั่นกลางระหว่างจังหวะกระทืบ

    เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
    รู้สึกเพียงว่าจังหวะนั้นมันหยุดลง และคนทั้งสองคนก็หายไป

    ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะที่คละคลุ้งไปตามอากาศ

    นับแต่วันนั้นมาเขาก็ไม่พบว่าผู้คนคิดว่าเขาบ้า
    เพราะเขาไม่พบอะไรเลยนอกจากการเดินตามวงจรชีวิตที่ถูกร่างไว้ในแต่ละวัน

    เส้นทางจะคดเคี้ยวอย่างไร จะพบเจอผู้คนมากมายขนาดไหน เขาไม่สน
    มีเพียงเป้าหมายที่สำคัญ

    และเป้าหมายนั้นก็เดินห่างไกลไปเรื่อยๆ เมื่อยิ่งคิดถึงอนาคตอันยาวนาน

    เขาจึงสนใจเพียงการเดินตามวงจรในแต่ละวัน
    ไม่มีเวลามานั่งทัศนาบรรยากาศรอบๆ ตัวเขา

    เหมือนกับการขับรถที่มีเพียงเป้าหมายกับเส้นทางในหัวของเขา
    แต่ต่างกับการขับรถที่เขาใช้เท้าในการเดินทาง

    และชีวิตของเขาก็เหมือนกับอยู่ในภวังค์

    ---

    ชีวิตมันก็ผ่านไปเร็ว
    เมื่อความสนใจถูกใช้ไปในเส้นทางกับจุดสิ้นสุดเท่านั้น

    นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาเดินรอบวงจรนี้
    ในที่สุดเขาก็มาถึงจุดสิ้นสุดจุดใหญ่ๆ จุดหนึ่ง

    ใบปริญญาอยู่ในมือของเขาเรียบร้อยแล้ว

    เหลือเพียงทำงานและหายใจจนตาย

    เขาเดินไปสมัครงานหลายแห่งด้วยกัน
    แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรับเขา ไม่น่าแปลกใจนักหรอก เขาไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์ยินดีออกนอกหน้า หรือแสดงอารมณ์โศกเศร้าเมื่อสิ้นหวัง

    เพราะเขาเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย

    เขาเลยไปทำงานในสวนสนุก
    สวมหุ่นสัตว์การ์ตูน โยกไปโยกมาด้วยใบหน้าอันไร้อารมณ์

    ขาของเขาสั่นด้วยความกลัว
    แต่เมื่อเขาระลึกได้ว่าจะไม่มีใครเห็นใบหน้าของเขา
    และระลึกได้ว่าเขาเป็นเพียงแค่ตัวประกอบในละคร

    และเกิดความคุ้นเคยกับมัน

    เขาก็พอใจกับการได้เสแสร้งว่ามีความสุึข พอใจกับการได้ทำให้เกิดเสียงหัวเราะ

    "แม่ๆ ดูช้างตัวนั้นสิ น่ารักจังเลย"
    เขาไม่เคยบ่นว่าเขาร้อน

    "ขอถ่ายรูปด้วยนะคะ"
    เขาไม่เคยรู้สึกเหนื่อย

    "เขายิ้มให้หนูด้วย"
    เขาไม่พบเด็กผู้หญิงคนนั้น หรือเด็กจำนวนมากที่อยู่ในสวนสนุกแห่งนี้

    จนกระทั่งวันนั้นมาถึง
    วันที่เขาต้องสวมชุดหมีสีแดงฉาน

    เขาสาบานได้ว่าเขาได้กลิ่นเลืิอดบนชุดนี้
    Last edited by iGao; 22-06-2012 at 05:41 PM.


  4. #14
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบเอ็ด จันทร์เจ้าขา

    ในเวลาอันไกลโพ้น มลภาวะทางอากาศบังคับให้มนุษย์ทุกคนสวมชุดกรองอากาศ
    สงครามการแย่งชิงทรัพยากรดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทุกมนุษย์ถูกบังคับให้เข้าร่วมเพื่อประโยชน์ของสหพันธ์ตัวเอง


    คู่รักทั้งสองต่างนั่งอยู่บนหุ่นมหึมาที่มีสี่เท้า ลำคอยาวแสนยาวเพื่อสอดส่องภัยรอบตัว มันเป็นหุ่นตรวจจับภัยรอบตัว


    หุ่น เหล่านี้นี้ถูกใช้นานมาแล้วเพื่อป้องกันการสูญเสียมนุษย์ในสงคราม แต่ยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งมีศักยภาพในการทำลายล้างมากขึ้น จนการมีหุ่นใช้ก็เหมือนกับการมีอาวุธในครอบครอง มันจะไม่ช่วยให้รอดจากอันตราย แต่มันช่วยให้ผู้ที่เข้ามาทำร้ายนั้นได้รับอันตรายไปด้วย


    ใน ค่ำคืนอันมืดมิดและเงียบงัน หุ่นของเขากับเธอเริ่มกินใบ้ไม้ใกล้ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ เพื่อเป็นการเติมคลอโรฟิลล์ให้กับเครื่องจักรกลนำไปใช้สังเคราะห์แสงในรุ่ง เช้า


    ณ ที่แห่งนี้ อันซึ่งมีความสงบเพียงชั่วครู่ในยามค่ำคืน
    เพราะการลอบโจมตีนั้นกระทำได้ยากในหุ่นขนาดยักษ์
    และการจะลอบโจมตีหุ่นที่สูง 23 เมตรด้วยอาวุธสมัยก่อนนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เกราะของหุ่นนั้นหนาเกินกว่ากระสุนใดๆ จะทะลวง


    พวกเขาจึงอุ่นใจ
    และใช้บรรยากาศเป็นเครื่องมือสงบจิตใจในสมรภูมิอันเงียบสงบ


    "ปราคา"
    เขาพูดเบาๆ


    "เธอว่าไหม ค่ำคืนนี้ช่างสวยงาม"
    "ฉัน ก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น บรรยากาศในค่ำคืนนี้ช่างสงบเงียบ ไม่มีภัยสงครามมารบกวนเช่นกลางวัน" ปราคาหันหุ่นให้เอียงไปเล็กน้อย เรือนร่างสีเทาน้ำเงินของเธอสะท้อนกับแสงจันทร์
    "เราอยู่สูงเช่นนี้ รู้สึกเหมือนกับเราสามารถสัมผัสดวงจันทร์ได้เลยนะ"
    "ฉันมิอาจเห็นด้วย ดวงจันทร์ยังไกลเกินเอื้อมเราไปอีกไกล"
    "แต่อย่างน้อยๆ ดวงจันทร์ก็ได้ยินที่เราพูดกันนะ ดูสิ" สุริหันลำคอยาวสีเทาน้ำเงินไปทางดวงจันทร์ เธอหันตามอย่างสิ้นสงสัย


    ดวงจันทร์มองทั้งสองอย่างเฉยชา มันไม่มีความรู้สึกอะไรอีกแล้ว ตลอดชีวิตของมันมันต้องทนโคจรโลกโสโครกๆจนเบื่อ


    "เขาว่ากันว่าดวงจันทร์จะให้พรได้ถ้าหากเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า" เขายุปราคาให้ลองกระทำ
    "งั้นเดี๋ยวฉันลองเลยจักดีกว่า" เธอตอบด้วยความอยากรู้


    "จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า"


    "ขอข้าว ขอแกง" สภาวะความแร้นแค้นบนโลกใบนี้ทำให้เกิดความลำบากทั่วสารทิศ


    "ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า" ความจำเป็นในยามสงครามทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยนั้นหมดคุณค่าลง


    "ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่" สัตว์พวกนั้นได้ตายจากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ด้วยความโลภของมวลมนุษย์


    "ขอ เก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง" การนั่งเก้าอี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะดวกสบาย เพราะผู้ที่มีชนชั้นสูงเท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องรับทุกข์กับความเหนื่อยล้า ยากลำบากเช่นนี้


    "ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน" บัดนี้มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องหลับนอนอีกต่อไป เพราะการพักผ่อนนั้นทำให้แพ้ทางในสงคราม มนุษย์จึงต้องเสียบตัวเองเข้ากับเครื่องจักรชนิดหนึ่งตลอดเวลา ซึ่งใช้นวัตกรรมในการเร่งเวลาให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนนอนเต็มอิ่ม ทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงสามนาทีเท่านั้น


    "ขอละคร ให้น้องข้าดู" มนุษย์ไม่มีเวลาสวมบทบาทใดๆอีกต่อไป นอกจากเป็นผู้สังหารมนุษย์และเป็นผู้พิทักษ์สหพันธ์


    "ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด" ชู เป็นวีรสตรีในสงครามที่ได้ปกป้องพื้นที่ประเทศตัวเองไว้ด้วยชีวิตของเธอเอง


    "ขอ ยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง" ส่วนเกิด เป็นกระเทยที่นำทัพหุ่นรบหนึ่งร้อยนายไปสังหารศัตรูจำนวนหนึ่งพันนายได้ สำเร็จ เธอตายลงเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว


    ดวงจันทร์ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนประกาศกร้าวแก่ไอ้พวกมนุษย์จัญไร


    "กูไ่ม่ให้!"
    มนุษย์ผู้ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ดาวต่างๆ ต่างเกรงกลัว เพราะว่าโลกได้ป่วยหนักด้วยโรคมนุษย์มานานแล้ว


    มนุษย์ได้ลามและแพร่กระจายไปทั่วโลกในเวลาไม่กี่พันปี เขาต้องทนดูคนรักของเขาถูกมนุษย์จัญไรทั้งหลายนั้นย่ำยีทุกครั้งที่เขาตื่น


    แล้ววันหนึ่ง มนุษย์ก็ปลุกให้ตนตื่นด้วยการปักธงไปบนดวงจันทร์ มันจึงไม่อาจหลับได้อีกเลย
    ดวงจันทร์ไม่มีมือ จึงไม่สามารถดึงธงออกไปจากตัวได้


    ดาวต่างๆ ต่างเกรงกลัวว่าโรคมนุษย์จะติดต่อจากดาวไปสู่ดาว จึงไม่มีใครเข้ามาสนใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของดวงจันทร์หรือโลก


    ความ แ้ค้นของดวงจันทร์ทำให้มันพุ่งเข้าสู่โลกด้วยแรงโกรธแค้นที่มันมีมานานหลาย แสนปีในสภาวะทิ้งตัว โดยเอาเสาธงนั้นปักลงไปที่โลก เสาธงกระแทกลึกเข้าไปในตัวของมันเอง


    จันทร์ทะลุปราคาเพราะสุริยุปราคา


    หุ่นสำรวจอพาโตซอรัสสองหุ่นถูกทำลายจากแรงระเบิดในทันที
    แรงระเบิดมหาศาลทำลายสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนั้น


    แต่แม้ว่าโลกจะเป็นโรคมนุษย์ระยะสุดท้าย การทำลายมนุษย์ก็เปิดโอกาสให้โลกกลับมาสุขภาพดีดังเดิม


    มันเคลื่อนตัวออกจากโลก การจู่โจมครั้งนั้นทำให้โลกมีโอกาสฟื้นตัวจากโรครุนแรง
    มันมองดูโลกด้วยความดีใจ รอวันที่โลกจะกลับไปสวยสดใสดังเก่า


    แม้ว่ามันจะอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ธงปักอยู่ตลอดเวลา มันก็รู้สึกคุ้มค่ากับความเจ็บปวดนั้น


    แต่แล้ววันหนึ่ง มันก็เห็นพวกมนุษย์ยังคงอยู่บนโลกใบนี้


    มันพยายามเป่าลมไล่มนุษย์ออกไป เกิดเป็นพายุ
    แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็คร่าชีวิตของพวกมนุษย์ได้เพียงนิดเดียว


    ในที่สุดมันก็หมดแรง
    มันตรอมใจตายบนอวกาศ
    ศพของมันลอยเคว้งโีคจรรอบดาวที่มันรัก


    แต่เนื่องจากมันอยู่บนอวกาศ
    ศพมันจึงไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา


    นับแต่นั้นมา ดวงดาวทั้งหลายต่างตกลงว่าพวกตนจะเลิกติดต่อกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเหล่านี้ขึ้นมาอีก
    พวกเขาหันมาดูแลตัวเอง จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวแต่ละดวงเลยแม้แต่น้อย


    เว้นแต่โลกที่เป็นบ้า อยู่กับพวกมนุษย์ำจนรักมนุษย์ที่เกาะกินอยู่บนตัวเธอ


    ---


    นับตั้งแต่การตายของรีทาร์ สมาชิกนักวิจัยทุกคนก็ร่วมมือกันทำงานเป็นอย่างดี
    ไม่ มีใครที่กุมอำนาจเหนือใคร เพราะพวกเขากลัวว่าผู้นั้นจะทำให้เจตนารมณ์เดิมนั้นถูกบิดเบือนหรือผนวกเข้า กับความเป็นผู้นำของคนๆ นั้น และการสูญเสียผู้นำไปจะทำให้กระบวนการทุกอย่างหยุดชะงักเป็นแน่แท้


    แต่ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีลูกน้องอยู่ในมือ นักวิจัยทุกคนเป็นหัวหน้าที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน และนักวิจัยแต่ละคนก็มีอำนาจในการสั่งการลูกน้องของตัวเองให้ทำตามความต้อง การของคณะนักวิจัย โดยนักวิจัยทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการสั่งการและข้อมูลอื่นๆได้ตลอดเวลา


    นั่นหมายความว่าระหว่างนักวิจัยนั้น ไม่มีความลับ


    พวกเขาพบว่าไวรัสที่ได้จากซอมบี้เหล่านั้น มีต้นกำเนิดมาจากเลือดของชายคนหนึ่ง


    ชายคนนี้มีนามว่าซาโตชิ


    ---


    ห้าปีก่อน
    แดนเนรมิต


    "เจ้านายใหญ่เรียกตัวแกไปน่ะ" นักวิทยาศาสตร์บอกกับชายลึกลับผู้หนึ่ง
    ผู้ซึ่งกำลังจะหมดความลึกลับเพราะผู้เขียนจะอธิบายลักษณะตัวละครตัวนี้


    เขาชื่อป้าง
    เป็นมือสังหารมือฉมังของนักวิทยาศาสตร์


    เขาจะต้องหลีกห่างจากครอบครัวทุกๆ ครั้งที่เขาทำภารกิจ
    แม้ว่าตอนนี้ภรรยาของเขาจะท้องอยู่ก็ตาม แต่งานของเขานั้นสำคัญกว่า


    ความอบอุ่นมันใช้หาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้


    การสังหารคนจำนวนมากทำให้เขาเป็นคนเก็บอารมณ์ได้ง่าย
    เพราะอารมณ์มีผลกระทบต่อภารกิจ


    เขาเดินเข้าไปหาเจ้านายด้วยอารมณ์ปกติ


    "ฉันได้ข่าวว่าแกจะลาออกจากงานนี้"
    "ใช่ครับ"
    "นี่ คงจะเป็นภารกิจสุดท้ายของแกแล้ว เดี๋ยวเช้าวันรุ่งขึ้น ซาโตชิจะเข้ามาในสถา่นวิจัยแห่งนี้" เขารู้จักซาโตชิดี จากข้อมูลที่เจ้านายเขาให้เอาไว้ ชายคนนั้นเข้ามาทำงานกับพวกนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เขาอายุ 20 ปี บัดนี้เขาก็น่าจะมีอายุได้ 35 ปีแล้ว
    "ทำยังไงก็ได้ให้มันมีแผลบนตัว ได้เวลาแล้วที่แผนของเราจะดำเนินต่อไป"


    เขารับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากสถานวิจัย


    เขาหันซ้ายหันขวาก่อนจะกดโทรศัพท์มือถือ เขายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู


    "ฮัลโหล" เขาพูดด้วยเสียงกระซิบในที่ลับตาคน
    "มันสั่งให้ผมทำร้ายซาโตชิ" หันซ้ายขวา ไม่มีใครอยู่
    "โอเคครับ"


    เขาวางสาย
    เขาจำต้องปลิดชีวิตกระทั่งในภารกิจสุดท้าย


    ---


    เช้าวันนั้น


    ป้างหันไปกอดกับภรรยาของเขาด้วยความรัก
    ภรรยาที่ไม่เคยรู้ถึงความโหดร้ายในอาชีพที่เขาทำ


    เขาหอมแก้มเธอ ก่อนจะลูบเด็กน้อยในครรถ์ด้วยความเอ็นดู


    เมื่อเขาเดินออกไปจากบ้าน อารมณ์ทั้งหมดก็ถูกเก็บผนึกไว้


    มีเพียงเส้นทางกับเป้าหมาย


    ป้างเดินไปอย่างไร้ความลังเล เขาสะกดรอยตาม (รอ ออ ยอ ตอ สระอา มอ) เป้าหมายมาเป็นเวลานานแล้ว


    เขาเดินไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้ในสมอง
    เข้าใกล้เป้าหมายไปทุกๆที


    ภารกิจของเขาสถิตในสมอง
    ภารกิจสุดท้าย
    ก่อนที่เขาจะเกษียณไปเลี้ยงลูกที่กำลังจะคลอดในอีกไม่กี่วัน


    เขาจะต้องฆ่าเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยซอมบี้ระบาดในอนาคต
    จะเป็นชีวิตสุดท้ายที่จะสูญเสียเพื่อคนจำนวนมาก


    ชีวิตสุดท้ายที่จะตายไปเพื่อประโยชน์สุขของทุกๆคน


    เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
    ในมือเขามีมีด


    เป็นเส้นทางสุดท้ายที่กำลังจะทำให้เขาได้บรรจบกับเป้าหมาย


    ---


    หุ่นยนต์ได้นั่งอยู่บนตึกสูงสุดฟ้า
    เธอส่องไรเฟิลลงมายังเป้าหมาย


    เธอทำแบบนั้นทุกๆวันเป็นเวลาสิบห้าปี เพื่อปกป้องมิให้เป้าหมายได้รับอันตรายใดๆ


    เขาตวัดมีดเข้าไปกลางหลังเป้าหมาย
    เธอหันลำกล้องเล็กน้อยก่อนจะเหนี่ยวไก


    "ปัง"


    กระสุนตัดผ่านสมองของเขา


    เขาล้มลง
    ภารกิจเขาล้มเหลว
    เขาล้มตาย


    เมื่อเป้าหมายหันหลัง เขาพบชายผู้หนึ่งที่ล้มลงข้างเขาพร้อมมีดในมือ


    เขาเดินเข้าไปที่ทำงานด้วยความสะพรึงกายเล็กน้อย


    ทิ้งไว้เพียงร่างกายของชายผู้ล้มเหลว


    เขาชื่อป้าง
    เป็นมือสายลับของนักวิจัย


    วิญญาณของป้างหัวเราะเบาๆกับความจริงที่ทั้งสององค์กรไม่เคยล่วงรู้
    เขาไม่เคยบอกกล่าวกับพวกนักวิจัย เพราะมันจะทำให้ความเชื่อและอุดมการณ์ของพวกเขาสั่นคลอนลงมาได้ และมันจะกระทบกระเทือนถึงอาชีพของเขา


    ผู้ก่อตั้งองค์กรนักวิทยาศาสตร์กับนักวิจัยมีสายเลือดเดียวกัน


    ---


    แดนเนรมิต
    ปัจจุบัน


    ณ พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง


    วันนี้ส้มมาทัศนศึกษากับทางโรงเรียน
    เป็นไปตามประสาเด็กๆ ที่จะตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่พวกตนเห็น
    คุณครูมีความดีใจที่ได้เห็นเด็กๆสนุกสนาน แต่หน้าที่ของครูก็ขัดกับความสนุกสนานนั้น


    เธอบอกนักเรียนให้อยู่ในความสงบ ก่อนจะพูดแนะนำซากต่างๆที่อยู่ทั่วพิพิธภัณฑ์ตามความรู้ที่เธอมี


    "นี่ นะคะเด็กๆ ซากของอพาโตซอรัส" ครูสาวกล่าวกับเด็กๆ ที่ยืนดูซากขนาดยักษ์อย่างตั้งอกตั้งใจ "อพาโตซอรัสเป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง กินพืชเป็นอาหาร"
    "ครูคะ ทำไมคอมันยาวจัง"
    "มันจะได้ก้มลงไปกินพืชได้สะดวกไงคะ ฝ่าเท้าทั้งสี่ของมันหยิบจับสิ่งของไม่ได้"
    "แล้วแบบนี้มันจะไม่โดน t-rex กินเหรอครับ" ส้มถามอย่างสนอกสนใจ
    "ไม่แน่ใจเหมือนกันจ้ะ ครูเกิดไม่ทัน"


    ส้มหมดความสนใจจากซากไดโนเสาร์ชั่วขณะ เขาหันไปมองจอทีวีที่อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์


    เขาเห็นอาแปะแถวบ้านกำลังนั่งบนตัวไดโนเสาร์ ก่อนจะตะโกน
    "[ดื่ม]กาแฟ[ผม]ซะ ดื่มวันนี้ ลุ้นสิทธิ์เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟรี!" เป็นปกติที่เสียงในโฆษณานั้นจะดังกว่าเสียงรายการปกติ


    หลังจากที่เขาำได้เดินชมทั่วๆพิพิธภัณฑ์กับคุณครูแล้ว คุณครูก็ให้เด็กๆไปขับถ่ายตามสะดวก ก่อนจะขึ้นรถกลับไปยังโรงเรียน


    โทรศัพท์ของส้มสั่นและดังอย่างเบาๆ เขารีบรับโทรศัพท์ด้วยความกระตือรือร้น เสียงมาจากแม่ของเขา
    "ฮัลโหล"
    "สนุกดีนะแม่ ได้ดูซากไดโนเสาร์เยอะแยะ"
    "กำลังจะกลับแล้วฮะ"
    "ฮะ"


    วันนี้เป็นวันครบรอบที่พ่อเขาหายไป


    ---


    ส้มสวมชุดหมีสีแดงฉานนั้น
    ท่ามกลางขาอันสั่นเทา กลิ่นเลือดยังเข้าปะทะคละคลุ้งภายในชุดหมี


    เขาพยายามนึกถึงความทรงจำดีๆ
    เพื่อให้ตัวเองรู้สึกอยู่ห่างจากความมืดมิดและสีแดงฉาน


    นับแต่นั้นมาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว มันเป็นทัศนศึกษาครั้งแรกที่เขาจะไม่มีวันลืม


    เขาจะต้องทำให้ได้ เขาจะต้องรอดพ้นวันนี้ไปให้ได้


    วันนี้เป็นวันครบรอบที่พ่อเขาหายไป
    เขาจะกลับไปหาแม่


    เขาจะต้องทำให้ได้ เขาจะต้องรอดพ้นวันนี้ไปให้ได้
    วันนั้นเขาได้รับความสนุกสนาน และเป็นหน้าที่ของเขาที่จะทำให้เกิดความสนุกสนานกับเด็กๆในสวนสนุก


    ขาของเขายังสั่น เหงื่อเขาไหลริน


    เขาพบกับความกลัวที่เขาไม่เคยประสบมาก่อน กลิ่นเลือดยังปะทะคละคลุ้งเข้ากับจมูกของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง


    รอบตัวมีแต่สีแดง
    เลือด


    เลือด


    ไม่
    จะมีเลือดอยู่บนชุดนี้ได้ไง


    ไม่


    เลือด เลือดกำลังเลือดกับเลือดและเลือดเลือด หรือว่าเลือดจะเลือด ก็เป็นไปได้ว่าเลือดจะเลือด มีสติเข้าไว้ เลือด เลือด ไม่ เลือด ไม่


    เลือด


    บ้านผีสิง ไม่
    เลือด


    เลือด


    เขาจะต้องกลับไปเลือด
    ไม่


    ไม่ใช่แบบนั้น


    เขาพบว่าเลือดกำลังเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางที่เขากำลังเดินอยู่


    เลือดทะลักซัดสาดเป็นคลื่นเลือด ซัดเขากระเด็นออกไปจากเส้นทาง


    เลือด


    เลือดกำลังจะเลือดเลือดก่อนจะเลือดไปยังเลือดและเลือดก็เลือดก็แดงเลือดเป็นแดงเป็นเลือดไม่เลือดเลือดไม่ไม่


    เลือด


    เลือด


    เลือดโมงเย็นแล้ว


    ไม่
    ไม่
    ไม่ใช่แบบนั้น


    มันไม่มีเลือดบนชุดนี้
    มันไม่มีเลือดบนชุดนี้


    มันเลือดแดงเลือดแดงเลือด


    มันไม่มีเลือดบนชุดนี้มันไม่มีเลือดบนชุดนี้


    หกโมงเย็นแล้ว


    หมดเวลางานของเขาแล้ว


    เขาถอดชุดหมีสีแดงฉานออกอย่างไม่ลังเล ตัวของเขายังไม่หยุดสั่น


    ฟ้ากำลังจะมืดลง
    เขาเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่ด้วยรถเมล์


    ระหว่างนั่งรถไฟไปบ้านแม่ เขาก็ครุ่นคิดกับตัวเอง


    เขาคงจะต้องลางานสักพักหนึ่ง
    เขาจะต้องบำบัดความกลัวสีแดงให้ได้


    เขาปล่อยให้มันมีบทบาทมามากพอแล้ว


    สามวันต่อมา



    ---


    ฉันนั่งรถไฟไปเยี่ยมแม่ที่กำลังจะตาย แต่ไปไม่ทัน แม่ฉันตายก่อน


    ฉันรักการรถไฟจังเลย
    Last edited by iGao; 25-06-2012 at 11:08 AM.


  5. #15
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบสอง เหตุเกิดจากหมี

    วันนี้เน็ตเน่า

    ผู้เขียนขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์

    ---

    นับ แต่อดีต พระราชาแห่งนครบรรลัยจะมีลูกได้เพียงหนึ่งคน เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาเพื่อป้องกันการแย่งชิงบัลลังค์ และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าไม่ว่าเพศอะไรก็จะได้ครองราชย์ โดยจะให้อำนาจกับผู้ที่เกิดในปราสาทมาก่อน แล้วตามมาด้วยคู่รักของผู้นั้น (พระราชา/พระราชินี) แล้วตามด้วยบุตรหรือบุตรีของคู่นั้น

    อำนาจ จะตกอยู่กับผู้ที่มีอายุมากที่สุดในปราสาท ที่มีสายเลือดอันสูงศักดิ์ จึงมีช่องทางในการสละราชสมบัติถ้าผู้ที่ครองราชย์นั้นเห็นสมควรแล้วว่าต้อง การส่งต่ออำนาจให้กับผู้ที่มีฐานะรองลงมา

    ---

    ข้าราชบริพารวิ่งเข้ามาเข้าเฝ้าพระราชาอันเคลด้วยสีหน้าแตกตื่น
    "เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วพระเจ้าข้า"
    "เกิดอะไรขึ้นหรือ โปรดใจเย็นๆ ก่อนแล้วพูดจากันดีๆ ฉันเป็นราชา และแกเป็นเพียงข้ารับใช้" ราชาอันเคลกล่าวอย่างใจเย็น
    "พระองค์ลองไปดูด้วยพระองค์เองเถิดพระเจ้าข้า"
    "งั้นเราไปด้วยกัน"

    ---

    ณ ห้องทำคลอด

    "นี่มันเกเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ คุณพระ! นี่มันเกิดเรื่องตัวเงินตัวทองอะไรกันขึ้นในที่แห่งนี้?"
    สายพระเนตรของพระราชาจดจ้องอยู่กับทารกทั้งสองที่ถูกห่อด้วยผ้าสีขาว

    "พระองค์ได้โอรสแฝดพระเจ้าข้า!" นายแพทย์พูดด้วยอารมณ์ดีใจระคนเศร้า
    พระองค์ตั้งสติชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะตั้งปฏิญาณมั่นว่าจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองด้วยความยุติธรรม

    พระองค์ได้ตั้งพระนามให้กับเจ้าชายทั้งสองว่า อันอินเทเล กับอันเอดูเค
    เมื่อพระโอรสทั้งสองเติบใหญ่ พวกเขาก็มีแนวคิดที่ต่างกันออกไป

    เจ้าชายอันเอดูเคชอบป่าดงพงไพร พระราชาอันเคลจึงสร้างสวนขนาดใหญ่ ทั้งปลูกป่าไม้จำนวนมหาศาล
    และก็มีโครงการส้รางแม่น้ำเข้าไปสู่ต้นไม้เหล่านั้น สร้างวัฐจักรแห่งธรรมชาติ

    หมู่นกก็โบยบินมาสู่ป่านั้น รวมทั้งสัตว์จำนวนมากที่อยู่อาศัย

    ธรรมชาติจะดูแลป่าไม้ให้สงบร่มเย็น เป็นที่ลี้ภัยให้กับเหล่าสัตว์

    เจ้าชายอันอินเทเลก็พอใจที่แฝดของตนนั้นเป็นสุข และเข้าไปบริหารทั้งป่าและสวนที่พระราชาอันเคลได้สร้างขึ้น

    แต่แล้วผู้คนก็ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
    เจ้าชายอันเอดูเคทรงกริ้ว "เราน่าจะกุดหัวพวกมันเสียให้หมดเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง"
    "ช้าก่อน" เจ้าชายอันอินเทเลปราม "เราอาจใช้ประโยชน์จากรคนเหล่านั้นได้"
    "ทำไมเล่า คนพวกนี้ทำลายธรรมชาตินะ"
    "มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำลายธรรมชาติ การขจัดมนุษย์มิช่วยให้สิ่งใดดีขึ้นมา"
    "หม่อมฉันเห็นด้วย การขจัดคนไปเพื่อต้นไม้ไม่กี่ต้นจะไม่ช่วยให้สิ่งใดดีขึ้นมา" โทสะของอันเอดูเคสงบลง "ท่านมีข้อเสนอเยี่ยงไรเล่า"
    "ทำให้การตัดต้นไม้ันั้นถูกกฎหมาย แลกกับการเอาเมล็ดพืชไปปลูกสามเมล็ดในบริเวณที่ต้นไม้ถูกโค่นลง"
    "ก็เป็นวัฐจักรที่เป็นไปได้ แต่ด้วยสันดานปุถุชน เราจักทำเยี่ยงไรหากพวกเขามิปลูกต้นไม้ทดแทน"
    "เนรเมศมันไปจากนครบรรลัย ให้ไปสร้างความเดือดร้อน ณ ที่แห่งอื่น แล้วผู้คนเหล่านั้นจะจัดการกันเอง"

    แล้วนโยบายของเจ้าชายอันอินเทเลก็เป็นผล ป่าไม้ต่างเต็มไปด้วยต้นไม้แน่นจนไม่มีที่ให้มนุษย์เดิน

    สงบสุขมาจนถึงฤดูร้อน
    พรรณไม้อยู่กันอย่างสงบสุข

    แต่ความใกล้ชิดก็กลายเป็นความเร่าร้น บังเกิดประกาย ต้นไม้ที่แห่งเหี่ยวก็ถูกเผาไหม้ด้วยไฟพรรณ
    แต่ อันเอดูเคก็มิได้ตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด เพราะสาเหตุนั้นมาจากธรรมชาติ แม้ว่าธรรมชาติจะโหดร้ายแต่มันก็เป็นวิธีการจัดการด้วยตจัวของมันเอง
    อันอินเทเลพยายามหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก

    แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีการที่เป็นธรรมชาตินัก แต่ผลของมันก็ช่วยรักษาธรรมชาติเอาไว้ อันเอดูเคจึงไม่ขัดข้อง

    ---

    แนวคิดของอันเอดูเคนั้น ธรรมชาติจะเจริญหากไม่มีมนุษย์ไปข้องเกี่ยว
    ส่วนแนวคิดของอันอินเทเลนั้น คิดว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

    แนว คิดเหล่านี้ยังสะท้อนไปสู่การปกครอง อันเอดูเคต้องการให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ในขณะที่อันอินเทเลต้องการให้ชาวประชากับราชาได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

    แต่ ทั้งนี้ ทั้งสองต่างออกนโยบายที่เกื้อกูลกัน อันเอดูเคจะคิดพัฒนาประชาชนกับธรรมชาติ และอันอินเทเลจะพัฒนากับหาวิธีใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

    นครบรรลัยก็สงบสุข เพราะเจ้าชายทั้งสองต่างร่วมมือกันแบ่งเบาภาระของพระราชา

    จนวันที่อันอินเทเลพบกับคู่รักของเขา
    คู่รักที่พร้อมจะสนุบสนุนแนวความคิดของเขา ไม่ว่าด้วยวธีใดก็ตาม

    เธอชื่อว่า กิกิ
    หรือเรียกอีกอย่างว่าเจ้าหญิงฟูลิ

    เธอมองว่าธรรมชาติมีหน้าที่ในการรับใช้มนุษย์ และตราบใดที่มนุาย์ยังดำรงอยู่ ก็ควรมีการเอาใจใส่มนุษย์มากกว่าธรรมชาติ

    และ แนวความคิดของเธอก็ไปได้ดีกับอันอินเทเล เธอทำนโยบายเพื่อใช้ประโยชน์จากป่าของพระราชา ด้วยการถางป่าบางส่วนเพื่อปลูกบ้านเรือนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย ซึ่งบ้านนั้นก็จะทำมาจากไม้ที่ถูกถางลงมาแต่แรกนั่นเอง

    แต่อันเอดูเคมิได้รู้สึกอะไร
    เขากลับรู้สึกดีเสียอีกที่ประชาชนจะได้มีธรรมชาติในวิถีชีวิต

    ---

    "เห็นหมีหนูไหม" เด็กหญิงผมแดงชุดม่วงกล่าวามชาวบ้านพลางกอดตุ๊กตาหมีในมือ ชาวบ้านมองอย่างเอ็นดู
    "เรา ช่างปิติเหลือเกินที่ได้อยู่ในนครแห่งนี้ มีทั้งราชา ราชินี เจ้าหญิง และเจ้าชายที่ห่วงใยพวกเราขนาดนี้" ประชาชน1 กล่าวด้วยความดีอกดีใจได้ได้บ้านใหม่ อนาคตของเขาและครอบครัวจะไปได้ดี

    และแล้วก็มีหมีกระโจนออกมาจากป่าดงพงไพร สร้างความตกใจให้กับประชาชนโดยถ้วนหน้า
    "ทิบเบอร์!" เด็กหญิงกล่าวตะโกนออกมาอย่างดีใจ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวบ้านทั้งหลาย

    หมีนามว่าทิบเบอร์ไม่มีเท้าหน้า
    มันเลยต้องยืนด้วยสองขา

    บริเวณที่เคยเป็นเท้าหน้าของมันก็ได้ด้วนไปเรียบร้อยแล้ว

    ---

    "เกิดเืรื่องขึ้นแล้วพระเจ้าข้า ชาวบ้านแจ้งว่าพบหมีพิการในป่า ขาหน้าของมันขาดทั้งสองข้าง" ข้ารับใช้กล่าวกับพระราชา
    "ส่งคนไปตรวจสอบเสียว่าใครอยู่เบื้องหลัง แล้วลงโทษมันให้สาสม" พระราชาเอ่ยปากสั่ง

    ห่างไปไม่เท่าไหร่ ในปราสามทหลังเดียวกัน
    เจ้าหญิงฟูลิรู้สึกอิ่มเอิบ

    ---

    แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็ถูกจับกุม เป็นขบวนการล่าสัตว์ เพื่อเอาอวัยวะไปทำเป็นสินค้านั่นเอง

    พระราชาอันเคลได้ทำการสอบสวนด้วยตัวพระองค์เอง

    ผู้ล่าสัตว์ได้นำเอารายชื่อผู้ซื้อทุกคนมาเปิดโปง เพื่อทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนนั้นพินาศไปด้วย

    แล้วทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ปล่อยตัวไป
    พระราชาเรียกตัวเจ้าหญิงฟูลิไปพบอย่างลับๆ

    ---

    "ก็มันอร่อยนี่คะ มันก็ทำมาจากสัตว์ไม่ต่างาจกหมูหรือไก่ ทำไมไม่ไปตามจับคนที่กินหมูหรือกินไก่ไปด้วยเลยล่ะ"
    "หน้าที่ของหมูกับไก่คือการเป็ฯอาหารให้เรากิน แต่หมีมันเป็นสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ"
    "จะบอกหรือคะว่าคนสร้างหมูกับไก่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า"
    "มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น"
    "แล้วใครเป็นคนแบ่งหน้าที่ให้กับเหล่าสัตว์ล่ะเพคะ ถ้าหากมิใช่มนุษย์"

    พระราชาอันเคลตอบกับด้วยความเงียบงัน

    และแล้วหมีก็สูญพันธ์ไปจากนครบรรลัย บังเกิดให้มีเพลงลูกทุ่งที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงสัตว์เหล่านั้น

    "เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    พ่อเฒ่าจับได้ พ่อเฒ่าจับได้ มาแต่ในป่า
    เลี้ยงมาสามปี มันน่ารักดี มันน่ารักหนักหนา
    ตั้งชื่อมันว่า ตั้งชื่อมันว่า หมีพองพอง

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    มันตัวไม่ใหญ่ มันตัวไม่ใหญ่ ขนดำดำ
    ขนมันสะอาด ขนมันสะอาด น่าลูบคลำ
    หนูชอบขยำ หนูชอบขยำ หนูชอบขยำหมี

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    หมีไม่สบาย หมีไม่สบาย เลยไม่อาบน้ำ
    จากขนสะอาด จากขนสะอาด กลายเป็นเมือกดำ
    ใครๆก็ขำ ใครๆก็ขำ ถ้าว่าเห็นหมี

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    พวกสัตว์ทั้งหลาย พวกสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้ดม
    กลิ่นหมีโชยไป กลิ่นหมีโชยไป ลอยตามลม
    หมาแมวขื่นขม เป็ดไก่ตรอมตรม พร้อมตัวหมี

    เห็นหมี เห็นหมี เห็นหมี ใครเห็นหมีมั่ง
    เห็นหมี เห็นหมี เห็นหมี ใครเห็นหมีมั่ง
    เห็น หมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม

    เพื่อนบ้านมากมาย เพื่อนบ้านมากมาย ชอบมาแลหมี
    มายืนริมรั้ว มายืนริมรั้ว ข้างต้นดีปลี
    ต่างชมว่าหมี ต่างชมว่าหมี หนูน่าแล

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    บางคนมักง่าย มันชอบเอาไม้ มาทิ่มหมี
    หมีต้องตกใจ หมีต้องตกใจ อยู่หลายที
    เอามือลูกหมี เอามือลูบหมี กลัวน้อยใจ

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    ตอนนี้มันหาย ตอนนี้มันหาย ไปจากบ้าน
    พ่อก็ไปตาม แม่ก็ไปหา อยู่ตั้งนาน
    หัวใจลนลาน กันหมดทั้งบ้าน สงสารหมี

    เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูมั่งไหม
    กระวนกระวาย กระวนกระวาย เพราะคิดถึงหมี
    ถ้าใครได้เจอ ถ้าใครได้พบ พามาคืนที
    จากคนรักหมี จากคนรักหมี สุดหัวใจ

    เห็นหมีเห็นหมีเห็นหมีใครเห็นหมีมั่ง
    เห็นหมีเห็นหมีเห็นหมีใครเห็นหมีมั่ง
    เห็นหมีเห็นหมีเห็นหมีใครเห็นหมีมั่ง
    เห็นหมีเห็นหมีเห็นหมีใครเห็นหมีมั่ง"

    แน่นอนว่าไม่มีใครเห็น

    เจ้าชายอันเอดูเคออกตามล่าผู้ที่ทำให้หมีสูญพันธ์ท่ามกลางความลำบากใจของเจ้าชายอันอินเทเล ของเจ้าหญิงฟูลิ กับของพระราชาอันเคล

    ด้วยความจนตรอก เจ้าชายอันอินเทเลจึงจ้างนักวิทยาศาสตร์มาทำโคลนนิ่งหมี โดยการเอาตัวอย่างหมีมาจากที่อื่น

    ---

    เจ้าชายอันเอดูเครู้้สึกประหลาดใจที่พบหมีขาวในนคราบรรลัย
    และตามหาตัวการที่ทำการโคลนนิ่งหมีในทันที เพราะหมีขาวไม่สามารถอยู่ในเขตร้อนได้

    เขาพบความจรติงเข้าในที่สุด

    เมื่อแฝดเขาสามารถทำสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อธรรมชาติได้
    เขาก็จะทำเช่นเดียวกัน

    นับแต่นั้นมา เขาออกจากประสาทพร้อมกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง
    เขาจะทำสิ่งเหนือธรรมชาติเพียงหนึ่งครั้งกับสังคม

    เพื่อให้ทุกสิ่งกลับไปสู่ธรรมชาติ กลับไปสู่แบบที่มันควรจะเป็น

    สายเลือดของแฝดเขากับไอ้้เจ้าหญิงชั่วผู้นั้นจะต้องวินาศสิ้น

    เขากับพวกเขาจะต้องลงทุนตอไป
    เขาสวมเครื่องบันทึกความจำไว้ทุกครั้ง หลังจากที่ได้เนรเทศตัวเองออกมาจากปราสาทม มันมีลักษณะคล้ายมงกุฎ เป็นสายไฟพันรอบ

    มีใบไม้พลาสติกประดับอยู่ด้านบน เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรมชาติที่จะต้องดำรงอยู่ต่อไป

    เมื่อเขาอยู่ในวัยชรา เขาได้โคลนตัวเองและเลี้ยงตัวเองมากับมือ
    เพื่อให้เจตนารมณ์เป็นไปตามคาดหวัง

    แต่สาเหตุของการกระทำได้ตายไปกับร่างต้นแบบ

    ---

    ณ แดนเนรมิต
    ห้าปีก่อน

    เจ็ดครั้งแล้วที่เขาตาย
    และเป็นเจ็ดครั้งที่เขาเลี้ยงดูตนเอง

    อันเอดูเค ผู้ซึ่งกำลังหายใจอยู่ในร่างโคลนร่างที่เจ็ด ได้เริ่มสั่งการ

    "นี่คงจะเป็นภารกิจสุดท้ายของแกแล้ว เดี๋ยวเช้าวันรุ่งขึ้น ซาโตชิจะเข้ามาในสถา่นวิจัยแห่งนี้

    ทำยังไงก็ได้ให้มันมีแผลบนตัว ได้เวลาแล้วที่แผนของเราจะดำเนินต่อไป"

    ---

    'คนล้มตายต่อเนื่อง ซอมบี้ระบาดทั่วนครบรรลัย'

    แดนเนรมิต
    ปัจจุบัน

    เมื่อปฏิบัติการครั้งนั้นเสร็จสิ้น
    เขารู้สึกสะใจอย่างไร้สาเหตุ

    เครื่องบันทึกความจำอยู่บนหัวของเขา เขาหัวเราะด้วยความบ้าคลั่ง

    แล้วใบไม้พลาสติกที่ประทับอยู่เป็นเวลาหลายร้อยปี ก็ร่วงหล่นลงมาสู่พื้น

    ในที่สุดแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ร่วมมือกับเขาตลอดมา
    ก็ยังมองว่าเขาบ้า


  6. #16
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบสาม ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร

    ณ ชายฝั่ง

    ข้อมือของเขามีนาฬิกาข้อมือมาพักอาศัย
    นาฬิกาเขาบอกกล่าวว่าเป็นเวลา 8.00 น.

    "อย่าไปเลย ลุงไปมาแล้ว ผ่านมหาสมุทรนั่นมันไม่มีอะไร!" ชายชราตะโกนดังลั่น แต่เขาไม่สนใจ

    "ไปก็เสียเวลาเปล่า" ชายชรายังตะโกนต่อไป น้ำตาของเขาไหลพรากด้วยความหมดหวัง

    แต่ถ้ามัวฟังคำพูดของชายชราแล้ว เมื่อไหร่ความฝันของเขาจะเป็นจริง?

    "ฉันรู้ว่าแกเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน กขลง แกอย่าว่ายไปเลย"
    แม้ว่าเขาจะรู้สึกประหลาดใจเล็กนอยที่ชายชรารู้ัจักชื่อของเขา
    แต่เขาก็ว่ายต่อไป

    ไม่หันหลังกลับ

    ระหว่างทางเขาเห็นตะกวดตัวหนึ่งว่ายสวนกับเขาด้วยความเร็วสูง ท่าาทางของมันดูหงุดหงิด
    "อยากได้นักร้องพิการนักก็ไปตัดหัวบิดาคุณมาร้องเพลงก็แล้วกัน" เขาได้ยินเสียงแว่วมาจากตะกวดที่ว่ายผ่านไปไกล

    แม้ เขาจะประหลาดใจกับตะกวดที่พูดภาษามนุษย์ได้ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันแต่อย่างใด เขาว่ายต่อไป อีกไกลกว่าเขาจะไปถึงที่หมายท่ามกลางมหาสมุทรอันอ้างว้างนี้

    เป็น เกาะที่ว่ากันว่ามีวิทยาการทันสมัย หากเขาสามารถนำสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามาให้กับทางการ เขาย่อมได้รับค่าตอบแทนที่จะช่วยเลี้ยงดูเขาไปตลอดชีวิต

    แต่ไม่ว่าผู้อื่นจะพยายามนำเรือหรือรถเข้าไปขนาดไหน ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเครื่องจักรต่างๆ ต่างก็หยุดทำงาน

    เขาจึงต้องว่ายไปด้วยตัวของเขาเอง
    เขาจึงว่ายต่อไป

    ---

    ณ มหาสมุดอันอ้างว้าง

    ผู้เขียนลงหมึกปากกาอย่างไม่หยุดยั้ง

    ---

    ณ มหาสมุทรอันอ้างว้าง

    ลมพัดหวีดหวิว เขาเห็นเงาเล็กๆจำนวนมากลอยเคว้งคว้างบนผืนน้ำอันกว้างใหญ่

    ว่ายไปได้พักหนึ่ง

    นาฬิกาบอกเขาว่าตอนนี้เป็นเวลา 10.50 น.

    สิ่งที่เคยเป็นเงาอยู่เบื้องหน้าได้ปรากฎให้เห็นว่าเป็นเรือที่ลอยร้างอยู่ห่างกันกระจัดกระจาย

    ที่นี่เป็นเขตห้ามบินมานานแล้ว เพราะเครื่องบินที่ขับผ่านบริเวณนี้จะสูญหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    เขาก็ยังว่ายต่อไป

    และแล้วเขาก็พบกับเกาะแห่งหนึ่ง มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังมาแต่ไกล เขาจึงขึ้นฝั่ง

    เขาชำเลืองทางนาฬิกา

    10.50 น.

    นี่จะเป็นเกาะที่เขาจะอยู่อาศัยไปสักพักหนึ่ง เขาเดินลึกเข้าไปภายในเกาะแห่งนั้น

    ตัดเข้าโฆษณา

    ---

    เกาะ เกาะ เกาะ
    เกาะมันมีสองขา
    เด้งไป เด้งมา
    แก่แล้วหย่อนยาน ระบำชาวเกาะ

    ดื่มกาแฟแปะวันนี้ สิ่งที่อยู่ใต้เกาะคุณจะเพิ่มขนาด*ได้ทันตา

    *ไอ้นั่น

    ---

    เขาเดินลึกเข้าไปในเกาะแห่งนั้น พบกับป้ายมหึมาที่จารึกสัญลักษณ์ประหลาดเอาไว้

    .).

    เขาอ่านสัญลักษณ์นั้นไม่ออก

    ขณะนี้เอง ท้องเขาร้องครวญครางให้เขาหันมาสนใจ

    เขาจึงหยิบมีดเลื่อยที่แนบอยู่กับขาของเขาออกมา

    พบตะกวดสองตัวกำลังผสมพันธุ์กัน
    เขาไม่รอช้า กระโดดเข้าหาทันที

    เขาตวัดมีดเลื่อย ใบมีดเล็กหมุนเคลื่อนอย่างรวเร็ว
    เมื่อใบมีดเล็กๆเหล่านั้นได้สัมผัสกับตะกวด เศษเลือดและกระดูกก็พุ่งออกมาจากรอยตัด

    ตะกวดทั้งสองเสียชีวิตก่อนได้ขยับ เขาก่อไฟแล้วจับศพตะกวดไปย่าง
    และแล้วก็ถึงยามค่ำคืน เขานอนหลับไปด้วยความอ่อนล้า

    ---

    เขาตื่นมาพบกับตะกวดจำนวนมากกำลังล้อมเขา
    เขาพยายามเดินหนี แต่พวกมันก็ไล่ตาม ในที่สุดเขาก็ต้องสู้

    มีดเลื่อยส่งเสียงโหยหวนไปตามอากาศ เขาตวัดไปด้วยสัญชาตญาณ
    และอีกหลายครั้งที่เขาตวัด เลือดพุ่งทะลักหนักเสียจนกลิ่นเลือดเจือปนบนอากาศ

    เหลือเพียงซากตะกวดที่ล้อมรอบเขา

    เพื่อหาวิทยาการสมัยใหม่บนเกาะแห่งนี้

    เขาจึงตั้งรกรากอยู่ในเกาะแห่งนั้น

    ---

    ที่นั่นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ดี เขาอยู่ต่อไปท่ามกลางความกันดาร
    มันไม่มีวิทยาการอะไร เขาเดินมาทั่วเกาะตลอดหลายปีที่ผ่านมา

    ไม่มีใครออกตามหาเขาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะหายตัวไปจากสังคมเป็นปีๆ แล้วก็ตาม

    เวลาแห่งความสุขผ่นไปอย่างรสดเร็ว บัดนี้ตะกวดเริ่มร่อยหรอลงไปจากการล่าของเขา

    กี่โมงแล้วนะตอนนี้

    12.20 น.
    12.19 น.

    เขาชะงักงัน

    ก่อนจะรีบวิ่งออกจากเกาะและว่ายน้ำหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ไปสู่เมืองที่เขาจากมา

    ---

    ณ ชายฝั่ง

    เขาพบว่าเขาได้ย้อนกลับไปในอดีตถึง 15 ปี
    เขาจึงรออีก 15 ปี เพื่อขัดขวางไม่ให้เขากระทำความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

    ในที่สุดเขาก็พบกับชายหนุ่มที่กำลังจะออกเดินทางไปสู่ความพินาศครั้งยิ่งใหญ่

    "อย่าไปเลย

    ลุงไปมาแล้ว

    ผ่านมหาสมุทรนั่น

    มันไม่มีอะไร!"

    ---

    กรรมการตะกวดกำลังสับสน
    ทำไมเวลาผ่านไปไม่กี่ปี .__.ที่พวกมันจับจ้องมานานกลับด้อยความสามารถลงขนาดนี้

    จากเดิมที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่เหมาะกับตลาดเพลงตะกวดนัก กลับกลายเป็นสูญเสียเอกลักษณ์นั้นไป
    พวกเขาจึงบอกให้มันไปหาเอกลักษณ์ที่สูญหายนั้นกลับมาใหม่

    แต่แล้วโครงการประกวดนักร้องก็ถูกยกเลิกไป เนื่องด้วยภัยมนุษย์ที่ได้คร่าชีวิตตะกวดไปจำนวนมาก


  7. #17
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบสาม ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร

    ณ ชายฝั่ง

    ข้อมือของเขามีนาฬิกาข้อมือมาพักอาศัย
    นาฬิกาเขาบอกกล่าวว่าเป็นเวลา 8.00 น.

    "อย่าไปเลย ลุงไปมาแล้ว ผ่านมหาสมุทรนั่นมันไม่มีอะไร!" ชายชราตะโกนดังลั่น แต่เขาไม่สนใจ

    "ไปก็เสียเวลาเปล่า" ชายชรายังตะโกนต่อไป น้ำตาของเขาไหลพรากด้วยความหมดหวัง

    แต่ถ้ามัวฟังคำพูดของชายชราแล้ว เมื่อไหร่ความฝันของเขาจะเป็นจริง?

    "ฉันรู้ว่าแกเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน กขลง แกอย่าว่ายไปเลย"
    แม้ว่าเขาจะรู้สึกประหลาดใจเล็กนอยที่ชายชรารู้ัจักชื่อของเขา
    แต่เขาก็ว่ายต่อไป

    ไม่หันหลังกลับ

    ระหว่างทางเขาเห็นตะกวดตัวหนึ่งว่ายสวนกับเขาด้วยความเร็วสูง ท่าาทางของมันดูหงุดหงิด
    "อยากได้นักร้องพิการนักก็ไปตัดหัวบิดาคุณมาร้องเพลงก็แล้วกัน" เขาได้ยินเสียงแว่วมาจากตะกวดที่ว่ายผ่านไปไกล

    แม้ เขาจะประหลาดใจกับตะกวดที่พูดภาษามนุษย์ได้ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันแต่อย่างใด เขาว่ายต่อไป อีกไกลกว่าเขาจะไปถึงที่หมายท่ามกลางมหาสมุทรอันอ้างว้างนี้

    เป็น เกาะที่ว่ากันว่ามีวิทยาการทันสมัย หากเขาสามารถนำสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามาให้กับทางการ เขาย่อมได้รับค่าตอบแทนที่จะช่วยเลี้ยงดูเขาไปตลอดชีวิต

    แต่ไม่ว่าผู้อื่นจะพยายามนำเรือหรือรถเข้าไปขนาดไหน ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเครื่องจักรต่างๆ ต่างก็หยุดทำงาน

    เขาจึงต้องว่ายไปด้วยตัวของเขาเอง
    เขาจึงว่ายต่อไป

    ---

    ณ มหาสมุดอันอ้างว้าง

    ผู้เขียนลงหมึกปากกาอย่างไม่หยุดยั้ง

    ---

    ณ มหาสมุทรอันอ้างว้าง

    ลมพัดหวีดหวิว เขาเห็นเงาเล็กๆจำนวนมากลอยเคว้งคว้างบนผืนน้ำอันกว้างใหญ่

    ว่ายไปได้พักหนึ่ง

    นาฬิกาบอกเขาว่าตอนนี้เป็นเวลา 10.50 น.

    สิ่งที่เคยเป็นเงาอยู่เบื้องหน้าได้ปรากฎให้เห็นว่าเป็นเรือที่ลอยร้างอยู่ห่างกันกระจัดกระจาย

    ที่นี่เป็นเขตห้ามบินมานานแล้ว เพราะเครื่องบินที่ขับผ่านบริเวณนี้จะสูญหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    เขาก็ยังว่ายต่อไป

    และแล้วเขาก็พบกับเกาะแห่งหนึ่ง มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังมาแต่ไกล เขาจึงขึ้นฝั่ง

    เขาชำเลืองทางนาฬิกา

    10.50 น.

    นี่จะเป็นเกาะที่เขาจะอยู่อาศัยไปสักพักหนึ่ง เขาเดินลึกเข้าไปภายในเกาะแห่งนั้น

    ตัดเข้าโฆษณา

    ---

    เกาะ เกาะ เกาะ
    เกาะมันมีสองขา
    เด้งไป เด้งมา
    แก่แล้วหย่อนยาน ระบำชาวเกาะ

    ดื่มกาแฟแปะวันนี้ สิ่งที่อยู่ใต้เกาะคุณจะเพิ่มขนาด*ได้ทันตา

    *ไอ้นั่น

    ---

    เขาเดินลึกเข้าไปในเกาะแห่งนั้น พบกับป้ายมหึมาที่จารึกสัญลักษณ์ประหลาดเอาไว้

    .).

    เขาอ่านสัญลักษณ์นั้นไม่ออก

    ขณะนี้เอง ท้องเขาร้องครวญครางให้เขาหันมาสนใจ

    เขาจึงหยิบมีดเลื่อยที่แนบอยู่กับขาของเขาออกมา

    พบตะกวดสองตัวกำลังผสมพันธุ์กัน
    เขาไม่รอช้า กระโดดเข้าหาทันที

    เขาตวัดมีดเลื่อย ใบมีดเล็กหมุนเคลื่อนอย่างรวเร็ว
    เมื่อใบมีดเล็กๆเหล่านั้นได้สัมผัสกับตะกวด เศษเลือดและกระดูกก็พุ่งออกมาจากรอยตัด

    ตะกวดทั้งสองเสียชีวิตก่อนได้ขยับ เขาก่อไฟแล้วจับศพตะกวดไปย่าง
    และแล้วก็ถึงยามค่ำคืน เขานอนหลับไปด้วยความอ่อนล้า

    ---

    เขาตื่นมาพบกับตะกวดจำนวนมากกำลังล้อมเขา
    เขาพยายามเดินหนี แต่พวกมันก็ไล่ตาม ในที่สุดเขาก็ต้องสู้

    มีดเลื่อยส่งเสียงโหยหวนไปตามอากาศ เขาตวัดไปด้วยสัญชาตญาณ
    และอีกหลายครั้งที่เขาตวัด เลือดพุ่งทะลักหนักเสียจนกลิ่นเลือดเจือปนบนอากาศ

    เหลือเพียงซากตะกวดที่ล้อมรอบเขา

    เพื่อหาวิทยาการสมัยใหม่บนเกาะแห่งนี้

    เขาจึงตั้งรกรากอยู่ในเกาะแห่งนั้น

    ---

    ที่นั่นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ดี เขาอยู่ต่อไปท่ามกลางความกันดาร
    มันไม่มีวิทยาการอะไร เขาเดินมาทั่วเกาะตลอดหลายปีที่ผ่านมา

    ไม่มีใครออกตามหาเขาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะหายตัวไปจากสังคมเป็นปีๆ แล้วก็ตาม

    เวลาแห่งความสุขผ่นไปอย่างรสดเร็ว บัดนี้ตะกวดเริ่มร่อยหรอลงไปจากการล่าของเขา

    กี่โมงแล้วนะตอนนี้

    12.20 น.
    12.19 น.

    เขาชะงักงัน

    ก่อนจะรีบวิ่งออกจากเกาะและว่ายน้ำหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ไปสู่เมืองที่เขาจากมา

    ---

    ณ ชายฝั่ง

    เขาพบว่าเขาได้ย้อนกลับไปในอดีตถึง 15 ปี
    เขาจึงรออีก 15 ปี เพื่อขัดขวางไม่ให้เขากระทำความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

    ในที่สุดเขาก็พบกับชายหนุ่มที่กำลังจะออกเดินทางไปสู่ความพินาศครั้งยิ่งใหญ่

    "อย่าไปเลย

    ลุงไปมาแล้ว

    ผ่านมหาสมุทรนั่น

    มันไม่มีอะไร!"

    ---

    กรรมการตะกวดกำลังสับสน
    ทำไมเวลาผ่านไปไม่กี่ปี .__.ที่พวกมันจับจ้องมานานกลับด้อยความสามารถลงขนาดนี้

    จากเดิมที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่เหมาะกับตลาดเพลงตะกวดนัก กลับกลายเป็นสูญเสียเอกลักษณ์นั้นไป
    พวกเขาจึงบอกให้มันไปหาเอกลักษณ์ที่สูญหายนั้นกลับมาใหม่

    แต่แล้วโครงการประกวดนักร้องก็ถูกยกเลิกไป เนื่องด้วยภัยมนุษย์ที่ได้คร่าชีวิตตะกวดไปจำนวนมาก


  8. #18
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบสี่ คำำนำ

    คำ



    ผู้เขียนขอขอบคุณครอบครัวของผู้เขียนและเพื่อนของ ผู้เขียน ที่ทำให้นิยายเรื่องนี้มีตัวตนขึ้นมาได้ นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายที่เหมือนชาวบ้านชาวช่องนัก เพราะถ้าอยากอ่านแบบชาวบ้านชาวช่อง ก็ไปอ่านของชาวบ้านชาวช่องคนอื่นเขาดีกว่า จะเป็นการสบายใจต่อทั้งตัวผู้อ่านและผู้เขียน


    ผู้เขียนแต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสนองตัณหาทางจินตนาการของตัวผู้เขียนเอง ใครจะอ่านไม่อ่านก็ตามแต่อัธยาศัย


    อย่าง ไรก็ตาม นิยายเรื่องนี้คงจะเต็มไปด้วยหลากหลายสิ่งที่ผู้เขียนสามารถจินตนาการได้ เป็นนิยายคละรส ขอให้ท่านอ่านมันเหมือนเรื่องสั้น จะช่วยประหยัดความสับสนได้บ้าง


    ขอขอบคุณนางสาวยลพร วิฏฐาน ที่เป็นเพื่อนอยู่ให้กำลังใจ คอยอยู่เป็นเพื่อนข้าพเจ้าตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนข้าพเจ้าเขียนนิยาย และหวังว่าจะเป็นเพื่อนกันต่อไปแม้ถึงวันที่นิยายนี้จบลง


    ผู้ เขียนได้พบกับนางสาวยลพรตั้งแต่สมัยมัธยม ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันโดนยุบไปแล้วเนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ของพวกเขา ไม่อาจรับภัยกระแสเรกียนติ่งที่ซัดสาดตลอดเวลา ผู้เขียนจำได้ว่าสมัยนั้นมีการใช้ smartphoneกันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องมีกัน


    ตอนนั้นผู้เขียนกำลังเครียดกับข้อสอบ O-NET เพื่อเข้าเรียนในชั้น ม. 1 จึงตั้งกระทู้ในเว็บนั้น


    แล้วเธอก็มาตอบในกระทู้ คำแนะนำของเธอทำให้ผู้เขียนอยากรู้จักเธอมากขึ้น หลายครั้งที่ผู้เขียนได้เห็นเธอเข้ไาปตอบตามกระทู้ต่างๆ


    ผู้เขียนจึงส่งข้อความไปทางเว็บบอร์ด
    แล้วเธอก็ตอบกลับมา


    เราแอบคุยกันเป็นประเด็น ประเด็นมากพอที่เด็ก ป. 6 จะคุยกันได้


    ตอนสอบก็ไม่มีอะไรมาก ข้อสอบก็ออกมางี่เง่าดังที่ผู้เขียนคาดเอาไว้


    ผู้เขียนได้เลือกเอาคะแนนยื่นเข้าไว้สี่โรงเรียนด้วยกัน แล้วก็ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนที่สี่ คือโรงเรียนจตุแควดศึกษา


    และ แล้วโชคชะตาก็ทำให้ผู้เขียนได้พบกับเธอ ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากที่ได้พบกับผู้หญิงที่เขาเคยสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต เธอเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี อย่างน้อยก็กับผู้เขียนเป็นการส่วนตัว


    ด้วย ความที่เธอไม่มีเพื่อนที่เธอรู้จัก เธอจึงเริ่มสร้างความสนิทสนมกับผู้เขียนและเพื่อนไม่กี่คนที่มากับผูเขียน จากโรงเรียนประถมกิ่งเตรียนศึกษา และก็ได้เป็นเพื่อนกับผู้เขียนเสมอมาจวบจนถึงปัจจุบัน ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ผู้เขียนได้คบหามา เธอกับผู้เขียนนั้นต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้มากกว่า


    บัดนี้ผู้เขียนมีเพียงเธอ
    เธอที่ให้กำลังใจกับผู้เขียนตลอดเวลา ด้วยการหายใจอยู่เคียงข้าง


    จาก การได้สนิทกับเธอ เธอกลายเป็นคนทีเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่เธอได้ทำให้ผู้เขียนอ่อนโยนกว่าเดิม และทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกสะท้อนออกมาในรูปของอิทธิพลที่มีผลต่องานเขียนเรื่อง นี้


    ข้าพเจ้าขออุทิศนิยายเรื่องนี้ให้กับคนที่อยู่เคียงข้างข้าพเจ้าเสมอมา


    ขอให้ทุกท่านสุขสันต์กับนิยายเรื่องนี้


    นักเพ็ญ
    ผู้เขียน


  9. #19
    Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    73
    บทที่สิบห้า มิติวิตกจริต

    กูหนีมาได้แล้ว
    กูหนีมาได้สำเร็จ

    กูสร้างโลกไว้ใบนึง
    กูได้ทำให้มันพังพินาศ

    กูไม่มีอารมณ์ใยดีกับตัวละครเหล่านั้นหรอก
    กูสร้างพวกมันขึ้นมา และกูก็ได้ทำลายมันทั้งหมด

    กูเป็นกูและกูก็เป็นกู
    กกับกูได้ปล่อยให้กูกับกูเป็นอิสระจากโลกที่กูได้สร้างสรรค์
    กูกลบมันไว้ในความพินาศที่กูสร้างขึ้น

    โลกใหม่ มิติใหม่
    กูจะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นเถ้าถ่าน

    กูเหลอเพียงอย่างเดียวที่ต้องทำ
    คือตามหาเล่มนั้นซึ่งถูกเอาไปจากกู

    ของๆ กูย่อมเป็นของๆ กู
    สมุดเล่มนั้นเป็นของกู
    และกูจะต้องได้มันคืนมา

    ปากกากูอยู่ในมือแล้ว
    ระหว่างที่กูรอให้ถึงเวลา กูจะตวัดปากกาเยี่ยงตวัดดาบ

    ปากกาจะทิ่มแทง ไม่สิ ทิ่มแทงเข้าไปเรียบร้อยแล้ว
    ทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายเมื่อกูได้สมุดเล่มนั้นคืนมา

    ดูสิ! ดู! ตาของมันทะลักออกมาจากเบ้าตาอย่างน่าพิศวง

    พวกมันส่งคนเข้ามาแล้ว กูจะแทงมันให้ตายหมด

    ตีนกูเหยียบถนนใจกลางสี่แยก และพวกมันก็มาจากทั้งสี่ทาง

    กูจะ

    ---

    น่าเสียดายที่ผู้เขียนตื่นขึ้นมาจากความฝันเสียก่อนจะสามารถบันทึกเหตุการณ์ได้หมด

    เพราะผู้เขียนรู้สึกสะใจมากในความฝันครั้งนั้น

    เรามาเริ่มบทที่สิบห้ากันเลยก็แล้วกัน

    ---

    ชีวิต ของพี่ว้ากก็ไม่มีอะไรมากนักหรอก เป็นงานที่ไม่ได้เงิน แต่ได้ความสะใจส่วนตัว ประกอบกับข้าวปลาที่มหาวิทยาลัยแต่ละที่ได้จัดเอาไว้

    มัน ก็ไม่มีอะไรมากจริงๆ นะ พอจัดพิธีบานศรีไป น้องๆ มันก็ไ่ม่ถือโทษโกรธแค้นอะไรเรา แล้วเราก็มีอิสรภาพในการด่ารุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไปโดยไม่ถูกขัดขวาง

    เอาความสามัคคีมาเจือปนนิดหน่อย ก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้งกับเราแล้ว

    ฉันได้ทำให้น้องๆ หลายคนทรุดลงกับพื้นด้วยคำพูดไม่กี่คำ

    แต่ กว่าจะทำได้ขนาดนี้ก็ต้องฝึกมาเยอะเหมือนกัน มันต้องมีการใช้จังหวะ ใส่อารมณ์ให้ถูกที่ ถึงจะทำให้เกิดผลกระทบกระเทือนกับจิตใจน้องๆ ได้มากที่สุด

    อย่างว่านะ ถ้าว่าตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ก็ต้องใช้ให้น้อยเพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด

    จึง ต้องมีการวางแผน ในการผรุสวาทแต่ละครั้ง จึงควรใช้คำพูดให้น้อยที่สุด แต่ก็ต้องทำให้เกิดผลกระทบมากที่สุด เพราะว่ากล่องเสียงและคุณภาพเสียงก็เป็นทรัพยากรที่จำกัดเช่นเดียวกัน

    มัน ก็ง่ายนะ เอาประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาพูด ประเด็นที่ทุกคนใส่ใจอย่าง รุ่น ความสามัคคี สมมาคารวะ การอบรมสั่งสอน พ่ดแม่ พูดแค่นี้ก็เรียกน้ำตาได้แล้ว

    ทำไม ถึงหันมาทำแบบนี้เหรอ? ถามแบบนี้.. ก็ไม่มีอะไรมมากนะ ตอนเด็กๆ ได้เข้าค่ายลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด ทหารก็มาพูดเกี่ยวกับพ่อแม่ เราก็เลยอยากจะทำได้อย่างพวกเขาบ้าง

    นึกดูสิ ก็เห็นพระเทศน์ถึงความยากลำบากของอาชีพครู ถ้าแค่อาชีพครูยังทำให้คนร้องไห้จนแห่กันไปกอดครูได้ขนาดนี้ ก็ย่อมคุ้มค่ากับการพยาายมนะ

    นับตั้งแต่นั้นมาฉันก็ฝึกพูด หน้ากระจก เพื่อให้สามารถจับอารมณ์และดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้มากที่สุด เวลานำเสนองานก็อาสาพูดด้วยตัวเอง เพื่อนก็ตั้งหน้าตั้งตาฟัง

    ด้วยความที่เราชอบ ครูก็ชอบ ก็ได้ไปพูดหน้าเสาธงอยู่กลายครั้ง มันก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นมาเองนั่นแหละ

    แล้วก็ได้ไปแข่งโต้วาทีด้วย ก็สนุกดีนะ เวลามองอีกฝ่ายพูดไม่ออกเนี่ย

    พอ เข้ามหาลัยก็โดนเข้าห้องเชียร์ ก็ทำตามที่แม่งให้ทำไปวันๆ นั่นแหละ บทจะดราม่าก็ดราม่า แต่พอจัดงานบานศรีก็เลิกถือโทษโกรธแค้นรุ่นพี่

    ฉันก็เลยอาสาเป็นพีว้าก เพื่อสร้างความกดดันกับรุ่นน้อง มันจะได้ยอมทำตามที่เราต้องการ
    ก็แปลกใจนะ ที่ไม่มีใครยอมทำหน้าที่นี้ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นงานที่ง่าย และให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าทางอารมณ์ความรู้สึก

    เหมือนกับฝึกสัตว์เลี้ยงในขณะที่มันโตนั่นแหละ.. ฉันปล่อยให้พวกแกซักถามมามากแล้ว ฉันเริ่มเข้าสู่สาระการเรียนรู้เลยแล้วกัน

    เทอมนี้เราจะสอนตามเนื้อหานี้นะ

    บทแรกก็จะเกี่ยวกับการวางท่าที ทำยังไงให้รุ่นน้องเคารพ มันก็จะมีตั้งแต่ท่ายืน ท่านั่ง การใช้สายตาอะไรแบบนี้

    บทที่สองก็จะเกี่ยวกับการเตรียมบทพูด ควรพูดอะไรบ้าง ควรพูดหัวข้ออะไรบ้าง ซึ่งจะออกแนวทฤษฎีหน่อยอ่ะ เพราะยังไม่ต้องพูด

    บทที่สามก็จะเป็นการลงน้ำเสียง การพูดปลุกเร้าอารมณ์ภายใน การตะโกนให้ถูกจังหวะ การออกเสียงอย่างชัดเจนและน่าเกรงขาม

    บทที่สี่จะเป็นการดัดแปลงบทพูดให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เป็นการฉวยโอกาสนั่นแหละว่าง่ายๆ

    ส่วน บทสุดท้ายจะเป็นการคิดเชิงปฏิบัติ เป็นการคิดบทพูดสดๆ ขึ้นมานั่นแหละ เพราะการว้ากที่ดีจะต้องเตรียมพร้อมจะว้ากอยู่ตลอดเวลา จะทำให้รุ่นน้องจับแนวหรือเดาทางเราไม่ถูก ซึ่งจะส่งผลให้น้องๆ เชื่อฟังพี่ว้ากมากขึ้น

    ก่อนจะจบการเรียนการสอนในวันนี้ ขอให้น้องๆ
    ลืมรุ่น
    ลืมความสามัคคี
    ลืมมิตรภาพไปซะ

    เพราะ มันเป็นเพียงคำที่พวกเรายกมาด่าเพื่อให้เกิดอารมณ์กับพวกคุณมากที่สุดในอดีต มันสำคัญมากที่คุณจะไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามจากคำพวกนี้ การลืมคำพวกนี้ไปจะช่วยให้เราทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น เพราะมันก็เป็นคำไม่กี่พยางค์ที่แต่ละคนคิดว่ามีความหมายไปเอง เอาตัวเราออกไปจากคำเหล่านี้ ก็จะรอดจากฤทธิ์ของมัน และเราก็สามารถใช้คำเหล่านี้เป็นเครื่องมือได้ในโอกาสต่อไป

    เออ ไปได้ละ


  10. #20
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    24
    OMG พึ่งเห็น -0-

    IMBA max


Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •