+ Reply to Thread
Results 1 to 9 of 9
  1. #1
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253

    Ryuhana's Dragon -REMAKE-

    บทนำ
    วลา 15.30 น. ณ โรงเรียนมัธยมปลายประจำจังหวัด
    เสียงกริ่งประกาศหมดเวลาเรียนดังสนั่นไปทั่วโรงเรียน เด็กนักเรียนมัธยมทั้งหลายต่างบิดขี้เกียจและปิดตำราเรียนอย่างเหนื่อยล้า บางส่วนทยอยเก็บข้าวของและวิ่งออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว บ้างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันต่ออย่างออกรสพลางหยิบแมกกาซีนขึ้นมาอ่าน แต่ทว่ากลับมีเด็กสาวคนหนึ่งกลับมองบรรยากาศรอบๆ ตัวของเธออย่างเงียบๆ ก่อนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียนพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ท้องฟ้าของหน้าร้อนมันช่างสดใสเสียเหลือเกิน อีกไม่นานก็จะปิดเทอมหน้าร้อนแล้วสินะ...
    “ริวฮานะ!” เสียงของเพื่อนร่วมชั้นของเด็กสาวที่กำลังมองออกไปหน้าต่างดังขึ้น เธอหันหน้ากลับไปมองเจ้าของเสียงอย่างเฉื่อยชา ผู้เรียกขานเธอกำลังยิ้มแฉ่งเหมือนกำลังวางอะไรบางอย่างอยู่ เธอมองเพื่อนของเธออย่างระมัดระวัง
    “ว่าไง คุณโคโทฮิเมะ” เธอเอ่ย
    “อีกไม่นานก็จะสอบปิดหน้าร้อนแล้ว วิชาคณิตศาสตร์ของฉันย่ำแย่มากๆ เลย ถ้าหากสอบไม่ผ่านละก็ฉันต้องมานั่งสอบแก้ทั้งช่วงปิดเทอมหน้าร้อนแน่ๆ เลย!” เธออธิบายสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ริวฮานะมองหน้าเธอและคิดว่าเธอสามารถเข้าใจในสิ่งที่
    โคโทฮิเมะกำลังอธิบาย
    “เอ่อ... เธอจะให้ฉันช่วยติวใช่มั้ย ฉันคิดว่าฉันอาจจะช่วยเธอไม่ได้มากเท่าไหร่หรอก ฉันไม่ได้ฉลาดมากมายอะไรขนาดนั้น ทำไมไม่ลองไปถามประธานห้องดูละ” ริวฮานะยิ้มเฟื่อนๆ พลางแนะนำข้อเสนอที่ดีกว่าให้กับโคโทฮิเมะ แต่ทว่าเด็กสาวตรงหน้ากลับไม่พอใจกับคำแนะนำนั่นเสียสักเท่าไหร่พลางบู้ปากใส่เธอ
    “อีตาประธานห้องจอมหยิ่งผยองนั่นน่ะหรอ ไม่ละ! เกิดฉันไปขอเขามีหวังโดนปฏิเสธแล้วก็โดนบ่นจนหูฉันต้องหนวกแน่นอน! ฉันเลยมาขอความช่วยเหลือจากเธอยังไงละ! การสอบหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาฉันเห็นเธอได้คะแนนพอๆ กับประธานห้องบางทีก็ได้มากกว่าด้วย! เธอคือความหวังของฉันนะริวฮานะ นะๆๆ ช่วยฉันทีน้า!!!” โคโทฮิเมะอ้อนวอนอีกครั้งพลางพนมมือไว้เหนือหัวเชิงขอร้อง ริวฮานะกระอั่กกระอ่วนไปทันทีเมื่อเจอการขอร้องแบบนี้ ปกติแล้วไม่ค่อยจะมีคนมาเสวนาหรือพูดคุยกับเธอมากเท่าไหร่ มันเลยเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเธอ โคโทฮิเมะยังคงพูดรบเร้าให้เธอติวสอบให้กับเธอพลางมองด้วยสายวิงวอนแบบสุดๆ เด็กสาวผมยาวน้ำตาลแดงมองหน้าเพื่อนตรงหน้าอย่างชั่งใจ ก่อนจะตอบรับอย่างเอื่อยๆ ไป
    “เยี่ยม!! อีกประมาณ 15 นาทีไปเจอฉันที่ห้องสมุดชั้นสองนะ!” โคโทฮิเมะยิ้มร่าละริกระรี้ดีใจ ก่อนจะตรงปรี่ไปที่โต๊ะของเธอและเก็บของและวิ่งออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว ริวฮานะที่ยังนั่งอึ้งอยู่ที่เดิมถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้ากับพฤติกรรมเพื่อนร่วมห้องของเธอ
    จะว่าไปแล้วบางทีหากติวหนังสือให้กับโคโทฮิเมะแล้ว เธออาจจะหาคำตอบที่เธอหามานานก็ได้....
    เด็กสาวคิดในใจชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเก็บข้าวของลงกระเป๋าและตรงไปยังห้องสมุดที่นัดหมายการติวหนังสือ บรรยากาศนอกห้องเต็มไปด้วยนักเรียนที่กำลังคุยกันอย่างออกรส บ้างก็กำลังทำความสะอาดโถงทางเดินและหน้าต่าง และบ้างก็กำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่ประธานนักเรียนสุดเฮี้ยววิ่งเข้าไปมาตักเตือนว่าห้ามวิ่งในโถงทางเดิน เป็นบรรยากาศที่ทุกวันนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำของโรงเรียนแห่งนี้
    แต่ทว่าในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั่นเอง จู่ๆ สายตาของเธอกลับเห็นใครสักคนกำลังยืนอยู่สุดทางเดิน คนๆ นั้นไม่ได้แต่งเครื่องแบบนักเรียนหรืออาจารย์ของโรงเรียนนี้ คนๆ นั้นแต่งชุดผ้าคลุมยาวสีดำโทรมๆ และดูเหมือนว่าจะไม่มีนักเรียนคนไหนสังเกตเห็นเขาเลย ราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอย่างไงอย่างงั้น และดูเหมือนว่าเขากำลังมองมาที่เธอเช่นกัน ริวฮานะมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตกใจ และกำลังมองรอบๆ ว่ามีใครสังเกตเห็นบุคคลที่อยู่สุดปลายทางเดินนั่นมั้ย
    “โอยย รอก่อนสิเฮ้ย!” นักเรียนชายสองคนกำลังวิ่งไล่จับและวิ่งผ่านบุคคลปริศนาในชุดดำนั่นไป และชั่ววินาทีถัดมา บุคคลนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย.....
    ริวฮานะตาเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจพลางยังคงจับจ้องมองไปยังจุดที่บุคคลปริศนานั่นเคยยืนอยู่ เธอเดินตรงไปยังกลุ่มนักเรียนชายบริเวณใกล้เคียงสุดทางเดิน ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างตื่นตระหนก
    “เมื่อกี้... พวกนายเห็นคนใส่ชุดสีดำอยู่ตรงสุดทางเดินหรือเปล่า?” เธอถามพลางชี้ไปยังจุดที่เธอเห็นบุคคลในชุดคลุมดำ กลุ่มเด็กผู้ชายมองหน้ากันอย่างงุนงงและสงสัย พลางมองไปที่ที่เธอชี้อยู่
    “ไม่นิคุณริวคาเซะ ก็เห็นแต่ทาเครุกับเจ้าบันไซวิ่งไล่จับลงไปทางบันไดเท่านั้น” หนึ่งในนักเรียนชายตอบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงฉงนๆ
    “แหมๆ คุณริวคาเซะรู้ว่าเจ้าคาซึกิมันกลัวผีจนหัวหดอยู่ เลยมาอำมันใช่มั้ยล่ะ!?” นักเรียนชายอีกคนพูดพลางขยี้หัวเพื่อนนักเรียนชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังมีท่าทีเขินอายอย่างเห็นได้ชัด
    “ฉะ..ฉันไม่ได้กลัวผีนะเว้ย!!”
    กลุ่มนักเรียนชายเริ่มพูดคุยหยอกล้อกันต่อไปและเหมือนจะละความสนใจจากริวฮานะไปในที่สุด เด็กสาวมองไปยังจุดที่เธอเห็นบุคคลในชุดดำนั่นอีกครั้งอย่างช่างใจก่นจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นตระหนกเอาไว้ บางทีเธออาจจะกำลังเหนื่อยจากการเรียนมากเกินไปจนเห็นภาพหลอนก็ได้ ใครจะไปรู้ เธอส่ายหัวให้กับความเพ้อเจ้อของเธอ ก่อนจะเดินลงบันไดไปยังห้องสมุดที่นัดหมายกับการติวหนังสือ

    ในที่สุดก็เจอ..

    เวลา 15.50 ณ ห้องสมุดประจำโรงเรียน

    เกินมาหลายนาทีแล้วแต่ริวฮานะยังไม่เห็นวี่แววโคโทฮิเมะเลยแม้แต่เงา บรรยากาศในห้องสมุดก็เงียบเป็นป่าช้าเพราะแทบไม่มีนักเรียนคนไหนเข้ามาใช้บริการเลย อาจจะมีเพียงจำนวนน้อยที่มานั่งติวหนังสือ แต่ก็มีบางส่วนที่มาพลอดรักกันอย่างลับๆ
    “นี่มันเกินสิบห้านาทีแล้วนะ...” ริวฮานะเอ่ยอย่างหัวเสียเงียบๆ พลางมองไปยังประตูทางเข้าห้องสมุดอย่างร้อนใจ “เป็นคนนัดเองสายเสียเอง แย่ชะมัดเลย...”
    เธอบ่นอย่างเบื่อหน่ายพลางหยิบหนังสือมาคลี่เปิดไปมาแก้เบื่อ ก่อนที่เธอจะสังเกตว่าเธอลืมตำราคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับตรีโกนมิติ เธอลื้อกระเป๋าอีกครั้งก่อนจะพบว่าเธอลืมเอาไว้ที่โต๊ะเรียนที่ห้องของเธอ ด้วยความขี้เกียจและกลัวจะพลัดกับโคโทฮิเมะ เธอจึงตัดสินใจเดินไปหาหนังสือตรีโกนมิติของห้องสมุดแทน อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีที่ว่าโคโทฮิเมะเรียกติวหนังสือที่นี่
    เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้และตรงไปยังชั้นหนังสือเพื่อหาหนังสือที่ต้องการ เธอพยายามมองหาหนังสือที่ต้องการจากชั้น และใช้เวลาไม่นานนักเธอก็พบหนังสือที่ตัวเองต้องการและดึงมันออกมาจากชั้น
    สวัสดี…’
    น้ำเสียงของผู้ชายดังขึ้นมา ริวฮานะเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะพบว่ามีคนกำลังยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของชั้นหนังสือ และคนๆ นั้นก็ใส่ชุดผ้าคลุมดำเหมือนกับที่เธอที่เห็นตรงโถงทางเดินชั้นเรียนของเธอ
    “!” ริวฮานะตกใจเป็นอย่างมากจนทำหนังสืออยู่ตกลงไปกับพื้น เธอละสายตาไปมองหนังสือที่อยู่บนพื้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพบว่าผู้ชายในชุดดำนั่นมายืนข้างๆ เธอเสียแล้ว
    “จงอย่าตกใจไปผู้หลงทาง เรามาที่นี่เพื่อชี้ทางให้แก่เจ้า...” ชายสวมผ้าคลุมดำพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่มีความเย็นชาแฝงเข้ามานิดๆ เด็กสาวหน้าตาเลิ่กลั่กก่อนจะเริ่มกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากคนในบริเวณอย่างสุดเสียง แต่ทว่าไม่มีใครจะได้ยินหรือเข้ามาช่วยเหลือเธอเลย เธอกว่าสายตายมองรอบๆ ก่อนจะพบว่าบรรยากาศรอบตัวของเธอถูกหยุดค้างเอาไว้ เข็มวินาทีของนาฬิกาที่ไม่ไหวติง รวมไปถึงโคโทฮิเมะที่กำลังจะเดินเข้ามาในห้องสมุดก็ถูกหยุดเอาไว้ เธอวิ่งไปหาเพื่อนของเธออย่างรวดเร็ว
    “คุณโคโทฮิเมะๆ! ชะ..ช่วยฉันด้วย!!” ริวฮานะกรีดร้องแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากเพื่อนสาวของเธอเลย
    “โปรดจงใจเย็น ผู้หลงทางเอ๋ย...” ชายชุดแตะที่บ่าจองเธอพร้อมน้ำเสียงโทนเดิม เธอหันหน้ากลับไปมองอย่างตื่นตกใจก่อนจะถอยหลังจนไปชนกำแพงห้องสมุดและมองชายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว
    “นะ..นายต้องการอะไร?” เธอเอ่ยถามอย่างสั่นเครือทั้งร่างกายและน้ำเสียง ชายตรงหน้าแสยะยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า
    “เราได้บอกเจ้าไปแล้วไง ว่าเรามาเพื่อนำทางให้แก่เจ้า ผู้หลงทาง...”
    “นะ...นำทาง นายกำลังพูดเรื่องอะไร... ฉันไม่เข้าใจ”
    “ในห้วงความคิดและจิตใต้สำนึกของเจ้ากำลังหลงทางอยู่ในวังวนคำถามเดิมๆ ที่เจ้าเฝ้าถามหามาโดยตลอดใช่หรือไม่? อ่า... ฉันควรจะอยู่ที่แห่งไหนบนโลกใบนี้นะ อ่า ฉันควรจะหาคำตอบให้คำถามนี้อย่างไรนะ” ชายสวมผ้าคลุมดำพูดเลียนเสียงริวฮานะพลางหัวเราะเบาๆ ให้กับคำพูดที่ตนเพิ่งพูดออกไป ก่อนจะหันกลับมามองเด็กสาวที่กำลังหวาดกลัวและสับสนอีกครา “เราสามารถให้คำตอบแก่เจ้าได้ ลองคิดดูสิ...”
    ชายชุดดำพูดต่อไป ก่อนจะล้วงมือของตนเข้าไปในผ้าคลุมตนเองพร้อมกับหยิบอะไรบางอย่างออกมา “ถ้าในเมื่อคำตอบที่เจ้าถามหาไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ มันอาจจะอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งก็เป็นได้... หากเจ้าพร้อมเมื่อไหร่ โปรดจงเปิดผนึก ‘ซองจดหมาย’ ฉบับนี้ แล้วเจ้าจะได้พบกับคำตอบที่เจ้ากำลังถามหาอยู่”
    ชายตรงหน้ายื่นซองจดหมายออกมาและวางมันลงบนมือของริวฮานะอย่างอ่อนโยน เด็กสาวมองหน้าของเขาและจดหมายสลับกันไปอย่างงุนงงและสับสน เธอกำลังจะเอ่ยปากถามอย่างสงสัยแต่ทว่าผู้ชายตรงหน้าของเธอยิ้มให้อีกรอบ ก่อนจะดีดนิ้วของตัวเองหนึ่งที แล้วทุกอย่างก็ดำมืดไปทั้งๆ อย่างนั้น

    ‘.....คาเซะ’
    ‘…’
    ‘คุณริวคาเซะ!!’

    ริวฮานะได้ยินเสียงใครสักคนหนึ่งกำลังเรียกเธออยู่ และนั่นทำให้เธอถึงกับสะดุ้งตื่นในทันที เด็กสาวมองไปรอบๆ ห้องสมุดก่อนจะพบว่าบรรยากาศโดยรอบกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ทุกคนกำลังอ่านหนังสืออย่างเคร่งเครียด เข็มวินาทีของนาฬิกาที่กำลังเดินต่อเนื่อง ทุกๆ อย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ตอนนี้หัวของเธอมันปวดเหมือนกำลังจะระเบิดออกมาเสียให้ได้
    “คุณริวคาเซะเป็นอะไรหรือเปล่า? หน้าตาซีดเซียวเชียว” เสียงโคโทฮิเมะดังขึ้นมาข้างๆ ตัวเธอด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง เด็กสาวมองหน้าเพื่อนของเธออย่างตื่นๆ และอ่อนเพลีย คำถามในใจเกิดขึ้นเป็นพันคำถาม
    ที่ผ่านมานั้นคืออะไรกันแน่? ความฝัน? ภาพลวงตา? ยิ่งคิดเด็กสาวยิ่งปวดหัว เพื่อนสาวของเธอยังคงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เหงื่อสองสามเม็ดไหลหลินออกมาจากหน้าผากของเธอ หากจะให้ติวเพื่อนเธอด้วยสภาพแบบนี้ต่อไปมีหวังไม่รู้เรื่องแน่ๆ
    “ขะ..ขอโทษนะโคโทฮิเมะ ฉัน...รู้สึกไม่สบายน่ะ ขอตัวก่อนนะ..!” เด็กสาวพูดตัดบทพลางเก็บของบนโต๊ะใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องสมุดไปอย่างรวดเร็วและเสียงดังจนบรรณารักษ์มองหน้าเธอเอาเรื่อง ทิ้งเพื่อนของเธอให้ยืนงงอยู่อย่างนั้น...
    บางเวลาต่อมา

    เวลา 18.03 น. ณ คอนโดห้องพักของริวฮานะ

    ปัง!

    เสียงปิดประตูห้องพักดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณพร้อมกับเด็กสาวที่นั่งลงบนพื้นอย่างเหนื่อยล้า เธอกุมหัวของตัวเองอย่างอ่อนเพลียและหายใจออกมาไม่เป็นจังหวะและนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสมุดของโรงเรียนนั่น
    “ฉันกำลังเป็นบ้าใช่มั้ย มันเป็นแค่ความฝันแน่ๆ” เด็กสาวพูดกับตัวเองพลางถอดรองเท้าออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนของตัวเองไปเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ เธอรีบถอดเสื้อนักเรียนและชุดชั้นในของตัวเองพลางตรงดิ่งเข้าไปในห้องน้ำ เธอหวังว่าการอาบน้ำครั้งนี้จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง จะได้ลืมเรื่องความฝันแปลกประหลาดนั่นเสียที
    น้ำจากฝักบัวไหลรินไปทั่วร่างกายของเธอ ชำระล้างความสกปรกและความเหนื่อยล้าของเธอไปจนหมดสิ้น เธอใช้เวลาในห้องน้ำไปร่วมชั่วโมงกว่าก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำและเปิดแอร์ในห้องนอนของเธอเอง เด็กสาวทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้าและมองไปบนฝ่าเพดานอย่างเหม่อลอย
    “สงสัยวันพรุ่งนี้คงต้องไปขอโทษโคโทฮิเมะเสียแล้ว เดินทิ้งเธอไปอย่างนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ” เธอพูดกับตัวเองพลางนึกถึงเพื่อนของเธอที่ทิ้งเอาไว้ในห้องสมุดโรงเรียน เธอละสายตาออกไปจากเพดานห้องก่อนจะลุกขึ้นมาและเก็บเสื้อนักเรียนและชั้นในที่เธอถอดทิ้งเอาไว้ก่อนอาบน้ำ และในจังหวะที่เธอหยิบเสื้อนักเรียนของเธอขึ้นมานั้น อะไรบางอย่างตกลงมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ และนั่นทำให้เธอถึงกับชะงักและตกใจไปในทันที
    ซองจดหมายสีขาวที่เธอได้รับจากชายชุดคลุมดำนั่นเอง
    “ทะ..ทำไม...มันถึง...”

    ก๊อกๆๆ

    เสียงประตูหน้าห้องคอนโดของเธอดังขึ้นมาและทำให้เธอแอบตกใจร้องเสียงหลงขึ้นมา เธอมองไปซองจดหมายขั่วครู่ก่อนจะขยำๆ มันทิ้งลงถังขยะไปอย่างไม่ใยดีก่อนจะเดินตรงปรี่ไปที่ประตูหน้าห้องพักของเธอ เธอมองไปที่ตาแมวประตู ก่อนจะพบว่าคนที่มาเคาะประตูห้องของเธอคือคุณป้าที่อยู่ข้างๆ ห้องพักเธอนั่นเอง
    “ฮานะจัง... เป็นอะไรหรือเปล่า ป้าได้ยินเสียงปิดประตูเสียงดังเชียว” คุณป้าวัยกลางคนเอ่ยถามพลางมองหน้าของริวฮานะอย่างเป็นห่วง เด็กสาวคลี่ยิ้มบางๆ กลับไป
    “ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณป้า หนูแค่เหนื่อยๆ น่ะคะ แค่...เหมือนจะไม่สบายเท่านั้นเอง”
    “งั้นหรอ หน้าตาหนูก็ดูซีดเซียวเชียว ไปโรงพยาบาลมั้ย?”
    “มะ...ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า อย่าลำบากเลย ขอหนูแค่นอนพักน่าจะโอเคขึ้นแล้วละค่ะ ยังไงก็ขอขอบคุณที่เป็นห่วงหนูนะคะ หนูไม่เป็นอะไร” เธอพูดอย่างรวดเร็วและตัดบท ก่อนจะปิดประตูห้องใส่หน้าของคุณป้าไปทั้งๆ อย่างนั้น มันอาจจะดูเสียมารยาทแต่ว่าเวลานี้มีเรื่องให้เธอกังวลใจมากกว่า ว่าทำไมเจ้าจดหมายนั่นที่อยู่ความฝันของเธอถึงมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเธอได้
    “อะ... วันนี้ยังไม่ได้คุยกับคุณแม่เลย..” เด็กสาวพลางนึกถึงกิจกรรมที่เธอทำเป็นประจำอยู่ขึ้นได้ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ที่มุมห้องมีตู้พระประจำบ้านอยู่ เธอเปิดมันออกมาอย่างแผ่วเบาและภายในนั้นมีรูปของคุณแม่เด็กสาวที่กำลังยิ้มอย่างร่าเริงอยู่ เธอคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับภาพแม่ของเธอก่อนจะเริ่มพูดคุยกับมันราวกับว่าคุณแม่ของเธอกำลังคุยอยู่ด้วย
    “สวัสดีค่ะคุณแม่ วันนี้มันมีเรื่องสุดประหลาดเกิดขึ้นด้วยล่ะ มันเหมือนเป็นความฝันแปลกๆ แปลกประหลาดเท่าที่หนูเคยเจอมาเลยล่ะคะ ชายชุดดำ ซองจดหมาย ทุกอย่างมันดูบ้าบอไปหมดเลย หนูคิดว่าหนูต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แล้วคุณแม่ละค่ะเป็นอย่างไรบ้าง บนสวรรค์คุณแม่ไม่น่าจะเหงานะเพราะอย่างน้อยก็มีคุณแม่คนอื่นๆ อยู่บนนั้นด้วย กำลังเฝ้ามองลูกหลานของตัวเองอยู่ หวังว่าแม่คงสบายดี ส่วนหนูก็... คงสบายดีละมั้งในตอนนี้ หนูไม่แน่ใจเหมือนกันในสภาพตอนนี้ ขอให้คุณแม่ช่วยเป็นกำลังใจให้หนูต่อไปเรื่อยๆ นะคะ รักแม่ค่ะ”

    เธอพูดจบพลางพนมมือสวดในตร์ให้แก่แม่ของเธอ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ และปิดตู้พระลงอย่างนิ่มนวล น่าแปลกที่ว่าหลังจากที่เธอคุยกับแม่แล้วมันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...
    คุณแม่ของเด็กสาวต้องตายจากไปเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมานับตั้งแต่นั้น มีญาติฝ่ายแม่หลายๆ ท่านเสนอตัวจะรับเธอไปดูแล แต่เด็กสาวปฏิเสธและเลือกที่จะอยู่ที่แห่งนี้แทน เพราะมันเป็นสถานที่ที่เธอและคุณแม่ใช้ชีวิตร่วมกันยาวนานที่สุด หากจะเลือกที่จะต้องไปจากที่นี่ เธอคงไม่สบายใจแน่นอน ญาติทั้งหลายจึงตกลงปลงในให้เธออยู่ที่พักที่นี่ต่อ โดยมีข้อแม้ว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลาย เธอจะไปต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดกับญาติของเธอ และเรื่องค่าใช้จ่าย ณ ตอนนี้ทางญาติจะคอยสนับสนุนให้

    “หมดเวลาให้คิดเรื่อยเปื่อยแล้วริวฮานะ เข้านอนเถอะ” เด็กสาวพูดกับตัวเองเบาๆ พลางลุกขึ้นปิดไฟในห้องนั่งเล่นและเตรียมตัวนอนพักผ่อนในห้องนอน แต่ทันทีที่เธอเปิดประตูห้องไป สายตาเธอเหลือบไปเห็นซองจดหมายที่เธอจำได้ว่าเธอขยำมันลงถังขยะไปแล้ว วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือของเธอ เด็กสาวชะงักและตกใจทันทีก่อนจะมองไปที่ถังขยะที่เธอเคยทิ้งเจ้าจดหมายนั่นทิ้งไป และพบว่ามันวางเปล่า... “นี่ต้องล้อกันเล่นแน่ๆ...”
    เธอเดินตรงไปหยิบซองจดหมายนั่นอย่างเชื่องช้าและอย่างระมัดระวัง ภายนอกมันเหมือนซองจดหมายทั่วๆ ไป มีตราผนึกสีแดงสัญลักษณ์แปลกๆ ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ตราสัญลักษณ์ในญี่ปุ่นแน่นอน ของต่างประเทศ...อย่างนั้นหรอ....

    ในห้วงความคิดและจิตใต้สำนึกของเจ้ากำลังหลงทางอยู่ในวังวนคำถามเดิมๆ ที่เจ้าเฝ้าถามหามาโดยตลอดใช่หรือไม่? อ่า... ฉันควรจะอยู่ที่แห่งไหนบนโลกใบนี้นะ อ่า ฉันควรจะหาคำตอบให้คำถามนี้อย่างไรนะ
    คำพูดของชายในชุดดำนั่นดังขึ้นมาในหัวของเธอ เด็กสาวทรุดตัวลงบนเตียงพลางวางจดหมายนั่นลงตรงหน้าของเธอและครุ่นคิดอย่างหนัก
    คำตอบที่เธอโหยหามาโดยตลอดอย่างนั้นหรอ.. ข้างในนั้นมันจะเป็นใบกระดาษคำตอบที่บรรจุอยู่ในซองอย่างนั้นรึ มันจะง่ายอย่างนั้นเชียว? หรืออาจจะเป็นคำใบ้ที่เธอต้องถอดรหัสเอาเองเหมือนในภาพยนตร์ทั่วๆ ไป แต่ทำไมกันนะว่าตัวของเธอมันหนักอึ้งแค่เพียงมองไปที่ซองจดหมายปกตินั่น

    “โอ้ยยย! มันจะมีอะไรกันเชียว! มันก็แค่ซองจดหมายซองเดียว!” ฉับพลันเด็กสาวโพล่งพูดขึ้นมาอย่างหัวเสียก่อนจะหยิบซองจดหมายนั่น ถอดผนึกซองตรงหน้าและเปิดซองนั่นทันที ข้างในบรรจุการ์ดสีฟ้าสามใบหน้าตาแปลกประหลาดอยู่ ด้านหนึ่งเป็นลายของหลังการ์ดแต่อีกด้านหนึ่งกลับว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เธอมองการ์ดทั้งสามใบอย่างครุ่นคิดชั่วครู่ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ฉับพลันในทันที การ์ดทั้งสามใบนั่นลอยขึ้นเหนือหัวของเธอเป็นรูปสามเหลี่ยม เด็กสาวตกใจจนเกือบตกเตียงและกรีดร้องออกมา เธอเบิกตากว้างและมองการ์ดทั้งสามใบ แสงสว่างภายในห้องของเธอเริ่มติดๆ ดับๆ อย่างน่ากลัว บรรยากาศในห้องกำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง สาวน้อยไร้เดียงสาได้แต่ร้องกรี้ด กอดหมอนอย่างหวาดกลัว

    ด้วยพลังแห่งผู้นำทาง เราจักนำทางให้แก่ผู้หลงทางที่แสนน่าสมเพชผู้นี้เอง...

    เสียงปริศนาดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง ก่อนฉับพลันในทันทีกระแสลมแรงโหมกระหน่ำพัดเข้าในห้องอย่างรุนแรง ร่างของเด็กสาวเริ่มลอยคว้างกลางอากาศพร้อมกับเสียงกรี๊ดดังลั่นสนั่น เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ทว่าเหมือนไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอเลย จังหวะต่อมาเกิดแสงสว่างจ้าจนเด็กสาวต้องหลับตาหนีแสงสว่างนั่น
    และแล้วบรรยากาศรอบๆ ตัวของเธอเริ่มสงบลง เด็กสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าเธอกำลังยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย รอบๆ ตัวของเธอมีแต่ความว่างเปล่าและพื้นที่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ริวฮานะมองไปรอบๆ อย่างตื่นกลัวและสั่นเทิ้ม

    “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนะ... ฉันกำลังฝันอยู่อย่างนั้นหรอ...” เธอพูดกับตัวเองอย่างตื่นๆ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ใกล้ๆ เท้าของเธอ เด็กสาวหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาก่อนจะพบว่ามันคือการ์ดที่เธอเปิดได้มาจากซองจดหมายปริศนานั่น เธอครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ว่าเจ้าสิ่งนี้มันอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอมาอยู่ในที่ประหลาดๆ แห่งนี้แน่ เธอต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน บรรยากาศมันไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย
    “มีใครอยู่มั้ย ตอบฉันที!” เด็กสาวตะโกนสุดเสียงไปหลายครั้ง แต่ทว่ากลับได้ยินแต่เสียงสะท้อนกลับมาเท่านั้นเอง ไร้สิ่งมีชีวิตและผู้คน เธอมาถูกทิ้งอยู่ในเกาะร้างหรืออย่างไรกันนะ...
    ในช่วงเวลาที่เด็กสาวกำลังสับสนนั่นเอง ตรงหน้าของเธอเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้เธออยู่ เธอตื่นตกใจไปชั่วครู่ ก่อนจะตรงปรี่ไปหาเด็กปริศนาร่างเล็กๆ นั่น แต่ก่อนที่เธอจะได้กล่าวพูดอะไร เด็กสาวปริศนาหันหน้ามาให้เธอพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ทว่าใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้านั้น ทำเอาริวฮานะถึงกับผงะจนพูดไม่ออกไปในทันที
    “นี่เธอ....คือ... ฉัน...?” เธอพูดพร้อมกับมองหน้ากับสิ่งที่สายตาเธอไม่อยากจะเชื่อ ใช่... ไม่ผิดแน่... เด็กปริศนาตรงหน้าของเธอคือตัวของเธอในวัยเด็กนั่นเอง ผมสีน้ำตาลประบ่าและนัยน์ตาสีน้ำตาลเฉกเช่นเดียวกับผมของเธอ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
    “เธอหลงทางสินะ...! ฮ่ะๆ” เด็กสาวตรงหน้าว่าพลางหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างร่าเริง “งั้นเรามาวิ่งเล่นไล่จับกัน” พูดยังไม่ทันจบ เด็กสาวออกวิ่งไปอย่างรวดเร็วและไม่หันกลับมามองริวฮานะที่กำลังยืนงงอยู่
    “ฉันต้องเดินตามเกมของเด็กน้อยนี่ใช่มั้ยนะ... เอาเถอะ... เผื่ออย่างน้อยเธออาจจะรู้ทางพาเราออกไปจากที่แห่งนี้ก็ได้” ริวฮานะบ่นอุบอิบกับตัวเองอย่างอ่อนล้า ก่อนจะวิ่งตามร่างเด็กสาวคนนั้นไป
    หลายนาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววว่าเด็กสาวตรงหน้าเธอจะหยุดวิ่งแต่อย่างใดและยังคงคงความเร็วเอาไว้ได้ตลอดลอดฝั่ง ผิดกับริวฮานะที่ตอนนี้เธอกำลังเหนื่อยหอบและทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยล้าในที่สุด
    “ยะ...หยุดก่อนได้มั้ย... ฉันไม่ไหวแล้ว...” ริวฮานะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและหมดแรง และด้วยเสียงเรียกนั่นเองที่ทำให้เด็กสาวที่กำลังวิ่งอยู่นั่นชะงักลง เธอหันกลับมามองริวฮานะด้วยสายตาที่เป็นห่วงก่อนจะวิ่งกลับมาหาและย่อตัวลงตรงหน้าเธอ
    “พี่สาวเหนื่อยหรอ?” เธอถาม ริวฮานะพยักหน้าตอบกลับไปพร้อมกับหายใจหอบถี่ “... ช่วยไม่ได้สินะ ใช่สิ.. เพราะการเดินทางเพื่อหาคำตอบและทางออกของพี่สาวมันอาจจะเป็นเรื่องยากที่ทำคนเดียว”
    “...เธอกำลังพูดเรื่องอะไร?” ริวฮานะถามต่อ แต่เด็กสาวไม่ได้ตอบคำถามของเธอ กลับกันเธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากระโปรงของเธอและยื่นมาให้ริวฮานะที่กำลังเหนื่อยล้า มันเป็นการ์ดที่เหมือนกับที่เธอครอบครองอยู่แต่มีจำนวนถึงสองใบ ริวฮานะเงยหน้ามองเด็กสาวอย่างงุนงงและไม่เข้าใจ แต่เด็กสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพียงแต่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
    “หนูเชื่อว่าเจ้าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่สาวค้นพบกับคำตอบที่หามาเนิ่นนานนะคะ หนูคงช่วยพี่ได้เพียงแค่นี้จริงๆ แต่ว่าต้องขอบคุณพี่สาวแสนใจดีนะคะที่มาวิ่งเล่นไล่จับกับหนู หนูมีความสุขมากๆ เลยค่ะ!” เธอว่าพลางยิ้มอย่างมีความสุข ยิ่งริวฮานะมองหน้าเด็กสาวตรงหน้าไปเท่าไหร่มันยิ่งทำให้เธอนึกถึงสมัยเธอยังเป็นเด็ก ใช่สินะ... จะว่าไปแล้วตอนเด็กๆ นั่นเธอแค่อยากมีคนเล่นกับเธอด้วยเท่านั้น ทั้งพ่อแม่ของเธอทำงานจนลืมวันลืมคืนและแทบไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่ แต่หลังจากที่คุณพ่อเธอเสีย คุณแม่ของเธอก็เริ่มเอาใจใส่เธอมากขึ้น แต่กลับกันเธอต้องย้ายที่อยู่เรื่อยไปเพราะอาชีพของคุณแม่ของเธอ บางครั้งการใช้ชีวิตแบบนั่นเรื่อยมามันทำให้เธอหว้าเหว่เหมือนกันเพราะเธอไม่ได้ผูกพันหรือเป็นเพื่อนกับคนอื่นเสียเท่าไหร่...
    ริวฮานะรับการ์ดจากเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนอีกครั้งพร้อมมองหน้าของเด็กสาวตรงหน้าของเธอ เธอยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่อยู่ดีๆ ร่างของเธอสลายหายไปต่อหน้าเธออย่างรวดเร็วโดยที่เธอยังไม่ทันพูดอะไร แต่แล้วทุกๆ อย่างรอบๆ ตัวของเธอกลับเกิดแสงสว่างจ้าอีกขึ้นอีกครั้งก่อนที่ร่างของเธอเหมือนกำลังถูกอะไรบางอย่างกระชากไปด้วยแรงมหาศาลจนเธอลอยคว้างไปตามแรงนั่น เธอกรีดร้องสุดเสียงอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเลือนรางและกลายเป็นสีดำไปจนหมดสิ้น
    ..
    ..
    ..
    ..
    ..

  2. #2
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253
    บทที่ 1 : จุดเริ่มต้นและการพบเจอ

    ‘ตื่นได้แล้วริวฮานะ...’
    ‘...อืมม... ขออีกห้านาทีนะคะคุณแม่...’
    ‘ฮ่ะๆ จริงๆ เลยเจ้าลูกขี้เซาคนนี้ หากไม่ตื่นเช้าๆ เดี๋ยวจะพลาดอะไรหลายๆ อย่างไปนะ’
    ..
    ..
    ..

    เสียงและภาพในความทรงจำนั่นค่อยๆ ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ หัวของฉันในตอนนี้มันปวดและหมุนติ้วไปหมด นี่มันเกิดอะไรขึ้น... สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือการ์ดสามใบนั่น แล้วก็เด็กที่มีหน้าตาเหมือนกับฉันในวัยเด็กนั่น แล้วทุกอย่างมันก็เลอะเลือนดำสนิทไปหมด ให้ตายสิ... ฉันค่อยขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้าก่อนจะมองไปรอบๆ ตัว

    “ฉะ..ฉันอยู่ที่ไหน...” คำถามแรกที่ผุดเข้ามาในหัวของฉัน รอบๆ ตัวของฉันในตอนนี้แวดล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ฉันเองไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เสียงนกกระจอกดังไปทั่วป่าและแสงแดดที่สาดส่องผ่านม่านไม้เบื้องบน และอากาศที่กำลังอุ่นสบาย มันเหมาะแก่การมาเที่ยวเสียเอามากๆ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่ได้มาออกเที่ยวเสียหน่อย อยู่ดีๆ ฉันก็มาอยู่ที่นี่แบบไม่ทันตั้งตัวและไม่รู้ตัว เจ้าแสงและเสียงประหลาดนั่นคงเป็นต้นตอของเหตุการณ์ทั้งหมดนั่นแน่ๆ
    หากฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันไม่น่าเปิดซองจดหมายเจ้าปัญหานั่นเลย... แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา สุดท้ายมันคงเป็นเวรกรรมของฉันเสียละมั้ง... คิดไปก็เท่านั้นอย่างน้อยๆ ในตอนนี้ฉันต้องรีบขอความช่วยเหลือโดยด่วนเลย โทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ติดตัวมาเสียด้วย แบบนี้คงต้องรีบหาแคมป์หรือคนเดินป่าแถวๆ นี้เสียแล้ว

    “มีใครอยู่แถวๆ นี้บ้างไหมค่ะ!!?” ฉันตะโกนถามสุดเสียงพลางออกเดินด้วยสภาพเท้าเปล่าและสวมชุดนอน เสียงของฉันก้องกังวานไปทั่วทั้งป่า แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมา ฉันยังคงเดินและตะโกนขอความช่วยเหลือต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ฉันไม่อยากจะอยู่ในที่แบบนี้นานๆ หรอกนะ เกิดมีหมีหรือสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ในบริเวณนี้มาโจมตีทำร้ายฉันขึ้นมาละก็ คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่นอน
    ฉันเดินต่อไปเรื่อยๆ พลางตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ก็ยังไร้วี่แววของผู้คนแต่อย่างใดจนฉันเริ่มคอแห้งและหมดแรง ป่าละแวกนี้มันอยู่ในจังหวัดไหนของญี่ปุ่นเนี่ย ปกติแล้วอย่างน้อยน่าจะมีเหล่าพรานป่าหรือชาวบ้านคอยสอดส่องอยู่ในป่าอยู่ตลอดไม่ใช่หรือยังไงกันนะตามที่ฉันอ่านในหนังสือท่องป่า แล้วนี่ป้ายหรือสัญลักษณ์บอกทางก็ไม่มีเลย จนปัญญาของฉันแล้ว

    “แบบนี้ต้องซวยแน่ๆ เลย..” ฉันพูดอย่างหมดหวังก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งพลางถอนหายใจออกมาหลายครั้งอย่างเหนื่อยล้าและท้อแท้ ถ้ามีมือถืออย่างน้อยอะไรๆ ก็น่าจะดีกว่านี้แล้วนี่ฉันยังอยู่ในชุดนอนอยู่เลย มันช่างเป็นประสบการณ์ที่แสนเลวร้ายและไม่น่าจดจำเอาเสียเลย

    “...ค้นหาให้ทั่ว! ไอ้เจ้าชายโง่น่นมันไปไหนได้ไม่ไกลหรอก!”
    ในขณะที่ฉันกำลังนั่งหมดหวังอยู่นั่นเอง หูของฉันก็ได้ยินเข้ากับเสียงของใครสักคนเข้าและนั่นทำให้ฉันรีบลุกขึ้นมาทันพลางมองหาต้นตอของเสียง เสียงตะโกนนั่นยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง ให้ตายสิ! รอดตายแล้วฉัน!

    “ชะ..ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย! ฉันหลงทางค่า!!!” ฉันตะโกนไปสุดเสียงพลางวิ่งไปยังต้นตอของเสียงที่ฉันยังคงได้ยินอยู่เรื่อยๆ และมันก็ใกล้เข้าไปทุกที ฉันแหวะพุ่มหญ้าหนาๆ ออกไปอย่างลวกๆ และก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อจะได้ไปหาคนที่กำลังส่งเสียงอยู่

    “เมื่อครู่พวกแกได้ยินเสียงอะไรมั้ย!?” เสียงตะโกนนั่นดังขึ้นมาอีกครั้งและนั่นทำให้ฉันรู้ได้ในทันทีว่าตรงหน้านั่นคือกลุ่มของผู้คนที่กำลังตะโกนกันอยู่นั่นเอง ฉันกำลังจะแหวกหญ้าพุ่มสุดท้ายไปเพื่อไปหาผู้คนเหล่านั้น และทันทีเมื่อฉันแหวกหญ้านั่นไป....

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของฉันนั้นมันไม่ใช่ผู้คนที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่ ไม่.. เหล่าเจ้าของเสียงพวกนั้นไม่ใช่แม้กระทั่งมนุษย์เลยด้วยซ้ำไป พวกมันตัวใหญ่กว่าฉันประมาณเท่าหรือสองเท่าได้ มีเขาและหางยาวเหมือนจระเข้ พร้อมกับเขี้ยวอันแหลมคมหลายซี่ในปากของพวกมัน

    “พวกแกรีบไปดูทางนั้นสิ! เร็วๆ เข้า!!” เจ้าสัตว์ประหลาดที่ดูแปลกประหลาดกว่าตัวอื่นนิดนึงตะโกนสั่งพลางชี้นิ้วไปที่ทางขวามือของตัวเองอย่างหัวร้อน เจ้าสัตว์ประหลาดอีกตัวหนึ่งก็เดินตามคำสั่งโดยไม่พูดหรือขัดขืนแต่อย่างใด จากตอนแรกที่ฉันแหกปากตะโกนอยู่ถึงกับต้องปิดทั้งจมูกและปากของตัวเองเพื่อไม่ให้ส่งเสียดัง.. ความกลัวและความตื่นตระหนกเข้ามาแทนที่ความปิติยินดี ถ้าหากพวกนั้นเห็นฉันเข้าละก็มีหวังพวกนั้นต้องทำอะไรไม่ดีกับฉันแน่ๆ ต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วและเงียบที่สุด

    ฉันค่อยๆ เดินก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้าและเงียบเฉียบโดยที่สายตายังคงมองไปที่ฝูงสัตว์ประหลาดตรงหน้าอย่างระมัดระวัง อย่างน้อยๆ พวกมันในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้ นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่ฉันจะยังเอาตัวรอดไปจากที่นี่ได้

    แกร๊ก!!

    เสียงกิ่งไม้หักใต้เท้าของฉันดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด ใจของฉันตกลงไปอยู่ในตาตุ่มและเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ และด้วยเสียงหักของกิ่งไม้นั่นเองที่ทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นหันมาสนใจต้นตอของเสียงในทันที

    “เสียงนั่น..! รีบไปดูสิ!!” เจ้าสัตว์ประหลาดที่เหมือนจะเป็นผู้นำฝูงนั่นตะโกนสั่งอีกครั้งพลางชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องตัวเองมาสำรวจที่ต้นตอของเสียง และนั่นก็คือที่ที่ฉันกำลังยืนอยู่นั่นเอง
    ทำยังไงดี...! หากพวกนั้นรู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้มีหวังฉันอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่ๆ ฉันต้องวิ่งเสียแล้ว!
    พูดไม่ทันขาดคำ ขาทั้งสองข้างของฉันออกวิ่งหนีจากพวกสัตว์ประหลาดนั่นอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เสียงฝีเท้าหลายฝีเท้าดังสนั่นหวั่นไหวตามหลังฉันมาติดๆ

    “ตามจับมันมาให้ได้! ข้าต้องการหัวของเจ้าชายมังกรขี้ขลาดนั่น! ท่านดัสก์จะต้องตบรางวัลข้าให้อย่างงดงามแน่ๆ” เสียงตะโกนกู่ก้องอย่างเบิกบานดังลั่นขึ้นมาพร้อมเสียงฝีเท้าเหล่านั้น ลำพังขาทั้งสองข้างของฉันมันใกล้จะหมดแรงไปทุกทีๆ แล้ว แต่หากฉันหยุดหรือล้มลงเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าชีวิตของฉันจะต้องจบลงอย่างแน่นอน ฉันยังไม่อยากตาย....
    ฉันยังคงวิ่งหนีพวกสัตว์ประหลาดเหล่านั้นอย่างสุดชีวิตโดยไม่ดูซ้ายดูขวาเลย จนกระทั่งสายตาของฉันมองไปเห็นพื้นที่โล่งๆ ตรงหน้า และทันทีเมื่อฉันมาถึงตรงบริเวณดังกล่าว ก็พบว่ามันเป็นเหวที่มีความลึกในระดับหนึ่งและเบื้องล่างนั่นเองมีแม่น้ำกำลังไหลเชี่ยวอยู่ ตรงหน้าก็เป็นเหว ด้านหลังก็เป็นฝูงสัตว์ประหลาด นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ ฉันไม่มีสิทธิเลือกที่จะมีชีวิตรอดเลยหรือยังไงกัน!? มีแต่ให้เลือกว่าจะตายด้วยวิธีไหน จะเป็นอาหารของพวกสัตว์ประหลาดนั่นหรือจะตกลงไปในเหวเบื้องหน้า

    “เร็วเข้า! พวกเราใกล้ตามมันทันแล้ว!” เสียงตะโกนของพวกสัตว์ประหลาดยังดังไล่หลังและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ฉันต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยหากฉันตกเหวนี่ไปศพของฉันคงไม่อุบาทว์หรือเละเทะหรอกนะ!
    ฉันหลับตาลงอย่างหมดหวังก่อนจะวิ่งตรงไปยังเหวเบื้องหน้าและกระโดดลงไปอย่างไม่คิดชีวิต ขาของฉันไม่ได้แตะพื้นอีกต่อไปและร่างของฉันกำลังล่วงไปอย่างแม่น้ำเบื้องล่างตามความเร็วของแรงโน้มถ่วงของโลก ถ้าชาติหน้ามีจริงละก็ขอให้ฉันไม่ต้องมาเจอเรื่องพิลึกๆ อะไรนี่อีกต่อไปแล้วนะ คุณแม่ค่ะ.. หนูกำลังจะตามไปหาคุณแม่เร็วๆ นี้แล้วนะคะ
    ตูมมม ซ่า!
    ร่างของฉันตกลงไปแม่น้ำที่เชี่ยวกราดนั่น ฉันพยายามใช้แขนทั้งสองข้างตีร่างของตัวเองให้หัวขึ้นอยู่เหนือน้ำให้ได้นานที่สุดเพื่อจะได้หายใจแต่มันก็ช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน จนกระทั่งในที่สุดเหมือนสติของฉันมันค่อยๆ เลือนหายไป แขนทั้งสองข้างเริ่มหยุดขยับและหมดแรงในที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างรอบๆ ตัวของฉันมันจะดำมืดสนิทไปในที่สุด
    ..
    ..
    ..
    ..

    เวลา ??.?? ณ ??

    “แค่กๆๆ โฮกกกก!!!!”

    เสียงไอและสำลักน้ำของฉันดังขึ้นมาและนั่นทำให้ฉันเริ่มสติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบากพร้อมกับหัวที่มันปวดอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ฉันค่อยๆ พยุงร่างที่เปียกโชกของฉันขึ้นมานั่งอย่างยากลำบาก ก่อนจะเริ่มมองสิ่งรอบๆ ตัวของฉัน เหมือนตอนนี้ร่างของฉันมาเกยตื้นอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่าแห่งนี้ แม่น้ำที่พัดร่างของฉันในบริเวณนี้ไม่ได้ไกลเชี่ยวแบบในตอนแรกแล้ว ฉันสำรวจร่างกายของตัวเองเพื่อดูว่ามีส่วนไหนหักหรืออยู่ครบถ้วนดีหรือเปล่า แขนของฉันยังขยับได้ปกติ ขาเองก็เช่นกัน เพียงแต่มีลอยถลอกเต็มร่างกายไปหมด ชุดนอนของฉันบางส่วนก็ขาดแหว่งไป เหมือนมันไปเกี่ยวกับกิ่งไม้หรืออะไรสักอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจมากที่สุดคือการ์ดทั้งสามใบของฉัน มันยังอยู่ดีในกระเป๋าเสื้อนอนของฉัน และไม่ได้เสียหายอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมไม่เปียกอีกต่างหาก ฉันหยิบการ์ดเหล่านั้นขึ้นมาดูอย่างชั่งใจพลางถอนหายใจให้กับมัน

    “เฮ้อ.. เจ้าการ์ดบ้าพวกนี้มันจะช่วยฉันได้ยังไงกันนะ...” ฉันว่าอย่างหมดอาลัยตายยากพลางโยนการ์ดลงไปข้างๆ ตัวอย่างหมดแรง ต่อจากนี้ฉันจะทำยังไงดีล่ะ.... สภาพของฉันในตอนนี้มันย่ำแย่กว่าในตอนแรกเป็นร้อยๆ เท่าเลย ถ้าไม่ตายเพราะเหล่าพวกสัตว์ประหลาดหรือแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวนั่น สักวันฉันคงต้องตายเพราะอดตายหรือไม่ก็เป็นอาหารให้หัวสัตว์ป่าในที่แห่งนี้แน่นอน

    วิ้ง!

    แต่แล้วในขณะที่ฉันกำลังสิ้นหวังอยู่นั่นเอง จู่ๆ ก็มีแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นมาที่มือของฉัน ฉันรีบหันไปมองที่ต้นตอของแสงสว่างนั่นก่อนจะพบว่าการ์ดใบหนึ่งจากสามใบกำลังส่องแสงอยู่ ฉันรีบยกมันขึ้นมาดูอย่างงุนงงและตื่นตกใจ แต่ทว่าแสงสว่างนั่นมันช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน มันช่วยคลายความหนาวของฉันไปจนหมดสิ้น ฉันมองไปที่การ์ดที่กำลังส่องแสงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะที่มันจะเปล่งแสงสว่างจ้าอีกครั้งหนึ่งจนฉันต้องหลับตาไปชั่วขณะ เมื่อแสงนั่นค่อยๆ ลดความจ้าลงมาฉันจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าที่รอบๆ การ์ดใบนั่นมีละออกจางๆ วนรอบๆ มันอยู่ และมันเริ่มลอยฟุ้งไปตามอากาศและจับกลุ่มเป็นเส้นบางๆ และนำทางเข้าไปในป่าตรงหน้าของฉันราวกับว่ามันกำลังนำทางฉันอยู่ยังไงยังงั้น ฉันมองไปที่การ์ดและกลุ่มละอองเหล่านั้นอยู่ชั่วครู่ ถ้าหากมันนำทางฉันไปหาพวกสัตว์ประหลาดนั้นเหล่านั้นมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่ว่ามาถึงจุดๆ นี้แล้วฉันเองก็คงจะถอยกลับไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน

    “นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย...” ฉันเอ่ยอย่างหัวเสียนิดหน่อยก่อนจะเก็บการ์ดทั้งสองใบที่ไม่ได้ส่องแสงลงกระเป๋าเสื้อเหลือแต่การ์ดที่กำลังส่องแสงในมือและเดินตามละอองที่กำลังนำทางฉันไป

    ฉันยังคงเดินตามละอองนั่นไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศข้างในปาตอนนี้เริ่มรกชัดขึ้นเรื่อยๆ และละอองเหล่านั้นคงนำทางฉันเข้าไปเรื่อยๆ ในป่า ฉันก้าวข้ามขอนไม้ใหญ่และพุ่มหญ้าหลายสิบพุ่มแล้วและดูยังไม่มีวี่แววของปลายทางเสียเท่าไหร่ เสียงสัตว์ป่าในบริเวณนี้ยังดังแส้สร้องเป็นระยะๆ ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะเจอพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นตามมาอีก และในช่วงเวลานั้นเอง...

    “นี่มัน....” สายตาของฉันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ต้นไม้ต้นเล็กต้นหนึ่ง ของเหลวสีแดงฉานติดเต็มใบ้ไม้ไปหมด ฉันลองเอามือไปแตะๆ ดูอย่างระมัดระวังก่อนจะพบว่ามันคือ.... “ละ...เลือด...”
    กลิ่นคาวของเลือดมันช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน มันอาจจะรุนแรงกว่าเลือดของมนุษย์ทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ หรือมันคือเลือดของสัตว์ป่าที่นี่กันนะ ฉันเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่ามีรอยเลือดหยดไปตามเส้นทางเต็มไปหมด และมันเป็นเส้นทางเดียวกับที่ละอองเรืองแสงเหล่านี้กำลังนำทางฉันอยู่ ฉันกลืนน้ำลายของตัวเองอย่างยากลำบากพลางมองไปยังเส้นทางด้านหน้าอย่างหวาดระแวง ตรงหน้าของฉันมันมีอะไรรอคอยอยู่นะ ว่าแล้วฉันก็ก้าวเดินตามละอองเรืองแสงและรอยเลือดไปอย่างเงียบเฉียบและตื่นกลัว

    ใช้เวลาสักพักใหญ่และแล้วในที่สุดฉันก็เห็นขุดสิ้นสุดของละอองเรืองแสง มันไปหยุดอยู่ที่ถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งดูไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างมาก ฉันมองไปที่ถ้ำนั่นพลางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เสียงของเหล่าสัตว์ป่าดังกู่ก้องขึ้นมาเป็นในช่วงเวลาที่ฉันกำลังลำบากใจและนั่นเองที่ทำให้ฉันต้องรีบเดินตรงไปที่ถ้ำนั่นอย่างรวดเร็ว ในเมื่อมันไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็เอาให้มันเต็มที่กับชีวิตไปเลยแล้วกัน

    ฉันเดินเข้าไปในถ้ำไปอย่างระมัดระวัง เจ้าละอองเรืองแสงนั่นยังคงนำทางฉันต่อไปเรื่อยๆ และรอยเลือดปริศนานั่นก็ยังมีให้เห็นเป็นตามทางทอดยาวไป หัวใจของฉันมันบีบรัดและเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนว่าฉันจะขาดใจเพราะความกลัวเสียให้ได้ บรรยากาศภายในถ้ำเงียบสงัดและค่อนข้างวังเวง โชคดีที่ว่ามันเป็นถ้ำที่ค่อนข้างโล่งและไม่มีก้อนหินขวางทางมากเสียเท่าไหร่ อีกทั้งแสงอาทิตย์จากด้านนอกยังส่องผ่านช่องแคบและช่องโหว่ตามเพดานถ้ำ จึงทำให้เส้นทางไม่มืดมากเสียเท่าไหร่ ฉันเดินเข้ามาลึกอยู่พอสมควรจนไม่ได้ยินเสียงเหล่าสรรพสัตว์ด้านนอกอีกต่อไป และมันเป็นจังหวะเดียวกันที่ฉันเห็นแสงสว่างจากเปลวไฟที่เหมือนใกล้มอดลงทุกที ฉันหยุดเดินชั่วครู่ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง เจ้าละอองเรืองแสงและรอยเลือดนั่นไปหยุดอยู่ที่บริเวณแสงเปลวไฟที่อยู่หลังก้อนหินใหญ่ตรงหน้านั่น ตามทางก็เต็มไปด้วยรอยเลือดเลอะเทอะเต็มไปหมด ฉันเดินตรงไปที่กองไฟนั่นอย่างระมัดระวังและเชื่องช้า หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความหวาดกลัวและวิตกกังวล อีกไม่กี่อึดใจก็จะผ่านหลังก้อนหินแล้ว ฉันชะเง้อหัวออกไปมองอย่างระมัดระวัง

    “ใครน่ะ!?”

    เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณจนฉันถึงกับล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจ แต่ในขณะที่เหตุการณ์กำลังสับสนวุ่นวายนั่นเอง จู่ๆ ผมของฉันก็ถูกดึงอย่างรุนแรงและที่คอของฉันก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของอะไรบางอย่าง ฉันลืมตาขึ้นมามองก่อนพบว่าสิ่งที่จ่อคอของฉันอยู่คือคมดาบขนาดใหญ่ ส่วนคนที่กำลังดึงผมของฉันอยู่คือ....

    “ข้าถามว่า..เจ้าเป็นใคร!!?” เจ้าของเสียงคำรามอีกครั้งและนั่นทำให้ฉันไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เพราะความตกใจ ดวงตาดุดันเหมือนเดรัจฉานสีเขียว ปากและจมูกยาวคล้ายจระเข้ ตัวของมันดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน ผมที่เป็นสีขาวยาวเกือบเท่าผมของฉัน และมีปีกสีดำขนาดใหญ่อยู่ที่หลังของมันด้วย เจ้าสัตว์ประหลาดมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่น่ากลัวและไร้ความเป็นมิตร มันยังคงถามคำถามเดิม แต่ทว่าฉันเองไม่สามารถตอบเป็นคำพูดได้เลย ได้แต่อ้ำอึ้งเหมือนคนกำลังขาดใจตายอยู่ตรงนั้น

    “ดะ..ได้โปรด... ยะ..อย่า....”

    “เจ้าเป็นตัวอะไร!? เป็นพวกเดียวกับพวกจักรวรรดิชั่วนั่นใช่มั้ย!?” มันตะเบงเสียงถามอีกครั้ง และฉันก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง จักรวรรดิอะไรฉันเองก็ไม่รู้มันเหมือนกัน สมองของฉันไม่สามารถประมวลผลคำพูดของมันได้เลย “นี่เจ้าเป็นพวกสัตว์เผ่าอะไร ข้าไม่เคยเห็น...” มันยังคงถามต่อไปและยังไม่ยอมลดดาบและปล่อยฉันเป็นอิสระ

    “ฉะ..ฉันหลงทาง ฉันไม่รู้ที่นี่ที่ไหน ฉันสับสน ฉันไม่รู้อะไรทั้งสิ้น! ฉันถูกพวกสัตว์ประหลาดคล้ายๆ นายไล่ล่ามา แล้วก็ตกแม่น้ำ จับผลัดจับผลูมาในถ้ำนี่!” ฉันพูดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือและหวาดกลัว มันมองหน้าของฉันอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยตัวของฉันเป็นอิสระ และเป็นจังหวะเดียวกันที่ตัวของมันทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างรวดเร็วและร้องครางออกอย่างเจ็บปวด

    “บ้าชิบ! อั่ก....!” เจ้าสัตว์ประหลาดสบถอย่างอ่อนล้าพลางกุมมือข้างหนึ่งไว้ที่ท้องของตัวเอง ซึ่งฉันสังเกตว่ามันกำลังบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสอยู่นั่นเอง มีเลือดไหลออกมาจากปากแผลนั่นอย่างไม่ขาดสาย และดูท่าทีว่าจะไม่หยุดลงง่ายๆ ฉันมองไปที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นอย่างระมัดระวังก่อนจะที่จะพยายามใช้ดาบพยุงร่างของมันให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแต่ทว่ากลับล้มเหลว และมันก็ทรุดลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง “ไม่อยากจะเชื่อ... ว่าชีวิต ‘ราชามังกร’ อย่างข้า.. ต้องมาจบลงในสภาพที่น่าเวทนาแบบนี้ ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตอะไรก็ไม่รู้....” มันเอ่ยอย่างอ่อนแรงพลางเงยหน้ามองมาที่ฉัน
    เมื่อครู่นี้มันบอกว่า มังกร อย่างนั้นหรือ หูฉันไม่ฟาดแน่ ฉันได้ยินเต็มสองหูว่า ‘ราชามังกร’ แสดงว่าเจ้าสัตว์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้านี่ก็คือ มังกร สัตว์ในเทพนิยายปรัมปราโบราณนั่นน่ะหรือ? มันไม่เหมือนกับที่ฉันเคยอ่านในนิยายหรือดูในการ์ตูนเลยสักนิด

    “นะ...นายบาดเจ็บ...” ฉันเอ่ยอย่างสั่นเครือพลางมองไปยังสัตว์ประหลาดตรงหน้า มันกำลังหอบหายใจถี่อย่างเหนื่อยล้าและขาดใจ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่จู่ๆ ความรู้สึกตื่นกลัวและตกใจมันค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อมองหน้าของเจ้า ‘มังกร’ ตรงหน้าในตอนนี้... พวกเราสองคนมองหน้ากันอย่างเงียบเฉียบ มีแค่เพียงเสียงหายใจของฉันและเจ้ามังกรตรงหน้าเท่านั้นที่ได้ยิน และดูเหมือนว่าเจ้ามังกรเหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง

    “หามันให้ทั่ว! ข้าเห็นร่องรอยเลือดมันแถวๆ นี้!”

    ก่อนที่มังกรตัวใหญ่จะได้พูดอะไร จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังลั่นออกมาจากทางด้านนอกของถ้ำ และมันเป็นเสียงของพวกสัตว์ประหลาดที่ไล่ล่าฉันก่อนหน้านี้ บ้าจริง... ฉันควรทำยังไงดี!?

    “บ้าชิบ...!” เจ้ามังกรตรงหน้าฉันสบถด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนที่มันจะค่อยๆ ลุกขึ้นมาและกระชากร่างของฉันไปอยู่ข้างๆ มัน ฉันเผลอร้องเสียงหลงไปด้วยความตกใจก่อนจะมองหน้าของเจ้ามังกรนี่อย่างงุนงงและตกใจ

    “นะ..นายจะทำอะไร!?” ฉันถามแต่ทว่ามันไม่ได้ตอบคำถามของฉัน มันค่อยๆ ลากฉันอย่างกระเสือกกระสนไปอยู่ด้านหลังของหิน ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยเศษดินและก้อนหินเพื่อดับไฟ

    “เงียบๆ ละ...” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและหมดแรง ฉันมองหน้าของมันอีกครั้งก่อนจะพบว่านัยน์ตาของมันกำลังหม่นแสงลง การหายใจก็ช้าลงเรื่อยๆ มันหลับตาลงก่อนจะเอาหัวพิงหินอย่างเหนื่อยล้า “สุดท้ายการเดินทางของข้าต้องมาจบลง...แบบนี้จริงๆ งั้นรึ...” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและยิ้มอย่างออกมาบางๆ

    “…”

    “มันน่าจะอยู่แถวๆ นี้! หาให้ทั่ว!!” เสียงของเจ้ามังกรนั่นดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาหาเราเรื่อยๆ หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ เจ้ามังกรที่กำลังบาดเจ็บนั่นก็จับร่างของฉันเอาไว้แน่น มืออีกข้างของมันก็จับดาบเอาไว้เหมือนเตรียมจะฟาดฟัน ร่างของฉันสัมผัสได้ถึงเลือดอุ่นๆ ที่กำลังไหล่ออกมาจากร่างกายของมังกรอย่างไม่ขาดสาย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมันอาจจะตายก็ได้ แต่สถานการณ์แบบนี้จะให้ทำอย่างไรดีล่ะ!? ความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกขณะ และในที่สุด...

    “…!” สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากด้านก้อนหิน และเมื่อมันเห็นพวกเรามันก็ตั้งท่าเข้าจู่โจมพวกเราทันที ฉันกรีดร้องเสียงหลงพร้อมกับหลับตาปี๋

    ฉั่วะ!

    แต่ในช่วงเวลานั่นเองที่ฉันได้ยินเสียงของคมดาบเฉือนเข้ากับอะไรบางอย่าง ฉันๆ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบตัวของฉันในตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของเจ้ามังกรที่กำลังบาดเจ็บอยู่ เจ้าสัตว์ประหลาดที่กำลังจะเข้ามาจู่โจมพวกเราค่อยๆ ล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่ร่างมันจะสลายหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ฉันเงยหน้ามองเจ้ามังกรอยู่กำลังกอดฉันอยู่อย่างตื่นกลัว มันหอบหายใจถี่อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ดาบที่เคยอยู่ในมือจะหลุดออกจากมือ ร่างของมันล้มลงมานอนข้างๆ ฉันอย่างเหนื่อยล้า

    “ขะ...ข้า...” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ขาดช่วงและแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ในเสี้ยวหนึ่งในความคิดของฉันเกิดความสงสารและสับสน เจ้ามังกรตัวนี้เพิ่งปกป้องฉันเอาไว้ และมันกำลังจะตาย.. มันไม่มีอะไรที่พอจะช่วยเหลือมันได้เลยหรือไงกัน!?

    “เฮ้..! นะ...นายอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปมั้ย!? ตะ..ตั้งสติเอาไว้!” ฉันว่าพลางพยายามสะกิดตัวของมันอย่างแรง นัยน์ตานั่นหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลง

    “....ขอโทษ” น้ำเสียงสุดท้ายของมันดังขึ้นก่อนที่ลมหายใจจะขาดช่วงไปในทันที วินาทีนั่นเองที่ฉันรู้สึกตื่นกลัว ตกใจ และเศร้าใจไปพร้อมกัน ฉันพยายามเรียกสติและสะกิดเจ้ามังกรนั่นอีกครั้งหนึ่งแต่ร่างของมันกลับแน่นิ่งไปแล้ว มันเพิ่งจะปกป้องและช่วยฉันเอาไว้แท้ๆ ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้นะ!? ฉันไม่เข้าใจ... ฉันไม่เข้าใจ.....

    “นะ.. นาย...! ตื่นสิ! นายจะ...จะตายแบบนี้ไม่ได้นะ!!” ฉันร้องตะโกน

    “…”

    “ฉัน...ฉันควรทำยังไง... ฉันควรทำยังไงต่อไป...” ฉันเอ่ยขึ้นมาและเป็นจังหวะเดียวกันที่น้ำตามันเริ่มไหลออกมา เพราะอะไรกันที่ฉันถึงเศร้าใจถึงเพียงนี้ เราเพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีแต่การจากไปของมันทำเอาความเศร้ากัดกินหัวใจของฉันไปเสียแล้ว หากมีหนทางที่จะช่วยมันได้ ฉันเองก็อยากที่ช่วยเหลือมัน...!

    แต่ในขณะที่ฉันกำลังร้องไห้อยู่นั่นเอง จู่ๆ การ์ดในกระเป๋าเสื้อของฉันก็ส่องแสงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และไม่ใช่แค่การ์ดเท่านั้นที่กำลังส่องสว่าง เจ้ามังกรตัวตรงหน้าของฉันเองก็ส่องแสงเช่นกัน และแสงสว่างนั่นก็ส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ ร่างกายของฉันเหมือนกำลังถูกกระชากอย่างรุนแรง เมื่อแสงสว่างนั่นค่อยๆ เลือนหายไป ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก่อนจะว่าตัวเองมาอยู่ไหนก็ไม่รู้ มีแต่สีขาวโพลนเต็มไปหมด ไม่มีวี่แววของเจ้ามังกรที่เพิ่งช่วยชีวิตของฉันเลยแม้แต่เงา ตรงเบื้องหน้าของฉันมีประตูหน้าตาประหลาดตั้งตระหง่านอยู่ มันใหญ่มากจนฉันต้องเงยหน้ามองมัน และตรงหน้าประตูนั่นเอง มีใครบางคนกำลังยืนอยู่และกำลังกวักมือเรียกฉันอยู่ ฉันมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูนั่นที่มีใครบางคนกำลังเรียกอยู่
    เมื่อฉันเดินเข้าใกล้ประตูไปเรื่อยๆ มันทำให้ฉันเห็นร่างของคนที่กำลังเรียกฉันอยู่ชัดเจนมากขึ้น และนั่นทำเอาฉันรู้สึกสับสนไปในทันที นั่นมัน....

    “สวัสดี.. ผู้หลงทางเอ๋ย เรารอเจ้านานเสียเหลือเกิน”

    ชายในผ้าคลุมนั่นที่เคยปรากฏตัวที่โรงเรียนของฉันนินา!? นี่มันหมายความว่ายังไงกัน...

    “นะ...นาย... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วฉันมาอยู่ได้ยังไง? มันเกิดอะไรขึ้น!? แล้ว..แล้ว... เจ้าสัตว์ประหลาดมังกรที่เพิ่งช่วยฉันเอาไว้ไปไหนแล้ว?” ฉันเอ่ยถามอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าปืนกล ชายตรงหน้าผงะไปเล็กน้อยก่อนจะบอกให้ฉันใจเย็นลง

    “จริงๆ แล้วเราก็อยากบอกเจ้าทุกเรื่องอยู่หรอกนะ แต่ว่ามันถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเข้ารับ ‘บททดสอบ’ เสียก่อน”

    “บททดสอบ?” ฉันทวนคำพูด เขาพยักหน้าตอบกลับมาและยิ้มบางๆ มาให้

    “การเดินทางในการคำตอบของเจ้า มันคงเป็นการยากที่เจ้าจะต้องเดินทางเพียงลำพังใช่หรือไม่? ดังนั้นแล้วในทุกคำถามและข้อสงสัยที่เจ้าเก็บเอาไว้ในใจ ล้วนแล้วแต่มีทางออกทั้งสิ้น แต่ทว่าทางออกนั้นต้องการ ‘กุญแจ’”

    “หมายความว่ายังไง? กุญแจ? ฉันต้องหากุญแจเพื่อเปิดประตูยักษ์นี่นะหรอ?” ฉันถามอย่างสงสัยพลางชี้ไปที่ประตูเบื้องหน้า แต่ชายในผ้าคลุมส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

    “เจ้ามิจำเป็นต้องหากุญแจเพื่อเปิดประตูนี่หรอก แต่ว่ากุญแจที่เจ้าต้องตามหาน่ะ อยู่เบื้องหลังของประตูนี่ต่างหาก” เขาอธิบายพลางเดินเข้ามาจับมือข้างหนึ่งของฉันเอาไว้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะมอบอะไรบางอย่างมาด้วย
    มันคือการ์ดที่นำทางฉันไปหาเจ้ามังกรที่กำลังบาดเจ็บอยู่นินา!

    “หากเจ้าพร้อมเมื่อไหร่ โปรดแตะการ์ดใบนี้ไปที่ประตูเบื้องหน้าของเจ้า แล้วการทดสอบของเจ้าจะเริ่มต้นขึ้น ขอให้เจ้าโชคดีกับการทดสอบในครั้งนี้ เราไม่สามารถให้ความช่วยอะไรเจ้าได้อีก.. และการทดสอบนั่นจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับ กุญแจ ที่เจ้าถวิลหาอยู่...” เขาอธิบายเพิ่มเติมต่อไปในขณะที่ฉันกำลังมองการ์ดและหน้าของเขาสลับกันไป จะว่าไปแล้ว... ลายของหลังการ์ดใบนี้มันเหมือนลายสลักบนประตูไม่มีผิด
    กุญแจที่ฉันต้องใช้ในการคำตอบอยู่เบื้องหลังประตูบานนี้น่ะหรือ? ฉันเองก็ไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่เลยว่าเมื่อเข้าไปแล้ว ในห้องนั่นจะต้องเจออันตรายอะไรอีกหรือเปล่า อาจจะมีพวกสัตว์ประหลาดรอฉันอยู่ก็เป็นได้...

    “แล้วถ้าฉันเจอกุญแจแล้ว... มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ?” ฉันหันไปถามชายในชุดคลุมอีกครั้งหนึ่ง เขามองหน้าฉันอย่างชั่งใจชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับมา

    “เจ้าอยากช่วยมังกรผู้น่าสงสารที่เพิ่งตายต่อหน้าต่อตาเจ้าหรือไม่ล่ะ?”
    เพียงคำตอบสั้นๆ นั่นทำเอาฉันถึงกับผงะไปในทันที เจ้ามังกรน่าสงสารเพิ่งจะช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ก่อนที่มันจะสิ้นลมตรงหน้าของฉัน ทำไมกันฉันถึงเศร้าเสียใจกับการตายของมันแบบนี้ ภาพนัยน์ตาที่หม่นแสงและค่อยๆ ปิดลงนั่นบีบหัวใจฉันเสียเหลือเกิน ถ้าหากการหากุญแจนั่นคือการช่วยเจ้ามังกรนั่นละก็ อย่างน้อยๆ ฉันก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยมัน...

    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะพร้อมแล้วสินะ งั้นก็คงหมดหน้าที่ของข้าแล้วล่ะ ยังไงก็ขอให้เจ้าผ่านการทำสอบนี่ไปได้โดยสวัสดิภาพ สวัสดี...” ชายในชุดคลุมพูดอีกครั้งก่อนจะโค้งคำนับให้ฉันอย่างสุภาพและอันตธานหายไปในอากาศทั้งๆ อย่างนั้น ฉันมองไปยังจุดที่เขาเคยยืนอยู่ชั่วครู่ก่อนเงยหน้ามองไปที่ประตูยักษ์ที่อยู่ตรงหน้า หากฉันผ่านการทดสอบและหากุญแจนั่นเจอล่ะก็ มันอาจจะยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยเหลือเจ้ามังกรตัวนั้น ฉันหลับตาตั้งสติอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะสูดอากาศหายใจเข้าเต็มปอดและผลักประตูตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป

    แอ๊ดดดดด!!!!

    ประตูบานใหญ่เปิกกว้างตามแรงของฉัน เบื้องหลังประตูนั่นฉันยังงมองไม่เห็นอะไรนอกจากความว่างเปล่า ฉันเดินเข้าไปในประตูบานใหญ่และในฉับพลันทันที ร่างกายของฉันสัมผัสได้ถึงสายลมเบาๆ ที่พัดผ่านร่างกายไปอย่างอ่อนโยน ท้องฟ้าสีฟ้าครามกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และเบื้องล่างใต้เท้าของฉันเป็นน้ำใสสะอาดที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเช่นเดียวกับท้องฟ้า ฉันมองไปรอบๆ ตัวก่อนจะพบว่าประตูบานใหญ่ที่อยู่ข้างหลังของฉันมันหายไปแล้ว บรรยากาศเงียบสงัดแต่ดูไม่มีอันตรายแต่อย่างใด

    ฉันเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าพลางมองหา ‘กุญแจ’ ที่เป็นจุดหมายในการทดสอบครั้งนี้อย่างละเอียด แต่ทว่าไม่มีแม้แต่เงา อย่าว่าแต่กุญแจเลย รอบๆ ตัวของฉันในตอนนี้มันไม่มีอะไรเลยมากกว่านอกจากน้ำและท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ แล้วนี่ฉันจะสามารถหาเจ้ากุญแจนั่นเจอมั้ยเนี่ย!? ถึงฉันจะบ่นอุบไปมากเท่าไหร่มันก็คงไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมา ตอนนี้คงทำได้มากสุดคือเดินไปตามทางเรื่อยๆ เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรบางอย่าง

    บางเวลาต่อมา

    ฉันยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่ลดละแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้ากุญแจนั่นเลย นี่มันก็ผ่านมานานสักพักใหญ่แล้วนะ เหงื่อหลายเม็ดไหลออกจากใบหน้าและร่างกายของฉัน ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่กว้างขนาดใหญ่แบบนี้จะไม่มีสิ่งมีชีวิตหรืออะไรอยู่เลย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มีหวังฉันอาจจะหมดแรงตายก่อนแน่นอน แล้วการทดสอบของฉันก็จะล้มเหลวและ... ฉันก็อาจจะไม่สามารถช่วยเจ้ามังกรนั่นได้ ภาพใบหน้าของมันสะท้อนเข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง มันบีบรัดหัวใจของฉันอีกครั้งหนึ่ง
    “บ้าจริง! ทำไมนายถึงเข้ามาวุ่นวายในหัวของฉันแบบนี้นะ. เจ้ามังกรบ้า!” ฉันบ่นอุบอิบเบาๆ ก่อนจะเริ่มเดินต่อไป แต่ทว่าในขณะนั่นเองที่สายตาของฉันไปสะดุดเข้าให้กับอะไรสักอย่าง
    มีใครสักคนกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบนอยู่ไกลๆ ลิบตาของฉัน ฉันเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปหาเขาคนนั้นทันที และไม่กี่อึดใจฉันก็มาหยุดอยู่ข้างๆ เจ้าของร่างนั้นในที่สุด สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของฉันไม่ใช่มนุษย์แต่อย่างใด หากแต่มันเหมือนกับสัตว์ประหลาดขนาดเล็กตัวสีดำ (แต่ว่าดูแล้วๆ มันอาจจะตัวเกือบเท่าของฉัน) มันมีผมสีขาวซีดและมีเขาสีแดงอยู่ที่ขมับ เจ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าเหมือนจะไม่รับรู้การมาของฉันและมันยังคงเหม่อมองไปที่ท้องฟ้าเบื่องบนอย่างเงียบงัน มันคงเป็นโอกาสดีที่ฉันจะถามถึงเบาะแสของกุญแจในที่แห่งนี้

    “เอ่อ.. ขอโทษนะคะ...” ฉันเอ่ยอย่างสุภาพ และเสียงของฉันทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดร่างสีดำนั่นหันมามองฉันอย่างรวดเร็ว

    “นี่... อะไรคือการเป็น ‘ราชาที่ดี’ อย่างงั้นหรอ?” มันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ของมัน พร้อมกับมองมาที่ฉันด้วยนัยน์ตาสีเขียวที่แสนใสซื่อ ทำไมนัยน์ตานั่นมันช่างดูคุ้นๆ แปลกๆ แฮะ “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือ? ว่าการเป็น ‘ราชาที่ดี’ มันคืออะไร”

    “อ๊ะ..! เอ่อ...ขอโทษนะที่ไม่ได้ตอบนาย แฮะๆ” ฉันหัวเราะเสียงแห้งกลับไปพลางมองหน้าของมันที่กำลังรอคำตอบจากฉันอยู่ การเป็นราชาที่ดีอย่างนั้นหรอ... ทำไมเจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยตัวนี้ถึงอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับราชานักนะ? “แล้วนายคิดว่าการเป็น ราชาที่ดี คืออะไรสำหรับนายล่ะ?”

    “…ข้าไม่รู้” มันตอบกลับสั้นๆ พลางเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าเบื้องบนต่อ ฉันเองก็เงยหน้าขึ้นไปมองบ้างและก็พบว่ามันช่างเป็นท้องฟ้าที่แสนสดใสเสียเหลือเกิน “ข้าไม่รู้ว่าการเป็นราชาที่ดีมันคืออะไร ข้าไม่สามารถหาคำตอบของคำถามนี่ได้เลย....”

    “…” ฉันเงียบและตั้งใจฟังในสิ่งที่สัตว์ประหลาดตรงหน้ากำลังจะพูดต่อไป

    “ตลอดชีวิตตั้งแต่ที่ข้าลืมตาดูโลกมา อาศัยอยู่แต่ในพระราชวังในเมืองหลวงที่ห่างไกลจากผู้คน ได้แต่มองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างและอ่านนิทานหนังสือเล่มแล้วเล่มเหล่า พอมันถึงวันที่ข้าจะต้องเป็นพระราชาจริงๆ... ข้าไม่รู้ว่าข้าควรทำตัวอย่างไร ข้าไม่รู้ว่าสิ่งที่ควรหรือไม่ควรคืออะไร ถึงแม้ว่าหนังสือ ตำรา หรือคำสอนของเหล่าโหรประจำวังจะสอนข้า แต่ทว่าความเป็นจริงมันช่างแตกต่างจากคำสอนนั่นทั้งสิ้น... สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถามของข้าแล้วมันคืออะไรกันแน่นะ?”
    ฉันมองไปที่ร่างน้อยๆ ของเจ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเขาในตอนนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรกับฉันเสียเท่าไหร่ เด็กน้อยที่เฝ้าถามหาคำตอบที่ตนถวิลหามาค่อนชีวิต แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถให้คำตอบได้ตรงตามที่เขาต้องการได้ ฉันยิ้มบางๆ ก่อนทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยมองหน้าของฉันอย่างสงสัย

    “ฉันเอง... ก็มีคำถามที่ต้องการคำตอบมาโดยตลอดนั่นแหละ ตั้งแต่พ่อฉันเสียคุณแม่ของฉันก็ย้ายที่ทำงานไปเรื่อย ทำให้ฉันอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง. พวกเราทั้งสองคนเดินทางไปทั่วตามเนื้องานของคุณแม่ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อไม่มีคุณแม่แล้วฉันเองก็เริ่มหลงทางและทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ฉันไม่รู้เลยว่าตัวของฉันควรอยู่ที่ไหนกันแน่ ถึงแม้ว่าจะมีญาติมาเอ่ยปากชวนฉันไปอยู่อาศัยด้วย แต่ฉันก็กลัว.. กลัวว่าหากฉันไปอยู่กับพวกเขาแล้ว สุดท้ายแล้วฉันจะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า เพราะฉันอาจจะต้องย้ายที่อยู่เรื่อยไปเหมือนตอนอยู่กับคุณแม่แน่ๆ ฮ่ะๆ” ฉันพูดจบพลางหัวเราะเสียงแห้งๆ ออกมาเบาๆ ก่อนจะมองหน้าเจ้าสัตว์ประหลาดที่นั่งอยู่ข้างๆ “จะว่าไปแล้วบางทีการหาคำตอบเพียงลำพัง มันอาจจะเป็นเรื่องยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ จริงมั้ย?”

    “…”

    “แต่ถ้าหากเรามีใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้างหรือร่วมเดินทางไปด้วยกัน สักวันหนึ่งคำตอบที่เราถวิลหาก็อาจจะพบเข้าสักวันหนึ่ง ฉันว่านะ...” ฉันเอ่ยพลางยิ้มแหยๆ ให้กับเจ้าสัตว์ประหลาด ฉันไม่รู้อารมณ์ของตัวเองเลยว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงพูดจาเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนน้ำเน่าแบบนี้ไปได้นะ

    “เดินทางร่วมกัน.. เพื่อหาคำตอบอย่างนั้นหรอ?” เจ้าสัตว์ประหลาดเอ่ยขึ้นมาเบาๆ พลางมองไปที่ท้องฟ้าเบื้องบนอีกครั้งหนึ่ง “จริงสินะ.. ข้าเองไม่เคยนึกถึงเพื่อนร่วมทางมาก่อนเลย ไม่แน่ว่าบางที่การเดินทางร่วมกับเพื่อนร่วมทางสักคนคงได้ตอบเร็ว
    ขึ้น...”

    “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะ?” ฉันเอ่ยพลางลุกขึ้นมาจากผืนน้ำ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยเงยหน้ามองหน้าของฉันด้วยแววตาที่สงสัยและเป็นประกาย “เราก็เริ่มมาหาคำตอบด้วยกันเถอะ.. ฉันและนาย ฉันเชื่อว่าเราต้องหาจนเจอสักวันหนึ่ง!” ฉันพูดจบพลางยื่นมือพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้กับมัน เด็กน้อยตรงหน้าของฉันเหมือนกับฉันไม่มีผิด หลงทางและไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงกับการหาคำตอบที่อยู่ภายในใจ ฉันควรอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้... ราชาที่ดีคืออะไร.... ทุกคำถามมันย่อมมีคำตอบในตัวของมันเอง เพียงแต่เราจะเริ่มค้นหามันเมื่อไหร่ ถ้าหากเราเริ่มคำตอบนั้นก็รอคอยที่ทางออกแน่นอน...
    เจ้าสัตว์ประหลาดจับมือของฉันพร้อมกับลุกขึ้นและมองมาที่ฉันอย่างไม่ละสายตา มันฉีกยิ้มบางๆ ออกมาก่อนจะหลับตาลงอย่างช้าๆ

    “ขอบคุณเจ้านะ... ข้าขอบคุณเจ้าจริงๆ...”

    ฉับพลันในทันทีจู่ๆ ร่างกายของเจ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าของฉันก็เรืองแสงและค่อยๆ กลายเป็นไอสลายไปต่อหน้าต่อตาของฉัน... นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงหายไปแบบนี้ล่ะ!? ฉะ...ฉันพลาดหรือทำอะไรผิดหรือเปล่า!? แต่ก่อนที่ฉันจะตื่นตูมไปมากกว่านี้ ละอองแสงของเจ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าเริ่มมารวมตัวตรงหน้าของฉันก่อนจะค่อยๆ ห้อมร้อมร่างกายของฉันเอาไว้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะมีเสียงดัง ‘ป๊อป!’ ดังขึ้นตรงหน้าของฉันพร้อมกับมีอะไรบางอย่างลอยอยู่ตรงหน้าของฉัน

    “นี่มัน...?” ฉันคว้าสิ่งตรงหน้าเอาไว้อย่างช้าๆ และระมัดระวัง มันคือการ์ดที่อยู่ติดตัวกับฉันมาตั้งแต่หลังเลิกเรียนนั่น แต่คราวนี้ที่หน้าการ์ดนั่นไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว แต่ก่อนที่ฉันจะได้เห็นหน้าการ์ดชัดๆ จู่ๆ บรรยากาศรอบๆ ตัวของฉันมันเริ่มสลายหายไปในแสงสว่างอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงสว่างที่เจิดจรัส ฉันเห็นร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากฉันเสียเท่าไหร่ เขาคนนั้นคือชายสวมชุดคลุมที่กำลังยืนยิ้มให้กับฉันอย่างอ่อนโยนพลางปรบมือราวกับแสดงความยินดีกับอะไรบางอย่าง

    “เจ้าทำสำเร็จแล้ว ยินดีด้วยนะ... เจ้าได้พาลพบกับกุญแจที่เจ้าต้องตามหาในการทดสอบครั้งนี้แล้ว”

    “กุญแจ... นายหมายถึง... การ์ดใบนี้นะหรอ?” ฉันถามกลับไปพลางยกการ์ดขึ้นมาแสดงให้ชายชุดคลุมดู เขาพยักหน้าตอบกลับมา

    “ในไม่ช้าที่แห่งนี้จะไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยละอองฝุ่น เจ้าจงเตรียมตัวกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงของเจ้าได้แล้ว”

    “ละ...แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นล่ะ? เขาหายไปไหนแล้ว? แล้วฉันควรทำอะไรต่อ?” ฉันรีบยิงคำถามใส่ต่อไปด้วยความสงสัย เพราะยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ฉันเองยังไม่เข้าใจและสับสน เจ้าสัตว์ประหลากน้อยตัวนั้นอยู่ๆ ก็หายไปต่อหน้าต่อฉันแบบไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยแบบนั้น เป็นใครจะไม่ตกใจบ้างล่ะ!?

    “โปรดจงใจเย็น ผู้หลงทางเอ๋ย เพราะในอีกไม่ช้าเมื่อเจ้ากลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงของเจ้า เจ้าจะเข้าใจทุกอย่างเอง...” ชายในชุดคลุมนั่นเอ่ยพลางฉีกยิ้มบางๆ ออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเขาจะหายไปท่ามกลางแสงสว่างมากมายที่กำลังสาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณและเป็นจังหวะเดียวกันที่ผืนน้ำและท้องฟ้าที่สดใสเริ่มสลายหายไปกลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กจำนวนมากมาย และทุกๆ อย่างที่อยู่ในสายตาของฉันก็ดำมืดสนิท... เฉกเช่นเดียวกับสติของฉันที่มันดับวูบไปในความมืดมิดนั่น...

    ..
    ..
    ..

    “อึก...”

    สติของฉันเริ่มกลับมาอีกครั้ง.. ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนพื้นป่าที่ฉันวิ่งหนีเจ้าพวกสัตว์ประหลาดนั่นมา เมื่อนึกขึ้นได้ฉันจึงรีบสปริงตัวเองลุกขึ้นนั่งและรีบมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ยังไม่มีสิ่งชีวิตใดๆ ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าต่อของฉัน นั่นทำให้ฉันรู้สึกโล่งอกในทันทีแต่ก็ได้ไม่นานเพราะสมองของฉันเริ่มประมวลเหตุการณ์ทุกอย่างได้
    มังกรตัวสีดำ.. เลือด... และการทดสอบ...

    จริงด้วยสิ! เจ้ามังกรตัวสีดำนั่นหายไปไหนแล้วล่ะ!? ก่อนที่ฉันจะเริ่มเข้าบททดสอบอะไรนั่น ฉันจำได้ว่าทั้งฉันและมันกำลังแอบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง และมันก็ปกป้องฉันเอาไว้จากพวกสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่กำลังไล่ล่าฉันอยู่ แล้วจู่ๆ การ์ดที่ติดตัวฉันมาตลอดก็ส่องแสง แล้วก็.... เดี๋ยวนะ.. การ์ดงั้นหรอ… ฉันรีบสำรวจที่กระเป๋าเสื้อนอนของฉันในทันทีและก็พบว่ามีในนั้นมีเหลือการ์ดแค่สองใบเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดหลังจากเหตุการณ์ในความฝันพิลึกพิลั่นนั่น การ์ดใบหนึ่งมันมีภาพหน้าการ์ดปรากฏขึ้นมาแล้ว แต่หลังจากนั้นละ... ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน แล้วก็เด็กน้อยคนนั้นอีก โอ้ยยย... ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว...
    แต่ว่า... จะว่าไปแล้วเจ้ามังกรที่เพิ่งช่วยชีวิตของฉันเอาไว้ ตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้างนะ... เจ้าพวกสัตว์ประหลาดน่ากลัวนั่นคงต้องจัดการเก็บร่างของมันไปแล้วแน่ๆ เลย.. แต่ทำไมอีกเสี้ยวหนึ่งของความคิดของฉันมันกลับภาวนาว่าให้เจ้ามังกรนั่นปลอดภัยและมีชีวิตอยู่ บางทีฉันก็เริ่มไม่เข้าใจตัวเองเสียแล้ว..

    “นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย..!?”

    เสียงของใครบางคนดังก้องขึ้นมาจากทางด้านหลัง ฉันที่กำลังเหม่อลอยอยู่กำลังจะหันไปตามเสียงแต่ก็พบว่าหัวของฉันกำลังถูกดึงอย่างรุนแรงจนร่างของฉันลอยขึ้นมาเหนือพื้น

    “ปละ..ปล่อยนะ!?” ฉันพยายามขัดขืนสู้อย่างสุดกำลัง ก่อนที่จะพบว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดหน้าตาที่แสนน่ากลัว นัยน์ตาที่ดูไร้วิญญาณสีเหลืองและเต็มไปด้วยความโกรธเกี้ยว ผิวและเกร็ดตามตัวของมันเป็นสีเทาหม่นและด้านหลังของมันก็สะพาย เคียว ขนาดยักษ์อยู่ นะ..นี่มัน... เจ้าสัตว์ประหลาดที่มันไล่ล่าฉันตั้งแต่ตอนแรกนิ! ความกลัวเริ่มครอบงำไปทั่วร่างของฉันจนมันทำให้ฉันหมดแรงที่จะขัดขืน มันมองมาที่ร่างของฉันด้วยความสงสัยและฉงนราวกับว่ามันเพิ่งค้นพบสิ่งใหม่

    “แกไม่ใช่พวกเผ่าโนว์ ไม่มีแม้กระทั่งเขา นี่แกมันเป็นตัวอะไรกันแน่!? แถมยังพูดภาษามังกรได้อีก!!” มันว่าพลางเขย่าร่างของฉันไปมาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บริเวณหัวของฉัน น้ำตาหลายหยดเริ่มไหลเอ่อออกมาด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว “อ่าวๆ ร้องไห้เสียแล้ว ฮาๆๆ เจ้าสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดนี่เวลาร้องไห้แล้วมันช่างดูน่าเกลียดน่าชังเสียจริง แถมยังทำให้ข้ารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก! ร้องอีก! ร้องไห้ออกมาอีกเจ้าสัตว์ประหลาดน่าโง่!”

    “ปละ... ปล่อยฉันไปเถอะ! ได้โปรด” ฉันร้องไห้ฟูมฟายพลางอ้อนวอนเข้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง แต่ก็ดูไร้ประโยชน์เพราะเจ้าสัตว์ประหลาดน่ากลัวยังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางเขย่าร่างของฉันไปมาอย่างสนุกสนาน ทำไมอยู่ดีๆ ฉันถึงต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้นะ ความกลัวตายถาโถมเข้ามาในความคิดของฉันและมันทำให้ฉันหมดแรงแม้กระทั่งจะพูดหรือร้องไห้ออกมาแล้ว ใครก็ได้..ช่วยฉันด้วย...

    โครมมมม!! ตูมม!!!

    ในขณะที่ฉันกำลังสิ้นหวังอยู่นั่นเอง จู่ๆ มีอะไรบางอย่างพุ่งตรงมาที่ฉันและเจ้าสัตว์ประหลาดอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังและเกิดฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ฉันและเจ้าสัตว์ประหลาดสีเทาหม่นกระเด็นไปคนละทิศละทาง เสียงโวยวายของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นดังขึ้นอย่างตื่นตกใจและสับสน ร่างของฉันนอนคว่ำอยู่บนพื้นก่อนที่ฝุ่นในบริเวณจะเริ่มซาลงไป และเผยให้เห็นสิ่งที่พุ่งตรงมาหาพวกเรา

    “…นี่แก!!?” เจ้าสัตว์ประหลาดสีเทาหม่นนั่นร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างของใครสักคนที่อยู่ตรงหน้า

    “ได้ข่าวว่าแกอยากจะได้หัวข้ามากใช่มั้ยล่ะ? ฮึ.. ทำข้าเอาไว้แสบมากนะไอ้พวกสวะ!”

    ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะตื่นตะลึงในสิ่งที่เห็นในทันที มังกรร่างสีดำที่ฉันเจอในถ้ำกำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าของฉันพร้อมกับดาบขนาดยักษ์ในมือของมัน บาดแผลตามร่างกายของมันหายไปเป็นปลิดทิ้งแล้ว เรียกได้ว่าสภาพร่างกายของมันราวกับว่าไม่เคยได้รับบาดเจ็บปางตายขนาดนั้นมาก่อน นี่มันหมายความว่ายังไง!?

    “นะ.นาย..!?” ฉันเอ่ยปากไม่เป็นคำ เจ้ามังกรตรงหน้าหันมามองฉันด้วยหางตาก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา

    “เอาไว้ข้าเสร็จธุระก่อน... ข้ามีอะไรหลายๆ อย่างที่สงสัยในตัวเจ้า...” มันว่าพลางหันไปประจันหน้ากับศัตรูที่อยู่ตรงหน้าแทน เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะพ่นคำด่าใส่เจ้ามังกรสีดำอย่างหัวเสีย ก่อนที่มันโบกมือไปในอากาศและร้องตะโกนออกมาเสียงดัง

    “ออกมา! เจ้าพวกขี้ข้าแห่งความมืด!!” สิ้นเสียงคำพูดของมัน จู่ๆ พื้นบริเวณรอบๆ ตัวของมันก็มีของเหลวสีดำปรากฏตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก ก่อนที่มันจะเริ่มขึ้นรูปเป็นอะไรสักอย่างที่สูงพอๆ กับมัน ฉันเผลอกรีดร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจและหวาดกลัว แต่ทว่าเจ้ามังกรตัวสีดำนั่นไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด กลับกันมันตั้งท่าและเตรียมพร้อมสู้เหล่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าของมัน

    “หึ.. เข้ามา!”

    “หัวของแกต้องเป็นของข้า! ไอ้เจ้าชายน่าโง่!!”

    และสัตว์ประหลาดทั้งสองฝั่งก็เข้าปะทะกันในทันเมื่อสิ้นเสียงตะโกนดังลั่นนั่น แต่ทว่าเจ้ามังกรสีดำนั่นจะไปสู้พวกตัวประหลาดจำนวนมหาศาลนั่นได้ยังไงกัน!? นี่มันเสียเปรียบกันชัดๆ! แต่ทว่าเหมือนฉันจะคิดผิดเพราะการต่อสู้ตรงหน้าที่กำลังเกิดขึ้น เจ้ามังกรตัวสีดำนั่นโจมตีใส่เจ้าพวกตัวประหลาดของเหลวสีดำนั่นอย่างไม่คณามือและเหมือนกับว่าการต่อสู้กับพวกนั้นไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย การโจมตีครั้งแล้วครั้งเหล่าของพวกนั้นแทบทำอะไรตัวของเจ้ามังกรนั่นไม่ได้เลย
    “หยุดเอาพวกเศษสวะนี่มาโจมตีข้าได้แล้ว! ในเมื่ออยากได้หัวของข้ามากนักก็มาเอาเองสิว่ะ เจ้าพวกจักรวรรดิชั้นต่ำ!” มังกรสีดำตะโกนเสียงพร้อมกับเหวี่ยงดาบไปรอบตัวและฟาดฟันใส่พวกตัวประหลาดสีดำเหล่านั้น พวกมันกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทางก่อนจะสลายหายไปในอากาศ

    “หนอยแนะแก!?” เจ้าสัตว์ประหลาดตัวสีเทาหม่นที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ เมื่อถูกยั่วยุจึงเกิดอาการโมโหในทันที มันหยิบเคียวที่อยู่ด้านหลังของมันและพุ่งตรงมาที่เจ้ามังกรอย่างรวดเร็ว เจ้ามังกรนั่นไมได้มีท่าทีหวาดหวั่นแต่อย่างใดก่อนจะรับการโจมตีนั่นเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย และการต่อสู่ของทั้งสองนั่นก็ดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดจนฉันจับตามองแทบไม่ทันเลย นี่มันยิ่งกว่าในภาพยนตร์ที่ฉันเคยดูเสียอีกนะนี่ ไม่ต้องพึ่ง Special Effect อะไรเลย!?

    “บ้าจริง! ทำไมอยู่ดีๆ แกถึงแข็งแกร่งขึ้นมาขนาดนี้!? ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แกยังอ่อนแอปวกเปียกเหมือนแมลงชั้นต่ำอยู่แท้ๆ!?” เจ้าสัตว์ประหลาดร่างเทาหม่นสบถด่าอย่างหัวเสียพลางโจมตีใส่เจ้ามังกรนั้นอย่างไม่ยั้งมือแต่ทว่ามันกลับทำอะไรไม่ได้เลย

    “หมดเวลาเล่นแล้ว!” เจ้ามังกรตัวสีดำนั่นตะโกนออกมาเสียงดังลั่นก่อนก่อนจะรับการโจมตีครั้งสุดท้ายของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นเอาไว้ก่อนจะใช้มืออีกข้างหนึ่งต่อยเข้าไปเต็มหน้าของมันอย่างรุนแรงจนร่างของมันกระเด็นไปชนกับต้นไม้ต้นหนึ่งจนมันหักโค่นลงมา เจ้าสัตว์ประหลาดร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวด และเป็นจังหวะเดียวกันที่เจ้ามังกรตัวสีดำง้างดาบและกระโดดพุ่งตรงไปยังเจ้าสัตว์ประหลาดที่กำลังบาดเจ็บอยู่ หมายจะประหัตถ์ประหารมัน

    “แก...! ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!!” เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นสบถอย่างเจ็บใจก่อนจะทุบพื้นหนึ่งครั้ง และร่างของมันก็อันตธานกายไปในอากาศก่อนที่ดาบขนาดยักษ์ของเจ้ามังกรตัวสีดำนั่นจะถึงตัวของมัน และดาบนั่นก็ฟันตอไม้ขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย และหลังจากนั้นทุกๆ อย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติและความเงียบอีกครั้งราวกับว่าเหตุการณ์ตรงหน้าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวังเผื่อว่ายังมีพวกตัวประหลาดนั่นหลงเหลืออยู่ และดูเหมือนว่าจะไม่หลงเหลือพวกนั้นอีกต่อไป ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างเชื่องช้าและปัดเศษฝุ่นออกจากร่างกาย แต่ทว่าในขณะนั่นเองเจ้ามังกรตัวสีดำนั่นเดินมาหาฉันอย่างรวดเร็วพร้อมกับนัยน์ตาสีเขียวคู่ใหญ่ของมันที่จับจ้องมองมาที่ฉันอย่างไม่ละสายตา ฉันเผลอก้าวถอยหลังออกจากมันอย่างหวาดกลัว ขนาดตัวของมันและฉันนี่มันคนละเรื่องกันเลย

    “เอ่อ.. คือ... ขะ...ขอบคุณที่...ช่วยชีวิตฉันเอาไว้นะ...คะ...” ฉันเอ่ยกับมันด้วยเสียงที่สั่นเครือ และในจังหวะต่อมานั่นเอง

    “เจ้าเป็นใคร? แล้วเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่? ข้าไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบเจ้ามาก่อน... แล้ว...ทำไมอยู่ดีๆ ข้าถึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับพลังที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน” มันเอ่ยยิงคำถามใส่ฉันรัวๆ จนฉันตกใจกับน้ำเสียงของมัน

    “จะ...ใจเย็นๆ ก่อนนะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น.. ตอนนั้นฉันเห็นนายกำลังบาดเจ็บและกำลังจะตาย แล้วหลังจากนั้นการ์ดนั่น. ก็เรืองแสงแล้วหลังจากนั้นก็..” ยังไม่ทันที่ฉันอธิบายจบ จู่ๆ เกิดแสงสว่างวาบเสี้ยววินาทีพร้อมกับเสียง ป๊อป! ระหว่างพวกเราทั้งสอง และมีบางอย่างปรากฏขึ้นมาและลอยอยู่ตรงหน้าของฉัน

    “นี่มันอะไรกัน!?” เจ้ามังกรตรงหน้าสะดุ้งตกใจและก้าวถอยหลังไป ฉันมองที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ คว้ามันมาอยู่มือก่อนจะว่ามันคือการ์ดใบที่หายไปนั่นเอง และหน้าการ์ดที่เคยว่างเปล่ามาในตอนนี้มีภาพติดอยู่บนนั้นด้วย ฉันแอบตกใจไปทันทีเมื่อเห็นภาพบนหน้าการ์ดนั่น นี่มันเจ้ามังกรที่ยืนอยู่ตรงหน้าของฉันไม่ใช่หรือไงกัน!? แล้วที่ใต้ภาพนั่นเขียนระบุเอาไว้ว่า ‘Warrior’

    “…”

    “นั่นมันอะไร!?” เจ้ามังกรตรงหน้าเอ่ยถามอย่างสงสัยอีกครั้งก่อนจะคว้าการ์ดที่อยู่ในมือของฉันไป และมันก็มีท่าทีตกใจไปในทันที “นะ..นี่มันภาพตัวของข้านิ!? เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!!?”

    “…” ฉันมองเจ้ามังกรตรงหน้าอย่างเงียบเฉียบเพราะฉันเองก็ไม่สามารถหาคำตอบของเหตุการณ์ทั้งหมดได้เช่นกัน มันเกิดอะไรกันแน่นะ ทุกๆ อย่างมันกลับตาลปัตรไปหมดเลย แล้วทำไมอยู่ดีหัวของมันฉันเริ่มหมุนติ้วอีกแล้วนะ เหมือนทุกอย่างมันกำลังพล่ามัวลงไปอย่างช้าๆ

    “โอย.. เจ้าเป็นอะไรไป!?” เหมือนเจ้ามังกรตรงหน้าของมันเห็นท่าทีผิดปกติของฉันเข้าและหันมาถามฉันอย่างตื่นตระหนก ร่างของฉันค่อยๆ ทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่ทุกๆ อย่างจะตกเข้าสู่ห้วงความมืดอีกครั้งหนึ่ง แค่เพียงวันเดียวฉันหมดสติไปแล้วกี่รอบนะ แต่ครั้งนี้มันเลวร้ายกว่าที่ผ่านมาเสียอีก....

    “โอย!!? กะ..เกิดอะไรขึ้น!!?”
    Last edited by KillerSpree; 31-05-2019 at 11:43 PM.

  3. #3
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253
    บทที่ 2 : กุญแจของทาส

    ‘สวัสดีอีกครา ผู้หลงทาง...’

    เสียงนุ่มทุ้มลึกอันคุ้นเคยดังก้องขึ้นในหัวของฉัน ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า หัวของฉันในตอนนี้มันปวดอย่างรุนแรงราวกับมีพายุกำลังโหมกระหน่ำอยู่ แต่มันค่อยๆ หายเลือนไป และในที่สุดฉันก็เริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของฉัน และเป็นอีกครั้งที่มีแต่สีขาวโพลนรอบตัวของฉัน แต่กลับกัน.. ฉันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งและตรงหน้าก็มีโต๊ะรับแขกสีเขียวขี้ม้า พร้อมกับเก้าอี้ว่างอีกสามตัว บนโต๊ะนั่นมีขนมและน้ำชาพร้อมเสิร์ฟอยู่ และที่ฝั่งตรงข้ามของฉันนั่นเองมีชายในชุดคลุมกำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายใจอยู่

    “กะ..เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ” ฉันเอ่ยถามพลางมองชายตรงหน้าอย่างระมัดระวัง แต่ทว่าเขายังคงดื่มด่ำกับชาในมืออยู่เหมือนราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจกับคำถามของฉันเสียเท่าไหร่ ในขณะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากถามซ้ำไปนั่นเอง จู่ๆ ก็มีใครสักคนเดินตรงเข้ามาโต๊ะพวกเราและนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง คนที่เพิ่งมานั่งลงบนเก้าอี้นั่นไม่ใช่มนุษย์แต่อย่างใด แต่กลับกันเจ้าสิ่งนั้นมีขนาดที่เล็กกว่าตัวของฉันเป็นอย่างมาก เหมือนกับ...

    “ตุ๊กตามังกร?” ฉันเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัยพลางมองไปยังผู้มาใหม่ที่กำลังนั่งกอดอกบนเก้าอี้พร้อมสีหน้าที่บึ้งตึง และฉันพูดจบไป มันมีสีหน้าโกรธเป็นอย่างมากแทบจะในทันที

    “ข้าไม่ใช่ตุ๊กตานะ!” มันว่าพลางกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะและตรงเข้ามาตบหัวของฉันอย่างรวดเร็ว แรงตบนั่นไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บปวดแต่อย่างใด แรงสัมผัสนั่นมันเหมือนกับนุ่นตุ๊กตาทั่วๆ ไปเสียมากกว่า ปากมันบอกว่าไม่ใช่แต่ลักษณะทุกๆ อย่างที่เป็นตัวของมันกำลังฟ้องมันอยู่นะ.. ทั้งรอยเย็บตะเข็บที่ดูประณีต และนัยน์ตาที่ดูแสนจะน่ารักและเอ็นดู ถึงแม้ว่ามันกำลังจะโกรธอยู่ก็ตาม

    “ใจเย็นๆ ก่อนอัลเฟรด เรามาที่นี่เพื่อนำทางแก่ผู้หลงงทาง มิใช่ทำร้ายร่างกายเขา” ชายในชุดคลุมเอ่ยขึ้นมาก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลงอย่างเบามือ คำพูดของเขาทำให้เจ้าตุ๊กตามังกรสีดำที่กำลังตบตีร่างกายของฉันอยู่หยุดชะงักลงก่อนจะกลับไปนั่งประจำเก้าอี้ตัวเอง

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน? ฉันไม่เข้าใจ... แล้ว..แล้วเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่ สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือ...” ฉันระล่ำระลักรัวคำพูดอย่างงุนงงและสับสน ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ณ ตอนนี้ฉันกำลังเป็นบ้าหรืออะไรกันแน่ ตัวของฉันโผล่มาที่นี่หลายครั้งแล้ว แล้วก็กลับอยู่ในโลกแสนพิลึกกึกกือที่มีแต่สัตว์ประหลาดเต็มไปหมด

    “เจ้าเพิ่งพบกุญแจที่จะช่วยนำทางเจ้าไปสู่ทางออกของคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจของเจ้ายังไงล่ะ?” ชายชุคคลุมดำเอ่ยขึ้นมาพลางรินน้ำชาให้กับฉัน ฉันมองไปที่ใบหน้าของเขาอย่างงุนงงก่อนที่สมองของฉันจะเริ่มประมวลผลได้ ครั้งสุดท้ายที่เขาพูดถึงเรื่องกุญแจนั่นคือเจ้าการ์ดประหลาดนั่นแน่ๆ ถ้าฉันจำไม่ผิดล่ะก็ การ์ดใบหนึ่งมีภาพหน้าการ์ดแล้ว มันเป็นภาพของเจ้ามังกรตัวสีดำตัวนั้น...

    “แลดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจเร็วดีนะ มนุษย์น่าโง่...” ตุ๊กตามังกรนั่นเอ่ยขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มองมาที่ฉันแต่อย่างใด แต่คำพูดนั่นทำให้ฉันเอะใจขึ้นเล็กน้อย เพราะตั้งแต่ฉันไปที่โลกบ้าๆ นั่นไม่เคยมีใครรู้เลยว่าฉันเป็นตัวอะไร ในสายตาของพวกสัตว์ประหลาดนั่น ฉันเป็น “ตัวประหลาด” ในสายตาของพวกนั้นเสียมากกว่า... แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมาสงสัยหรอก ประเด็นที่ควรจะสงสัยน่ะคือ..

    “นายช่วยพาฉันกลับบ้านได้มั้ย? ฉันไม่อยากจะวนเวียนในโลกพิลึกนั่นนานๆ หรอกนะ!” ฉันว่าพลางมองหน้าชายในชุดคลุมด้วยสีหน้าจริงจัง แต่สิ่งที่เขากระทำกลับมามีเพียงแค่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห้งเบาๆ เท่านั้น

    “เจ้ายังไม่ทันหาคำตอบได้เลย เจ้าก็จะกลับบ้านเสียแล้วหรือ?”

    “ใช่... นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะที่ทำให้ฉันต้องเจอสารพัดปัญหานั่น ทั้งวิ่งหนีเจ้าพวกสัตว์ประหลาดน่ากลัวนั่น ตกจากหน้าผาและลงไปในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากแบบนั่น แถมยังเกือบโดนสัตว์ประหลาดนั่นฆ่าตายด้วย!” ฉันร่ายยาวสิ่งที่ฉันเพิ่งประสบพบเจอมา แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นกังวลหรือเป็นห่วงฉันแต่อย่างใด

    “ในฐานะเป็นผู้นำทางให้แก่เจ้า ข้าไม่มีอำนาจที่จะทำให้เจ้ากลับไปยังที่ที่เจ้าจากมาได้หรอก เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของข้า คนที่จะพาเจ้ากลับไปยังที่ที่เจ้าจากมาได้ ก็มีเพียงแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น และเงื่อนไขง่ายๆ เลยก็คือ เจ้าต้องค้นหาคำตอบของคำถามที่อยู่ในเจ้าให้ได้..” ชายในชุดคลุมเอ่ยอธิบายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจริงจังกว่าครั้งไหนๆ ทำเอาฉันรู้สึกไม่ดีเสียเท่าไหร่เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเขา “บางทีการเดินทางในโลกที่แสนพิลึกนั่นอาจจะทำให้เจ้าเข้าใจถึงอะไรบางอย่างที่มากกว่าคำถามของเจ้า ในการทดสอบที่ผ่านมา คำพูดหนึ่งของเจ้าทำให้ข้าประทับใจอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว หึๆ การหาคำตอบด้วยตัวลำพัง มันอาจจะเป็นเรื่องยากแต่หากมีเพื่อนร่วมทางแล้ว มันอาจจะทำให้หาคำตอบได้เร็วขึ้น จริงหรือไม่?”
    เมื่อเขาพูดจบก็ทำเอาฉันจุกไปหลายวินาทีเลยทีเดียว ใช่.. ฉันเพิ่งพูดประโยคเหล่านั้นไปเองในบททดสอบนั่นกับเจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยตัวนั้น และนั่นทำให้ฉันอดใจสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นคือใคร?

    “เจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยตัวนั้นที่ฉันไปเจอในการทดสอบอะไรนั่น.. เขาคือใคร?” ฉันถาม ชายในชุดคลุมดำหัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนกำลังสมเพชในความสงสัยของฉัน

    “เจ้าหมายถึง มังกรน้อย ตัวนั้นนะหรือ? เจ้าเพิ่งลืมคนที่เพิ่งช่วยชีวิตเจ้าไปแล้วงั้นหรือ? ช่างใจร้ายเสียจริง”

    “หะ...หา!?” ฉันอ้าปากค้างอย่างตื่นตะลึงไปในทันที ชายที่อยู่ตรงข้ามฉันหัวเราะอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อเห็นสีหน้าของฉัน ผิดกับเจ้าตุ๊กตาที่อยู่ใกล้เคียงได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเบื่อหน่ายแลปนสมเพช ฉันไม่รู้จริงๆ นิ! ว่าเด็กน้อยคนนั้นก็คือ.. มังกรสีดำตัวนั้นน่ะหรอ? จะว่าไปแล้วพอนึกดูดีๆ ทั้งลักษณะทั่วไปก็ใกล้เคียงกันเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะนัยน์ตาสีเขียวมรกตคู่นั่น

    “อย่างแรกที่เจ้าจะต้องเรียนรู้ใหม่ก็คือ สมองและความฉลาดของเจ้านั่นแหละ เจ้านี่มันโง่เสียยิ่งกว่าเด็กน้อยเสียอีก ข้าชักไม่มั่นใจเสียแล้วสิ” ตุ๊กตาตัวสีดำนั่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายและหงุดหงิดกว่าเดิม นั่นทำเอาฉันถึงกับเงียบและนั่งก้มหน้าหนีสายตาที่น่ากลัวนั่น มันถอนหายใจออกอีกครั้งก่อนจะพูดต่อไป “เห้อ.. เอาเถอะ อย่างน้อยถ้ามีข้าอยู่ อย่างน้อยๆ อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น คุยกันมาตั้งนานข้าก็ไม่ได้แนะนำตัวสักที ข้ามีนามว่า อัลเฟรด ผู้ช่วยและเป็นผู้ชี้ทางให้แก่เจ้า...”

    “อะ...อืม ยินดีที่รู้จัก.. ฉันชื่อ... ริวคาเซะ ริวฮานะ...” ฉันเอ่ยแนะนำตัวเองกลับไปด้วยน้ำเสียงค่อยและหวาดกลัว เจ้าตุ๊กตานั่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ก่อนจะมองไปยังของกินที่อยู่บนโต๊ะแทน

    “เอาล่ะ หมดเวลาคุยเรื่องไร้สาระแล้ว เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ใช้เวลาไม่นานหรอก” ชายในชุดคลุมปรบมือเบาๆ พลางพูดและยิ้มร่าออกมาอย่างร่าเริง “เจ้าเพิ่งค้นพบกุญแจที่จะช่วยนำทางเจ้าไปหาคำตอบนั่นได้ แต่ใช่ว่ากุญแจเพียงดอกเดียวจะสามารถหาคำตอบที่เจ้าถวิลหาได้ทั้งหมด” เขาพูดจบพลางดีดนิ้มตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนจะมีแสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นตรงหน้าของฉัน และเมื่อแสงนั้นหายไปปรากฏให้เห็นการ์ดทั้งสามใบที่ฉันครอบครองเอาไว้อยู่ ใบหนึ่งมีรูปหน้าการ์ดเป็นเจ้ามังกรตัวสีดำนั่น ส่วนอีกสองใบนั้นหน้าการ์ดยังว่างเปล่าอยู่ “อย่างที่เจ้าเห็น การ์ดทั้งสามใบนี่เปรียบเสมือนดั่งกุญแจที่จะช่วยเจ้าไปถึงจุดหมายปลายทางได้”

    “ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า.. ถ้าฉันหากุญแจ หรือเจ้าหน้าการ์ดนี่ได้อีกสองใบ ฉันจะสามารถได้คำตอบของเรื่องราวที่ฉันสงสัย และก็สามารถกลับไปยังที่ที่ฉันจากมาได้... ใช่มั้ย?” ฉันเอ่ยถามและทิ้งประโยคด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง ชายตรงหน้าไม่ได้พูดเพียงแต่ส่ายหน้ากลับมาเชิงเป็นคำตอบเท่านั้น “หมายความว่ายังไง?”

    “ถึงแม้วาเจ้าจะรวบรวมการ์ดเหล่านี้ครบ แต่ว่าบนโลกที่เจ้ากำลังจะได้ไปผจญภัยนั้น ยังมีเหล่ากุญแจเหล่านี้อีกมากมายให้ค้นหา การ์ดทั้งสามใบ.. ไม่สิ กุญแจทั้งสามดอกนั่นคือกุญแจหลักหากแต่มันยังไร้พลังและอ่อนแออยู่ ดังนั้นเจ้าจึงมีหน้าที่หาเหล่า ลูกกุญแจ เพื่อมาเสริมพลังให้แก่กุญแจทั้งสามดอกนี้” ชายชุดคลุมพูดเสร็จก่อนจะดีดนิ้วของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่รอบๆ ตัวของพวกเราทั้งสามจะเต็มไปด้วยการ์ดจำนวนมากมายที่หน้าการ์ดยังว่างเปล่าอยู่ ฉันได้แต่ตื่นตะลึงกับเหล่าการ์ดพวกนี้ นี่ฉันต้องหาการ์ดพวกนี้ให้ครบจำนวนเท่านี้เลยหรือไงกัน!? แบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะได้กลับบ้านจริงๆ ของฉันเสียทีล่ะ!? แถมวันพรุ่งนี้ฉันยังต้องไปเรียนอีก.. เกิดขาดเรียนไปช่วงนี้ฉันต้องไม่ได้สอบแน่ๆ!

    “นะ..นายต้องล้อฉันเล่นแน่ๆ! ฉันต้องหาลูกกุญแจอะไรนั่นเยอะเท่าขนาดนี้เลยเรอะ!? ฉันไม่มีปัญญาหามันมาได้หมดหรอกนะ!” ฉันเอ่ยพลางมองหน้าของชายตรงหน้าด้วยท่าทีจริงจัง เขาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ฉีกยิ้มออกมาบางๆ กลับมาเท่านั้น

    “เจ้ามิจำเป็นต้องรีบร้อนหาการ์ดเหล่านี้ให้ครบจำนวนหรอก เพียงแต่ค่อยๆ ค้นหามันด้วยความตั้งใจจริง แล้วเจ้าจะเข้าใจเอง ว่าที่เจ้าต้องตามหาเหล่าการ์ดพวกนี้เพื่ออะไร”

    “…” ฉันเงียบไม่ได้พูดอะไรต่อพลางมองไปยังการ์ดจำนวนมหาศาลที่กำลังรายล้อมพวกเราทั้งหมดอยู่ ถ้าหากหนทางที่ทำให้ฉันกลับบ้านได้คือการหาการ์ดทั้งหมดนี่ มันคงเป็นแค่สถานการณ์ที่ฉันจำเป็นต้องเล่นเกมตามไปก่อน แต่แบบนี้มันจะดีหรอ... ฉันหมายถึง จำนวนมหาศาลขนาดนี้ในโลกที่ฉันไม่เคยอาศัยและคุ้นเคย มันจะดีหรอ!?

    “หมดเวลาที่เราต้องพูดคุยกันแล้วล่ะ” ชายในชุดคลุมดำพูดขึ้นมาอีกครั้งพลางสะบัดมือของตัวเองเบาๆ ก่อนที่ทั้งการ์ดและโต๊ะน้ำชาจะอันตธานหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว “ถึงเวลาที่จะต้องตื่นไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วล่ะ เราจะได้พบกันอีกเร็วๆ นี่แน่นอน เพราะยังไงเสียผู้หลงทางเอ๋ย เจ้ายังต้องการเราในการนำทางในเส้นทางที่ยังอีกยาวไกล”
    เขาเดินเข้ามาใกล้พลางมอบรอยยิ้มให้กับฉันอีกครั้งก่อนจะยื่นมือมาที่หน้าผากของฉัน ก่อนจะดีดมันเบาๆ แล้วทุกอย่างในสายตาของฉันก็ดำมืดสนิท เหลือเพียงแค่ความว่างเปล่า

    ..
    ..
    ..

    เวลา 8.35 น. ณ ถ้ำแห่งหนึ่ง

    สิ่งสัมผัสแรกหลังจากการฟื้นคืนสติของฉันขึ้นมาคือหน้าของฉันกำลังนอนอยู่บนหญ้าหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกคันอย่างบอกไม่ถูก เสียงฝนพรำและฟ้าร้องทำให้สติที่เคยดับวูบไปเริ่มกลับมาเหมือนดั่งเดิม ไออุ่นจากกองไฟหรืออะไรสักอย่างทำให้บรรยากาศอบอุ่นและไม่หนาวจนเกินไป ฉันลุกขึ้นมาก่อนจะมองไปรอบๆ อย่างสงสัย นี่มันถ้ำที่ฉันเจอกับเจ้ามังกรดำตัวนั้นนี่นา

    “ฟื้นแล้วรึ..” เสียงของใครบางดังขึ้นมา ฉันมองไปที่ต้นเสียงก่อนจะพบกับเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่แถวๆ บริเวณหน้าปากถ้ำ มันคือเจ้ามังกรดำตัวนั้นนั่นเองซึ่งมันกำลังลับคมดาบอยู่... ทำไมฉันมีความรู้สึกเหมือนกับเพิ่งฟื้นจากไข้อะไรสักอย่างเลย ไม่สิ... มันอาจจะย่ำแย่กว่านั้นด้วยซ้ำ

    “เกิดอะไรขึ้น.. ทำไมหัวของฉันมันปวดแบบนี้นะ...” ฉันเอ่ยถามพลางกุมหัวของตัวเองอย่างเบามือ

    “เจ้านอนสลบไปสามวันสามคืนติด... ตั้งแต่วันที่เจ้าหมดสติไป..” มันตอบพลางขัดดาบของตนอย่างเบามือและไม่ได้มองหน้าของฉัน

    “สะ...สามวัน..!?” ฉันทวนคำพูดของมันอย่างตื่นตกใจ ตั้งแต่เกิดมานี่ฉันไม่เคยนอนต่อเนื่องนานแบบนี้มาก่อนเลยนะ!? ต่อให้ไม่สบายแค่ไหนอย่างมากฉันก็นอนเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเอง แต่นี่ตั้งสามวัน... นี่ฉันป่วยเป็นอะไรกันแน่...

    “ใช่ เป็นสามวันที่ข้ารู้สึกว่ามีภาระที่ไม่จำเป็นโผล่เข้ามาในชีวิต ให้ตายสิ...” มันว่าพลางวางดาบและเดินตรงมาที่ฉันก่อนจะย่อตัวลงมามองหน้าของฉันด้วยสายตาที่ดุดันและจริงจัง “ไหนๆ เจ้าก็ฟื้นแล้ว เราก็มาเข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน เพราะข้าสงสัยมาตั้งแต่ตอนที่เจอกันครั้งแรกแล้ว”

    “...อะ.. อืม...”

    “เจ้าเป็นใครและมาจากไหน ลักษณะทางร่างกายของเจ้าก็ไม่ใช่มังกรเลยด้วยซ้ำ ถึงจะเหมือนกับเผ่าโนว์ แต่ก็ไม่ใช่.. เกิดมานานหลายปี ข้าไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างเจ้ามาก่อน”

    “นะ...นายใจเย็นก่อนนะ! อย่าเพิ่งรัวคำถามใส่ฉัน.. ขอให้ฉันหายใจสักครู่...” ฉันว่าพลางผละร่างใหญ่ๆ ของเจ้ามังกรตรงหน้าออกไปเบาๆ ก่อนจะเริ่มหายใจอย่างช้าๆ สติๆ... ฉันขอตั้งสติสักครู่นะ..

    “...” เจ้ามังกรมองหน้าของฉันชั่วครู่ก่อนจะถอยไปนั่งไม่ไกลจากฉันพลางกอดอกมองอย่างไม่ละสายตาไปจากฉัน ฉันมองหน้าของเขาก่อนจะเริ่มตอบคำถาม

    “ฉันชื่อ ริวฮานะ.. ริวฮาเซะ ริวฮานะ ริวคาเซะเป็นชื่อสกุลฉันน่ะนะ...” ฉันพูดชื่อของฉันไปแลเจ้ามังกรตรงหน้านั่นก็พ่นหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

    “ฮ่าๆ นั่นชื่อของเจ้าหรือนั่น พิลึกที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา!” มันว่าพลางหัวเราะมองหน้าของฉันไปด้วย นั่นทำให้ฉันแอบรู้สึกฉุนนิดหน่อยเพราะตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีใครหัวเราะชื่อของฉันเลย ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันเพิ่งจะช่วยคนที่กำลังหัวเราะเยาะชื่อของฉันอยู่หรือนี่ เฮ้อ...

    “ราชาที่ดีน่ะเขาไม่หัวเราะชื่อของคนอื่นหรอกนะ...” ฉันเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และนั่นทำให้เจ้ามังกรตรงหน้านั่นถึงกับหยุดหัวเราะในทันทีพลางตรงมากระชากคอเสื้อของฉันอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเราใกล้กันอีกครั้ง ฉันสัมผัสถึงความเกรี้ยวกราดที่ออกมาจากนัยน์ตาสีเขียวนั่นได้อย่างชัดเจนมาก เหมือนจะฉันจะไปทำให้มันโกรธเข้าให้เสียแล้ว..

    “เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ!?” มันตะโกนใส่หน้าของฉันด้วยเสียงดังก้องกังวานจนแก้วหูของฉันแทบแตก

    “ฉันพูดว่า ราชาที่ดีน่ะเขาไม่หัวเราะชื่อของคนอื่นหรอกนะ... ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายจะเป็นราชาหรืออะไรก็ตาม แต่การที่หัวเราะชื่อของคนอื่นน่ะมันเป็นเรื่องเสียมารยาทมาก... ” ฉันตอบพลางมองหน้าของมันไปด้วยสีหน้าจริงจัง พวกเราจ้องหน้ากันอย่างดุเดือดและไม่ละสายตาจากกันเลยเป็นระยะเวลาหลายวินาที ก่อนที่มันจะค่อยๆ คลายมือออกจากคอเสื้อของฉันอย่างเชื่องช้าก่อนจะล่าถอยกลับไปนั่งที่เดิม

    “เราจะไม่พูดประเด็นนี่อีกต่อไป... จำเอาไว้ ไม่อย่างงั้นข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่!” เจ้ามังกรโฉดนั่นขู่ฉันด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาโทนต่ำ ทำเอาความกล้าหาญของฉันเมื่อสักครู่นี้เกือบหายไปจนหมด แลดูมันจะไม่ได้พูดเล่นแน่นอน อย่างน้อยตอนนี้ฉันต้องรักษาชีวิตของตัวเองให้ได้เสียก่อน ไม่งั้นฉันคงไม่ได้กลับบ้านโดยสวัสดิภาพแน่นอน

    “เข้าประเด็นต่อแล้วกัน...” ฉันว่าพลางเริ่มแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง “ฉันชื่อ ริวคาเซะ ริวฮานะ มาจากประเทศญี่ปุ่น กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสอง”

    “ประเทศญี่ปุ่น? มันอยู่ส่วนไหนของอาณาจักรแห่งนี้ ข้าไม่เคยได้ยิน..” มันถามมองหน้าของฉันพลางครุ่นคิดกับคำพูดของฉัน

    “อาณาจักรแห่งนี้? นายหมายถึงอะไร?” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะกับคำตอบที่ฉันจะได้รับฟังจากปากของมัน

    “ที่นี่คือดินแดนแห่งมังกรศักดิ์สิทธิ์ อเล็กซานเดรีย (The Land of Holy Dragons, Alexandria) ที่เจ้าเพิ่งอธิบายเรื่องประเทศอะไรของเจ้าสักอย่าง แล้วเรื่องที่เจ้ากำลังเรียนมัธยมอะไรนั่นข้าก็ไม่เคยได้ยินเช่นกัน”

    “...” ทำไมฉันถึงรู้สึกเฉยๆ หลังจากที่ได้ยินคำตอบจากปากของมันนะ มันผิดคาดกับที่ฉันคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่จะว่าไปแล้วพอนึกถึงช่วงที่ฉันหมดสติไปแล้วไปเจอกับชายในชุดคลุมนั่น เขาก็บอกอยู่ว่าการเดินทางของฉันต้องหาเหล่าการ์ดพวกนั้นให้ครบเพื่อที่จะได้กลับบ้านได้อย่างนั้นหรือ? ฉันหยิบการ์ดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของฉันออกมาพร้อมมองและพิจารณามันอย่างใช้ความคิด ตอนนี้ฉันได้การ์ดที่สมบูรณ์มาแล้วหนึ่งใบ โดยมีภาพเป็นเจ้ามังกรตรงหน้านี่...

    “จะว่าไปเจ้าการ์ดที่เจ้าครอบครองอยู่ มันคืออะไร?” มันถามพลางชี้มาที่การ์ดที่ฉันกำลังถืออยู่ ฉันส่ายหน้าเป็นเชิงตอบกลับไป “เจ้าไม่รู้ หมายความว่ายังไง?”

    “เพราะเจ้าการ์ดพวกนี้นี่แหละที่ทำให้ฉันต้องจับผลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่ ตอนที่รูปของนายมาอยู่บนการ์ดนี่มันเป็นช่วงที่นายกำลังตาย แล้วหลังจากนั้นฉันก็เข้าบททดสอบอะไรสักอย่าง แล้วที่นั่นฉันก็เจอกับ... นาย..” ฉันพูดคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเบาๆ เป็นเชิงไม่มั่นใจ “ที่นั่น.. ฉันผ่านการทดสอบมาได้เพราะเหมือนกับว่าได้เจอกับ กุญแจ บ้าบออะไรนั่นแล้วก็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ ว่าแต่นายเถอะ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลับมามีชีวิตอีกรอบละ?” ฉันถามกลับไปบ้าง เจ้ามังกรตรงหน้าละสายตาจากฉันก่อนจะมองไปยังนอกถ้ำที่ฝนกำลังตกอยู่

    “ไม่รู้สิ หลังจากที่ข้าหมดสติไป ทุกอย่างมันก็ขาวโพลนไปหมด แต่อยู่ดีๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างมาห้อมล้อมตัวของข้าเอาไว้ แล้วหลังจากนั้นเหมือนจิตใจของข้ามันคิดไปเอง ว่าเจ้าตกอยู่ในอันตรายและข้าก็ต้องไปช่วยให้ได้...”

    “…”

    ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากนั้น สุดท้ายแล้วฉันและเจ้ามังกรนั่นก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับเจ้าการ์ดนี่และก็การฟื้นคืนชีพของมัน ราวกับว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะมันแหกกฎธรรมชาติทั้งหมด แต่ว่าที่นี่มันไม่ใช่โลกที่ฉันจากมาก บางทีกฎธรรมชาติของที่นี่อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ความเงียบมันเริ่มทำให้ฉันอึดอัดเสียแล้วสิ อย่างน้อยฉันต้องพูดอะไรบ้าง

    “ว่าแต่... นายชื่ออะไรน่ะ? ฉันแนะนำตัวไปแล้ว นายน่าจะแนะนำตัวบ้าง” ฉันเอ่ยถามพลางเก็บการ์ดทั้งสามใบลงไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง เจ้ามังกรหันกลับมามองหน้าของฉันอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างหงุดหงิด

    “เจ้าอยากจะรู้ไปทำไมกันล่ะ?”

    “เอ้า... แล้วฉันจะเรียกนายว่าอะไรล่ะถ้าไม่ให้เรียกชื่อ แบบนี้มันเสียมารยาทด้วยนะที่ฉันแนะนำตัวเองแล้วแต่นายไม่ได้แนะนำตัวกลับมา นายนี่ยังเป็นเด็กอมมืออยู่หรือไงกัน!?”

    “อย่ามาว่าข้าเด็กนะ!” เจ้ามังกรนั่นคำรามใส่ฉันและจ้องมองมาด้วยนัยน์ตาที่โกรธเกรี้ยวจนฉันต้องผงะถอยหลังไปในทันทีด้วยความตกใจและหวาดกลัว แต่ก็เป็นช่วงจังหวะสั้นๆ ก่อนที่มันจะถอนหายใจและสูดอากาศเข้าไปเหมือนกับกำลังควบคุมอารมณ์ของตัวเองอยู่ “ข้าชื่อ บาฮา
    มุท...”

    “บาฮามุท?” ฉันทวนชื่อของมัน และมันก็พยักหน้าตอบกลับมา

    “ข้าออกเดินทางจากเมืองหลวงอเล็กซานเดรีย เพื่อผ่านการทดสอบการเป็นราชาแห่งมังกรทั้งปวง”

    “ราชามังกร... ”

    “หึ เจ้าได้ยินอย่างนี้แล้วคงต้องยำเกรงต่อข้างบ้างแล้วละ เจ้าเด็กผู้หญิงน่าโง่” มันว่าพลางแสยะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์และมั่นใจในตัวเองจนฉันรู้สึกหมั่นไส้ ฉันได้แต่มองหน้าแหยๆ กลับไปเท่านั้น

    “คนอย่างนายนี่นะที่จะเป็นราชาอะไรนั่น... มารยาททางสังคมขั้นพื้นฐานของนายย่ำแย่มากเลยนะ”

    “เจ้าว่าไงนะ!?”

    แล้วเราทั้งสองคนก็นั่งเถียงและตะโกนด่าในถ้ำนั้นอยู่เป็นเวลานานแสนนาน ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันกำลังเถียงจนคอเป็นเอ็นกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ตรงหน้านี่ แถมมันยังอ้างตัวว่าเป็นราชาอะไรนั่นอีก แบบนี้ต่อให้พูดให้ตายแค่ไหนฉันเองก็ไม่เชื่อหรอกว่ามังกรตรงหน้านี่จะเป็นราชามังกรอะไรนั่น เหมือนเป็นเด็กแก่แดดเสียมากกว่า!

    กว่าพวกเราจะทะเลาะเถียงกันเสร็จ จู่ๆ ฝนที่ตกพรำด้านนอกก็ค่อยๆ หยุดลงไปอย่างเชื่องช้าพร้อมกับแสงของดวงอาทิตย์ที่เคยถูกเมฆฝนบดบังก็ค่อยๆ สาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง เราทั้งสองคนหยุดทะเลาะกันพลางมองไปยังบรรยากาศด้านนอกนั่น เจ้ามังกรตรงหน้าลุกและออกไปที่ด้านนอกอย่างรวดเร็วพลางบิดขี้เกียจอย่างเกรียจคร้าน

    “ฝนหยุดตกสักที!” มันว่าพลางท้าวสะเอวมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ฉันค่อยๆ เดินออกมาจากถ้ำและมองไปยังบรรยากาศรอบๆ ซึ่งมันเงียบสงบและสวยงามเกินคำบรรยายจนฉันไม่สามารถละสายตาไปได้เลย นี่สินะที่เรียกว่าธรรมชาติสรรสร้าง.. “ถึงเวลาที่ข้าต้องเดินทางต่อแล้ว” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาในขณะที่กำลังบิดขี้เกียจอยู่ “คงต้องลากันตรงนี้แล้วละนะ!”

    “เอ่อ... หมายความว่ายังไง?” ฉันเอ่ยถามกลับทันทีเมื่อได้ยินคำบอกลาจากปากของมังกรตัวตรงหน้า

    “เอ้า ก็หมายความว่ามันถึงเวลาที่ต้องไปตามทางใครทางมันน่ะสิ เจ้าเองก็ต้องหาทางกลับยังโลกของเจ้ามิใช่หรือไง ข้าเองก็ต้องเดินทางไปทดสอบการเป็นราชาของดินแดนแห่งนี้”

    “แต่..แต่ฉันยังไม่รู้เลยนะว่าฉันต้องทำอะไรยังไงต่อ โลกนี้มันไปมายังไงฉันก็ไม่รู้...” ฉัยเอ่ยขึ้นมาด้วยความสับสนและพะว้าพะวง ฉันก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้ว่าหลังจากนี้ฉันจะทำยังไงต่อไปเพราะมันเกิดเหตุการณ์บ้าบอขึ้นมาจนฉันลืมไปสนิทเลย แต่พอฉันนึกถึงคำพูดของชายในชุดคลุมนั่นขึ้นมา ถ้าจำไม่พูดเขาพูดว่าฉันต้องเดินทางในโลกแห่งนี้เพื่อตามหาการ์ดเหล่านั้นเพื่อจะได้เดินทางกลับโลกของฉันได้... แต่ฉันควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีล่ะ...

    “ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าทำยังไงต่อไปเพราะมันไม่ใช่กงการธุระของข้าที่ต้องไปยุ่งด้วย!” บาฮามุทว่าพลางมองฉันด้วยสายตา ฉันกลืนน้ำลายกับคำพูดของมันที่เพิ่งพูดออกมาอย่างยากลำบาก ถ้าหากเจ้ามังกรนี่ไปแล้วฉันก็ไม่มีที่พึ่งพาเลย เจ้ามังกรนั่นเดินกลับไปยังถ้ำพลางเก็บสัมภาระของตนอย่างลวกๆ “ขอให้เจ้าโชคดีแล้วกัน ข้าไปล่ะ!” มันเดินออกมาจากถ้ำและตั้งท่าจะเดินจากฉันไป ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไม่อย่างนั้นฉันจะมืดบอดในป่าแห่งนี้แน่นอน

    “ดะ..เดี๋ยวก่อน!” ฉันตะโกนออกไปในขณะที่บาฮามุทเดินหันหลังให้กับฉัน ราชามังกรชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหันหน้ามามองฉันอย่างสงสัยและงุนงง

    “มีอะไรอีกล่ะ เจ้าสัตว์แปลกประหลาดแปลกหน้า?”

    “เอ่อคือ.... ฉันขอติดตามนายไปก่อน... ได้มั้ย?” ฉันเอ่ยถามเจ้ามังกรเจ้าอารมณ์ตรงหน้าอย่างระมัดระวัง มันมองหน้าของฉันกลับมาด้วยความไม่เข้าใจและงุนงง “ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มหาทางกลับบ้านอย่างไรดี เพราะไม่มีเบาะแสอะไรเลย ถ้าฉันติดตามนายไปละก็ฉันอาจจะเจอเบาะแสหรือหนทางในการกลับบ้านของฉันก็ได้”

    “แล้วทำไมเจ้าไม่ไปตามทางของเจ้าเองล่ะ ข้าไม่อยากมีภาระในการเดินทางเพิ่มหรอกนะ!” บาฮามุทว่าด้วยน้ำเสียงฉุนๆ และอารมณ์เสีย ฉันกลืนน้ำลายของตัวเองลงคอไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ฉันคงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปหรอก อย่างน้อยก็ขอแค่ชั่วคราวแล้วกันที่จะติดสอยห้อยตามเจ้ามังกรตัวนี้ไป

    “ขะ...ขอแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง! ฉันสัญญาว่าถ้าฉันเจอทางกลับบ้านเมื่อไหร่ฉันจะรีบไปให้พ้นสายตาของนายเลย จะไม่ให้นายเห็นหัวอีกเลย!” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แต่ก็ฉันยังพยายามฝืนยิ้มเฝื่อนๆ ให้กับมันไป เจ้ามังกรตรงหน้าเอามือก่ายหัวอย่างหมดอารมณ์พลางบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย

    ‘ไม่อยากจะเชื่อว่าข้าต้องมานั่งดูแลเจ้าสิ่งมีชีวิตบ้าๆ นี่’

    “…”

    เจ้ามังกรหันมามองฉันอีกครั้งพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะเดินตรงมาหาฉันอย่างช้าๆ และก้มลงมามองฉันด้วยนัยน์ตาที่น่ากลัว วินาทีนั้นเองที่จู่ๆ ความกลัวนั่นก็กลับเข้ามาในความรู้สึกของฉันอีกครั้งหนึ่ง หวังว่าเจ้ามังกรตรงหน้านี่คงไม่คิดจะทำร้ายอะไรฉันใช่มั้ยนะ

    “แล้วอย่ามาเป็นภาระให้ข้าต้องปวดหัวแล้วกัน ไม่งั้นข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่ ถือว่าข้าเมตตาเจ้าก็แล้วกันในครั้งนี้!” มันว่าพลางก้มลงมาจ้องหน้าของฉันและใช้มือข้างหนึ่งจับหัวของฉันเอาไว้เสียแน่น ฉันพยักหน้างึกงักไปเพื่อรับคำพูดของมัน เป็นเวลาไปหลายวินาทีที่ใบหน้าของยังคงใกล้ชิดกันมากจนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ จากจมูกของมัน และในช่วงเวลาต่อมามันก็ผละหัวของฉันออกไปเบาๆ พลางเดินจากฉันไป ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินตามมันไปอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยๆ ในตอนนี้ฉันก็พอจะมีที่พึ่งพา (ที่พร้อมจะทำร้ายฉันได้ทุกวินาที) ในการเดินทางครั้งนี้

    “เจ้าบินได้มั้ย?” เจ้ามังกรนั่นหันหลังมาถามฉันด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ฉันมองหน้าของมันอย่างไม่เข้าใจ

    “นายว่าอะไรนะ?” ฉันเอ่ยทวนคำถามของมัน

    “เจ้าบินได้มั้ย!?” มันพูดอีกครั้งแต่ทว่าด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดมากกว่าเดิม

    “บิ....บิน? แต่ว่าจะบินยังไง?” ฉันถามอีกครั้งหนึ่งแต่ทว่าเหมือนมันไม่ได้ฟังคำพูดของฉันก่อนหันหลังให้กับฉันก่อนที่แผ่นหลังใหญ่ๆ ของมันจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    สิ่งที่อยู่ด้านหลังของเจ้ามังกรขี้หงุดหงิดนั่นคือปีกขนนกสีดำขนาดยักษ์ ขนนั่นเรียงสวยจนชวนตะลึงงันและฉันไม่สามารถละสายตาจากปีกนั่นได้เลย มันสวยเสียยิ่งกว่านกตัวอื่นๆ ที่ฉันเคยเห็นมา เพราะอะไรนะที่ทำให้เจ้าปีกขนาดใหญ่ทั้งสองปีกนี่ทำให้ฉันรู้สึกหลงไหลมันได้ขนาดนี้....

    “เอ้า เป็นอะไรอีกล่ะ!?” ฉันได้ยินเสียงของบาฮามุทเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์เสีย

    “สวยจัง...” ฉันเอ่ยขึ้นมาพลางเดินตรงไปมองที่ปีกทางด้านหลังของเจ้ามังกรนั่นโดยไม่ได้มองหน้าของมันเลย

    “…”

    สายตาของฉันยังจับจ้องมองไปที่ปีกนั่นอย่างไม่ละสายตาและเมื่อฉันใกล้มากเท่าไหร่ความลุ่มหลงก็ยิงทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิมราวกับถูกต้องมนตร์สะกด

    “เลิกเล่นได้แล้ว!” เจ้ามังกรขี้หงุดหงิดนั่นดีดหัวของแรงๆ หนึ่งทีและนั่นทำให้ฉันได้สติกลับมาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะพบว่ามือของฉันกำลังแตะอยู่ที่ปีกของเจ้ามังกรขี้หงุดหงิดตรงหน้า เห็นดังนั้นฉันจึงรีบเก็บมือกลับมาทันทีอย่างรวดเร็ว นี่ฉันเกิดบ้าอะไรขึ้นมานะอยู่ดีๆ ถึงเกิดอาการลุ่มหลงกับอีกแบบนั้น!? ”เจ้าเป็นอะไรไป? ไม่ได้รังเกียจปีกของข้าหรือไงกัน?”

    “รังเกียจ? ทำไมฉันต้องรังเกียจปีกของนายล่ะ ปีกของนายออกจะสวยและงดงามแบบนี้” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย เจ้ามังกรนั่นมองหน้าของฉันอย่างตะลึงงันไปชั่วครู่ก่อนที่สีหน้าของมันจะกลับมานิ่งเฉยเชิงหงุดหงิดอีกครั้งหนึ่ง

    “ยะ...หยุดพูดเพ้อเจ้อไร้สาระแล้วก็ตอบคำถามของข้า ว่าเจ้าบินได้มั้ย?” มันพูดเสียงตะกุกตะกักก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่านะแต่ว่าน้ำเสียงของมันดูแปลกไปจากเดิมนิดหน่อยนะ แต่ก็ช่างเถอะเพราะมันคงไม่ได้ช่วยอะไรเสียเท่าไหร่

    “เอ่อ.. ไม่น่ะ ฉันบินไม่ได้...”

    “หมายความว่ายังไงเจ้าบินไม่ได้!?” ตะคอกเสียงถาม

    “ก็ฉันเป็น ‘มนุษย์’ นะ! มนุษย์ที่ไหนจะบินได้บ้างล่ะ!?”

    “....สิ่งมีชีวิตอย่างเจ้าเรียกว่า ‘มนุษย์’ สินะ... ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

    “…” ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ท่าทางว่าเขาจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมนุษย์เลย เหมือนกับฉันที่ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับมังกรและโลกแห่งนี้เลย จะว่าไปแล้วถ้าเกิดว่าฉันเจอมนุษย์ในโลกมังกรแน่นี้มันก็คงจะเป็นเรื่องยินดีและน่าพิลึกน่าดู

    “ให้ตายซี แล้วแบบนี้เจ้าจะเดินทางไปกับข้ายังไง?” บาฮามุทเอ่ยอีกรอบอย่างหัวเสียพลางมองหน้าฉันไปด้วย

    “เอ่อ.. ถ้ามันไม่ลำบากอะไร จะให้ฉันขี่หลังนายตอนเดินทางได้หรือเปล่าละ?” ฉันถามอย่างระมัดระวัง แต่ทว่าคำถามนั้นเหมือนจะทำให้เจ้ามังกรนั่นถึงกับระเบิดอารมณ์ออกทันที

    “นะ..นี่เจ้ากล้าดียังไงมาขอขี่บนหลังของข้า!? ข้าไม่ใช่มังกรชั้นต่ำที่ใครต่อใครจะมาเหยียบย่ำบนหลังได้นะเว้ย! ข้ามีศักดิ์เป็นถึงราชามังกรเชียวนะ! รา..ชา..มัง..กร...!!” มันตะเบงเสียงพร้อมมองหน้าของฉันอย่างดุเดือด ใบหน้าของมันห่างจากฉันไม่มากจนฉันสัมผัสถึงลมหายใจที่กำลังออกมา นัยน์ตาของมันครุกกรุ่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและความไม่ยอมอ่อนข้อต่อใคร ฉันกลืนน้ำลายของตัวเองลงไปหลายอึกอยู่พลางถอยห่างจากมันก้าวหนึ่งอย่างระมัดระวัง

    “โอเคๆ... ฉันขอโทษ... ฉันขอโทษที่..เอ่อ... พูดไม่ทันคิดน่ะ” ฉันเอ่ยขอโทษมันและพูดจาระมัดระวังมากกว่าเดิม ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เหมือนฉันกำลังคุยกับสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ปาน แต่ว่ามังกรนี่จะนับเป็นเดรัจฉานมั้ยนะ?

    เจ้ามังกรตรงหน้านั่นยังคงมองหน้าของฉันอย่างโกรธเกรี้ยวเช่นเดิม ก่อนที่มันจะค่อยๆ เริ่มสูดอากาศหายใจเข้าเสียงดัง และเหมือนจะตั้งสติได้แล้ว มันหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อยใจ

    “ให้ตายสิ... ข้าพยายามจะควบคุมอารมณ์ร้อนของข้าแต่ฟังสิ่งที่เจ้าเพิ่งพ่นออกจากปากสกปรกของเจ้า มันชวนให้ข้าหัวเสียเหลือเกิน!”

    “…”

    “ฟังนะ.. ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าขี่หลังเด็ดขาดเพราะมันเป็นการหยามเกียรติมังกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข้า ที่เป็นถึงว่าที่ราชามังกรแห่งนี้ เกิดใครเห็นมาเข้ามีหวังข้าต้องอับอายไปจนวันตายแน่นอน!”

    “เข้าใจแล้วๆ... ขอโทษแล้วกัน ถ้างั้นจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?”

    “สิ่งมีชีวิตแบบเจ้านี่เกิดมาได้อย่างไรกันนะที่ไม่มีปีกเอาไว้โบยบินบนท้องฟ้า แล้วเวลาเจ้าเดินทางไปไหนมาไหนไม่ลำบากตายเรอะ?” มันเอ่ยถามอย่างสงสัยแกมสมเพช ฉันไม่ได้ตอบคำถามของมันเพียงแต่แอบนึกถึงภาพว่าถ้ามนุษย์มีปีกแบบมังกรละก็มันก็คงพิลึกน่าดู แต่ว่าถ้ามีปีกบินไปมาละก็มันก็คงจะสะดวกสบายไม่ใช่น้อยเลย “ช่วยไม่ได้ละนะ.. ข้าจะ ถือ เจ้าไปแทนแล้วกัน แบบนี้มันคงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วละนะ”

    “อะ.. อืม มันคงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วละมั้ง? ว่าแต่นายหมายความว่ายังไง ถือฉันไป?”

    “…” เจ้ามังกรไม่ได้ตอบคำถามพลางยื่นมือมาหาฉัน ฉันมองไปที่มือนั่นอย่างกังวลใจชั่วครู่ก่อนจะยื่นมือไปจับมือของเจ้ามังกรขี้โมโหตรงหน้า และฉับพลันทันทีมันสยายปีกออกพร้อมกับจับข้อมือของฉันเอาไว้แน่น ร่างของฉันลอยสูงขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันไม่ได้ทันตั้งตัว
    และกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!?

    “กรี๊ดดดด!? นายทะ..ทำอะไรของนายน่ะ!? ปะ..ปล่อยฉันลงงง!!!?” ฉันว่าพลางดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดจากน้ำมือของเจ้ามังกรเบื้องบนร่างของฉัน

    “แต่ถ้าข้าปล่อยตอนนี้ เจ้าอาจจะศพไม่สวยนะ!” มันเอ่ยกลับมาด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่ชอบใจเมื่อเห็นท่าทีของฉัน แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องชวนยิ้มหรือชอบใจเลยด้วยซ้ำ! นี่มันความเป็นความตายของฉันเลยนะ!! “เอ้า ถ้าเจ้ายังไม่หยุดดิ้นระวังจะหลุดจากมือของข้าละ!”

    “มะ..มันไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง!!?” ฉันเอ่ยถามกลับไปและยังคงดิ้นด้วยความหวาดกลัว สายลมแรงๆ พัดผ่านร่างของฉันไปและมันทำให้ฉันหวาดเสียวมากกว่าเดิม ร่างของฉันมันลอยสูงจากพื้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ผืนป่าด้านล่างเริ่มดูไกลและเล็กลงไปเรื่อยๆ

    “ใจเย็นๆ ถ้าเจ้ายังไม่หยุดดิ้นละก็ข้าจะปล่อยมือเจ้าละนะ!” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์อีกครั้ง ฉันแหงนหน้าขึ้นไปมองมันอย่างตื่นกลัว มันแสยะยิ้มมาให้ด้วยความสะใจ ฉันเริ่มค่อยๆ ตั้งสติขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะสูดอากาศเข้าปอด มือยังคงจับข้อมือของเจ้ามังกรนั่นเอาไว้แน่นและมันเองก็กำลังจับมือของฉันเอาไว้แน่นเหมือนกันราวกับว่าไม่ให้ฉันตกลงไปง่ายๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยในระดับนึงแล้ว (ถึงแม้ว่ามันจะไม่มากกว่าเดิมเท่าไหร่) ฉันก็เริ่มควบคุมอารมณ์และสติขึ้นมาได้อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มมองไปยังวิวทิวทัศน์รอบตัว ท้องฟ้าสีครามหลังฝนกว้างใหญ่ ผืนป่าที่ไหลสุดลูกหูลูกตา และทิวเขาที่อุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างที่บรรยายออกไปนั้นทำให้ฉันถึงกับตะลึงกับความงามของธรรมชาติเหล่านี้เป็นอย่างงมาก นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่ได้เห็นวิวด้านบนแบบนี้ มันช่างน่าประทับใจเสียจริง

    “จับแน่นๆ ละ!” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาในขณะที่สายตาของฉันยังจับจ้องไปที่วิวเบื้องหน้าอยู่ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองมันอย่างสงสัย ก่อนที่ปีกสีดำทั้งสองข้างของมันจะกระพืออีกครั้งหนึ่ง และในฉับพลันทีมันก็ออกบินด้วยความเร็วสูงจนฉันไม่ทันตั้งตัว และทำให้ฉันต้องกรีดร้องอีกครั้งหนึ่งด้วยความหวาดกลัว

    “กรี๊ดดด! นาย..นายทำอะไรน่ะ!!?” ฉันกรีดร้องพลางจับข้อมือของเจ้ามังกรดิบเถื่อนนั่นแน่นขึ้นกว่าเดิม เสียงหัวเราะชอบใจของเจ้ามังกรนั่นดังลั่นชึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง วิวรอบตัวของฉันในตอนนี้มันเบลอและผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาจจะเร็วเหมือนกับรถไฟชินคันเซ๊นเลยด้วยซ้ำ!

    “ฮ่าๆๆๆ เจ้าต้องเห็นหน้าของเจ้าในตอนนี้! มันช่างน่าสมเพชอะไรเสียเยี่ยงนี้!”
    บางทีชีวิตที่ฉันคิดว่าไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พาลพบกับความตื่นเต้นและการเสี่ยงตายได้รวดเร็วเพียงนี้ เสียงกรีดร้องของฉันยังคงดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั้งท้องฟ้าพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าของราชามังกรที่กำลังจับมือของฉันเอาไว้แน่น พวกเราทั้งสองกำลังทะยานตรงไปทางด้านหน้าโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าพวกเรากำลังจะเดินทางไปยังแห่งหนใด แต่ว่าอย่างน้อยๆ ในการหาทางกลับบ้านในครั้งนี้ของฉัน มันอาจจะมีคำตอบอยู่ในอนาคตเบื้องหน้าก็เป็นไปได้

    บางเวลาต่อมา

    “เกือบถึงแล้ว.. เจ้าเป็นยังไงบ้าง!?” บาฮามุทตะโกนด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะก้มลงมามองฉันที่ตอนนี้แน่นิ่งสนิทพร้อมกับสีหน้าที่ไร้สีไปเสียแล้ว เสียงหัวเราะเยาะกึ่งสมเพชของบาฮามุทยังคงดังก้องในโสตประสาทของฉัน ก่อนที่ฉันจะค่อยๆ ตั้งสติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับมองไปยังวิวเบื้องหน้าของฉัน และนั่นเองที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก

    “โอ... นั่นคือเมือง...”

    “ฟิลลิม.. (Fillim) นั่นคือจุดหมายปลายทางแห่งแรกของการเดินทางของข้าเอง...”
    เมืองขนาดยักษ์อยู่บ้างหน้าของฉัน มันเหมือนกับเมืองในยุดกลางที่ฉันเคยอ่านในนิยายและตำราเรียนไม่มีผิด เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีรูปแบบสถาปนิกที่แตกต่างจากที่ฉันเคยอ่านไปเท่านั้นเอง บาฮามุทค่อยๆ ลดระดับความเร็วและความสูงลงอย่างเชื่องช้า และนั่นทำให้ฉันแอบสงสัยในทันที

    “ทำไมเราไม่บินเข้าเมืองไปเลยละ?” ฉันเอ่ยถามบาฮามุทอย่างสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ตอบคำถามของฉันก่อนที่เราทั้งคู่จะลงจอดที่ผืนป่าบริเวณใกล้ตัวเมือง เท้าของฉันสัมผัสกับพื้นหญ้าอีกครั้งก่อนที่ฉันจะล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง อย่างน้อยฉันก็ปลอดภัยจากความตายเบื้องบนท้องฟ้านั่นแล้ว...

    “หมดเวลาทำตัวน่ารำคาญแล้ว เร็วเข้า!” บาฮามุทว่าพลางเดินตรงไปยังตัวเมืองโดยที่ไม่รีรอฉันแต่อย่างใด ฉันที่พยายามตะโกนบอกให้เขารอฉันก่อนแต่เหมือนเขาจะไม่ใส่ใจเสียเท่าไหร่ ฉันเห็นดังนั้นจึงแอบโกรธแก้มป่องก่อนจะเดินตรงตามหลังเขาไปติดๆ “เอาละ อย่าทำตัวเป็นที่น่าสงสัยละ! ข้าไม่อยากจะมีปัญหา”

    “นายจะไม่อธิบายอะไรหน่อยหรอว่าเรากำลังจะไปไหน และทำอะไรกัน?”

    “เงียบๆ หน่า! เราเกือบถึงแถวตรวจคนเข้าเมืองแล้ว!” บาฮามุทเอะฉันอีกครั้งก่อนจะชี้ไปยังทางเบื้องหน้าของฉัน และนั่นทำให้ฉันเห็นกับคิวของผู้คน... ไม่สิ... มังกรหลายสิบตัวที่กำลังจะเข้าไปในตัวเมืองโดยที่มีทหารสวมชุดเกราะหนาที่เป็นมังกรเช่นเดียวกันกำลังตรวจตราอะไรสักอย่างอยู่อย่างเข้มงวด ก่อนที่พวกมันจะทยอยปล่อยให้มังกรเข้าไปเมืองไปอย่างเชื่องช้า และคิวนั่นก็เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีมังกรอีกหลายตัวเริ่มบินลงมาต่อคิวเข้าเมืองเช่นกัน

    “ตรวจเข้มขนาดนี้เลยหรือ?” ฉันเอ่ยถามพลางเหงื่อตกพลางเริ่มสำรวจร่างกายของตัวเอง ใช่สิ.. ฉันลืมไปเสียสนิทไปเลยว่าตอนนี้ฉันอยู่ในสภาพชุดนอนที่สกปรกมอมแมมพร้อมกับคราบเลือดอีกจำนวนหนึ่งบนเสื้อผ้า ถ้าพวกทหารเหล่านั้นเห็นสภาพของฉันในตอนนี้มีหวังต้องโดนอะไรสักอย่างแน่ๆ เลย “นี่...!”

    “อะไรของเจ้าอีกละ?” บาฮามุทหันมองฉันอย่างหงุดหงิด

    “มันจะไม่แปลกไปหน่อยหรอที่นายจะให้ฉันเดินเข้าเมืองไปทั้งๆ สภาพแบบนี้?” ฉันเอ่ยพลางโชว์สภาพอันแสนน่าเกลียดของเสื้อผ้าหน้าผมของฉันในปัจจุบัน คราบเลือดที่แห้งเกรอะและหน้าตาที่ยังเลอะเทอะมอมแมมอยู่ เพราะจากการวิ่งหนีเจ้าพวกสัตว์ประหลาดที่ไล่ล่าฉันตั้งแต่ย่างกรายมาที่ดินแดนที่แสนไม่คุ้นเคยแห่งนี้ แล้วก็เท้าที่ยังเปลือยเปล่าปราศจากรองเท้าให้สวมใส่ ฉันก็เพิ่งมาสังเกตและรู้ตัวนี่แหละว่าเท้าฉันเริ่มระบมและเจ็บขึ้นเรื่อยๆ จากการเดินโดยที่ไม่มีอะไรป้องกันนี่แหละ

    “....ฮึ่ม.. ให้ตายสิ สภาพของเจ้าในตอนนี้น่าสมเพชกว่าข้าจะจินตนาการเสียอีก” บาฮามุทว่าพลางมองฉันด้วยสายตาที่แสนสมเพชใส่ฉัน และนั่นทำเอาฉันถึงกับผงะไปในทันที ท่าทางสภาพของฉันมันคงย่ำแย่กว่าที่คิดเอาไว้อีก “ขืนเป็นแบบนี้ข้าก็คงเข้าเมืองไม่ได้แน่ๆ.. งั้นเราก็แยกทางกันตรงนี้แล้วกัน”

    “นายจะบ้าหรือไงกัน! นายทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้ไม่ได้นะ!”

    “ทำไมจะไม่ได้ละ? ไม่แน่บางทีเจ้าอาจจะได้เจอกับทางกลับบ้านจากในเมืองนี้ก็ได้”

    “แต่ถ้าฉันไม่ได้เข้าเมือง มันก็เป็นอีกเรื่องนะ แล้วถ้าเกิดพวกทหารเฝ้าประตูนั่นสงสัยในตัวฉัน ฉันก็จะบอกเขาว่านายเป็นคนทำให้ฉันต้องตกอยู่สภาพแบบนี้!”

    “....เจ้านี่มันร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดอีก ให้ตายสิวะ.. ทำไมราชามังกรอย่างข้าต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ด้วยวะเนี่ย?” บาฮามุทเอ่ยอย่างยอมแพ้พลางเกาหัวอย่างหมดหนทาง เขามองซ้ายมองขวาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถเกวียนคันหนึ่งที่กำลังถูกลากไปเข้าคิวรอเข้าเมืองโดยมังกรตัวหนึ่ง เจ้ามังกรขี้โวยวายนั่นฉุดร่างของฉันให้วิ่งตามมันไปตรงไปยังเกวียนนั่นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าอะไรสักอย่างมาจากท้ายเกวียนนั่นอย่างรวดเร็วก่อนจะโยนใส่ร่างของฉันอย่างลวกๆ จนฉันเกือบรับไม่ทัน “เอ้า ใส่นี่ไปก่อน อย่างน้อยปกปิดสภาพร่างกายที่แสนสมเพชของเจ้าก่อน”

    ฉันมองสิ่งที่เจ้ามังกรตรงหน้าเพิ่งโยนมาให้ มันคือผ้าคลุมผืนเก่าๆ โทรมๆ ที่ดูไม่ค่อยจะสะอาดเสียเท่าไหร่แถมมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ โขยออกมาด้วย ฉันมองที่ผ้าคลุมด้วยสีหน้าเหยเกพลางสลับมองหน้าของเจ้ามังกรตรงหน้า นี่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วใช่มั้ย พระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับฉันอยู่กันแน่…!?

    สุดท้ายแล้วฉันเลยต้องจำยอมใส่ผ้าคลุมเก่าๆ อย่างไม่มีทางเลือก มันก็คงดีกว่าที่จะให้ทหารยามเฝ้าประตูเห็นสภาพร่างของฉันที่ไม่น่าอภิรมเท่าไหร่ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งฉันและบาฮามุทจึงเนียนๆ เดินไปต่อคิวเพื่อรอเข้าเมืองต่อ ฉันแอบมองจากทางหลังของบาฮามุทและก็พบว่าอีกไม่กี่คิวเท่านั้นก็จะถึงตาของพวกเราแล้ว หัวใจของมันเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะความตื่นเต้น จะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าเกิดพวกทหารยามเหล่านั้นเห็นตัวฉันในตอนนี้ที่ไม่ใช่มังกรแถมสภาพมอมแมมแบบนี้อีก เจ้าราชามังกรที่อยู่หน้าฉันไม่ได้มีท่าทีร้อนรนแต่อย่างใดและทำราวกับว่าฉันไม่มีตัวตนอย่างนั้น จะว่าไปแล้วพอพูดถึงราชามังกรแล้ว มันก็น่าแปลกใจอยู่นะ.. ถ้าหากมันเป็นราชาของดินแดนแห่งนี้จริงๆ แล้วทำไมเหล่ามังกรที่มาต่อคิวหรืออยู่รอบตัวของเขาในตอนนี้ถึงไม่มีท่าทียำเกรง เคารพ หรือหลีกทางอะไรให้เขาเลยล่ะ?

    “นี่บาฮามุท...” ฉันสะกิดแขนเรียกบาฮามุท

    “อะไรของเจ้าอีกละ?” มันหันกลับมามองด้วยสีหน้าหงุดหงิดนิดหน่อย

    “นายเป็นราชามังกรไม่ใช่หรอ? ทำไมคนพวกนี้ถึงไมเคารพหรือถวายคำนับ หลีกทางให้นายเข้าเมืองไปเลยละ?”

    “...เรื่องนั้นน่ะ...” เจ้ามังกรตัวสีดำมีท่าทีกระอั่กกระอ่วนขึ้นมาทันที ฉันมองไปที่เขาอย่างสงสัยและจับผิด และเหมือนเขาจะรู้ตัวเลยไม่ได้สบตาของฉันตรงๆ แบบนี้มันชักน่าสงสัยและมีพิรุธแฮะ...

    “คนต่อไป!”

    ในช่วงจังหวะนั้นเองที่เสียงของทหารยามตรวจคนเข้าเมืองก็ดังขึ้นมา และฉันก็พบว่ามันถึงคิวของเราพอดี ฉันและบาฮามุทเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าป้อมทหารเหล่านั้น เจ้าราชามังกร (?) มีท่าทีปกติเป็นที่สุด ผิดกับฉันที่แอบกังวลอยู่เพราะฉันไม่รู้ว่าพวกนั้นจะประหลาดใจมั้ยเมื่อเห็นของตัวฉัน (แหงละเพราะฉันไม่ใช่มังกรนี่นา...)

    “ขอดูบัตรการเดินทางด้วย” ทหารสวมเกราะหนานายหนึ่งเอ่ยขึ้นมาพลางยื่นมือออกมา บาฮามุทพยักหน้าก่อนจะยื่นกระดาษอะไรสักอย่างใส่มือของทหารนั่น มันหยิบกระดาษไปดูชั่วครู่ก่อนจะมองที่บาฮามุทอย่างพิจารณาชั่วครู่ก่อนจะคืนกระดาษนั่นและปล่อยให้ราชามังกรนั่นเดินต่อไป ฉันเห็นดังนั่นจึงรีบเดินตามเขาไปทันที แต่พอฉันก้าวไปแค่สองก้าว ทหารนายเดิมนั่นก็ยื่นหอกขนาดใหญ่กว่าตัวของฉันมาขวางทางเสียก่อน และมองมาที่ฉันด้วยนัยน์ตาที่ไม่เป็นมิตรเสียเท่าไหร่

    “ช้าก่อนเจ้ามังกรตัวจ้อย! เจ้ายังไม่ได้ยื่นใบพ่อค้าข้ามเมืองหรือใบอนุญาตเดินทาง!”

    “เอ่อ... คือ... เอ่อ....”

    วินาทีนั้นเองที่ฉันเริ่มเลิ่กลั่กไปในทันทีและฉันก็แอบได้ยินบาฮามุทหัวเราะคิกคักอยู่ไม่ไกลจากฉันเสียเท่าไหร่ ทำไมเจ้าบ้านั่นไม่ช่วยฉันละ มัวแค่หัวเราะอยู่นั่นแหละ!?

    “หืม ว่าไง? เจ้ามังกรน้อย จะว่าไปตัวของเจ้าก็มีพิรุธอยู่พอสมควรนะ...” เจ้าทหารมังกรเฝ้าประตูยังพูดต่อพลางเริ่มสำรวจตัวของฉัน หากปล่อยไปแบบนี้พวกมังกรยามเฝ้าประตูพวกนี้มีหวังเป็นเรื่องวุ่นวายแน่ๆ นอกจากจะเห็นฉันไม่ใช่มังกรแล้วอาจจะเห็นสภาพเสื้อผ้าที่สกปรกและมีคราบเลือดของบาฮามุทอยู่แน่ๆ คิดสิคิด...!

    “เอ่อ... คือ....” ฉันเริ่มพยายามรวบรวมสติและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม แต่ว่าก่อนที่ฉันจะพูดอะไรต่อไปจู่ๆ เจ้าราชามังกรก็เดินกลับมาที่ฉันก่อนจะวางมือของมันไว้บนหัวและตบเบาๆ สองสามที

    “ขอโทษที ข้าลืมบอกไปว่าข้ามี ‘ทาส’ ติดตามมาด้วย” มันว่าด้วยรอยยิ้มเยาะ

    “ทาส...?!” ทั้งฉันและมังกรเฝ้าทางเข้าพูดพร้อมกันแต่ด้วยน้ำเสียงคนละโทน ฉันมองหน้าเจ้ามังกรตรงหน้าอย่างงุนงงและไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด ทาส? หมายความว่ายังไง!?

    “ใช่แล้ว ทาส! ทาสที่คอยรับใช้และตอบสนองความต้องการของข้ายังไงล่ะ หึ การมีทาสติดตามตัวมันก็เป็นเรื่องน่ายินดีอยู่หลายประการนะ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรด้วยตัวเอง และนางก็สามารถทำทุกอย่าง ร่วมไปถึงความต้องการทางเพศด้วย”

    “!!?”

    ทั้งฉันและยามเฝ้าประตู รวมไปถึงมังกรที่อยู่บริเวณใกล้เคียงถึงกับผงะและแอบตกใจกับคำพูดที่ออกมาจากปากของบาฮามุทนั่น ซึ่งฉันอาจจะเป็นคนที่ดูตกใจมากกว่าใครคนอื่น

    “ดะ..เดี๋ยวก่อนนะ! นายพะ...พูดเรื่องอะไร!?” ฉันพูดกับเจ้ามังกรตรงหน้าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักและหน้าที่กำลังแดงด้วยความเขินอาย

    “เล่นตามเกมของข้าไปก่อนถ้าไม่อยากจะมีปัญหา!” บาฮามุทยื่นหน้ามาใกล้ๆ ฉันพลางกระซิบใส่หน้าฉัน

    “แต่ว่า...!!”

    “ถ้าอยากจะโดนจับไปแล้วเกิดปัญหาตามมาละก็ตามสบายเจ้านะ ถือว่าข้าเตือนเจ้าแล้ว”

    “…”

    ฉันได้แต่นิ่งเงียบและไม่ได้ตอบอะไรกลับไปต่อ มันก็จริงอย่างที่มันพูดมานั่นแหละ หากฉันดื้อดึงและไม่เล่นตามคำพูดของมันไปละก็ มีหวังเรื่องแดงก่อนแน่ๆ แต่ฉันก็ไม่สบายใจกับที่สิ่งที่เขาพูดออกมาเสียเท่าไหร่ มันหมายความยังไง ความต้องการทางเพศอะไรนั่น!? ทาสเป็นแค่คนรับใช้อะไรทั่วไปไม่ใช่หรือไงกัน!?

    “พวกเจ้าซุบซิบอะไรกัน?” ทหารยามนายเดิมเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีสงสัย ฉันและบาฮามุทผละตัวออกจากกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บาฮามุทจะหันไปปั่นยิ้มแหยๆ ให้กับยามเฝ้าประตู

    “ไม่มีอะไร แค่สั่งสอนเจ้าทาสที่สติไม่สมประกอบเท่าไหร่ ฮาๆ”

    นอกจากจะเป็นเครื่องมือสนองความต้องการทางเพศแล้ว ฉันยังสติไม่สมประกอบอีกนะ ทำไมระดับชีวิตของฉันมันชักจะตกต่ำลงเรื่อยๆ เลยนะ....

    “เฮ้อ... เอาเป็นว่าถ้าเจ้าจะมีทาสหรืออะไรก็ช่าง อย่าก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองแล้วกัน ไปได้แล้ว!” ทหารยามนั่นถอนหายใจพลางผายมือไล่พวกเราไปในที่สุด เราสองคนพยักหน้าก่อนจะเดินผ่านประตูเมืองบานใหญ่เข้าไป แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วบริเวณ ตึกรางบ้านช่องที่ดูไม่คุ้นหน้าคุ้นตาและเสียงของเหล่าผู้คนที่กำลังแซ่ซ้องดังก้องสนั่นหวั่นไหวอย่างครึกครื้น บรรยากาศเมืองที่อยู่เบื้องหน้าของฉันมันช่างเหมือนกับนิยายหรือภาพยนตร์แฟนตาซีเสียเหลือเกิน

    “เอ้า เจ้าจะยืนเอ๋อไปอีกนานมั้ย” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพลางตีหัวของฉันเบาๆ

    “อย่ามาฉันเอ๋อหรือสติไม่สมประกอบนะ อีกอย่างฉันไม่ได้เป็นทาสหรือเครื่องมือตอบสนองความต้องการของนายอะไรนั่นสักหน่อย!” ฉันหันไปเถียงและต่อว่าเขาทันที ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีที่มันเพิ่งบอกฉันเป็นทาสที่สติไม่สมประกอบเลย ทำไมไม่หาข้ออ้างอื่นที่มันฟังดูดีกว่านี้ไม่ได้หรือไงกันนะ!?

    “หึ แต่ตอนนี้เจ้าก็ได้เป็นแล้วล่ะ!”

    “หมายความว่ายังไง?”

    “ตอนแรกข้ากะว่าจะทิ้งเจ้าไปแล้วละถ้าเกิดเข้าเมืองมาได้ แต่การเดินทางของข้าในตอนนี้ยังไม่มีใครมาคอยปรนนิบัติกับข้าให้สมกับฐานะราชามังกรเลย เจ้านี่แหละน่าจะเป็น ทาส ชั้นดีให้กับข้าได้” บาฮามุทว่าพลางยิ้มย่องอย่างมีเลศนัยน์ ฉันมองหน้ามันด้วยความไม่เข้าใจและส่ายหัวกับความคิดของมัน

    “ฉันไม่สนใจ...” ฉันเอ่ยไปสั้นๆ ห้วนๆ

    “แต่ถ้าเจ้าไม่เป็นทาสติดตามตัวของข้าในตอนนี้ เจ้าอาจจะไปเจอพวกมังกรแย่กว่าข้าอีกหลายร้อยเท่านะ อีกอย่างตัวของเจ้าเองก็ไม่รู้แหล่งหนทางของเมืองนี้.. ไม่สิ อาจจะรวมถึงทั้งโลกมังกรอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วยซ้ำ แค่เงินติดตัวเจ้าก็ยังไม่มีเลย! แค่เจ้าคิดแค่นี้ก็อย่าหวังว่าจะหาทางกลับบ้านของเจ้าเลย หรือการเอาตัวรอดอย่างเดียวก็อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” มันว่าอีกครั้งด้วยท่าทีมีชัยเหนือกว่าฉัน และฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่มันเพิ่งพูดออกมาเป็นความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แค่ลำพังโลกเดิมที่ฉันจากมาการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็แสนวุ่นวาย และลำบากอยู่แล้ว โลกใบนี้ที่ฉันไม่รู้แม้แต่ซอกมุมเล็กๆ การเอาชีวิตรอดในแต่ละวันคงเหมือนฝันร้าย แต่การเป็นทาสติดตามตัวเจ้ามังกรบ้าอำนาจตัวนี้มันจะเป็นเรื่องดีหรือ? ฉันเองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน พูดถึงเรื่องคำตอบแล้วมันก็ชวนให้ฉันนึกถึงคำพูดของชายในผ้าคลุมนั่นขึ้นมา

    ถ้าหากฉันอยากจะกลับไปที่โลกเดิมที่ฉันจากมาจริงๆ การไล่ล่าหา “กุญแจ” ในดินแดนแห่งนี้ การเดินทางที่ไม่รู้เส้นทางอะไรเลยคงเหมือนกับการเดินอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีวันหาทางออก ทำไมสุดท้ายแล้วคำตอบที่ฉันต้องเจอใกล้ตัวตอนนี้คือการเดินทางไปกับบาฮามุทนะ ถึงแม้ว่ามันจะกดขี่หรือพูดจาร้ายกาจกับฉันยังไง แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่ฉันสามารถพึ่งพาได้ ณ ตอนนี้....

    “...ก็ได้ ฉันจะจะยอมเป็นทาสของนาย..” ฉันพูดอย่างจำยอม เจ้าราชามังกรที่มองหน้าฉันอยู่ก็ยิ้มย่องออกมาอย่างพออกพอใจ ก่อนจะตรงเข้ามาขยี้หัวของฉันอย่างรุนแรง

    “ดีมาก ‘ยัยทาส’”

    “ยะ.. ยัยทาส....” ฉันทวนพหุนามที่บาฮามุทเพิ่งเรียกฉันไป มันพยักหน้ากลับมา

    “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของข้า เจ้าจะต้องรับใช้และติดตามข้าไปทุกหนแห่ง ปรนนิบัติและภักดีต่อข้าเท่านั้น ฮาๆๆๆ”

    ฉันได้แต่ส่ายหัวกับความเอาแต่ใจกับเจ้ามังกรตรงหน้านี้อย่างหาคำบรรยายไม่ได้ เกิดมาฉันเคยพาลพบคนแบบนี้มาก่อนเลย แล้วคนแบบนี้น่ะหรอจะเป็นที่พึ่งพาช่วยฉันหาทางกลับบ้าน แล้วไหนจะต้องเป็นทาสแบบจำยอมแบบนี้อีก เหมือนฉันไม่มีทางเลือกอื่นเลยสินะ

    “เอาล่ะๆๆ ไหนๆ เราก็จะต้องเดินทางด้วยกันไปตลอดลอดฝั่งแล้ว ฉันถามหน่อยว่านายมาที่เมืองนี่ทำไมกันน่ะ?” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัยหลังจากที่ปล่อยให้เจ้ามังกรตรงหน้าหัวเราะอย่างเป็นบ้าเป็นหลังไปหลายวินาที มันกระแอ่มไปในลำคอตัวเองเบาๆ ก่อนจะกลับมามีมาดขรึมตามเดิม

    “ข้ามาเพื่อหาเบาะแสแห่งของ ‘นักปราชญ์’ น่ะ”

    “นักปราชญ์?” ฉันทวนคำพูดของเขา

    “นักปราชญ์แห่งอเล็กซานเดรีย ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพันธะแห่งสายเลือดกษัตริย์น่ะ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อทดสอบความเหมาะสมกับการเป็นราชาแห่งดินแดนแห่งนี้”

    “แล้ว..นายจะเริ่มหาเบาะแสของ นักปราชญ์ อะไรของนายยังไงล่ะ?”

    “…อืม ไม่รู้สิ..” มันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และนั่นทำเอาฉันถึงกับก่ายหน้าผากไปในทันที

    “นายเดินทางโดยไม่รู้อะไรเลยแบบนี้ไม่ได้นะ!”

    “อย่ามาหาว่าข้าไม่รู้อะไรนะยัยทาส! อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าเบาะแสของนักปราชญ์น่ะสามารถหาได้ที่เมืองฟิลลิมแห่งนี้ เพราะที่นี่มีพลเมืองแห่งอเล็กซานเดรียอาศัยอยู่ และเขาน่าจะพอรู้ถึงตัวตนของนักปราชญ์นั่นอยู่แน่ๆ” เขาว่าพลางเริ่มหยิบกระดาษอะไรสักอย่างออกมาจากกระเป๋าหลังของตัวเองและเริ่มอ่านมันอย่างลวกๆ “อืม... อย่างน้อยพวกสภานั่นก็ยังใจดีทิ้งเบาะแสนี่เอาไว้ให้ก่อนที่ข้าจะออกเดินทาง”

    “พวกเขาทิ้งอะไรให้ไวนายล่ะ?”

    “เห็นว่าพลเมืองแห่งอเล็กซานเดรียที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้เป็นเจ้าของบาร์เหล้าแห่งหนึ่งน่ะ แต่ที่นี่ก็มีบาร์เหล้าอยู่หลายร้านเหลือเกิน เจ้าต้องช่วยข้าหาเจ้าของร้านที่ว่ามาแล้วละ”

    “อืม... ฉันจะช่วยนายแล้วกัน จะว่าไปฉันก็มีอีกเรื่องนึงที่สงสัยนะ”

    “อะไรอีกล่ะยัยทาส?” บาฮามุทเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดและรำคาญนิดหน่อย

    “ตั้งแต่ตอนเข้าเมืองแล้วละ ถ้าเกิดนายเป็นผู้สืบเชื้อสายกษัตริย์หรือมีบรรดาศักดิ์จริงๆ ทำไมผู้คนในเมืองแห่งนี้ไม่ให้การต้อนรับอะไรนายให้สมเกียรติอะไรเลยล่ะ?”

    “…” บาฮามุทนิ่งเงียบทันทีเมื่อฟังคำถามของฉันจบพลางเก็บกระดาษของตนเข้ากระเป๋าไปดั่งเดิมและแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื่องบนที่แสงแดดกำลังทอแสงอยู่

    “ข้าถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่ได้เห็นโลกภายนอกอะไรสักเท่าไหร่ ข้าไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกมันเป็นยังไง วันๆ นั้นข้าก็อยู่แต่ภายในตัวเมืองอเล็กซานเดรียและปราสาทอันใหญโตนั่น น้อยคนนักที่จะรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของข้า มันเปรียบเสมือนเกราะป้องกันอย่างนึงเพื่อไม่ให้ผู้คนที่ไม่หวังดีมาลอบทำร้ายหรือสังหารข้า เพราะถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับข้า จะไม่มีการสืบราชบัลลังค์ต่อ... แต้แล้ววันดีคืนดีพ่อของข้าก็ประกาศว่าจะสละราชบัลลังค์ในเร็ววันนี้ สุดท้ายมันก็เปรียบเสมือนธรรมเนียมของวงศ์ตระกูลอเล็กซานเดรีย ผู้สืบทอดราชบัลลังค์ต้องออกเดินทางเพื่อทดสอบความเหมาะสมในการเป็นราชาแห่งดินแดนแห่งนี้ และเป็นการเดินทางเพื่อดูความเป็นอยู่ของผู้คนของดินแดนแห่งนี้ไปด้วย...”

    “….” ฉันแอบตกใจนิดหน่อยกับเรื่องราวที่มันเพิ่งบอกฉันมา ฉันมองไปที่เจ้ามังกรตรงหน้าอย่างเงียบงัน จะว่าไปแล้วเจ้ามังกรตรงหน้านี่ก็มีมุมใสซื่อและไร้เดียงสาอยู่เหมือนกับคนอื่นเหมือนกันแฮะ....

    “หมดเรื่องถามแล้วใช่มั้ย หยุดเซ้าซี้ละเริ่มหาเบาะแสได้แล้ว!” บาฮามุทกลับมาทีท่าทีโอหังเหมือนเดิมก่อนจะผลักหัวของฉันโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว บทอารมณ์จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเร็วเสียเหลือเกินนะพ่อคุณ

    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะต้องมาเป็นทาสที่ติดสอยให้ตามเจ้ามังกรเจ้าอารมณ์แบบนี้... ฉันทำบุญมาน้อยไปใช่มั้ยนะ....
    Last edited by KillerSpree; 16-02-2020 at 01:48 AM.

  4. #4
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253
    บทที่ 3 : เรื่องน่าปวดหัวของทาส

    เวลา 15.32 น. ณ เมืองฟิลลิม

    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันและเจ้ามังกรเจ้าอารมณ์นี่เดินทางมาทั่วเมืองแล้วเพื่อตามหาพลเมืองแห่งอเล็กซานเดรียที่อาศัยอยู่ในเมืองฟิลลิมแห่งนี้ แต่ทว่ามันกลับยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร เพราะตามเบาะแสที่เรามีอยู่คือพลเมืองที่ว่านั่นทำงานและเป็นเจ้าของบาร์ของเมืองแห่งนี้ แต่ทว่าบาร์ในเมืองแห่งนี้มันช่างเยอะเสียเหลือเกิน ฉันประหลาดใจเสียจริงว่าทำไมมันถึงเยอะแบบนี้นะ ยิ่งกว่าย่านกินซ่าเสียอีก!

    “เมืองบ้านี่มีบาร์เยอะเป็นบ้า!” บาฮามุทว่าพลางทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวหนึ่งอย่างหมดแรง ฉันเองก็กระโดดขึ้นนั่งบนม้านั่งเช่นเดียวกันอย่างเหนื่อยล้า แสงแดดยามบ่ายของโลกแห่งนี้ไม่ได้แตกต่างจากโลกของฉันเสียเท่าไหร่เลย

    “นี่เราหามาทั่วทั้งเมืองแล้วนะ ทำไมไม่มีใครพอจะให้คำตอบหรือข้อมูลอะไรกับเราได้เลยนะ สักนิดก็ยังดี” ฉันว่าพลางเอามือพัดหน้าตัวเองเพื่อคลายร้อน บาฮามุทไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เอนตัวพิงพนักม้านั่งและมองไปบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย
    บรรยากาศในเมืองนี้คราครั่งไปด้วยมังกรมากหน้าหลายตาและหลากหลายสีผิว แต่ที่ฉันสังเกตุอย่างหนึ่งคือถ้ามังกรเป็นผู้ชาย พวกนั้นจะมีลักษณะเหมือนบาฮามุท คือมีรูปร่างเป็นมังกรแต่ว่ายืนสองขาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ถ้าเป็นผู้หญิงละก็ พวกเขามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าจะมีหาง และเขาที่อยู่บนหัวเท่านั้น ซึ่งมันทำให้ฉันแยกแยะได้ง่ายมาก

    “มันจะยังมีที่ไหนอีกนะที่พวกเรายังไม่ได้ไปหา” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

    “ถามฉันแล้วฉันจะรู้มั้ยละว่ามีที่ไหน ฉันเองก็เดินหาไปทั่วเหมือนกันแหละ จนตอนนี้เท้าของมันแสบไปหมดแล้วนะ” ฉันว่าพลางยกเท้าขึ้นมาลูบเบาๆ มันผ่านการเดินมานานนับหลายชั่วโมงด้วยสภาพที่เปลือยเปล่า นับตั้งแต่ที่ฉันเดินทางมาที่โลกแห่งนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของฉันนี่มันโทรมไปหมดเลย ไม่มีโอกาสได้อาบน้ำหรือเปลี่ยนชุดเลยด้วยซ้ำ นับการเป็นผจญภัยที่แสนจะอุบาทว์สิ้นดี แต่อย่างว่าฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะถ้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรใหม่มันก็คงต้องใช้เงิน และแน่ละว่าทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่มีเงินติดตัวสักเยนเดียวเลย
    ในขณะที่ฉันกำลังเหม่อมมองบรรยากาศในเมืองอยู่นั่นเอง สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่งซึ่งมีเสื้อผ้าจัดแสดงอยู่ที่หน้าต่างแสดงสินค้า ฉันกระโดดลงจากม้านั่งและเดินตรงไปที่ร้านค้านั่นอย่างเชื่องช้าก่อนจะมองไปที่เสื้อผ้าที่อยู่ในร้าน มันเป็นเสื้อผ้าที่ฉันไม่คุ้น
    เคยเอาเสียเลย อาจจะเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิงใส่กันเป็นแฟชั่นของโลกแห่งนี้ล่ะมั้ง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่บรรยากาศภายในร้านกลับไม่มีลูกค้าเลยสักคน และแม้แต่เจ้าของร้าน...

    “โอว ว่าไงแม่สาวน้อย” ในขณะที่ฉันกำลังมองด้านในของร้านอยู่ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ย ฉันสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะหันไปมองที่เจ้าของเสียงและเจ้าของเสียงก็คือมังกรตัวสูงที่ดูมีอายุอยู่พอสมควร เพราะดูจากรอยย่นและหนวดเคราบนใบหน้า “สนใจสินค้าในร้านของข้ารึ ขอโทษทีพอดีข้าไปธุระข้างนอกมาน่ะเลยล็อคร้านเอาไว้”

    “อ่อ... คะ คะ..คือ” ฉันยิ้มให้กับเขาพลางนึกคำพูดแก้ตัวไม่ทัน เพราะว่าฉันแค่สนใจเสื้อผ้าพวกนี้เฉยๆ แต่ไม่มีเงินสักแดงเดียว มังกรตัวตรงหน้ามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิจารณา สงสัยเขาต้องหาว่าฉันเป็นเด็กเร่ร่อนหรือไม่ก็ขโมยแน่ๆ เลย เกิดโดนจับขึ้นมามีหวังเป็นเรื่องแน่

    “นี่เจ้าเดินเท้าเปล่ามาโดยตลอดเลยรึ?” เจ้ามังกรเอ่ยถาม ฉันแอบประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะเลิ่กลั่กพยักหน้าตอบกลับไป มันก้มลงมามองเท้าของฉันก่อนจะจับมันขึ้นมาอย่างเบามือ “ดูเท้าเจ้าสิ ระบมไปหมดแล้ว เจ้าเป็นมังกรอะไรกันทำไมถึงมีผิวที่บอบบางเช่นนี้?”

    “เอ่อ... คงเป็นเพราะฉันมี..ร่างกายอ่อนแอละมั้งค่ะ แฮะๆ” ฉันเอ่ยด้วยเสียงแห้งๆ เพราะไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดี

    “รอข้าสักครู่นะ” มังกรแก่ตรงหน้าลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะล้วงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงตัวเองและเปิดเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันยังคงยืนค้างเติ่งอยู่หน้าร้านอย่างนั้น ไม่นานนักมันก็เดินกลับมาออกจากร้านพร้อมถือรองเท้าคู่หนึ่งออกมาด้วย “มันอาจจะเก่าไปหน่อยแต่อย่างน้อยก็ใส่นี่เสียก่อนเถอะ เท้าเจ้าจะได้ไม่ระบมไปมากกว่านี้” มันว่าพลางยื่นรองเท้าหนังสีน้ำตาลเก่าๆ มาให้ฉัน ฉันมองหน้าของมันและรองเท้าสลับไปชั่วครู่ก่อนจะรับเจ้ารองเท้านั่นมาอย่างเก้อๆ พลางเอ่ยขอบคุณมันไป เจ้าของร้านตรงหน้ายิ้มมาให้ฉันอย่างอบอุ่นและเอ็นดู ซึ่งฉันเองก็แอบประหลาดใจอยู่ไม่ใช่น้อยเช่นกันว่าคนในดินแดนแห่งนี้จะมีน้ำใจช่วยเหลือขนาดนี้

    “ฉันจะถนอมมันไว้เป็นอย่างดีเลยคะ”

    “ลองใส่ดูสิ” มันเอ่ยขึ้นมา ฉันค่อยๆ วางรองเท้าหนังลงบนพื้นก่อนจะค่อยๆ สวมมันไปและก็พบว่ามันพอดีเท้าของฉันอย่างน่าประหลาดใจ และถึงมันจะดูเก่าก็จริงแต่ทว่ามันกลับสบายอย่างบอกไม่ถูก เจ้ามังกรตรงหน้ายิ้มร่าอีกครั้งอย่างพออกพอใจ “อย่างน้อยข้าก็จะได้ไม่ต้องทิ้งให้
    เสียของ ขอบใจเจ้าที่มารับมันไว้นะ พอดีเจ้ารองเท้านี่เป็นของลูกค้าของข้าที่ไม่อยากจะได้มันแล้ว ข้าเห็นว่ามันยังพอใช้งานได้เลยซ่อมแซมมันหน่อย มันพอดีเท้าของเจ้าเลยสินะ เก็บไว้ดีๆ ละ!”

    “คะ” ฉันยิ้มบางๆ กลับไปให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ เจ้าของร้านตรงหน้าพยักหน้าหนึ่งครั้งก่อนจะล่ำลาและตั้งท่าหันหลังจะเดินเข้าร้านค้าไป มันคงไม่เสียหายอะไรละมั้งถ้าฉันจะสอบถามเรื่องเจ้าของบาร์ที่เป็นพลเมืองอเล็กซานเดรียอะไรนั่น “เอ่อ... คือฉันขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ?”

    “หืม?” มังกรใจดีหันมามองฉันอีกครั้งหนึ่ง

    “คุณพอจะทราบหรือรู้จักบาร์ที่มีเจ้าของเป็นพลเมืองอเล็กซานเดรียบ้างหรือเปล่าคะ?”

    “เจ้าของบาร์ที่เป็นพลเมืองอเล็กซานเดรียงั้นรึ?” มังกรตรงหน้าทำหน้าครุ่นคิดทันทีเมื่อได้ยินที่ฉันพูดจบ

    “พอดีว่าพวกเรากำลังตามหาเขาอยู่นะคะ เกี่ยวกับธุระที่ค่อนข้างสำคัญอยู่พอสมควร” ฉันเอ่ยไปและไม่บอกถึงจุดประสงค์ไปตรงๆ เจ้ามังกรใจดีไม่ได้มีท่าทีสงสัยในตัวของฉัน ก่อนจะเริ่มนึกอะไรบางอย่างออก

    “เจ้าลองไปที่ตรอกอันเหม็นอับหรือยังล่ะ? [Stinky Alley]”

    “ตรอกอันเหม็นอับ?” ฉันทวนคำพูดของเขา

    “ที่นั่นไม่ค่อยมีใครสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ แต่ข้าได้ยินมาว่ามีบาร์เหล้าเปิดอยู่บาร์หนึ่ง ไม่น่าเจ้าน่าจะได้เบาะแสกับสิ่งที่เจ้ากำลังตามหาอยู่ก็ได้นะ เดี๋ยวข้าเขียนแผนที่คร่าวๆ ให้เจ้าแล้วกัน” มันพูดจบพลางหยิบปากกาและกระดาษแผ่นเล็กๆ ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงของมันก่อนจะเริ่ม
    เขียนแผนที่ให้ฉัน

    “ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ ช่วยได้เยอะเลยคะ” ฉันโค้งหัวลงแทบจะถึงหัวเข่าเป็นเชิงขอบคุณมังกรตรงหน้าอย่างสุดซึ่ง มันพยักหน้าและยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้าน ฉันมองแผนที่ในมือเพื่อดูรายละเอียดซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันไกลจากตรงนี้มากแค่ไหน บาฮามุทอาจจะรู้ก็ได้
    ว่าแล้วฉันก็เดินกลับไปที่ม้านั่งที่บาฮามุทกำลังนั่งอยู่

    “เจ้าไปไหนมาน่ะ?” บาฮามุทเอ่ยถาม

    “พอดีได้เบาะแสมาแล้วน่ะเกี่ยวกับเจ้าของบาร์ที่เป็นพลเมืองอเล็กซานเดรียของนายน่ะ” ฉันว่าพลางยื่นแผ่นแผนที่เพิ่งได้รับให้แก่บาฮามุท มันมองหน้าของฉันอย่างประหลาดใจและรับแผนที่ไปจากมือของฉันไป

    “ตรอกอันเหม็นอับงั้นรึ? จะว่าไปบริเวณนั้นพวกเราก็ยังไม่ได้ไปสำรวจเลยนิ แถมอยู่ไม่ไกลจากแถวๆ นี้เสียด้วย เป็นงานดีมากเจ้าทาสผู้ซื่อสัตย์ของข้า” บาฮามุทเอ่ยชมฉันพลางตบหัวของฉันสองสามทีอย่างสนุกมือ สักวันหนึ่งฉันว่าคอของฉันอาจจะต้องหักเข้าสักวันแน่ๆ ถ้ามันยังตีหัวของฉันอยู่แบบนี้เรื่อยๆ

    บางเวลาต่อมา ณ ตรอกอันเหม็นอับ

    บรรยากาศรอบตัวของฉันในตอนนี้มันผิดแปลกไปจากตัวเมืองอย่างสิ้นเชิง มีแต่ความโสโครกสกปรกและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์อบอวลไปทั่วบริเวณ เหล่ามังกรที่อาศัยอยู่ในตรอกนี่ก็แต่งตัวไม่เรียบร้อยและนั่งจับกลุ่มกันพลางพูดคุยด้วยคำพูดที่ค่อนข้างหยาบคายและเสียงดัง บาฮามุทไม่ได้สนใจกับบรรยากาศรอบตัวเสียเท่าไหร่พลางเดินไปตามที่แผนที่บอก ส่วนฉันเองก็พยายามเดินไม่ให้ห่างจากตัวของเจ้าราชามังกรนี่เพราะกลัวหลงทาง

    “น่าจะเกือบถึงแล้วล่ะ...” มันพูดกับตัวเองเบาๆ พลางมองซ้ายมองขวาชั่วครู่ก่อนจะเดินต่อไป และในไม่ช้าพวกเราก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบาร์แห่งหนึ่งที่มีสภาพทรุดโทรมแต่ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ มันดูไม่น่าเป็นมิตรเสียเท่าไหร่เลย “เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ” บาฮามุทหันมาพูดกับฉันและตั้งท่าจะ
    เดินเข้าไปในร้าน ฉันที่ได้ยินดังนั้นรีบวิ่งไปจับแขนอันใหญ่โตของมันเอาไว้ก่อน

    “นายทิ้งฉันไว้ด้านนอกกแบบนี้ไม่ได้นะ!”

    “ข้าจะทำธุระของข้า ทาสอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องตามเข้ามา!”

    “แล้วนายจะปล่อยให้ฉันอยู่ลำพังกับตรอกที่แสนน่ากลัวนี่หรือไงกัน!? นายนี่มันใจร้ายสุดๆ ไปเลยนะ รู้หรือเปล่า”
    บาฮามุทเกาหัวพลางถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่แสนสมเพช “เออๆ ตามข้ามาก็ได้ แต่อย่าทำอะไรที่มันไม่เข้าท่าละ ข้าไม่รับผิดชอบหรอกนะ!”

    “อะ..อืม!” ฉันรีบพยักหน้ารับปากในทันทีก่อนที่เราทั้งสองคนจะเดินเข้าบาร์พร้อมกัน
    บรรยากาศในร้านมีแสงไฟสลัวๆ และไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนด้านนอก มีดนตรีคลอเบาๆ และลูกค้าน้อยจนสามารถนับคนได้ ที่หลังบาร์นั่นเองมีมังกรตัวหนึ่งกำลังชงเหล้าให้กับลูกค้าที่กำลังนั่งอยู่ตรงเคาท์เตอร์บาร์อย่างโดดเดี่ยว

    “สงสัยบาร์เทนเดอร์คนนั้นน่าจะเป็นเจ้าของร้านนะ” ฉันว่าพลางชี้ไปที่มังกรที่กำลังชงเหล้าอยู่ บาฮามุทไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เดินไปหาบาร์เทนเดอร์นั่นอย่างเงียบเชียบ ฉันเองก็ค่อยๆ เดินตามหลังมันไปเช่นกันก่อนที่มันนั่งลงที่เก้าอี้หน้าเคาท์เตอร์บาร์ตัวหนึ่ง

    “รับอะไร?” บาร์เทนเดอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ โดยที่ไม่ได้หันมามองบาฮามุทเลย ราชามังกรที่เพิ่งนั่งค่อยๆ หยิบแผ่นกระกาษมาออกจากกระเป๋าตัวเองก่อนจะวางมันลงเคาท์เตอร์บาร์อย่างเบามือ บาร์เทนเดอร์ที่หันกลับมามองบาฮามุทเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนเคาท์เตอร์ มันมองหน้าของราชามังกรและสิ่งที่อยู่บนเคาท์เตอร์อยู่ชั่วครู่ก่อนจะหยิบกระดาษของบาฮามุทไปและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว มันแสยะยิ้มออกมาก่อนจะวางกระดาษแผ่นนั้นคืนให้แก่บาฮามุท “ท่าทางวันนี้ข้าจะมีแขกคนพิเศษแล้วสินะ ตามข้ามา” บาร์เทนเดอร์นั่นแสยะยิ้มออกมาก่อนจะเรียกให้พวกเราทั้งสองเดินตามมันไปที่หลังร้าน เราสองคนมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ลุกตามเจ้าของร้านไปที่หลังร้าน ด้านในหลังร้านเต็มไปด้วยของระเกะระกะเต็มไปหมดพร้อมกับกลิ่นของแอลกอฮอล์ที่ตลบอบอวลไปทั่วห้อง ในนั้นเองบาร์เทนเดอร์กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งพร้อมกับสูบบุหรี่และวางขาบนโต๊ะรับแขกอย่างสบายใจเฉิ่บ

    “นั่งก่อน” บาร์เทนเดอร์นั้นผายมือให้เรานั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามมัน ฉันและบาฮามุทเดินตรงไปนั่งอย่างเชื่องช้า “ทีนี้ต้องการอะไรจากบาร์เทนเดอร์ผู้นี้หรือ? เจ้าชาย?”

    “เจ้าคือพลเมืองแห่งอเล็กซานเดรียที่เมืองแห่งนี้สินะ” บาฮามุทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ บาร์เทนเดอร์หยักหน้าตอบกลับมา “ข้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘นักปราชญ์แห่งอเล็กซานเดรีย’”

    “โอ้วว ท่าทางเรื่องที่พ่อของเจ้าที่จะสละราชสมบัติเป็นเรื่องจริงสินะ ไม่น่าเชื่อว่าสายข่าวของข้าจะทำงานไม่พลาดเหมือนเดิม หึๆ”

    “สายข่าว?” บาฮามุททวนคำพูดของบาร์เทนเดอร์

    “ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ข้า ‘โจเชฟ’ ไม่มีทางที่จะไม่รู้” บาร์เทนเดอร์ยิ้มผยองอย่างภูมิใจก่อนจะเคาะขี้บุหรี่ของตนลงบนที่รองก้นบุหรี่บนโต๊ะ “ว่าแต่เจ้าชายพร้อมแล้วรึที่จะเดินทางไปเข้ารับการทดสอบน่ะ”

    “…” บาฮามุทไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่มองหน้าของโจเชฟด้วยสายตาที่จริงจังและมุ่งมั่นจนโจเซฟถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะแสยะยิ้มออกอย่างพอใจ

    “นักปราชญ์ที่ท่านกำลังตามหาน่ะ อาศัยอยู่ที่เมืองนิวดอว์น (New Dawn Town) ที่อยู่ไกลจากที่นี่มาก อาจจะต้องใช้เวลาเดินทางร่วมเกือบอาทิตย์ถึงจะไปถึง”

    “เกือบอาทิตย์!?” บาฮามุทที่นิ่งสุขุมมานานถึงกับโพล่งขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินคำตอบจากปากของบาร์เทนเดอร์ตรงหน้า

    “ก็นะ ดินแดนแห่งนี้มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล อะไรๆ มันช่างดูเล็กไปหมดหากมองลงจากทาง ‘เบื้องบน’”

    “…” บาฮามุทไม่ได้ตอบอะไร ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอย่างห้วนๆ ก่อนจะลุกและตั้งท่าจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่รีรอฉัน ฉันที่เห็นดังนั้นจึงรีบลุกและเดินตามมันไปทันที

    “ช้าก่อนแม่สาวน้อย” แต่ก่อนที่ฉันจะถึงประตูนั่นเอง โจเซฟที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวเดิมเรียกรั้งฉันเอาไว้ก่อนเสียก่อนพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างสบายใจ “ข้าไม่เคยพาลพบเห็นและรู้จักเจ้ามาก่อน แถมเจ้านี่... ไม่ใช่มังกร?”

    “…” ฉันนิ่งเงียบและไม่ได้ตอบคำถามของมัน โจเซฟค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะเดินตรงมาหาฉันด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น ร่างของมันหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้มืออันหยาบกร้านของแตะที่แก้มของฉันเบาๆ

    “แหมๆ ช่างบอบบางและนุ่มนิ่มอะไรเช่นนี้นะ? ไม่เหมือนกับพวกผู้หญิงคนอื่นเลย แถมนัยน์ตาก็ดูแปลกกว่าใคร”

    “…”

    “เจ้าเป็นใคร มีชื่อเสียงเรียงนามเป็นมาอย่างไร ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่คนแถวๆ นี้ซะด้วย ช่างน่าสนใจยิ่งนัก” โจเซฟว่าพลางเลียริมฝีปากของตัวเองอย่างมีเลศนัยน์ ทำไมอยู่ดีๆ ฉันเริ่มรู้สึกว่าเจ้ามังกรตัวตรงหน้ามันเริ่มไม่น่าไว้ใจและปลอดภัยซะแล้วนะ ตัวของฉันเริ่มสั่นเทาอย่างหวาดกลัว ฉันไม่กล้าจะสบตาของมันอีกต่อไปพลางกำผ้าคลุมของตนเอาไว้แน่นๆ “โปรดแถลงไขให้ข้าทราบด้วยเถิดสาวน้อย....” มือของมันเริ่มแตะไปตามร่างของฉัน และฉันเองก็เผลอร้องและสะดุ้งออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เป็นแบบนี้ต่อไปฉันต้องสติแตกไปมากกว่านี้แน่นอน...!
    หมับ!

    แต่ทันใดนั่นเอง จู่ๆ บาฮามุทก็ตรงเข้ามาจับข้อมือของโจเซฟและสะบัดออกจากร่างของฉันพร้อมกับเขม่งมองอย่างเอาเรื่อง

    “เราหมดธุระจากที่นี่แล้ว.. ขอบคุณสำหรับข้อมูลอีกครั้ง…”

    “…หึ ช่างน่ารักอะไรเสียขนาดนี้” โจเซฟยิ้มอย่างยอมแพ้ก่อนจะเดินถอยห่างออกจากตัวของฉันพลางโค้งคำนับลงอย่างสุภาพ “หวังว่าการเดินทางที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นจะราบรื่นดีนะ ฝ่าบาท”

    “.. ไปกันได้แล้ว” บาฮามุทไม่ได้สนใจกับโจเซฟสักเท่าไหร่ก่อนจะเอ่ยปากสั่งฉันด้วยน้ำเสียงเย็นๆ และเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ฉันเองก็รีบวิ่งตามมันไปอย่างทันถ่วงทีโดยไม่ได้หันกลับไปมองโจเซฟอีกเลย มันช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าหวาดกลัวอะไรเช่นนี้นะ โจเซฟนั่นดูไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่เลย นี่นะหรือพลเมืองจากเมืองอเล็กซานเดรียอะไรนั่น?
    แต่ว่าก็ต้องขอบคุณบาฮามุทที่มาช่วยฉันจากโจเซฟเอาไว้ ไม่งั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นถ้าหากมันไม่มาช่วย พวกเราเดินออกจากมาจากตรอกอันเหม็นอับมาได้ในที่สุด และบรรยากาศรอบตัวก็กลับมาสดใสและสว่างตาด้วยแสงแดดยามเย็น ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

    “ขอบคุณนายมากนะที่ช่วยฉันเอาไว้” ฉันเอ่ยขอบคุณเป็นมารยาทกับบาฮามุท แต่ดูเหมือนมันกำลัวหงุดหงิดอยู่ชอบกล

    “เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ต้องให้ข้าช่วยตลอดเวลา! เป็นทาสภาษาอะไร!?” มันตะคอก

    “นี่! ฉันไม่ได้ตัวใหญ่และแข็งแรงเหมือนนายนะ ถ้าหากเป็นแบบนั้นฉันก็พอจะช่วยตัวเองได้บ้างล่ะ ยังไงก็ต้องขอบคุณนายอีกครั้งแล้วกันที่ช่วยฉันไว้น่ะ”

    “เห้อ... ปกติทาสต้องคอยช่วยเหลือนายของตัวเองไม่ใช่หรือไงว่ะ?” มันบ่นอย่างหัวเสียพลางพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะออกเดินต่อไปโดยไม่รอฉัน ฉันได้แต่ส่ายหัวกับอารมณ์ที่ไม่เอาแน่เอานอนของเขาไม่ได้ ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ

    “แล้วทีนี้เราจะไปไหนกันต่อ?” ฉันเอ่ยถามบาฮามุทอย่างสงสัย

    “คงต้องหาที่พัก เพราะแค่หาเจ้าโจเซฟน่าโง่ทั้งวันนั่นก็ทำเอาข้าเหนื่อยเต็มทีแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดอารมณ์เสีย ฉันไม่ได้ตอบอะไรไปเพียงแค่เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ พลางดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบๆ ตัว ตึกรางบ้างช่องตอนนี้เริ่มเปิดไฟสว่างกันแล้ว เด็กๆ มังกรทั้งชายและหญิงต่างยังคงวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับชาวเมืองฟิลลิมอีกนับไม่ถ้วนที่กำลังดำเนินกิจวัตรประจำวันกันอยู่ ดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับโลกที่ฉันจากมาเสียเท่าไหร่
    และในไม่ช่าพวกเราทั้งสองคนก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตึกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เขียนป้ายติดทางเข้าเอาไว้ว่า “โรงแรมฟิลลิม” เดี๋ยวนะ... ตัวอักษรพวกนี้ไม่ใช่แม้กระทั่งภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษ แต่ทำไมฉันถึงสามารถอ่านและเข้าใจมันได้ล่ะ... เหมือนมันเป็นภาษาที่ฉันเรียนและคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิดก็ไม่ปาน..

    “จะยืนเอ๋อแบบนั้นอีกนานมั้ยยัยทาส!?” เสียงตะโกนเรียกของบาฮามุทดังก้องขึ้น และนั่นทำให้ฉันหยุดคิดถึงเรื่องที่น่าชวนฉงนไปทันทีก่อนจะรีบวิ่งตามมันเข้าไปในตัวโรงแรม บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยมังกรมากหน้าหลายตาพร้อมกับสัมภาระที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณพร้อมกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของเหล่ามังกรที่อยู่ในตัวโรงแรม

    “สวัสดีมีอะไรให้รับใช้...”

    พวกเราสองคนเดินมาถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับประจำโรงแรมโดยมีพนักงานต้อนรับเป็นมังกรตัวอ้วนลงพุงพร้อมกับสีหน้าที่บูดบึ้งไม่รับแขกอย่างมาก

    “ขอห้องพักสำหรับหนึ่งคน” บาฮามุทเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ เอ่อ.. ที่มันพูดว่าห้องพักสำหรับหนึ่งคนนี่คือกะจะไม่ให้ฉันนอนเตียงเลยใช่มั้ยนะ? ฉันก็ได้แต่ถอนหายใจกับความเห็นแก่ตัวของเจ้ามังกรตัวตรงหน้าอย่างเบื่อหน่าย แปลกนะที่เราเพิ่งเจอกันได้มาไม่ถึงสัปดาห์แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนว่ารู้จักมันมานานร่วมหลายปี ฉันล่าถอยออกมาจากตัวบาฮามุทก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น บรรยากาศในโรงแรมมันอาจจะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ก็เป็นฌรงแรมที่ดูสะดวกสบายระดับดับหนึ่ง บนฝาผนังมีแต่รูปภาพหน้าตาแปลกๆ ที่ฉันไม่รู้จัก แต่มีอยู่รูปหนึ่งที่ฉันเห็นแล้วก็ถึงกับละสายตาไม่ได้ไปหลายวินาที มันเป็นรูปปราสาทขนาทใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองที่ใหญ่โต เมืองในภาพนั่นแลดูจะใหญ่กว่าฟิลลิมหลายร้อยเท่าได้เลยมั้ง

    “ยัยทาส!”

    ในขณะที่ฉันกำลังดูรูปภาพนั่นอยู่นั่นเอง เจ้าบาฮามุทตะโกนเรียกฉันเสียงดังพลางหมุนร่างของฉันไปประจันหน้าของมัน ฉันผงะไปในทันทีด้วยความตกใจ

    “มะ..มีอะไร?”

    “เจ้ามีเงินมั้ย?”

    “ห๊ะ? เงิน? ฉันจะไปมีได้ยังไงละ ตั้งแต่มาที่นี่ฉันไม่มีเงินสักแดงเดียวเลยนะ!”

    “บ้าจริง เจ้านี่มันไร้ประโยชน์ที่สุด!” บาฮามุทมีท่าทีหงุดหงิดเต็มทีก่อนจะเริ่มบ่นอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียว

    “เรียนแขกผู้ทรงเกียรติ โปรดอย่าส่งเสียงดังรบกวนแขกท่านอื่น เสียงของท่านของนี้ทำให้แขกท่านอื่นเริ่มไม่พอใจแล้วนะขอรับ” ในขณะที่บาฮามุทกำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงนั่นเอง พนักงานต้อนรับเดินตรงมาหาพวกเราด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรเสียเท่าไหร่ “หากท่านไม่มีเงินที่จ่ายค่าห้องพักของทางโรงแรม ก็โปรดเดินทางออกไปจากโรงแรมด้วยความสงบขอรับ...” ถึงแม้ว่าประโยคของมันจะดูไพเราะก็จริง แต่น้ำเสียงนี่ดูไม่น่าเป็นมิตรเอาเสียเลย และเหมือนกับว่ามันพร้อมจะมีเรื่องได้ตลอดเวลา

    “เจ้าจะไล่ข้าแบบนี้ไม่ได้นะ! ข้าเป็นถึงว่าที่ราชาของดินแดนแห่งนี้นะเฟ้ย!” บาฮามุทเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนขาดก่อนจะจ้องเขม็งไปที่พนักงานต้อนรับของโรงแรมอย่างเอาเรื่อง แต่ทว่าพนักงานนั่นไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด พลางดีดนิ้วของตัวเองหนึ่งครั้ง และภายในไม่กี่วินาทีต่อมา เหล่าพนักงานของโรงแรมหลายสิบตัวก็กรูกันเข้ามาหาพวกเราอย่างรวดเร็ว และจับร่างของพวกเราเอาไว้อย่างแน่นหนา ฉันเองก็พยายามดิ้นให้หลุดออกจากเจ้ามังกรพวกนี้แต่ดูท่าทีว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย บาฮามุทเองก็พยายามดิ้นตัวเองให้หลุดจากพวกพนักงานเหล่านั้นแต่ก็ไร้ผล และในไม่ช้าพวกเราทั้งสองก็ถูกโยนออกจากโรงแรมนั่นอย่างไม่ไว้หน้า

    “พวกแกกล้าดียังไงทำกับข้าแบบนี้!?” บาฮามุทลุกขึ้นมาพลางตะโกนโวยวายอย่างเอาเรื่องอีกรอบ แต่ทว่าพนักงานโรงแรมพวกนั้นไม่ได้ใส่ใจใยดีกับมัน ก่อนจะปิดประตูหน้าใส่พวกเราอย่างรุนแรง ไม่น่าเชื่อว่าฉันเพิ่งจะได้รับประสบการณ์การไล่ออกจากโรงแรมแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งมันน่าอับอายอย่างบอกไม่ถูก..

    “บ้าจริง! ไอ้พวกมังกรจักรวรรดิเลวพวกนั้นทำให้ข้าต้องเจอเรื่องน่าอับอายแบบนี้!!” บาฮามุทตะโกนอีกครั้งพลางต่อยกำแพงอย่างสุดแรงอย่างโกรธเกรี้ยว

    “คือฉันยังไม่รู้เลยนะว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น วินาทีที่แล้วเราเพิ่งเหยียบเข้าไปในโรงแรม แต่ไม่ถึงวินาทีต่อมาพวกเราก็โดนโยนออกจากโรงแรมนั่น นายไปทำอะไรไว้อีกล่ะ?” ฉันถาม

    “...ข้าไม่มีเงินจะจ่ายค่าห้องพักนะสิ!”

    “ห๊ะ!? นายเป็นถึง.. ว่าที่ราชามังกร นายน่าจะมีเงินรวยล้นฟ้าเลยนิ!”

    “ตอนอยู่ที่เมืองหลวงนะใช่ แต่พอเดินทางเพื่อผ่านการทดสอบการเป็นราชานี่ ข้าไม่ได้พกเงินไว้มากมาย อย่างมากก็พอใช้ร่วมเดือนกว่าๆ แต่ตอนที่เกิดเรื่องกับพวกจักรวรรดิในป่านั่น ที่ข้าเจอกับเจ้าครั้งแรกน่ะ มันน่าจะเป็นช่วงนั้นที่ข้าทำกระเป๋าเงินหายไป แล้วเงินนั่นก็หายไปทั้งหมด!” บาฮามุทเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เริ่มใจเย็นสงบลงแต่ยังคงมีไฟระอุอยู่บ้าง ฉันเองก็ไม่สามารถโทษหรือต่อว่าอะไรมันได้หรอก เพราะช่วงเวลานั้นมันเป็นวินาทีถึงชีวิต.. จะว่าไปแล้วมันก็น่าสงสารอยู่หรอกนะ.... แต่ถ้ามันใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาแบบนี้มีหวังในอนาคตพวกเราอาจจะต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ มากกว่านี้ก็เป็นได้

    “ฉันว่านายใจเย็นก่อนนะ นี่มันก็เริ่มค่ำแล้วด้วย อย่างน้อยๆ ในตอนนี้เราควรหาที่พักสำหรับคืนนี้ก่อน.. อย่างน้อยถ้ามันมีที่ๆ ไม่ต้องใช้เงินอะนะ...” ฉันเอ่ยพลางเริ่มคิดหาทางแก้ปัญหา

    “มันคงจะมีหรอกในเมืองที่พักที่ไม่ต้องเสียเงินน่ะ! ถ้าเกิดมันเป็นที่โกโรโกโสอย่างคอกสัตว์หรืออะไรทำนองนั้น ข้าไม่พักหรอกนะ!” บาฮามุทเอ่ยพลางกอดอกอย่างขัดใจ ฉันมองไปที่มังกรตรงหน้าอย่างอเน็ตอนาถใจเต็มทนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ขืนเรายังนิ่งเฉยแบบนี้มีหวังนอนข้างถนนอายสายตาชาวเมืองแน่ๆ
    จะว่าไปแล้วถ้าฉันกลับไปที่ร้านขายของของคุณลุงมังกรใจดีตัวนั้นฉันอาจจะได้คำตอบอะไรดีๆ ก็ได้... ว่าแล้วขาทั้งสองข้างของฉันก็ออกเดินไปในทันทีโดยไม่รีรอเจ้ามังกรขี้หงุดที่อยู่เบื้องหลัง

    “เอ้ย! เจ้าจะไปไหนยัยทาส! ยัยทาส!!”

    ในไม่ช้าฉันมาหยุดอยู่หน้าร้านของของคุณลุงมังกรใจดีอีกครั้งหนึ่ง และที่นั่นเองที่ฉันเห็นมังกรตัวเดิมกำลังเก็บกวาดหน้าร้านอยู่ ฉันกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินตรงไปหามัน

    “สวัสดีคะ...” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัวนิดหน่อย มังกรใจดีค่อยๆ หันมามองฉันก่อนมีท่าประหลาดใจไปชั่วครู่และมองมาที่ฉันอย่างสงสัย

    “เจ้านั่นเอง มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่า?”

    “เอ่อคือ... ยังไงก็ต้องขอบคุณสำหรับรองเท้าคู่นี้อีกครั้งนะคะ มันใส่สบายๆ มากเลยล่ะ เอ่อ... คือเข้าประเด็นเลยแล้วกันนะคะ คือว่า... คุณพอจะแนะนำสถานที่ที่ใช้พักค้างคืนแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้างหรือเปล่าคะ พอดีว่าตอนนี้ฉันและเพื่อนกำลังประสบปัญหาเรื่องที่พักน่ะคะ...”
    ฉันอธิบายสถานการณ์ให้เจ้ามังกรตรงหน้าฟัง มันมองหน้าของฉันก่อนจะเริ่มทำท่าครุ่นคิดไปหลายวินาทีก่อนจะมีท่าทีนึกอะไรบางอย่างออก ซึ่งมันดูเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ

    “ในฟิลลิมจะมี ‘กิลด์นักผจญภัย’ อยู่”

    “กิลด์นักผจญภัย?” ฉันทวนคำพูดของมังกรตรงหน้า

    “มันเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเดินทางที่แสวงหาความเก่งกาจและความร่ำรวยน่ะ ที่นั่นถ้าหากเจ้ายังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัย อย่างน้อยที่นั่นน่าจะให้ที่พักชั่วคราวให้กับเจ้าได้อยู่นะ เท่าที่ข้าได้ยินมา...”
    และคำตอบนั่นเองที่ทำให้ฉันถึงกับฉีกยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง ไม่น่าเชื่อว่าการมาหาคุณลุงมังกรใจดีตัวนี้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้

    “ขะ...ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆ คะ แล้วเจ้ากิลด์ที่คุณว่ามานี่มันอยู่ที่ไหนของเมืองหรอคะ?”

    “ถ้าจำไม่ผิดละก็ จะอยู่ทางทิศเหนือของเมืองนะ” คุณลุงเอ่ยพลางชี้ไปยังอาคารขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป “เห็นเจ้าตึกนั่นมั้ยล่ะ ตึกนั่นแหละกิลด์นักผจญภัย”

    “ค่ะ ต้องขอบคุณคุณลุงอีกครั้งนะคะที่ให้ข้อมูลเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่ได้คุณนี่พวกเราคงแย่เลย...”

    “พวกเรา... ” คุณลุงเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัยพลางมองมาที่ฉันอย่างสงสัย

    “อ้อ พอดีฉันมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยน่ะ คือเขาอยู่ตรงนั้น” ฉันอธิบายพลางชี้ไปที่บาฮามุทที่กำลังนั่งรอฉันอยู่ไกลๆ คุณลุงตรงหน้าไม่ได้ถามอะไรต่อ “ยังไงฉันก็ขอตัวก่อนนะคะ ถ้าไว้มีโอกาสตอบแทนคุณลุงละก็ จะไม่รีรอเลยคะ” ฉันเอ่ยอีกครั้งพลางโค้งก้มหัวเป็นเชิงขอบคุณอีกครั้ง

    “อ่า แค่นี้เองไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอกแม่หนู ฮาๆ” คุณลุงหัวเราะแห้งๆ อย่างเขินอาย ฉันก้มให้กับเขาอีกครั้งก่อนจะรีบเดินกลับหาบาฮามุทที่ยืนห่างออกไป

    “อย่างน้อยเราน่าจะหาที่นอนได้แล้วละคืนนี้” ฉันเอ่ยให้กับมังกรที่กำลังทำหน้าตาเฉยเมยอยู่ มันมองหน้าของฉันชั่วครู่ก่อนจะดีดที่หน้าผากของฉันหนึ่งทีจนฉันเผลอร้องโอดโอยออกมา และมันก็ออกเดินไปโดยที่ไม่มีท่าทีรีรอฉันแต่อย่างใด

    “เลิกทำหน้าระรื่นแล้วไปที่กิลด์บ้าบออะไรนั่นได้แล้ว”

    “นายจะไม่เอ่ยชมเชยหรือขอบคุณฉันหน่อยหรอที่หาที่หลับนอนให้พวกเราสองคนน่ะ” ฉันว่าพลางวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ

    “...เก่งมากเจ้าทาสประจำตัวข้า สมแล้วที่เป็นทาสรับใช้ผู้แสนซื่อสัตย์ที่รับใช้ข้า”

    “...” มันช่างเป็นคำชมที่รู้สึกขมขื่นเหลือเกิน แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยๆ เขาก็เอ่ยขอบคุณเป็นมารยาท ฉันเองในตอนนี้ก็คงเป็นทาสอะไรของเขาไปก่อน เพราะถ้าฉันหาทางกลับบ้านได้ฉันก็คงไม่ต้อนมานั่งทนทุกข์ฟังเจ้ามังกรบ้านี่โวยวายใส่ตลอดเวลา

    ‘…
    รอยยิ้มนั่น ยัยทาสนั่น.....’ เขาพูดกับตัวเองในใจพลางมองไปที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ เขาอย่างเงียบงัน...

    เวลา 20.58 น. ณ กิลด์นักผจญภัยประจำเมืองฟิลลิม

    พวกเราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากิลด์ตามคำแนะนำของคุณลุงขายของผู้แสนใจดี บรรยากาศด้านนอกตัวอาคารคราคร่ำไปด้วยมังกรทั้งชายและหญิงมากหน้าหลายตา และต่างถืออาวุธหลากหลายทั้งที่ฉันรู้จักและไม่รู้จัก มันเหมือนกับฉันเข้ามาอยู่ในภาพยนตร์จริงๆ ยังไงยังงั้น

    “เข้าไปกันได้แล้ว!” บาฮามุทเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพลางผลักร่างของฉันให้ก้าวเดินเข้าไปในกิลด์ เมื่อผ่านประตูทางเข้าสิ่งแรกที่ฉันรับรู้คือกลิ่นของแอลกอฮอล์ที่ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงของเหล่ามังกรที่ดังสนั่นไปทั่วอย่างเริงร่า ที่มุมหนึ่งของห้องมีเคาน์เตอร์ต้อนรับพร้อมกับบอร์ดที่ติดแผ่นกระดาษขนาดใหญ่อยู่ทางด้านหลัง และที่เคาน์เตอร์นั่นเองก็มีมังกรผู้หญิงหน้าตาน่ารักคอยต้อนรับแขกอยู่ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เธอสวยและน่ารักมากจนทำเอาฉันรู้สึกจืดฉืดไปเลย

    “แล้วทีนี้เอายังไงต่อ” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย

    “ลองไปสอบถามที่เคาน์เตอร์ต้อนรับดูก่อนแล้วกัน” ฉันแนะนำ มันไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใดก่อนจะเดินตามฉันมาอย่างเงียบๆ ยิ่งเข้าใกล้เคาน์เตอร์เท่าไหร่ฉันก็แอบหวั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าเกิดว่าพวกเขาไม่ช่วยเหลือพวกเราล่ะมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เราอาจจะต้องไปนอนข้างถนนจริงๆ ก็เป็นได้...
    และในที่สุดฉันและบาฮามุทก็มาหยุดอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับในที่สุด มังกรสาวหลังเคาร์เตอร์มองมาที่พวกเราและฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร นัยน์ตาสีแดงสดพร้อมกับผมที่ยาวปะไหล่สีแดงเพลิงและใบหน้าที่ไร้ริ้วรอย ถ้าเกิดพวกผู้ชายที่โลกของฉันมาเห็นมังกรตรงหน้านี่ละก็มีหวังตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอแน่ๆ

    “กิลด์นักผจญภัยแห่งฟิลลิมยินดีต้อนรับคะ มีอะไรให้ฉัน ‘มิเนอร์ว่า’ รับใช้คะ?” มังกรสาวตรงเคาร์เตอร์แนะนำตัว

    “เอ่อ... พอดีว่าพวกเราในตอนนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องหาที่นอนสำหรับคืนนี้น่ะคะ พอดีพวกเราเจอประสบปัญหาด้านการเงิน..นิดหน่อย” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มและอธิบายสถานการณ์ของพวกเราให้เขาฟัง มิเนอร์ว่ามองมาที่เราอย่างใช้ความคิดชั่วครู่ ก่อนจะหันไปปรึกษาเพื่อนของเธอที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมาหาพวกเราในช่วงอึดใจต่อมา

    “เอ.. จริงๆ จะบอกว่าเราก็พอมีที่พักสำรองให้กับนักผจญภัยที่ตกยากอยู่นะคะ แต่พอดีมันติดปัญหาอยู่อย่างนึง”

    “ปัญหาอะไร?” บาฮามุทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา

    “คืออย่างที่ฉันเพิ่งพูดไปน่ะคะว่าที่พักสำรองนั่นนะ มันสำหรับ นักผจญภัย เท่านั้น พวกคุณทั้งสองคนยังไม่มีตราสัญลักาณ์หรือใบรับรองการเป็นนักผจญภัยเลยด้วยซ้ำไป นั่นแหละคะที่เป็นปัญหา”

    เมื่อได้ยินที่มิเนอร์ว่าอธิบาย ใจของฉันมันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ถ้าไม่ใช่นักผจญภัยอะไรนั่นก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าพักที่นี่ได้เลยหรอ แบบนี้มันชักจะไม่ดีแล้วล่ะสิ

    “แล้วทำไมถึงจำกัดเฉพาะนักผจญภัยบ้าบอะไรนั่นด้วยล่ะ!? แทนที่ทุกคนจะได้มีสิทธิใช้ที่พักเหมือนๆ กัน ไอ้พวกนั้นที่วันๆ ก็ล่าสัตว์ประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น!” บาฮามุทพูดด้วยน้ำเสียงดังลั่นพลางทุบเคาร์เตอร์มองหน้ามิเนอร์ว่าอย่างเอาเรื่อง มังกรสาวสวยถึงกับผงะและหวาดกลัวไปในทันที แต่ทว่าคำพูดของบาฮามุทนั่นทำเอาเหล่ามังกรที่อยู่ในบริเวณหันมามองเป็นตาเดียวกันหมด นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ! ทำไมเจ้ามังกรบ้านี่ถึงไม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองซะบ้างเนี่ย!

    เพี๊ยะ!

    “เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!!?” บาฮามุทหันมาตะคอกใส่ฉันทันทีเมื่อฉันตีไปที่ต้นแขนของมันแรงๆ ทีนึง แต่ฉันไม่ได้สนใจกับคำพูดของเขาก่อนจะเริ่มหันไปยิ้มให้เหล่ามังกรนักผจญภัยทั้งหลายที่พร้อมจะเอาเรื่องพวกเราสองคน

    “ขะ..ขอโทษแทนเขาด้วยนะคะ พอดีว่าวันนี้เขากำลังอารมณ์เสียที่ฉันทำตัวโง่งี่เง่าน่ะคะ แฮะๆ ขอโทษด้วยคะ!!” ฉันว่าพลางก้มหัวให้เหล่านักผจญภัยหลายครั้ง และเหมือนว่าพวกมันจะเริ่มมีท่าทีที่อ่อนข้อลงก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะมองไปที่บาฮามุทที่ก่อเรื่อง มันไม่มีท่าทีสำนึกผิดแต่อย่างใดและยังมีท่าทีหยิ่งยโสเช่นเดิม มิเนอร์ว่าหัวเราะเสียงแห้งๆ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเฉกเช่นเดียวกับฉัน ฉันดึงสติของตัวเองกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปคุยกับมังกรสาวสวยต่อ “เอ่อ... แล้วการที่จะเป็นนักผจญภัยอะไรเนี่ย มันต้องทำยังไงบ้างละคะ?”

    “อ้อ การที่จะเป็นนักผจญภัย พวกคุณต้องผ่านการทดสอบเบื้องต้นก่อนน่ะคะ”

    “การทดสอบเบื้องต้น?” ฉันทวนคำพูดของเธอ มิเนอร์ว่าพยักหน้าก่อนจะอธิบายต่อ

    “การทดสอบอย่างว่าก็คือการไปล่าหมูป่า (Wild Boar) น่ะคะ มันเป็นสัตว์ประหลาดที่สร้างความวุ่นวายในการพวกเกษตรกรที่อยู่รอบนอกของเมืองฟิลลิมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงนี้มีผลผลิตเริ่มออกดอกออกผล พวกมันชอบเข้ามากินผลผลิตไปจนเกษตรกรเริ่มเดือดร้อน จริงๆ พวกนักผจญภัยระดับสูงจะเข้ามาช่วยก็ได้ แต่ทว่าค่าตอบแทนของภารกิจไม่คุ้มค่าเสียเท่าไหร่ และสัตว์พวกนั้นก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย สุดท้ายพวกเราก็แก้ปัญหาด้วยการให้พวกมันเป็นบททดสอบเบื้องต้นของผู้ที่สนใจจะเป็นนักผจญภัยแทนน่ะคะ”

    “อืม...” หลังจากที่มิเนอร์ว่าอธิบายเสร็จ ฉันก็เริ่มใช้ความคิดในทันที ฉันเองก็ไม่เคยเห็นหมูป่าในธรรมชาติมาก่อนเลยด้วย เห็นแต่ในสวนสัตว์ไม่ว่าในข่าว แต่ว่าถ้ามันเป็นภารกิจง่ายๆ แบบนั้นมันก็น่าที่จะลองเสี่ยงรับอยู่หรอก แต่มันติดปัญหาอยู่อย่างเดียวนี่แหละ ฉันแหงนหน้าขึ้นไปมองบาฮามุทที่ไม่ได้มีท่าทีสนใจกับสิ่งที่มิเนอร์ว่าเพิ่งอธิบายจบไปแม้แต่น้อย ลำพังตัวของฉันก็คงจะไปจัดการพวกหมูป่าไม่ไหวแน่ๆ แต่ถ้าเป็นเจ้าว่าที่ราชามังกรจอมเอาแต่ใจนี่มันคงเป็นเรื่องง่ายๆ

    “ขอเวลาพวกเราสักครู่นะคะ” ฉันยิ้มให้กับมิเนอร์ว่าก่อนจะจูงแขนออกแรงลากบาฮามุทไปที่มุมห้องที่ไม่มีใครอยู่ มันร้องสบถออกมาเสียงหลงและมีท่าทีหัวเสียในทันที

    “เจ้าทำบ้าอะไรวะฮะ!? ตั้งแต่มาตีแขนของข้าแล้ว!” มันเริ่มโวยวายใส่ฉันในทันที แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจกับการโวยวายนั่นเท่าไหร่ก่อนจะมองตาของเขาอย่างแน่วแน่

    “ตอนนี้เราน่าจะเจอทางออกของที่พักในคืนนี้แล้วนะ ถ้าเรารับภารกิจล่าหมูป่าอะไรนั่นละก็ เราอาจจะได้พักค้างคืนที่นี่ก็ได้!” ฉันเริ่มอธิบายให้เจ้ามังกรขี้หงุดหงิดฟัง และก็เป็นไปตามที่ฉันคิด มันไม่มีท่าทีจะยอมรับภารกิจแต่อย่างใด

    “แล้วทำไมราชาอย่างข้าต้องไปนั่งไล่หมูป่าด้วยละ!?”

    “มันเป็นโอกาสเดียวที่พวกเราจะได้มีที่พักนะ แล้วนายลืมคำพูดของนายไปแล้วหรอว่า ‘เป็นการเดินทางเพื่อดูความเป็นอยู่ของผู้คนของดินแดนแห่งนี้ไปด้วย’ นี่ถือเป็นโอกาสดีที่นายจะได้เห็นความเป็นอยู่และทุกข์ยากของคนในดินแดนของนายน่ะ ถ้านายยังทำตัวงี่เง่าแบบนี้อยู่แล้วเมื่อไหร่นายจะเป็นราชาที่ดีได้ละ!?”

    “...” บาฮามุทเหมือนจะอ้าปากต่อว่าฉัน แต่ทว่ามันไม่ได้พูดอะไรออกมาก่อนจะมองมาที่ฉันด้วยนัยน์ตาที่เริ่มสงบลง เราสองคนจ้องมองกันนานเหมือนไม่มีใครยอมใคร และในที่สุดบาฮามุทเหมือนจะมีท่าทียอมแพ้กับคำพูดของฉัน “ฝากเอาไว้ก่อนเถอะยัยทาส...” มันพูดจบก็ไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างเงียบๆ และก็นิ่งไปทั้งๆ อย่างนั้น ฉันเองถึงกับประหลาดใจท่าทีของมันเป็นอย่างมาก สงสัยฉันคงต้องใช้มุขนี้ไปเรื่อยๆ แล้วสินะถึงจะกำราบเจ้ามังกรบ้านี่ได้ “มัวแต่มองข้าทำไมละ ไม่ไปรับภารกิจงี่เง่าอะไรของเจ้านั่นละ!?” มันตะหวาดใส่ฉันและนั่นทำให้ฉันได้สติกลับมาอีกครั้ง
    ฉันเดินตรงไปที่มิเนอร์ว่าที่กำลังรอคำตอบจากพวกเราอยู่ เธอยิ้มบางๆ ให้ฉัน

    “สรุปได้เรื่องว่ายังไงบ้างคะ?”

    “เอ่อ.. คะ พวกเรายอมรับภารกิจและการทดสอบเบื้องต้นนี่คะ”

    “คะ งั้นกรุณารอสักครู่นะคะ” มิเนอร์ว่ากล่าวพลางหายเข้าไปที่ห้องหลังเคาน์เตอร์ชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับแบบฟอร์มอะไรบางอย่างในมือและเธอก็ยื่นมันมาให้กับฉัน “ขอให้ผู้รับการทดสอบลงทะเบียนในการเป็นนักผจญภัยด้วยคะ”
    การเป็นนักผจญภัยอะไรนี่ต้องมีการลงทะเบียนอะไรขนาดนี้ด้วยหรอเนี่ย ฉันเองก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดๆ มาบรรยายกับความเป็นพิธีการนี้เสียเหลือเกิน แต่เอาเถอะ เข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตาม ฉันหยิบปากกาขนนกที่เคาน์เตอร์ก่อนจะเริ่มดูรายละเอียดแบบฟอร์มการสมัครเป็นนักผจญภัย และก็เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกสับสนตรงที่ว่า ภาษาที่อยู่ในแบบฟอร์มนั้นไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่ฉันสามารถอ่านและเข้าใจได้ทุกคำและทุกตัวอักษร การมาเยือนโลกใบนี้มันทำให้ฉันมีความรู้ด้านภาษาพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันสลัดความคิดออกไปก่อนจะเริ่มลงมือกรอกรายละเอียดลงไป ฉันกรอกข้อมูลในส่วนของฉันเสร็จแล้ว ที่นี้ก็เหลือแค่ของบาฮามุทนี่แหละ ฉันจะกรอกยังไงดีเพราะฉันเองก็รู้แค่ชื่อของมัน ไม่ได้รู้ลึกถึงประวัติส่วนตัวของเขาเลย

    “นายช่วยกรอกข้อมูลประวัติของนายในแบบฟอร์มนี่หน่อยสิ” ฉันเดินตรงไปหาบาฮามุทพลางยื่นแบบฟอร์มการสมัครให้มัน มังกรตรงหน้ามีท่าหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนจะกระขากแบบฟอร์มไปจากมือของฉันและเริ่มกรอกรายละเอียดอย่างรวดเร็ว และไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็คืนแบบฟอร์มมาให้ฉัน ที่เอามันแปะมาที่ใบหน้าของฉันอย่างแรง มันหัวเราะชอบใจ ฉันเบะปากให้มันก่อนจะเดินตรงไปที่เคาร์เตอร์และเริ่มตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งเผื่อว่ามีจุดผิดพลาด
    หืม... เดี๋ยวนะ เจ้ามังกรบ้านี่เกิดวันเดียวกับฉันหรอ? เป็นไปไม่ได้หน่า... แต่สิ่งที่ฉันแอบประหลาดใจคืออายุของมันต่างหาก

    210 ปี...

    พวกมังกรพวกนี้อายุยืนเป็นร้อยๆ ปีขนาดนี้เลยหรือ? ถ้าเป็นมนุษย์ทั่วไปป่านนี้อาจจะตายไปนานแล้ว แต่ดูลักษณะท่าทางของบาฮามุทนี่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับวัยชราแต่อย่างใด มันยังดูแข็งแรงและหนุ่มแน่นอยู่เลย

    “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” มิเนอร์ว่าทักฉันขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าที่กำลังสงสัยของฉัน

    “เอ่อ ไม่มีอะไรคะ แฮะๆ” ฉันว่าพลางคืนแบบฟอร์มการสมัครให้กับมิเนอร์ว่า เธอรับมันไปอย่างนิ่มนวลก่อนจะเริ่มอ่านรายละเอียดของแบบฟาร์มการสมัคร

    “คุณชื่อ ริวฮานะ นามสกุล ริวคาเซะ นะคะ ส่วนเพื่อนของคุณชื่อ บาฮามุท ...” เธอว่าพลางมองของฉันและบาฮามุทที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง

    “เอ่อ มีอะไรผิดพลาดในแบบฟอร์มหรือเปล่าคะ” ฉันถามอย่างเป็นกังวล มิเนอร์ว่าอ่านรายละเอียดเสร็จก็ส่ายหน้าพร้อมกับฉีกยิ้มมาให้กับฉันอย่างเป็นมิตร

    “คุณกรอกแบบฟอร์มถูกต้องครบถ้วนแล้วคะ ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการมอบสัญลักษณ์การเป็นนักผจญภัยนะคะ” เธอว่าและหลังจากนั้นเธอหลับตาลงและรอบๆ ตัวของเธอก็มีแสงสว่างสีฟ้าอ่อนรายล้อมรอบตัวของเธออย่างอ่อนโยน ฉันอ้าปากค้างทันทีกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น (บา
    ฮามุทเห็นท่าทีของริวฮานะก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างสมเพช) และฉับพลันในทันทีเจ้าแบบฟอร์มที่เคยเป็นกระดาษก็เป็นเข็มกลัดสีทองแดงอันเล็กๆ แทน มิเนอร์ว่ายื่นเอามาให้กับฉันอย่างนิ่มนวลแลฉันก็รับเอาไว้ “ทีนี้ก็ผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนการเป็นนักผจญภัยแล้วละคะ เหลือแค่บททดสอบอย่างเดียวแล้ว อย่างที่อธิบายไว้ตอนต้นคะ พวกคุณทั้งสองต้องไปล่าหมูป่าที่มาระรานเหล่าเกษตรกรของเมืองฟิลลิม อย่างน้อยก็จัดการมันมาสักประมาณ 8 ตัวแล้วกันนะคะ หลังจากที่จัดการมันมาได้ก็รบกวนถลกหนังเพื่อเป็นการยืนยันการจัดการพวกมันมาให้ดิฉันตรวจสอบอีกครั้งนะคะ ถ้าผ่านบททดสอบได้ก็เท่ากับว่าคุณเป็นนักผจญภัยเต็มตัวแล้วละคะ แต่ถ้าเกิดคุณไม่สามารถจัดการหมูป่าได้ภายในสองวัน พวกเราจะขอริบเข็มกลัดของนักผจญภัยของพวกคุณ และพวกคุณจะต้องรออีกหนึ่งเดือนก่อนจะกลับมาทดสอบใหม่ได้ นี่คือกฏของพวกเราคะ” เธออธิบายยืดยาวแต่ฉันก็สามารถจับใจความมันได้ทั้งหมด แสดงว่าพวกเรามีเวลาประมาณสองวันในการจัดการพวกหมูป่าเหล่านั้นสินะ แต่ถ้าพลาดก็ถือว่าสอบตกและต้องรอไปอีกหนึ่งเดือนในการมาสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    “ขอบคุณสำหรับข้อมูลคะ เอ่อถ้าในตอนนี้เราเป็น ว่าที่นักผจญภัยในตอนนี้ พวกเราขอพักค้างคืนที่นี่สักหนึ่งคืนได้หรือเปล่าคะ เพราะนี่มันก็ดึกแล้ว... เอาไว้พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะจัดการพวกหมูป่านั่น...” ฉันเอ่ยอย่างอ่อมแอ่มพลางยิ้มแหยๆ ให้กับเธอ พวกเราในตอนนี้ยังไม่ใช่นักผจญภัยเต็มตัว แต่ว่าก็ลงทะเบียนไปแล้วเหลือแค่บททดสอบอย่างเดียว ถ้ามิเนอร์ว่าใจดีก็คงจะดีละนะ

    “อืม...” มิเนอร์ว่ามีสีหน้าครุ่นคิดไปทันทีพลางหันไปคุยกับเพื่อนร่วมเคาน์เตอร์ของเธอ

    “เอาล่ะ ว่าไงบ้าง?” บาฮามุทที่นั่งเงียบมานานเดินตรงมาหาฉันพร้อมสีหน้าที่เรียบเฉย

    “พวกเขากำลังคุยกันอยู่นะ ไม่รู้ว่าจะให้เราพักได้หรือเปล่า...” ฉันอธิบาย และเป็นจังหวะเดียวกันที่มิเนอร์ว่าปรึกษากับเพื่อนของเธอเสร็จพร้อมกับฉีกยิ้มมาให้พวกเราสองคน

    “ถือว่าเป็นกรณีพิเศษแล้วกันนะคะสำหรับพวกคุณทั้งสองคน ยังไงเสียพวกคุณทั้งสองก็ลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยแล้ว ก็ถือว่าเป็นนักผจญภัยแบบครึ่งตัว ขอให้พวกคุณพักผ่อนเต็มที่สำหรับค่ำคืนนี้คะ” เธอว่าพลางยื่นกุญแจห้องมาให้กับฉัน ฉันยิ้มกว้างอย่างดีใจในทันทีและกำลังจะรีบกุญแจห้องจากมือของเธอ แต่บาฮามุทก็ชิงมันไปเสียก่อน

    “ห้องพักอยู่ที่ไหน?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

    “เอ่อ... ชั้นสองห้องท้ายสุดฝั่งขวามือคะ” มิเนอร์ว่าตอบ บาฮามุทเอ่ยขอบคุณเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ฉันส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะโค้งขอบคุณให้มิเนอร์ว่า และรีบตามบาฮามุทไป และในไม่ช้าพวกเราทั้งสองมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักที่มิเนอร์ว่าบอกในที่สุด ซึ่งบรรยากาศหน้าห้องนั้นดูไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ และมีเพียงแค่แสงเทียนที่ใกล้จะมอดดับลงทุกที

    “...” พวกเราไม่ได้เอ่ยอะไรเพียงแค่มองหน้ากันก่อนที่บาฮามุทจะทำการไขกุญแจห้องไป และเมื่อห้องนั้นเปิดออก สิ่งแรกที่ฉันสัมผัสคือกลิ่นเหม็นอับอันร้ายกาจที่โพยพุ่งออกมาจากภายในห้อง และฝุ่นละอองที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจำนวนมาก พวกเราทั้งสองไอสำลักฝุ่นสักพักก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูบรรยากาศในห้องอีกครั้งหนึ่ง และก็พบว่าสภาพในห้องนั้นมันไม่ต่างจากห้องเก็บข้องแต่อย่างใด ข้าวของวางเกลื่อนกลาดไม่เป็นระเบียบ เตียงและเฟอร์นิเจอร์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่แมงมุม นี่มิเนอร์ว่ากำลังแกล้งเราอยู่ใช่มั้ยนะ??

    “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!? จะให้ข้านอนในห้องโสโครกแบบนี้นะหรอ!?” บาฮามุทเอ่ยอย่างหงุดหงิด พลางสำรวจห้องด้วยอารมณ์เสียขั้นเต็มที่ ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่านี่คือห้องพักของพวกเราจริงๆ หรือนี่... “ข้าจะไปจัดการยัยพนักงานต้อนรับนั่น!” บาฮามุทว่าและตั้งท่าจะเดินออกไปจากห้อง แต่ฉันก็ชิงห้ามทันเอาไว้เสียก่อน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะเกิดเรื่องอีกแน่ๆ

    “นายใจเย็นๆ ก่อนนะ เดี๋ยวเรื่องห้องเนี่ยฉันจะจัดการเอง อย่างน้อยฉันเห็นไม้กวาดกับพวกอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ในห้องด้วย อย่างน้อยฉันคิดว่ามันไม่น่าจะหนักหนาสาหัสอะไรนะ...” ฉันพูดประโยคสุดท้ายด้วยท่าทีลังเลนิดหน่อย การทำความสะอาดห้องนี่อาจจะใช้เวลาสักพักใหญ่เลยละ แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไปนอนข้างถนน จริงใช่มั้ยละ?

    “…” บาฮามุทมองหน้าของฉันอย่างครุ่นคิดก่อนจะเริ่มมีท่าทีใจเย็นลงพลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่เต็มไปด้วยฝุ่น “รีบจัดการซะสิ”

    “อะ...อืม...” ฉันเอ่ยรับคำ ก่อนจะเริ่มลงมือทำความสะอาดในทันที อย่างแรกคือต้องจัดการพวกข้าวของที่ไม่เป็นระเบียบพวกนี้เสียก่อน แล้วก็ฉันต้องรีบไปปัดกวาดพวกเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ต่อ... จะว่าไปแล้วถ้าฉันได้น้ำมาสักถังก็น่าจะดี และเป็นจังหวะเดียวกันที่สายตาของฉันเหลือบ
    ไปเห็นถังน้ำเก่าๆ ที่ยังใช้งานได้อยู่ ฉันรีบคว้ามันพลางเดินออกไปจากห้อง และรีบไปหาน้ำมาใส่ทันที

    “ทำความสะอาดมันน่าจะไม่ใช่เรื่องสาหัสสากันอะไรอยู่แล้ว จริงมั้ยริวฮานะ” ฉันเอ่ยกับตัวเองพลางรีบเดินตรงไปยังห้องน้ำของกิลด์ทันที

    ฉันกลับมาพร้อมกับถังน้ำที่มีน้ำใส่เต็มเปี่ยม ก่อนจะตรงปรี่ไปหาบาฮามุทที่กำลังนั่งนิ่งอยู่และฉุดมันให้ลุกออกจากเตียงอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง และนั่นทำเอาเขาร้องโวยวายไปในทันที

    “นี่เจ้าทำบ้าอะไรอีกล่ะ!?”

    “ขอเวลาฉันประมาณครึ่งชั่วโมงนะ นายรออยู่หน้าห้อง! ถ้าฉันทำความสะอาดเสร็จเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันจะรีบบอกนาย!” ฉันพูดอย่างรวดเร็วก่อนจะปิดประตูห้องใส่หน้าของบาฮามุทในทันทีโดยที่มันยังไม่ได้พูดสวนกลับมา ฉันถอดผ้าคลุมของตัวเองออกและถกแขนเสื้อขึ้นอย่างเป็นงาน

    “มันจะยากแค่ไหนกันเชียว!”

    ยี่สิบนาทีผ่านไป...

    ฉันนอนแผ่นหลาอย่างหมดแรงอยู่บนพื้นของห้องที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ บรรยากาศในห้องตอนนี้มันแตกต่างราวฟ้ากับเหวเอามากๆ จากห้องที่เคยสกปรกและดูไม่ได้ กลายเป็นห้องที่ดูสะอาดสะอ้านและดูดีในระดับนึงเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าการทำความสะอาดห้องนี่จะทำเอาฉันหมดแรงและเสียเหงื่อได้ขนาดนี้

    “เสร็จยังยัยทาส!?” บาฮามุทตะโกนพลางทุบประตูห้อง ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนจะตรงไปเปิดประตูให้กับเขาอย่างเชื่องช้า

    “สะ..เสร็จแล้ว เชิญเข้ามาเลย...” ฉันเอ่ย บาฮามุทเดินเข้ามาในห้องและมีท่าทีตกใจในทันทีเมื่อเห็นสภาพของห้องที่ดูสะอาดเอี่ยม

    “นี่เจ้าจัดการทำความสะอาดได้ถึงขนาดนี้เลยรึ!?”

    “ก็นะ... ฉันไม่อยากให้นายต้องมาโวยวายหงุดหงิดตลอดเวลาหรอกนะ เพราะมันทำให้มีแต่เรื่องวุ่นๆ แค่วันนี้ฉันก็ปวดหัวนายมามากพอแล้ว ฉันขอตัวไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนแล้วกัน....” ฉันเอ่ยพลางกลับไปยกถังน้ำและเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเฉียบและเหนื่อยล้า ไม่อยากจะ
    เชื่อเลยว่าฉันกลายเป็นทาสประจำตัวของเจ้ามังกรขี้หงุดหงิดนั่นแบบเต็มตัวเสียแล้ว...
    บาฮามุทมองแผ่นหลังของเด็กสาวที่กำลังเดินอย่างเหนื่อยล้าและตรงไปยังห้องน้ำของกิลด์ เขามองเธอนานอยู่แสนนานพลางหันกลับมามองที่ห้องที่สะอาดเอี่ยม เขาทรุดตัวลงนั่งลงบนเตียงที่เคยเต็มไปด้วยฝุ่น บัดนี้กลับไม่มีให้เห็นเลย เขาละทึ่งกับความสามารถของเธอเสียจริงๆ
    ฉันไม่อยากให้นายต้องมาโวยวายหงุดหงิดตลอดเวลาหรอกนะ
    เขานึกถึงคำพูดของเธอพลางครุ่นคิดชั่วครู่ เธอทำตัวเหมือนรู้จักเขามานานแสนนานทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันมาได้ไม่นานนี่เอง เด็กสาวนั่นเป็นใครกันแน่นะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาพบเธอในถ้ำนั่นแล้ว แล้วเธอยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้อีก ไม่สิ เขาต่างหากที่ช่วยชีวิตเธอ

    “...ยัยนั่นคงตอบแทนที่ข้าช่วยชีวิตเอาไว้ ละมั้ง....”
    Last edited by KillerSpree; 16-02-2020 at 12:22 PM.

  5. #5
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253
    บทที่ 4 : การผจญภัยของราชาและทาส

    เช้าวันต่อมา

    เวลา 10.34 น. ณ บริเวณพื้นที่เกษตรกรรมของเมืองฟิลลิม

    “พวกแกไม่รอดหรอก ฮ่า!!” บาฮามุทตะโกนเสียงกู่ก้องพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่สะใจ พลางฟาดดาบของมันใส่ไปที่เหล่าหมูป่าที่อยู่ในบริเวณรอบๆ อย่างไม่เลือกหน้า ฉันเองก็ได้แค่มองมันอย่างไร้คำบรรยายใดๆ
    รายงานสถานการณ์คือพวกเรากำลังจัดการเหล่าหมูป่าที่มาบุกรุกพื้นที่การเกษตรของเมืองฟิลลิม ตามบททดสอบที่คุณมิเนอร์ว่าได้อธิบายเอาไว้เมื่อคืน และดูเหมือนมันจะเป็นจริงอย่างที่เธออธิบายจริงๆ นั่นแหละ เพราะเหล่าสัตว์ป่าพวกนี้ทำลายผลผลิตไปจนเกือบหมด และเหล่าชาวเกษตรกรทั้งหลายต่างก็วิ่งหนีเหล่าหมูป่านั่นกันจ้าละหวั่น ถึงแม้ว่าขนาดตัวของหมูป่านั่นจะดูไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเหล่ามังกรในดินแดนแห่งนี้ แต่ว่าเมื่อเทียบฉับเด็กสาวอย่าฉันแล้ว ตัวมันใหญ่กว่าฉันสักสองสามเท่าได้

    “รีบเอาผลผลิตไปเก็บไว้ในโกดังเร็วเข้า!” หัวหน้าเกษตรกรตะโกนสั่งพลางแบกผลผลิตเข้าไปในโกดังเก็บของ เหล่าเกษตรกรที่เหลือก็รีบวิ่งเข้าไปในโกดังอย่างเร็วพร้อมกับผลผลิตนับไม่ถ้วน ฉันเองก็พยายามช่วยพวกเขาอย่างเต็มที่เหมือนกัน แต่ก็ต้องคอยจับตามองบาฮามุทเอาไว้เป็นระยะๆ เพราะกลัวมันจะเป็นอะไรไป

    “ขอบใจที่มาช่วยเหลือพวกเรานะแม่สาวน้อย!” หัวหน้าเกษตรกรเอ่ยขอบคุณฉันด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบ ฉันยิ้มให้กับมันด้วยความยินดี

    “แต่ว่าไม่มีนักผจญภัยคนอื่นเข้ามาช่วยเหลืออะไรบ้างหรอคะ เพราะฉันสังเกตว่ามีแค่กลุ่มของฉันเท่านั้นที่มาช่วยเหลือพวกคุณ....” ฉันเอ่ยอย่างสงสัย หัวหน้าเกษตรกรเกาหัวอย่างเนือยๆ พลางถอนหายใจออกอย่างหมดหวัง

    “เพราะพวกหมูป่าพวกนี้มันมาโจมตีพื้นที่การเกษตรตลอดนั่นแหละ พวกนักผจญภัยเองก็มาหลายครั้งแล้วแต่ก็เจ้าหมูป่าบ้าพวกนั้นก็ยังตามมาตลอดเวลาที่ผลผลิตเริ่มออกดอกออกผล ลำพังรายได้จากการขายผลผลิตเหล่านี้ก็น้อยอยู่แล้ว พวกเราก็จนปัญญาที่จะหาค่าจ้างภารกิจจ่ายเหล่านักผจญภัยที่มาช่วยเหลือพวกเรา... สุดท้ายแล้วทางกิลด์เลยเสนอทางออกให้พวกเราว่า พวกหมูป่านี่จะเป็นบททดสอบของเหล่านักผจญภัยหน้าใหม่ พวกเราก็ดีใจนะที่ทางกิลด์ช่วยเหลือ แต่ทว่าพักหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีนักผจญภัยมือใหม่เข้ามาช่วยเหลือพวกเรา หรือบ้างก็หนี
    กระเจิงเมื่อเจอพวกหมูป่านั่นรุมทำร้าย...”

    “…” ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่มองหน้าของมันด้วยความเข้าใจและสงสาร มันจะเกิดอะไรขึ้นนะถ้าพวกเราไม่มาช่วยเหลือพวกเขาในตอนนี้ และแล้วเหมือนบรรยากาศด้านนอกโกดังจะเริ่มสงบลงแล้ว ฉันจึงค่อยๆ แง้มหน้าออกไปด้านนอก และก็พบว่าบาฮามุทจัดการพวกหมูป่าออกไปจนหมดแล้ว และดูเหมือนเขาจะไม่ได้ลำบากอะไรมากมายเลย และยังหัวเราะร่าชอบใจอยู่คนเดียว

    “ช่างเป็นการออกกำลังกายที่ดีจริงๆ!”

    “พวกมันไปแล้ว!”

    เหล่าเกษตรกรทั้งหลายเริ่มออกมาจากโกดังและที่หลบภัย พลางโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจและเริ่มสรรเสริญบาฮามุท และดูเหมือนว่าเจ้าราชามังกรนั่นจะดูชอบใจเป็นพิเศษ ฉันเองก็ยิ้มให้กับมันเช่นกันเพราะอย่างน้อยฉันก็คิดว่าพวกเราเข้ามาช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนอยู่จริงๆ ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นบทเรียนสำคัญในการเป็นราชาที่ดีได้

    “ยัยทาส มานี่!” บาฮามุทเรียกฉันด้วยเสียงดังลั่น ฉันรีบวิ่งไปหามันอย่างรวดเร็ว

    “นายนี่สุดยอดไปเลย!” ฉันเอ่ยชม แต่ดูเหมือนว่านัยน์ตาของมันแฝงไปด้วยความกังวลอะไรบางอย่าง

    “พวกเราจะตามไอ้ฝูงหมูป่านั่นไป...”

    “หา!? นายว่ายังไงนะ” ฉันร้องทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของมัน

    “ข้าพอได้ยินเรื่องราวของพวกเกษตรกรพวกนี้อยู่บ้างแหละว่าพวกหมูป่านั่นจะเข้ามากัดกินผลผลิตที่นี่ทุกๆ สองหรือสามเดือน เป็นช่วงเดียวกับที่ผลผลิตออกดออกออกผล”

    “…”

    “ข้าสังเกตว่าตอนที่พวกมันถอยล่นกลับไป พวกมันมุ่งหน้าไปที่ทิศใต้ของเมือง...” บาฮามุทเอ่ยต่อพลางมีสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ เจ้ามังกรขี้หงุดหงิดตัวเมื่อวานมันหายไปไหนซะแล้วนะ? กลายเป็นมังกรมาดขรึมขึ้นมาได้

    “นายเลยจะตามพวกหมูป่านั่นไปเพื่อหาเบาะแสอะไรบางอย่างนะหรอ?” ฉันเอ่ยอย่างสงสัย มันพยักหน้าตอบกลับมา

    “ไม่แน่เราอาจจะเจอหัวหน้าฝูงของหมูป่าบ้าพวกนั้นก็เป็นได้ และถ้าพวกเราจัดการมันได้ไม่แน่ว่าพวกเกษตรกรพวกนี้อาจจะไม่ต้องเดือดร้อนอีกต่อไป”

    “นั่นก็เป็นแผนที่ดีนะ.. แต่ว่านายจะให้เราไปกันแค่สองคนเท่านั้นหรอ?”

    “หึ จริงๆ แค่ข้าคนเดียวก็จัดการทั้งฝูงได้อยู่แล้วละ แต่ข้าจะให้เจ้าตามข้ามาเพื่อตามเก็บเศษซากของพวกหมูป่าบ้าพวกนั้น”

    “ตะ..แต่ว่าที่นายจัดการที่นี่มันก็เกินกำหนดที่มิเนอร์ว่าบอกเรามาแล้วนะ” ฉันตอบกลับไปแต่ทว่าบาฮามุทมีท่าทีไม่ยอมง่ายๆ

    “เจ้าอย่าทำตัวขี้เกียจและเริ่มเตรียมตัวตามข้ามาได้แล้ว เราจะไปถอนรากถอนโคนเข้าพวกหมูป่าบ้านั่นกัน! ฮ่าๆ” มันหัวเราะร่าก่อนจะกระชากคอของฉันให้เดินตามมันไปและตรงไปยังทางทิศใต้ของเมืองที่เหล่าหมูป่าพวกนั้นเพิ่งถอยทัพกลับไป เหล่าเกษตรกรที่พวกเราเพิ่งช่วยเหลือเอาไว้มีท่าทีสับสนเล็กน้อย แต่ก็มีบางคนตะโกนไล่หลังให้กำลังใจเรา ฉันก็ได้แต่หัวเราะเสียงเจื่อนๆ ก่อนจะหันไปมองเจ้าราชามังกรที่กำลังยิ้มร่าอย่างเป็นกังวล มันจะดีหรอที่ไปกันแค่สองคน?
    บางเวลาต่อมา
    พวกเรามาหยุดอยู่ที่หน้าป่ารกชัดแห่งหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศนั้นมันดูไม่น่าปลอดภัยเอาเสียเลย มันดูรกชัดกว่าป่าที่ฉันและบาฮามุทเจอกันครั้งแรกเอามากๆ

    “น่าจะเป็นป่าแห่งนี้ละนะ!” บาฮามุทว่าพลางมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิจารณา “แต่ไอ้พวกหมูป่าบ้าพวกนั้นเข้ามาในป่านี่โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลยรึ พวกนั้นมันเยอะเป็นฝูงซะขนาดนั้น”

    “นายมั่นใจแค่ไหนน่ะว่ามันจะเป็นป่านี่?” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัยและมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง มันทุบหัวของฉันเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

    “ถ้าไม่ใช่ป่านี่มันจะเป็นที่ไหนละยัยทาส สมองเจ้ามีแต่ขี้เลื่อนหรือไงกัน?”

    “นายนี่น้า...” ฉันก็ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายออกมาบ้างพลางลูบหัวเบาๆ ที่ฉันสงสัยเพราะตามประโยคที่เขาเพิ่งพูดเอาไว้นี่แหละเพราะพวกหมูป่าบ้านั่นไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย อย่างน้อยมันก็น่าจะมีรอยเท้าอะไรเอาไว้บ้างสิ แบบนี้มันดูน่าสงสัยมากเกินไป หรือจริงๆ แล้วมันน่าจะเข้าป่าในบริเวณอื่นกันแน่?

    “เริ่มหาร่องรอยของพวกหมูป่าบ้าพวกนี้กันเถอะ ข้าอยากจะจัดการพวกมันใจจะขาดละ” บาฮามุทเอ่ยพลางเอาดาบพาดบ่าและออกเดินไปอย่างไม่สนใจฉันเสียเท่าไหร่ ฉันถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินตามเขาไป
    พวกเราเดินอยู่บริเวณรอบนอกป่าเพื่อหาร่องรอยของฝูงหมูป่ามาได้สักพักแล้วแต่ทว่ายังไม่พบมันเลยแม้แต่เล็กน้อย พวกสัตว์ฝูงใหญ่ขนาดนั้นมันไม่น่าจะเข้าป่าอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้ มันน่าจะมีเบาะแสอะไรสักอย่างที่ทำให้เราเห็นร่องรอยของมันได้สินะ....
    แต่ขณะที่ฉันกำลังมองและสำรวจรอบๆ อยู่นั่นเอง เท้าของฉันก็ไปสะดุดเข้าให้กับรากไม้ที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินจนร่างไปกระแทกกับบาฮามุทที่เดินนำหน้าอยู่ และนั่นเองที่ทำให้มันหันมาโวยวายใส่ฉันทันที

    “เป็นอะไรของเจ้าอีกละยัยทาส!?”

    “ขอโทษ ฉันสะดุด...” ฉันเอ่ยพลางหันไปมองที่รากไม้ที่เป็นต้นตอของการสะดุด แต่ทว่าสายตาของฉันกลับเห็นอะไรบางอย่างบนรากไม้ และฉันจึงเดินเข้าไปมองมันใกล้ๆ ในทันที และฉันก็พบว่ามันคือรอยเท้าของหมูป่าติดอยู่นั่นเอง ฉันมองไปที่ทิศทางที่รอยเท้านั่นนำไป และก็พบ
    ว่ามันตรงเข้าไปในป่าที่มีพุ่มไม้บังอยู่ไม่หนามากเท่าไหร่ ฉันค่อยๆ ขยับไปใกล้ๆ พุ่มไม้ดังกล่าวก่อนจะค่อยๆ แหวกมันออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะพบกับรอยเท้าของหมูป่าหลายรอย พร้อมกับเส้นทางที่ตรงลึกเข้าไปยังป่า ท่าทางมันต้องใช้เส้นทางนี้ในการเข้าป่าแน่นอน

    “เป็นอะไรของเจ้ายัยทาส!?” บาฮามุทตะโกนมาจากด้านหลังของฉัน ฉันรีบออกจากพุ่มไม้ก่อนจะตรงไปหามันอย่างรวดเร็วพร้อมกับรายงานสิ่งที่ฉันเจอ

    “ฉันว่าฉันเจอร่องรอยของพวกหมูป่านี่แล้วล่ะ มันน่าจะเข้าป่าผ่านพุ่มไม้นี่ ถ้าหากมองผ่านๆ ละก็พวกเราอาจจะไม่ได้สังเกตุเลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามันมีพุ่มไม้บังเส้นทางของพวกมันอยู่” ฉันอธิบายพลางชี้และนำทางบาฮามุทไปยังพุ่มไม้เจ้าปัญหา ก่อนจะแหวกพุ่มไม้และแสดงร่องรอยของพวกหมูป่าให้มันเห็น ราชามังกรมีสีหน้าประหลาดใจไปในทันทีพลางมองหน้าของฉันอย่างพินิจพิจารณา

    “เจ้าเองก็ไม่ได้โง่ไปสักทีเดียวนิ แต่อาจจะเรียกว่าเพราะความซุ่มซ่ามของเจ้ามากกว่าที่ทำให้พวกเราเจอกับร่องรอยพวกนี้ เก่งมากยัยทาสจอมซุ่มซ่าม ฮ่าๆ” มันพูดพลางหัวเราะร่าและตบหัวของฉันเบาๆ อย่างชอบใจ ฉันเองก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพียงแต่มองหน้าของมันและถอนหายใจอย่างยอมแพ้กับคำพูดที่เสียดสีหัวใจฉันเสียเหลือเกิน

    “รีบตามร่องรอยพวกนี้กันเถอะ อย่างน้อยข้าจะได้จัดการพวกมันทั้งฝูงอย่างถอนรากถอนโคน”

    บางเวลาต่อมา

    พวกเราเดินตามร่องรอยของหมูป่านี่มาได้สักพักแล้วละ แต่ทว่ายังไม่เห็นวี่แววของพวกมันสักตัวเลยแม้แต่เงา แต่รอยเท้าและร่องรอยของมันยังคงมีให้เห็นเป็นระยะๆ บรรยากาศในป่านั่นค่อนข้างรกชัดมากขึ้นทุกทีๆ และมีเสียงของสัตว์ป่าดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งป่าเป็นระยะๆ แสงแดดยามเที่ยงสาดส่องเข้ามาในป่าผ่านม่านใบไม้เบื้องบน ทำให้บรรยากาศภายในป่าไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป ถ้าไม่นับความรกชัดที่เพิ่งสาธยายไปละก็ ป่านี่เหมาะแก่การมาเดินเล่นเป็นอย่างมากเลยล่ะ

    “พวกหมูป่าบ้านั่นจะเดินลึกไปถึงไหนกันเนี่ยวะ?” บาฮามุทเอ่ยอย่างเริ่มความอดทนพลางใช้ดาบของตนฟันกิ่งไม้และพุ่มไม้ที่ขวางทางพวกเราอยู่

    “ฉันเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยพวกมันก็ยังทิ้งร่องรอยเอาไว้เป็นระยะๆ ละนะ เราอาจจะเจอพวกมันในเร็วๆ นี้ก็ได้!”

    “ขอให้จริงอย่างที่เจ้าว่าละกัน”

    และพวกเราทั้งสองก็หันกลับมาเดินตามร่องรอยของพวกหมูป่าเหล่านี้กันต่อ และบรรยากาศตามทางยิ่งรกชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การเดินลำบากมากขึ้น แต่เหมือนว่าบาฮามุทจะยังไม่ย้อท้อและยังคงฟันพวกพุ่มไม้หนาเพื่อเปิดทางต่อไป ฉันเองก็พยายามเดินตามให้ทันมันเพราะจะได้ไม่พลัดหลงกับมัน แต่ทว่าทันใดนั้นเองเท้าของฉันเหมือนจมลงไปในดินที่ต่างระดับและทำให้ฉันล้มลงไปกองกับพื้นทันทีพร้อมกับร้องเสียงหลงดังลั่น

    “อะไรของเจ้าอีกล่ะ!?” บาฮามุทเดินกลับมาหาฉันอย่างรวดเร็วพลางเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด ฉันค่อยๆ ยันตัวเองออกมาจากพื้นพร้อมกับปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้าของตัวเองอย่างลวกๆ

    “ขอโทษด้วยล่ะกัน....” ฉันเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และขอไปที ราชามังกรขี้หงุดหงิดก่ายหัวอย่างสมเพชก่อนจะออกเดินต่อไปโดยไม่สนใจใยดีฉัน ทำไมมันไม่คิดจะเป็นห่วงอะไรฉันบ้างเลยนะ “เจ้าพื้นบ้า!” ฉันตะคอกใส่พื้นเบาๆ ก่อนจะมองมันอย่างหงุดหงิด แต่ทว่าพื้นที่ฉันกำลังมองอยู่นั่นเอง มันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าพื้นเบื้องล่างนี่มันไม่ใช่พื้นต่างระดับทั่วไป แต่มันเหมือนกับรอยเท้าของตัวอะไรบางอย่างที่มันใหญ่มากๆ ฉันกลืนน้ำลายของตัวเองลงคออย่างตื่นกลับก่อนจะรีบวิ่งตามบาฮามุทไปอย่างรวดเร็ว มันอาจจะมีอะไรมากกว่าพวกหมูป่าอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ก็เป็นไปได้!?

    “บะ... บาฮามุท!” ฉันตะโกนเรียกบาฮามุทอย่างตื่นกลัว ก่อนจะพบว่ามันกำลังนั่งยองๆ อยู่หลังพุ่มไม้และกำลังมองอะไรบางอย่างอยู่ ฉันรีบเร่งความเร็วเพื่อไปให้ถึงมันเร็วที่สุด และในไม่ช้าฉันก็มาถึงที่มันนั่งอยู่ในที่สุด “บาฮามุท! ฟะ..ฟังนะ!”

    “เงียบๆ สิยัยทาส! เจ้าจะทำให้พวกหมูป่าบ้านั่นรู้ตัวนะ!” บาฮามุทหันมาตะคอกใส่ฉันเบาๆ แต่มองหน้าฉันอย่างเอาผิด ฉันผงะไปในทันทีและงุนงงกับสิ่งที่มันเพิ่งพูด มันชี้ไปที่ทางเบื้องหน้าและฉันก็ค่อยๆ แง้มหน้าออกไปมองอย่างระมัดระวัง และก็พบกับฝูงหมูป่าขนาดใหญ่กำลังพักผ่อนอยู่ใกล้ๆ ริมธารของป่า ทั้งฝูงของมันดูเยอะกว่าที่มันไปบุกที่พื้นที่เกษตรกรรมเสียอีก แต่ฉันก็ต้องรีบดึงสติของตัวเองกลับมาก่อนเพราะฉันมีเรื่องที่ต้องรีบเตือนบาฮามุทก่อน เพราะรอยเท้านั่นมันไม่น่าจะใช่ของพวกหมูป่านี่แน่ๆ เพราะมันใหญ่เสียเอามากๆ

    “บาฮา...” ยังไม่ทันที่ฉันจะเรียกเขา จู่ๆ เจ้ามังกรจอมหงุดหงิดก็หายไปจากข้างกายฉันเสียแล้ว

    “พวกแกเสร็จข้าแน่!!” เสียงของบาฮามุทดังลั่นกึกก้องป่า และเมื่อฉันหันไปมองที่ต้นตอของเสียงก็พบว่าเจ้ามังกรนั่นกำลังโบยบินไปที่ฝูงหมูป่าตรงหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับใช้ดาบเมฟาดฟันพวกมันอย่างไม่คะนามือ พวกหมูป่าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเริ่มวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง แต่ก็มีบางตัวที่หันกลับมาโจมตีใส่บาฮามุทคืนแต่ว่าเจ้าราชามังกรนั่นไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด สีหน้าของมังกรนั่นเหมือนกำลังมีความสุขและเหมือนได้ระบายอารมณ์อยู่ก็มิปาน ฉันก็ได้แต่อ้าปากค้างกับพฤติกรรมของมัน ถึงมันจะดูไม่เป็นอะไรแต่อีกใจหนึ่งฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อนึกถึงเจ้ารอยเท้าขนาดยักษ์นั่น... หวังว่าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นคงไม่โผล่มาโจมตีพวกเราละนะ ก็ได้แต่หวังแบบนี้....

    บาฮามุทยังคงต่อสู้กับพวกหมูป่าอย่างไม่ลดละและมันก็ไม่มีท่าทีจะเหนื่อยแต่อย่างใด ร่างไร้วิญญาณของพวกหมูป่าที่น่าสงสารเริ่มกองพะเนินเทินถึกสูงขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็แอบประหลาดใจทั้งสองอย่างนะคือพวกหมูป่าพวกนี้มันยังบุกเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไม่ลดละและเหมือนปริมาณของพวกมันไม่ได้ลดลงไปเลย แต่เจ้ามังกรนั่นก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด กลับกันมันดูจะมีความสุขเสียมากกว่าและหัวเราะออกมาอย่างเริงร่า ท่าทางมันจะชอบการต่อสู้แบบบ้าระห่ำแบบนี้สินะ นี่นะหรือคือราชามังกรในอนาคต? เหมือนพวกนักเลงเสียมากกว่า....

    ครืนๆๆ!!

    แต่ในช่วงเวลานั่นเองที่จู่ๆ ทั่วทั้งผืนป่ากลับสั่นสะเทือนขึ้นมา และแรงสั่นสะเทือนนั่นค่อยๆ รุนแรงและเข้าใกล้พวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเริ่มหันไปมองรอบๆ ตัวอย่างหวาดระแวงและหวาดกลัว หัวใจของฉันในตอนนี้มันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มและเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย นี่มันอะไรกัน แผ่นดินไหวอย่างนั้นหรือ?

    พวกเหล่าหมูป่าที่เคยต่อสู้กับบาฮามุทเริ่มชะล่าถอยหนีกันไปคนละทิศคนละทาง บาฮามุทที่กำลังฟาดฟันพวกหมูป่านั่นเองก็เริ่มมองไปรอบๆ อย่างสงสัย ต้นไม้หลายต้นเริ่มโค่นล้มลงทีละต้นๆ พร้อมกับเสียงคำรามอันน่าเกรงขามและดังก้องกังวาลสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว และเหมือนเสียง
    นี่จะไม่ใช่เสียงของพวกสัตว์ป่าทั่วไปเสียด้วย

    “อะไรวะเนี่ย!?” บาฮามุทสบถออกมา และเมื่อสิ้นเสียงของมัน เจ้าของเสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนนั่นก็ปรากฏตัวออกมาในที่สุด และนั่นทำเอาฉันถึงกับอ้าปากค้างไปในทันที ร่างของหมูป่าขนาดยักษ์ที่ใหญ่กว่าบาฮามุทเป็นสิบๆ เท่า ตามร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผล และนัยน์ตาสีแดงก่ำที่ดูน่ากลัวเป็นสุด ลมหายใจของมันทำเอาต้นไม้บริเวณนั้นถึงกับเอนจนเกือบล้ม ฉันกลืนน้ำลายตัวเองลงคออย่างยากลำบากและแอบมองออกมาจากพุ่มไม้ไกลๆ พวกเราควรหนีออกไปจากที่ให้เร็วที่สุด แต่ทว่าเจ้ามังกรเบื้องล่างนั่นกลับไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามมันกลับแสยะยิ้มอย่างชอบใจและกำดาบแน่นขึ้นกว่าเดิม

    “หึ! แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย!” บาฮามุทว่าก่อนจะพุ่งทะยานไปหาเจ้าสัตว์ประหลาดตัวยักษ์นั่นและเริ่มบรรเลงเพลงดาบใส่อย่างไม่ยั้งมือ แต่ทว่าการโจมตีของบาฮามุทกลับไม่มีผลกับเจ้ายักษ์นั่นแต่อย่างใด มันคำรามเสียงดังก้องก่อนจะพุ่งชนใส่ร่างของบาฮามุทเข้าอย่างจัง จนมันกระเด็นไปชนต้นไม้หลายต้นจนโค่นล้ม ฉันอ้าปากค้างและตื่นตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างอธิบายไม่ถูก เจ้าหมูป่ายักษ์นั่นวิ่งตรงไปที่บาฮามุทและหมายจะโจมตีใส่อีกครั้ง บาฮามุทรีบลุกขึ้นมาก่อนจะสยายปีกและหลบได้อย่างทันถ่วงที “เจ้าบ้านี่หนังหนาเป็นบ้า! แล้วไหนจะทำข้าเจ็บตัวแบบนี้อีก!”

    หมูป่ายักษ์คำรามและพยายามพุ่งโจมตีใส่บาฮามุทอย่างต่อเนื่อง ราชามังกรหลบการโจมตีนั่นได้และพยายามโจมตสวนกลับไปบ้าง แต่ทว่ามันก็ยังไร้ผลเช่นเดิม สถานการณ์มันเริ่มชักจะไม่ดีซะแล้วสิ และในจังหวะนั่นเองที่บาฮามุทพลาดท่าโดนเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นโจมตีใส่เข้าอย่างจังอีกครั้งและร่างกระแทกเข้าให้กับต้นไม้เข้าอย่างจัง เจ้ามังกรพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ขืนปล่อยไว้แบบนี้มีหวังเจ้าบาฮามุทนั่นเป็นอาหารเจ้าหมูป่าบ้านั่นแน่ๆ ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

    แต่ว่า... เด็กธรรมดาอย่างฉันจะทำอะไรได้ล่ะ!?

    ในขณะที่หัวสมองของฉันกำลังตื่นตระหนกและหาทางออกอยู่นั่นเอง ร่างกายของฉันมันกลับขยับไปแล้วพร้อมกับคว้าหินก้อนหนึ่งขึ้นมาและขว้างไปที่เจ้าหมูป่านั่นอย่างสุดแรง มันไม่ได้สะเทือนหรือสร้างความเสียหายแต่อย่างใด แต่ทว่ามันค่อยๆ หันมามองฉันอย่างช้าๆ พร้อมกับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน ฉันทำอะไรลง!?

    “เอ่อ.. ทะ..ทางนี้..!” ฉันตะโกนเรียกเจ้าหมูป่ายักษ์นั่น ก่อนจะเริ่มก้าวถอยหลังเตรียมวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

    “ยัยทาส!? คิดจะทำอะไรน่ะ!? เจ้าบ้าหรือเปล่า!!?” บาฮามุทตะโกนขึ้นมาพลางตั้งท่าจะสู้กับเจ้าสัตว์ประหลาดอีกครั้ง แต่ดูเหมือนร่างกายของมันจะบอบช้ำเกินจะขยับได้เสียแล้ว เจ้าหมูป่านั่นคำรามเสียงดังก่อนจะเริ่มวิ่งมาทางฉันอย่างรวดเร็ว ฉันหันหลังและออกแรงวิ่งอย่างเร็ว เร็ว
    ที่สุดที่ขาของฉันจะสามารถออกแรงได้ สภาพของฉันมันไม่ต่างอะไรกับช่วงที่ฉันมาโผล่ที่ดินแดนแห่งนี้ครั้งแรก พระเจ้าลงโทษอะไรฉันถึงทำให้ฉันต้องมาเจอกับเรื่องโชคร้ายแบบนี้ เวลาแบบนี้ฉันต้องตั้งสติและรีบคิดอะไรบางอย่างเพื่อที่จะกำราบเจ้าหมูป่านั่นได้ แต่เด็กสาวอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดอย่างฉันจะทำอะไรได้ล่ะ!? ทักษะการต่อสู้ฉันเองก็ไม่มีเลย ทำแบบนี้นี่มันเท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ เลย!

    ฉันยังคงวิ่งต่อไปอย่างลดละ และเจ้าหมูป่าก็ยังคงไล่ล่าฉันอย่างไม่ลดละเช่นกัน ไม่ว่าฉันจะเข้าซอกหินมันก็พุ่งชนหินนั่นอย่างไม่ไยดี ทำยังไงดีล่ะ!? ฉันคิดอะไรไม่ออกแล้ว
    และแล้วฉันก็วิ่งมาถึงกำแพงหน้าผาขนาดยักษ์ที่สูงสุดลูกหูลูกตาของฉัน ฉันพยายามมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางไปต่อ แต่ในขณะที่ฉันกำลังกระวนกระวายอยู่นั่นเองเจ้าหมูป่านั่นก็ไล่ตามจนเกือบจะถึงฉันแล้ว ฉันหันหน้าไปเผชิญหน้ามันอย่างหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นและหมดแรงที่จะวิ่งต่อ ร่างของฉันค่อยๆ ทรุดลง เจ้าหมูป่านั่นกำลังใกล้ฉันเข้าไปทุกที ฉันเอามือปิดหัวปิดตาและกรีดร้องอย่างหวาดกลัว ชีวิตของฉันต้องมาจบลงในดินแดนแห่งนี้หรือไงกัน!?

    ช่างกล้าหาญอะไรแบบนี้นะ ผู้หลงทางเอ๋ย’
    จู่ๆ เสียงของผู้ชายที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นในหัวของฉัน ฉันรีบลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าฉันไม่ได้อยู่ในป่านั่นอีกต่อไปแล้ว แต่รอบตัวของฉันกลับว่างเปล่าและเต็มไปด้วยสีขาวโพลนเต็มไปหมด ตรงหน้าของฉันมีโต๊ะน้ำชาและมีใครบางคนกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ และที่เก้าอี้ตัวใกล้ๆ กันก็มีอัลเฟรดกำลังนั่นกอดอกมองฉันด้วยสายตาแกมสมเพช

    “สวัสดี เราพบกันอีกครั้งหนึ่ง” เจ้าของเสียงนั่นทักทายขึ้นมาอีกครั้ง ฉันที่กำลังประมวลสติอยู่ก็ค่อยๆ จำเจ้าของเสียงนั่นได้ เจ้าของเสียงนั่นคือชายในชุดผ้าคลุมนั่นเอง....

    “ฉะ..ฉันตายแล้วหรอ?” ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

    “เจ้ายังไม่ตาย เจ้ามนุษย์น่าโง่!” อัลเฟรดตะโกนขึ้นพลางตรงปรี่มาหาฉันพร้อมกับเริ่มใช้มือที่นุ่มนิ่มราวตุ๊กตาฟาดใส่ฉันอย่างไม่ยั้งมือ “ทำไมเจ้าถึงสมองน้อยและโง่แบบนี้ฮะ!?”

    “แล้ว..แล้วฉันมาอยูที่นี่ได้ยังไง?” ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัยโดยไม่ได้สนใจอัลเฟรดเสียเท่าไหร่ ชายในชุดคลุมเดินมาหาฉันอย่างช้าๆ ก่อนจะเอาอุ้มอัลเฟรดออกไปจากตัวของฉันอย่างนิ่มนวล

    “ข้าแค่ทำตามหน้าที่ของผู้นำทางน่ะ อาจจะเรียกได้ว่าข้าบกพร่องในหน้าที่... ไปหน่อยน่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ ในประโยคปิดท้ายนั่น ฉันมองไปที่ชายคนนั้นอย่างฉงน เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่อัลเฟรดจะเริ่มอาละวาดอีกครั้ง

    “ไม่อยากจะเชื่อว่าคนนำทางอย่างเจ้าจะลืมเรื่องสำคัญไปแบบนี้ได้ยังไงกัน?”

    “ข้าก็ขอโทษเจ้าไปแล้วไงอัลเฟรด เจ้าจะต้องการอะไรอีกล่ะ?” ชายในชุดคลุมเอ่ยขึ้นมาอย่างนิ่มนวลและค่อยๆ วางอัลเฟรดลงบนเก้าอี้อย่างเบามือ ก่อนจะหันกลับมาสนใจฉันอีกครั้งหนึ่ง “เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องที่ข้าเรียกเจ้ามาที่แห่งนี่ดีกว่า อย่าเป็นกังวลไปเพราะที่ที่เราอยู่ในตอนนี้
    คือจิตใต้สำนึกของเจ้า ตัวตนของเจ้าและสภาพแวดล้อมถูกหยุดเวลาเอาไว้อยู่ แต่อาจจะอยู่ได้ไม่นานอีกเท่าไหร่แล้วละ”

    “…” ฉันไม่ได้พูดอะไรพลางรอฟังสิ่งที่เขากำลับจะพูดถัดไป

    “เจ้ายังมี กุญแจ นั่นอยู่ใช่มั้ย?” ชายในชุดคลุมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้น ฉันพยักหน้าตอบกลับพลางล้วงกระเป้าเสื้อและหยิบการ์ดที่มีรูปบาฮามุทอยู่ขึ้นมา และเขาก็อธิบายต่อในทันที “สิ่งที่เจ้าถืออยู่นั่นคือ คีย์คลาส (Key Class)”

    “คีย์คลาส?” ฉันทวนคำพูดของเขาอย่างฉงน เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมาก่อนจะเริ่มอธิบายต่อทันที

    “เจ้าคีย์คลาสเป็นทั้งกุญแจและขุมพลังที่เปี่ยมล้นอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่สามารถปลดผนึกพลังที่อยู่ในกุญแจนั่นได้ และพลังนั่นจะทำให้เจ้ารอดจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น”

    “…พลังที่ถูกผนึกเอาไว้อยู่”

    “สิ่งที่เจ้าต้องทำคือตั้งสมาธิและนึกถึงเจ้ามังกรที่อยู่ในกุญแจนั่น จากนั้นจงเอ่ยชื่อของเจ้าของกุญแจนั้น หากเจ้ามีสมาธิไม่มากพอละก็อาจจะทำให้การปลดพลังนั่นเป็นเรื่องยาก จงจำเอาไว้เสียให้ดี” เขาเอ่ยปิดท้ายด้วยรอยยิ้มและลูบหัวของฉันเบาๆ ฉันมองไปที่การ์ดบนมืออย่างพินิจพิจารณา

    ถ้าหากทำตามที่ชายในชุดคลุมละก็....

    “หมดเวลาของเจ้าในที่แห่งนี้แล้ว จงกลับไปยังกาลเวลาและโลกเดิมที่เจ้าจากมา!” ชายในชุดคลุมเอ่ยเสียงก้องกังวานและทำให้ฉันสะดุ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาดีดนิ้วของตัวเองหนึ่งครั้งก่อนที่ภาพตรงหน้าของฉันจะเริ่มบิดเบี้ยวไปมาจนมองไม่ออก บรรยากาศรอบตัวเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง และแรงสั่นสะเทือนที่กำลังคืบคลานเข้ามา และนั่นทำให้ฉันตั้งสติขึ้นมาได้ในทันทีว่าฉันกำลังหนีเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์นั่นอยู่ และมันกำลังเคลื่อนที่มาหาฉันอย่างรวดเร็ว ฉันค่อยๆ พึงระลึกถึงคำพูดของชายในชุดคลุมนั่น ก่อนจะรีบหยิบการ์ดบาฮามุทออกมาจากกระเป๋าเสื้อ และเริ่มพยายามทำตามที่เขาแนะนำมา จู่ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังไหลเข้ามาในตัวของฉันอย่างช้าๆ และให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ฉันลืมตาขึ้นมาก่อนที่การ์ดตรงหน้าของฉันจะเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมา

    “บาฮามุท! ชาร์จ!!” ฉันตะโกนออกไปสุดเสียง และในฉับพลันทันทีการ์ดบนมือของฉันเปล่งแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ จนฉันต้องหลับตาหนีแสงสว่างนั่น และเหมือนว่าเจ้าแสงสว่างนั่นจะสามารถทำให้เจ้าหมูป่าคลั่งนั่นชะงักไปในทันที และวินาทีต่อมานั้นเองก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกรอบหนึ่งและทำเอาฉันล้มลงไปกองกับพื้นในทันที ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยฟุ้งขึ้นมาจากบริเวณที่หมูป่ายักษ์ยืนอยู่ และเสียงการต่อสู้และตะโกนดังออกมาจากกลุ่มควันนั่น และเสียงนั่นเป็นของบาฮามุทนั่นเอง

    “แบบนี้ค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย!” บาฮามุทตะโกนขึ้นมาพลางฟาดดาบไปที่หมูป่านั่นอย่างไม่คณามือ และดูเหมือนว่าการโจมตีของเจ้ามังกรนั่นสามารถสร้างความเสียหายให้กับเจ้าหมูป่านั่นได้แล้ว สัตว์ร้ายเริ่มกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดและพยายามโจมตีสวนบาฮามุทคืน แต่ทว่ามังกรดำสามารถทั้งรับและหลบการโจมตีของมันได้ทั้งหมดเลย ผิดกับในตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด “เผด็จศึกละนะ!”

    สิ้นเสียงตะโกนครั้งสุดท้ายของบาฮามุท มังกรดำสยายปีกของตัวเองและทยานขึ้นไปบนท้องฟ้าและง้างดาบ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังร่างของหมูป่าอย่างรวดเร็ว เสียงคมดาบเฉือนกับผิวหนังของหมูป่านั่นดังลั่นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของหมูป่ายักษ์ร้ายกาจนั่นก่อนที่มันจะค่อยๆ ล้มลงกับพื้น ดิ้นทุรนทุรายชั่วครู่ก่อนที่มันจะแน่นิ่งและสิ้นใจไป ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนและมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของหมูป่านั่นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

    นี่นะหรือคือพลังที่ถูกผนึกเอาไว้ และมีแค่ฉันเท่านั้นที่สามารถปลดผนึกพลังนั่นได้...

    “ยัยทาส!” เสียงตะโกนของบาฮามุทดังขึ้นมาจากไกลๆ และฉันก็พบว่ามันกำลังบินตรงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ!?”

    “เอ่อ.. ฉันไม่เป็นอะไร..” ฉันเอ่ยตอบกลับมันไป และในวินาทีต่อเจ้ามังกรขี้หงุดหงิดนั่นก็ทุบหัวของฉันจนฉันถึงกับเซเกือบล้มไปอีกรอบ

    “เจ้าคิดบ้าอะไรของเจ้าฮะที่เสี่ยงตายแบบนั้น!? เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอปวกเปียกแบบนี้!”

    “ฉะ..ฉันเองก็ไม่รู้! อยู่ดีๆ ร่างกายมันก็ขยับไปเองแล้ว!”

    “ให้ตายสิ! ทำไมข้าต้องมาเป็นห่วงทาสโง่ๆ อย่างเจ้าด้วยนะ!” บาฮามุทสบถอย่างหัวเสียก่อนจะเก็บดาบเข้าฟักไปอย่างลวกๆ ฉันเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่มองไปที่ร่างของมังกรเจ้าปัญหาตรงหน้า และสายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นบาดแผลที่บริเวณต้นแขนขวาของมัน ซึ่งกำลังมีเลือดไหลออกมาซิบๆ “ไม่น่าเชื่อว่าว่าที่ราชามังกรอย่างข้าต้องมาอยู่ในสภาพที่แสนอุบาทว์แบบนี้ มันเป็นความผิดของเจ้า ยัยทาส!”

    “…เฮ้อ!” ฉันไม่ได้ตอบเพียงแต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะฉีกชายเสื้อคลุมโทรมๆ ของฉันออกมา และใช้มันในการพันแผลของเจ้าราชามังกรตรงหน้า มันมีท่าที่ชะงักไปทันทีเมื่อเห็นการกระทำของฉัน และพยายามดึงแขนออกจากตัวของฉัน

    “นั่นเจ้าทำอะไรอีกล่ะ!?”

    “นายอยู่นิ่งๆ สิ! นายไม่เห็นแผลของนายหรือไงกัน!” นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ฉันพูดขึ้นเสียง (เล็กน้อย) ใส่เจ้ามังกรตัวตรงหน้า ซึ่งบาฮามุทมีท่าทีประหลาดใจและไม่ได้ขยับแขนหนีจากฉันอีกต่อไป ฉันเลยใช้จังหวะนี้พยายามรีบพันแผลของมันอย่างรวดเร็ว “ถ้ากลับเมืองฟิลลิมเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันจะพยายามทำแผลนายให้ดีกว่านี้แล้วกัน อันนี้แค่ชั่วคราวเฉยๆ นะ”

    “…” บาฮามุทไม่ได้พูดอะไรต่อพลางมองไปที่ผ้าพันแผลที่เพิ่งผูกเสร็จและหน้าของสลับไปมาอย่างเงียบงัน “ชะ..ช่างเป็นทาสที่เอาใจใส่นายเสียจริงๆ ฮาๆ แบบนี้สิทาสที่ข้าต้องการ!”
    บาฮามุทหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นพลางทุบหัวของฉันไปหลายที บางทีฉันก็แอบสงสัยนะว่าหัวของฉันจะอยู่รอดกลับไปถึงฟิลลิมหรือเปล่านะ

    “จะว่าไปแล้วข้าก็สงสัยอยู่อย่างนึง” หลังจากที่เจ้ามังกรอารมณ์แปรปรวนหัวเราะร่าเสร็จ มันก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้น “ตอนที่ข้ากำลังไล่ล่าเจ้าหมูป่าบ้านั่นที่กำลังไล่ฆ่าเจ้าอยู่ จู่ๆ มันก็เหมือนกับว่าตัวของข้ามีพลังเอ่อล้นขึ้นมาทั้งๆ อย่างนั้น มันเหมือนกับตอนที่จัดการพวกจักรวรรดิแห่งความมืดในป่านั่นตอนที่ข้ากับเจ้าเจอกันครั้งแรก มันเป็นเพราะอะไรกัน?”

    “…” ฉันไม่ได้เอ่ยอะไรแต่อย่างใด เพียงแต่มองไปยังการ์ดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของฉันอย่างเงียบงัน เจ้าคีย์คลาสที่ชายในชุดคลุมนั่นอธิบายเอาไว้ถึงขุมพลังนั่น... มันมีอานุภาคถึงเพียงนี้เลยหรือ? “บางทีนายอาจจะแข็งแกร่งขึ้นมาเองก็ได้ตอนที่นายต้องการจะช่วยฉันจริงๆ”

    “...” บาฮามุทไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นมาได้แต่มองหน้าของฉันอย่างพินิจพิจารณาและใช้ความคิด ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ “เอาล่ะ ที่นีเราจะทำยังไงกับไอ้สัตว์ประหลาดนี่ดี” บาฮามุทละความสนใจไปจากฉันพลางเดินกลับไปที่ร่างไร้วิญญาณของเจ้าหมูป่า ฉันค่อยๆ เดินตามมันไปติด พลางครุ่นคิดกับซากของหมูป่าตัวนี้

    “จะว่าไปแล้วจริงๆ เราทำภารกิจสำเร็จแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ที่พื้นการเกษตรของเมือง ถ้าทิ้งซากของเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ไปก็ไม่คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง?” ฉันเสนอความคิดและนั่นทำให้บาฮามุททุบหัวของฉันในทันที

    “เจ้าโง่หรือเสียสติไปแล้วหรือไงห๊ะยัยทาส! ถ้าเราเอาซากของไอ้หมูป่าบ้านี่ไป ข้าอาจจะได้เงินและชื่อเสียงอย่างงามเลยนะ!”

    “แต่ไหนตอนแรกที่เราสมัครเป็นนักผจญภัยนายไม่เห็นจะสนใจอะไรเลยล่ะ?”

    “ข้าเองเพิ่งรู้แหละว่าการผจญภัยที่แท้จริงมันสนุกแบบนี้นี่เอง เพราะข้าคงอ่านแต่ในตำราหรือนิยายในวังเท่านั้นละมั้ง เลยทำให้ไม่ได้สัมผัสถึงการเดินทางและการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นครั้งนี้”
    อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่ฉันเห็นรอยยิ้มบางๆ ของบาฮามุทที่มันดูมีความสุขเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่นั่นทำให้ฉันสัมผัสถึงความสุขและความตื่นเต้นที่เขาเพิ่งอธิบายออกมาเมื่อครู่

    “ดังนั้นแล้วข้าเลยคิดว่าเราน่าจะเอาซากของหมูป่านี่กลับไปด้วย ถือว่าเป็นเกียรติยศของตัวข้าเองด้วย และชาวเมืองนั่นต้องสรรเสริญข้าประดุจดั่งราชา ฮ่าๆๆๆ” เจ้ามังกรกลับมามีท่าทีหยิ่งผยองอีกครั้ง ฉันละปรับอารมณ์ตามไม่ทันมันจริงๆ เลย

    “แล้วพวกเราจะเอากลับไปยังไงล่ะ ตัวมันใหญ่กว่าพวกหลายสิบเท่าขนาดนี้ แม้แต่นายที่เป็นราชามังกรที่สุดแข็งแกร่งก็แบกไปไม่ไหวหรอกนะ” ฉันเอ่ยขึ้นมา และเหมือนบาฮามุทจะเอะใจกับคำพูดของฉันขึ้นมา และเงียบลงในทันทีและเริ่มใช้ความคิด ฉันถอนหายใจเบาๆ พลางมองไปที่เจ้าหมูป่าที่ไร้วิญญาณตรงหน้า พลางพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าควรทำอย่างไรดี เพราะอย่างน้อยๆ เจ้าราชามังกรข้างๆ นี่คงไม่เงียบแน่ๆ ถ้าหากทิ้งหมูป่านี่เอาไว้
    วินาทีนั่นเองที่ฉันเหลือบไปเห็นเขี้ยวของเจ้าหมูป่า และเขี้ยวของมันดูใหญ่พอดีที่บาฮามุทน่าจะพอแบกไปได้ แล้วก็ขนของเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ก็หนาอยู่พอสมควร น่าจะเอาไปทำเสื้อผ้าได้ และฉันก็มั่นใจอยู่อีกอย่าง เนื้อของมันน่าจะเอาไปทำอาหารได้ บางทีเราอาจจะไม่ต้องแบกมันกลับไปทั้งตัวก็ได้ เพียงแต่แบกบางอย่างกลับไปก็พอ...

    “นี่ฉันว่าฉันคิดออกแล้วละ...” ฉันพูดขึ้นมาและบาฮามุทก็หันมามองฉันอย่างสนใจ และหลังจากนั้นฉันก็เริ่มอธิบายถึงความคิดของฉัน

    บางเวลาต่อมา

    เวลา 18.30 น. ณ เมืองฟิลลิม
    พวกเราทั้งสองคนกลับเข้าเมืองฟิลลิมมาอีกครั้งพร้อมกับเหล่าอวัยวะบางส่วนของเจ้าหมูป่าที่บาฮามุทเพิ่งโค่นล้มได้ ซึ่งเจ้าราชามังกรรับผิดชอบในการแบกเขี้ยวยักษ์ของหมูป่า และฉันก็ถือขน หนัง และเนื้อของมันมาบางส่วนที่พอจะแบกไหว ชาวเมืองที่พวกเราเดินผ่านไปมามีท่าทีประหลาดใจและให้ความสนใจกับพวกเราเป็นพิเศษ และเหมือนบาฮามุทจะดูชอบใจเสียเหลือเกิน
    ในไม่ช้าพวกเราทั้งสองก็มาถึงกิลด์นักผจญภัยประจำเมือง และด้านในนั่นเองที่เราเห็นใครบางคนกำลังรอการกลับมาของพวกเราอยู่ เขาคือหัวหน้าเกษตรกรที่พวกเราเจอนั่นเอง และเหมือนเขาจะประหลาดใจกับสิ่งที่พวกเรากำลังแบกอยู่

    “โอ้สวรรค์ทรงโปรด! พวกเจ้าไปไล่ล่าพวกฝูงหมูป่านั่นถึงในป่า ข้าละเป็นห่วงเสียจริงๆ.. แล้วเขี้ยวนั่น.. ทำไมมันช่างดูใหญ่และคุ้นตาข้าเสียเหลือเกิน..” หัวหน้าเกษตรกรนั่นเองพลางมองไปที่เชี้ยวที่บาฮามุทกำลังแบกอยู่อย่างพินิจพิจารณา

    “หึ! ก็ข้าไปจัดการไอ้หมูป่ายักษ์นั่นได้ไงล่ะ!” บาฮามุทเริ่มคุยโวขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ ฉันหัวเราะเสียงแห้งๆ ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำไมฉันถึงรู้สึกอายแบบนี้นะ

    “เดี๋ยวนะ… นี่มันเขี้ยวของฮอกซิลล่า (Hogzilla) ไม่ใช่หรือไง!? หัวหน้าของพวกฝูงหมูป่าที่ชอบมาทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของเมืองนิ!” จู่ๆ เสียงของนักผจญภัยคนหนึ่งก้ดังขึ้นมาและชี้มาที่เขี้ยวนั่นอย่างตื่นๆ และนั่นเองที่ทำให้นักผจญภัยคนอื่นๆ เริ่มให้ความสนใจกับมากกว่าเดิม และเริ่มกรูกันเข้ามาหาบาฮามุทอย่างรวดเร็ว พลางมีท่าทีตื่นเต้นกับเขี้ยวในมือมันเป็นอย่างมาก บาฮามุทเห็นคนอื่นเริ่มให้ความสนใจในตัวมันก็เริ่มคุยโวขึ้นมาทันที และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในป่าอย่างออกรส ฉันค่อยๆ ถอยออกมาจากกลุ่มฝูงชนมังกรนั่นก่อนจะหลีกเดินมาที่เคาร์เตอร์ที่มิเนอร์ว่ากำลังยิ้มรับต้อนรับฉันอยู่อย่างอบอุ่น

    “ท่าทางคุณน่าจะเหนื่อยมากๆ เลยสินะคะ” เธอเอ่ยทักทายด้วยความเป็นห่วง ฉันวางเหล่าสัมภาระในมือลงบนเคาร์เตอร์อย่างเหนื่อยล้า และยิ้มให้กับมิเนอร์ว่าคืนบ้าง

    “ฮ่ะๆ เหนื่อยเอาเรื่องเลยล่ะคะ แค่รอดชีวิตมาได้ก็บุญแค่ไหนแล้ว...”

    “อย่างน้อยภารกิจการเริ่มต้นเป็นนักผจญภัยก็เสร็จสิ้นแล้วนะคะ จริงๆ แล้ว” มิเนอร์ว่าเอ่ยขึ้นมาพลางเดินเข้าห้องทางด้านหลังเคาร์เตอร์ไป ก่อนจะออกมาพร้อมกับถุงอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่พอสมควร “ตอนนี้เท่ากับว่าคุณเป็นนักผจญภัยอย่างเต็มตัวละคะ คุณริวฮานะ และก็คุณบาฮามุทด้วย แล้วนี่ก็เป็นรางวัลของภารกิจครั้งนี้คะ” เธอว่าพลางมองถุงในมือลงบนโต๊ะ และฉันก็พบว่าในถุงนั่นบรรจุเหรียญทองเอาไว้เต็มถุง ฉันถึงกับผงะไปในทันทีพลางมองไปที่ถุงทองตรงหน้าและมิเนอร์ว่าสลับกันไปมาอย่างสับสน

    “เดี๋ยว..เดี๋ยวก่อนนะคะ คือภารกิจเงินรางวัลมันเยอะขนาดนี้เลยหรอคะ!? แล้วถ้ามันเยอะขนาดนี้แล้วทำไมพวกนักผจญภัยคนอื่นๆ ถึงไม่ทำภารกิจนี่ตั้งแต่แรกล่ะคะ!?” ฉันละล่ำละลักออกมาอย่างตื่นๆ

    “รางวัลของภารกิจจำกัดหมูป่าเจ็ดตัวจริงๆ มันไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้นหรอกคะ แต่ที่เงินรางวัลที่คุณได้รับน่ะ มันมาจากค่าหัวของ Hogzilla นี่แหละคะ เพราะว่ามีประกาศค่าหัวออกมานานแล้ว แต่ว่ายังไม่มีนักผจญภัยท่านไหนสามารถเอาชนะมันได้เลย มีแต่พวกคุณทั้งสองนี่แหละคะที่สามารถเอาชนะและนำหลักฐานกลับมาพิสูจน์กับทางพวกเราได้ ยังไงก็ยินดีด้วยนะคะ และขอต้อนรับสู่การเป็นนักผจญภัยเต็มตัวนะคะ” มิเนอร์ว่ายิ้มและแสดงความยินดีกับฉันอย่างเป็นมิตร ฉันได้แต่อึ้งกับเงินรางวัลตรงหน้าเป็นอย่างมาก ก่อนจะค่อยๆ มองไปที่บาฮามุทที่ตอนนี้กำลังตั้งวงเล่าเรื่องการผจญภัยของตัวเองอย่างสนุกสนานและออกรส ช่างเป็นวันที่แสนเหนื่อยอะไรแบบนี้นะ..

    "พวกหมูป่านั่นคงไม่มาวุ่นวายกับพวกเกษตรกรอีกแน่นอน แต่ว่าเราก็คงต้องหาภารกิจหรืองานอื่นให้กับคนที่อยากจะเป็นนักผจญภัยหน้าใหม่แล้วสินะ..." มิเนอร์ว่าบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างครุ่นคิด

    สองวันต่อมา

    เวลา 9.45 น. ณ ตลาดประจำเมือง

    ฉันตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาซื้อของที่จำเป็นต่อการเดินทางไปยังเมืองนิวดอว์น ที่ใช้เวลาเกือบสัปดาห์ในการเดินทาง ซึ่งแน่ละว่าการมาซื้อของครั้งนี้ฉันออกมาซื้อคนเดียว เจ้าบาฮามุทนั่นยังคงนอนพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมอยู่เลย และแถมดูเขาจะไม่ตื่นในเร็วๆ นี้แน่นอน
    เขา... หื้ม.. บางทีมันก็ควรเวลาที่ฉันควรจะเปลี่ยนสรรพนามแทนเจ้าบาฮามุทบ้างได้แล้วล่ะนะ อย่างน้อย เขา ก็ไม่ใช่คนไม่ดีหรือว่าเดรัจฉานนี่นา เพียงแต่เป็นมังกรเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจแค่นั้น...

    ฉันใช้เวลาสักพักใหญ่ในการซื้อของในตลาดและชื่นชมบรรยากาศยามเช้าภายในเมืองแห่งนี้ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่แสนอบอุ่นและสายลมที่พัดเอื่อยๆ เย็นสบาย เหล่าชาวเมืองทักทายกันอย่างเป็นมิตร เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างเปิดร้านค้าและตะโกนขายของแข่งกันอย่างดุเดือด จริงๆ แล้วบรรยากาศที่นี่ไม่ได้แตกต่างอะไรจากโลกที่ฉันจากมาเลย เพียงแต่ว่าเปลี่ยนประชากรที่นี่เป็นมังกรแทนมนุษย์ทั่วไปเท่านั้นเอง และกว่าจะรู้ตัวอีกทีฉันก็ซื้อของตามที่บาฮามุททิ้งลิสต์เอาไว้ก็เกือบครบแล้ว ขาดแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น

    “อืม.. หินลับดาบงั้นหรอ? สงสัยต้องตามหาร้านขายอาวุธสินะ.. ร้านขายอาวุธ..” ฉันหยิบลิสต์ขึ้นมาทบทวนรายการดูก่อนจะเริ่มดำเนินการซื้อของต่อไป
    หมับ!!

    แต่ทว่าในทันใดนั้นเองที่จู่ๆ ก็มีมือของใครบางคนมาปิดปากและดึงร่างของฉันเข้าไปในซอกตึกไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ฉันตกใจเป็นอย่างมาก และกว่าจะรู้ตัวอีกทีร่างของฉันก็กระแทกเข้าให้กับกำแพง พร้อมกับใครบางที่กำลังเอามือปิดปากของฉันเอาไว้อยู่ ฉันพยายามตั้งสติทันทีก่อนที่สายตาของฉันจะเห็นถึงโฉมหน้าของคนที่ดึงร่างของฉันเข้ามา

    “ว่าไงสาวน้อย แฮะๆๆ” เจ้าของมือนั่นหัวเราะออกมาเสียงแห้งๆ และไร้อารมณ์ ฉันพยายามดิ้นให้รอดพ้นจากน้ำมือของมันแต่ทว่าเรี่ยวแรงของฉันก็สู้มันไม่ได้เลย “อย่าขัดขืนเลยสาวน้อย ข้าแค่ต้องการ ชีวิต ของเจ้าเท่านั้นเอง หากเจ้าไม่ปฏิเสธที่จะมอบให้กับเจ้า และข้าสัญญาว่าข้า
    จะทำให้มันเจ็บปวดน้อยที่สุด เงียบที่สุด และรวดเร็วที่สุด ฮ่ะๆๆ”
    นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมอยู่ดีๆ เจ้ามังกรบ้าตรงหน้านี่ถึงจะเอาชีวิตของฉันล่ะ ฉันไม่เคยเห็นหรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้ามังกรตัวนี้เลยด้วยซ้ำ มันเป็นใครกันแน่!?

    “อื้อๆๆๆ!!!!” ฉันพยายามดิ้นอีกครั้งและพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่มันก็ไร้ผลเหมือนเดิม เจ้ามังกรโสโครกนี่หัวเราะเสียงแห้งๆ ไร้อารมณ์อีกครั้งหนึ่งก่อนจะล้วงมีดออกมาจากกระเป๋าหลังของมัน และจ่อเอาไว้ที่คอของฉัน

    “หวังว่าการตายของเจ้าจะทำให้ข้าสุขสบายขึ้นล่ะนะ... ลาก่อนแม่สาวน้อย....” มันพูดและฉีกยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งสุดท้าย และง้างมีดขึ้นมาหมายจะแทงมาที่ร่างของฉัน

    ไม่นะ..!!

    ฉวบบบบบ!!!!!!!

  6. #6
    Senior Member
    Join Date
    Mar 2020
    Posts
    112
    Nice to be visiting your blog once more, it has been months for me. Well this article that ive been waited for therefore long. i want this article to finish my assignment within the faculty, and it has same topic together with your article. Thanks, nice share. https://royalcbd.com/

  7. #7
    Member
    Join Date
    May 2020
    Posts
    31
    You have a good point here!I totally agree with what you have said!!Thanks for sharing your views...hope more people will read this article!!! best CBD gummies

  8. #8
    Senior Member
    Join Date
    Jul 2011
    Posts
    253
    บทที่ 5 : ทาสกับปีกต้องสาป

    “หวังว่าการตายของเจ้าจะทำให้ข้าสุขสบายขึ้นล่ะนะ... ลาก่อนแม่สาวน้อย....” มันพูดและฉีกยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งสุดท้าย และง้างมีดขึ้นมาหมายจะแทงมาที่ร่างของฉัน

    ไม่นะ..!!

    ฉวบบบบบ!!!!!!!

    ฉันหลับตาปี๋และทำตัวไม่ถูก ทั้งตื่นกลัวและสับสน ความตายมันอยู่ใกล้เราถึงเพียงนี้เลยหรือ!?
    แต่ในขณะที่ฉันกำลังตื่นกลัวสุดขีดอยู่นั่นเอง มือที่ปิดปากฉันเอาไว้แน่นหนาอยู่ค่อยๆ คลายลงไปพร้อมกับมีอะไรบางอย่างกระเซ็นมาถูกใบหน้าและตัวของฉัน ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะพบว่าคมดาบเปื้อนเลือดหยุดอยู่ที่หน้าจมูกของฉัน เจ้ามังกรสารเลวที่เคยจับร่างของฉันไว้อยู่ค่อยๆ ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเสียงร้องโหยหวนที่เจ็บปวดของมัน ร่างมันดิ้นไปมาเบาๆ ชั่ววินาทีก่อนจะแน่นิ่งไป ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างตื่นกลัวและตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ นี่มันเรื่องอะไรกัน
    ทันใดนั้นเองเสียงอะไรบางอย่างก็กระทบกับประสาทของหูของฉันก่อนที่ฉันจะค่อยๆ เงยหน้าไปมองต้นตอของเสียง และฉันก็พบว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของฉัน ไม่ใช่บาฮามุทหรือคนที่ฉันรู้จักเลย

    “…”

    มังกรแปลกหน้านั่นมองมาที่ฉันภายใต้เสื้อคลุมที่โทรมและสกปรกอย่างบรรยายไม่ถูก ที่ข้างตัวมีดาบคาตานะคาดอยู่ที่เอว นัยน์ตามันเป็นสีน้ำเงินหม่นๆ ดูไร้ชีวิตชีวาอย่างถึงที่สุด ทั้งฉันและเจ้ามังกรตรงหน้าต่างจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นนานหลายวินาที ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะในสมองตอนนี้มันตื้อไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก...
    แต่ทันใดนั่นเองการ์ดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของฉันส่องแสงสว่างวาบออกมาเสี้ยววินาที ฉันมองไปที่การ์ดนั่นอย่างประหลาดใจ และวินาทีต่อมาเจ้ามังกรตัวหน้านั่นเหมือนนะตกใจกับแสงสว่างนั่น ก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ฉันมองไปที่แผ่นหลังของเจ้ามังกรตัวนั้นและต้องประหลาดใจมากกว่าเดิมเพราะว่ามันทิ้งละอองสีฟ้าจางๆ เอาไว้ด้วย และเจ้าละอองนั่นเองเหมือนกับละอองที่นำทางให้ฉันไปเจอกับบาฮามุท หรือว่าเจ้ามังกรนั้น...

    “ดะ..เดี๋ยวก่อน!” ฉันตะโกนไล่หลังเจ้ามังกรปริศนานั่นไปก่อนจะรีบลุกและวิ่งตามมันไป และดูเหมือนว่าการวิ่งไล่ตามเจ้ามังกรนั่นจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันรวดเร็วมากแต่ว่าตามทางฉันก็ยังเห็นละอองสีฟ้าจางอยู่เป็นระยะๆ และตอนนี้มันวิ่งเข้าไปในฝูงชนเรียบร้อยแล้ว และผู้คนที่กำลังจับจ่ายซื้อของในตลาดและเดินไปมาก็ตื่นตระหนกในทันทีพลางกรีดร้องออกมาอย่างตกใจ แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจกับพวกเขาเสียเท่าไหร่เพียงแต่ว่าต้องวิ่งตามให้ทันเจ้ามังกรตัวนั้นให้ทัน
    แต่แล้วในที่สุดฉันก็ไม่สามารถตามมันทัน ละอองสีฟ้านั่นค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางฝูงชนในตลาดยามเช้า ฉันมองซ้ายขวาอย่างจนปัญญาและในที่สุดเจ้ามังกรปริศนาตัวนั้นก็หายไปในที่สุด...
    มันหมายความว่ายังไงกันกับเจ้าละอองปริศนานั่น แล้วเจ้ามังกรนั่นเป็นใครกันแน่....

    ขณะเดียวกันหลังจากที่ริวฮานะวิ่งออกไล่ตามมังกรปริศนาตัวนั้น

    “คุณพระช่วย!!”

    เสียงร้องอุทานของคนที่เดินผ่านซอกตึกนั่นดังกึกก้องเมื่อพวกเขาเห็นร่างไร้วิญญาณของมังกรตัวหนึ่งที่นอนจมกองเลือดอยู่

    “รีบตามทหารมาเร็ว! มีคนตายอยู่ในซอกตึกตรงนี้!”

    ฝูงชนเริ่มแตกตื่นและมุงเข้ามาดูศพของมังกรนิรนามตัวนี้ และเริ่มพิพากย์วิจารณ์และสนทนากันอย่างตื่นเต้นและปนตื่นกลัว

    “หลบไปๆ!” เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับแหวกทางฝูงชนที่กำลังลุมร้อมศพมังกรนั่นอยู่ ทหารนายนั้นมีท่าตกใจนิดหน่อยก่อนจะตรงไปที่ศพเพื่อชันสูตรมัน แต่ยังไม่ทันที่มือของเขาจะแตกโดนตัวศพ จู่ๆ เจ้าศพนั่นก็ค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอสีดำและโพยพุ่งขึ้นไปบน
    ท้องฟ้า และเหตุการณ์นั่นเองที่ให้ชาวเมืองทั้งถึงกับกรีดร้องเสียงหลงขึ้นมาทันที และทหารที่กำลังจะชันสูตรศพนั่นมีสีหน้าที่ตื่นตกใจและเป็นกังวลอย่างมาก ชาวเมืองที่เคยมุงดูศพกันอยู่ ต่างพากันวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทางอย่างตื่นกลัว

    “พวกจักรวรรดิ... พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะ..” ทหารนายนั้นเอ่ยขึ้นมาพลางมองไปที่ไอสีดำที่โพยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน “หมายความว่าการสละราชสมบัติของราชาแห่งอเล็กซานเดรียคงเป็นเรื่องจริงสินะ...”

    ในเวลาเดียวกัน

    เวลา 10.30 น. ณ ห้องพักของบาฮามุทที่กิลด์นักผจญภัย

    บาฮามุทนอนอยู่บนเตียงพลางมองไปที่เพดานห้องอย่างเหม่อลอยและกำลังคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน เด็กสาวที่ไม่มีทักษะการต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้นได้ช่วยเขาเอาไว้อีกครั้งในการต่อสู้กับเจ้าหมูป่ายักษ์นั่น มันทำเอาเขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก และก็อดสงสัยไม่ได้เลยเช่นกันว่าจริงๆ แล้วเด็กสาวคนนั้นเป็นใครกันแน่ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่ป่านั่น ในคราทีเขาพลาดท่าให้กับพวกจักรวรรดิแห่งความมืดนั่น และจริงๆ ตัวของเขาต้องตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เขามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเด็กสาวคนนั้นแท้ๆ เด็กสาวที่มีนามว่า ริวฮานะ....

    “ยัยทาสนั่น..” เขาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ พลางพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลที่พันต้นแขนของเขาอยู่ ริวฮานะเพิ่งปฐมพยาบาลและเปลี่ยนผ้าพันแผลเขาไปเมื่อเช้า และตอนที่เขามองเธอนั่นมันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในหัว ปกติแล้วตอนเขาอาศัยอยู่ในวังเมืองหลวงเมื่อบาดเจ็บหรือล้มป่วยก็จะมีแพทย์ประจำวังมาดูแลเขาตลอด แต่น่าแปลกที่ว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับพวกแพทย์นั่นเลย แต่กลับเด็กสาวที่หลงถิ่นมามันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเสียอย่างงั้น..
    แล้วไหนจะเรื่องที่จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นตอนที่เจอเธอครั้งแรกและตอนสู้กับเจ้าหมูป่าน่าอีก ปกติแล้วเขาไม่เคยรู้สึกแข็งแกร่งขนาดนั้นมาก่อน แต่การมาของเด็กสาวนั่นทำให้เขาสัมผัสถึงพลังนั่น.. แล้วไหนจะมีความคิดที่แทรกเข้ามาในหัวตลอดเวลาว่า ‘ต้องปกป้องยัยทาสนั่น’ ตลอดเวลา มันทำให้เขาคิดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นี่ขนาดแค่เริ่มต้นการเดินทางเพื่อผ่านบททดสอบกับการเป็นราชาแห่งอเล็กซานเดรียลำดับถัดไปยังวุ่นวายขนาดนี้ แล้วถ้าเริ่มบททดสอบจริงๆ ขึ้นมา มันไม่หนักหนาสาหัสมากกว่านี้หรือ?

    “ทำไมพ่อต้องสละราชสมบัติด้วยล่ะ?” เขาเอ่ยพึมพำกับตัวเองอย่างล่องลอย..
    จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ พ่อของเขาถึงประกาศสละราชสมบัติอย่างไม่มีเหตุผล และไหนจะมอบหมายให้เขาผ่านบททดสอบเพื่อเป็นราชาคนถัดไปอีก ทำไมเขารู้สึกไม่ดีเลยนะเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

    จงผ่านบททดสอบแห่งราชาอเล็กซานเดรีย และจงเป็นราชาที่ดีให้ได้ละลูกพ่อ’
    คำพูดทิ้งท้ายของพ่อยังดังกึกก้องอยู่ในหัวก่อนที่เขาจะเริ่มเดินทาง เขายังไม่เข้าใขกับความหมายของการเป็นราชาที่ดีสักเท่าไหร่เลย พ่อเขาก็ไม่เคยมาอบรมหรือสั่งสอนแต่อย่างใด เขาอยู่แต่ในวังที่ใหญ่โตและไม่มีใครมาดูแลหรือใส่ใจเท่าที่ควร สุดท้ายเหมือนชีวิตเขาก็ต้องดิ้นรนและฝึกฝนด้วยตัวเอง....

    ปัง!

    ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่นั่นเอง จู่ๆ เสียงประตูห้องก็เปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับการมาของใครบางคน ว่าที่ราชามังกรสะดุ้งและลึกขึ้นมาจากเตียงอย่างรวดเร็ว พลางมองไปที่ประตูที่เพิ่งเปิดออกเพื่อดูว่าใครเพิ่งเข้ามา และก็พบว่าคนๆ นั้นคือ..

    “ยัยทาส!?” เขาเอ่ยด้วยเสียงดังและตกเป็นใจอย่างมาก เพราะเด็กสาวตรงหน้าถือของพะรุงพะรังกลับมาอย่างเหนื่อยล้า แต่ที่น่าตกใจคือบนใบหน้าและเสื้อผ้าของเธอในตอนนี้มันมีคราบเลือดเลอะไปหมด
    นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?

    “กลับมาแล้ว...”

    ฉันเอ่ยทักทายบาฮามุทด้วยน้ำเสียงเนือยๆ พลางทิ้งข้าวของที่ซื้อมาทั้งหมดลงกองบนพื้นอย่างไม่สนใจใยดีและค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยล้าและสับสน ตลอดการเดินกลับมาที่ห้องพักฉันไม่ได้สนใจสายตาหรือผู้คนที่มองมาที่ฉันเลยแม้แต่น้อย..
    เหตุการณ์ในตลาดนั่นมันคืออะไรกัน ตอนแรกฉันถูกมังกรที่ไม่มีที่มาที่ไปลากไปและเกือบถูกฆ่าในตรอกแคบๆ นั่น แต่วินาทีต่อมาก็มมังกรที่ไม่มีที่มาที่ไปอีกตัวปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับแทงเจ้ามังกรที่พยายามฆ่าฉันตายไปต่อหน้าต่อตา แล้วเจ้าละอองบ้านั่นอีก...

    “เป็นอะไรมายัยทาส!? ทำไมมีคราบเลือดติดตัวเจ้ามาด้วย” บาฮามุทลุกออกจากเตียงและตรงมาหาฉันด้วยท่าทีตื่นๆ พลางสำรวจตัวของฉันอย่างรวดเร็วเหมือนกับว่ากำลังหาบาดแผลหรือร่องรอยบาดเจ็บอยู่ ฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองบาฮามุท แค่เห็นหน้าของเขาในตอนนี้มันก็ช่างรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเสียเหลือเกิน เพราะอะไรกันนะที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้

    “ฉัน..ฉันกำลังเดินซื้อของอยู่ ละ..แล้ว..แล้ว..” ฉันพยายามจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง แต่เหมือนว่าสติของฉันมันยังไม่กลับมาเลย

    “เอาล่ะๆ ใจเย็นๆ ก่อนนะยัยทาส! ไปนั่งพักที่เตียงก่อน!” บาฮามุทเอ่ยพลางค่อยๆ ลากฉันไปนั่งลงที่เตียงของฉัน ฉันส่ายหัวไปมาและพยายามตั้งสติกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ว่าภาพดาบเปื้อนเลือดนั่นยังทำให้ฉันรู้สึกหลอนและหวาดกลัวอยู่เลย และมันน่าจะเป็นภาพติดตาฉันไปจนวัน
    ตายแน่ๆ

    ก๊อกๆ!

    ในขณะนั่นเองที่ประตูห้องพักก็มีเสียงเคาะดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี บาฮามุทละสายตาไปจากฉันพลางเดินไปเปิดประตูเพื่อรับแขกที่มาใหม่ และนั่นคือมิเนอร์ว่านั่นเอง

    “คุณบาฮามุท เอ่อ.. ริวฮานะละคะ?” มิเนอร์ว่าเอ่ยถามบาฮามุทด้วยน้ำเสียเป็นกังวล ราชามังกรไม่ได้เอ่ยอะไรเพียงแต่ผายมือมาที่ฉันเอง และเมื่อมิเนอร์ว่าเห็นสภาพของฉันในตอนนี้เธอก็ตกใจไม่น้อยและรีบวิ่งตรงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว “คุณริวฮานะ! เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ!? เลือดเต็มเสื้อผ้าไปหมดเลย คุณถูกทำร้ายมาหรือเปล่า!? เดี๋ยวฉันจะรีบไปตามหมอมาใช้เวทมนตร์รักษาบาดแผลของคุณนะคะ!”

    “ยัยทาสนั่นไม่เป็นอะไรหรอก นางไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแต่น่าจะไปเจอเหตุการณ์อะไรมาในตลาดแน่ๆ” บาฮามุทเอ่ยตอบแทนฉัน พลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงตัวเองที่อยู่ใกล้ๆ เตียงของฉันและมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่จริงจังและคาดคั้น “เจ้าค่อยๆ ตั้งสติแล้วก็ลองเล่าเหตุการณ์มาสิว่าเจ้าไปเจออะไรมา”

    “...” ฉันมองหน้าของบาฮามุทและมิเนอร์ว่าสลับไปมาอย่างเงียบงัน และหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติอีกครั้งหนึ่ง มิเนอร์ว่านั่งลงข้างๆ ฉันพลางจับมือของฉันเอาไว้แน่นเหมือนพยายามให้กำลังใจฉันอยู่ “เรื่องมันมีอยู่ว่า...”

    ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้มังกรทั้งสองฟังอย่างละเอียด และดูเหมือนว่ามิเนอร์ว่าจะดูตกใจมากเป็นพิเศษ ในขณะที่บาฮามุทไม่ได้มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด เพียงแต่มองหน้าของฉันอย่างเงียบงัน

    “เอ่อ.. คุณริวฮานะเกือบถูกฆ่าแต่ว่าก็มีคนมาข่วยเอาไว้อย่างนั้นสินะคะ? แต่พอคุณพอจำหน้าของคนที่มาช่วยคุณเอาไว้ได้หรือเปล่าน่ะคะ?” มิเนอร์ว่าเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล ฉันละสายตาไปจากเธอมองไปที่หน้าต่างที่มีแสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในห้อง เจ้ามังกรที่มาช่วยฉันเอาไว้น่ะหรอ?

    “ฉันอาจจะจำลายละเอียดของคนที่มาช่วยฉันไว้ได้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะฉันยังตกใจอยู่เลย.. ถ้าจำไม่ผิดละก็ เขามีร่างกายสีน้ำเงินเหมือนน้ำทะเล นัยน์ตาของเขาก็เช่นกัน แล้วก็... เขามีแผลเป็นที่หน้าอก...” ฉันยังไม่ทันอธิบายรูปลักษณ์ของมังกรปริศนาตัวนั้นจบ จู่ๆ มิเนอร์ว่ามีสีหน้าตื่นๆ ขึ้นมาก่อนจะรีบขอตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ฉันและบาฮามุทประหลาดใจกับท่าทีของเธอ ก่อนเริ่มกลับมาคุยกันต่ออีกครั้งหนึ่ง “แต่ว่ามันมีบางอย่างที่น่าประหลาดใจนะ..”

    “อะไรที่น่าประหลาดใจของเจ้า?” บาฮามุทถาม

    “นายยังจำเหตุการณ์ในป่าที่ฉันเจอกับนายได้หรือเปล่า?”

    “ได้... ทำไมรึ?”

    “คือเจ้าการ์ดประหลาดนี่มันส่องแสงขึ้นมาตอนที่เจ้ามังกรปริศนาตัวนั้นมาช่วยฉันเอาไว้น่ะสิ!” ฉันว่าพลางหยิบการ์ดที่เคยส่องแสงขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง

    “...” บาฮามุทไม่ได้ตอบแต่มีสีหน้าประหลาดใจและมองไปที่การ์ดใบนั่นอย่างฉงนและสงสัย “เจ้าการ์ดที่เจ้าถือนั่นมันคืออะไรกันแน่ ข้าสงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้าเจอข้าแล้ว”

    “ตามที่ฉันเข้าใจการ์ดเหล่านี้จะเป็นกุญแจที่ช่วยหาคำตอบให้กับฉัน และพาฉันกลับบ้านได้น่ะสิ แต่ว่าฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเจอการ์ดเหล่านี้ และตามที่ฉันได้ฟังมาคือการ์ดพวกนี้มีเยอะแยะมากมาย...” ฉันอธิบายอยู่นั้นเอง จู่ๆ ประตูห้องของพวกเราก็ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับการมาของมิเนอร์ว่า แต่คราวนี้เธอมีผ้าขนหนูชุบน้ำและกระดาษใบหนึ่งติดตัวมาด้วย

    “ใช้ผ้าขนหนูนี่เช็ดเลือดก่อนนะคุณริวฮานะ แล้วก็ตามที่คุณอธิบายถึงรูปลักษณ์ของมังกรตัวนั้น มันทำให้ฉันนึกถึงใบประกาศจับใบนี้ขึ้นมา” เธอว่าพลางยื่นผ้าขนหนูและโชว์ใบประกาศจับนั่นให้ฉันและบาฮามุทดู ใบประกาศจับนั่นแสดงถึงภาพของมังกรตัวหนึ่งที่มีสีหน้าไร้อารมณ์และดู
    ไร้ชีวิตชีวาเป็นที่สุด ภาพลักษณ์นั่นตรงกับทุกอย่างที่ฉันอธิบายเอาไว้ก่อนหน้านี้ทุกประการ ฉันอ่านรายละเอียดของใบประกาศจับนั่นก่อนเห็นชื่อของเจ้าของภาพนั่น

    “เพชฌฆาตสีน้ำเงิน... (Azure Executioner)”

    “เขาเป็นบุคคลอันตรายที่ทางการต้องการตัวอยู่ ที่ฉันได้ยินมาคือเขาฆ่าผู้คนมาแล้วนับสิบ และแทบจะไม่ทิ้งร่องรอยการฆ่าเอาไว้เลย แม้กระทั่งศพของผู้เคราะห์ร้าย....”

    “…” ฉันมีสีหน้าฉงนและงุนงงไปในทันที “แต่ว่าตอนที่เขาฆ่ามังกรที่กำลังทำร้ายฉัน เขาไม่ได้กลับมาจัดการศพที่เขาเพิ่งฆ่าไปเลยนะคะ เหมือนเขามีท่าทีรีบร้อนแล้วก็หนีไปทั้งๆ อย่างนั้นเลย...”
    มิเนอร์ว่ามองฉันอย่างสงสัยพลางมองสลับไปที่ใบประกาศจับในมือนั่น ถ้าหากมันเป็นอย่างที่เธออธิบายจริงๆ มันน่าสงสัยอย่างคิดไม่ตกจริงๆ พวกเราในห้องต่างเงียบและไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมาสักพัก

    “แล้วเจ้ามังกรบ้าอะไรนั่น ทำไมถึงไล่ฆ่าผู้คนตั้งแต่แรกล่ะ? แล้วมันก็ดูไม่สมเหตุสมผลตรงที่ว่าเจ้ามังกรบ้านั่นช่วยชีวิตยัยทาสของข้าเอาไว้อีก” บาฮามุทเอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมในห้อง ฉันเองก็เห็นด้วยกับคำถามของเขาเช่นกัน ก่อนจะมองไปที่มิเนอร์ว่าเพื่อรอฟังคำตอบ แต่เธอเองก็เงียบและไม่ได้ตอบคำถามนั่นแต่อย่างใด เหมือนเธอเองก็มีท่าทีเห็นด้วยกับคำถามของบาฮามุทเช่นกัน

    “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันคะ แต่ว่าในอนาคตฉันอาจจะตอบคำถามของคุณได้นะคะบาฮามุท ตอนนี้พวกคุณไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ เพราะทางการเองก็กำลังไล่ล่าเขาอย่างเต็มความสามารถอยู่!“ มิเนอร์ว่ายิ้มพลางม้วนใบประกาศจับเก็บไป “เชิญพวกคุณพักผ่อนให้เต็มที่แล้วกัน ส่วนคุณริวฮานะ ยังไงก็ขอให้คุณระมัดระวังตัวเอาไว้มากนี้นะคะ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้คุณบาฮามุทติดตามคุณไปด้วยแล้วกันเวลาคุณจะไปข้างนอก” เธอพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องของพวกเราไป บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง ฉันและบาฮามุทมองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ฉันถอนหายใจเบาๆ พลางหยิบการ์ดขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่ง เจ้ามังกรตัวนั้น เพชฌฆาตสีน้ำเงิน อาจจะเป็นกุญแจอีกดอกหนึ่งที่ทำให้ฉันสามารถกลับไปที่โลกเดิมได้ แต่ว่าเราจะเจอเขาได้อีกครั้งเมื่อไหร่ล่ะ แล้วครั้งหน้าที่ประจันหน้ากันเขาจะเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?

    “เจ้าจะเอายังไงต่อ?” บาฮามุทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ฉันเงยหน้าพลางเก็บการ์ดลงในกระเป๋าเสื้อดังเดิม

    “ฉันก็คงต้องติดสอยห้อยตามเป็นทาสนายไปก่อนนั่นแหละ เพราะอยู่ที่นี่ก็ไม่มีเบาะแสอย่างอื่นนอกจากเพชฌฆาตสีน้ำเงินนั่น”

    “นั่นหมายความว่าเจ้าจะเดินทางไปที่เมืองนิวดอว์นด้วยสินะ” เขาเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งพลางลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนอื่นเขามีทาสที่คอยแบ่งเบาภาระให้บ่าวตัวเอง แต่กลายเป็นว่าข้ามีทาสที่เป็นภาระเสียอย่างนั้น โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเหลือเกิน”

    “เฮ้! นายพูดแบบนี้ไม่ได้นะ อย่างน้อยฉันก็ไปซื้อของให้นายก่อนจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้แล้วนะ อีกอย่างนายไม่ต้องแบกสัมภาระเองด้วย” ฉันเริ่มเถียงกลับไปในทันที และนั่นก็ทำให้การโต้เถียงที่ไม่มีวันสิ้นสุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการที่ได้โต้เถียงเรื่องไร้สาระกับมังกรตัวตรงหน้าจะทำให้ภาพที่เคยติดตาจากเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้านั่นจะค่อยๆ สลายหายไป อย่างน้อยๆ การเป็นทาสให้มังกรตัวตรงหน้านี่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสียสักทีเดียว แค่แลกกับว่าอาจจะมีอาการไมเกรนแทรกซ้อนขึ้นมาบ้างในบางครั้ง ความสัมพันธ์ของเราก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะไปในด้านไหนเช่นกัน.. เฮ้อ

    วันต่อมา

    เวลา 8.23 น. ณ น่านฟ้าไม่ไกลจากตัวเมืองฟิลลิม

    พวกเราออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่งด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจ ท้องฟ้าสดใสและแสงแดดยามเช้าที่ช่างอบอุ่น หากการเดินทางแบบปกติแล้วมันคงเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์ไม่น้อย แต่การเดินกับมังกรตัวนี้มันช่างเป็นอะไรที่น่าหวาดเสียวและเสี่ยงตายตลอดเวลา เพราะตอนนี้ฉันกำลังถูกบาฮามุทจับแขนหิ้วพร้อมกับสัมภาระสะพายหลัง

    “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายจะยังให้ฉันเดินทางด้วยสภาพนี้!”

    “ช่วยไม่ได้ที่เจ้าไม่มีปีกเอาไว้บินแบบข้า เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชอะไรเยี่ยงนี้” บาฮามุทพูดกลับมา

    “อย่างน้อยก็ให้ชีวิตของฉันมันดูปลอดภัยกว่านี้ไมได้หรือไงกัน!?”

    “เงียบปากไปยัยทาส ก่อนที่ข้าจะปล่อยมือจากแขนเจ้า!”
    และนั่นเองที่ทำให้ฉันถึงกับเงียบปากไปในทันที เพราะถ้าหากเอาชีวิตมาทิ้งในที่แห่งนี้มันคงเป็นเรื่องที่น่าสมเพชสำหรับฉันอย่างแน่แท้ สุดท้ายฉันก็คงต้องยอมจำนนกับสภาพของฉันในปัจจุบันไปก่อน ถ้าหากโลกนี้มันมีเวทมนตร์ที่ทำให้ฉันสามารถบินได้ละก็นะมันคงเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่น้อย

    พวกเราทั้งออกเดินทางออกจากเมืองฟิลลิมมาได้สักระยะเวลาแล้ว และแสงแดดบนท้องฟ้าก็เริ่มร้อนขึ้นกว่าเดิมบ่งบอกได้ถึงช่วงเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ภาพบรรยากาศบนภาคพื้นดินแห่งนี้เต็มไปด้วยผืนป่าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา และมีแม่น้ำตัดกันหลายสายพร้อมกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ประปลาย มีมังกรสองสามตัวบินไกลอยู่ลิบๆ จากพวกเราเหมือนกำลังออกเดินทางอยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่ฉันแอบสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือเวลาที่บาฮามุทสังเกตหรือเห็นมังกรตัวอื่นที่เริ่มเข้ามาใกล้เขา เขาจะพยายามบินเบี่ยงไปที่เส้นทางอื่นทันทีเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมังกรตัวอื่น

    “นี่! ฉันถามอะไรหน่อยได้มั้ยบาฮามุท” ฉันเอ่ยขึ้นมาพลางเงยหน้าขึ้นไปมองบาฮามุท

    “อะไรอีกล่ะยัยทาส?” เขาเอ่ยกลับมาโดยไม่ได้มองหน้าของฉันด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ

    “ฉันแอบสังเกตมาสักพักแล้วละว่าทำไมนายถึงไม่บินเข้าใกล้กับมังกรตัวอื่นเลย... หวา!!” ฉันยังไม่ทันพูดจบประโยคแต่จู่ๆ บาฮามุทก็ปล่อยมือออกจากแขนของฉันออกเสี้ยววินาทีจนฉันร้องกรี๊ดเสียงหลงออกมา นี่เขาทำบ้าอะไรของเขาเนี่ย!?

    “หากพูดหรือถามอะไรอีกสักประโยคคราวนี้ข้าจะปล่อยมือจากแขนเจ้าจริงจังละนะ...” และเหมือนคำพูดนั่นไม่ได้ดูล้อเล่นแต่อย่างใดจนฉันกลืนน้ำลายของตัวเองลงไปอย่างยากลำบาก ฉันไม่เคยเห็นบาฮามุทดูมีท่าทีจริงจังขนาดนี้มาก่อน ขนาดตอนต่อสู้กับเจ้าหมูป่ายักษ์ไม่กี่วันก่อนเขายังไม่มีท่าขึงขังขนาดนี้เลย....

    แต่ในขณะที่ฉันกำลังฉงนอยู่นั่นเอง จู่ๆ สายตาของฉันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ไกลลิบๆ พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังไกลลิบๆ แต่ยังพอจับใจความได้ บาฮามุทสบถเบาๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปอีกทางหนึ่งประหนึ่งหลีกหนีจากฝูงมังกรที่กำลังบินทางพวกเราอย่างรวดเร็ว

    “ระ...รีบไปขอความช่วยเหลือจากเมืองใกล้ๆ เร็ว!”

    “โอ้พระเจ้าช่วย! ลูกของฉัน... ลูกของฉัน!?”

    “ใจเย็นๆ ก่อนที่รัก! เดี๋ยวถ้าถึงฟิลลิมเมื่อไหร่ พวกโจรนั่นต้องถูกลากคอไปประหารแน่ๆ!”
    พวกมังกรเหล่านั้นเอ่ยปากคุยกันเสียงดังและมีท่าทีตื่นตระหนก บ้างกำลังตกใจและบ้างกำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ที่ด้านหน้าของพวกเรามีกลุ่มควันจางๆ ลอยออกจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลลิบออกไป ฉันและราชามังกรมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายและเหมือนเขากำลังจะเป็นกังวล
    อยู่

    “ต้องมีอะไรเกิดขึ้นที่หมู่บ้านนั่นแน่ๆ...” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวล ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา แบบนี้มันไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่เลย

    “แล้วพวกเราควรทำยังไงดีล่ะ?”

    “ลองไปสังเกตการณ์กันเถอะ..”

    ว่าแล้วพวกเราทั้งสองก็ตรงไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว และในระหว่างนี้นี่เองยังคงมีมังกรหลายตัวบินหนีจากหมู่บ้านนั่นเป็นระยะๆ และทุกตัวมีท่าทีเหมือนกันหมด

    ในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา ฉันและบาฮามุทก็ค่อยๆ ร่อนลงที่ป่าบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้านที่เป็นต้นตอของกลุ่มควันนั่นก่อนจะค่อยๆ แอบและสังเกตการณ์ผ่านพุ่มไม้ที่ใกล้ที่สุดกับตัวหมู่บ้าน บรรยากาศที่ฉันเห็นคือบ้านเรือนหลายหลังกำลังถูกไฟครอกอยู่พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังออกมาเป็นระยะๆ มีมังกรกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและหน้าตาดูไม่เป็นมิตรเสียเท่าไหร่กำลังไล่ทำลายข้าวของในหมู่บ้านอย่างบ้าคลั่งและสะใจ บ้างก็กำลังไล่รุมทำร้ายชาวบ้านอย่างสนุกสนานก่อนจะจับพวกชาวบ้านเหล่านั้นไปที่โกดังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน บรรยากาศตรงหน้ามันเอาฉันรู้สึกสิ้นหวังและตื่นกลัวอย่างห้ามไม่อยู่ มันไม่มีอะไรที่พวกเราพอจะทำได้บ้างหรือไงกัน?!

    “นี่ พวกเราควรทำยังไงกันดี!?” ฉันหันไปถามบาฮามุท แต่ทว่าร่างของเขาไม่ได้อยู่ข้างกายฉันเสียแล้ว และกว่าฉันจะรู้ตัวก็มีเสียงตะโกนออกมาจากทางหมู่บ้าน และฉันก็พบว่าบาฮามุทกำลังไล่ฟาดฟันเหล่ามังกรร้ายพวกนั้นอย่างไม่ปราณีมือ ฉันตกใจเป็นอย่างมาก ทำไมเขาถึงไม่ยั้งคิดยั้งทำบ้างนะ!? เหมือนกับตอนที่สู้กับหมูป่ายักษ์นั่นไม่มีผิดเลย! “ให้ตายสิ!” ฉันสบถกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบไล่หลังตามติดเขาไป อย่างน้อยถ้าฉันใช้พลังที่ฉันเคยใช้ในป่านั่น อย่างน้อยน่าจะทำให้สถานการณ์มันดีขึ้นละนะ

    “แกเป็นใครวะ!!?” เสียงตะโกนของเหล่ามังกรโจรดังลั่นขึ้นมาแต่พอสิ้นเสียงตะโกนนั่น ร่างของมันก็ถูกบาฮามุทฟันขนล้มลงไปกองกับพื้นหลายสิบตัวแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบาฮามุทจะรวดเร็วขนาดนี้

    “ปละ..ปล่อยนะ!!”

    ในขณะที่ฉันกำลังไล่กวดหลังบาฮามุทนั่นเอง ฉันเหลือบไปเห็นมังกรเด็กน้อยตัวหนึ่งกำลังถูกพวกมังกรเลวนั่นกำลังบีบคออยู่ เด็กน้อยคนนั้นพยายามสะบัดร่างกายของตัวเองเพื่อให้หลุดจากมือนั่น แต่ทว่ากลับไม่มีผลแม้แต่น้อย

    “หึ เล่นบทพระเอกมักจะจบลงไม่สวยหรอกนะเด็กน้อย ถึงเพื่อนตัวน้อยของเจ้าจะหนีไปได้ แต่สุดท้ายพอข้าเสร็จธุระกับเข้าเมื่อไหร่ พวกนั้นก็ไม่รอดจากมือของข้าหรอก!”
    เจ้ามังกรบ้านั่นหัวเราะร่าอย่างชอบใจในขณะที่เด็กน้อยคนนั้นยังคงพยายามดิ้นต่อไป ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังเด็กนั่นตายก่อนแน่ๆ ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว วินาทีนั้นเองฉันค่อยๆ แอบย่องไปทางด้านหลังของมันก่อนจะคว้าพลั่วที่วางอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินย่องไปอย่างเงียบๆ และดูเหมือนว่ามันจะยังไม่รู้ตัวเสียด้วย ฉันง้างพลั่วนั่นก่อนจะฟาดไปที่หัวของเจ้ามังกรนั่นอย่างสุดแรง

    “อ๊ากก!! อะ..อะไรวะ!!?” มันร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด และมีเลือดสีดำไหลออกมาจากบาดแผลที่หัวของมันอย่างไม่ขาดสาย เด็กน้อยนั่นหลุดจากน้ำมือของมังกรบ้านั่นได้ในที่สุด

    “หนีไป!” ฉันตะโกนสั่งเด็กคนนั้นอย่างสุดเสียงพลางใช้พลั่วนั่นฟาดไปที่ตัวของเจ้ามังกรนั่นอย่างไม่ยั้งเพื่อยื้อเวลาให้เด็กน้อยนั่นหนี เขามีท่าทีงุนงงถึงขีดสุด แต่ก็รีบลุกลี้ลุกลนลุกหนีออกไปจากเหตุการณ์ได้ในที่สุด

    “ยัยสารเลว!!”

    หมับ!

    เจ้ามังกรเลวตรงหน้านั่นหยุดพลั่วของฉันที่กำลังระดมฟาดใส่มันไม่ยั้งด้วยมือเดียวก่อนจะกระชากและโยนมันออกไปไกล ฉันถอยร่นออกมาและตั้งท่าจะหนี แต่มือของมันกลับคว้าคอของฉันเอาไว้ได้ และเริ่มบีบจนฉันเริ่มหายใจไม่ออก เป็นคราของฉันที่ต้องดีดดิ้นให้หลุดออกมาจากมือของมัน แต่แรงเด็กผู้หญิงอย่างฉันจะมีรึที่จะไปสู้เจ้ามังกรบ้านี่ได้

    “ปละ..ปล่อย...!”

    “ทำไว้แสบมากนะยัยสารเลว แต่ทำให้เลือดแห่งจักรวรรดิแห่งความมืดต้องไหลลินออกจากตัวของข้า เลือดนั่นมันสำคัญกับข้ามาก แก... แกต้องชดใช้ด้วยชีวิต!!” มันตะโกนกร้าวสุดเสียงก่อนจะทุ่มร่างของฉันลงพื้นอย่างสุดแรงจนฉันจุกและเจ็บไปหมดทั่วร่างกาย ฉันจุกเกินกว่าที่จะขยับหนีไปจากบริเวณได้ เจ้ามังกรตรงหน้าค่อยๆ หยิบดาบออกมาจากฟักและง้างหมายจะแทงมาที่ร่างของฉัน ยังผ่านไปไม่ถึงวัน ฉันต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วหรือนี่... ความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาอีกคราหนึ่ง ฉันกลัวจนขยับตัวไม่ได้แล้ว...

    อีกด้านหนึ่ง : บาฮามุท

    มังกรตัวสีดำใหญ่ไล่ล่าและฟาดฟันเหล่ามังกรจักรวรรดิอย่างไม่คณามือ พวกมันแตกสลายด้วยดาบของเขาไปแล้วหลายสิบตัว และดูเหมือนว่าพวกมันจะเริ่มล่าถอยแล้วเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้สู้กับพวกมังกรเลวพวกนี้อย่างเต็มสุดความสามารถ เขามองบรรยากาศรอบๆ และพบว่าชาวบ้านทั้งหลายกำลังวิ่งหนีตายออกจากหมู่บ้านกันอย่างจ้าระหวั่น

    “ไอ้พวกสวะจักรวรรดินั่น.! เล่นงานพวกชาวบ้านไม่มีทางต่อสู้งั้นรึ! เจ็บใจนัก!” เขาบ่นอย่างหัวเสียพลางสะบัดคราบเลือดออกจากดาบอย่างไม่ใยดี “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ยัยทาส!” เขาเอ่ยถามเด็กผู้หญิงที่เดินตามหลังมา แต่เขาก็ต้องพบกับความว่างเปล่า เพราะด้านหลังนั่นไม่มีร่างของทาสประจำตัวของเขาเลย ยัยทาสนั่นหายไปไหน… แล้วทำไมเขาถึงเริ่มมีอาการร้อนรนแบบนี้ขึ้นมาละ แต่นี่มันไม่ใช่เวลามาสงสัย ยัยทาสนั่นยิ่งทำตัวบุ่มบ่ามไม่มีสมองอยู่ด้วย และทั่งสองขาของเขาก็เริ่มออกวิ่งและตามหาริวฮานะทันที

    “ทำไว้แสบมากนะยัยสารเลว แต่ทำให้เลือดแห่งจักรวรรดิแห่งความมืดต้องไหลลินออกจากตัวของข้า เลือดนั่นมันสำคัญกับข้ามาก แก... แกต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
    เขาได้ยินเสียงของมังกรตัวหนึ่งที่กำลังตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราดอีกฝากฝั่งหนึ่ง และนั่นเองที่ทำให้เขาเห็นยัยทาสกำลังนอนอยู่บนพื้น มังกรจักรวรรดินั่นกำลังง้างดาบออกมาจากฟักของมันและหมายจะปลิดชีวิตนาง ถ้าหากเขาวิ่งไปในตอนนี้ยังไงก็ไม่ทันแน่ๆ มีแต่จะบินทะยานไปเท่านั้น แต่ว่า....

    แต่ว่าจะเปิดเผยมันจริงๆ นะหรอ... บาฮามุทชะงักไปชั่วขณะในขณะที่เจ้ามังกรนั่นเตรียมจะปลิดชีวิตของยัยทาสนั่นแล้ว เขาจะยอมเสี่ยงเปิดเผยมันจริงๆ ต่อหน้าชาวบ้านพวกนี้นะหรอ!?

    “บ้าเอ้ยยยย!!!”

    ฉั่วะ!!

    ฉันหลับตาปี๋พลางพร้อมรับความตายที่กำลังมาเยือน แต่ทว่ากลับไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ที่ร่างกายของฉัน แต่กลับกันกลับมีเลือดอุ่นๆ สีดำหยดลงบนที่หน้าผากของฉัน ก่อนจะพบว่าร่างของเจ้ามังกรชั่วตรงหน้าถูกดาบขนาดยักษ์เสียบร่างของมันจากทางด้านหลังอยู่ และฉันจำดาบนั่นได้เป็นอย่างดี

    “กะ..แก...” เจ้ามังกรชั่วนั่นระล่ำระลักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปทั้งๆ อย่างนั้น และเผยให้เห็นร่างของบาฮามุทที่กำลังยืนอยู่พร้อมกับปีกที่กำลังสยายอยู่ เขาสะบัดเลือดออกไปจากดาบนั่นและรีบเก็บปีกของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากร่างของฉันให้ลุกขึ้น
    มา

    “ขะ..ขอบคุณ...!” ฉันเอ่ยขอบคุณกับเขา แต่เหมือนกับว่าอารมณ์ของเจ้าบาฮามุทในตอนนี้กำลังครุกกรุ่นเต็มที่ เพราะนัยน์ตาสีเขียวที่ฉันกำลังสบอยู่นั่นไม่มีแววของความเป็นมิตรหลงเหลืออยู่เลย

    “หยุดทำอะไรบุ่มบ่ามตามอำเภอใจของเจ้าได้แล้ว!” บาฮามุทพูดด้วยน้ำเสียงโทนต่ำจนฉันขนลุกก่อนที่เขาจะวิ่งจากไปและไปจัดการพวกมังกรเลวที่กำลังทำลายหมู่บ้านอยู่นั่นต่อ วินาทีนั้นเองที่ทำเอาฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก นั่นคือโทนนัยน์ตาที่แท้จริงของบาฮามุทอย่างนั้นหรอกหรือ.... ฉันอาจจะต้องทำตามคำพูดของเขาสักครั้งแล้วละ...
    และแล้วในที่สุดพวกมังกรเลวทั้งหลายก็ล่าถอยและหนีจากหมู่บ้านนี้ไปหมด ชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ค่อยๆ ออกมาจากที่ซ่อนของตัวเองพลางมองบรรยากาศรอบๆ ด้วยความตื่นกลัว ก่อนที่ความหวาดกลัวทั้งหลายจะค่อยๆ กลายเป็นรอยยิ้มแห่งความโล่งใจในที่สุด

    “ขอบคุณท่านมังกรพเนจรมากที่ช่วยเหลือพวกเราไว้” เหล่าชาวบ้านเริ่มตรงเข้ามากล่าวขอบคุณบาฮามุทอย่างไม่ขาดสาย และบ้างถึงขั้นน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ บาฮามุทเองไม่ได้มีท่าทีโอ้อวดเหมือนแต่ก่อน แต่มีท่าทีเหมือนจะออกไปจากที่นี่เต็มที เหล่าชาวบ้านเริ่มนำผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์มามอบให้เป็นการขอบคุณ แต่เหมือนว่าบาฮามุทจะไม่ได้รับเอาไว้เอง ก่อนจะบ่ายเบี่ยงให้ฉันเป็นคนถือเสียเอง

    “เรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ...” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และพยายามจะฝ่าวงล้อมพวกชาวบ้านที่กำลังแห่แหนมาขอบคุณเขาอย่างไม่ขาดสาย

    “ช้าก่อน มังกรพเนจรเอ๋ย...”
    ในขณะที่บาฮามุทกำลังจะก้าวเดินนั่นเอง จู่ๆ เสียงของใครสักคนหนึ่งก็ดังขึ้นและเสียงนั่นทำให้เหล่าผู้คนในบริเวณนั้นถึงกับเงียบไปในทันทีพร้อมกับแหวกทางให้เจ้าของเสียง มังกรแก่เครายาวสีขาวพร้อมกับไม้เท้าสีขาวขุ่นกำลังเดินตรงมาหาพวกเราอย่างเชื่องช้า

    “...” บาฮามุทจ้องมองไปที่มังกรแก่นั่นด้วยนัยน์ตาที่เรียบเฉย แต่ทว่ามันกลับสั่นระริกเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่

    “..เจ้าสินะ ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด...”

    “…” บาฮามุทไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่มองหน้าของมังกรตรงหน้าเช่นเดิม

    “ดะ..เดี๋ยวก่อนนะคะ! ต้นเหตุอะไรกัน พวกเรามาช่วยพวกคุณนะคะ!!” ฉันเอ่ยแทนขึ้นมาเพราะหากไม่แก้ต่างอะไรละก็มีหวังอาจจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างแน่ ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่ดีเลยนะ... ไม่ดีเอามากๆ

    มังกรเฒ่ามองหน้าของฉันอย่างพินิจพิจารณาก่อนจะละสายตาไปอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปมองบาฮามุทอีกครั้งหนึ่ง

    “เจ้ามังกรพเนจร ผู้ถือครองปีกต้องสาป! [Wing of Curse]”
    สิ้นเสียงของมังกรเฒ่านั่น เหล่าชาวบ้านทั้งหลายจ่างมีท่าทีตกใจไปในทันทีและเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดัง พลางมองมาที่พวกเราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นี่มันเรื่องอะไรกัน...

    “…” บาฮามุทไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาและยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่นัยน์ตาของเขามันเริ่มสั่นระลิกมากกว่าเดิม ปีกต้องสาปอะไรกัน มันเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ

    “เอ่อ.. เดี๋ยวนะคะ คุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่หรอคะ” ฉันเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

    “กำลังพูดเรื่องนี้ยังไงละ เจ้ามังกรเขลาเอ๋ย!” มังกรเฒ่านั่นมองมาที่ฉันด้วยนัยน์ที่แข็งกร้าว ก่อนจะใช้ไม้เท้าของตัวเองกระทุ้งไปที่พื้นของตัวเองหนึ่งครั้ง และนั่นเองที่ทำให้ปีกของบาฮามุทโผล่ขึ้นมาจากหลังของเขา บาฮามุทยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยและไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด ผิดกับ
    ฉันที่ตอนนี้กำลังตกใจและเริ่มประมวลเหตุการณ์ไม่ทัน เหล่าชาวบ้านที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ต่างกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา และบ้างถึงกับวิ่งหนีไปจากบริเวณทันที

    “…”

    “เจ้ามันเป็นต้นเหตุของการมาของพวกจักรวรรดิชั่วร้ายนั่น หากไม่มีเจ้าอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านเราละก็ ป่านนี้พวกเรากำลังมีความสุขและใช้ชีวิตตามชีวิตประจำวันของพวกเรา เพราะปีกต้องสาปนั่นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความโชคร้าย...”
    มังกรเฒ่านั่นยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนใจท่าทีของบาฮามุทที่ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างมด ฉันมองไปที่ปีกของบาฮามุทอย่างไม่เข้าใจ เพราะอะไรทำไมปีกนั่นมันถึงกลายเป็นปีกต้องสาปได้ละ ปีกของเขามันก็เหมือนปีกนกทั่วไปไม่ใช่หรือไงกัน ฉันไม่เข้าใจความคิดของคนในดินแดนแห่งนี้

    “ออกไป!”

    ในขณะที่ฉันกำลังสับสนอยู่นั่นเอง ใบหน้าของฉันก็ถูกผลมะเขือเทศปาเข้าใส่หน้าอย่างจังจนมะเขือเทศนั่นแตกคาหน้าของฉัน ฉันหันไปมองที่เหล่าชาวบ้านก่อนจะพบว่าพวกเขาเริ่มขว้างปาสิ่งของใส่มาที่พวกเราอย่างไม่ขาดสาย และบ้างก็กำลังก่นสาปใส่บาฮามุทที่กำลังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เขาไม่ได้มีท่าทีสนใจยีระอะไรกับการกระทำของเหล่าชาวบ้านพวกนั้น ถ้าหากเอาเข้าจริงฉันว่าบาฮามุทสามารถจัดการพวกชาวบ้านนี่ด้วยมือเปล่ายังได้ แต่เพราะว่าเขากำลังจะเป็น ราชามังกร เขาเลยไม่สามารถทำร้ายเหล่าชาวบ้านนี่ได้สินะ.. ไอ้ความเชื่อปีกต้องสาปอะไรนั่นมันก็เป็นความเชื่อที่น่าสมเพชเสียเหลือเกิน... ฉันชักทนต่อไปไม่ไหวแล้วนะ

    “ไปกันได้แล้ว ยัยทาส...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พลางหันหลังเพื่อเดินหนีพวกชาวบ้านที่กำลังเกรี้ยวกราด แต่ทว่าฉันในตอนนี้เริ่มคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้ว...

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ฉันตะโกนเสียงก้องและนั่นทำให้เหล่าชาวบ้านที่กำลังคว้างปาสิ่งของใส่พวกเราอยู่ชะงักลงไป “พวกคุณบ้าไปแล้วหรือไง!? เขาช่วยชีวิตพวกคุณจากมังกรเลวพวกนั้นไม่ใช่หรือไงกัน!?”

    “ยัยทาส..!” บาฮามุทเอ่ยเรียกฉันอย่างประหลาดใจและสับสน แต่ฉันไม่ได้หันไปมองหน้าของเขาแต่อย่างใด เพียงแต่จ้องไปที่เหล่าชาวบ้านที่ไม่สำนึกบุญคุณพวกนี้

    “หึ..! ไม่ใช่ว่ามังกรพเนจรนั่นอาจจะเป็นพวกเดียวกับจักรวรรดิก็ได้นิ!” ชาวบ้านคนหนึ่งแสยะยิ้มและเอ่ยขึ้นมา

    “พวกคุณเสียสติไปแล้วหรือไง!? ถ้าเขาเป็นพวกเดียวกับจักรวรรดินั่น เขาคงไม่มานั่งช่วยพวกคุณจากพวกนั้นหรอกนะ!”

    “มันอาจจะเป็นการเล่นละครตบตาพวกเราก็ได้!”

    และเหมือนเสียงของพวกชาวบ้านก็เริ่มกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่บาฮามุทได้รับตอบแทนอย่างนั้นหรอ แบบนี้มันยุติธรรมแล้วอย่างนั้นหรอ!?

    “แม่สาวน้อยหยุดปกป้องปีกต้องสาปเสียเถิด มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้หมู่บ้านเราพังพินาศ...” มังกรเฒ่านั่นเอ่ยขึ้นมาและมองมาที่ฉันอีกครั้งหนึ่ง “พวกเจ้าออกไปจากหมู่บ้านพวกเราเสียก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศไปมากกว่านี้”
    วินาทีนั่นเองที่ฉันกำหมัดแน่น ฉันไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นอะไรแบบนี้มาก่อน ความโกรธนั่นทำเอาฉันถึงกับตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ ฉันมองไปที่บาฮามุทที่กำลังนั่งนิ่งอยู่สลับกับมังกรเฒ่าตรงหน้า ถ้าในเมื่อปีกต้องสาปบ้าอะไรนั่นมันจะทำให้หมู่บ้านมันพินาศสันตโรแล้ว งั้นถ้าจะให้พังพินาศเพิ่มสักหน่อยคงจะไม่เป็นอะไร...
    ฉันหยิบลูกมะพร้าวลูกหนึ่งที่ตกอยู่ไม่ไกลจากพวกเราเท่าไหร่ ก่อนจะมองมันอย่างช่างใจสลับกับมังกรเฒ่าที่อยู่ตรงหน้าของพวกเรา ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่ฉันคิดว่าบ้าบิ่นที่อาจจะทำให้ทุกคนมองฉันผิดไป

    ผลั่วะ!

    ฉันโยนลูกมะพร้าวนั่นไปสุดแรงใส่หน้าของเจ้ามังกรเฒ่าตรงหน้านั่น และมันกระแทกกับจมูกของมันอย่างจัง เลือดกำเดาของมันไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายก่อนที่จะล้มลงไปกองหมดสติแน่นิ่งในทันที เหล่าชาวบ้านถึงกับผงะและตกใจกับการกระทำของฉันในทันที ไม่เว้นแม้แต่บาฮามุทที่ยืนข้างๆ ฉัน

    “พวกคุณหยุดเพ้อเจ้อบ้าบอไร้สาระได้แล้ว... ถ้าในเมื่อคุณจะเชื่อว่าปีกต้องสาปนั่นเป็นต้นเหตุของเรื่องราวนี่ก็เชิญตามสบายแล้วกัน พวกเราก็ไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านที่มีแต่ผู้คนจิตใจสกปรกแบบนี้หรอกนะ! ไปกันเถอะบาฮามุท...” ฉันว่าพลางฉุดร่างของบาฮามุทให้ลุกขึ้นมา และเหมือนเขาจะเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

    “นี่เจ้า..” เขาเอ่ยและมองหน้าของฉัน

    “เดี๋ยวเราค่อยคุยกันหลังจากที่เราออกไปจากหมู่บ้านนี่กันดีกว่า...”

    บางเวลาต่อมา

    พวกเราเดินทางออกมาจากหมู่บ้านที่แสนเลวนั่นมาได้สักพักแล้วก่อนจะมานั่งพักที่ริมธารของป่าแห่งหนึ่งเพื่อชำระร่างกายที่มีทั้งลอยเลือดและรอยสกปรกของพวกสิ่งของที่เหล่าชาวบ้านขว้างปามาใส่พวกเรา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกชาวบ้านบ้านั่นจะทำกับพวกเราได้ลงคอ ทั้งๆ ที่พวกเรามีเจตนาดีมาช่วยเหลือพวกเขาเท่านั้นเอง แล้วนี่คือสิ่งที่พวกเราได้รับตอบแทนหรอ ตัวฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่บาฮามุทนี่สิ... ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอะไร

    “เจ้าไม่น่าจะทำแบบนั้นเลยนะยัยทาส..” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบมานานในขณะที่กำลังล้างเนื้อล้างตัวอยู่ในลำธาร

    “ก็นะ.. ช่วยไม่ได้ที่พวกเขาทำกับนายแบบนั้นได้ลงคอ ฉันแค่มองว่ามันไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง”

    “เพราะพวกนั้นหวาดกลัวกับปีกต้องสาปที่อยู่บนหลังของข้ายังไงล่ะ..”

    “ฉันไม่เข้าใจ... เพราะอะไรที่ทำให้ทุกคนถึงคิดว่าปีกของนายเป็นปีกคำสาปบ้าบออะไรนั่น ฉันว่าปีกของนายออกจะสวยและดูดีกว่ามังกรทุกตัวเสียอีก” ฉันว่าพลางมองไปที่ปีกของบาฮามุท จะว่าตั้งแต่ที่ฉันเห็นปีกของบาฮามุทครั้งแรกฉันก็ถึงกับหลุมหลงในความงามของมันแล้วนะ เพราะอะไรที่ทำให้ปีกที่แสนสวยงามตรงหน้าของฉันถึงเป็นปีกที่ทุกคนหวาดกลัว

    “…”

    บาฮามุทมองไปที่เด็กสาวที่กำลังเหม่อมองมาที่ปีกของเขาอย่างสับสนและไม่เข้าใจ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของคนที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของเขา มันทำให้เขาทั้งรู้สึกดีและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน จะว่าไปแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาพบกับยัยทาสตรงหน้า เขาก็สยายปีกให้นางเห็นโดยที่ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเลยด้วยซ้ำ หากเป็นปกติแล้วเขาจะไม่กางปีกให้คนอื่นเห็นง่ายๆ แน่....
    แล้วไหนจะเหตุการณ์ที่หมู่บ้านนั่นอีก ยัยทาสนั่นก็ออกตัวปกป้องแทนเขาโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอแต่อย่างใด จริงๆ แล้วมันเคยเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันแบบนี้ตั้งแต่เขายังเด็กแล้วล่ะ เขาถูกรังเกียจจากมังกรทั่วไปจนชาชิน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนๆ หนึ่งจะออกมาปกป้องเขาจากการเกลียดชังเหล่านั้น มันทำให้เขารู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก....

    “นี่ยัยทาส....” บาฮามุทเอ่ยเรียกฉันขึ้นมาเบาๆ ฉันหันไปมองหน้าของเขา

    “ว่าไง?”

    “… เหตุการณ์ในวันนี้ ขะ... ขะ...” บาฮามุทเริ่มพูดตะกุกตะกักไม่เป็นคำพูด ฉันมองหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจและงุนงง เขาจะพูดอะไรของเขา

    “นายว่าไงนะ?” ฉันเอ่ยถาม

    “ขะ..ขะ...ขอบ...”

    “อ่า! อยู่ที่นี่กันนี่เอง!”

    ยังไม่ทันที่บาฮามุทจะพูดให้เป็นประโยค อยู่ดีๆ ก็มีเสียงของใครสักคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉันพร้อมกับเสียงแหวกพุ่มไม้ บาฮามุทรีบเก็บปีกของตัวเองอย่างรวดเร็ว และตรงไปหยิบดาบของตนอย่างรวดเร็ว ฉันเองก็ผงะไปในทันทีด้วยความตกใจ ก่อนจะที่เจ้าของเสียงจะ
    ค่อยๆ โผล่พ้นออกมาจากเงาพุ่มไม้และปรากฏตัวมาให้พวกเราเห็นในที่สุด และที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราคือกลุ่มมังกรเด็กกลุ่มหนึ่ง และมีผู้ใหญ่ตามหลังมาด้วยสองสามคน... มังกรเด็กที่อยู่หน้าสุดของกลุ่มนั่น ฉันจำเขาได้! เขาเป็นมังกรเด็กน้อยที่ฉันช่วยชีวิตเอาไว้นี่นา

    “นี่พวกนาย.. จากหมู่บ้านนั่นนิ?” ฉันเอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจและเริ่มสังกรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่ บาฮามุทรีบมายืนบังร่างของฉันเอาไว้ ก่อนจะชี้ปลายดาบไปที่กลุ่มเด็กเหล่านั้น

    “พวกเจ้าต้องการอะไร?” บาฮามุทเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนต่ำน่ากลัว และนั่นทำเอาเด็กถึงกับมีท่าทีหวาดกลัวไปในทันที

    “พะ..พวกเราไม่ได้คิดจะมาทำร้ายพวกเจ้าหรอกนะ! พวกเราแค่จะมา..มอบของและก็กล่าวขอบคุณที่ช่วยเหลือหมู่บ้านเราเอาไว้เท่านั้นเอง!”

    “…” ฉันและบาฮามุทมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ

    “จริงอยู่ที่พวกชาวบ้านส่วนใหญ่จะยังมีความเชื่อเกี่ยวกับปีกแห่งต้องสาปอะไรนั่น เพราะมันเป็นความเชื่อมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ว่าจริงๆ พวกเราทั้งหมดนี่ไม่ได้สนใจหรือเชื่อกับสิ่งนั้นเลยนะ” มังกรเด็กน้อยที่ฉันช่วยชีวิตเอาไว้เอ่ยอธิบายขึ้นมา “พวกเราเด็กรุ่นใหม่มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง พวกเราแค่คิดว่าการที่พวกเจ้ามาช่วยหมู่บ้านของพวกเราก็เป็นเรื่องที่แสนประเสริฐแล้วละ ถ้าไม่ได้พวกเจ้าทั้งสองป่านนี้หมู่บ้านของพวกเราอาจจะกลายเป็นรังของพวกจักรวรรดิไปแล้วก็ได้ ที่เลวร้ายกว่าคือทุกคนจะถูกฆ่าตายหมด ยังไงก็ต้องขอบคุณพวกท่านทั้งสองมา ณ ที่นี้ด้วยครับ!”

    หลังมังกรเด็กนั่นพูดจบเขาก็โค้งคำนับพวกเราทันที ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวแต่รวมถึงมังกรที่ติดตามมาด้วย ฉันกับบาฮามุทมองหน้ากันอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันก็ยิ้มให้กับเขาอย่างดีใจ เพราะอย่างน้อยการกระทำของพวกเราก็มีคนเข้าใจและขอบคุณ มันทำให้ฉันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

    “...มันก็เป็นแค่หน้าที่ของข้าเท่านั้นเอง เห็นคนลำบากก็แค่ช่วยเหลือแค่นั้น ฮาๆ” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมีท่าทีโอ้อวดมาในทันที แลดูเขาจะกลับมาอารมณ์ดีขึ้นมาอีกครั้งแล้วสินะ

    บางเวลาต่อมา
    เวลา 18.06 น. ณ ป่าแห่งหนึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านของเหล่ามังกรแสนใจดำ

    พวกมังกรเด็กๆ โบกมือลาและเดินทางจากพวกเราไปในที่สุด มันช่างเป็นเวลาที่แสนวิเศษดีแม้ว่ามันจะแสนสั้น บาฮามุทเองก็มีท่าทีสบายใจขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั่นไม่ได้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

    “เด็กพวกนั้นเป็นเด็กดีนะ นายว่ามั้ย” ฉันเอ่ยถามในขณะที่สายตายังคงมองไปที่เหล่ามังกรที่กำลังโบยบินจากพวกเราไป

    “ข้าชักเริ่มไม่สบายใจแล้วล่ะสิ” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แฝงไปด้วยความกังวล ฉันละสายตาจากมังกรที่บินลับตาไปมามองบาฮามุทอย่างสงสัย

    “เรื่องอะไร?”

    “พวกจักรวรรดินั่นเริ่มเคลื่อนไหวมาบ้างแล้ว จริงๆ พวกนั้นมันไม่น่าจะรับรู้ได้ว่าพ่อของข้าละราชสมบัติ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่กี่คนในวังเท่านั้นที่จะรู้ ข้าแอบเอะใจตั้งแต่ตอนที่ข้าถูกพวกจักรวรรดินั่นเล่นงานมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ..”

    “…” ฉันไม่ได้เอ่ยอะไรต่อเพียงแต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าเหล่าจักรวรรดิพวกนั้นเป็นใคร และอะไรกันแน่ในดินแดนแห่งนี้ กลุ่มคนที่รุกรานและหมายจะปกครองอเล็กซานเดรียอย่างนั้นหรือ? แสดงว่าโลกแห่งนี้อาจจะมีประเทศอื่นนอกเหนือจากอเล็กซานเดรียอย่างนั้นหรือ?

    “หยุดทำหน้าตลกๆ แบบนั้นได้แล้วยัยทาส เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?” บาฮามุทว่าพลางทุบหัวของฉันหนึ่งทีจนฉันสติกลับมาอีกครั้ง ฉันบ่นใส่เขาอุบอิบอย่างไม่พอใจ

    “อย่างน้อยๆ นายก็กลับมาเป็นปกติแล้วละนะ ฉันคิดว่านายจะอมทุกข์ต่อไปแบบนี้เสียอีก จะว่าไปแล้วตอนที่นายกำลังล้างตัวในลำธารนั่น นายกำลังจะพูดอะไรน่ะ?”

    “เอ่อะ... เรื่องนั้น....” บาฮามุทสะอึกไปในทันทีพลางหันหน้าหนีฉันอย่างรวดเร็ว ฉันรี่ตามองอย่างจับพิรุธ เจ้ามังกรตัวนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ฉันยิ้มกรุ้มกริ่มนิดๆ ก่อนจะยื่นหน้าไปหาเขาอย่างช้าๆ และคาดคั้น

    “นายจะพูดอะไร บอกมาเลย!”

    “มันไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน่ายัยทาส!!” บาฮามุทหันกลับมาตะวาดใส่ฉันเสียงดังพลางใช้แขนข้างหนึ่งของเขารัดคอฉันและเริ่มขยี้หัวของฉันอย่างบ้าคลั่ง ฉันได้แต่ร้องโอดโอยโหยหวนอย่างเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น เพราะฉันจะไปสู้แรงเจ้ามังกรบ้านี่ได้ที่ไหนละ แล้วทำไมเขาต้องมาแกล้ง
    ฉันแบบนี้ด้วยล่ะ!?

    ‘โครกกก’

    ในขณะที่บาฮามุทกำลังทำลายหัวของฉันอยู่นั่นเอง จู่ๆ เสียงท้องของเจ้ามังกรขี้รังแกนั่นก็ดังขึ้น ทุกอย่างหยุดลงชั่วขณะก่อนที่เจ้ามังกรตัวใหญ่จะคลายแขนจากคอของฉันก่อนจะกอดอกมองพื้นอย่างเขินอาย

    “หิวแล้วสินะ” ฉันเอ่ยในขณะที่จัดทรงผมของตัวเองที่ยุ้งเยิ้ง

    “อย่ามายุ่งกับเรื่องปากท้องของข้าหน่า!”

    “นายนี่มันหัวรั้นเหมือนเด็กเมื่อวานซืนไม่มีผิดเลย ช่างมันเถอะ จริงๆ แล้วฉันก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกันแหละ บรรยากาศตอนนี้มันก็มืดแล้วด้วย ขืนเดินทางต่อไปอาจจะลำบาก... เราควรค้างแรมกันที่นี่ดีมั้ย?” ฉันเสนอความเห็น บาฮามุทพยักหน้าตอบกลับมาครั้งหนึ่ง เมื่อเป็นอันตกลงกัน
    ฉันจึงรีบวางสัมภาระและของที่เหล่าชาวบ้านเพิ่งให้มาใกล้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ฉันค่อยๆ แกะกล่องของชาวบ้านที่เอามาให้ฉัน ก่อนจะพบว่ามันเป็นเนื้อสัตว์และผักอีกหลายชนิดถูกบรรจุไว้อย่างดี อาจจะเป็นโชคดีของพวกเราก็ได้ที่อย่างน้อยเย็นนี้ก็มีมื้อเย็นรับประทาน

    “จะว่าไป เจ้าทำกับข้าวเป็นหรือ?” บาฮามุทเอ่ยถามพลางหยิบเนื้อสัตว์ในกล่องไปดูอย่างพิจารณา ฉันยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจ

    “ฉันทำกับข้าวให้กับแม่และตัวเองมากว่าหกปีละนะ อย่ามาดูถูกกันหน่อยเลย!” ฉันเอ่ยอย่างภาคภูมิใจแต่กลับถูกบาฮามุทหัวเราะร่าใส่อย่างดูถูกดูแคลนจนฉันถึงกับหุบยิ้มและโกรธแก้มป่องแทน “เดี๋ยวฉันจะแสดงฝีมือการทำอาหารให้นายดูแล้วกัน รับรองว่านายต้องชอบมากแน่ๆ”

    “แล้วข้าจะรอดู หึ” บาฮามุทเอ่ยพลางนั่งพิงกับต้นไม้อย่างสบายใจ นี่เขาไม่คิดจะช่วยอะไรหน่อยหรือไงกันนะ... ช่างเป็นราชามังกรที่จิตใจเมตตาเสียเหลือเกิน ช่างเถอะ... ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั่นยังติดตาฉันอยู่เลย ฉันเองก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนแอที่อยู่ในใจของเขาที่ต้องแบกรับความเชื่อของคนแบบผิดๆ ปีกต้องสาปบ้าบออะไรนั่นกัน มันช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน
    ถึงเวลาหยุดคิดเรื่อยเปื่อยแล้ว ทำข้าวเย็นดีกว่าฉัน จะว่าไปแล้วดูจากวัตถุดิบที่ชาวบ้านที่เป็นมิตรมามอบให้แล้ว มันช่างประจวบเหมาะที่จะทำเมนูหนึ่งขึ้นมาเลยละ เป็นเมนูที่ใครหลายๆ คนน่าจะชอบกินกัน...

    ผ่านไป 1 ชั่วโมง

    “เสร็จแล้ว!” ฉันเอ่ยขึ้นมาอย่างร่าเริงเมื่อประกอบอาหารเสร็จ ก่อนจะนำไปเสิร์ฟให้กับบาฮามุทที่กำลังรอทานอยู่ เขามองมาที่อาหารอย่างสงสัยและใช้ช้อนเขี่ยอาหารตรงหน้าอย่างสงสัย

    “นี่เจ้าทำอะไรมาให้ข้ากินนิ?” บาฮามุทถาม

    “อืมมม ดูจากวัตถุดิบที่พวกเด็กๆ เอามาให้แล้วฉันก็คิดเมนูนี้ขึ้นมาได้น่ะ ฉันว่านายต้องชอบมากแน่ๆ ละ ที่โลกของฉันมันเรียกว่า ทงคัตซึ (Tonkatsu : หมูชุบแป้งทอด)”

    “ทะ...ทงคัต... อะไรนะ?” บาฮามุทเอ่ยถามอีกครั้งอย่างงุนงง และพยายามจะอ่านออกเสียงชื่อของอาหาร

    “ทงคัตซึ พวกเนื้อสัตว์เอามาชุบแป้ง ไข่ แล้วก็นำไปทอดในน้ำมันน่ะ ฉันรู้สึกคิดถูกมากๆ เลยนะที่ซื้ออุปกรณ์ประกอบอาหารมาด้วยตอนที่อยู่ฟิลลิม เพราะดูจากสภาพการเดินทางแล้วพวกเราน่าจะต้องทำกับข้าวกินกันในป่าแบบนี้แน่ๆ” ฉันเอ่ยอธิบายขึ้นมาก่อนจะเริ่มหยิบอาหารของ
    ตัวเองมานั่งข้างกองไฟ ตรงข้ามกับบาฮามุท เจ้ามังกรตรงหน้ายังคงมองฉันลอาหารในจานสลับกันไปอย่างช่างใจ เขาใช้จมูกสูดดมกลิ่นอย่างอยากรู้อยากเห็น

    “เกิดมาข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แล้วก็ไม่เคยกินมาก่อนด้วย... มันกินได้แน่นะ...”

    “กินได้สิ เฮ้อ... ไม่รอนายแล้วนะ... อิทาดะกิมัส (ทานแล้วนะคะ)” ฉันพูดตัดบทก่อนจะใช้ช้อนและส้อมตัดทงคัตซึชิ้นใหญ่ตรงหน้าเข้าปากไป รสชาติของเนื้อมันไม่เหมือนกับเนื้อหมูสักทีเดียว แต่ว่าความนุ่มของมันนี่เหมือนกับเนื้อไก่ไม่มีผิด มันอร่อยกว่าเนื้อไหนๆ ที่ฉันเคยทานมาทั้งชีวิตเสียอีก ฉันเองก็ไม่ได้เอะใจเลยด้วยซ้ำว่านี่คือเนื้ออะไร ถามบาฮามุทไปเขาก็ไม่อาจจะไม่รู้ก็ได้

    “เอาวะ ดีกว่าอดตายแล้วกัน...” บาฮามุทเอ่ยขึ้นมาก่อนจะเริ่มทานทงคัตซึของตัวเองบ้าง ฉันเลยถือโอกาสนี้แอบมองปฏิกิริยาของเขา เจ้ามังกรกัดเนื้อเข้าไปคำนึงก่อนที่จะนิ่งเฉยไปสักพัก ก่อนจะหันมามองหน้าของฉันด้วยสายตาที่เรียบเฉย แต่ว่านัยน์ตามันเปล่งประกายแบบแปลกๆ แปลกจนฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “มะ...ไม่เห็นจะอร่อยเลย! อาหารในวังที่ข้าเคยอยู่ ยังอร่อยกว่านี้อีก!!”

    ‘บ้าชิบ... มันดีกว่าอาหารในวังที่ข้ากินอีก...!’ -บาฮามุทได้แค่คิดในใจ-

    “เอ๋!! ใจร้ายที่สุดเลยบาฮามุท! อย่างน้อยน่าจะรักษาน้ำใจกันหน่อยก็ดีนะ!” ฉันบ่นอุบอย่างผิดหวังก่อนจะลงมือกินทงคัตซึตรงหน้าต่อโดยไม่สนใจบาฮามุทอีกต่อไป ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะพูดจาใจร้ายกับฉันขนาดนี้ แต่จะว่ายังไงดีละ พักพลังๆ มาฉันก็ไม่ได้ทำทงคัตซึกินเองสักเท่าไหร่แล้วด้วย ตั้งแต่คุณแม่ฉันเสียไปก็แทบไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย เพราะมันเป็นเมนูที่แม่ฉันชอบกินมากๆ ฝีมือในการทำของฉันมันอาจจะตกลงไปบ้างก็ได้
    ฉันลงมือทานมาได้อีกไม่กี่คำก็รู้สึกอิ่มจนกินต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่เนื้อตรงหน้านั่นไม่ได้มีท่าทีจะเล็กลงแต่อย่างใดเลย เจ้าเนื้อบ้านี่ใหญ่ชะมัดเลย ถึงมันจะนุ่มชุ่มลิ้นอร่อยชวนหลงใหลอยู่หรอก แต่ว่าท้องของฉันมันคงทนต่อไปไม่ได้ไหวแล้วละ

    “อะ..อิ่มแล้วคะ...” ฉันเอ่ยอย่างเสียดายพลางวางจานทงคัตซึลงบนพื้น ถ้าแม่ฉันมาเห็นคงหูชาไปหลายวันแน่ๆ เลย ว่าแต่บาฮามุทเป็นยังไงบ้างละเนี่ย? ฉันหันไปมองว่าที่ราชามังกรตรงหน้าก่อนจะพบว่าเขาเพิ่งกินทงคัตซึคำสุดท้ายหมดไป ฉันก็ได้แต่ประหลาดใจนิดหน่อย แต่ก็อย่างว่าเขาเป็นมังกรตัวใหญ่ขนาดนี้ เนื้อชิ้นขนาดนี้มันคงเป็นเรื่อยสบายๆ ที่จะกินละมั้ง

    “เจ้านี่มันจริงๆ เลยยัยทาส! เสียดายของชะมัด! ขนาดอาหารที่เจ้าทำมันไม่อร่อยข้ายังกินหมดจานเลยนะ!!” บาฮามุทเริ่มพูดตะหวาดใส่ฉันยกใหญ่ นี่วิญญาณแม่ของฉันไปเข้าสิงเขาหรือไงกันเนี่ย ฉันก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับคำบ่นนั่นไป ก็มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้นี่นา เกิดมาฉันไม่เคยเจอเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย แค่ปรุงให้มันสุกและทานได้ก็เป็นบุญกับฉันแล้วล่ะ “ให้ได้อย่างนี้ซี้!” บาฮามุทบ่นทิ้งท้ายก่อนจะคว้าจานตรงหน้าไปของฉันไป และจัดการกินทงคัตซึที่เหลืออยู่ในจานฉันอย่างรวดเร็ว ถึงปากจะบอกว่าไม่อร่อย แต่ทำไมการกระทำของเขามันช่างตรง
    กันข้ามเสียเหลือเกิน

    “นายอิ่มฉันก็พอใจแล้วละ”

    “ฝีมือทำกับข้าวเจ้ามันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ” บาฮามุทว่าโดยไม่ได้หันมามองฉัน เหมือนกำลังหลบสายตาของฉันอยู่ “นับแต่นี้ต่อไป จนกว่าเจ้าจะพัฒนาฝีมือทำกับข้าวให้อร่อย เจ้าต้องรับผิดชอบเรื่องอาหารตลอดการเดินทางครั้งนี้!”

    “ตะ..ตลอดการเดินทาง?” ฉันเอ่ยตะกุกตะกักพลางเหงื่อตกหลังจากที่ได้ยินคำพูดของบาฮามุท เขาพยักหน้าเป็นคำตอบมาแทน ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายและมองไปที่มังกรตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ “รับทราบคะ ท่านราชามังกร” ฉันเอ่ยประชดเบาๆ พลางเริ่มเก็บข้าวของรอบกองไฟ ตลอดการเดินทางที่เขาว่านี่จนกว่าเขาจะผ่านการทดสอบการเป็นราชาอะไรนั่นน่ะหรอ? แล้วฉันจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่กันนะ?

    ตกดึก

    เด็กสาวหลับไปแล้ว แต่มังกรตัวใหญ่สีดำยังคงจับจ้องมองไปที่แผ่นหลังของเธอ ภาพเหตุการณ์ในหมู่บ้านเป็นภาพที่ยากจะลืมเลือนเสียเหลือเกิน เด็กสาวที่รู้จักเขาไม่ถึงเดือนออกตัวปกป้องเขาขนาดนี้ มันช่างเป็นอะไรที่น่าประทับใจแกมสงสัยเสียเหลือเกิน ปกติเขามักจะถูกคนที่พบเห็นปีกของเขารังเกียจ หรือสาปแข่งส่ง มีแต่ยัยทาสเท่านั้นแหละที่ไม่ได้มีอาการใดๆ เลย แล้วไหนจะเรื่องอาหารเย็นที่ทำให้เขากินอีก มันอร่อยกว่าอาหารมื้อไหนๆ ที่เขาเคยกิน

    ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กสาวคนนี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเขาทีละน้อยๆ จนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว ถ้าหากวันนึงยัยทาสนั่นต้องกลับบ้านของตัวเอง เขาก็คงรู้สึกเหงาขึ้นมา.. ละมั้ง เพราะตลอดการเดินทางที่ผ่านมาเขาอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด การที่ได้เพื่อนร่วมทางเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้มันก็คงเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของเขาก็เป็นได้ จะว่าไปแล้วเขาเองก็ไม่ได้เอ่ยคำๆ นึงที่ติดข้างยัยทาสเอาไว้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน

    “ขอบคุณเจ้ามาก ยัยทาส...” บาฮามุทเอ่ยคำขอบคุณเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อนอนกลับ

    “…อืมมม ไม่เป็นไรหรอกหน่า” เสียงงัวเงียของยัยทาสดังขึ้นมา และนั่นทำเอาเขาถึงกับลืมตาขึ้นมาทันทีอย่างตื่นตกใจพลางมองไปที่ยัยทาสอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่านางกำลังพลิกตัวและมีท่าทีเหมือนกำลังละเมออยู่ เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหลับตาต่อ

    ทำไมเขาถึงต้องอายขนาดนี้ด้วยละ?

  9. #9
    Member
    Join Date
    May 2020
    Posts
    31
    Thanks for Nice and Informative Post. This article is really contains lot more information about This Topic. เว็บดูหนังออนไลน์

Facebook Comments


Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •